ย้อนรอยรัฐบาล‘4 นายกฯ’ เตือน‘อุ๊งอิ๊งค์’ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ย้อนรอยรัฐบาล‘4 นายกฯ’ เตือน‘อุ๊งอิ๊งค์’ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ย้อนรอยรัฐบาล‘4 นายกฯ’ เตือน‘อุ๊งอิ๊งค์’ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.37 น.

ย้อนรอยรัฐบาล‘4 นายกฯ’ เตือน‘อุ๊งอิ๊งค์’ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

18 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “อุ๊งอิ๊ง:ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ระบุว่า…

อุ๊งอิ๊ง:ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ช่วงนี้มีแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ว่า หลังจากสงกรานต์ไปแล้วการเมืองจะดีขึ้น รัฐบาลเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์ที่โน้มเอียงเอาใจช่วยรัฐบาล ทั้งที่หลังจากสงกรานต์แล้ว รัฐบาลต้องเจอกับมรสุมทางการเมืองอีกหลายรูปแบบ ทำให้มีการวิเคราะห์ถึงผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีคนเดียว จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่

เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ผ่านมา 4 ครั้ง มีจุดจบที่แตกต่างกันดังนี้

1.พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ผลคือต้องประกาศลาออกกลางสภาผู้แทนราษฎร

2.พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่มีปัญหาความสมบูรณ์ของญัตติ จึงไม่สามารถเปิดอภิปรายได้

3.นายบรรหาร ศิลปอาชา ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และมีแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยแลกกับการโหวตลงมติไว้วางใจ นายบรรหารต่อรองขอเวลาตัดสินใจ 7 วัน เมื่อลงมติไว้วางใจผ่านไป นายบรรหารเปลี่ยนใจประกาศยุบสภา

4.พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผ่านการลงมติไปได้ หลังจากนั้น 2 เดือน เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จนต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป

5.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจคนเดียวเช่นกัน และผ่านการลงมติไว้วางใจไปแล้ว รอดูว่าหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ภายในกี่เดือน จะล้างอาถรรพ์ได้หรือไม่

ขอให้จับตาปรากฏการณ์ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ไปว่า ประวัติศาสตร์ทางการเมืองจะซ้ำรอยหรือไม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบใด

ยุบสภา

ลาออก

หรือปรับครม.

ถึงเวลากำจัดจุดอ่อน!!!‘เจิมศักดิ์’วิเคราะห์‘สงครามภาษี’สหรัฐ ชี้เปรี้ยงนายกฯไทยไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ถึงเวลากำจัดจุดอ่อน!!!‘เจิมศักดิ์’วิเคราะห์‘สงครามภาษี’สหรัฐ ชี้เปรี้ยงนายกฯไทยไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ถึงเวลากำจัดจุดอ่อน!!!‘เจิมศักดิ์’วิเคราะห์‘สงครามภาษี’สหรัฐ ชี้เปรี้ยงนายกฯไทยไม่รู้อิโหน่อิเหน่

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.24 น.

ถึงเวลากำจัดจุดอ่อน!!!‘เจิมศักดิ์’วิเคราะห์‘สงครามภาษี’สหรัฐ ชี้เปรี้ยงนายกฯไทยไม่รู้อิโหน่อิเหน่

18 เมษายน 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และนายวิทเยนทร์ มุตตามระ ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐผ่านรายการ “ถอนพิษ” ทางช่องยูทูบ WATCHDOG CHANNEL

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ได้ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐกำลังทำสงครามข่มขู่โลกด้วยกำแพงภาษี แต่นายกฯไทยกลับไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ดังนั้นถึงเวลากำจัดจุดอ่อนเพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย

(ชมคลิปด้านล่าง)

‘อิ๊งค์’โวต่อสายตรงคุย‘ทรัมป์’ได้ถ้าอยู่ในภาวะปกติ ถกสหรัฐฯ23เม.ย.นี้ การันตีไทยมีจุดแข็งเยอะ

‘อิ๊งค์’โวต่อสายตรงคุย‘ทรัมป์’ได้ถ้าอยู่ในภาวะปกติ  ถกสหรัฐฯ23เม.ย.นี้  การันตีไทยมีจุดแข็งเยอะ

‘อิ๊งค์’โวต่อสายตรงคุย‘ทรัมป์’ได้ถ้าอยู่ในภาวะปกติ ถกสหรัฐฯ23เม.ย.นี้ การันตีไทยมีจุดแข็งเยอะ

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อิ๊งค์’โวต่อสายตรงคุย‘ทรัมป์’ได้ถ้าอยู่ในภาวะปกติ ถกสหรัฐฯ23เม.ย.นี้ การันตีไทยมีจุดแข็งเยอะ ยึดแนวเจรจาแบบวิน-วิน เปิดทำเนียบฯรับ‘อันวาร์’ ถกมาตรการสู้ภาษีมะกัน

นายกฯ เผยข่าวดี สหรัฐฯนัดรับเจรจาทีมไทยแลนด์“พิชัย”คุยระดับ รมต. 23 เมษายนนี้ มั่นใจข้อตกลงไทยมีจุดแข็งเยอะ ยึดแนวทางเจรจาแบบวิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ยืนยันมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกคุยโว มีโอกาสต่อสายตรงถึง ทรัมป์ ได้เลย หากอยู่ในภาวะปกติ แต่พอตอนนี้ทุกประเทศเข้าคิวในการพูดคุยเราก็ไปตามขั้นตอน ขณะเดียวกัน ไทย-มาเลเซียจับมือรวมกันในระดับอาเซียนเพื่อรองรับมาตรการภาษีระดับสูงของสหรัฐ ฯ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เดินทางเข้าพบและหารือทวิภาคี โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ร่วมให้การต้อนรับ โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30นาที

จากนั้นเวลา 14.30 น. นายกฯ แถลงผลการหารือว่า ได้พูดคุยกับนายอันวาร์ 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องของสะพานสุไหงโก-ลก ที่มีการตกลงและจะดำเนินการต่อ ขณะนี้อยู่ในช่วงการก่อสร้างและจะเสร็จในปี ค.ศ. 2027 2.เรื่องความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ขอความร่วมมือกับทางประเทศมาเลเซีย โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารฮาลาล และโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) โดยเรามีความเห็นว่าจะเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เพื่อจะได้ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ซึ่งกันและกัน 3.เรื่องของภาษีสหรัฐอเมริกา โดยหารือกันว่าภูมิภาคอาเซียน จะสามารถรวมพลังกันอย่างไรได้บ้าง เพราะหากรวมประชากรในอาเซียน ก็ถือว่าเยอะและมีความแข็งแรง ซึ่งนายอันวาร์ ในฐานะที่เป็นประธานเซียน ก็อยากได้รับความร่วมมือ ว่าจะมีทางออกหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง

นายกฯ กล่าวต่อว่า นายทักษิณ ได้พูดคุยกับคนรอบข้าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายคน แต่คุยแบบไม่เป็นทางการ ถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง เพราะการไม่ได้คุยกับคนที่มีตำแหน่งโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรี จะสามารถรวบรวมความคิดเห็นกันได้ก่อน และทางสหรัฐอเมริกาอยากได้ความคิดเห็นของไทยด้วยเช่นกัน ถือเป็นการพูดคุยกันนอกรอบว่าประมาณไหนดีที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ แต่เรื่องการพูดคุยทางการ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง จะไปคุยก่อน ตอนนี้สามารถนัดวันได้แล้ว คือวันที่ 23 เม.ย. โดยเป็นการคุยกับระดับรัฐมนตรี แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร รอการยืนยันอีกครั้ง

เมื่อถามว่าตัวนายกฯ มีโอกาสต่อสายตรงถึง นายโดนัลด์ ทรัมป์ หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า หากถามว่าได้หรือไม่ในภาวะปกติความจริงได้ แต่พอตอนนี้ทุกประเทศเข้าคิวในการพูดคุยเราก็ไปตามขั้นตอนว่าจะต้องคุยแบบนี้ แต่อย่างที่บอกหลายทางที่สามารถพูดคุยได้ตนก็คุยด้วยเช่นกัน อาจจะไม่เป็นทางการตนก็คุยเช่นกัน อะไรเป็นคอนเนคชั่นที่เราสามารถพูดได้ก็ทำ

เมื่อถามว่าการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลไทย สามารถพูดได้หรือไม่ว่าน่าจะมีข่าวดี น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า คิดว่าข้อเจรจาต่อรองของเราที่เตรียมไปแข็งแรงพอสมควร และเรามั่นใจว่ามันจะเป็นเรื่องบวกบวกของทั้งสองประเทศ เราคิดว่าเราเป็นประเทศที่ต้องพูดคุยอย่างแฟร์ๆ เพราะเราสามารถให้ประโยชน์กับเขาได้เช่นกันและเขาก็ให้ประโยชน์กับเราได้เช่นกัน อย่างให้คุยกันเป็นแนวนั้นเพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนาน คิดว่าน่าจะคุยแล้วเกิดผลดี

เมื่อถามต่อว่าจะใช้อะไรเป็นแต้มต่อในการเจรจา นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องการค้าต่างๆ แน่นอนว่าเราต้องดูผลประโยชน์ของประเทศเรา ของประชาชนไม่ให้เสีย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญและทราบอยู่แล้วว่าต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ ทั้งนี้ จุดแข็งของเรามีสินค้ามากมายที่ส่งให้เขา และความจริงสินค้าเราราคาดีหลายอย่าง มีรายละเอียดมากที่สามารถพูดคุยและต่อรองกันได้ ไม่ใช่แค่สินค้าเกษตรแต่ทุกรายละเอียดเคยถูกกางมาแล้วตั้งแต่ก่อนมาตราการภาษีจะออก

เมื่อถามอีกว่า เรามีมาตรการเตรียมความพร้อมช่วยผู้ประกอบการนำเข้า และส่งออกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้เน้นเลย เรื่องช่วยผู้ประกอบการไทยเราเน้น นอกจากติดต่อกับสหรัฐแล้ว ตนยังพูดคุยกับทีมทำงานว่าเราควรสนับสนุนเอกชนในการลงทุนในต่างประเทศด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ตอนนี้กำลังทำให้ชัด เพราะตอนนี้ภาคเอกชนที่ไปลงทุนต่างประเทศไปด้วยตัวเอง ถ้าได้ภาครัฐสนับสนุนอาจทำได้ดีกว่าเดิมไม่ต้องเสี่ยงเท่าเดิม ตนเคยอยู่ภาคเอกชนมาก่อน ถ้าได้การสนับสนุนจากภาครัฐคงเป็นความร่วมมือที่ทำประโยชน์ให้ประเทศอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้ตนจะทำแผนต่อ

เมื่อถามย้ำว่าได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยจากเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน นายกฯ กล่าวว่า ความจริงต้องมีการปรับตัว เพราะภาษีต่างๆ ยังไม่ได้ถูกปรับใหม่ ทำให้ออกมาเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้เป็นมาตฐานจริงๆ บางอันเราอาจได้เปรียบมากขึ้น บางอันประโยชน์อาจจะน้อยลง มันต้องเกลี่ยทั้งกระดาน ขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านมั่นใจว่าตนเป็นนักธุรกิจมาก่อน ทราบว่าไม่มีใครอยากเสียผลประโยชน์ แต่เราพยายามคุยตรงนี้ให้เราเองแข็งแรงในการเจรจาต่อรอง ขอให้มั่นใจรัฐบาลดูเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าการเจรจาจะเจรจาภาษีทั้งระบบหรือเป็นสินค้าแต่ละชนิด นายกฯ กล่าวว่าให้นายพิชัยเป็นผู้แถลง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 14.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนประเทศไทยเพื่อการเจรจาทำงาน (Working Visit) และหารือติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับความร่วมมือไทย-มาเลเซีย โดย นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียยินดีต่อความสัมพันธ์และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทย-มาเลเซีย และยินดีที่ไทยและมาเลเซียสามารถลงนามความตกลงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก – ลก โดยจะเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งข้ามแดน รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีขอบคุณมาเลเซียที่แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทย และกล่าวชื่นชมบทบาทของมาเลเซียในการประสานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซีย ยังเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือกับเมียนมาในการจัดการกับปัญหาภัยพิบัติและความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้อง จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา และเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกในเมียนมาที่สอดคล้องกับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน

นายจิรายุ กล่าวว่า สำหรับประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต่อการยุติการใช้การกระทำที่รุนแรง และส่งเสริมให้มีจัดการพบปะหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยและของกลุ่มที่เห็นต่างในเบื้องต้น (Pre-talk) โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขต่อไป และยังกล่าวชื่นชมมาเลเซียซึ่งมีบทบาทนำในองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) หวังว่ามาเลเซียจะช่วยหารือร่างมติที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนใต้กับฝ่ายไทยก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม OIC เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ ด้านมาเลเซียยืนยันจะไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใช้ประเทศเป็นที่หลบซ่อน และพร้อมให้ความร่วมมือตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นการดำเนินการในระดับประเทศและการยกระดับความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อรับมือกับมาตรการด้านภาษีจากสหรัฐฯ โดยหวังว่าประเทศในอาเซียนจะร่วมกันผลักดันในกรอบอาเซียน เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศ

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนความตกลงว่าด้วยการก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก เชื่อมระหว่างอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และเมืองรันเตาปันยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยผู้แลกเปลี่ยนฝ่ายไทยคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับ ดาโตะ อเล็กซานเดอร์ นันตา ลิงกี (Dato Sri Alexander Nanta Linggi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการมาเลเซีย

‘เอกราช’อ่วม คุก5ปี93เดือนคดีโกงสหกรณ์ครู วาง3ล้านได้ประกัน/‘ภท.’จ่อขับ

‘เอกราช’อ่วม คุก5ปี93เดือนคดีโกงสหกรณ์ครู วาง3ล้านได้ประกัน/‘ภท.’จ่อขับ

‘เอกราช’อ่วม คุก5ปี93เดือนคดีโกงสหกรณ์ครู วาง3ล้านได้ประกัน/‘ภท.’จ่อขับ

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘เอกราช’อ่วม คุก5ปี93เดือนคดีโกงสหกรณ์ครู วาง3ล้านได้ประกัน/‘ภท.’จ่อขับ

ศาลจังหวัดขอนแก่น สั่งจำคุก “เอกราช ช่างเหลา” 5 ปี 93 เดือน คดีทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น พร้อมให้ชดใช้เงินทั้งหมด ทนายความเร่งยื่นประกันตัว ให้ประกันตัววงเงิน3ล้านบาท ห้ามออกนอกประเทศ

เมื่อเวลา 09.00น.วันที่ 17เมษายน2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีเลขดำที่ อ258/2564และคดีเลขแดงที่ อ1148/2566 ระหว่างพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น ฝ่ายโจทก์ กับนายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ฝ่ายจำเลย ในข้อกล่าวหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ ,ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์และร่วมกันใช้เอกสารปลอม จากกรณีการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น โดยเมื่อถึงเวลานัดหมาย นายเอกราช ช่างเหลา พร้อมด้วยทนายความได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลด้วยสีหน้าท่าทางปกติ โดยได้ทักทายกับสื่อมวลชนก่อนที่จะเดินขึ้นศาลเพื่อเข้ารับฟังคำพิพากษาที่บัลลังก์ 6 ชั้น 3 ทันที ขณะที่ฝ่ายโจทก์โดยพนักงานอัยการจังหวัดและทีมทนายความและฝ่ายบริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น ได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษาเช่นกัน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งยังคงไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ ในเขตอำนาจศาลแต่อย่างใด

โดยศาลได้อ่านคำพิพากษานานกว่า 1 ชม.ก่อนจะมีคำพิพากษาว่าจำเลยได้ร่วมกันทำกระทำผิดตาม ม.91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ ทั้งหมด 5 กระทง ตัดสินจำคุกกระทงละ 3ปี แต่จะเลยให้การรับสารภาพให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือกระทงละ 1 ปี 6 เดือนรวม 5 ปี 30 เดือน และกระทำผิดตามและความผิดตามมาตร 268 ฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสาร 21 กระทง ตัดสินจำคุกกระทงละ 6 เดือน โดยจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือกระทงละ 3 เดือน รวม 63 เดือน รวมพิพากษา 5 ปี 93 เดือน

ขณะที่เงินที่ยักยอกไปกว่า 405 ล้านบาทนั้นจำเลยได้ชดใช้มาแล้วเพื่อบรรเทาเหตุ ประกอบด้วย วันที่ 19 ต.ค.2565 รวม 10.5 ล้านบาท, วันที่ 27 ธ.ค.2565 รวม 40 ล้านบาท , วันที่ 28 ธ.ค.2566 รวม 10 ล้านบาทและ วันที่ 26 มี.ค.2567 รวม 40 ล้านบาท โดยให้เงินที่ผ่อนชำระมานั้นนำมาหักเงินต้นและให้จำเลยชำระให้หมด สำหรับการที่โจทย์ยื่นขอออกหมายจับ จำเลยจากเหตุการณ์การละเมิดคำสั่ง ในการนัดฟังคำพิพากษาที่ผ่านมาและจำเลยขอเลื่อนและอ้างว่าป่วยแต่กลับพบว่าไปประชุมสภาฯและลงพื้นที่ร่วมกับคณะรัฐมนตรีฯ ศาลมีคำสั่งยกคำร้องแต่กำชับให้จำเลยมาพบศาลตามนัดหมายทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาจำคุก ตำรวจศาลได้ทำการควบคุมตัวนายเอกราชไปไว้ที่ห้องคุมขังบริเวณชั้นล่างศาลทันที ขณะที่ทีมทนายความอยู่ในระหว่างการประกันตัว ต่อมา ศาลอนุญาตให้ประกันตัว นายเอกราช ด้วยหลักประกันเงินสด 3ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล แจ้งกองบัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อทราบ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า นายเอกราช ไม่ได้มาทำกิจกรรมกับพรรคภูมิใจไทยมาเกือบปีแล้ว และขณะนี้ก็เห็น นายเอกราชไปดำเนินการทางการเมืองในทางของเขา

“ผมในฐานะที่เป็นเพื่อน สส.ด้วยกันก็เห็นใจ ขอส่งกำลังใจให้ แต่ในเรื่องการดำเนินการของกฎหมายมีแนวทางอยู่และทางพรรคภูมิใจไทยเอง ในการประชุมหารือระหว่างกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรค ที่จะมีการพูดคุยกันเรื่องที่จะเชิญ นายเอกราช ออกจากพรรค เพื่อที่จะได้มีอิสระในการทำการเมืองหาก นายเอกราช ต้องคำพิพากษาแล้วแต่ยังไม่ถึงที่สุด เราก็มองว่าน่าจะยังสามารถให้ นายเอกราช ออกจากพรรคได้ เพื่อให้ไปสังกัดพรรคใหม่ ตามความประสงค์ของ นายเอกราช ซึ่งอะไรที่ทำได้ เพื่อให้เกิดความสบายใจกับทุกฝ่าย ก็พร้อมที่จะทำ” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว

รุมถล่มลูกชายนักการเมืองดังซิ่งปาดหน้ากระบะลุงป้าเจ็บ2 ผบ.ตร.สั่งฟันทุกข้อหา มท.1ลั่นถ้าผิดต้องโดน

รุมถล่มลูกชายนักการเมืองดังซิ่งปาดหน้ากระบะลุงป้าเจ็บ2 ผบ.ตร.สั่งฟันทุกข้อหา มท.1ลั่นถ้าผิดต้องโดน

รุมถล่มลูกชายนักการเมืองดังซิ่งปาดหน้ากระบะลุงป้าเจ็บ2 ผบ.ตร.สั่งฟันทุกข้อหา มท.1ลั่นถ้าผิดต้องโดน

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รุมถล่มลูกชายนักการเมืองดัง ซิ่งปาดหน้ากระบะลุงป้าเจ็บ2 ผบ.ตร.สั่งฟันทุกข้อหา มท.1ลั่นถ้าผิดต้องโดน

สังคมวิจารณ์หนัก!ลูกชายนักการเมืองดัง ขับรถหรูปาดหน้ากระบะจนเสียหลักชนไหล่ทาง ทำให้ลุงกับป้าได้รับบาดเจ็บ ผู้เสียหายเผยโดนเรียกให้จอดคุยแต่ไม่กล้า เพราะกลัวถูกทำร้าย ด้าน“นายกเบี้ยว”เข้าเยี่ยมคนเจ็บ ระบุไม่ทิ้งแน่นอน ยืนยันลูกชายก็ขับรถดีมาก ไม่มีพฤติกรรมขับปาดหน้า เชื่อเป็นอุบัติเหตุ “ผบ.ตร.” ฮึ่ม! สั่งดำเนินคดีทุกข้อหา ซัดพฤติกรรมน่ารังเกียจ-ไร้วุฒิภาวะ มท.1 ลั่น ไม่ว่าจะเป็นลูกใคร ทำผิดกฎหมายก็โดนหมด ต้องให้ความเป็นธรรม ตรงไปตรงมา

จากกรณี พ.ต.ท.จำเริญ หนูรัก สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถชนกันบริเวณ ถนนกาญจนาภิเษกหมายเลข 9 หลักกมที่23+400 มุ่งหน้าบางปะอิน อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 16เมษายนที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าที่กู้ภัยทางหลวงและ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบรถBMW สีขาว ทะเบียนป้ายแดง กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนกับรถกระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ สีดำ ทะเบียนลำปาง โดยพบผู้บาดเจ็บเป็นผู้ขับขี่ และโดยสารมากับรถกระบะคันดังกล่าว ทราบชื่อต่อมาว่า นายประจักษ์ อายุ 65ปีและนางสมศรี อายุ 64 ปี เป็นชาว อ.เกาะคา จ.ลำปาง เจ้าที่กู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลบางปะกอก-รังสิต2

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 17เมษายน 2568 พ.ต.ท.จำเริญ กล่าวว่า ในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ เมื่อไปถึงก็พบว่ามีรถชนกัน และมีคนเจ็บ เป็นคนขับรถกระบะและผู้ที่นั่งโดยสารมาด้วยรวมสองคน ซึ่งหลังจากที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลแล้ว คู่กรณีที่ขับรถ BMW ป้ายแดง คือ นายสมิทธิพัฒน์ อยู่ที่ ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้ยืนรออยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งเดินทางไปที่โรงพักก่อนให้การในเบื้องต้นว่า มีการขับรถปาดหน้ากันมาก่อน แล้วจะมาถึงจุดเกิดเหตุ แล้วเกิดชนกัน ซึ่งในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลบางปะกอก-รังสิต 2 เพื่อดูอาการของผู้รับบาดเจ็บเพื่อจะได้นำมาประกอบ ในสำนวนเพื่อจะได้ดำเนินการ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ต่อมา เวลา 10.00น.ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามฝ่ายที่โดยสารมากับรถกระบะคือป้าสมศรี ซึ่งได้เปิดเผย ว่า ป้ากับลุงมาจากบ้านลูกสาวที่พัทยา กำลังกลับลำปางคนขับ BMW หรูอ้างว่าตนและสามีขับเบี่ยงไปในเลน ซึ่งทางลุง และป้าได้ยกมือไหว้แล้ว แต่คนขับรถหรูไม่ยอม สำหรับอาการของป้าตอนนี้ดีขึ้น เพราะร่างกายกระแทกกับสายเข็มขัดนิรภัย และถุงลมนิรภัยมีอาการเจ็บเล็กน้อย ส่วนสามียังอยู่ห้องไอซียู กระดูกซี่โครงร้าว และมีอาการจุกหน้าอก และอาการเริ่มดีขึ้น

ป้าสมศรีเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 16 เมษายน 2568 เวลาประมาณ 08.00น.เศษ ขณะนั้นตนเอง และสามีขับรถมาจากบ้านลูกสาวที่พัทยา เพื่อจะเดินทางกลับลำปางเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุลุงก็ขับรถปกติก่อนที่จะถึงที่เกิดเหตุคนขับรถ BMW เปิดกระจกชี้หน้าด่าหาว่า ขับเบี่ยงรถไปในเลนเขา และบอกให้จอดรถเพื่อลงมาคุยกัน โดยตนเองกลัวว่าจะมีอาวุธ เพราะเหมือนเขาเมาอะไรบางอย่าง ตนเองก็เลยถามลุงไปว่าจอดได้มั้ย ลุงบอกว่าไม่ต้องจอด เพราะกลัวเขามีอาวุธ ดูมีอาการดุ และมีการตะโกนใส่ ตนเอง และสามีก็ยกมือไหว้ขอโทษแล้วตามคลิปถ้าลุงกับป้าทำผิดป้าขอโทษ แต่คนขับก็ไม่ยอมยังปาดหน้าซ้ายขวาไปมา ก่อนที่จะขับรถกระแทกจนเกิดอุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บ แต่ยังดีที่สามีขับรถไม่เร็วมาก

เวลา 12.30น.ที่โรงพยาบาลบางปะกอก–รังสิต 2 นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ “นายกเบี้ยว” นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานีบิดาของ นายสมิทธิพัฒน์ผู้ขับรถ BMW ในเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เดินทางมาเข้ามาเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บก่อนเปิดเผยว่าส่วนตัวยังไม่รู้เรื่องหรือรายละเอียดอะไรเพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถติดต่อลูกชายได้ลูกชายไม่รับโทรศัพท์จึงอยู่ระหว่างให้ลูกน้องไปตามตัวอยู่และช่วงนี้เองเขาก็ไม่อยู่บ้านเมื่อวานก็ไม่รู้ว่าเขาไปไหนมาไหนมาบ้างส่วนที่ตัวเองเดินทางมาโรงพยาบาลวันนี้ ก็เพราะตั้งใจจะมาเยี่ยมคนเจ็บก่อน ยืนยันว่า พร้อมช่วยเหลือคนเจ็บเต็มที่ ไม่ทิ้งแน่นอน “ปกติผมช่วยเหลือชาวบ้านอยู่แล้ว ยิ่งคนแก่ก็ยิ่งอยากจะมาดูแล ผมแคร์สังคมอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าลูกชายเป็นคนอารมณ์ร้อนหรือขับรถเป็นอย่างไรนั้น นายกเบี้ยว ตอบว่า “เป็นคนขับรถดีมาก ไม่มีพฤติกรรมขับรถปาดหน้าคนอื่น” เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะกระทบการเลือกตั้งที่ลูกชายลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาลตำบลธัญบุรีหรือไม่ เฮียเบี้ยว ตอบว่า “ก็แล้วแต่ประชาชน มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ แต่ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร ไม่เครียด หากพบว่าสุดท้ายแล้ว ลูกชายผิดจริง ผมก็พร้อมยอมขอโทษ ไม่ได้เข้าข้างลูก”พร้อมยอมรับว่าที่ผ่านมาลูกชายดื่มสุรานิดหน่อย แต่เท่าที่สอบถามตำรวจ หลังเกิดเหตุ ก็พบว่า เขาเป่าแอลกอฮอล์แล้วไม่พบ ยืนยันตัวเองไม่เครียด

พ.ต.ท.ธิติ พันธ์สวัสดิ์ รอง ผกก.(สอบสวน) ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล. พ.ต.ท.จำเริญ หนูรัก สารวัตรสอบสวน สทล.2กก.8 บก.ทล. ได้เดินออกมาจากโรงพยาบาลบางปะกอกรังสิต 2 หลังจากใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงสอบปากคำนายประจักษ์ คนขับรถกระบะและนางสมศรีโดย พ.ต.ท.จำเริญ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับใครและสอบสอบปากคำคนเจ็บกับคนขับรถ BMW ป้ายแดง เบื้องต้นแล้ว พร้อมทั้งได้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนขับรถBMW เรียบร้อยแล้วซึ่งในร่างกายแอลกอฮอล์เป็น 0 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ส่วนอาการของคนเจ็บนั้นต้องรอผลแพทย์ก่อน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างรุนแรงว่า ได้ดูคลิปเหตุการณ์แล้ว และเห็นว่าพฤติกรรมของผู้ขับรถ BMW เป็นสิ่งที่ “น่ารังเกียจ” และไม่สมควรเกิดขึ้นในสังคม “ผมเสียใจที่ยังมีคนขับรถแบบนี้บนถนน ถ้ารถคันที่เสียหายมีเด็กเล็กอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น พฤติกรรมเช่นนี้อยู่ในสังคมยาก” ผบ.ตร.กล่าว

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีลูกชายของ นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว มีพฤติกรรมรุนแรงบนท้องถนนจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 รายว่า ก็ต้องดำเนินคดีไป และให้ผู้เสียหายไปฟ้องแจ้งความดำเนินคดี ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็นลูกใคร ทำผิดกฎหมายก็โดนหมด ต้องให้ความเป็นธรรม และทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า หากกรณีดังกล่าวมีการใช้อิทธิพลในพื้นที่มารังแกประชาชน จะทำอย่างไร นายอนุทิน ถามกลับว่า “ใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ไหม ใหญ่กว่าตำรวจไหม ใหญ่กว่ากระทรวงมหาดไทยไหม ใหญ่กว่ารัฐบาลไหม ถ้าไม่ก็ไม่มีอิทธิพลอะไร ก็ในเมื่อคนที่ใหญ่กว่าบอกว่าต้องโดน ถ้าทำผิดก็ต้องโดน”

DSIลุยคดีนอมินี‘ไชน่าเรลเวย์’บุกค้น4บริษัทยึดเอกสารหลักฐานสำคัญ ออกหมายเรียกพยาน3กลุ่ม

DSIลุยคดีนอมินี‘ไชน่าเรลเวย์’บุกค้น4บริษัทยึดเอกสารหลักฐานสำคัญ ออกหมายเรียกพยาน3กลุ่ม

DSIลุยคดีนอมินี‘ไชน่าเรลเวย์’บุกค้น4บริษัทยึดเอกสารหลักฐานสำคัญ ออกหมายเรียกพยาน3กลุ่ม

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

DSIลุยคดีนอมินี‘ไชน่าเรลเวย์’ บุกค้น4บริษัท ยึดเอกสารหลักฐานสำคัญ ออกหมายเรียกพยาน3กลุ่ม บ.ก่อสร้าง-ทำบช.-ยื่นราคา คาดถล่มจากการออกแบบ

“มท.1”เผยกก.สอบโครงสร้าง “ตึกสตง.” ถล่ม พุ่งเป้าที่ “การออกแบบ-ปล่องลิฟต์อสมมาตร” รับไม่สบายใจหลังเจอปม “ปลอมลายเซ็น”วิศวกร ชี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องดำเนินคดี เริ่มจ่ายเยียวยารายละ 1 แสน ผู้เสียหายเจ็บ-ตายได้ 18 เม.ย. ด้านดีเอสไอขอหมายค้น 4 จุดโยงคดีนอมินีบ.ไชน่าเรลเวย์ฯ ผู้ก่อสร้างตึก ยึดเอกสารหลักฐานมาตรวจสอบ ด้าน’โฆษกดีเอสไอ’เผยประสาน’วิศวกรอายุ 85 ปี’ มีชื่อเป็นผู้ออกแบบเข้าให้ข้อมูลสำคัญ ขณะที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยาน 3 กลุ่มแล้ว ขณะที่ พนักงานบ.ร่วมค้า PKWเข้าให้ข้อมูลDSI ปัดไม่ใช่’วิศวกรคุมงาน’ แฉพิรุธถูกเรียกถ่ายรูประหว่างตรวจสร้างตึก

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงความคืบหน้าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการก่อสร้างอาคาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ที่ถล่มลงมาขณะเกิดแผ่นดินไหวว่า เบื้องต้นวางกรอบการสืบสวนไว้แล้ว โดยคณะกรรมการฯได้มารายงานต่อนายกรัฐมนตรีและตนแล้ว

พุ่งเป้าปล่องลิฟท์อสมมาตร-ออกแบบ

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ขณะนี้พอจะทราบหนึ่งในสาเหตุ ตรงกับที่ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ตั้งข้อสันนิษฐานว่าปล่องลิฟท์อสมมาตร ถือเป็นสองหน่วยงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ใช้ข้อมูลวิเคราะห์คำนวณหาสาเหตุ เราต้องคำนวณเชิงลึกเพื่อหาสาเหตุให้มั่นใจว่า ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะเป็นเรื่องของวิศวกรรมศาสตร์ ต้องถูกพิสูจน์ด้วยการคำนวณ

“คณะกรรมการจะพุ่งเป้าไปที่การออกแบบก่อน โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบที่ไม่สมมาตรกับตึก เมื่อมีเหตุแผ่นดินไหว มีการแกว่งของตัวตึกพอเป็นอาคารที่ไม่สมบูรณ์แล้วจะเกิดแรงบิดต้องดูว่าเมื่อเกิดเหตุค่าสัดส่วนความปลอดภัย (Safety Factor) ที่ต้องทนต่อแรงบิด แรงเฉือน ได้ออกแบบเผื่อไว้ตามหลักหรือไม่”นายอนุทินกล่าว และว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองมีหน้าที่ตรวจสอบหาสาเหตุตึกถล่มเชิงวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนเรื่องการทำผิด ทุจริต และฮั้วประมูลไม่ใช่หน้าที่ ถ้ามีข้อมูลจะส่งให้สตง.เจ้าของโครงการทราบเพื่อไปดำเนินการต่อ

ปลอมลายเซ็นเรื่องใหญ่ต้องดำเนินคดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพบว่าบริษัทผู้ควบคุมงานมีการปลอมลายเซ็น และใช้วิศวกรที่มีอายุมากถึง 85 ปี นายอนุทินกล่าวว่า ยอมรับในฐานะวิศวกรคนหนึ่ง ตนฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องวิชาชีพไม่ควรมีการปลอมลายเซ็นได้ เหมือนแพทย์ไปออกใบรับรองแพทย์ที่ไม่ถูกต้องหรือตรงหลักความเป็นจริงก็ถือว่าผิดหลักจรรยาบรรณ การปลอมลายเซ็นหากเกิดขึ้นจริงถือเป็นเรื่องใหญ่ ต้องดำเนินคดี เร็วๆนี้จะเชิญอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง มาหารือว่ามีหน้าที่ควบคุมจรรยาบรรณของสายวิชาชีพหรือไม่ สภาวิศวกรที่เป็นคนออกใบอนุญาตให้หน่วยงานด้านวิศวกรรมก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ตนเป็นสภานายกพิเศษสภาวิศวกรก็ต้องดูเรื่องนี้

“หากมีการปลอมลายเซ็นจริง ปลอมแปลงเอกสาร อ่านจากข่าวได้ข้อมูลว่ามีท่านหนึ่งที่เป็นผู้อาวุโสบอกว่าส่งมาก็เซ็น แบบนั้นไม่ได้ ความเป็นวิชาชีพห้ามพูดแบบนั้นเป็นอันขาด การจะเซ็นอะไรเกี่ยวกับความปลอดภัย ต้องใช้ใบอนุญาตต้องเข้มงวด และได้รับการปฏิบัติด้วยตนเอง” นายอนุทิน กล่าว

ย้ำรอฟังกก.สอบทำงานเช่นผู้พิพากษา

นายอนุทินกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการฯใช้เวลาสืบสวนสอบสวนนาน 90 วันว่า คณะกรรมการเป็นอาจารย์ เป็นนายกสภาวิศวกร เป็นกรรมการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนของคณะวิศวกรรมศาสตร์จากสถาบันและมหาวิทยาลัยที่น่าเชื่อถือ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเทคนิค เขาบอกว่า 90 วัน เราร้องขอที่จะทำให้มันเร็วขึ้นแต่คณะกรรมการยืนยันว่าเรื่องนี้ หากผลสอบออกมาแล้วต้องไม่มีข้อโต้แย้ง ผิดคือผิด คณะกรรมการจะทำงานเช่นเดียวกับผู้พิพากษา ต่างคนต่างไปคำนวณเชิงลึกแล้วนำมาหารือร่วมกันอีกครั้ง หากตนบอกว่าไม่ได้ ต้องขอภายใน 15 วัน ถือเป็นการก้าวก่ายหรือล่วงละเมิด

มอบเงินเยียวยารายละแสนเริ่ม18เมย.

นายอนุทินกล่าวอีกว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้ญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ขณะนี้เงินทดรองอยู่ในมือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แล้ว แต่ละจังหวัดจะประสานข้อมูลของญาติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว คาดว่าวันที่ 18 เมษายน จะเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้รายละ 100,000บาท ตามที่ได้ขอยกเว้นหลักเกณฑ์ไว้กับกรมบัญชีกลาง นอกจากนี้ยังได้รับรายงานจาก นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีปภ.ว่ามีญาติผู้เสียชีวิตที่ยังรอการกู้ร่างในซากตึกอีก 1 ราย คาดว่าจะนำเงินไปมอบช่วยเหลือให้ที่หน้าไซต์งาน ส่วนผู้สูญเสียรายอื่นจะมอบเงินตามหลักเกณฑ์ ไปยังภูมิลำเนาของญาติ ทั้งรูปแบบการโอนผ่านพร้อมเพย์ หรือมอบเป็นเงินสด ย้ำว่า เงินดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น ผู้สูญเสียยังไปเรียกร้องตามกระบวนการทางกฎหมายเพิ่มเติมได้อีก

DSIเร่งสอบ4สัญญา-พบมีการแก้แบบ

ด้านพ.ต.ต.วรณันศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีนอมินี บริษัทไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ก่อสร้างอาคารสตง.ที่ถล่ม ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 32/2568 เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนว่า จากกรณีเรื่องสัญญา 4 ฉบับที่ดีเอสไอกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย 1.สัญญาออกแบบโครงสร้าง ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ มีบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกแบบ) 2.สัญญาควบคุมงาน 3.สัญญาก่อสร้าง และ4.สัญญาเปลี่ยนแบบหรือสัญญาขอแก้ไขเพิ่มเติมแบบ ซึ่งคือส่วนควบของสัญญาก่อสร้าง และสัญญาออกแบบโครงสร้างก็ได้ เนื่องจากมีการแก้แบบระหว่างทาง เพราะการแก้ไขแบบก็ต้องให้คนออกแบบเป็นผู้อนุมัติ ดังนั้น บริษัทที่เกี่ยวข้องจะเป็นบริษัทผู้ออกแบบคือ บริษัท ฟอ-รัมอาร์คิเทค และบริษัทไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด

พ.ต.ต.วรณันกล่าวต่อว่า ตามขั้นตอนแล้วต้องเริ่มตั้งแต่ผู้รับเหมาเสนอไปที่ผู้ควบคุมงาน จากนั้นหากผู้ควบคุมงานเห็นด้วย ก็เสนอผู้ออกแบบว่าอนุมัติหรือไม่ หากผู้ออกแบบอนุมัติว่าทำแล้วไม่กระทบกับโครงสร้างก็เสนอคณะกรรมการเพื่อตรวจการจ้างฯ ส่วนการออกแบบและการแก้ไขแบบต้องมีผู้แทนของ สตง.อนุมัติหรือไม่นั้น ทราบว่าจะมีคณะกรรมการบริหารเรื่องสัญญาจ้างอยู่ ตามหลักการแล้วอะไรที่รัฐเซ็นไปแล้ว รัฐต้องได้ประโยชน์

เค้นสอบปมนอมินี-ฮั้วประมูล

พ.ต.ต.วรณันเผยอีกว่า สำหรับการรับเป็นคดีพิเศษนั้น ดีเอสไอดำเนินการเป็นคดีพิเศษ 2 ฐานความผิดภายใต้เลขคดีพิเศษที่ 32/2568 ได้แก่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บริษัทไชน่า เรลเวย์ฯ และความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7 (ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวง หรือทำการวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมหรือให้มีการเสนอราคาโดยหลงผิด โทษจำคุก 1 ปี-5 ปี และปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่เสนอราคาสูงสุดระหว่างผู้ร่วมทำผิดหรือของจำนวนเงินที่ทำสัญญากับหน่วยงานรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า)

และมาตรา 8 (ผู้ใดโดยทุจริตทำการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยรู้ว่าราคาที่เสนอนั้นต่ำมากเกินกว่าปกติจนเห็นได้ชัดว่าไม่เป็นไปตามลักษณะสินค้าหรือบริการ หรือเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐสูงกว่าความเป็นจริงตามสิทธิที่จะได้รับ โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการกีดกันการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมและการกระทำเช่นว่านั้นเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี – 3 ปี และปรับ50%ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคา หรือของจำนวนเงินที่ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า) เนื่องจากต้องดูว่ามีการใช้กลอุบายจนได้สัญญามาหรือไม่ ซึ่งการฮั้วประมูลมีหลายมิติ ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกชนมาฮั้วกัน แต่ถ้าแข่งขันโดยใช้กลอุบาย แล้วทำให้ได้มาซึ่งสัญญา ก็เป็นความผิดฮั้วได้ ต้องพิจารณาองค์ประกอบทุกมิติ

ล่าคนปลอมลายเซ็น-อ้างชื่อวิศวกร

พ.ต.ต.วรณันยังกล่าวถึงประเด็นบทบาทของนายพิมล (สงวนนามสกุล) อายุ 85 ปี บุคคลที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมให้สัมภาษณ์ว่า เป็นลายเซ็นผู้ออกแบบนั้น ทราบว่าเจ้าตัวมีชื่อเป็นผู้ออกแบบ ขณะที่นายสมเกียรติ ชูแสงสุข เป็นคนที่มีชื่อเป็นคนขอแก้ไขแบบในฐานะผู้ควบคุมงาน ซึ่งทั้งคู่เป็นคนละขั้นตอนกัน ดังนั้น คนที่ไปปลอมลายเซ็น แอบอ้างชื่อนายสมเกียรติคือใครนั้น ดีเอสไออยู่ระหว่างขยายผล ทั้งนี้ ใจความสำคัญที่เรายึดเป็นแกนกลางคือ ตึก สตง.ประสงค์ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้ออกแบบให้ แต่ด้วยกรอบเวลา 180 วัน กรมโยธาฯไม่สามารถออกแบบได้ทัน จึงเป็นสิทธิ์ของสตง.ที่จะจ้างบริษัทเอกชน ทำให้เราเห็นว่าในกระบวนการสร้างตึก สตง. นี้มีวิศวกรเข้ามาเกี่ยวข้องกี่รายเป็นใครบ้าง

บุกค้น4จุดโยงคดีนอมินีไชน่าเรลเวย์ฯ-

ทั้งนี้ วันที่ 16เมษายนที่ผ่านมาดีเอสไอประสานนายพิมลเข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ รายละเอียดที่จะใช้สอบถามเป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความเสียหายของประเทศเป็นจิ๊กซอว์อีกชิ้นมาต่อกับภาพอื่นในคดีได้ ดีเอสไอรวบรวมพยานหลักฐานจนเห็นว่าใครเกี่ยวข้องช่วงใดของงาน เกี่ยวข้องอย่างไร จึงเริ่มออกหมายเรียกพยานนิติบุคคลเข้าให้ข้อมูลคดี

มีรายงานเพิ่มเติมจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษว่า ดีเอสไอรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลาอาญารัชดาภิเษกออกหมายค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด ได้แก่ 1.สำนักงานใหญ่ของนายบินลิง วู2.บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด 3.บริษัท ว และสหายคอลซัลแตนตส์ จำกัด และ 4.บริษัท เคพี คอลซัลแทนส์ จำกัด เพื่อตรวจค้นและยึดพยานเอกสาร พยานวัตถุที่เกี่ยวข้องในคดีที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 32/2568 หรือคดีนอมินี บริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด

ออกหมายเรียกพยาน3กลุ่มให้ปากคำ

ขณะเดียวกัน มีการจัดลำดับกลุ่มหมายเรียกพยานของดีเอสไอ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน- 15 พฤษภาคมมีรายงานว่า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้รับงานก่อสร้างและผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด , นายเวนจี้ ลู, นายบินลิง วู, นายโสภณ มีชัย , นายประจวบ ศิริเขตร, นายมานัส ศรีอนันท์

2.กลุ่มผู้ทำบัญชีและตรวจสอบบัญชี 6 ราย คือ น.ส.ศุทธวีร์ (สงวนนามสกุล) , น.ส.ธีรดา (สงวนนามสกุล) , น.ส.มณีรัตน์ (สงวนนามสกุล) , นายนครินทร์ (สงวนนามสกุล) , นายวรพจน์ (สงวนนามสกุล) , น.ส.พิชญพร (สงวนนามสกุล)3.กลุ่มผู้เสนอราคา (ไม่รวมกิจการร่วมค้า ITD) 6 ราย คือ บริษัท อาคาร 33 จำกัด , บริษัท กิจการร่วมค้า ยูเวิร์คนีโอแอนด์มาร์ชเทน จำกัด , บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) , บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (จำกัด) มหาชน , บริษัท เอ็นเเอล ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ กิจการร่วมค้าวรเรียล

พนง.ร่วมค้าPKWให้ข้อมูลDSIปัดคุมงาน

แหล่งข่าวจากดีเอสไอเผยความคืบหน้าการตรวจสอบคดีตึกสตง.ถล่ม ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่ 32/2568 ตามความผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (นอมินี)และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542(ฮั้วประมูล) มาตรา 7 มาตรา 8 ว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน นายชัยฤทธิ์ (สงวนนาม สกุล) พนักงานบริษัท ว.และสหายคอนซัลแตนตส์ จำกัด ตำแหน่งวิศวกร เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ เพื่อให้ข้อมูล กรณีอาจถูกแอบอ้างเป็นผู้ควบคุมงานตึก สตง. โดยชี้แจงว่าไม่ได้เป็นผู้ควบคุมงานตึกสตง. แต่เจ้าตัวเป็นพนักงานบริษัทที่มีชื่อในกิจการร่วมค้า PKW (พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ / ว.และสหายฯ / เคพี คอนซัลแทนส์) และถูกเกณฑ์ไปถ่ายรูปขณะควบคุมงาน ตรวจงานในตึกระหว่างก่อสร้าง สตง. เพื่อให้ดูว่ามีการควบคุมงานจริง เลยสงสัยว่าเรียกไปถ่ายรูปทำไม กระทั่งเริ่มมีข่าวปลอมลายเซ็น จึงทราบว่าน่าจะถูกหลอกลักษณะเดียวกัน

แหล่งข่าวดีเอสไอเผยอีกว่า ส่วนนายชัยฤทธิ์จะถูกปลอมลายเซ็นด้วยหรือไม่ เจ้าตัวยอมรับว่าจำไม่ได้ แต่ตามหลักการเชื่อว่าอาจมีเพราะต้องลงลายเซ็น โดยปกติการควบคุมงานของบริษัทต่างๆจะรวบรวมรายชื่อวิศวกรทั้งหมดไปเพื่อเสนองาน และเมื่อเริ่มก่อสร้างต้องมีรายการเบิกจ่ายทำให้ต้องมีผู้ควบคุมงานอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรเข้ามาบ้าง เช่น วัสดุอุปกรณ์หรือเป็นไปตามแบบหรือไม่ โดยวิศวกรควบคุมงาน

พฐ.ยันพิสูจน์อัตลักษณ์ได้แล้ว33ศพ

ที่ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีอาคาร สตง. ถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหว ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต. วาที อัศวุตมางกุรผบก.พฐก.โฆษกสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ แถลงความคืบหน้าการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เพื่อพิสูจน์ยืนยันตัวตน เพื่อส่งคืนศพให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีว่า ศูนย์ได้ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล โดยเก็บข้อมูลผู้สูญหายและDNA จากญาติ 97 ราย เพื่อใช้เปรียบเทียบกับศพที่ส่งมายังสถาบันนิติเวชตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม-17 เมษายน มีศพเข้ากระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล 42 ราย และชิ้นส่วนศพจำนวนมาก ซึ่งตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลยืนยันผู้เสียชีวิตเป็นใครได้ 33 ราย แจ้งญาติมารับศพแล้ว

นายกฯเรียกถกคืบหน้า18 เม.ย.

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าผลสอบตึกสตง.ถล่มว่า มีข้อมูลประปรายเข้ามา ซึ่งจะเรียกประชุมวันที่ 18 เมษายน ซึ่งตนขอข้อมูลทั้งหมดที่เป็นรูปเป็นร่าง จะดูว่ามีฟีดแบ็กเป็นอย่างไรบ้าง เพราะตอนนี้ได้ข้อมูลมาเป็นชิ้นๆในภาพรวม เร่งอยู่ตลอด ไม่ต้องห่วงไม่ได้ปล่อยมือไปไหน ผู้สื่อข่าวถามว่า การตรวจสอบทุจริตของโครงการก่อสร้างจะถือโอกาสนี้สะสางเลยหรือไม่ นายกฯไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ยอดตาย44ยังสูญหาย50ราย

ด้านความคืบหน้าการเก็บกู้ซากอาคาร สตง.ที่ถล่มลงมาจนถึงขณะนี้ ข้อมูลถึงวันที่ 17 เมษายน เวลา 10.00น. จำนวนผู้ประสบภัยอยู่ที่103ราย เสียชีวิต44ราย บาดเจ็บ 9ราย ยังสูญหาย50ราย

ส่วนการรื้อถอนอาคารขณะนี้ความสูงจากยอดที่เป็นกองปูน 14 เมตร ประมาณการขณะนี้การรื้อถอนอยู่ชั้น 19 ปรับแผนเพิ่มทีมใช้ถังออกซิเจนตัดเหล็ก 20 ชุด จากเดิมมี 10 ชุด เวลาปฏิบัติ 12.00-14.00 น. และ 04.00-07.00 บ. ป้องกันเหตุซ้ำช้อน

สว.ขู่ไม่ผ่านแน่ ชงพรบ.กาสิโนร่างเดิมเข้าสภา ‘เท้ง’ชี้เสร็จไม่ทันรบ.นี้

สว.ขู่ไม่ผ่านแน่  ชงพรบ.กาสิโนร่างเดิมเข้าสภา  ‘เท้ง’ชี้เสร็จไม่ทันรบ.นี้

สว.ขู่ไม่ผ่านแน่ ชงพรบ.กาสิโนร่างเดิมเข้าสภา ‘เท้ง’ชี้เสร็จไม่ทันรบ.นี้

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สว.ขู่ไม่ผ่านแน่ ชงพรบ.กาสิโนร่างเดิมเข้าสภา ‘เท้ง’ชี้เสร็จไม่ทันรบ.นี้ เชื่อพท.-ภท.จับมือไปต่อ ชาวพัทลุงยื่นต้านกาสิโน จี้ถอน/ขู่ขับไล่‘รบ.อิ๊งค์’

กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนท์ฯวุฒิสภา ถกนัดแรก 23 เมษายน “สว.สรชาติ” ขู่ถ้าดึงดันชงร่างเดิมไม่ผ่านแน่นอนเว้นแต่แก้เข้ามาใหม่ แนะรอผลศึกษาสว.ก่อน ยัน 180 วัน ขยายกรอบได้อีกยาว ด้าน “เท้ง”ผู้นำฝ่ายค้านฯยัน กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ ไม่จำเป็นต้องเสร็จในรัฐบาลนี้ ชี้หากทำความเข้าใจสังคม ผ่านประชามติ ทุกคนยอมรับก็เดินหน้าได้เชื่อ’เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’จับมือตลอดรอดฝั่งแน่ เว้นนายกฯอิ๊งค์ ตัดสินใจ ยุบสภา ขณะที่ ชาวพัทลุงเดินขบวนยื่นหนังสือ คัดค้าน‘ก.ม.กาสิโน’ จี้นายกฯ’อิ๊งค์’ถอน-ยกเลิกร่างฯออกไปลั่นเมืองพุทธอบายมุขเป็นสิ่งต้องห้าม ขู่หากไม่หยุดจะเคลื่อนไหวร่วมคนทั้งปท.ขับไล่’รัฐบาล-อิ๊งค์’

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ในฐานะผู้เสนอญัตติขอให้ตั้งกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจรวุฒิสภา กล่าวว่าคณะกมธ.วิสามัญฯจะประชุมนัดแรกวันที่ 23เมษายนนี้เพื่อเลือกประธานและตำแหน่งต่างๆโดยจะต้องศึกษาให้รอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคมและความคุ้มค่ารวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังกฎหมายผ่านในระยะยาวจะต้องนำผลการศึกษาของสส.มาดูด้วย แต่ไม่คิดว่าผลศึกษาของสส.จะรอบด้านมองว่าเป็นการศึกษาเพื่อมาสนับสนุนกฎหมายตัวเอง สว.จึงต้องศึกษาซ้ำเพื่อเอาคำตอบให้สังคม ไม่ถือว่าเป็นการทำงานซ้ำซ้อนซึ่งกรอบเวลา 180วัน สามารถขอขยายเพิ่มเติมได้

‘สว.สรชาติ’ขู่สส.ถ้าดึงดันไม่ผ่านแน่

“หากสส.จะนำร่างที่เสนอพิจารณากลับมาในที่ประชุม คงจะต้องรอผลการศึกษาของสว.ให้ได้ข้อสรุปออกมาก่อน แล้วค่อยนำเข้ามาพิจารณาในสภา หากสส.เร่งพิจารณาโดยไม่รอสว.ผมเชื่อว่าสว.คงไม่เห็นชอบและเห็นว่าในพรรคร่วมรัฐบาล ควรต้องคุยกันให้ได้ข้อสรุปก่อน เพราะหากยังเห็นไม่ตรงกันก็เชื่อว่าไม่ผ่าน โดยตนยังมองไม่ออกว่าจะออกมาอย่างไร ตอนนี้คงคุยต่อรองกันอยู่”สว.สุรชาติ ย้ำ

เมื่อถามว่าจะเป็นรอยร้าวในรัฐบาลหรือไม่ นายสรชาติ กล่าวว่าส่วนเรื่องที่วิเคราะห์กันได้ แต่สว. คงไม่ก้าวก่ายให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลคุยกันเอง เพราะสว.มีหน้าที่ในการกลั่นกรองและศึกษาผลกระทบ หากผลออกมาแล้วก็อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ ตนคิดว่าประชาชนรอฟังอยู่

“ถ้าเร่งเอาเข้าสภาสว.คงไม่เอาแน่ ต้องรอผลการศึกษาก่อน นอกจากเขาเอาร่างใหม่เข้ามาซึ่งเป็นร่างที่คุยกัน และมีการปรับแก้ ถ้าไม่แก้ สว.ไม่ให้ผ่านแน่ๆ” นายสรชาติ กล่าว

‘เท้ง’ชี้กาสิโนต้องแจงสังคมให้ยอมรับ

นายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่วุฒิสภาตั้งคณะทำงานศึกษาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ใช้เวลา 180วันในส่วนสส.คิดว่าควรต้องรอผลการศึกษาของวุฒิสภาก่อนหรือไม่ว่า คิดว่าเรื่องระยะเวลาคงไม่มีตัวเลขเฉพาะเจาะจง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้สังคมตกผลึกในเรื่องนี้กับการลงรายละเอียดและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการรวมถึงความชัดเจนในมาตรการการฟอกเงินและการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นและถ้าเรื่องต่างๆเหล่านี้มีความชัดเจนและสังคมให้การยอมรับมากยิ่งขึ้นโดยไม่ต่อต้านในเรื่องนี้เนื่องจากมีการทำความเข้าใจอย่างเพียงพอแล้ว ตนคิดว่าจังหวะนั้นเป็นจังหวะที่รัฐบาลจะมีความชอบธรรมในการเดินหน้าเรื่องนี้ต่อ แต่สิ่งที่ขาดความชอบธรรมในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่อาจจะมีความเร่งรีบในการดำเนินการเรื่องนี้มากเกินไป

เมื่อถามย้ำว่าจำเป็นต้องรอการศึกษาจากวุฒิสภาหรือไม่ในเมื่อทางสภาผู้แทนราษฎรก็ศึกษามาแล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรยังลงรายละเอียดไม่มากเพียงพอและใช้ระยะเวลาในการศึกษาน้อยเกินไป ดังนั้น การศึกษาของวุฒิสภาก็เป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยประกอบมากกว่าซึ่งตนคิดว่าสิ่งสำคัญในเรื่องนี้นอกจากวุฒิสภาแล้วคือการทำความเข้าใจในสังคม

หนุนทำประชามติก่อนเข้าสภา

เมื่อถามว่าคิดว่าผลการศึกษาแค่ไหนที่เห็นว่าจะเป็นเกณฑ์สามารถนำเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มาพิจารณาต่อได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าคำถามหลายคำถามก็เป็นสิ่งที่ประชาชนกำลังตั้งคำถามอยู่ ถ้ารัฐบาลสามารถตอบความชัดเจนในเรื่องเหล่านั้นได้ทั้งหมดก็น่าจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ต่อ รวมถึงข้อเสนอของภาคประชาชนที่เสนอเข้ามาคือเรื่องการทำประชามติ ตนคิดว่าไม่ใช่กฎหมายทุกเรื่อง จะต้องทำประชามติก่อนเสนอเข้าสภาฯแต่อย่างน้อยการทำประชามติก็จะเป็นเวทีในการเปิดพื้นที่รณรงค์ ทำความเข้าใจ ก่อนที่จะนำไปสู่คำถามในการทำประชามติซึ่งจังหวะที่เหมาะที่สุดเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณเช่นอาจจะทำประชามติ พร้อมการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็เป็นไปได้ เพราะเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯไม่ได้มีความจำ เป็นเร่งด่วน

ลั่นไม่จำเป็นต้องเสร็จในรัฐบาลนี้

“ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่กฎหมายฉบับนี้ จะต้องผ่านในรัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดหน้า ถ้าเราไม่ได้มองในเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจรัฐเป็นหลัก ถ้าเรามองเรื่องของการแก้ไขปัญหาในสังคมเป็นหลัก การเปิดพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทำความเข้าใจเต็มที่ ก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งและมีความเป็นไปได้ที่ผมคิดว่าจะเป็นทางออกของสังคมที่จะทำให้ทุกคนยอมรับ”นายณัฐพงษ์ กล่าว

เชื่อพท.-ภท.ไปต่อแน่-เว้น‘อิ๊งค์’ยุบสภา

เมื่อถามว่ามองท่าทีอย่างไรระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ออกมาพูดแล้วว่าอาจจะเป็นความคิดเห็นของนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แต่เรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องไตร่ตรองดูให้ดีก่อนที่จะเร่งผลัดดันอะไรเพราะเห็นได้ชัดว่าพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับความรีบเร่งในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวเรื่องนี้จึงกลับมาที่จุดยืนเดิม คือการสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมให้เป็นที่ยอมรับมากที่สุดก่อน

เมื่อถามย้ำว่าหากเป็นเช่นนี้มองว่าพรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทย ยังไปด้วยกันตลอดรอดฝังหรือไม่เพราะสภาฯยังเหลือเวลาอีก2ปี ผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวว่าถ้าดูจากสมการทางการเมืองปัจจุบันจำนวนสส.ของแต่ละพรรคก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงอย่างไร พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยก็ยังจำเป็นต้องไปต่อด้วยกันเว้นแต่ว่าอาจจะมีการตัดสินใจจากพรรคเพื่อไทยคือนายกฯในการยุบสภา ซึ่งตนอาจจะแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ไม่ได้เพราะเป็นอำนาจนายกฯเพียงผู้เดียว

ชาวพัทลุงเดินชุมนุมค้านกาสิโน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณหน้าลานพระพุทธนิรโรคันตราย อ.เมือง จ.พัทลุง กลุ่มอดีต กปปส.ร่วมกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยพัทลุงรวมตัวชุมนุมแสดงจุดยืนเดินชุมนุมคัดค้านบ่อนกาสิโนที่ยังไม่ถอนและยกเลิกร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรดังกล่าวออกไปและพร้อมที่จะนำเข้าสภาฯ โดยพร้อมอ่านคำแถลงการณ์พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพัทลุงซึ่งมีนายประหยัด ประธานประชาชนชาวจังหวัดพัทลุง เป็นแกนนำโดยแถลงการณ์เรื่องขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…(พ.ร.บ. การพนัน)ภายใต้การนำของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ตบเท้ายื่นหนังสือถึง นายกฯ’อิ๊งค์’

จากนั้น เวลา10.30น.ที่ศาลากลางจังหวัดพัทลุง กลุ่มผู้ชุมนุมประชาชนชาวจังหวัดพัทลุงนำโดย นายประหยัด อินทองปาน ประธานประชาชนชาวจังหวัดพัทลุง พร้อมผู้ชุมนุมกว่า30 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร(พ.ร.บ.การพนัน)พร้อมข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี โดยมี นายธนาวุธ ช่วยเกิด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง รับหนังสือแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง

โดยนายประหยัด ประธานประชาชนชาวจังหวัดพัทลุงกล่าวว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มมีการประชุมสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในทุกภาคส่วนซึ่งส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อ้างและอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยถือโอกาสใช้อำนาจของ ประชาชนนำร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (พ.ร.บ. การพนัน) เข้าสภาผู้แทนราษฎรเพื่อใช้อำนาจทางสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาและออกกฎหมายที่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สร้างความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง

จี้นายกฯถอน-ยกเลิกร่างฯออกไป

นายประหยัดกล่าวว่าพวกเราพี่น้อง ประชาชนจังหวัดพัทลุงขอแสดงจุดยืนเช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมแสดงพลังคัดค้านการออกกฎหมายบ่อนการพนันและขออ้างเหตุผลการคัดค้านโดยยึดหลักการและเหตุผลเช่นเดียวกันกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศที่แสดงจุดยืนการคัดค้านตลอดมาโดยมีหลักการใหญ่ใจความสำคัญอีกประการหนึ่งของพี่น้องประชาชนจังหวัดพัทลุงที่ร่วมกันออกแถลงการณ์ฉบับนี้คือประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนาโดยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา

ซึ่งพี่น้องไทยพุทธ ไทยมุสลิมและศาสนาอื่นๆต่างก็นำคำสอนตามหลักศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตโดยบ่อนการพนัน เป็นอบายมุขและเป็นสิ่งต้องห้ามไม่ให้มีในสังคมไทยดังนั้นร่างพระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรเป็นกฎหมายที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของพี่น้องประชาชนชาวไทยพี่น้องประชาชนชาวพัทลุงจึงขอเรียกร้องให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถอนและยกเลิกร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรดังกล่าวออกไป

ขู่ไม่หยุดพร้อมเคลื่อนไหวไล่รบ.-อิ๊งค์

ขณะที่นายโอภาส ขุนชิต ตัวแทนผู้ร่วมชุมนุมและตัวแทนประชาชนชาวจังหวัดพัทลุงกล่าวว่า การแสดงจุดยืนคัดค้านบ่อนกาสิโน วันนี้เป็นแค่ตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวพัทลุงเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้หยุดและยกเลิกพ.ร.บ.การพนัน หากไม่หยุดหรือยับยั้ง ชาวจังหวัดพัทลุงจะออกมาเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากร่วมกับคนทั้งประเทศเพื่อจะขับไล่รัฐบาลชุดนี้และขับไล่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”พร้อมฝากด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ควรจะหน้าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องประชาชน โดยเฉพาะสินค้าภาคการเกษตรที่กำลังต่ำตกไม่ว่าจะราคาปาล์มน้ำมัน ราคายางพารา ราคาข้าวเปลือก และสินค้าเกษตรอื่นๆ ซึ่งเกษตรกำลังเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับสนใจแต่เรื่องบ่อนกาสิโน.

‘เทพไท’กาง4ทางออกรัฐบาล’อิ๊งค์’

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“เทพไท-คุยการเมือง” หัวข้อ “ทางออกรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์”ระบุว่า…จากกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่เอากฎหมายกาสิโน เป็นการฉีกหน้านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างแรง สร้างความเสียหายทางการเมืองให้กับรัฐบาล เป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องหาทางออกทางการเมืองให้ได้ซึ่งมีอยู่ 4 แนวทาง คือ 1.การประกาศยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ที่เกิดความแตกแยกทางความคิดระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคภูมิใจไทยต้องการ แต่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย เพราะถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ในตอนนี้ คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยยังตกต่ำ ยังไม่มีความได้เปรียบทางการเมือง การยุบสภา จึงไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด 2.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ที่ไม่สามารถควบคุมพรรคร่วมรัฐบาลให้มีความเห็นเป็นแนวทางเดียวกันกับพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่นางสาวแพทองธาร จะลาออก เพราะเป็นการเปลี่ยนอำนาจ เป็นการยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการยอมไม่ได้

ฟันธงเฉดภท.-ปรับครม.ยึดเก้าคืน.

3.ปรับพรรคพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพราะมีความเห็นต่างกับพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งในประเด็นนี้มีความเป็นไปได้ในสัดส่วน50:50 เพราะการปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเพียงพรรคเดียวสามารถทำได้ ไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาล เพราะรัฐบาลยังเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลเสียงปริบน้ำ แต่ถ้าหากพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลขั้วอนุรักษ์นิยมได้อย่างแนบแน่น การปรับพรรคภูมิใจไทยออก ก็เหมือนกับการปรับพรรคอนุรักษ์นิยมออกทั้งหมดซึ่งรัฐบาลก็จะล้มได้ 4.มีการปรับ ครม.เพื่อยึดกระทรวงหลักกลับมาอยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทยเพื่อกระชับอำนาจทางการเมืองใหม่ ถ้าหากพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจ จะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยสามารถจัดรัฐบาลเสียงข้างน้อย และอยู่ในอำนาจจนกว่าจะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งต่อไปและไม่นำกฎหมายสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จนถึงวาระสุดท้าย ค่อยยุบสภาคืออำนาจให้กับประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหม่

ถ้าพิจารณาจากทางออกทางการเมือง 4 แนวทางนี้ พรรคเพื่อไทยน่าจะเลือกแนวทางที่ 4 มากที่สุด เพราะจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ถ้าเป็นลูกชายผมเอง ทำผิดผมก็ไม่ช่วย ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย ไม่ใช่ทำตัวใหญ่กร่าง อวดอ้างไปเรื่อย การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่มีชื่อเสียงหรือมีสายสัมพันธ์ทางการเมือง”

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ภาพมันฟ้อง! ‘โฆษก พปชร.’ สอนมวย ‘พท.’ ปม BMW ชน สังคมจับตาความสนิท’นายกฯ-ผู้ก่อเหตุ’

ภาพมันฟ้อง! 'โฆษก พปชร.' สอนมวย 'พท.' ปม BMW ชน สังคมจับตาความสนิท'นายกฯ-ผู้ก่อเหตุ'

ภาพมันฟ้อง! ‘โฆษก พปชร.’ สอนมวย ‘พท.’ ปม BMW ชน สังคมจับตาความสนิท’นายกฯ-ผู้ก่อเหตุ’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.42 น.

 “โฆษก พปชร.”สอนมวย พท.สังคมไม่ได้สนใจปม“ลูกนักการเมืองขับ BMW” สังกัดเพื่อไทยหรือไม่ ชี้ภาพมันฟ้องสนิท”ทักษิณ-แพทองธาร“หวั่น ใช้สัมพันธ์ส่วนตัวแทรกแซงคดี

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า กรณีโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาปฏิเสธถึงกรณีอุบัติเหตุ BMW ป้ายแดงกับรถกระบะ  โดยชี้คู่กรณีเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและอย่าโยงว่า เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยนั้น  ประชาชนและสังคมไม่ได้ให้ความสำคัญว่า คู่กรณี สังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่  เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์กับสังคม แต่ประชาชนและสังคมเป็นห่วงว่า คู่กรณีมีความสนิทสนมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพ่อนายกรัฐมนตรี  อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ  อาจจะมีผลต่อการแทรกแซง หรือเกิดความเกรงใจ ทำให้คดีไม่ตรงไปตรงมาได้

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีคงปฏิเสธไม่ได้ ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ  เพราะในวันนั้นนายกฯ และ พ่อของท่าน ตั้งใจเดินทางไปเป็นประธานในงานบวชคู่กรณีดังกล่าว ถึงปทุมธานี เรื่องนี้ท่านโฆษกพรรคเพื่อไทย คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน เพราะภาพมันฟ้องทั้งภาพและคลิป ว่อนอยู่ในโซเชียลมีเดีย และในข่าวต่างๆอยู่เป็นพันๆรูป พี่น้องประชาชนและสังคมทั่วไปเห็นกันหมด มันปกปิดไม่ได้  และเบี่ยงเบนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ด้วยเช่นกัน เพราะการที่ ท่านนายกฯและพ่อท่าน ไปร่วมงานเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2567

ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอัยการมีคำสั่งฟ้องนายทักษิณในคดีมาตรา 112 แต่เจ้าตัวแจ้งเลื่อนการฟังคำสั่ง โดยอ้างติดโควิด-19 พร้อมแนบใบรับรองแพทย์ประกอบ โดยแพทย์ให้หยุดพักเพื่อสังเกตอาการ  และไม่มารายงานตัวต่อพนักงานอัยการ ตามกำหนดนัดแต่อย่างใด“

”ท่านอาจปฏิเสธได้ว่า ไม่สนิทสนมกันมาก แต่ถ้าไม่สนิทสนมกันมากก็คงจะไม่ไปทั้งพ่อลูก  และไปทั้งๆที่เพิ่งหาย จากป่วยโรคโควิดแท้ๆ  ยังอุตส่าห์ไปขึ้นเวที และเป็นประธาน ให้ พี่น้องประชาชนตัดสินใจได้ชัดเจนว่า  เรื่องไหนสำคัญกว่ากันระหว่างการรายงานตัวตามคำสั่งในคดี ม.112 กับ การเป็นประธานฯงานบวช “พล.ต.ท.ปิยะกล่าว

กธ.ชี้’เอกราช’ยังสังกัด’ภท.’ มอง ไม่ใช่เรื่องผิดหาก สส.ต่างพรรคร่วมทำงาน

กธ.ชี้'เอกราช'ยังสังกัด'ภท.' มอง ไม่ใช่เรื่องผิดหาก สส.ต่างพรรคร่วมทำงาน

กธ.ชี้’เอกราช’ยังสังกัด’ภท.’ มอง ไม่ใช่เรื่องผิดหาก สส.ต่างพรรคร่วมทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.20 น.

“กธ.“ชี้ “เอกราช”ยังสังกัด”ภท.” มอง ไม่ใช่เรื่องผิดหาก สส.ต่างพรรคร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ยัน คดีความเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สามารถแทรกแซงได้

วันที่ 17 เมษายน 2568 เวลา 19.00 น. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม (กธ.)ในฐานะโฆษกพรรค กล่าวถึงกรณีที่ศาลจังหวัดขอนแก่น มีคำพิพากษาจำคุก นายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ว่า ณ ปัจจุบัน นายเอกราชยังคงเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นการลงสมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ปี 66 ภายหลังจากที่นายเอกราชได้ย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 

ส่วนประเด็นที่มีการระบุว่านายเอกราช ได้มาร่วมกิจกรรม และขับเคลื่อนงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมนั้น นายอัครแสนคีรี กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคลของตัวท่านเอง ซึ่งนายเอกราชมีความสนิทสนมสส.พรรคกล้าธรรมหลายคน จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรที่จะมาพบปะและร่วมให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

”การทำงานของ สส.ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง หากการบูรณาการร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ผมก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี และสมควรทำ“นายอัครแสนคีรี กล่าว

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องของคดีความของนายเอกราช ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลของท่าน ที่จะต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางพรรคกล้าธรรมไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงใด ๆ ได้