เฉดหัว‘ภูมิใจไทย’!?? กาง 4 ทางออกรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์

เฉดหัว‘ภูมิใจไทย’!?? กาง 4 ทางออกรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์

เฉดหัว‘ภูมิใจไทย’!?? กาง 4 ทางออกรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.50 น.

เฉดหัว‘ภูมิใจไทย’!?? กาง 4 ทางออกรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์

17 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ทางออกรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์” ระบุว่า…

ทางออกรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์

จากกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่เอากฎหมายกาสิโน

เป็นการฉีกหน้านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างแรง สร้างความเสียหายทางการเมืองให้กับรัฐบาล เป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องหาทางออกทางการเมืองให้ได้ ซึ่งมีอยู่ 4 แนวทาง คือ

1.การประกาศยุบสภา

เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ที่เกิดความแตกแยกทางความคิดระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคภูมิใจไทยต้องการ แต่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย เพราะถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ในตอนนี้ คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยยังตกต่ำ ยังไม่มีความได้เปรียบทางการเมือง การยุบสภา จึงไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด

2.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ที่ไม่สามารถควบคุมพรรคร่วมรัฐบาลให้มีความเห็นเป็นแนวทางเดียวกันกับพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่นางสาวแพทองธาร จะลาออก เพราะเป็นการเปลี่ยนอำนาจ เป็นการยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการยอมไม่ได้

3.ปรับพรรคพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

เพราะมีความเห็นต่างกับพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งในประเด็นนี้มีความเป็นไปได้ในสัดส่วน 50 : 50  เพราะการปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเพียงพรรคเดียวสามารถทำได้ ไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาล เพราะรัฐบาลยังเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลเสียงปริบน้ำ แต่ถ้าหากพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลขั้วอนุรักษ์นิยมได้อย่างแนบแน่น การปรับพรรคภูมิใจไทยออก ก็เหมือนกับการปรับพรรคอนุรักษ์นิยมออกทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลก็จะล้มได้

4.มีการปรับ ครม.เพื่อยึดกระทรวงหลักกลับมาอยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย

เพื่อกระชับอำนาจทางการเมืองใหม่ ถ้าหากพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจ จะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยสามารถจัดรัฐบาลเสียงข้างน้อย และอยู่ในอำนาจจนกว่าจะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งต่อไป และไม่นำกฎหมายสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร  จนถึงวาระสุดท้าย ค่อยยุบสภาคืออำนาจให้กับประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหม่

ถ้าพิจารณาจากทางออกทางการเมือง 4 แนวทางนี้

พรรคเพื่อไทยน่าจะเลือกแนวทางที่ 4 มากที่สุด เพราะจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

‘นิพิฏฐ์’เหน็บติ่ง‘ลุงตู่’เลี้ยงไม่โต ไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมือง

‘นิพิฏฐ์’เหน็บติ่ง‘ลุงตู่’เลี้ยงไม่โต ไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมือง

‘นิพิฏฐ์’เหน็บติ่ง‘ลุงตู่’เลี้ยงไม่โต ไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.26 น.

‘นิพิฏฐ์’เหน็บติ่ง‘ลุงตู่’เลี้ยงไม่โต ไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมือง

17 เมษายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” หัวข้อ “ติ่ง ลุงตู่” ระบุว่า…

ติ่ง ลุงตู่

มีคนน้อยใจผมอยู่เหมือนกันว่าผมไปต่อว่าลุงตู่ของเขา หาว่าผมไม่รักลุงตู่บ้างล่ะ หาว่าผมอยู่ตรงข้ามลุงตู่บ้างล่ะ

ผมก็อยากบอกให้สาวกลุงตู่สบายใจว่า ผมก็รักลุงตู่ อย่างน้อยตอนลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี ลุงตู่ก็ให้ความเป็นธรรมกับคนทุกภาค ทุกจังหวัด จัดงบประมาณให้อย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหมือนคุณทักษิณ ที่บอกว่าจังหวัดไหนเลือก จะพัฒนาจังหวัดนั้นก่อน

และผมก็รักลุงตู่ เพราะผมเชื่อว่าลุงตู่ไม่โกงเหมือนนายกรัฐมนตรีบางคน ที่รวยแล้วก็ยังโกง

เป็นไงล่ะครับ สาวกลุงตู่ สบายใจขึ้นบ้างหรือยัง

อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายๆ ลุงก็ผิดพลาดเหมือนกัน การที่พรรคของลุงไปสวามิภักดิ์พรรคเพื่อไทย และสมาชิกพรรคของลุงทุกคนก็เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย พรรคเพื่อไทยต้องการอะไรก็ประเคนให้ตลอด บ่อนคาสิโน ทั้งพุทธ,คริสต์,อิสลามค้านกันระงมทั้งประเทศ พรรคของลุงก็เงียบสนิท อันนี้น่าเจ็บใจ

ลำพังคุณพีระพันธุ์ ไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง ผมเฉยๆ เพราะตอนประชาชนร่วมกันต่อสู้กับระบอบทักษิณ คนไทยไม่เคยเห็นบทบาทคุณพีร์ในการต่อสู้แบบจริงจัง คุณพีร์ยังหน้าตาหล่อเฟี้ยวไม่มีบาดแผลจากการต่อสู้หรือใครจะเถียงว่าไม่จริงก็ว่ามา

แต่การที่คุณขิงหรือเอกนัฏ ที่เคยเดินตามลุงกำนัน คนที่เคยเดินถือกระสอบ รับเงินบริจาคจากประชาชนใส่กระสอบ เพื่อเป็นทุนต่อสู้กับระบอบทักษิณ มาวันนี้ เข้าร่วมรัฐบาลกับระบอบทักษิณนั่นผมเหลือรับประทานจริงๆ

เมื่อพรรคของลุงตู่ ไปร่วมหัวจมท้ายกับระบอบทักษิณ จะไม่ให้ผมน้อยใจคุณลุงตู่ได้ยังไง

เก็บลุงตู่ไว้บนหิ้งกราบเช้า-กราบเย็น ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าถึงกับเอาลุงมาห้อยคอแขวนไปไหนมาไหนเลย

ดังนั้น เมื่อได้ยินใครคร่ำครวญ อาลัยอาวรณ์ ถวิลหาลุงตู่ ผมจึงรำคาญว่า คนเหล่านั้นเป็นติ่งที่เลี้ยงไม่โต ไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมืองเอาเสียเลย

อธิบายกันอย่างนี้แล้ว จะเข้าใจผม หรือ จะเกลียดผมหนักขึ้นไปอีก ก็ไม่รู้

เวทีโลกชื่นชม‘อิ๊งค์’ผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง รบ.ตีปี๊บ-โวแหลก ติด.1.ใน.114.‘YGL.2025’

เวทีโลกชื่นชม‘อิ๊งค์’ผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง รบ.ตีปี๊บ-โวแหลก ติด.1.ใน.114.‘YGL.2025’

เวทีโลกชื่นชม‘อิ๊งค์’ผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง รบ.ตีปี๊บ-โวแหลก ติด.1.ใน.114.‘YGL.2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีโลกชื่นชม‘อิ๊งค์’ผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง รบ.ตีปี๊บ-โวแหลก ติด.1.ใน.114. ‘YGL.2025’ ผู้นำโลกอายุต่ำกว่า40ปี ‘วันนอร์’ ไม่การันตีอายุรบ. แนะต้องฟังเสียงประชาชน

“ประธานสภาฯ”ประเมินเสถียรภาพรัฐบาล บอกไม่ได้ว่ามั่นคงตลอดไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เชื่อนิรโทษกรรม ไม่สร้างความขัดแย้ง หากทุกฝ่าย คุยกันได้ “วันนอร์” เลี่ยงให้ความเห็น พ.ร.บ. สถานบันเทิงฯ ย้ำต้องวางตัวเป็นกลาง เผยเช็คคำร้อง “ปชน.”ขอส่งศาลฎีกา สอบจริยธรรม“ปธ.ป.ป.ช.” อยู่ระหว่างตรวจความสมบูรณ์ ต้องใช้เวลา “สงคราม”พท.แนะเร่งรบ. ชี้แจงประชาชน หวั่นเอ็นฯคอมเพล็กซ์ ถูกบิดเบือน อัดกลุ่มการเมืองหวังสร้างความวุ่นวายในประเทศ นายกฯอิ๊งค์ พร้อมต้อนรับ ‘นายกฯอันวาร์’17เม.ย. หารือ เน้นพัฒนาความเชื่อมโยงชายแดน การค้า ยกระดับความร่วมมือในเวทีอาเซียน 

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงเสถียรภาพของรัฐบาล จากกรณีการเดินหน้าร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งมีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไม่เห็นด้วย

‘วันนอร์’ชี้รบ.ไม่ได้มั่นคงตลอดไป

โดยกล่าวว่า รัฐบาลมีเสียงกว่า 300 เสียง เพียงพอต่อการลงมติ แต่ก็จะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่ามีเรื่องใดที่มีความขัดแย้ง ทุกพรรคการเมือง และสส.ก็ต้องฟังเสียงประชาชนรวมถึงไม่สามารถบอกได้ว่ามั่นคงตลอดไป เพราะถือเป็นเรื่องการเมือง ต้องมีทั้งบนดิน ใต้ดินและบนฟ้าซึ่งก็จะมั่นคงได้ในระดับหนึ่ง แต่จะบอกว่าตลอดไปไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลมีปัญหาลักษณะนี้มาโดยตลอด และเป็นเรื่องปกติแต่การตัดสินใจสุดท้าย จะอยู่ที่ประชาชนที่จะตัดสินในการเลือกตั้งต่อไป

เชื่อนิรโทษกรรมไม่สร้างขัดแย้ง

ส่วนกรณีที่มีผู้ประเมินร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร อาจซ้ำรอยร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็มีร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่รอการพิจารณาอยู่ ซึ่งมีหลายฉบับทั้งจากคณะรัฐมนตรี สส.และพรรคการเมือง 3-4 ฉบับ หากทุกฝ่ายพูดคุยกันได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดความขัดแย้ง เพราะทุกคนมุ่งหมายสร้างความปรองดองในประเทศ แต่จะนิรโทษกรรมในระดับใด และกับใครบ้าง ยังจะต้องพูดคุยกัน

วางตัวเป็นกลางปมกม.กาสิโน

ประธานสภาผู้แทนราษฎรยังกล่าวปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เนื่องจาก ประธานสภาฯ ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่สามารถชี้แนะไปในทางใดทางหนึ่งได้

เช็กคำร้อง’ปชน.’สอบปธ.ปปช.

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรยังเปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่สส.พรรคประชาชน เข้าชื่อกัน เพื่อขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา เพื่อตรวจสอบจริยธรรมของประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ประธาน ป.ป.ช.กรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรองผบ.ตร.)พามาเข้าพบตนเอง ที่บ้านพักส่วนตัวว่าขั้นตอนปัจจุบัน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกำลังตรวจสอบความสมบูรณ์ ของรายชื่อ และสาระ เมื่อสำนักงานฯ เสนอให้ตนพิจารณาแล้ว ก็อาจจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการทั้งฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบรายละเอียด เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234-236 และจะได้พิจารณาความเห็นทุกฝ่าย เชื่อว่า อาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณา แต่ไม่มากนัก

ส่วนกรณีการตรวจสอบประธาน ป.ป.ช.ที่หากมีความผิดจะกระทบต่อตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยหรือไม่นั้น ประธานสภาผู้แทนฯกล่าวยืนยันว่า การพิจารณาทุกด้าน จะเกี่ยวข้องกับตนเองหรือไม่เกี่ยว ก็จะต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และผู้ที่จะชี้ขาดทั้งหมดก็คือ ศาลฎีกา

พท.จี้รบ.เร่งแจงปชช.หวั่นบิดเบือน

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าช่วงที่ผ่านมาหลายกลุ่มจงใจบิดเบือน พูดความจริงไม่หมดและใส่ร้ายรัฐบาล กล่าวหาโจมตีด้วยความเท็จว่าโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นโครงการบ่อนคาสิโน โดยไม่สนใจในข้อเท็จจริง โจมตีด้วยความคิดที่เป็นอคติและอิจฉารวมทั้งกลัวว่าพรรคเพื่อไทย จะได้รับความนิยมหากสามารถดึงเงินลงทุนหลักแสนล้านจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยได้ อย่างแน่นอน

โครงการสถานบันเทิงครบวงจร คือ เขตพัฒนาพิเศษเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของครอบครัวระดับโลกนำเสนอประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง ส่วนที่เป็นคาสิโนมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 จากทั้งโครงการ ทั้งนี้รัฐบาลมีแผนเปิดเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพลกซ์ 4 พื้นทีแต่ละพื้นที่มีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ดึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลสูงถึง 800,000 ล้านบาท จ้างงานไม่ต่ำกว่า 2-30,000 คนในแต่ละแห่ง ในขณะเดียวกันในระยะยาวยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้นช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

อัดกลุ่มการเมืองหวังปมวุ่นวาย

นายสงครามกล่าวว่าหากเอาความจริงมาพูดกัน โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าวรวมไปถึงในนโยบายพรรคประชาชน หรืออดีตพรรคก้าวไกลหากพรรคประชาชนในอดีต มีโอกาสเป็นรัฐบาลก็เตรียมบรรจุโครงการคาสิโนถูกกฎหมาย รัฐกำกับดูแลไว้ เป็นนโยบายรัฐบาลเช่นกันเพราะโครงการนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคด้วย แต่หนักกว่าคือ โครงการก่อสร้างบ่อนคาสิโนเลย แต่มาวันนี้สส.พรรคประชาชนรุมโจมตีรัฐบาลด้วยนโยบายนี้

“ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านการชี้แจงโครงการจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันการบิดเบือนใส่ร้ายจากกลุ่มที่หาผลประโยชน์จากสถานการณ์การเมืองการบิดเบือนที่ผ่านมาสร้างความเสียหายกับประเทศมากมาย หากรัฐบาลไม่เร่งชี้แจงหรือทำความเข้าใจกับประชาชนโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะกลายเป็นเหยื่อของการบิดเบือนใส่ร้ายจากคนที่เสียผลประโยชน์และอคติ ไม่ต่างจากอดีตที่เคยโจมตีโครงการของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นนโยบายรถไฟความเร็วสูงและการปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมูลค่า 2ล้านล้านบาท หรือโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งชัดเจนว่าประชาชนได้ประโยชน์แต่ต้องล้มเหลว เพราะการบิดเบือนใส่ร้ายของคนบางกลุ่มจนทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบและสร้างความเสียหายมากมายให้ประเทศ”นายสงคราม ย้ำ

‘ธนกร’เชื่อเสถียรภาพรบ.ยังไปได้

นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลการสำรวจความเห็นประชาชนของซูเปอร์โพลที่ผลกว่า74%ไม่มั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาลและเชื่อว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังสงกรานต์ ว่า รัฐบาลต้องรับฟังทุกความเห็นของประชาชนและควรที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความมั่นใจควบคู่ไปด้วย แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีหลายพรรค แม้ว่ามีความเห็นต่างในบางเรื่อง เช่นร่างกฎหมายบางฉบับที่ยังต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น รวมถึงสร้างความเข้าใจให้ข้อมูลกับประชาชนให้รอบด้าน

เมื่อถามว่า แต่ที่ผ่านมาก็มีบุคคลในพรรคร่วมออกมาแสดงท่าทีเหมือนขัดแย้งกันอยู่หลายครั้งหลายเรื่องนั้น นายธนกร กล่าวว่า การที่พรรคร่วม หรือบุคคลในพรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ถือเป็นเรื่องที่ดีเพื่อจะช่วยทำให้รัฐบาลพิจารณากฎหมายและดำเนินนโยบาย หรือโครงการต่าง ๆให้เกิดความรอบคอบ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารัฐบาลใดก็ตามที่เห็นพ้องต้องกันไปเสียหมดทุกเรื่อง ไม่มีการคัดค้าน หรือไม่เห็นต่างเลย มักจะอยู่ไม่ยาวเพราะถูกมองว่าเป็นการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

แนะยึดประโยชน์ปท.-ปชช.เป็นหลัก

นายธนกรยังมองว่า ขณะนี้การทำงานของรัฐบาลที่มีหลายพรรคและเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน มองว่าก็เป็นเรื่องธรรมดา เพื่อให้เกิดความรอบคอบ โดยความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ยังคงเป็นไปด้วยดี ไม่ได้แตกหัก ร้าวลึก หรือประสานกันไม่ได้ตามที่ถูกมอง ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคยังคุยกันได้ พร้อมเดินหน้าทำงานตามนโยบายและมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งสำคัญความเห็นต่างต้องนำมาซึ่งความรอบคอบ และต้องมาจากการที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เชื่อว่าจะเป็นส่วนดีของรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำให้มีเสถียรภาพ เดินไปจนครบวาระได้ ขณะเดียวกันก็ต้องขอฝากรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สิน ลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน พร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่น ทั้งภายในและนักลงทุนต่างประเทศด้วย เชื่อว่าหากรัฐบาลยึดประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นหลัก จะเดินหน้า ทำงานต่ออย่างเข้มแข็งได้”นายธนกร กล่าว

รัฐบาลตีปี๊บ! เวทีโลกชื่นชม‘อิ๊งค์’

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 114 คน เป็นผู้นำที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปีที่สร้างการเปลี่ยนแปลง  โดย The Forum of Young Global Leaders (YGL) ประจำปี 2025 เครือข่ายที่ผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนชั้นนำ และประชาสังคมทั่วโลกร่วมกันให้คะแนน สะท้อนให้เห็นเวทีชั้นนำระดับโลกที่มีคอนเซ็ปต์ในการค้นหาผู้นำรุ่นใหม่ทั่วโลกที่ให้คุณค่าในการทำงานร่วมกัน มีแนวคิดลึกซึ้งและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้  โดยต้องมีอายุ ต่ำกว่า 40 ปี และบุคคลอื่นเป็นผู้เสนอชื่อ  ที่สำคัญต้องมีผลงานโดดเด่นแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและผลกระทบเชิงบวกในสาขาของตน โดยในปีนี้ YGL มีความหลากหลายทั้งจากสาขาต่างวัฒนธรรม ต่างประเทศ 

ผู้นำสร้างความเปลี่ยนแปลง

“ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับการยกย่อง ในการมีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ ที่เชื่อว่าจะนำการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในการบริหารประเทศได้ โดยก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็ติดโผ 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสารไทม์ มาแล้ว ทั้งนี้ แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีสุภาพสตรี ที่มีอายุน้อยที่สุดของไทยและของเอเชีย รวมทั้งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งบริหารประเทศไม่กี่เดือน จากภาวะผู้นำในการบริหารประเทศ ในการแก้ไขปัญหาทางสังคมทั้งกระบวนการคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติดและภัยพิบัติต่างๆ และว่ายังผลักดันนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ การร่วมประชุมในเวทีระดับผู้นำโลกเพื่อชักชวนให้นักธุรกิจระดับโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ดิจิทัลวอลเล็ต, โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ล่าสุดในฐานะประธานคณะกรรมการซอฟพาวเวอร์ไทย ที่ส่งเสริมสงกรานต์ไทย เทศกาลของไทย กลายเป็นเฟซทีฟระดับโลก ซึ่งภาวะผู้นำของท่านนายกรัฐมนตรี และยังทำให้ศักยภาพของประเทศโดดเด่นด้วย ท่ามกลางสถานการณ์ไม่แน่นอนเศรษฐกิจในปัจจุบัน ”นายจิรายุ กล่าว

สำหรับ The Forum of Young Global Leaders (YGL) เป็นโครงการริเริ่มของ World Economic Forum (WEF) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2547 โดยศาสตราจารย์ Klaus Schwab มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความรับผิดชอบและมุ่งมั่นในการปรับปรุงสภาพของโลก   โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อส่งเสริมผู้นำที่มีความรับผิดชอบ สนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ และอิทธิพลในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโลก ปัจจุบันมีสมาชิกและอดีตสมาชิกมากกว่า 1,400 คน จากกว่า 120 ประเทศ ครอบคลุมหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น นักธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการ ศิลปิน และนักกิจกรรมทางสังคม


‘อิ๊งค์’พร้อมถก’อันวาร์’17เม.ย.นี้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในวันที่ 17 เมษายน นี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมให้การต้อนรับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในโอกาสเยือนไทยเพื่อประชุมหารือติดตามความคืบหน้าต่างๆ (Working Visit) ที่เคยมีการประชุมของทั้งสองประเทศ การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือและติดตาม รวมทั้งผลักดันความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับมาเลเซียให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ภายหลังจากที่นางสาวแพทองธาร ได้เดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567และมีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำทั้งสองเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568

เน้นพัฒนาเชื่อมโยงการค้าท่องเที่ยว

โดยประเด็นสำคัญที่จะหารือ และติดตามความคืบหน้า ได้แก่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกัน ทั้งการค้า การท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านความมั่นคง การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย – มาเลเซีย ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อขับเคลื่อน ความสัมพันธ์ระหว่าง 10 ประเทศ ตามกรอบข้อตกลงต่างๆในที่ประชุมหลายระดับในภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมานักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจในอาเซียน ปี 2568 นี้จะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นด้วยปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งทั้ง 10 ประเทศมีประชากรรวมกันกว่า 670 ล้านคน และมีการค้าขายระหว่างกันทั้งการนำเข้าและ การส่งออกสินค้าที่หลากหลาย เช่น สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภค/บริโภค และสินค้าไฮเทค เป็นต้น

ทั้งนี้ การหารือร่วมกันระหว่างไทยกับนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนจะทำให้ ภูมิภาคอาเซียนให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการเจรจาในทุกมิติกับประเทศนอกอาเซียน

‘เทพไท’ฉะกาสิโน:ศึก2คู่พ่อ-ลูก’

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ “กาสิโน:ศึก2คู่ 2พ่อ-ลูก”ระบุว่า ถ้าจะดูความขัดแย้งทางการเมือง กรณีกฎหมายเปิดบ่อนกาสิโนในตอนนี้ ระหว่างคู่พ่อ-ลูก น.ส.แพทองธาร นายทักษิณ ชินวัตรกับ คู่พ่อ-ลูก นายไชยชนก นายเนวิน ชิดชอบซึ่งเป็นสงครามตัวแทนที่ลูกอยู่เบื้องหน้า มีพ่อสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และเชื่อว่าความขัดแย้งในครั้งนี้ มีเดิมพันทางการเมืองอย่างแน่นอน

เพราะ 1.ลูกของทั้ง 2 คน มีตำแหน่งในพรรคการเมืองใหญ่คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย 2.เป็นลูกของพ่อที่อยู่เบื้องหลังการเมือง คนหนึ่งเป็นลูกสาวนายใหญ่ เป็นผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย อีกคนเป็นลูกชายคนโตของครูใหญ่ เป็นผู้นำจิตวิญญาณภาคภูมิใจไทย

3.คนรุ่นใหม่ หรือคน gen Y พร้อมจะเป็นผู้นำทางการเมืองในยุคสมัยนี้ เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าพรรคเพื่อไทย ยังมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็สามารถผลักดันให้นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในนามพรรคภูมิใจไทยได้เช่นกัน

เชื่อไม่ช้าก็เร็วมีการเอาคืนแน่นอน

4.พ่อของแต่ละคนตั้งความหวังให้ลูกเป็นผู้นำทางการเมืองในอนาคตได้ เมื่อนายทักษิณผลักดันลูกสาวคือน.ส.แพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรีได้ มีหรือที่นายเนวินจะไม่ตั้งความหวังผลักดันลูกชายให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเจริญก้าวหน้าทางการเมืองต่อไป 5.ทางพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย จะต้องช่วงชิงให้มีจำนวน สส.มากที่สุดในฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่เป็นลูก จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

“เชื่อว่าทั้งนายทักษิณและนายเนวิน ต่างมีลูกเป็นความหวังทางการเมือง จึงไม่ยอมให้ลูกของตัวเองถูกกระทำทางการเมืองอย่างแน่นอน นายเนวิน ชิดชอบ ได้ลงทุน ยืนเคียงข้างลูกอย่างแน่นอน และนายทักษิณก็เช่นเดียวกัน คงจะไม่ยอมให้ลูกสาวถูกฉีกหน้ากลางสภา เชื่อว่าแค้นนี้ต้องชำระ เพียงแต่ในวันนี้นายทักษิณมีที่ยืนทางการเมืองไม่แข็งแรง เหมือนกับนายทักษิณในสมัยพรรคไทยรักไทยที่มี สส.จำนวน 377 คน อยู่ในมือ จึงจำเป็นต้องอดทน เก็บอาการแบบหวานอมขมกลืน และประนีประนอมอำนาจให้มากที่สุด แต่เชื่อว่าจะมีการเอาคืนอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน”นายเทพไท ระบุทิ้งท้าย

‘ขุนคลัง’ถกแบงก์ชาติ เคลียร์ข้อมูลก่อนเจรจามะกัน ‘ฮ่องกง’งดขนส่งปณ.ไปสหรัฐ

‘ขุนคลัง’ถกแบงก์ชาติ เคลียร์ข้อมูลก่อนเจรจามะกัน ‘ฮ่องกง’งดขนส่งปณ.ไปสหรัฐ

‘ขุนคลัง’ถกแบงก์ชาติ เคลียร์ข้อมูลก่อนเจรจามะกัน ‘ฮ่องกง’งดขนส่งปณ.ไปสหรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ขุนคลัง’ถกแบงก์ชาติ เคลียร์ข้อมูลก่อนเจรจามะกัน ‘ฮ่องกง’งดขนส่งปณ.ไปสหรัฐ

ต้องพึ่งแบงก์ชาติก่อนเจรจา “พิชัย” รมว.คลัง ขอดูข้อมูลรอบด้านรุดถก ผู้ว่าฯธปท. 16-17 เมษายนนี้ รองรับนโยบาย กำแพงภาษีทรัมป์ หวังผ่อนคลายเงื่อนไข ผู้ส่งออกชาวไทย “ธีระชัย” จี้รัฐบาลไทย จะต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างเต็มสปีด ไปรษณีย์ ฮ่องกงใจถึง งดขนส่งพัสดุไปรษณีย์ ไปสหรัฐทั้งทางน้ำและทางอากาศ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและคลัง เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 16-17 เมษายนนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเชิญผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการ เพื่อประเมินผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ

การหารือครั้งนี้จะเน้นไปที่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะท่าทีของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าและเรียกคืนทุนกลับสหรัฐมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะหารือ ธปท. เพื่อให้ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อค่าเงินบาท เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ตลาดเงิน และตลาดทุนของไทย

นอกจากนี้ จะมีการหารือถึงมาตรการที่ ธปท. สามารถดำเนินการเพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดให้กับระบบธนาคารพาณิชย์ และช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของนโยบายภาษี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน โดยอาจรวมถึงการพิจารณามาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (monetary easing) และการดูแลสภาพคล่องในตลาดอย่างใกล้ชิด

กระทรวงการคลัง ยังเตรียมหารือถึงผลกระทบจากการที่ไทยถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เป็นจำนวนมากในปัจจุบันว่า ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง ไทยควรบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ในการหารือร่วมกับ ธปท. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในเวทีเศรษฐกิจโลก และวางแนวทางเชิงรุกสำหรับการบริหารเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังต่อไป.

ด้าน ไปรษณีย์ฮ่องกงแถลงในวันนี้ว่า ได้ระงับบริการขนส่งสินค้าทางทะเลไปยังสหรัฐแล้ว และจะระงับบริการขนส่งสินค้าทางอากาศด้วยตั้งแต่วันที่ 27 เมษายนเป็นต้นไป เพื่อตอบโต้มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐที่ฮ่องกงมองว่าเป็นการรังแก

แถลงการณ์ของไปรษณีย์ฮ่องกงระบุด้วยว่า ชาวฮ่องกงควรเตรียมใจที่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงเกินควรและไม่สมเหตุสมผลอันเนื่องมาจากการกลั่นแกล้งของสหรัฐ แต่ไปรษณีย์ฮ่องกงจะไม่เรียกเก็บภาษีใดๆ จากของที่ส่งมาจากสหรัฐ ส่วนการส่งเอกสารต่างๆ ที่ไม่รวมถึงพัสดุที่เป็นสิ่งของ ไปรษณีย์ฮ่องกงจะยังคงให้บริการตามปกติฮ่องกง ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน ถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐในอัตราเดียวกับจีน

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “อนาคตการค้าไทยในโลก” ระบุว่า Canton Fair เป็นงานแสดงสินค้าใหญ่สุดในจีน เริ่มมาตั้งแต่ปี 1957 ในปีนี้ พ่อค้าสหรัฐไปเดินน้อย บรรยากาศไม่สดใส

ถามว่า แนวโน้มการค้าโลกจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร? แนวโน้มที่หนึ่ง สหรัฐกับจีน คาดว่า จากนี้ไป สหรัฐกับจีนจะเดินแยกทางกันไปตลอด ทรัมป์เรียกร้องโดยไม่หยุด ให้จีนรีบติดต่อเข้าไปเพื่อขอเจรจา แต่เนื่องจากเขาได้แสดงท่าทีดูถูกประเทศคู่ค้าว่าจะต้องเรียงแถวเข้าไปจูบแหวนเหมือนเขาเป็นมหาจักรพรรดิ์ในสมัยโรมัน จีนจึงไม่มีทางจะเป็นผู้เริ่มขอเจรจา ส่วนทรัมป์เองก็ไม่กล้าเสียหน้ากลับลำ ดังนั้น กำแพงภาษีสูงระหว่างสองประเทศจึงจะไม่ลดลงได้เร็ว และถึงแม้จะมีใครเป็นตัวกลางเพื่อให้สองฝ่ายไม่เสียหน้า พ่อค้าทั้งสองประเทศก็จะตระหนักว่าเหตุการณ์สามารถกลับไปหนักอีกครั้งหนึ่งเมื่อใดก็ได้

แนวโน้มที่สอง จีนกับอาเซียน ใน Canton Fair ที่กำลังจัดอยู่ในขณะนี้ นักธุรกิจจีนพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าจำเป็นจะต้องย้านฐานการผลิตไปอาเซียน ซึ่งเป็นแหล่งพันธมิตรและอยู่ใกล้จะสามารถประสานงานได้สะดวก ประกอบกับจีนจะเผชิญปัญหาแรงงานสืบเนื่องจากนโยบายมีลูกคนเดียว จึงต้องมุ่งให้คนรุ่นใหม่ไปเน้นการค้าบริการหรือทำงานไฮเทคมากขึ้น ดังนั้น อาเซียนจึงควรเล็งไปที่โมเดล ให้จีนมาร่วมลงทุน ย้ายฐานการผลิต การออกแบบ วิจัย และเทคโนโลยี มาที่อาเซียน ซึ่งจะมาพร้อมการเปิดตลาดไปยังประเทศกำลังพัฒนาในทุกทวีปได้เป็นครั้งแรก

แนวโน้มที่สาม อาเซียนกับอินเดีย ในระยะยาว อินเดียจะค่อยๆ พัฒนาความพร้อมด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่เนื่องจากจีนและอินเดียมีการกระทบกระทั่งกันตามชายแดนภูเขาหิมาลัยบ่อย จึงไม่สะดวกที่จะจับมือกันโดยตรง ดังนั้น อาเซียนโดยเฉพาะไทยที่มีนักธุรกิจทั้งสองเชื้อชาติจึงสามารถวางตัวเป็นแม่สื่อ ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเติบโตในอินเดีย โดยอาศัยทุนจีนร่วมอาเซียน ประกอบกับใช้อาเซียนเป็นฐานในการขนส่งซัพพลายจากจีนไปยังอินเดีย

ถามว่า ไทยควรเตรียมรับมือการเปลี่ยนโฉมการค้าโลกอย่างไร?

ด้านการเจรจาภาษีทรัมป์ ต้องเร่งเจรจาโดยเกาะกลุ่มอาเซียน เป้าหมายคือเรียกร้องสหรัฐจะต้องปฏิบัติแก่อาเซียนเสมอภาคกันทุกประเทศ เพื่อมิให้ประเทศใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบในโมเดลใหม่นี้

สำหรับสหรัฐ คาดได้ว่าจะต้องการแหล่งซื้อสินค้า consumer ในราคาย่อมเยาต่อไปอีกนาน จึงน่าจะรับได้กับโมเดลการย้ายฐานการผลิตจีนมาอาเซียน ตราบใดที่มีการเพิ่มมูลค่าภายในอาเซียนมากพอที่จะไม่ถือเป็นการสวมสิทธิ์ประเทศอาเซียน

ด้านการลงทุนจากจีน ภาครัฐและเอกชนไทยจะต้องประสานงานกับรัฐบาลจีน เดินทางไปเชิญชวนบริษัทจีนที่จะย้ายฐานการผลิต ทั้งนี้ จะต้องมีมาตรการที่จะกีดกันการผลิตสินค้าที่ตกมาตรฐาน การนำเข้าสินค้าที่เป็นอันตราย และอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ

ด้านการขนส่งภาครัฐและเอกชนไทยจะต้องเร่งการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงรางมาตรฐานเชื่อมต่อระหว่างจีนและฐานอุตสาหกรรมในไทย โดยในระหว่างที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ควรเร่งปรับปรุงพิธีการสินค้าผ่านแดนเตรียมไว้ทั้งทางรถไฟและรถยนต์ รวมทั้งควรเร่งพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ระนองเพื่อให้เป็นฮับขนส่งไปยังจีน และเป็นจุดเชื่อม ‘เรือ-ราง’ ระหว่างจีนกับอินเดียในอนาคต

ด้านการเคลื่อนย้ายคนรัฐบาลไทยจะต้องจัดขบวนการเพื่อเปิดรับคนจีนมาทำงาน ทั้งที่เป็นแรงงานระดับสูงและผู้มีความรู้เทคโนโลยี รวมทั้งปฏิรูปขบวนการนำเข้าแรงงานเพื่อนบ้านให้มีความสะดวกมากขึ้น บริหารจัดการเรื่องสวัสดิการสำหรับคนต่างด้าวมิให้กระทบต่อคนไทย และเร่งโครงการเรียนภาษาจีน/อังกฤษเป็นการด่วนในวิกฤตมีโอกาส แต่รัฐบาลไทยจะต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างเต็มสปีด

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ฟันธงครับ สงครามการค้า ตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้ อเมริกาคือผู้พ่ายแพ้ครับ

หนึ่ง อเมริกาเริ่มต้นประกาศสงครามก่อน สอง Trump โหวกเหวกโวยวายตามนิสัย ไม่นิ่ง ไอ้โอ่ ๆ ไม่นิ่งเจอกับ เสือยิ้มยาก พูดน้อย ต่อยหนัก แบบสีจิ้นผิงนี่ ก็เห็นชัด ๆ ว่าใครได้เปรียบ สาม จีนสายป่านเรื่อง International reserve ยาวกว่า ไม่มีหนี้ เป็นเจ้าหนี้สหรัฐเสียอีก สี่ จีนเทขายพันธบัตรสหรัฐทีเดียว สหรัฐเดี้ยง ห้า จีนสายป่านยาวกว่าเรื่องจำนวนประชากร 1400 ล้าน กับ 300 ล้าน คนละเรื่อง หก จีนมี supply chain ที่สุดยอด ผลิตเองได้เกือบทุกอย่าง ไม่มีประเทศสหรัฐอเมริกา จีนก็อยู่ได้ เจ็ด BRICS และอีกหลายประเทศ เข้าข้างจีน เพราะจีนมีเงินกว่าสหรัฐอเมริกา คนมีเงินเสียงดังกว่า พวกมากกว่า แปด การเมืองในประเทศของจีน มั่นคง พร้อมใจกันต่อสู้ รักชาติ การเมืองในอเมริกานั้นเละ ต่อต้านสงครามการค้า เก้า จีนมี rare earth ที่สหรัฐจำเป็นต้องใช้รวม ๆ แล้ว จีนสายป่านยาวกว่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเท่าไหร่นัก ถือไพ่เหนือกว่ามาก

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เรื่องใดที่มีความขัดแย้ง ทุกพรรคการเมืองและสส.ก็ต้องฟังเสียงประชาชน รวมถึงไม่สามารถบอกได้ว่า มั่นคงตลอดไป เพราะถือเป็นเรื่องการเมืองต้องมีทั้งบนดิน ใต้ดิน และบนฟ้า ซึ่งก็จะมั่นคงได้ในระดับหนึ่ง แต่จะบอกว่าตลอดไปไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา

ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จับโบรกเกอร์สาว แก๊ง‘หมอบุญ’โกง1.6หมื่นล. DSI-ตร.จ่อขยายผลล่าต่อ

จับโบรกเกอร์สาว แก๊ง‘หมอบุญ’โกง1.6หมื่นล. DSI-ตร.จ่อขยายผลล่าต่อ

จับโบรกเกอร์สาว แก๊ง‘หมอบุญ’โกง1.6หมื่นล. DSI-ตร.จ่อขยายผลล่าต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จับโบรกเกอร์สาว แก๊ง‘หมอบุญ’โกง1.6หมื่นล. DSI-ตร.จ่อขยายผลล่าต่อ

ดีเอสไอ-ตำรวจแถลงจับโบรกเกอร์สาวคนสุดท้ายร่วมเครือข่าย “หมอบุญ” คดีฉ้อโกงปชช. ผู้เสียหาย 605 ราย หลังประเทศพันธมิตรกดดันจนควบคุมตัวส่งกลับให้ไทย จ่อเปิดภาค 2 ขยายผล ล่าผู้ร่วมขบวนการอีกจำนวนหนึ่ง เผยลุยจับผู้ต้องหาที่เหลืออีก 1 คนที่ยังหลบหนีขณะนี้คือ “หมอบุญ” มาดำเนินคดี

เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 16 เมษายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอควบคุมตัว น.ส.กชพร สุวรรณกูฏ อายุ 39 ปี โบรกเกอร์คนสุดท้าย ผู้ต้องหาในคดีหมอบุญ วนาสิน หลังถูกกล่าวหาว่าร่วมกัน กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งได้หลบหนีไปต่างประเทศ

ต่อมาเวลา 09.15 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ. วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมพล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกันสอบสวนผู้ต้องหา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

หลังการสอบสวนพ.ต.อ.ทวีแถลงว่า การจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้เป็นการร่วมมือระหว่างดีเอสไอกับสำนักตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ต้องที่มีหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน มีความเสียหายเป็นเงินประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท มีผู้ต้องหาหลายคน การจับกุมผู้ต้องหารายนี้เป็นการส่งตัวมาจากประเทศพันธมิตร หลังสืบทราบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจจนทราบแหล่งที่อยู่ มีการกดดันและประเทศพันธมิตรช่วยจับกุมและนำตัวส่งกลับมา ผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ต้องหาที่ได้ออกหมายจับไว้ 16 คน ก่อนหน้านี้เราสามารถจับกุมได้ 13 คน ล่าสุดจับได้เพิ่มอีก 2 คน เหลือที่ยังหลบหนีอีก 1 คน

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า สำหรับการสอบสวนต้องทำต่อหน้าทนายความ และเบื้องต้นติดต่อให้ญาติทราบความเคลื่อนไหวว่าตัวผู้ต้องหาอยู่ที่นี่ ส่วนกรณีความผิดทราบว่าพนักงานสอบสวนสั่งฟ้องไปแล้ว สำหรับคดีอาชญากรรมทางด้านเศรษฐกิจ เราต้องรีบดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพราะอาชญากรรมทางเศรษฐกิจจะมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก แต่ กระบวนการสอบสวนเราก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกจับกุม สำหรับคดีนี้ยังไม่จบ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือการได้คืนทรัพย์สินอย่างไร หากคดีอาญาสิ้นสุดแต่เจ้าทุกข์ยังไม่ได้เงินคืน เราต้องไปดูมาตรการตรงนั้นอีกครั้ง

ด้านพ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า สำหรับคดีพิเศษที่ 136/2567 เป็นนโยบายรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมให้เร่งรัดดำเนินคดี คดีนี้เป็นการรับโอนคดีมาจากสำนักตำรวจแห่งชาติ ดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งสิ้น 16 ราย หลบหนีไป 3 ราย ได้ตัวมา 2 ราย สำรับผู้ต้องหารายล่าสุดได้รับการผลักดันมาจากประเทศพันธมิตร ขณะได้นำตัวมาควบคุมไว้ที่ดีเอสไอ จากนี้จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ร.ต.อ.วิษณุกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาหลบหนีการจับกุมยังเหลืออีก 1 รายคือ นพ.บุญ ซึ่งเราจะรีบติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้ ในส่วนประเทศพันธมิตรหรือประเทศต้นทางที่ช่วยกดดันนั้น เราขอปกปิดเพราะเขาค่อนข้างระมัดระวัง เกรงจะมีผลต่อความสัมพันธ์ เนื่องจากเราเป็นพันธมิตรที่ดีกับประเทศต้นทาง ส่วนผู้ต้องหา 2 รายล่าสุด มีพฤติกรรมคล้ายกันคือ การชักชวน แต่มีผู้เสียหายต่างกันไป ในจำนวนผู้ต้องหา 16 คน มีผู้เสียหาย 605 ราย อย่างไรก็ตาม คดีนี้เรายังจะมีภาค 2 อยากให้ผู้เสียหายสบายใจได้ว่า นอกจากผู้ต้องหา 16 ราย เรายังพิจารณาผู้เข้าข่ายทำความผิดอีกหลายรายที่ต้องนำตัวมาดำเนินคดีอีกด้วย

สงกรานต์5วันดับ171 เจ็บ1,208คน/อุบัติเหตุ1,216ครั้ง ‘กทม.-พัทลุง-ลำปาง’แชมป์

สงกรานต์5วันดับ171 เจ็บ1,208คน/อุบัติเหตุ1,216ครั้ง ‘กทม.-พัทลุง-ลำปาง’แชมป์

สงกรานต์5วันดับ171 เจ็บ1,208คน/อุบัติเหตุ1,216ครั้ง ‘กทม.-พัทลุง-ลำปาง’แชมป์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สงกรานต์5วันดับ171 เจ็บ1,208คน/อุบัติเหตุ1,216ครั้ง ‘กทม.-พัทลุง-ลำปาง’แชมป์ ยอดสูญเสียสะสมมากที่สุด 21จังหวัดยอดตายเป็นศูนย์ ปชช.แห่กลับกทม.แน่นขนัด

5 วันผ่านสงกรานต์ยังดุ! ดับแล้ว 171 ศพ เกิดอุบัติเหตุ 1,216 ครั้ง บาดเจ็บระนาว 1,208 คน “กทม.-พัทลุง-ลำปาง” ยึดแชมป์สูญเสียสะสม ขณะที่ “21 จังหวัด” ตายเป็นศูนย์ ด้าน “ศปถ.” กำชับปรับแผนรับเดินทางกลับเข้าสู่โหมดทำงาน ประชาชนเดินทางกลับหลังฉลองสงกรานต์ ขนส่งหมอชิต 2 แออัด ประมาณการผู้ใช้บริการ 9 หมื่นคน บขส.ประสานขสมก.จัดรถเมล์ รถรับ-ส่ง เพิ่มสะดวก ปลอดภัย ลดแออัด รัฐบาลสั่งเข้มดูแลประชาชนเดินทางกลับ ตรวจความปลอดภัยทุกเที่ยว เสริมจุดต่อเชื่อมขนส่งสาธารณะ อำนวยความสะดวกครบวงจร

วันที่ 16 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร หลังใช้เวลาวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปฉลองปีใหม่ไทยกับครอบครัวและท่องเที่ยวต่างจังหวัด ทำให้บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร)หรือหมอชิต 2 ช่วงเช้าวันนี้คึกคัก มีประชาชนเดินทางกลับมาค่อนข้างหนาแน่น ต่างหอบสัมภาระจำนวนมากรอต่อคิวเพื่อขึ้นรถแท็กซี่ ด้านหน้าอาคารสถานี มีแถวยาวกว่า 200 เมตร เจ้าหน้าที่ได้กั้นแนวสำหรับจัดแถว เพื่อให้ประชาชนได้ขึ้นรถโดยแบ่งเป็น 3 ช่องทาง

หมอชิตแน่นคนใช้บริการ9หมื่น

นายชัชวาล พรอมรธรรม กรรมการฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ลงพื้นที่ชานชาลาที่ 1 จุดจอดรถขาเข้าสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2, จุดบริการแท็กซี่ และจุดพักคอยรถเมล์ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตรวจความเรียบร้อยการอำนวยความสะดวกประชาชนที่เดินทางกลับ โดยเผยว่า การเดินทางวันนี้ (16 เมษายน) คาดการณ์จะมีผู้โดยสารเดินทางประมาณ 90,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส. และรถร่วมฯ) ประมาณ 4,500 เที่ยว เนื่องจากเป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะเริ่มเปิดทำงานวันแรกวันที่ 17 เมษายน ซึ่ง บขส.จัดรถโดยสารอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ได้เพียงพอและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

ขสมก.จัดรถเมล์-แท็กซี่รองรับลดแออัด

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ยังพบว่า ช่วงเช้าเวลา 05.00 – 08.00 น. มีผู้โดยสารรอรถแท็กซี่จำนวนมาก บขส. จึงแนะนำให้ผู้โดยสารไปเลือกใช้บริการรถโดยสาร (รถเมล์) ของ ขสมก. ซึ่งจัดรถเมล์เข้าจอดรับ – ส่ง บริการประชาชนในสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 จำนวน 15 เส้นทาง และขสมก.ยังจัดรถ Shuttle Bus บริการเชื่อมต่อระหว่างสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต และ MRT สวนจตุจักร ทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางมากกว่า ทั้งนี้ ยังประสานให้รถแท็กซี่เข้ามารับผู้โดยสารที่สถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพิ่มการจัดคิวให้บริการแท็กซี่ เพื่อความสะดวก เป็นระเบียบ ไม่แออัด ทำให้ระบายผู้โดยสารออกจากสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 ได้หมดในเวลาประมาณ 08.00 น.

เดินทางกลับเฉลี่ยวันละแสนคน

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเน้นย้ำมาตรการดูแลความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตลอดช่วงการเดินทางวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ 2568 โดยกำชับให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ จากข้อมูลการเดินรถพบว่า มีผู้โดยสารเดินทางออกจากกรุงเทพฯเที่ยวไป 33,170 คน เที่ยวกลับ 56,362 คน รวม 89,532 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส. และรถร่วมฯ) เที่ยวไป 2,789 เที่ยว เที่ยวกลับ 3,107 เที่ยว รวม 5,896 เที่ยว ทั้งนี้ ช่วงเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 15 –17 เมษายน คาดการณ์มีผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ยวันละ 100,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส. และรถร่วมฯ) ประมาณวันละ 4,800 เที่ยว โดย บขส.กำชับนายสถานีเดินรถทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกรองรับการเดินทางเที่ยวกลับเข้ากรุงเทพฯ

รบ.สั่งเข้มความปลอดภัยคนเดินทางกลับ

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า ส่วนการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ รถโดยสารของ บขส. ทุกคันจะจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ประตู 3 เพื่อความสะดวกเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีแดง รถเมล์ และแท็กซี่ ขณะเดียวกันร่วมกับ ขสมก. จัดรถเมล์ให้บริการภายในสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 รวม 15 เส้นทาง และจัดรถ Shuttle Bus เชื่อมต่อระหว่างหมอชิต 2 กับ BTS หมอชิต และ MRT สวนจตุจักร ให้บริการตั้งแต่ 04.00 – 22.00 น. ขอความร่วมมือผู้ประกอบการแท็กซี่เข้าจอดรับผู้โดยสารในจุดที่กำหนด เพื่อความสะดวก ปลอดภัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทั้งนี้ รัฐบาลกำชับทุกหน่วยงานด้านคมนาคมและขนส่งสาธารณะ พร้อมบริการประชาชน โดยยึดความปลอดภัยและความสะดวกเป็นสำคัญ ซึ่งบขส.บูรณาการความร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ตรวจความพร้อมรถโดยสารและพนักงานขับรถทุกเที่ยว ทั้งผ่านการ Checklist และจุดตรวจ (Checking Point) โดยเฉพาะอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ค้อนทุบกระจก ถังดับเพลิง ประตูฉุกเฉิน พร้อมตรวจสารเสพติดและวัดระดับแอลกอฮอล์ ต้องมีค่าเป็นศูนย์ และกำหนดให้รถโดยสารใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และต้องจัดพนักงานขับรถ 2 คน สำหรับเส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางเกิน 4 ชั่วโมง

ปภ.สรุปเจ็บ-ตายอุบัติเหตุลดลง

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ในฐานะประธานการประชุมอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เปิดเผยว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และสถิติการได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ภาพรวมลดลงกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุดยังคงเป็นการขับรถเร็วและดื่มแล้วขับขี่ยานพาหนะ

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกวดขันพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะขับขี่ยานพาหนะ ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและการดื่มแล้วขับอย่างเข้มข้นทั้งในช่วงเทศกาลและตลอดทั้งปี เพื่อป้องกันและลดพฤติกรรมเสี่ยงหลักในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนลงให้ได้มากที่สุด ในวันนี้เป็นวันหยุดชดเชยช่วงเทศกาลสงกรานต์วันสุดท้าย ซึ่งจะมีประชาชนเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาคจำนวนมาก ทำให้ถนนหลายสายมีปริมาณรถเป็นค่อนข้างมาก จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้

ปรับแผนรับมือคนแห่กลับ-เข้มทุกด่านตรวจ

ศปถ. จึงได้ประสานจังหวัดปรับแผนการดำเนินงานสร้างความปลอดภัยทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ บริหารจัดการจราจรและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีเส้นทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ให้เร่งระบายรถ เปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาในการเดินทางของประชาชน อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเข้มงวดการเรียกตรวจยานพาหนะในเส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเส้นทางตรงระยะทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่มักจะใช้ความเร็วสูงในการขับขี่

ใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่ม7%

ด้านนายชาครีย์ บำรุงวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ประธานแถลงผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ประจำวันที่ 16 เมษายน 2568 เปิดเผยว่า สงกรานต์ปีนี้ ประชาชนปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางมาใช้การขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยประชาชนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7 ขณะที่มีการเดินทางโดยระบบรางและทางอากาศเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 และเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นทางถนน ทางราง และทางอากาศ ควบคู่ไปกับการดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนตลอดการเดินทาง โดยการตั้งจุดเช็ค Point ทั่วประเทศ โดยดำเนินการตรวจสอบยานพาหนะ ทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถไฟ เรือ และตรวจสอบผู้ขับขี่และพนักงานให้บริการ ต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่กินยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุจากการหลับใน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความมุ่งมั่นในการดำเนินการตามมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน

เซ่นสงกรานต์วันที่5ตาย27-อุบัติเหตุ214ครั้ง

นายชาครีย์กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ประจำวันที่ 15 เม.ย. 68 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ดังนี้ เกิดอุบัติเหตุ 214 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 209 คน ผู้เสียชีวิต 27 ราย

สาเหตุหลักขับเร็ว-ดื่มขับมากที่สุด

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 36.92 ดื่มแล้วขับ 31.31 และทัศนวิสัยไม่ดี ร้อยละ 20.09 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 85.32 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 87.38 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 36.45 ถนนในอบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 33.18 ถนนกรมทางหลวงชนบท ร้อยละ 14.95 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เวลา 18.01 -21.00 น. ร้อยละ 22.90 เวลา 15.01 – 18.00 น. ร้อยละ 20.56 และเวลา 00.01 – 03.00 น. ร้อยละ 13.55 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 20.34 จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,764 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 51,039 คน โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ (10 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ (13 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ พิษณุโลก (3 ราย)

5วันตายสะสมพุ่ง171-กทม.แชมป์15คน

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วันของการรณรงค์ (11 – 15เม.ย.68) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,216 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 1,208 คน ผู้เสียชีวิต รวม 171 ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 21 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ พัทลุง (44 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (47 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (15 ราย)

นทท.ต่างชาติทะลัก สงกรานต์ยอดพุ่งวันละแสนคน รัฐบาลหนุนท่องเที่ยวไทยทั้งปี

นทท.ต่างชาติทะลัก สงกรานต์ยอดพุ่งวันละแสนคน รัฐบาลหนุนท่องเที่ยวไทยทั้งปี

นทท.ต่างชาติทะลัก สงกรานต์ยอดพุ่งวันละแสนคน รัฐบาลหนุนท่องเที่ยวไทยทั้งปี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สงกรานต์สุดคึกคัก! นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุเฉลี่ยวันละกว่าแสนคน เพิ่มขึ้นกว่า 10% รัฐบาลยืนยันเดินหน้าหนุนท่องเที่ยวไทยตลอดปี 2568

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.61 โดยปีนี้รัฐบาล จัดงานสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่ ทั้งในกรุงเทพมหานคร กับกิจกรรม Maha Songkran World Water Festival 2025 และในหัวเมืองหลัก อย่าง เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างล้นหลาม

โดยเฉพาะจากตลาดระยะใกล้ เช่น จีนและอินเดีย ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล จากยุโรปเช่น เยอรมนีและฝรั่งเศสก็เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ

สถิติล่าสุดระหว่างวันที่ 6–12 เมษายน 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวม 666,180 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 64,564 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10.73 เฉลี่ยวันละ 95,169 คน

5 อันดับแรกของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากที่สุด ได้แก่ 1. มาเลเซีย (102,106 คน) 2. จีน (82,274 คน) 3. อินเดีย (55,158 คน) 4. รัสเซีย (40,283 คน) 5. สหราชอาณาจักร (32,119 คน)

นักท่องเที่ยวจาก จีน อินเดีย มาเลเซีย และรัสเซีย มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.20, 23.56, 10.67 และ 8.40 ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย ร้อยละ 8.49 นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 13 เมษายน 2568 ประเทศไทย มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมรวม 10,738,424 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 516,589 ล้านบาท

โดย 5 อันดับประเทศที่มีนักท่องเที่ยวสะสมมากที่สุด ได้แก่ 1. จีน (1,470,834 คน) 2. มาเลเซีย (1,333,596 คน) 3. รัสเซีย (801,532 คน) 4. อินเดีย (631,820 คน) 5. เกาหลีใต้ (533,752 คน)

แม้คาดว่าสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยว จะชลอลงหลังเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง แต่ยังมีปัจจัยบวกหนุนการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วงปิดเทอมของยุโรป การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 รวมถึงมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น การยกเว้นกรอกบัตร ตม.6 การส่งเสริมสายการบินเพิ่มเที่ยวบิน และมาตรการ Ease of traveling ที่เอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว

“รัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้เข้าประเทศ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาค เราพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่นักท่องเที่ยวไว้วางใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง”นางสาวศศิกานต์ ย้ำ

กทม.ปรับแผน ใช้ถังออกซิเจน ตัดเหล็กซากตึก ช่วย50ผู้สูญหาย

กทม.ปรับแผน ใช้ถังออกซิเจน ตัดเหล็กซากตึก ช่วย50ผู้สูญหาย

กทม.ปรับแผน ใช้ถังออกซิเจน ตัดเหล็กซากตึก ช่วย50ผู้สูญหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รองผู้ว่าฯกทม. เผยคืบหน้ากู้ซากตึกสตง.ถล่ม เจ้าหน้าที่สามารถลดยอดความสูงซากตึกถล่ม จาก 26 เมตรเหลือ 14 เมตรแล้ว เตรียมปรับแผนให้เจ้าหน้าที่นำถังออกซิเจนเข้าไปตัดเหล็ก ค้นหาผู้สูญหาย พร้อมส่งสำนักอนามัยฆ่าเชื้อก่อนระบายน้ำออก ด้าน ผู้ว่าฯ ชัชชาติร่วมสังเกตการณ์ซุ่มซูม ยันต้องช่วย 50 คนที่ยังติดใต้ซากกลับบ้านให้ได้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้

วันที่ 16 เมษายน ที่บริเวณโครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เขตจตุจักร รศ.ทวิดา กมลเวช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าการกู้ซากตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ถล่มว่า เช้าวันนี้สามารถลดยอดของซากตึกถล่มลงมาเหลือ 14 เมตร จากความสูงเมื่อวาน ( 15 เมษายน)ที่ 16 เมตร โดยกระบวนการทำงานเมื่อทยอยหั่นความสูงออกก็จะเจอปูน พอเอาปูนออกจะเจอเหล็ก เป็นเหล็กถักกันเป็นแพ ไม่ใช่เหล็กเส้นอย่างเดียว ซึ่งค่อนข้างยากลำบาก หลังจากนี้จะปรับกระบวนการทำงานให้ทีมใช้ถังออกซิเจนเข้าไปตัดเหล็ก ซึ่งต้องหาพื้นที่เรียบและมั่นคงเพื่อวางถังออกซิเจน เมื่อนำทีมเข้าไปด้านใน เครื่องจักรต้องหยุดทำงาน โดยวางแผนไว้สองช่วงเวลาคือ 04.00-07.00 น. และ 12.00-14.00 น. เพื่อนำเศษปูนและเหล็กออก ส่วนฝนที่ตกไม่ได้เป็นอุปสรรครบกวนพื้นที่ด้านใน สำนักระบายน้ำกั้นน้ำให้ไหลทางเดียว นำไปฆ่าเชื้อ โรยปูนขาวก่อนระบายน้ำออก

ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารถล่มขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังนำชิ้นส่วนออกมาเป็นระยะ แต่กระบวนการตรวจสอบทางนิติเวชต้องให้มั่นใจเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ทำให้ช่วงนี้ตัวเลขอาจปรับช้า โดยยอดผู้ประสบภัยมี 103 ราย เสียชีวิตอยู่ที่ 44 ราย บาดเจ็บ 9 ราย อยู่ระหว่างติดตาม 50 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เฝ้าติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุแผ่นดินไหวใกล้ชิด โดยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร (สปภ.กทม.)เผยแพร่ภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ ระหว่างส่องกล้องเพื่อค้นหาสัญญาณชีพ หรือร่างผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในอาคาร โดยมีทีมโดรนบินมอนิเตอร์ภาพทุกจุดตลอด 24 ชม. พร้อมระบุข้อความว่า “เราไม่ใช่หน่วยซุ่มยิง แต่เป็นหน่วยซูม คอยสอดส่องวัตถุต้องสงสัย อาวุธคู่กายคือกล้องส่องทางไกล บวกกับสายตาที่มุ่งมั่น และขยันสังเกต ถ้าพบเห็นสิ่งผิดปกติระหว่างเครื่องจักรหนักทำงาน อาจเป็นชิ้นส่วนอวัยวะ อุปกรณ์ช่าง ท่อน้ำดับเพลิง ต้องแจ้งให้หยุดเครื่องจักรหนัก แล้วส่งทีม search ไปตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังมีทีมโดรนที่จะเฝ้า Monitor ทุกจุด ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย ยืนยันพวกเราจะช่วยกันพาคนที่อยู่ใต้ซากอีก 50 คนออกมา ให้สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะทำได้”

‘อนุทิน’ ขอ ‘กมธ.ติดตามงบฯ’ อย่าห่วง ยันบี้สอบปมลดสเปค ‘ปล่องลิฟต์’ ทำตึกสตง.ถล่ม

'อนุทิน' ขอ 'กมธ.ติดตามงบฯ' อย่าห่วง ยันบี้สอบปมลดสเปค 'ปล่องลิฟต์' ทำตึกสตง.ถล่ม

‘อนุทิน’ ขอ ‘กมธ.ติดตามงบฯ’ อย่าห่วง ยันบี้สอบปมลดสเปค ‘ปล่องลิฟต์’ ทำตึกสตง.ถล่ม

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.57 น.

‘อนุทิน’ ขอ ‘กมธ.ติดตามงบฯ’ อย่าห่วง ยันบี้สอบปมลดสเปค ‘ปล่องลิฟต์’ ทำตึก ‘สตง.’ ถล่ม ขอบคุณ ‘วุฒิวิศวกร’ ให้ความเห็น ตรงข้อสันนิษฐาน ‘คกก.กรมโยธาฯ’ ยันทุกอย่างคือ ‘วิทยาศาสตร์’ ออกมาแบบไหน ไม่สามารถโต้แย้งได้ เมินถูกกล่าวหาเพื่อนสนิท ‘ผู้ว่า สตง.’ สบายใจมาก ไม่ได้เป็นคนลงนามสัญญาก่อสร้างตึก 

16 เม.ย.68 ที่จังหวัดนครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสาเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหว หลังจากคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เข้มงวดเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับปล่องลิฟต์ว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เห็นหรือไม่ ที่ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิต และวุฒิวิศวกร ออกมาให้ความเห็น ต้องกราบขอบพระคุณท่านมากๆ ที่ทำออกมาเป็นยูทูป เพราะตรงกับข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของคณะกรรมการ ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองแต่งตั้งขึ้นมา ที่บอกว่าพอปล่องลิฟท์ไม่สมมาตรนอกจากจะเกิดแรงเหวี่ยงแล้วจะเกิดแรงบิดด้วย เป็นข้อสันนิษฐานที่ตรงกัน คิดว่าถ้าเราเจอตรงนั้น ขณะนี้ที่คณะกรรมการ ขอเวลาไปทำการคำนวณขั้นสูง ก็ต้องละเอียดจริงๆ 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เรื่องกล่าวหาแบบนี้ ทำให้คนหมดอนาคตได้เลย ทั้งผู้ออกแบบ ทั้งบริษัท เพราะฉะนั้นถ้าเราจะกล่าวหา ต้องมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก ต้องปราศจากข้อสงสัย ยืนยันว่าไม่กังวล เพราะเป็นการคำนวณ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ ด้วยหลักการคำนวณ ทั้งเชิงวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ จะสะท้อนออกมาหมด สามารถยืนยันได้ อย่างอาจารย์วรศักดิ์ ท่านไม่ได้เป็นกรรมการ ท่านก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไร ที่ต้องเกรงอกเกรงใจรัฐบาล หรือว่าสตง. หรือใคร ท่านก็ให้ความเห็นในฐานะที่ท่านเป็นศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนของกรมโยธาก็ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าจะไปช่วยเหลือใครหรือไม่ ปกป้องใครหรือไม่ ตนเป็นเพื่อนสนิทกับผู้ว่าสตง. เรื่องนี้ตนสบายใจมาก เพราะอย่างน้อยเบื้องต้นผู้ว่าฯ สตง. คนปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้เป็นคนลงนามในสัญญาก่อสร้างตึกนี้ เพราะตึกนี้สร้างมา 6 ถึง 7 ปีแล้ว และท่านก็ไม่ได้เป็นคนออกแบบ แต่อย่างไรก็ตาม ต่อให้เป็นเพื่อน ถ้าการคำนวณมันออกมาแบบไหน ก็ไม่สามารถไปโต้แย้งอะไรได้