‘ไทย-มาเลเซีย’จับมือ รองรับมาตรการภาษีระดับสูงของสหรัฐฯ

'ไทย-มาเลเซีย'จับมือ รองรับมาตรการภาษีระดับสูงของสหรัฐฯ

‘ไทย-มาเลเซีย’จับมือ รองรับมาตรการภาษีระดับสูงของสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.35 น.

“ไทย-มาเลเซีย”จับมือร่วมกันในระดับอาเซียน เพื่อรองรับมาตรการภาษีระดับสูงของสหรัฐฯ เดินหน้าก่อสร้างสะพานโก-ลก แห่งที่ 2 พร้อมตอกย้ำความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงแนวชายแดน การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 14.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนประเทศไทยเพื่อการเจรจาทำงาน (Working Visit) และหารือติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับความร่วมมือไทย-มาเลเซีย โดย นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียยินดีต่อความสัมพันธ์และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทย – มาเลเซีย และยินดีที่ไทยและมาเลเซียสามารถลงนามความตกลงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก โดยจะเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งข้ามแดน รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีขอบคุณมาเลเซียที่แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทย และกล่าวชื่นชมบทบาทของมาเลเซียในการประสานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซีย ยังเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือกับเมียนมาในการจัดการกับปัญหาภัยพิบัติและความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้อง จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา และเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกในเมียนมาที่สอดคล้องกับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน

นายจิรายุ กล่าวว่า สำหรับประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต่อการยุติการใช้การกระทำที่รุนแรง และส่งเสริมให้มีจัดการพบปะหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยและของกลุ่มที่เห็นต่างในเบื้องต้น (Pre-talk) โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขต่อไป และยังกล่าวชื่นชมมาเลเซียซึ่งมีบทบาทนำในองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) หวังว่ามาเลเซียจะช่วยหารือร่างมติที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนใต้กับฝ่ายไทยก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม OIC เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ ด้านมาเลเซียยืนยันจะไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใช้ประเทศเป็นที่หลบซ่อน และพร้อมให้ความร่วมมือตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นการดำเนินการในระดับประเทศและการยกระดับความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อรับมือกับมาตรการด้านภาษีจากสหรัฐฯ โดยหวังว่าประเทศในอาเซียนจะร่วมกันผลักดันในกรอบอาเซียน เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศ

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซีย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนความตกลงว่าด้วยการก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก เชื่อมระหว่างอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และเมืองรันเตาปันยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยผู้แลกเปลี่ยนฝ่ายไทยคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับ ดาโตะ อเล็กซานเดอร์ นันตา ลิงกี (Dato Sri Alexander Nanta Linggi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการมาเลเซีย

‘โรสวูด’อารักขาแน่น วงดินเนอร์‘ทักษิณ-อันวาร์-มินอ่องหล่าย’

‘โรสวูด’อารักขาแน่น วงดินเนอร์‘ทักษิณ-อันวาร์-มินอ่องหล่าย’

‘โรสวูด’อารักขาแน่น วงดินเนอร์‘ทักษิณ-อันวาร์-มินอ่องหล่าย’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ที่โรงแรมโรสวูด เพลินจิต กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรอง ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และคณะที่ปรึกษาประธานอาเซียน ในช่วงค่ำวันนี้ (17 เม.ย.)

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การหารือครั้งนี้ มี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ร่วมกันรับประทานอาหารด้วย ซึ่งไม่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมวงในครั้งนี้

โดยบรรยากาศมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ รักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบโรงแรม นอกจากนี้ ยังมีรถพยาบาลจากโรงพยาบาลตำรวจ สแตนด์บายหากเกิดเหตุกรณีฉุกเฉินด้วย ขณะที่ทีมล่วงหน้าของมาเลเซียได้มีการเดินสำรวจตรวจความพร้อมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทย

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า นายทักษิณ ได้รออยู่ภายในโรงแรมแล้ว

จากนั้นเวลา 14.42 น.ขบวนรถนายกฯ มาเลเซีย เดินทางถึงโรงแรมโรสวูด ต่อมาเวลา 14.55 น.ขบวนรถคาดว่าเป็นของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เข้าไปในโรงแรม ซึ่งมีขบวนรถนำ VIP รถประจำตำแหน่งของเอกอัครราชทูตเมียนมา และรถตู้ที่มีป้ายเขียนตัวย่อป้ายว่า MMR 04 ซึ่งเป็นชื่อย่อประเทศเมียนมา Myanmar

ขณะที่เมื่อเวลา 15.00 น.รถของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (APRC) อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สวนออกจากโรงแรม

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ให้สื่อมวลชนเข้าไปภายในโรงแรม ให้ปักหลักสังเกตการณ์ริมถนนด้านหน้าโรงแรมเท่านั้น

– 006

‘นายกฯ’คุย‘อันวาร์’ แก้ความไม่สงบ จชต. เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

‘นายกฯ’คุย‘อันวาร์’ แก้ความไม่สงบ จชต. เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

‘นายกฯ’คุย‘อันวาร์’ แก้ความไม่สงบ จชต. เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.30 น.

“นายกฯ”คุย”อันวาร์” แก้ความไม่สงบ จชต. เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า พร้อมสนับสนุนทีมพูดคุยสันติสุขมากขึ้น

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการหารือทวิภาคีกับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อการเจรจาทำงาน (Working Visit) ว่า เรื่องความสงบในพื้นที่ภาคใต้ได้มีการขอความร่วมมือมาเลเซีย ซึ่งเราไปเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ในเรื่องของฮาลาล โครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้คุยกันและมีความคิดเห็นว่าเราจะเปลี่ยนจากสนามรบมาเป็นสนามการค้า เพื่อให้มีการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน มีความร่วมมือซึ่งกันและกัน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการพูดคุยคณะกรรมการสันติสุขชุดใหม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียดในเรื่องของทีมงานจะให้สนับสนุนกันมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนี้จะเป็นเรื่องของรายละเอียดต่อไป ส่วนเรื่องการพูดคุยในระดับรัฐมนตรี ระดับนายกรัฐมนตรี ลงไปในทีมทำงานขอให้ราบรื่นและมีความต่อเนื่อง เพราะบางครั้งถ้าเราไม่ได้คุยกันในทุกระดับก็จะมีความท้าทายในการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ได้บอกไปแล้วว่าจะให้ทุกระดับพูดคุยกันให้ชัดเจน เมื่อถามว่า ยังให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยการในการพูดคุยเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ค่ะ

‘นายกฯ’บอกข่าวดี’พิชัย’ได้คิวเจรจาสหรัฐฯ 23 เม.ย.นี้ ยึดแนวทางวินวินทั้งสองฝ่าย

'นายกฯ'บอกข่าวดี'พิชัย'ได้คิวเจรจาสหรัฐฯ 23 เม.ย.นี้ ยึดแนวทางวินวินทั้งสองฝ่าย

‘นายกฯ’บอกข่าวดี’พิชัย’ได้คิวเจรจาสหรัฐฯ 23 เม.ย.นี้ ยึดแนวทางวินวินทั้งสองฝ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.26 น.

‘นายกฯ อิ๊งค์’เปิดทำเนียบฯ รับ’อันวาร์’ถกมาตรการสู้ภาษี’ทรัมป์’ พร้อมร่วมมือในนามอาเซียน บอกข่าวดี’พิชัย’ได้วันนัดคุยระดับรมต. 23 เม.ย.นี้ โวไทยมีจุดแข็งคุยเยอะ ยึดแนวทางเจรจาวินวินทั้งสองฝ่าย 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เดินทางเข้าพบ และหารือทวิภาคีกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ร่วมให้การต้อนรับ โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที

จากนั้นเมื่อเวลา 14.30 น. น.ส.แพทองธาร และนายสุริยะ ได้แถลงถึงผลการหารือว่า ได้พูดคุยกับนายอันวาร์  3 เรื่อง คือ 1.เรื่องของสะพานสุไหงโก-ลก ที่มีการตกลง และจะดำเนินการต่อ ขณะนี้อยู่ในช่วงการก่อสร้าง และจะเสร็จในปี ค.ศ.2027  และ 2.เรื่องความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ขอความร่วมมือกับทางประเทศมาเลเซีย โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารฮาลาล และ Rubber City โดยเรามีความเห็นว่าจะเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เพื่อจะได้ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ซึ่งกัน และกัน 3.เรื่องของภาษีสหรัฐอเมริกา โดยหารือกันว่าภูมิภาคอาเซียนจะสามารถรวมพลังกันอย่างไรได้บ้าง เพราะหากรวมประชากรในอาเซียนก็ถือว่าเยอะและมีความแข็งแรง

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เราก็ดูว่าแต่ละประเทศมีทางออกกันอย่างไร ซึ่งนายอันวาร์ ในฐานะที่เป็นประธานอาเซียน ก็อยากได้รับความร่วมมือ ว่าจะมีทางออกหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจับมือกับอาเซียนในการต่อสู้มาตรการภาษีจะเป็นลักษณะใด น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ในรายละเอียดที่ลงเป็นข้อ 1, 2, 3, ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่เราพูดในเชิงว่าอะไรที่เราจะช่วยสนับสนุนกันเราพร้อมสนับสนุนในมุมของกลุ่มอาเซียนหรือไม่ ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับอาเซียน และเราไม่เน้นเรื่องความรุนแรง การเจรจาอันไหนที่วินๆ ได้เราพยายามทำแบบนั้น 

เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลเดินหน้าไปมากน้อยแค่ไหน เพราะช่วงสงกรานต์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาบอกว่าได้พูดคุยกับคนรอบข้างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐไปหลายคนแล้ว น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า นายทักษิณ ได้คุยแบบไม่เป็นทางการหลายคนแล้ว ถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง เพราะการไม่ได้คุยกับคนที่มีตำแหน่งโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรีจะสามารถรวบรวมความคิดเห็นกันได้ก่อน และทางอเมริกาอยากได้ความคิดเห็นของไทยด้วยเช่นกัน เป็นการคุยนอกรอบว่าประมาณไหนดีที่จะสนับสนุนซึ่งกัน และกันได้ อันนี้ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เรื่องการพูดคุยเป็นทางการ นายพิชัย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง จะไปคุยก่อน ตอนนี้สามารถนัดวันได้แล้วคือวันที่ 23 เม.ย.นี้ โดยเป็นการคุยกับระดับรัฐมนตรี แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นใครรอการยืนยันอีกครั้ง 

เมื่อถามว่าตัวนายกฯ มีโอกาสต่อสายตรงถึง นายโดนัลด์ ทรัมป์ หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า หากถามว่าได้หรือไม่ในภาวะปกติความจริงได้ แต่พอตอนนี้ทุกประเทศเข้าคิวในการพูดคุยเราก็ไปตามขั้นตอนว่าจะต้องคุยแบบนี้ แต่อย่างที่บอกหลายทางที่สามารถพูดคุยได้ตนก็คุยด้วยเช่นกัน อาจจะไม่เป็นทางการตนก็คุยเช่นกัน อะไรเป็นคอนเนคชั่นที่เราสามารถพูดได้ก็ทำ 

เมื่อถามว่าการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลไทย สามารถพูดได้หรือไม่ว่าน่าจะมีข่าวดี น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า คิดว่าข้อเจรจาต่อรองของเราที่เตรียมไปแข็งแรงพอสมควร และเรามั่นใจว่ามันจะเป็นเรื่องบวกบวกของทั้งสองประเทศ เราคิดว่าเราเป็นประเทศที่ต้องพูดคุยอย่างแฟร์ๆ เพราะเราสามารถให้ประโยชน์กับเขาได้เช่นกันและเขาก็ให้ประโยชน์กับเราได้เช่นกัน อย่างให้คุยกันเป็นแนวนั้นเพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนาน คิดว่าน่าจะคุยแล้วเกิดผลดี 

เมื่อถามว่าจะใช้อะไรเป็นแต้มต่อในการเจรจา น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นเรื่องการค้าต่างๆ แต่ในรายละเอียดขอให้นายพิชัย เป็นคนแถลง  ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องดูผลประโยชน์ของประเทศเรา ของประชาชนไม่ให้เสียไป อันนี้เป็นเรื่องสำคัญและทราบอยู่แล้วว่าต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ เมื่อถามอีกว่าจุดแข็งของเราคืออะไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่าจุดแข็งเรามีสินค้ามากมายที่ส่งให้เขา และความจริงสินค้าเราราคาดีหลายอย่างมีรายละเอียดมากที่สามารถพูดคุยและต่อรองกันได้ ไม่ใช่แค่สินค้าเกษตร แต่ทุกรายละเอียดเคยถูกกางมาแล้วตั้งแต่ก่อนมาตรการภาษีจะออก

เมื่อถามว่าเรามีมาตรการเตรียมความพร้อมช่วยผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อันนี้เน้นเลย เรื่องช่วยผู้ประกอบการไทยเราเน้น นอกจากติดต่อกับสหรัฐแล้ว ตนยังพูดคุยกับทีมทำงานว่าเราควรสนับสนุนเอกชนในการลงทุนในต่างประเทศด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ตอนนี้กำลังทำให้ชัดเมื่อเป็นรูปเป็นร่างแล้วจะมาพูดให้ฟัง แต่ความตั้งใจที่สื่อสารไปกับคณะทำงานทีมงานก็เห็นด้วยว่าตอนนี้ภาคเอกชนที่ไปลงทุนต่างประเทศไปด้วยตัวเอง ถ้าได้ภาครัฐสนับสนุนอาจทำได้ดีกว่าเดิมไม่ต้องเสี่ยงเท่าเดิม ตนเคยอยู่ภาคเอกชนมาถ้าได้การสนับสนุนจากภาครัฐคงเป็นความร่วมมือที่ทำประโยชน์ให้ประเทศอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้ตนจะทำแผนต่อ 

เมื่อถามว่าได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยจากเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน น.ส.แพทองธาร กล่าวว่าความจริงต้องมีการปรับตัวเพราะภาษีต่างๆยังไม่ได้ถูกปรับใหม่ ทำให้ออกมาเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้เป็นมาตรฐานจริงๆ บางอันเราอาจได้เปรียบมากขึ้นบางอันประโยชน์อาจจะน้อยลง มันต้องเกลี่ยทั้งกระดาน ขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านมั่นใจว่าตนเป็นนักธุรกิจมาก่อนทราบว่าไม่มีใครอยากเสียผลประโยชน์ แต่เราพยายามคุยตรงนี้ให้เราเองแข็งแรงในการเจรจาต่อรอง ขอให้มั่นใจรัฐบาลดูเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าการเจรจา จะเจรจาภาษีทั้งระบบหรือเป็นสินค้าแต่ละชนิด นายกฯกล่าวว่า ขอให้นายพิชัย เป็นผู้แถลง 

เมื่อถามว่า นายทักษิณ บอกว่าไม่ค่อยได้พบนายกฯ พูดคุยกันอย่างจริงจัง ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้พูดคุยกับนายทักษิณ อย่างไรบ้าง และนายทักษิณ ได้แนะนำอะไรบ้าง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ได้พูดคุยอัพเดตกัน แต่ความจริงไม่ได้เจอท่านเลย เพราะตนไม่ค่อยมีเวลา เมื่อได้เจอที่เชียงใหม่ก็ได้พูดคุยกัน โดยตนรีบไปนั่งรถกับท่านแล้วให้ลูกนั่งรถอีกคัน ท่านก็อัพเดทเรื่องของสหรัฐว่าได้คุยกับคนนั้นคนนี้ คุยไปทิศทางว่าจะไปทางนั้นทางนี้อย่างไรบ้าง ตอนที่ตนเด็กๆอายุ 10 ขวบมีโอกาสพบกับครอบครัวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองไทย ได้ทานข้าวด้วยกัน นายทักษิณ ทราบแนวทางของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ว่าเป็นนักธุรกิจ ท่านก็บอกว่าสามารถคุยกันได้อยู่แล้วอะไรที่เป็นประโยชน์ทั้งเขาและเรา เขาแค่ไม่อยากเสียประโยชน์ของเขา เพราะมีประเทศใหญ่ๆอีกมากที่ดีลกับเขาโดยตรง เขาก็พยายามให้ทุกประเทศแฟร์ ซึ่งเราก็ดูแนวทางมาว่าประมาณไหนบ้างก็ปรึกษากัน

นายกฯเผย 18 เม.ย. เรียกถกความคืบหน้าผลสอบตึก สตง.ถล่ม

นายกฯเผย 18 เม.ย. เรียกถกความคืบหน้าผลสอบตึก สตง.ถล่ม

นายกฯเผย 18 เม.ย. เรียกถกความคืบหน้าผลสอบตึก สตง.ถล่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

“นายกฯ” เผย 18 เม.ย. เรียกถกความคืบหน้าผลสอบตึก สตง.ถล่ม 

วันที่ 17 เมษายน 2568 เวลา 14.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าผลสอบตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม ว่า ตอนนี้มีข้อมูลประปรายเข้ามา ซึ่งเราน่าจะเรียกประชุมได้ในวันที่ 18 เม.ย. โดยตนได้ขอข้อมูลทั้งหมดที่เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งในวันที่ 18 เม.ย.จะดูว่ามีฟีดแบค อย่างไร เพราะตอนนี้ได้ข้อมูลมาเป็นชิ้นๆ  “ในภาพรวม เร่งอยู่ตลอด ไม่ต้องห่วง ไม่ได้ปล่อยมือไปไหน”
 
เมื่อถามว่าในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตของโครงการก่อสร้างจะถือโอกาสนี้สะสางเลยหรือไม่ นายกฯไม่ตอบคำถามดังกล่าว

‘นายกฯ’ร้องโอ้ ปม’ลูกนายกเบี้ยว’ขับรถหรูชนกระบะลุง ย้ำว่าไปตามกระบวนการ มีอิทธิพลไม่ได้

'นายกฯ'ร้องโอ้ ปม'ลูกนายกเบี้ยว'ขับรถหรูชนกระบะลุง ย้ำว่าไปตามกระบวนการ มีอิทธิพลไม่ได้

‘นายกฯ’ร้องโอ้ ปม’ลูกนายกเบี้ยว’ขับรถหรูชนกระบะลุง ย้ำว่าไปตามกระบวนการ มีอิทธิพลไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.03 น.

‘นายกฯ’ร้องโอ้ ปม’ลูกนายกเบี้ยว’ขับรถหรูปาดชนกระบะลุง ย้ำมีอิทธิพลไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่17 เม.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ หรือ “พีช” บุตรชายของ นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานี ภายหลังขับรถ BMW ชนรถกระบะบนทางด่วน โดยสังคมกังวลว่าจะมีเรื่องของอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พยักหน้าพร้อมกับร้องว่า “โอ้” ก่อนกล่าวว่า มันก็เป็นไปตามกระบวนการไป ยิ่งเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจ มีอิทธิพลไม่ได้หรอก เดี๋ยวนี้โลกเราก็เป็นอย่างนี้ไปแล้ว

ไม่เกี่ยวข้อง’เพื่อไทย’!! ‘ดนุพร’โพสต์แจงปม’ลูกชายนายกเบี้ยว’ขับรถหรูปาดชนกระบะลุง

ไม่เกี่ยวข้อง'เพื่อไทย'!! 'ดนุพร'โพสต์แจงปม'ลูกชายนายกเบี้ยว'ขับรถหรูปาดชนกระบะลุง

ไม่เกี่ยวข้อง’เพื่อไทย’!! ‘ดนุพร’โพสต์แจงปม’ลูกชายนายกเบี้ยว’ขับรถหรูปาดชนกระบะลุง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.25 น.

ไม่เกี่ยวข้อง’เพื่อไทย’!!  ‘ดนุพร’โพสต์แจงปม’ลูกชายนายกเบี้ยว’ขับรถหรูปาดชนกระบะลุง วอนเลิกโยง’ทักษิณ-อุ๊งอิ๊งค์’​ ขอทุกคนร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความบน X ถึงกรณีที่ลูกชายของ นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีพฤติกรรมรุนแรงบนท้องถนนจนทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย ว่า “จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ตอนนี้นั้น #ธัญบุรี เป็นอุบัติเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยจริงๆ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับผู้บาดเจ็บ ขอให้ปลอดภัยและหายในเร็ววันนะครับ 

ในส่วนของคู่กรณีก็ขอให้เป็นเรื่องของตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนั้นในกรณีที่มีการโยงถึงทางพรรคเพื่อไทย ต้องเรียนแจ้งว่า คู่กรณีคนดังกล่าวเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด ขอทุกท่านอย่านำเรื่องดังกล่าวมาโยงกับการเมือง หรือ ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ และ นายกฯ แพทองธาร พวกเรามาร่วมเป็นกำลังใจให้กับผู้บาดเจ็บดีกว่าครับ”

‘วราวุธ’ชูนโยบาย พม.5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร-พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน

'วราวุธ'ชูนโยบาย พม.5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร-พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน

‘วราวุธ’ชูนโยบาย พม.5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร-พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

“วราวุธ”บรรยายพิเศษให้ วปอ.รุ่น 67 ฟัง ชูนโยบาย พม.5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร-พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน หวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ให้แก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 ว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ระบุว่า “ความเหลื่อมล้ำ” มีหลายมิติและแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริบท อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (รายได้ ทรัพย์สิน และค่าจ้าง) ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความเหลื่อมล้ำทางกฎหมาย ทำให้กลุ่มคนที่แตกต่างกันถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกัน ไม่ได้รับความเสมอภาค นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำยังหมายถึงความเหลื่อมล้ำภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งรายงานธนาคารโลก (World Bank Report) ระบุไว้ว่า แอฟริกาใต้มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก และสโลวาเกียมีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก ในขณะที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำไม่สูง

สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อ “กลุ่มเปราะบาง” มากกว่ากลุ่มอื่นๆ จากรายงานแผนบริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ โดยกระทรวง พม.พบว่า กลุ่มเปราะบาง ประมาณ 22.6 ล้านคน แบ่งเป็น เด็กเล็กอายุไม่เกิน 7 ปี 4.4 ล้านคน คนพิการ 2.2 ล้านคน ผู้สูงอายุ 13.6 ล้านคน และคนยากไร้ 2.4 ล้านคน ซึ่งเด็กในครัวเรือนเปราะบาง ประมาณ 4 ใน 10 คน กำลังประสบกับหลายปัญหาพร้อมกัน ทำให้เสี่ยงที่จะไม่ได้เรียนต่อ อีกทั้งคนพิการส่วนใหญ่ยังเข้าถึงการศึกษาและการทํางานได้ยาก การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างประชากรจะเพิ่มภาระให้กับกลุ่มวัยแรงงานที่เป็นกลุ่มเปราะบางและทําให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยมีประชากรผู้สูงอายุ มากถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่วัยเรียน และวัยทํางานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทําให้วัยแรงงานต้องแบกรับภาระการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้สูงอายุเกือบร้อยละ 20 ต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของรัฐบาลอย่างเดียว

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ มากกว่าคนทั่วไป อาทิ อุณหภูมิสูงขึ้น ภัยแล้ง พายุ น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม เกิดบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่ง UNICEF ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เด็กมีความเสี่ยงสูงอันดับ 50 จาก 163 ประเทศ และผู้หญิงมักได้รับผลกระทบมากกว่าและรุนแรงกว่าเพศชายเมื่อเกิดวิกฤต

การจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน นั้น สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นการแก้ปัญหาสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน รวมถึงความเหลื่อมล้ำ ประกอบด้วย 17 เป้าหมาย ครอบคลุมมิติสําคัญ 5 มิติ ได้แก่ 1) มิติความมั่นคงของมนุษย์ 2) ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ 3) ความยั่งยืนของโลก 4) ความสงบสุขสันติของสังคม และ 5) ความร่วมมือกันเพื่อการพัฒนา โดยเป้าหมายมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ อีกทั้งจำเป็นต้องพัฒนาคนสําหรับโลกยุคใหม่ในการสร้างหลักประกันและความคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงในชีวิต มุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม ด้วยการสนับสนุนให้กลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสมีโอกาสในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้น ซึ่งนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลได้ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สําคัญ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้ ด้วยการส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย อาทิ ส่งเสริมการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม และพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ และส่งเสริมความเท่าเทียมของชายและหญิงทั้งในครอบครัวและที่ทํางาน

ในส่วนของกระทรวง พม.ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร” ที่มุ่งเน้นด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคทางสังคมในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคน การสร้างและยกระดับรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ การเสริมพลังและการให้ความสําคัญกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประกอบด้วย 1) เสริมพลังวัยทํางาน 2) เพิมคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน 3) สร้างพลังผู้สูงอายุ 4) เพิมโอกาสและเสริมสร้างคุณค่าคนพิการ และ 5) สร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมสําหรับการพัฒนาความมั่นคงของครอบครัว

และการขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญ (Flagship Projects) 9 ด้าน เพื่อต่อยอดขยายผลนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ประกอบด้วย 1) ยกระดับการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย 2) ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุ 3) สร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนเปราะบาง 4) พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 5) สร้างหุ้นส่วนทางสังคม สู่สวัสดิการที่ยั่งยืน 6) ขับเคลื่อนพันธกรณีระหว่างประเทศที่สําคัญ 7) สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ทางสังคมเชิงรุก 8) พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสังคม และ 9) พัฒนาระบบ พม.ดิจิทัล และฐานข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อ “คนไทยมีความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการที่เหมาะสม” ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ก้าวข้ามคําว่า “เปราะบาง” มีงาน มีรายได้ สามารถอยู่ร่วมในสังคม และพร้อมส่งต่อโอกาสสู่ผู้อื่นต่อไป

กระทรวง พม.ได้จัดตั้งศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เป็นหน่วยงานกลางในการเร่งรัด จัดการ และช่วยเหลือคุ้มครองสวัสดิภาพประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคม ให้ความช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 87,000 กรณี (ในช่วงเวลา 6 เดือน) ทั้งในมิติของการจัดการสวัสดิการสังคม อาทิ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือน และการเสนอกฎหมายใหม่ๆ เช่น การคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว และการคุ้มครองเด็กที่ส่งเสริมให้ชุมชนและท้องถิ่นดูแลเด็กมากขึ้น

รวมถึงการ ตั้งศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) เป็นหน่วยงานกลางในการให้ความช่วยเหลือ ดูแล และเยียวยากลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติของอย่างครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการให้เงินสงเคราะห์ ถุงยังชีพ และคําปรึกษาแนะนําบริการและสิทธิสวัสดิการสังคมต่างๆ การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวของ พม.และการมีส่วนร่วมบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวของจังหวัด รวมถึงแผนบริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ อีกทั้งกระทรวง พม. ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) จัดทําแผนที่แสดงกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ เพื่อให้ช่วยเหลือได้ตรงจุด รวดเร็ว และทันเวลา

กระทรวง พม.ยังมีแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย ได้แก่ 1) กลุ่มเด็ก ด้วยการส่งเสริมการเติบโตสมวัย มีคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กเล็ก ส่งเสริมศูนย์เด็กเล็กในที่ทำงาน สร้างความมั่นคงในระบบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี 2) กลุ่มคนพิการ ด้วยการสร้างโอกาสให้คนพิการ มีล่ามภาษามือทุกจังหวัด ส่งเสริมการจ้างงาน พัฒนาอุปกรณ์ช่วยเหลือ และสร้างทัศนคติที่ดีในสังคม 3) กลุ่มผู้สูงอายุ ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุ สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ผลักดันการจ้างงาน และปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม และ 4) กลุ่มผู้ดอยโอกาส ผู้ยากไร้ ด้วยการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนตามโมเดล “นิคม Next” สร้างบ้านราคาถูกให้ประชาชน และส่งเสริมการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางด้วยทุนทางสังคม

– 006

รอดนอนคุก! ศาลให้ประกันตัว‘เอกราช ช่างเหลา’วงเงิน 3 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ

รอดนอนคุก! ศาลให้ประกันตัว‘เอกราช ช่างเหลา’วงเงิน 3 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ

รอดนอนคุก! ศาลให้ประกันตัว‘เอกราช ช่างเหลา’วงเงิน 3 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

รอดนอนคุก! ศาลให้ประกันตัว‘เอกราช ช่างเหลา’วงเงิน 3 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ

17 เมษายน 2568 เวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลจังหวัดขอนแก่น ได้มีคำสั่งพิจารณาให้ประกันตัว นายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย หลังทีมทนายความได้ยื่นขอประกันตัวด้วยเงินสด 3 ล้านบาท โดยมีคำสั่งห้ามเจ้าตัวเดินทางออกนอกประเทศ ในคดีดำที่ อ258/2564 และคดีแดงที่ อ1148/2566 ฐานความผิดร่วมกันยักยอกทรัพย์ , ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารทรัพย์และร่วมกันใช้เอกสารปลอม จากคดีการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตัดสินให้นายเอกราช จำคุก 5 ปี 93 เดือน

ทั้งนี้ ศาลจังหวัดขอนแก่น พิจารณาคำร้อง และหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้นายเอกราช ประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์คดี กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล แจ้งกองบัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)เพื่อทราบ โดยก่อนที่เจ้าตัวจะเดินทางออกจากศาล นายเอกราช บอกเพียงสั้นๆว่า ไม่มีอะไร ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนที่จะเดินขึ้นรถยนต์ส่วนตัวออกจากศาลไปทันที

ไม่สนลูกใคร!! ‘มท.1’ยันต้องดำเนินคดี‘ลูกชายนายกเบี้ยว’ ลั่นไม่มีใครอิทธิพลใหญ่กว่า

ไม่สนลูกใคร!! ‘มท.1’ยันต้องดำเนินคดี‘ลูกชายนายกเบี้ยว’ ลั่นไม่มีใครอิทธิพลใหญ่กว่า

ไม่สนลูกใคร!! ‘มท.1’ยันต้องดำเนินคดี‘ลูกชายนายกเบี้ยว’ ลั่นไม่มีใครอิทธิพลใหญ่กว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.10 น.

ไม่ว่าลูกใครผิดกฎหมายต้องโดน! ‘มท.1’ลั่นไม่มีใครอิทธิพลใหญ่กว่า ยันต้องดำเนินคดี‘ลูกชายนายกเบี้ยว’

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีลูกชายของ นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีพฤติกรรมรุนแรงบนท้องถนนจนทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 รายว่า ก็ต้องดำเนินคดีไป และให้ผู้เสียหายไปฟ้องแจ้งความดำเนินคดี ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็นลูกใคร ทำผิดกฎหมายก็โดนหมด ต้องให้ความเป็นธรรม และทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่าหากกรณีดังกล่าวมีการใช้อิทธิพลในพื้นที่มารังแกประชาชน จะทำอย่างไร นายอนุทิน ถามกลับว่า “ใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ไหม ใหญ่กว่าตำรวจไหม ใหญ่กว่ากระทรวงมหาดไทยไหม ใหญ่กว่ารัฐบาลไหม ถ้าไม่ก็ไม่มีอิทธิพลอะไร ก็ในเมื่อคนที่ใหญ่กว่าบอกว่าต้องโดน ถ้าทำผิดก็ต้องโดน”