รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลร่างกายยามอากาศร้อนจัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลร่างกายยามอากาศร้อนจัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลร่างกายยามอากาศร้อนจัด

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

หลายคนน่าจะรับรู้ได้ว่าช่วงนี้อากาศร้อนมาก ร้อนชนิดที่หลายคนบอกเหมือนซ้อมตกนรก เพราะความร้อนระดับนี้ ขนาดคนสุขภาพดียังอยู่กลางแจ้งนานๆ ไม่ไหว แล้วยิ่งคนมีโรคประจำตัว กับเด็กหรือคนแก่ ก็จะเสี่ยงกับการเจ็บป่วยได้ สัปดาห์นี้เราจึงมาบอกเคล็ดลับการอยู่ให้รอดปลอดภัยในสภาพอากาศร้อนระอุเช่นที่พบเจอกันทุกวันนี้

โรคที่มากับอากาศร้อน ได้แก่ ภาวะขาดน้ำ โรคลมแดด อาการอ่อนเพลีย ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่ง่ายที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในเวลาอากาศร้อนจัด หากมีธุระปะปังใดๆ ที่ต้องทำกลางแจ้ง แล้วสามารถปรับเปลี่ยนเวลาได้ ก็ต้องเปลี่ยนทันที หรือหากรอไปทำในตอนเย็นที่อากาศเย็นลงก็ควรเปลี่ยนไปทำช่วงนั้น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องสวมเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย และสวมหมวกหรือร่มกันแดด สวมแว่นกันแดดด้วย แล้วหยุดพักงานทุกๆ 30 นาที ในกรณีทำงานกลางแจ้ง รวมถึงหาตัวช่วยลดความร้อน เช่น พัดลม ผ้าเย็น ไว้คอยประคบคอหรือข้อพับต่างๆ 

และต้องการเตรียมร่างกายให้ดี โดยพยายามดื่มน้ำ 1-2 แก้วทุกชั่วโมง แม้จะไม่กระหายก็ตาม แล้วอย่าดื่มแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนมากเกินไป เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แต่หากเสียเหงื่อมากๆ น้ำอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ อาจต้องเสริม
เกลือแร่ด้วย เครื่องดื่มเกลือแร่สูตรสำหรับชดเชยการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด 

แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่สำหรับกรณีท้องเสียทดแทนได้ และที่สำคัญเวลากระหายน้ำ เราอาจจะอยากดื่มน้ำอัดลมหรืออะไรหวานๆ แต่แนะนำว่าขอให้อดทนไว้ เพราะการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมจะทำให้เรากระหายน้ำมากขึ้น

โดยสรุป ถ้าเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งได้ ก็เลี่ยงเถอะโดยเฉพาะช่วงที่ต้องเลี่ยงมากที่สุดคือช่วง 10.00-15.00 น.แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็เตรียมร่างกายให้พร้อม แต่งกายให้เหมาะสมรัดกุม สวมหมวกและกางร่ม พกพัดลมและผ้าเย็น
พกน้ำดื่มสะอาดไว้ดื่มตลอดเวลา ถ้าเสียเหงื่อมากต้องปรับเป็นน้ำเกลือแร่ อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน น้ำหวานน้ำอัดลม 

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าคนเราต้องดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วซึ่งมาตรฐานของ 1 แก้ว คือ 200-250 มิลลิลิตร ดังนั้น 8 แก้วคือ 1,600-2,000 มิลลิลิตรนั่นเอง แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ความต้องการน้ำมากขึ้น เช่น กรณีอากาศร้อน หรือออกกำลังกายทำให้เสียเหงื่อมาก อาจต้องเพิ่มน้ำอีก 0.5-1 ลิตรต่อวัน ส่วนผู้ป่วยท้องเสียหรือมีไข้สูงก็ต้องการน้ำมากขึ้นเช่นกัน 

การสังเกตว่าน้ำที่รับเข้าไปในร่างกายไม่เพียงพอ ดูได้จากสีปัสสาวะ ถ้าสีเข้มกว่าปกติ ก็อาจแสดงว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ ในเด็กอาจสังเกตจากการร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา หรือดูจากปากแห้งร่วมด้วยก็ได้ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดื่มน้ำมากกว่า 3-4 ลิตร ในระยะสั้นๆ เนื่องจากทำให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษได้ รวมถึงผู้ป่วยโรคที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำ เช่น โรคหัวใจ หรือโรคไต และขอบอกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการต่อวันของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ต้องปรึกษาแพทย์เป็นรายๆ ไป

สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจจะได้รับยาที่มีผลต่อปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เช่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น 

นอกจากขับน้ำแล้ว ยาอาจจะมีผลทำให้เกลือแร่บางตัวต่ำลง เช่น โพแทสเซียม ซึ่งถ้าเสียเกลือแร่นี้ไปมาก อาจมีผลต่อการทำงานของหัวใจ จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้

ยาอีกกลุ่มที่ทำให้เสียน้ำจากร่างกาย คือ ยาระบายโดยเฉพาะกลุ่มกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาระบายมะขามแขก จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากใช้แล้วมีอาการระบายมากเกินไป อาการคล้ายท้องเสีย ควรดื่มน้ำ
และเกลือแร่เสริม

เมื่อมียาที่ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายแล้ว ยาที่ให้ผลตรงข้ามก็มีด้วย เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาบรรเทาปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือ NSAIDs ยาคุมกำเนิดบางตัว ก็ทำให้บวมน้ำหรือมีภาวะโซเดียมคั่งได้ ก่อนใช้ยาเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน รวมถึง เมื่อใช้แล้วรู้สึกขาบวม กดหน้าแข้งแล้วมีรอยบุ๋มอยู่นาน หรือรู้สึกตัวบวม

หากมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาสาเหตุ หากเกิดจากยา แพทย์จะพิจารณาสั่งให้หยุด เปลี่ยน หรือปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

แม้ว่าเราจะเปลี่ยนความจริงเรื่องเมืองไทยเป็นเมืองร้อนมากๆ ไม่ได้ แต่เราสามารถปรับพฤติกรรมของเราให้อยู่ในเมืองร้อน โดยเฉพาะในฤดูร้อนให้มีความสุขได้ 

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

divana เปิดตัว ‘Sunrise’ นวดปลุกพลังจากภายใน ผ่านศาสตร์ไทย-อายุรเวทและหินบำบัด

divana เปิดตัว ‘Sunrise’ นวดปลุกพลังจากภายใน ผ่านศาสตร์ไทย-อายุรเวทและหินบำบัด

divana เปิดตัว ‘Sunrise’ นวดปลุกพลังจากภายใน ผ่านศาสตร์ไทย-อายุรเวทและหินบำบัด

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากที่สองหนุ่มผู้ก่อตั้ง divana  (ดีวานา) พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ และ ธเนศ จิระเสวกดิลก ทรานส์ฟอร์มเข้าสู่แบรนด์เพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความสำเร็จผู้นำลัคชัวรีสปา ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และ Perfume Oil ชั้นนำของไทยและเอเชีย ตลอดระยะเวลา 25 ปี เปิดตัวโปรแกรมนวดใหม่ล่าสุด “Oxytocin Ayurvedic Sunrise” รังสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์การผ่อนคลายที่ไม่เหมือนใคร เปิดเช้าวันใหม่ด้วยแสงแรกที่ให้มากกว่าความสว่าง

“Oxytocin Ayurvedic Sunrise” เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อปลุกและเสริมพลังภายในของแต่ละบุคคล โดยผสมผสานภูมิปัญญาไทย ศาสตร์อายุรเวท พลังหินบำบัด และสุคนธบำบัด เพื่อการฟื้นฟูร่างกาย ปรับสมดุลอารมณ์ และชำระจิตใจให้ใสกระจ่าง แตกต่างจากโปรแกรมสปาทั่วไปที่มุ่งเน้นความงามภายนอก โปรแกรมนี้มุ่งลึกเข้าไปในจิตใจ ช่วยเสริมการเชื่อมต่อกับตนเอง ความมั่นใจ ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความสงบจากภายใน

แขกผู้ใช้บริการจะได้สัมผัสประสบการณ์การเปลี่ยนแปลง เช่น การฟื้นฟูจิตวิญญาณผ่านศาสตร์อายุรเวทและพลังของหินโรสควอตซ์ การกระตุ้นพลังออร่าด้วยเทคนิคที่เสริมประกายความงาม การฟื้นฟูร่างกายด้วยศาสตร์การนวดแผนไทย และการปลดปล่อยความเครียดผ่านการนวดน้ำมันหอมระเหย

ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ divana Spa สัมผัสแรกที่ได้รับ สื่อถึงแสงแรกของการเดินทางสู่ความผ่อนคลายกำลังจะส่องและสว่างขึ้นท่ามกลางความหรูหราในรูปแบบสปาและการนวดอันเป็นเอกลักษณ์ โปรแกรมสปาใหม่ล่าสุดของ divana ลัคชัวรีสปาที่ได้รางวัลทั้งไทยและเทศการันตีมากมาย อาทิ Lifestyle Travel Awards, Thailand Tourism Gold Awards, Asia Spa Awards, Sustainable Tourism Goals Awards, Now Travel Asia Awards ฯลฯ

เริ่มต้นด้วยการแช่เท้าในอ่างเซรามิกที่คราฟต์ลวดลายไม่ซ้ำกันในแต่ละสาขา (สาขาของ divana ในกรุงเทพฯ มี 4 แห่ง ได้แก่ ชิดลม สีลม นานา ทองหล่อ รวมถึงหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่และภูเก็ต) ในน้ำอุ่นที่แช่เท้าลอยกลีบดอกกุหลาบสีแดงและมะกรูดฝานบาง ก่อนเธอราปิสต์บรรจงเทดอกเกลือลงไปในน้ำ ใช้ขัดเท้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ตามด้วยการสครัปด้วยครีม Sunrise สูตรพิเศษ บีบมะนาวลงไปผสม ให้ความสดชื่นและกลิ่นหอมตรึงใจ เสริมสัมผัสแรกผ่านฝ่าเท้าด้วยการขัดล้าง นวดกระตุ้น เปิดให้เลือดไหลเวียน เรียกขั้นตอนนี้ว่า “Ashiyu Foot Soak”

นอกจากพิเศษไม่เหมือนใคร ขั้นตอนการแช่และขัดเท้าของ divana ยังเป็นเสมือนการวอุ่นเครื่อง ใช่, นี่เป็นเพียงจุดออกตัว เมื่อเริ่มรู้สึกเบาและผ่อนคลาย จึงถึงเวลากระซิบบอกกับร่างกายให้เตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งความสงบที่ทุกสัมผัสขององคาพยพเป็นการเริ่มต้นใหม่ ตามคอนเซ็ปต์แสงแรก “Sunrise”

เริ่มด้วยขั้นตอนอบผิวหน้าด้วยเครื่อง Energy O2 เพื่อให้ใบหน้าได้รับออกซินเจน คลอไปกับเสียงเพลง Brainwave ช่วยปรับคลื่นสมอง ให้เข้าสู่สภาวะผ่อนคลายได้ดีขึ้นก่อนการนวด  จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการนวดกับโปรแกรมนวดหินร้อน  นวดคลายกล้ามเนื้อมัดลึกผ่านหินโรสควอทช์และน้ำมัน Sunrise ท่านวดหินร้อนนี้ ถือเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ของ divana โดยคุณสมบัติของหินโรสควอทช์จะช่วยในเรื่องการเยียวยาทั้งกายและใจ และช่วยเพิ่มพลังความรักให้กับตัวเองตามพลังงานคลื่นของหิน

จากนั้นเข้าสู่การประคบตัวด้วยคอลลาเจนอุ่น ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างเร่งด่วน ก่อนอบตัวด้วยผ้าห่มอินฟาเรด เพิ่มการดูดซึมคอลลาเจนให้เข้าสู่ใต้พื้นผิวได้ดียิ่งขึ้น และไฮไลต์ของโปรแกรมคือการเปิดจักระตาที่สาม ด้วยน้ำมันชิโรดารา (Shirodhara) อุ่นๆ บรรจงหยอดลงบนหน้าผาก เพื่อเปิดจักระตามความเชื่อคนอินเดียที่ว่าคนเรามี Third Eyes หินควอทช์อังอุ่นนำมาให้กำไว้ในฝ่ามือไว้ทั้งสองข้าง ช่วยสมดุลร่างกายและจิตวิญญาณในเวลาเดียวกัน ถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนจะรู้สึกถึงการเยียวยาทุกจักระในร่าง

หลังจากนั้นจึงนวดศีรษะด้วยเทคนิคการนวดตามแบบฉบับ divana ก่อนมาส์กศีรษะด้วยสาหร่าย Marine Algae ช่วยให้เส้นผมมีความชุ่มชื่น เป็นประกาย ไม่ชี้ฟู พร้อมกันกับการนวดหน้าด้วยหินร้อนและหินเย็นสลับกัน เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยกกระชับใบหน้า นอกจากนี้ ยังช่วยคลายล้าจากการทำงานหนัก ปลิดทิ้งความวิตกกังวลจากทุกปัญหาที่เผชิญอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าจะการงานอันเหนื่อยหนัก หรือโลกที่เคลื่อนและสั่นไหว

ถึงช่วงเวลาสุดท้าย คือการแช่ในน้ำนมกลิ่น Sunrise ช่วยปลุกตื่นและเพิ่มพลังจากหลับใหลท่ามกลางกลีบดอกกุหลาบและส้มฝาน ให้ความรู้สึกสุขสดชื่นและเบาสบาย การเดินทางนี้เปรียบประดุจการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยมและความรู้สึกสุขสดใส

 “Sunrise” โปรแกรมสปาใหม่ล่าสุด จึงไม่เพียงแค่การนวดผ่อนคลาย แต่ยังเป็นการเดินทางสู่การฟื้นฟูให้กับร่างกายและจิตใจในทุกขั้นตอน ด้วยผลลัพธ์ที่ให้ความรู้สึกเปล่งประกายจากภายในดุจดวงอาทิตย์ทรงพลัง มีสมาธิ มั่นใจ และพร้อมกลับไปใช้ชีวิตอย่างสมดุล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายทำโปรแกรม Oxytocin Ayurvedic Sunrise ได้ที่ Website: http://www.divanaspa.com

/Instagram: @divanaspa / Line Official: @divana โทร: 0-2660-1234

‘เกเนเซน’ เดินหน้า ‘นวัตกรรมสเต็มเซลล์ iPSC’ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวในไทย

‘เกเนเซน’ เดินหน้า ‘นวัตกรรมสเต็มเซลล์ iPSC’  ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวในไทย

‘เกเนเซน’ เดินหน้า ‘นวัตกรรมสเต็มเซลล์ iPSC’ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวในไทย

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายแพทย์สุจิต บัญญัติปิยพจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจเชิงป้องกัน และประธานที่ปรึกษาทางการแพทย์ของ Genesenn (เกเนเซน) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท Nanjing Elp Regenerative Medicine Technology Co., Ltd. (ELP) จากประเทศจีน ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการฟื้นฟูหัวใจและหลอดเลือดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) เพื่อยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ของไทยสู่เวทีโลก

บริษัท Nanjing Elp Regenerative Medicine Technology Co., Ltd.  (Elp)  มีจุดแข็งที่โดดเด่น คือเทคโนโลยีล้ำสมัยในการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดชนิด iPSC (Induced Pluripotent Stem Cell) ที่ใช้ระบบ AI และกระบวนการอัตโนมัติเต็มรูปแบบ  เพื่อผลิตเซลล์คุณภาพสูงในระดับห้องปฏิบัติการ (GMP-grade)  ที่ได้รับการรับรองจากทั้งรัฐบาลจีน และ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ โครงการ HiCM-188 ซึ่งเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจาก iPSC รายแรกของโลกที่ได้รับใบอนุญาต IND (Investigational New Drug) จาก FDA สหรัฐอเมริกา และรัฐบาลจีน

“นี่คือก้าวกระโดดของวงการแพทย์เชิงรุก เรากำลังพูดถึงการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจที่เสื่อมสภาพจากภาวะหัวใจล้มเหลว ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง และความร่วมมือนี้จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคใหม่ของการดูแลหัวใจ ไม่ใช่แค่รักษา แต่คือการย้อนกระบวนการเสื่อม ด้วยเทคโนโลยีระดับโลก”  นพ.สุจิต กล่าว

Genesenn เตรียมนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาเข้าสู่แผนฟื้นฟูหัวใจเชิงลึกภายใต้โครงการ Heart ReLife Program ซึ่งจะผสานเครือข่ายกับศูนย์สุขภาพชั้นนำทั่วประเทศ เช่น DNA Clinic, PNC Nursing Care รวมถึง Wellness Retreat ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ กระบี่, ภูเก็ต , เชียงราย และ พัทยา เพื่อรองรับผู้ป่วยและนักท่องเที่ยวสุขภาพจากทั่วโลก

“นี่คือจุดเริ่มต้นของความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวทั่วโลกและประเทศไทย ที่จะมีบทบาทสำคัญในเส้นทางนี้  โดย Genesenn (เกเนเซน) ถือว่าความร่วมมือกับ บริษัท Nanjing Elp Regenerative Medicine Technology Co., Ltd.   ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ยกระดับแนวทางการรักษาแบบฟื้นฟู (Regenerative Therapy) เท่านั้น แต่ยังเป็นการปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็น Regenerative Health Hub ของเอเชีย รองรับทั้งผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีมาตรฐานเดิม และกลุ่มนักท่องเที่ยวสุขภาพที่มองหาโซลูชันล้ำสมัยระดับโลกเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของเขาต่อไป ” ศิริญา เทพเจริญ กล่าว

Genesenn คือศูนย์เวชศาสตร์บูรณาการแนวหน้าของไทยที่มุ่งเน้นการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive) และการฟื้นฟูจากต้นเหตุ (Regenerative) โดยผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงจากนานาชาติกับภูมิปัญญาไทยด้านสมุนไพร ครอบคลุมการดูแลสุขภาพทั้งระบบ ตั้งแต่ สมอง หัวใจ ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน ไปจนถึง หลอดเลือดและการชะลอวัย พร้อมเครือข่ายคลินิกและรีสอร์ทสุขภาพทั่วประเทศ   ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่  http://www.Genesenn.com  

RBSO ปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย – รัสเซีย อย่างภาคภูมิใจ

RBSO ปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย – รัสเซีย อย่างภาคภูมิใจ

RBSO ปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย – รัสเซีย อย่างภาคภูมิใจ

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดินทางกลับถึงประเทศไทยอย่างภาคภูมิใจ วงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (Royal Bangkok Symphony Orchestra – RBSO) หลังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการออกทัวร์แสดงคอนสิร์ตครั้งแรกในสหพันธรัฐรัสเซีย เนื่องในโอกาสปิดปีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวไทย – รัสเซีย โดยร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ตลอดสี่ทศวรรษของวง RBSO   

การแสดง RBSO Russian Tour จัดแสดงในหอแสดงดนตรี St. Petersburg Philharmonia นครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568 และ หอแสดงดนตรี Zaryadye Concert Hall กรุงมอสโก เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568 วง RBSO ได้นำเสนอผลงานเพลงของผู้ประพันธ์ชาวไทย ร่วมด้วยสองศิลปินเดี่ยวชาวรัสเซีย ดมิทรี มาสลีฟ นักเปียโน และไกด์ คาซาเซียน ศิลปินเดี่ยวไวโอลิน อำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช ศิลปินศิลปาธร เปิดการแสดงด้วยบทโหมโรง “Siam Soundscapes” ผลงานการประพันธ์ของ ศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินแห่งชาติ บทเพลงนี้มีแนวความคิดหลักในการนำเสนอคือ นำเสียงดนตรีจากราชอาณาจักรไทยหลาย ๆ ภูมิภาคมาประยุกต์และเรียงร้อยกันให้กลายเป็นหนึ่งเดียว โดยสื่อความหมายว่าพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ปกครองประเทศอย่างยิ่งใหญ่

ไฮไลต์ของรายการผลงานการประพันธ์โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “Le Mariage de minuit – Fantaisie pour piano et orchestre” สำหรับเปียโนและวงออร์เคสตร้า บรรเลงเดี่ยวโดยนักเปียโนชื่อดังชาวรัสเซีย ดมิทรี มาสลีฟ และบทเพลง Concerto for Violin and Orchestra “Nefreretta” บรรเลงเดี่ยวโดยนักไวโอลินชื่อดังชาวรัสเซีย ไกด์ คาซาเซียน บทพระนิพนธ์เพลง “Le Mariage de minuit – Fantaisie pour piano et orchestre” ได้แสดงความโดดเด่นของเปียโนร่วมกับออร์เคสตร้าในแบบ piano concerto มีการใช้เทคนิคดนตรีร่วมสมัยที่หลากหลาย บทเพลงมีความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการประพันธ์ แต่ก็มีทำนองที่ไพเราะจับต้องได้ ส่วนบทพระนิพนธ์ Concerto for Violin and Orchestra “NEFRETTA” มีทั้งหมด 4 กระบวน ใช้บันไดเสียงและเสียงประสานที่แสดงภาพของดินแดนในจินตนาการ ตลอดจนให้เครื่องตีมีบทบาทสำคัญทั้งเพลง

เปิดการแสดงในครึ่งหลังด้วยบทเพลง “Fantasy on the Themes of His Majesty King Bhumibol Adulyadej” บทเพลงนี้เป็นการเรียบเรียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 9 มาไว้ในแบบซิมโฟนี ประกอบด้วยทั้งหมด 4 กระบวนตามมาตรฐานของดนตรีตะวันตก โดยผู้ชมการแสดงทั้งสองเมืองยืนปรบมืออย่างกึกก้องในหอแสดงทั้งเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก และมอสโก วง RBSO ได้แสดงเพลงพิเศษมอบให้ผู้ชมด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” ซึ่งเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

วง RBSO ได้รับการต้อนรับด้วยความอบอุ่นจากท่านผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก โดยได้จัดงานเลี้ยงรับรองต้อนรับคณะ ณ เรือนรับรองเมืองเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ในการกล่าวต้อนรับของท่านผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ได้แสดงความห่วงใยชาวไทยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย และได้แสดงความสำนึกในพระกรุณาที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธออนุญาตให้วง RBSO เดินทางมาแสดงในครั้งนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพียงหนึ่งวัน ขณะเดียวกัน นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ได้เน้นย้ำว่าการแสดงดนตรีในครั้งนี้เป็นการนำเสนออัตลักษณ์และความภูมิใจทางวัฒนธรรมของไทยอย่างแท้จริง

การแสดงคอนเสิร์ตของ RBSO ในสองเมืองเอกของรัสเซียในครั้งนี้ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชมชาวรัสเซียซื้อบัตรเข้าชมเต็มโรง และ มีบุคคลสำคัญของไทย และรัสเซียเข้าชมเป็นจำนวนมาก อาทิ นายยูริ โควัลชุค สุลกิตติมศักดิ์ประจำนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐ รัสเซีย นายอเล็กซานเดอร์ เบโกลฟ ผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก รวมถึงนายเยฟเจนี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำกรุงเทพ กล่าวยกย่องว่าเป็น ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและรัสเซีย ดนตรีมีพลังอันลึกซึ้งในการเชื่อมโยงผู้คนเกินกว่าภาษาใดๆ และสามารถเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศได้อย่างแท้จริง ผู้ชมและสื่อรัสเซีย อาทิ Izvestia กล่าวชื่นชมว่าวง RBSO ได้นำเสนอกลิ่นอายแห่งโลกตะวันออกที่ผสมผสานกับขนบธรรมเนียมดนตรีของตะวันตกได้อย่างลงตัว และกล่าวเสริมว่า การแสดงดนตรีครั้งนี้เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างอารยธรรม นายยูริ โควัลชุค กงสุลกิติ กล่าว

การแสดง RBSO Russian Tour ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างชื่อเสียงของวง RBSO บนเวทีโลก แต่ยังตอกย้ำพลังของดนตรีในความเป็นภาษาสากลอีกด้วย รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ ได้แสดงความรู้สึกหลังจบการแสดงคอนเสิร์ต ด้วยความสำเร็จของการแสดงครั้งนี้ วงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ได้ตอกย้ำบทบาทของวงในฐานะทูตวัฒนธรรมของไทยและเป็นวงออร์เคสตร้าที่มีมาตรฐานสากลพร้อมเปล่งประกายบนเวทีนานาชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ

‘ศิริราช – กาญจนา เสื้อห่านคู่’ เปิดตัวเสื้อยืด โครงการ “Pay it Forward: จากลายเส้น…สู่โอกาสใหม่”

‘ศิริราช - กาญจนา เสื้อห่านคู่’ เปิดตัวเสื้อยืด โครงการ “Pay it Forward: จากลายเส้น...สู่โอกาสใหม่”

‘ศิริราช – กาญจนา เสื้อห่านคู่’ เปิดตัวเสื้อยืด โครงการ “Pay it Forward: จากลายเส้น…สู่โอกาสใหม่”

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (SiGJ) จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือระหว่าง ศิริราช-กาญจนา  และเสื้อยืดตราห่านคู่ เปิดตัวเสื้อยืดการกุศลจากปลายพู่กัน อาจารย์เกริก ยุ้นพันธ์ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 ในโครงการ “Pay it Forward : จากลายเส้น…สู่โอกาสใหม่” เพื่อระดมทุนสร้างอาคารหอผู้ป่วยในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ณ ลานเปียโน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก 

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี  2549 ให้บริการทางการแพทย์ทั่วไปในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 5 ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขยายการรักษาให้ครอบคลุมทุกแผนกและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งเปิดให้มีการฝึกอบรมนักเรียนแพทย์และนักศึกษาสหวิชาชีพของ ม.มหิดล เพื่อผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพรองรับงานบริการการรักษาผู้ป่วยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น

“ศูนย์การแพทย์ฯ ได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย พัฒนาศักยภาพบุคลากร ปรับปรุงอาคารให้ทันสมัย  ปรับปรุงห้องผ่าตัด ก่อสร้างหอผู้ป่วยใน และขยายเตียง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา การตรวจวินิจฉัยอย่างมีประสิทธิภาพ”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล,ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก และบริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตเสื้อยืดตราห่านคู่ ผนึกความร่วมมือจัดโครงการ ‘Pay it Forward: จากลายเส้น…สู่โอกาสใหม่’ จัดทำเสื้อยืดเพื่อการกุศล จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฯ เพื่อให้ทุกชีวิตได้รับการรักษาทันท่วงทีต่อไป” ศ.นพ.อภิชาติ กล่าว

รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า ในปี 2567 โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยนอกเฉลี่ยวันละ 2,000 – 2,500 ราย ในปี 2568 คาดว่าผู้ป่วยนอกจะเพิ่มเป็น 718,800 ราย และในปี 2569 จะเพิ่มเป็น 756,000 ราย ทำให้เตียงที่รองรับผู้ป่วย 200 เตียง และอาคารหอผู้ป่วยในเพียงอาคารเดียว ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องสร้างอาคารหอผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น บนพื้นที่จอดรถทางทิศตะวันตกต่อเนื่องกับพื้นที่ของอาคารปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้รองรับผู้ป่วยในจากเดิม 200 เตียง เป็น 400 เตียงในอนาคต โดยยังขาดงบประมาณในการดำเนินการประมาณ 270 ล้านบาท โรงพยาบาลได้จัดโครงการ ‘Pay it Forward: จากลายเส้น…สู่โอกาสใหม่’ โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด  อ.เกริก ยุ้นพันธ์ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 ได้วาดภาพมอบให้ทาง ศิริราช-กาญจนา เพื่อระดมทุนสร้างอาคารหอผู้ป่วยใน จึงอยากเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายร่วมเป็นหนึ่งในการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาให้ครอบคลุมและดียิ่งขึ้น

คุณากร ธนสารสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย แบรนด์ “ห่านคู่” กล่าวว่า  เสื้อยืดคอลเลกชันนี้ เป็นผลงานการออกแบบจาก อ.เกริก ยุ้นพันธ์ สกรีนชื่อโครงการ Pay it Forward ไว้ด้านหลัง เสื้อคอลเลกชันสุดพิเศษนี้ ผลิตจากเสื้อยืดรุ่น ห่านคู่พลัส เป็นนวัตกรรมของห่านคู่ ให้สัมผัสที่เย็นสบาย นุ่มลื่นพิเศษ โดยลูกค้าห่านคู่ รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาสามารถอุดหนุนสินค้าในโครงการได้ตั้งแต่วันนี้- 30 กรกฎาคม หรือจนกว่าสินค้าจะหมด หาซื้อได้แล้วได้ตามช่องทางการจัดจำหน่ายของห่านคู่ในห้างสรรพสินค้า และที่เว็บไซต์ : DOUBLEGOOSE.COM”

บริจาคสมทบทุน (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) และรับของที่ระลึกได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ 3 แห่ง คือ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เวลา 08.00 – 16.00 น. บริจาค 1,000 บาทขึ้นไป รับเสื้อยืดตราห่านคู่, บริจาค 2,000 บาทขึ้นไป รับกระเป๋า Tote Pay it Forward  สอบถามข้อมูลบริจาค โทร. 02-849-6799 หรือเว็บไซต์ https://www.gj.mahidol.ac.th/main/donation

Trylagina ฉลอง16 ปี สกินแคร์ลดริ้วรอยวัย 40+ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมผสานผลลัพธ์การดูแลตัวเองสม่ำเสมอ

Trylagina ฉลอง16 ปี สกินแคร์ลดริ้วรอยวัย 40+ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมผสานผลลัพธ์การดูแลตัวเองสม่ำเสมอ

Trylagina ฉลอง16 ปี สกินแคร์ลดริ้วรอยวัย 40+ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมผสานผลลัพธ์การดูแลตัวเองสม่ำเสมอ

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Trylagina (ไตรลาจิน่า) แบรนด์เครื่องสำอางไทยชั้นนำระดับพรีเมียม ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนานถึง 16 ปี ตอกย้ำภาพลักษณ์ ของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านสกินแคร์ลดริ้วรอย ที่ตอบโจทย์การดูแลผิวหน้าในแต่ละช่วงวัยให้ครอบคลุมทุกเจเนอเรชันอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง  “คนที่ดูดีกว่าคุณในวันนี้ คือคุณในวันพรุ่งนี้” ผ่าน TVC ชุดใหม่ กับ 3 พรีเซนเตอร์ นีโน่ เมทนี – เจนนิเฟอร์ คิ้ม – ปาน ธนพร เพื่อพัฒนาการผิวสวยไร้กาลเวลา

ในวงการดูแลผิว เซรั่มเป็นสกินแคร์เข้มข้นที่ช่วยจัดการปัญหาได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือความหมองคล้ำ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของ Trylagina แบรนด์สกินแคร์ที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผิวคนเอเชีย ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าความงามไม่ใช่แค่กระแส แต่คือผลลัพธ์จากการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัย 35+ ขึ้นไปทั้ง Baby Boomers, Gen X และ Gen Y ที่มองหาสกินแคร์ที่เชื่อถือได้มีคุณภาพสูง ใช้แล้วเห็นผลอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ Trylagina Age-Defying Collagen Serum 12X เซรั่มสูตรใหม่ที่ยกระดับการดูแลผิวหน้าเพื่อลดริ้วรอยไปอีกขั้น ผสาน Trylagina 12X คอลลาเจนเข้มข้นขึ้น 12 เท่า ใช้ง่ายกระปุกเดียวจบทุกปัญหาแห่งวัย 40+ เด่นด้วยนวัตกรรม 5D Matrixcolla เอกลักษณ์เฉพาะของ Trylagina ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนทั้ง 5 ชนิด สามารถช่วยให้ริ้วรอย แนวตั้งและแนวนอน ดูลดเลือนลงได้อย่างใช้อย่างต่อเนื่อง รับรองผลทดสอบจาก Spincontrol และสารสกัดที่คัดสรรมาเพื่อผลลัพธ์ที่ผิวดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

อีกทั้ง ยังมี 3 พรีเซนเตอร์ ระดับตำนานถ่ายทอดพลังของผู้หญิงและผู้ชายที่เข้าใจคุณค่าของตัวเอง ผ่านภาพยนต์โฆษณาชุดใหม่ ที่จุดประกายให้คนกล้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตนเองที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับใคร แต่เพื่อเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง โดย นีโน่ เมทนี บุรณศิริ กล่าวถึงการดูแลผิวให้ดูอ่อนเยาว์ว่า “ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด ผู้ชายดูแลผิวก็มีสิทธิ์ดูดีได้ทุกวัย คือการสร้างความมั่นใจได้ในแบบที่เป็นตัวเอง ซึ่งผมได้ต่อสัญญาในฐานะพรีเซนเตอร์มาถึง 5 ปี แล้ว” และ  เจนนิเฟอร์ คิ้ม พรพรรณ ชุนหชัย เผยผิวสวยขึ้นว่า “อยากสวยแบบไหน ไม่ต้องให้ใครบอก แค่เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นตัวเองที่ดีกว่า คิ้มเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์จึงต่อสัญญากับไตรลาจิน่าเข้าปีที่ 5”

ทิ้งท้ายด้วย ปาน ธนพร แวกประยูร บอกถึงการดูแลผิวหน้าว่า “ความงาม…ไม่ต้องตามใคร สวยในแบบของตัวเอง ปานกล้าที่จะบอกต่อจึงวางใจต่อสัญญาพรีเซนเตอร์ถึง 4 ปี” สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่แบรนด์ได้รับอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์มั่นใจว่าจะส่งมอบโซลูชันผลิตภัณฑ์สกินแคร์ลดริ้วรอย กับการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด เพื่อให้คุณได้สัมผัสความอ่อนเยาว์ของผิวหน้า ตามแบบฉบับของ ไตรลาจิน่า

สามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของไตรลาจิน่า ผ่านช่องทาง Trylagina ได้แล้ววันนี้ นอกจากนี้ตลอดเดือนเมษายน-พฤษภาคม  2568 ยังมีแคมเปญพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษต่าง ๆ และกิจกรรม Online activation ให้ร่วมสนุกเพื่อรับของที่ระลึกจากแคมเปญ ในช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ Trylagina (ไตรลาจิน่า) สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.trylagina.co.th

CELINE เปิดตัวคอลเลคชั่นซัมเมอร์ ‘ÉTÉ CELINE’ แรงบันดาลใจจากเฟรนช์ ริเวียร่า และแซงต์ โทรเปซ์

CELINE เปิดตัวคอลเลคชั่นซัมเมอร์ ‘ÉTÉ CELINE’ แรงบันดาลใจจากเฟรนช์ ริเวียร่า และแซงต์ โทรเปซ์

CELINE เปิดตัวคอลเลคชั่นซัมเมอร์ ‘ÉTÉ CELINE’ แรงบันดาลใจจากเฟรนช์ ริเวียร่า และแซงต์ โทรเปซ์

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ÉTÉ CELINE คอลเลคชั่นอันประณีตที่ถูกออกแบบเพื่อแสดงถึงการออกเดินทางจากเมืองใหญ่สู่แนวชายฝั่ง ด้วยแรงบันดาลใจจากบรรยากาศความงดงามของเฟรนช์ ริเวียร่า และแซงต์ โทรเปซ์ ตั้งแต่เสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์ที่มีความทันสมัย สวมใส่สบายเหมาะสำหรับฤดูร้อน ไปจนถึงกระเป๋าสานจากใยปาล์มราฟเฟียที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคงานหัตถศิลป์อันละเอียดอ่อนและสง่างามได้อย่างลงตัว

คอลเลคชั่น ÉTÉ CELINE  ถือเป็นการต่อยอดคอลเลคชั่นไลฟ์สไตล์ของ CELINE ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นด้วยไอเทมของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์สำหรับการตกแต่งทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนแอคเซสเซอรี่สำหรับชายหาดที่ตอบโจทย์ช่วงเวลาพักผ่อนในวันสบายๆ เติมเต็มบรรยากาศฤดูร้อนให้งดงามมากยิ่งขึ้น

คอลเลคชั่นนี้ได้เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบไปเมื่อเร็วๆ นี้  โดยมีทั้งเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์ แอคเซสเซอรี่อย่างหมวก จิวเวลรี่ แว่นตา ตลอดจนเครื่องเรือนในคอลเลคชั่นเมซง กระเป๋าหลากหลายรุ่นในวัสดุราฟเฟียและหวายอย่าง CLAUDE, LOUISE, NINO, TILLY, CLASIC PANIER และ CABAS รวมถึงน้ำหอมกลิ่นใหม่กับ UN ÉTÉ FRANÇAIS จากคอลเลคชั่น HAUTE PARFUMERIE

ตามไปอัพเดทคอลเลคชั่นนี้ได้ที่ร้านค้า CELINE และ celine.com นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าป๊อปอัพที่ Central Embassy ชั้น G และ Central Phuket Floresta 

‘ฆ่าตัวตาย’ ไม่ใช่แค่โรคซึมเศร้าที่เป็นต้นเหตุเสมอไป

‘ฆ่าตัวตาย’ ไม่ใช่แค่โรคซึมเศร้าที่เป็นต้นเหตุเสมอไป

‘ฆ่าตัวตาย’ ไม่ใช่แค่โรคซึมเศร้าที่เป็นต้นเหตุเสมอไป

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อพูดถึง “การฆ่าตัวตาย” หลายคนมักนึกถึงโรคซึมเศร้าเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง ปัจจัยที่ผลักดันให้ใครสักคนตัดสินใจจบชีวิตนั้นมีหลากหลายกว่าที่เราคิด จากรายงานสถิติการฆ่าตัวตายในประเทศไทย ปี 2566 (ตุลาคม 2565 – กันยายน 2566) พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากถึง 5,172 คน หรือเฉลี่ยวันละ 14 คน คิดง่าย ๆ คือมีคนหนึ่งคนจบชีวิตลงในทุก ๆ 2 ชั่วโมง และยังมีผู้พยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 31,110 คน หรือเฉลี่ยวันละ 85 คน ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้สะเทือนใจ และสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

ที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายไม่ได้มีเพียงโรคซึมเศร้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคทางกายเรื้อรัง (31%) โรคจิตเวช (27%) การใช้แอลกอฮอล์ (21.1%) รวมถึงปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกมากมาย สถิติทั้งหมดนี้บอกเราได้ชัดเจนว่า เบื้องหลังของการตัดสินใจครั้งสุดท้าย มีเรื่องราวมากกว่าที่เห็น และบางครั้งอาจเป็นสิ่งที่คนรอบตัวไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยก็ได้

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย แบ่งเป็น ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ นอกจากโรคซึมเศร้าแล้ว ยังมีภาวะสุขภาพจิตอื่นที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น โรคไบโพลาร์ โรควิตกกังวลรุนแรง PTSD (โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ) หรือโรคจิตเภท ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรับมือกับความทุกข์ได้ยากขึ้น รวมถึงความเครียดจากชีวิตประจำวัน ปัญหาทางเศรษฐกิจ หนี้สิน ปัญหาครอบครัว การถูกกดดันในที่ทำงาน หรือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ล้วนเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้คนรู้สึกหมดหนทาง และอาจนำไปสู่ความคิดฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ ภาวะติดสารเสพติดและแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป อาจทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และเหตุผลลดลง เพิ่มความหุนหันพลันแล่น และทำให้ตัดสินใจในทางที่ผิดได้ง่ายขึ้น รวมทั้งโรคทางกายที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง หรือโรคที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เช่น มะเร็ง โรคทางระบบประสาท หรืออาการเจ็บปวดเรื้อรัง อาจรู้สึกสิ้นหวังและต้องการยุติความทุกข์ทรมานของตนเอง หรือแม้กระทั่งแรงกดดันทางสังคมและวัฒนธรรม บางครั้ง การถูกสังคมกดดัน เช่น การถูกกลั่นแกล้ง (Bullying) การเผชิญกับอคติทางเพศสภาพ หรือการถูกบังคับให้ต้องดำเนินชีวิตตามค่านิยมที่ตัวเองไม่สามารถรับไหว อาจทำให้คนรู้สึกไร้ทางออก

เราจะช่วยกันป้องกันได้อย่างไร?  1.สังเกตสัญญาณเตือน เช่น การแยกตัวจากสังคม พูดถึงความตายบ่อย ๆ หรือมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว 2. เปิดใจรับฟัง บางครั้ง การมีใครสักคนที่พร้อมรับฟังโดยไม่ตัดสิน สามารถช่วยให้ผู้ที่กำลังทุกข์ใจรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว 3.แนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ การเข้าพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และอาจช่วยให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหามองเห็นทางออกที่ดีกว่า 4.สร้างสังคมที่มีความเข้าใจและไม่กดดันกันเกินไป การให้กำลังใจและสนับสนุนกันในครอบครัวและที่ทำงาน สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้

คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับความคิดฆ่าตัวตาย ขอให้รู้ว่าคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว มีคนที่พร้อมจะช่วยเหลือและรับฟังคุณเสมอ สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลสุขภาพจิต BMHH   

กระทรวงมหาดไทยสานต่อพระดำริ เปิด Coaching ผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทยสานต่อพระดำริ เปิด Coaching ผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทยสานต่อพระดำริ เปิด Coaching ผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การทอผ้า ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสานที่สะท้อนความเจริญด้านศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนได้อย่างเด่นชัด ทั้งยังเป็นงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่บอกเล่าวิถีชีวิต ความเชื่อ และสังคมของชาวอีสานในแต่ละยุคสมัย ส่งผลให้ภาคอีสานมีบทบาทสำคัญในวงการผ้าไทยจนถึงปัจจุบัน 

กระทรวงมหาดไทย โดย กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการส่งเสริมอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมให้ทันสมัยสู่สากล ล่าสุดจัดกิจกรรมการ Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2568   จุดดำเนินการที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดอุดรธานี เพื่อพัฒนาทักษะผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าและงานหัตถกรรม ให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ และสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมในระดับภาค และระดับประเทศ ต่อไป   

กระทรวงมหาดไทยสานต่อพระดำริ เปิด Coaching ผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม กิจกรรมการ Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2568 จุดดำเนินการที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน  โดยมี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงาน พร้อมด้วยที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ ดร.ศรินดา จามรมาน ร่วมด้วยนายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE อาจารย์ ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิตแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร. แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSUE (อิชชู่) นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ TANDT นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครราชสีมา และคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ประกอบด้วย นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ คำวงศ์ปิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นางนิตยา คำวงศ์ปิน รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี นายวรงค์ แสงเมือง นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมอบรม ร่วมพิธีฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องธนกร 1 ชั้น 3 มลฑาทิพย์ ฮอลล์ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้า นานาชาติ จังหวัดอุดรธานี 

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวถึงความภาคภูมิใจของทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีการ Coaching ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม โดยการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” จะทำให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้านผ้าไทย ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ได้รู้จักการออกแบบลวดลายที่ทันสมัย สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส อันเป็นการนำภูมิปัญญาผ้าไทย  มาพัฒนาให้เกิดผลงานอันทรงคุณค่าและเป็นที่ต้องการของตลาดได้มากยิ่งขึ้นอีกทั้ง ยังได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้า และงานหัตถกรรม เพื่อส่งเข้าประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมในระดับภาค และระดับประเทศ ต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดย กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP (Coaching) ระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2568 โดยดำเนินการจัดกิจกรรมใน 5 จุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสงขลา และจังหวัดเชียงใหม่ แต่ละจุดมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 60 คน 

ขณะนี้ ได้ดำเนินการแล้ว 3 จุด และจะมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องอีก 2 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 26 เมษายน 2568 และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดสุดท้าย ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 

พาราไดซ์ พาร์ค ผนึกพันธมิตร ‘ร้านปันกัน’ ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

พาราไดซ์ พาร์ค ผนึกพันธมิตร ‘ร้านปันกัน’ ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

พาราไดซ์ พาร์ค ผนึกพันธมิตร ‘ร้านปันกัน’ ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อ “การศึกษา” เป็นรากฐานของการเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในบางพื้นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล พบว่ายังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียนต่อ

พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น กับการมอบโอ กาสให้น้องๆ ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป โดยร่วมกับพันธมิตร “ร้านปันกัน” โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ จัด งานปล่อยของส่งน้องเรียน 2568 ครั้งที่ 5 เนรมิตพื้นที่ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ เพลส ให้เป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน เพื่อสร้าง “โอกาส” สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยมี จรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ และ เอกกร อัมบัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด ร่วมต้อนรับ สุวิชญา ประมวญรัตน ผู้จัดการฝ่ายงานพัฒนาธุรกิจและสร้างการมีส่วนร่วมร้านปันกัน วิทยา ธรรมานันท์ ผู้จัดการระดมทุนและพัฒนาการมีส่วนร่วม และ วีนัสนันท์ เจริญตะคุ ผู้จัดการแผนกคลังสินค้าปันกัน มูลนิธิยุวพัฒน์ พร้อมกับร่วมเยี่ยมชมและซื้อสินค้าในงาน ซึ่งในงานพบกับสินค้าสภาพดี ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว จากผู้ใหญ่ใจดีที่นำมาบริจาค โดยทุกชิ้นได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาแล้วทั้งสิ้น และนำมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา อาทิ โต๊ะ เก้าอี้สำนักงาน ชั้นวางของ โต๊ะทำงาน ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ นอกจากจะได้เลือกช้อปสินค้าดี ในราคาคุ้มค่าแล้ว แถมยังได้ส่งน้อง ๆ เรียนต่ออีกด้วย

ตลอดการจัดงานทั้ง 4 วัน ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าภายในศูนย์การค้าฯ พนักงาน และผู้ประกอบการร้านค้า นอกจากมาร่วมอุดหนุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง บางคนยังนำของสภาพดีมาร่วมบริจาคอีกเช่นกัน โดยรายได้จากการจำหน่ายสินค้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 506,630 บาท ซึ่งเงินทั้งหมดนี้นำไปมอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กขาดโอกาสและสนับสนุนโครงการพัฒนาเยาวชนไทย โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ ต่อไป 

“การแบ่งปัน” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่สร้างโอกาสในการเปลี่ยนชีวิตของเด็ก ๆ อีกหลายต่อหลายคนจากหลายพื้นที่ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคง ช่วยให้พวกเขาได้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ ร่วมสร้างสังคมที่ดีและยั่งยืนต่อไปในอนาคต