‘ญาญ่า อุรัสยา’เปิดโหมดเซ็กซี่ เสิร์ฟลุคบิกินีตัวจิ๋วริมทะเล

'ญาญ่า อุรัสยา'เปิดโหมดเซ็กซี่ เสิร์ฟลุคบิกินีตัวจิ๋วริมทะเล

‘ญาญ่า อุรัสยา’เปิดโหมดเซ็กซี่ เสิร์ฟลุคบิกินีตัวจิ๋วริมทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

ทำเอาไอจีแทบลุกเป็นไฟเลยทีเดียว เมื่อนางเอกสาว “ญาญ่า อุรัสยา” หวานใจ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ได้อวดหุ่นเซี๊ยะต้อนรับวันสงกรานต์ ในชุดบิกินีอวดหุ่นสวยเป๊ะริมทะเล พร้อมแคปชั่น “สงกรานต์แบบที่ไม่ได้แพลนไว้” เรียกว่าเป็นการแจกความสดใสรับลมทะเล ทำเอาแฟนคลับต่างกดไลค์ให้แบบรัวๆ เลยทีเดียว

’มท.1‘ปธ.มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียเหตุตึกสตง.ถล่ม สั่งผู้ว่าฯลงพื้นที่จ่ายเยียวยาวันนี้

’มท.1‘ปธ.มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียเหตุตึกสตง.ถล่ม สั่งผู้ว่าฯลงพื้นที่จ่ายเยียวยาวันนี้

’มท.1‘ปธ.มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียเหตุตึกสตง.ถล่ม สั่งผู้ว่าฯลงพื้นที่จ่ายเยียวยาวันนี้

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

’มท.1‘เป็นประธานในพิธีมอบเงินเยียวยา1แสนบาท ต่อครอบครัว-ญาติผู้สูญเสียจากเหตุ ’อาคาร สตง.’ ถล่ม น้ำตาคลอเห็นใจใช้ชีวิตต่อจากนี้ ขณะที่เหยื่อมีภูมิลำเนาอยู่ใน ’11จังหวัด‘ มอบผู้ว่าฯดำเนินการภายในวันนี้ กำชับเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ชาวบ้านให้ทราบสิทธิช่องทางรับเงินช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2568 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.) เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว และญาติผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่28มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)แห่งใหม่ ย่านจตุจักร กทม. ถล่มลงมาทั้งหลัง จนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธี

โดยอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวรายงานสถานการณ์ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นบริเวณกว้าง เกิดความเสียหายในพื้นที่ รวม18 จังหวัด 139 อำเภอ 436 ตำบล 836 หมู่บ้าน รวมถึงกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดโดยเฉพาะกรณีอาคาร สตง. ถล่ม ตามรายงานของ กทม. เมื่อวันที่ 15เม.ย.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 48 รายเป็นผู้เสียชีวิต บริเวณกลางอาคาร สตง. จำนวน 41 ราย เป็นบุคคลสัญชาติไทย 6 ราย ต่างด้าว 3 ราย ไม่สามารถระบุตัวตนได้ 22 ราย และอาคารในเขตอื่นจำนวน 7 ราย ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางอนุมัติหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 แยกเป็น 1.ด้านการดำรงชีพและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ให้ช่วยเหลือเบื้องต้นรายละ 100,000 บาท 2.ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิตรายละ100,000 บาท และ3.ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงเฉพาะส่วนที่เบิกไม่ได้ ตามอัตราที่ทางราชการกำหนด

จากนั้นนายอนุทิน ได้มอบเงินช่วยเหลือให้แก่น.ส.ชลิดา ทองพุฒ บุตรสาวผู้เป็นทายาทของนายชัชวาล ทองพุฒ ผู้เสียชีวิต ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จ.พิษณุโลก จำนวน 100,000 บาท โดยมีความประสงค์จะขอรับเงินค่าจัดการศพของบิดาในพื้นที่ กทม. นอกจากนี้ ในส่วนของผู้เสียชีวิตรายอื่น มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคายน่าน อุทัยธานี อุดรธานี นครพนม ชัยนาท ขอนแก่น สุพรรณบุรี ชัยภูมิ และหนองบัวลำภู จะมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 11 จังหวัด ลงพื้นที่เพื่อมอบเงินค่าจัดการศพรายละ 100,000 บาทให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ภายในวันนี้(18เม.ย.) ต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งของการมอบเงินเยียวยา นายอนุทิน ได้สอบถามบุตรสาวผู้เสียชีวิตถึงทิศทางการใช้ชีวิตต่อจากนี้ ทำให้บุตรสาวผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ทำให้นายอนุทิน ถึงกับน้ำตาคลอออกมาด้วยจากนั้นนายอนุทิน ได้เดินทางกลับ โดยไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด 

ด้านน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นอกจากการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวแล้ว ในด้านมาตรการป้องกันและการเตือนภัยนายอนุทิน ได้มอบหมายให้ ปภ. นำข้อสั่งการของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนโยบายของนายอนุทิน หารือร่วมหน่วยที่เกี่ยวข้อง นำระบบการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast มาใช้ในการแจ้งเตือน ซึ่งระบบดังกล่าว จะทำการแจ้งข้อมูลแผ่นดินไหว เมื่อความรุนแรงแผ่นดินไหวถึงเกณฑ์การแจ้งเตือนภัย คือ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในประเทศขนาด 4.0 ขึ้นไป กรมอุตุนิยมวิทยา จะเป็นผู้ส่งข้อความแรก (First Message) ไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยตรงผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ หลังจากนั้น ปภ. จะเป็นผู้ส่งอัพเดทสถานการณ์ วิธีปฏิบัติตัว จนกระทั่งสิ้นสุดภัย

โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนการแจ้งเตือนภัยอื่น เช่น พายุฤดูร้อน น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง หน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน สทนช. จะส่งข้อมูลการแจ้งเตือนภัยมายัง ปภ. หลังจากนั้นหน่วยงานดังกล่าว จะทำการวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกันในรูปแบบของ War Room เมื่อถึงเกณฑ์การแจ้งเตือนภัย ปภ. จะส่งคำแจ้งเตือนไปยังประชาชนผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ทั้งนี้ การส่งข้อความผ่านระบบ Cell Broadcast ที่ทำได้ ณ ปัจจุบัน ก่อนที่ระบบ Cell Broadcast Entity หรือ CBE ของ ปภ. จะแล้วเสร็จ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย (AIS/True/NT) จะรับข้อความแจ้งเตือนจาก ปภ. หลังจากนั้นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast Centre หรือ CBC ไปก่อน เพื่อส่งไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่

“นายอนุทิน ยังได้กำชับให้ทั้ง ปภ. จังหวัด และท้องถิ่นเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสิทธิรวมถึงช่องทางในการขอรับความช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น เมื่อในพื้นที่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติและเขตให้การช่วยเหลือประชาชนสามารถขอรับการช่วยเหลือได้ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถยื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ที่ประสบภัย และผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดอื่น ยื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่ประสบภัย โดยในพื้นที่ กทม. มีระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบภัย พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาทิ ค่าที่พักอาศัยชั่วคราว (ค่าเช่าบ้าน) เงินปลอบขวัญกรณีได้รับบาดเจ็บจากเหตุสาธารณภัย ค่าเงินทุนประกอบอาชีพ กรณีเครื่องมือประกอบอาชีพหลักได้รับความเสียหายไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก” โฆษกกระทรวงมหาดไทย ระบุ  

‘นิกร’ขอบคุณ รบ. นำข้อเสนอไปปรับใช้ใน 7 วันอันตราย ลดสูญเสียช่วงสงกรานต์สำเร็จ

'นิกร'ขอบคุณ รบ. นำข้อเสนอไปปรับใช้ใน 7 วันอันตราย ลดสูญเสียช่วงสงกรานต์สำเร็จ

‘นิกร’ขอบคุณ รบ. นำข้อเสนอไปปรับใช้ใน 7 วันอันตราย ลดสูญเสียช่วงสงกรานต์สำเร็จ

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.15 น.

‘นิกร’ขอบคุณรัฐบาล นำข้อเสนอคกก.ความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภา ปรับใช้บริหาร 7 วันอันตรายสงกรานต์ 68 ลดสูญเสียสำเร็จ

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2568 นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาและกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภา กล่าวถึงผลการบริหารจัดการ 7 วันอันตรายช่วงสงกรานต์ปี 2568 ว่า ปีนี้ทางรัฐบาลทำได้ดี สามารถลดการเสียชีวิตในช่วง 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 11-17 เม.ย.2568 เสียชีวิตเพียง 253 ราย ลดลงจาก 287 ราย รวม 34 ราย คิดเป็นลดลงได้ประมาณ 11.7% ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่น่าชมเชย และขอขอบคุณ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เมื่อได้รับหนังสือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกัน และลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภา รวม 4 มาตรการ ประกอบด้วย

1.การบังคับใช้อย่างเข้มงวด การควบคุมการประพฤติพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การไม่สวมหมวกนิรภัย การขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ จึงอยากให้ใช้บทลงโทษสูงสุดกับผู้ฝ่าฝืน 2. มาตรการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านยานพาหนะ โดยแนะนำให้มีการหยุดการก่อสร้างในช่วงเทศกาล เช่น การก่อสร้างช่วงถนนพระราม

2 และมีเครื่องหมายแจ้งเรื่องสถานที่ก่อสร้าง

3. มาตรการด้านการประชาสัมพันธ์ ความปลอดภัย ในเรื่องของคนขับที่จะต้องมีแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ จุดตัดรถไฟ และรถโดยสารที่ใช้แก๊ส จึงอยากให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย  ตลอดถึงการตรวจสอบความพร้อมของผู้โดยสารด้วย

และ 4. มาตรการด้านการบริหารจัดการช่วงวันหยุดยาว โดยได้สั่งการไปยังหน่วยงานรับผิดชอบในทันทีซึ่งในปีนี้ทุกหน่วยได้ทำงานสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด มีบุคคลระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลหลายท่าน และผลก็ออกมาเป็นไปได้ด้วยดีตามที่ได้เห็นกันในสงกรานต์ปีนี้

นายนิกร กล่าวว่า ทางอนุกรรมการฯ ได้เสนอไปในเชิงนโยบายให้รัฐบาลเข้าดูแลการเดินทางของประชาชนในปีนี้ขยายเป็นรวม 10 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10-19 เม.ย.2568 เพราะเชื่อว่าประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่จะเดินทางกลับในช่วงวันที่ 18 และ 19 เม.ย. เพื่อเข้าทำงานในวันจันทร์ที่ 20 นี้ ซึ่งเลย 7 วันอันตรายที่ทางศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกำหนดในการดูแลประชาชนของปีนี้แล้ว แต่เชื่อว่ายังจะสุ่มเสี่ยงต่อความสูญเสียอีกมากในสองวันดังกล่าว โดยใน 10 วันของปีที่แล้ว เราสูญเสียชีวิตไปถึง 406 ราย ขณะนี้เข้าไป 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. นับรวมสะสมมา 303 ราย จึงขอให้ประชาชนช่วยกันระมัดระวังความปลอดภัยของตนเอง และผู้ร่วมใช้ถนนอื่นกันให้มาก พักผ่อนกันให้เพียงพอ อย่าประมาทกับภัยทางถนนเป็นอันขาด พลาดพลั้งไปจะเกิดความสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ จึงต้องดูแลตัวเองและครอบครัวกันให้ดี

‘อันวาร์’โพสต์ภาพคุย‘ทักษิณ’พร้อมคณะ แลกเปลี่ยนการสร้างสันติภาพในเมียนมา

‘อันวาร์’โพสต์ภาพคุย‘ทักษิณ’พร้อมคณะ แลกเปลี่ยนการสร้างสันติภาพในเมียนมา

‘อันวาร์’โพสต์ภาพคุย‘ทักษิณ’พร้อมคณะ แลกเปลี่ยนการสร้างสันติภาพในเมียนมา

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.15 น.

“อันวาร์”โพสต์ภาพคุย”ทักษิณ”พร้อมคณะ แลกเปลี่ยนการสร้างสันติภาพในเมียนมา ก่อนประชุมทางไกลหารือ NUG ในช่วงเช้า เผยอาจมีการพบกันที่มาเลเซียอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 นายดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า “เมื่อช่วงค่ำวานนี้ที่กรุงเทพฯ ตนเองได้ประชุมกับคณะที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของประธานอาเซียน ซึ่งมีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นายทักษิณ ชินวัตร เป็นประธาน

การหารืออย่างกว้างขวางทำให้เรามีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงการเสนอแนวคิดเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างการเข้าถึงด้านมนุษยธรรมอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนของประเทศ

จากนั้น ในเช้าวันนี้ ตนเองได้ประชุมทางไกลกับ อูมาน วิน ไข รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของเมียนมา (NUG) เป็นเวลา 40 นาที การหารือของเรามุ่งเน้นไปที่ความต้องการด้านมนุษยธรรมเร่งด่วนของประชาชนเมียนมา และความสำคัญของการรับรองว่าความช่วยเหลือจะไปถึงผู้ที่ต้องการมากที่สุด

นอกจากนี้ เรายังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เขาแสดงความเปิดกว้างต่อโอกาสที่จะได้พบกันเป็นการส่วนตัวในมาเลเซียในเวลาที่เหมาะสม เช่นเดียวกับการประชุมครั้งก่อนของตนเองกับสภาบริหารแห่งรัฐ การสนทนาเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ไม่มีฝ่ายใดคัดค้านการมีส่วนร่วมของเรากับอีกฝ่าย

การสร้างความไว้วางใจยังคงมีความสำคัญ และเป็นสิ่งสำคัญที่อาเซียนจะต้องดำเนินการต่อไป เราจะยังคงร่วมมือกับทุกฝ่ายในการสนับสนุนสันติภาพ ความปรองดอง และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวเมียนมา”

– 006

จะเปิดศึก!กล้าหรอ? ‘วันชัย’วิเคราะห์’ภท.’ไม่มีทางแข็งข้อ’พท.’

จะเปิดศึก!กล้าหรอ? 'วันชัย'วิเคราะห์'ภท.'ไม่มีทางแข็งข้อ'พท.'

จะเปิดศึก!กล้าหรอ? ‘วันชัย’วิเคราะห์’ภท.’ไม่มีทางแข็งข้อ’พท.’

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.22 น.

“วันชัย”วิเคราะห์”ภท.” ไม่มีทางแข็งข้อกับ”พท.” แม้”ไชยชนก”ประกาศค้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ มองหากถูกเขี่ยพ้นรัฐบาล เลือกตั้งครั้งหน้าจะเหลืออะไร?

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 นายวันชัย สอนศิริ อดีต สว.เปิดเผยผ่านช่องยูทูป “วันชัย×2 วิพากษ์การเมือง” ตอนหนึ่งถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ฐานะพรรคร่วมรัฐบาล มีปัญหาต่อกันในประเด็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากการอภิปรายของ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ต่อที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ซึ่งตนได้ติดตามรับฟังแล้วเห็นว่านายไชยชนกไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดอะไร พูดกับใคร หรือพูดเพื่ออะไร ซึ่งจากภาษากายและภาษาพูดทั้งหมดเป็นการหลุด จึงไม่มีอะไร และตนมองว่าไม่มีประเด็น

“เป็นเรื่องของเด็กเจนวาย คบเด็กสร้างบ้าน ไม่มีอะไรภูมิใจไทย ไม่ใช่เรื่องการลองของ หรือแข็งข้อ หรือแสดงความเหนือกว่า ที่พูดกันไปว่าหากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวรัฐบาลจะพัง ทั้งที่การหลุดของนายไชยชนกนั้นไม่ได้ทำให้เกิดแรงกระเพื่อม เป็นเพียงเรื่องที่ทำให้ผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย เนื้อเต้นเส้นกระตุกเบาๆ เท่านั้น” นายวันชัย กล่าว

นายวันชัย ยังมองถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ นายเนวิน ชิดชอบ ว่าไม่มีปัญหาระหว่างกัน ซึ่งเชื่อว่านายอนุทิน และนายเนวิน เข้าใจว่าเป็นการพลาดของนายไชยชนก ขณะที่นายไชยชนกไม่รู้ว่าตัวเองทำพลาด ทำไปโดยไม่รู้ตัว และไม่มีใครเตือนมาก่อน

นายวันชัย กล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีคนวิจารณ์ว่ารัฐบาลไปไม่รอด ตนมองว่าเป็นการวิเคราะห์ของคนที่มีอคติและเกลียดรัฐบาล โดยไม่มีฐานของข้อเท็จจริง เพราะหากดูตัวเลขทางการเมือง ขณะนี้มี สส.จำนวน 494 เสียง ครึ่งหนึ่งคือ 247 เสียง ขณะนี้รัฐบาลมี 320 เสียง เป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่ง หากพรรคภูมิใจไทยแข็งข้อถอนตัวไป 70 เสียง รัฐบาลยังคงเหลือ 250 เสียง ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งมา 3 เสียง หากมองว่าจะไม่มีเสถียรภาพ ก็ดึงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 20 เสียง เข้าร่วมรัฐบาล เป็นรัฐบาลที่มั่นคงมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ตนเคยบอกว่าพรรคเพื่อไทยอยู่เหนือพรรคภูมิใจไทย ก็บีบก็ตาย จะคลายก็รอด หากพรรคภูมิใจไทยแข็งข้อ ก็จะได้เป็นฝ่ายค้าน เพราะชาตินี้เสียงไม่ถึงเป็นรัฐบาลได้

“ผมมองว่าหากผมเป็นพรรคเพื่อไทย แล้วพบว่าในพรรคภูมิใจไทยมีท่าทีแบบเลขาธิการพรรค ผมจะเขี่ยออกจากรัฐบาล ริบเก้าอี้รัฐมนตรีทุกกระทรวง แล้วให้ไปเป็นฝ่ายค้าน รวมกับพรรคประชาชน (ปชน.) ดูน้ำหน้าว่าจะเป็นฝ่ายค้านได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าจะไม่มีบทบาท และไม่ผสมกับพรรคสีส้มแน่นอน เพราะเขาประกาศว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน และหากไปเป็นฝ่ายค้านจริงก็จะไม่มีผลงาน เลือกตั้งครั้งหน้าจะเหลืออะไร ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยไม่โง่ ไม่มีทางหลุดจากเก้าอี้ และต้องง้อพรรคเพื่อไทย” นายวันชัย กล่าว

‘ภูมิธรรม’เตรียมสรุปยุทธศาสตร์แก้ไฟใต้ จ่อยกเลิกกฎอัยการศึก 4 อำเภอชายแดนใต้

'ภูมิธรรม'เตรียมสรุปยุทธศาสตร์แก้ไฟใต้ จ่อยกเลิกกฎอัยการศึก 4 อำเภอชายแดนใต้

‘ภูมิธรรม’เตรียมสรุปยุทธศาสตร์แก้ไฟใต้ จ่อยกเลิกกฎอัยการศึก 4 อำเภอชายแดนใต้

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.27 น.

‘ภูมิธรรม’เตรียมลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 26-27 เม.ย.นี้ นัดคุย’ผู้ประกอบการ-นายอำเภอ-ทหาร’ครั้งสุดท้ายก่อนสรุปมาตรการเป็นยุทธศาสตร์แก้ไฟใต้  พร้อมเผยเร็วๆ นี้ เตรียมถกยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอ 

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียวานนี้ (17 เม.ย.)  ที่ยังคงให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุข ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าความจริงแล้วมาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการในการประสานให้เกิดสันติสุขอยู่แล้ว  โดยไทยก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะใครก็ตามที่จะสามารถมาช่วยประสานหรือทำให้เกิดสันติสุขได้ก็ยินดี เพราะไทยก็ต้องการสร้างสันติสุขเช่นกัน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ไทยกำลังทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ตนเองในฐานะที่รับผิดชอบโดยตรง ก็จะลงพื้นที่ในวันที่ 26-27 เม.ย.นี้ โดยจะลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อพูดคุยกับกลุ่มนักธุรกิจ,  นายอำเภอ, ผู้กำกับสถานีตำรวจ, กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า, หัวหน้าระดับผู้บังคับกองพัน จนถึงผู้การกรม โดยจะแยกการพูดคุยทีละกลุ่ม ตลอด 2 วันที่ลงพื้นที่ ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้อาจจะเป็นการคุยครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการประมวลสรุปสุดท้ายเพื่อนำมาพูดคุยกับงานยุทธศาสตร์และจะมีการสรุปรายละเอียดต่างๆ ให้ทราบอีกครั้ง

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องของคณะกรรมการการพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทย ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ไปหลายครั้งแล้วว่าขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของการกำหนด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใหม่ว่าจะเดินไปในด้านใด นอกจากนี้ ตนเองยังเตรียมการทีจะประชุมการยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังจากที่ ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ได้มีมติให้พิจารณามาก่อนหน้านี้  ดังนั้นขอย้ำว่า การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไป 

อย่าจับแพะชนแกะ!! ‘ภูมิธรรม’ลั่นปมลูกนายกเบี้ยว ‘ทักษิณ-อิ๊งค์’แค่ไปร่วมงานตามคำเชิญปกติ

อย่าจับแพะชนแกะ!! 'ภูมิธรรม'ลั่นปมลูกนายกเบี้ยว 'ทักษิณ-อิ๊งค์'แค่ไปร่วมงานตามคำเชิญปกติ

อย่าจับแพะชนแกะ!! ‘ภูมิธรรม’ลั่นปมลูกนายกเบี้ยว ‘ทักษิณ-อิ๊งค์’แค่ไปร่วมงานตามคำเชิญปกติ

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.08 น.

‘ภูมิธรรม’ขอแยกแยะ ปมคดี’ลูกชายนายกเบี้ยว’ แจง’ทักษิณ-อิ๊งค์’ร่วมงานตามที่ถูกเชิญปกติ อย่าจับแพะชนแกะมองเป็นความสัมพันธ์พิเศษ  ย้ำเป็นไปตามกฎหมาย เหตุมีความผิดต่อหน้าธารกำนัล

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 18 เม.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีโฆษกพรรคพลังประชารัฐแสดงความกังวลกรณีคดีนายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ หรือพีช ลูกชายนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว เนื่องจากปรากฏภาพมีความสนิทสนมกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้ต้องแยกออกจากกัน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ในกรณีที่กฎหมายมีอยู่ และภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้น วิดีโอ และข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คงต้องให้เจ้าหน้าที่ว่าไปตามกฎหมาย และไม่ต้องกังวล เรื่องนี้เราไม่เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านพยายามจี้เรื่องนี้ เพราะนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร ก็ไปร่วมงานบวชนายสมิทธิพัฒน์ ด้วย  นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายทักษิณ ไม่ได้ไปงานลูกชาย นายกเบี้ยว เพียงอย่างเดียว เวลาสมาชิกหรือใครก็ตามขอให้ไป ท่านก็ไป นายกเบี้ยว เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ลูกชายคนโตก็เป็น สส.พรรคเพื่อไทย ในเมื่อสส.จะบวชน้องชาย ก็เชิญนายทักษิณในฐานะผู้เคยก่อตั้งพรรคไทยรักไทยมา จนถึงพรรคเพื่อไทย และน.ส.แพทองธาร ก็เป็นหัวหน้าพรรค ดังนั้นการร้องขอให้ไปร่วมงานไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นในทุกจุดที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือญาติมีงานแต่งงาน มีงานศพ หรืองานบวชก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปมองเรื่องความสัมพันธ์พิเศษ เพราะทุกพรรคก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ตนอยากให้แยกออกจากกันอย่าไปจับแพะชนแกะ

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อเช้าได้เห็นบางรายการเล่าข่าว และนำภาพนี้ออกมา และพยายามสื่อว่ามีความสัมพันธ์พิเศษจนทำให้เกิดความกังวลใจ ตนคิดว่า ทุกคนมีสิทธิกังวลได้ แต่ก็ต้องเชื่อมั่นว่าท่านไม่ได้ทำเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ และได้พูดชัดเจนแล้ว ที่ผ่านมาเราไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ขอให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่เกี่ยวกับเรา อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่มั่นใจว่า นายสมิทธิพัฒน์เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แต่พ่อกับพี่ชายเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่

เมื่อถามว่าในแง่ของสังคมมีความเป็นห่วงในเรื่องการดำเนินคดี เพราะมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพล นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ผู้มีอิทธิพลสร้างเหตุการณ์ที่มีปัญหาต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ขอให้ว่าไปตามกระบวนการ จะไปบิดไปเบี้ยวก็อยู่ในสายตาของประชาชน พรรคการเมืองคงไม่ทำอย่างนั้น” 

ภูมิธรรมเผยนายกฯเรียก‘ทวี’แจงคืบหน้าคดี‘ตึก สตง.’ถล่ม เปรยอาจปลอมลายเซ็น‘วิศวกร’เพียบ

ภูมิธรรมเผยนายกฯเรียก‘ทวี’แจงคืบหน้าคดี‘ตึก สตง.’ถล่ม เปรยอาจปลอมลายเซ็น‘วิศวกร’เพียบ

ภูมิธรรมเผยนายกฯเรียก‘ทวี’แจงคืบหน้าคดี‘ตึก สตง.’ถล่ม เปรยอาจปลอมลายเซ็น‘วิศวกร’เพียบ

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.55 น.

‘ภูมิธรรม’เผยนายกฯเรียก‘กระทรวงยุติธรรม’รายงานความคืบหน้าคดี‘ตึก สตง.’ถล่ม เปรยอาจมีปลอมลายเซ็น‘วิศวกร’อีกหลายคน

เมื่อเวลา 08.45 น.วันที่ 18 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมติดตามความคืบหน้าคดีตึก สตง.ถล่ม ว่า เท่าที่ทราบนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ที่กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าติดตามความคืบหน้าของคดี ซึ่งในคดีนี้มีความคืบหน้ามากขึ้นพอสมควร โดยได้รายงานเบื้องต้นว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

“ค่อยๆคลี่คลายลง เพราะตอนนี้มีการสอบหลายส่วน มีความเกี่ยวพันหลายเรื่อง โดยเฉพาะวิศวกรคุมแบบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เท่าที่ได้รับข้อมูลคาดว่ามีบุคคลที่ถูกปลอมลายเซ็นอีกหลายคน” นายภูมิธรรม กล่าว

‘ภูมิธรรม’โยนถามนายกฯ หลังสะพัด‘ปรับครม.’ปลายเดือน เม.ย.นี้

‘ภูมิธรรม’โยนถามนายกฯ หลังสะพัด‘ปรับครม.’ปลายเดือน เม.ย.นี้

‘ภูมิธรรม’โยนถามนายกฯ หลังสะพัด‘ปรับครม.’ปลายเดือน เม.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.27 น.

‘ภูมิธรรม’โยนถามนายกฯ หลังสะพัด‘ปรับครม.’ปลายเดือน เม.ย.นี้ ยันสัมพันธ์พรรคร่วมปกติ

เมื่อเวลา 08.45 น.วันที่ 18 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีกระแสข่าวว่าจะปรับช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ มีสัญญาณอะไรจากนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ว่า ถ้านักข่าวเจอนายกฯ ก็สอบถามท่านได้เลย เรื่องนี้ต้องถามนายกฯ ไม่มีใครสามารถตอบได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือจะปรับใครหรือไม่ นายกฯไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่นดีใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็เป็นอย่างนี้มาตลอด เวลาเป็นข่าวก็ล้วนแต่เป็นมุมมองของผู้สื่อข่าว และคอลัมนิสต์เท่านั้น

เมื่อถามว่าหลังสงกรานต์นายกฯจะนัดรับประทานอาหารกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกรอบหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า การนัดทานข้าวร่วมกันเป็นปกติอยู่แล้ว โดยเฉลี่ยเดือนละครั้งอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ปกติเวลาจะปรับ ครม.นายกฯได้มาปรึกษาหรือไม่ว่ากระทรวงนี้กระทรวงนั้นทำงานเป็นอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายกฯ ว่าจะสงสัยเรื่องไหน หรือมีข้อมูลเรื่องไหนก็จะคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงนั้นๆเอง แต่สำหรับตนนายกฯยังไม่เคยมาปรึกษาอะไร

‘อดีตรมว.คลัง’ชี้‘ตึกถล่ม’ โอกาสปรับ‘สตง.’กลับมาขาวสะอาดเป็น‘ฟางสีทอง’เส้นสุดท้าย

‘อดีตรมว.คลัง’ชี้‘ตึกถล่ม’ โอกาสปรับ‘สตง.’กลับมาขาวสะอาดเป็น‘ฟางสีทอง’เส้นสุดท้าย

‘อดีตรมว.คลัง’ชี้‘ตึกถล่ม’ โอกาสปรับ‘สตง.’กลับมาขาวสะอาดเป็น‘ฟางสีทอง’เส้นสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.15 น.

‘อดีตรมว.คลัง’ชี้‘ตึกถล่ม’ โอกาสปรับ‘สตง.’กลับมาขาวสะอาดเป็น‘ฟางสีทอง’เส้นสุดท้าย

18 เมษายน 2568 นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี เรื่อง “สตง. กับพระพิโรธของพระสยามเทวาธิราช” ดังนี้…

สตง. กับพระพิโรธของพระสยามเทวาธิราช

การพังทลายของอาคารสูงเหยียดฟ้าของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือที่เรียกว่า สตง. ตอนเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงมากที่สุดในรอบกว่าร้อยปีของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนมีผู้เสียชีวิตถึงร่วม 100 คน จนเกิดเป็นข่าวถึงขั้นดราม่าของสื่อทุกประเภทต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ข่าวที่พรั่งพรูออกมานั้นเป็นที่สนใจของผู้คนทุกคนระดับแม้ว่าจะยังเป็นเรื่องราวที่ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดได้ในขณะนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คละคลุ้งเกี่ยวกับสารพัดทุจริตคอร์รัปชั่นที่คนไทยไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย

สตง. สำหรับประเทศไทย คือ หน่วยงานอิสระที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นรายปีเหมือนส่วนราชการอื่นๆ และเป็นหน่วยงานที่ทั้งสำนักงบประมาณและส่วนราชการอื่นๆ ให้ความเกรงใจมากเป็นพิเศษ

โดยศักดิ์ศรีของงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลหน่วยงานรัฐของประเทศให้ดูบริสุทธิ์ ยุติธรรม มีธรรมาภิบาลสูง และเป็นหน่วยงานที่ไม่ประพฤติผิดประพฤติชั่ว สตง.จึงถือเป็นฟางสีทองเส้นสุดท้ายที่คอยแยกแยะกันความดีของหน่วยงานราชการทั้งหลายที่หาได้ยากขึ้นทุกวันในประเทศนี้ออกมาให้ประชาชนเห็น

ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยเราถูกตราหน้าจากหน่วยงานระดับนานาชาติที่เป็นผู้วัดความมากน้อยของการคอร์รัปชั่นของ 180 ประเทศทั่วโลกเป็นประจำปี ที่ได้ให้ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perspective Index หรือ CPI) แก่ไทยสูงกว่าลำดับ 100 เป็นส่วนใหญ่ โดยในปีล่าสุดที่ผ่านมานี้ ไทยเราได้ถึงลำดับ 107 ดีกว่าประเทศลาวแค่ลำดับเดียวเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นการตกต่ำสุดๆของรัฐบาลไทยในการดูแลการคอร์รัปชั่นของประเทศ

ถ้าหากดราม่าเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นของ สตง. ต้องจบลงอย่างที่เป็นข่าว นั่นก็หมายถึงความมอดไหม้ของฟางสีทองเส้นสุดท้ายของประเทศชาติอย่างน่าอเนจอนาถที่สุด แล้วประเทศไทยเราจะเอาเรื่องธรรมาภิบาลไปพูดกับนานาชาติในเวทีข้างนอกได้อย่างไรหรือ

ในฐานะที่ผมเป็นคนประเภทที่ชอบ “ตื่นรู้สู้โกง” ตามคำขวัญขององค์กรต่อสู้คอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ Anti-Corruption Organization of Thailand – ACT คนหนึ่ง ก็ได้พยายามที่จะนำเรื่องนี้มาคิดหลายตลบว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร และเหตุของแผ่นดินไหวครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางเกิดที่ประเทศเพื่อนบ้านห่างออกไปร่วม 1,000 กม. ทำไมหายนะจึงเกิดกับอาคารสูงของ สตง. เพียงแห่งเดียว

ในที่สุดถึงวันที่ผมได้เขียนบทความชิ้นนี้ ผมได้คิดว่าสิ่งอันน่าอับอายของ สตง. ที่ทำให้คนไทยจำนวนมากแทบไม่อยากพูดคุยกับชาวต่างชาติอื่นใด ดูเหมือนจะเป็นอาการ “พระพิโรธของพระสยามเทวาธิราชอันเป็นที่เคารพนับถือของคนไทยค่อนประเทศ” ที่ได้เฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมืองเรื่องการคอร์รัปชั่นของส่วนราชการที่ขยายวงไปแทบทั่วทุกหน่วยงานเป็นแน่แท้ มันไม่ใช่เป็นเหตุบังเอิญใดๆ ทั้งสิ้น

ผมคิดไปเรื่อย ติดตามเรื่องไปเรื่อย เรื่องดราม่าของการประพฤติมิชอบของ สตง.นี้ ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลนี้ มันเป็นเรื่องสืบเนื่องตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วๆมาอย่างน้อยก็ตั้ง 7 – 8 ปีที่ผ่านมา และก็โยงใยกับผู้ว่าการและคณะกรรมการของ สตง. ตั้งแต่สมัยโน้นเป็นลำดับมา

สำหรับรัฐบาลปัจจุบันของไทยขณะนี้ ก็ขอให้เร่งการสอบสวนความผิดต่างๆให้เร็วที่สุด และควรคิดหาหนทางปรับการกำกับดูแล สตง. ในอนาคตให้กลับมาขาวสะอาดเป็นเส้นฟางสีทองให้ได้ ทั้งนี้ ขออย่าได้ย่ามใจว่าพฤติกรรมของผู้หลักผู้ใหญ่ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีลงมาจะเป็นข่าวใหญ่โตในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นแบบดราม่านี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้นะครับ

ท่านต้องไม่ละเลยต่อการตื่นตัวของคนไทยระดับปัญญาชนจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นล้วนเป็นผู้ตื่นรู้สู้โกงกันทั้งนั้น ตราบใดที่ยังเป็นคลื่นโต้น้ำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ่อนคาสิโนหรือเรื่องโครงการใหญ่โตอื่นๆที่มีการเตรียมให้เกิดในรัฐบาลนี้ หากถึงฤดูน้ำลดเมื่อไหร่ ขอได้โปรดระวังตอที่มันจะผุดขึ้นมาด้วยก็แล้วกัน