‘วุฒิสภา’ถกเข้ม! ‘ระบบเตือนภัยพิบัติ’ยุคดิจิทัล ชี้ต้องเร็วกว่า‘SMS’

‘วุฒิสภา’ถกเข้ม! ‘ระบบเตือนภัยพิบัติ’ยุคดิจิทัล ชี้ต้องเร็วกว่า‘SMS’

‘วุฒิสภา’ถกเข้ม! ‘ระบบเตือนภัยพิบัติ’ยุคดิจิทัล ชี้ต้องเร็วกว่า‘SMS’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.26 น.

“วุฒิสภา”ถกเข้ม! “ระบบเตือนภัยพิบัติ”ยุคดิจิทัล ชี้ต้องเร็วกว่า”SMS” เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ โดยมีการพิจารณาแนวทางเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยการประชุมมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ ได้แก่ AIS , True Corporation และ DTAC เข้าร่วมให้ข้อมูลและเสนอแนวทางพัฒนาระบบเตือนภัย

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ ได้แก่ การบูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยข้ามหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยในภาวะฉุกเฉิน และการปรับปรุงช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนได้ทันท่วงที

โดยตัวแทนจาก AIS และ True ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast System (CBS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อความเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยระบบนี้แบ่งการทำงานเป็นสองส่วน คือ CBE (ระบบจัดทำข้อมูล) และ CBC (ระบบควบคุมและกระจายข้อความ) ซึ่งช่วยให้การแจ้งเตือนมีความแม่นยำและรวดเร็ว ตัวแทนจาก AIS ยืนยันว่าระบบของบริษัทสามารถส่งข้อความ CBS ได้ภายใน 2 นาทีหลังจากได้รับข้อมูลจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดของระบบ SMS แม้จะเข้าถึงประชาชนได้จำนวนมาก แต่ยังมีปัญหาเรื่องความล่าช้าในการกระจายข้อความ

นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า ตั้งข้อสังเกตว่า การกระจาย SMS ให้ครบทุกหมายเลขอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการความรวดเร็ว

ขณะที่ นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ เสนอให้พิจารณาเพิ่มช่องทางสื่อสารอื่น เช่น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หรือโทรทัศน์ เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น รวมถึงการบูรณาการข้อมูลข้ามเครือข่ายและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ

นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงระบบของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรายเข้าด้วยกัน เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยครอบคลุมทั่วประเทศ และเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา และ ปภ.ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโดยรวม

ในประเด็นเรื่องการจัดตั้งศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ นาวาตรี วุฒิพงศ์ ได้ตั้งคำถามถึงความล่าช้า โดยระบุว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 10 ปี ก็ยังไม่มีการจัดตั้งศูนย์เตือนภัยแห่งชาติอย่างเป็นทางการ และยังขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบภาพรวมของการพัฒนาระบบเตือนภัยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวบนบกของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับระเบียบปฏิบัติ และเพิ่มแผนปฏิบัติการแจ้งเตือนภัยผ่าน SMS ควบคู่กับการนำระบบ Cell Broadcast มาใช้จริงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยระบบใหม่นี้จะสามารถส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบเตือนภัยของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติให้ทันสมัย รวดเร็ว และครอบคลุม เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยชี้ว่า “การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ เช่น Cell Broadcast การแก้ไขข้อจำกัดของระบบเดิม และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เป็นหัวใจของการสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง”

‘ชาดา’ไม่เห็นด้วย! ชี้ปม‘กาสิโน’ควรถามประชาชนก่อน

‘ชาดา’ไม่เห็นด้วย! ชี้ปม‘กาสิโน’ควรถามประชาชนก่อน

‘ชาดา’ไม่เห็นด้วย! ชี้ปม‘กาสิโน’ควรถามประชาชนก่อน

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.15 น.

เมื่อวันที่ 08 เมษายน 2568 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่า เรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นด้วยเลยทีเดียว แต่ก็อยากให้ทางรัฐบาลสอบถามประชาชนทั่วประเทศไทยว่าเห็นด้วยไหม ควรให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ผลกระทบของรัฐบาล รัฐบาลอย่าคิดว่าคุณใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากสังคมไทยตอนนี้ความเข้มแข็งยังอ่อนอยู่ อยากให้สร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวก่อน แล้วค่อยมาถามประชาชนว่าเขาต้องการไหม เพราะเรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ ประชาชนว่ายังไงก็ว่าอย่างนั้น แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมเป็นคนชอบเล่นการพนัน แต่ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะผมมองว่าสังคมไทยเรายังไม่เข้มแข็งพอ

‘กลุ่มคนพิการ’สมัครซบ‘กล้าธรรม’ ธรรมนัสลั่นต้องมี‘สส.ตัวแทนคนพิการ’ในสภา

‘กลุ่มคนพิการ’สมัครซบ‘กล้าธรรม’ ธรรมนัสลั่นต้องมี‘สส.ตัวแทนคนพิการ’ในสภา

‘กลุ่มคนพิการ’สมัครซบ‘กล้าธรรม’ ธรรมนัสลั่นต้องมี‘สส.ตัวแทนคนพิการ’ในสภา

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.49 น.

‘กลุ่มคนพิการ’สมัครสมาชิก‘พรรคกล้าธรรม’ เผยพร้อมร่วมอุดมการณ์ในทุกมิติ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ลั่นต้องมี‘สส.ตัวแทนคนพิการ’ในสภา เพื่อทำให้เสียงเรียกร้องดังขึ้น

เมื่อเวลา 16.00 น.ที่อาคารพรรคกล้าธรรม(กธ.)นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ นายกสมาคมกีฬาคนพิการทางปัญญาแห่งประเทศไทย นำตัวแทนคนพิการเข้าพบ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เพื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรม

นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ตนกล้าพูดได้ว่า พี่น้องคนพิการได้รับการดูแลจาก ร.อ.ธรรมนัส มาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม และพวกเราไม่มีวันลืม ซึ่งพวกเรายินดีที่จะทำงานร่วมกับทางพรรคกล้าธรรมในทุกมิติ

ด้านนางนฤมล กล่าวว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ทำงานร่วมกับสมาคมคนพิการหลายสมาคม ในการที่จะหาช่องทางทำให้ทุกคนได้มีอาชีพ ซึ่งคนที่อยู่ตรงนี้ก็เคยเจอกันมาอยู่แล้ว วันนี้เงินช่วยเหลือคนพิการในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ และทุกคนก็อยากจะได้รับโอกาสที่จะสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงาน แต่ด้วยข้อจำกัดในการเดินทางไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ เราจึงได้ประสานงานกับภาคเอกชนในจังหวัดใหญ่ ๆ เพื่อรณรงค์ให้มีการรับคนพิการเข้าทำงาน และวันนี้ก็ขอขอบคุณที่ทุกท่านไม่ลืมเรา พรรคกล้าธรรมยินดีต้อนรับทุกคนมาเป็นแนวร่วมของเรา

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรามาสร้างบ้านใหม่ และกำลังเป็นครอบครัวใหญ่ จึงอยากเชิญชวนคนพิการมาทำงานร่วมอุดมการณ์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคกล้าธรรม ที่จะขับเคลื่อนเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งสังคมเวลานี้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับคนพิการเป็นพิเศษ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปได้ รัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าจะดูแลสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้อย่างไรบ้าง

“พรรคกล้าธรรมไม่อยากที่จะทำอะไรโดยเอาการเมืองมานำ พอเลือกตั้งเสร็จก็ลืมคนพิการ แต่เราต้องการให้พวกท่าน เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมไปด้วยกัน กลุ่มคนพิการในประเทศวันนี้มีถึง 2,300,000 คน ยังไม่รวมถึงครอบครัวข้างหลัง ดังนั้นพรรคกล้าธรรมต้องการให้มีตัวแทนของผู้พิการเข้าไปเป็น สส.ในสภา เราจะให้ท่านเลือกตัวแทนมาเพื่อลงสมัคร สส.ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อ เพื่อไปเป็นกระบอกเสียง เพื่อให้เสียงของคนพิการดังขึ้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ธรรมนัส-นฤมล’ต้อนรับ‘วีระพงษ์ ทองผา’นายกอบจ.มุกดาหารเข้า‘กธ.’ ลั่นปักธงครบ 2 เขต

‘ธรรมนัส-นฤมล’ต้อนรับ‘วีระพงษ์ ทองผา’นายกอบจ.มุกดาหารเข้า‘กธ.’ ลั่นปักธงครบ 2 เขต

‘ธรรมนัส-นฤมล’ต้อนรับ‘วีระพงษ์ ทองผา’นายกอบจ.มุกดาหารเข้า‘กธ.’ ลั่นปักธงครบ 2 เขต

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.35 น.

‘ร.อ.ธรรมนัส-นฤมล’สวมเสื้อต้อนรับ‘วีระพงษ์ ทองผา’นายก อบจ.มุกดาหาร เข้า‘พรรคกล้าธรรม’ ประกาศปักธง‘มุกดาหาร’ พร้อมส่ง สส.ครบทั้ง 2 เขต

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 8 เม.ย.68 ที่อาคารพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับนายวีระพงษ์ ทองผา นายกอบจ.มุกดาหาร ที่เดินทางมาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดีของประชาชนจังหวัดมุกดาหาร ที่ได้นายก อบจ.และทีมงานที่เข้มแข็ง ซึ่งพรรคกล้าธรรมจะสนับสนุนการทำงานและความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวมุกดาหารอย่างเต็มที่ ส่วนอนาคตพรรคกล้าธรรมจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั้ง 2 เขต และเรามั่นใจว่าจะสามารถปักธงที่จังหวัดนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในอนาคตนายวิริยะ ทองผา สส.มุกดาหาร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นน้องชายของนายวีระพงษ์ จะย้ายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมด้วยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ขอให้เป็นเรื่องของอนาคต แต่ส่วนตัวเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพราะศรัทธาในการทำงาน

แสดงพลังคัดค้าน! ‘นิสิตเก่าจุฬาฯ’ไม่เอา‘กาสิโน’ จี้รัฐบาลถอดถอน

แสดงพลังคัดค้าน! ‘นิสิตเก่าจุฬาฯ’ไม่เอา‘กาสิโน’ จี้รัฐบาลถอดถอน

แสดงพลังคัดค้าน! ‘นิสิตเก่าจุฬาฯ’ไม่เอา‘กาสิโน’ จี้รัฐบาลถอดถอน

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.32 น.

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ นางพิมพ์ใจ โพธิภักติ , นางพูนศรี อดุลยพิเชฏฐ์ , นางวิรงรอง ทัพพะรังสี พร้อมด้วยประชาชนจำนวนมาก แสดงพลังคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งกาสิโนในประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลถอดถอน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ ร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ออกไป

– 006

‘วิปรัฐบาล’นัดถก 9โมง 9 เม.ย. เคาะแนวทางโหวต‘ร่างนิรโทษกรรม’ 4 ฉบับ

‘วิปรัฐบาล’นัดถก 9โมง 9 เม.ย. เคาะแนวทางโหวต‘ร่างนิรโทษกรรม’ 4 ฉบับ

‘วิปรัฐบาล’นัดถก 9โมง 9 เม.ย. เคาะแนวทางโหวต‘ร่างนิรโทษกรรม’ 4 ฉบับ

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.27 น.

‘วิปรัฐบาล’นัด 9โมง 9 เม.ย. ถกเคาะแนวทางโหวต‘ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม’ 4 ฉบับ ด้าน‘รทสช.’ประกาศไม่รับหลักการฉบับเหมารวม‘คดี 112’

8 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) เวลา 09.00 น. วิปรัฐบาลจะนัดหารือต่อการกำหนดทิศทางการประชุมสภาฯ ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. หลังจากที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเห็นร่วมกันว่าควรชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) โดยการเลื่อนออกไปก่อน ซึ่งในวาระจะเป็นลำดับของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการนิรโทษกรรม รวม 4 ฉบับ ทั้งนี้ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันจุดยืนคือ จะไม่รับหลักการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่รวมถึงคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทบความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. … เสนอโดย นายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.พรรคก้าวไกล และ  ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. … ซึ่งเสนอโดยภาคประชาชน  ดังนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่รับหลักการทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว

นายอัครเดช กล่าวด้วยว่าทางพรรคได้มอบหมายให้ตนได้ตรวจสอบรายละเอียดของร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ว่ามีเนื้อหารวมถึงการนิรโทษกรรมคดี 112 หรือไม่ หากรวมถึงจะไม่รับเช่นเดียวกัน ส่วนทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นไปตามพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ตนไม่ขอก้าวล่วง แต่ก่อนหน้านั้นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานวิปรัฐบาลกล่าวสนับสนุนร่างพ.ร.บ.สังคมสันติสุขของพรรครวมไทยสร้างชาติ ดังนั้นตนเชื่อว่าจะเป็นไปตามที่ระบุไว้

เดินตามผู้นำ! ‘ธรรมนัส’เผยจุดยืน‘กล้าธรรม’ต่อ‘กม.กาสิโน’ วอนเลิกเป็นสังคมกระแดะ

เดินตามผู้นำ! ‘ธรรมนัส’เผยจุดยืน‘กล้าธรรม’ต่อ‘กม.กาสิโน’ วอนเลิกเป็นสังคมกระแดะ

เดินตามผู้นำ! ‘ธรรมนัส’เผยจุดยืน‘กล้าธรรม’ต่อ‘กม.กาสิโน’ วอนเลิกเป็นสังคมกระแดะ

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.14 น.

‘ร.อ.ธรรมนัส’เผยจุดยืน ‘กล้าธรรม’ต่อ‘กฎหมายกาสิโน’พร้อมเดินตาม‘ผู้นำรัฐบาล’ ชี้ต่อให้ผ่านวาระ 1 ก็ไม่ใช่ว่าต้องยึดตามร่างฯทั้งหมด ยัน‘ทักษิณ’ไม่ได้บีบพรรคร่วมรัฐบาล มองเหตุ‘เลื่อน’พิจารณาเพราะมีวิกฤตอื่นที่สำคัญกว่า

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 8 เมษายน 2568 ที่อาคารพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี พร้อมพรรคร่วมรัฐบาล แถลงเลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ  (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568 นี้ว่า ตนพูดแบบเป็นกลาง เราได้คุยกันโดยตลอดด้วยเหตุผลว่า ในสถานการณ์เวลานี้ควรจะผลักดันเรื่องใด และเรื่องใดควรจะชะลอไว้ก่อน ไม่ใช่เป็นเรื่องความแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาล

“พรรคกล้าธรรม เรามีจุดยืนชัดเจนว่า เราฟังเสียงผู้นำรัฐบาลเป็นหลัก ท่านว่าอย่างไร เราก็ว่ายังงั้นเพราะเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราต้องให้เกียรติผู้นำรัฐบาล” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคประชาชาติ มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับ ร่างพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฉบับนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เท่าที่ฟังจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น คงมีแค่บางส่วน ไม่ใช่ว่าเป็นมติของพรรค เพราะเขาก็ยังไม่ได้ประชุมกัน เราอย่าเพิ่งไปตีความแบบนั้น ซึ่งเมื่อเช้านี้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคมาพูดคุยกัน และทุกคนก็มีมติเห็นชอบให้เลื่อนวาระนี้ออกไปก่อน เนื่องจากยังมีวิกฤตอื่นที่ถือว่า เป็นวิกฤตของประเทศและสังคมรออยู่ เราจึงควรชะลอการพิจารณาเรื่องนี้ไปก่อน  ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการเมืองเหมือนสัปดาห์ที่แล้วแน่นอน

“เรื่องนี้เราควรยืนอยู่บนความเป็นจริงของสังคมโลก อย่าทำตัวเป็นพวก เกลียดปลาไหล แต่กินน้ำแกง ทำเป็นพวกสังคมกระแดะ โลก ณ เวลานี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง กฎหมายทุกฉบับเมื่อผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ วาระหนึ่ง เมื่อตั้ง กมธ.เข้ามาพิจารณา มันจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกเยอะ ไม่ได้จำเป็นต้องไปตามฉบับร่าง ทุกวันนี้กฎหมายบางฉบับมันเก่าเกินไป เราก็ต้องแก้ไขให้ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน มันต้องเป็นหลักสากล” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แจ้งพรรคร่วมรัฐบาลว่าหากพรรคใดไม่โหวตเห็นชอบจะถูกขับออกจากรัฐบาล  ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องพูดเป็นกลางว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีความคิดมาจาก ท่านทักษิณ ตนขอยืนยันเพราะอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุด้วย แต่มาจากพรรคร่วมบางพรรคที่ระบุว่า ถ้าเห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วยกันทั้งหมด ถ้าไม่เห็นด้วยกันก็ควรที่จะขับออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วนกรณีสมาชิกวุฒิสภาสีน้ำเงิน มีความเห็นคัดค้านนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อย่าไปคิดว่า สว.เป็นสีนั้นสีนี้ เพราะ สว.คือสภาสูงอันทรงเกียรติ เขาอาจจะมีเหตุผลของเขา แต่สังคมของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ได้ทำประชาพิจารณ์มาแล้ว พบว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วย เราไปมองว่ามัน คือ บ่อนกาสิโน แต่จริงๆแล้วมันคือสถานบันเทิงครบวงจรที่คนทุกรุ่น ทุกวัย สามารถเข้าไปใช้บริการได้ ไม่ได้มีแต่บ่อนการพนันเท่านั้น ตนได้คุยกับหลายๆ ท่านไม่ใช่เฉพาะท่านทักษิณ วันนี้บ้านเราเป็นไข่แดง ประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีไปหมดแล้ว ดังนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองตามหลักสากลของประเทศทั่วโลก

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการปรับ ครม.หรือไม่  ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองว่าคนไทยต้องตื่นได้แล้ว สังคมโลกวันนี้ไม่ปกติ จากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจทุกประเทศที่กำลังประกาศเป็นสังคมการค้าเสรี ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ขีปนาวุธสู้กัน อันนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เราจะทำยังไงให้คนไทยกินดีอยู่ดี ทำให้คนฐานรากได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากบ้าง พวกตนลงพื้นที่ทุกอาทิตย์ รู้ดีว่าคนไทยฐานรากกำลังลำบากอย่างมาก หรือคนที่ด้อยโอกาสอย่างเช่นคนพิการ ที่วันนี้ได้มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม เพราะเขารู้ว่า เราใส่ใจคนฐานราก ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือคนด้อยโอกาส เรื่องนี้รัฐบาลต้องให้ความสนใจ

วางเป้า Win-Win ‘รัฐบาล’เคาะ 5 มาตรการ ขึ้นโต๊ะเจรจาสหรัฐฯ

วางเป้า Win-Win ‘รัฐบาล’เคาะ 5 มาตรการ ขึ้นโต๊ะเจรจาสหรัฐฯ

วางเป้า Win-Win ‘รัฐบาล’เคาะ 5 มาตรการ ขึ้นโต๊ะเจรจาสหรัฐฯ

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.52 น.

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมหารือมาตรการรับมือกับนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นานกว่า 40 นาที ว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์มาก่อนหน้านี้ โดยจากนี้ได้ข้อสรุปเรื่องสำคัญ 5 ประเด็น ที่จะนำไปใช้เจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งจะเดินทางไปเจรจาได้ในเร็วๆ นี้

“ที่ผ่าน มารมว.พาณิชย์ และปลัดพาณิชย์ ได้ทำการบ้านเรื่องนี้มาอย่างน้อย 2 เดือนแล้ว วันนี้จึงมาดูว่าอันไหนเราขาด อันไหนเราเกิน และอันไหนเรามีความสามารถ” นายพิชัย กล่าว

สำหรับการเตรียมความพร้อมเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐฯ นั้น รองนายกฯ ยอมรับว่า รัฐบาลเตรียมประเด็นต่างๆ ที่จะไปหารือรวม 5 ข้อ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การหาโอกาสจากการนำเข้าพืชผลทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์จากสัตว์จากสหรัฐ เพิ่มขึ้น เพื่อลดปัญหาการขาดดุลทางการค้า เช่น การนำเข้าช้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหรัฐฯ เข้ามาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาหารขาดแคลนวัตถุดิบในประเทศ และนำเข้าเครื่องในสัตว์มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าและส่งออก

ประเด็นที่ 2 การผ่อนคลายการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โดยบริการจัดการด้านภาษีเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรค และการนำเข้าสินค้าต่างๆ ที่มีอยู่กว่า 100 รายการ จะดำเนินการตามโควตาที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ประเด็นที่ 3 การแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ผ่านการลดขั้นตอนที่นอกเหนือจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีกฎระเบียบขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขทั้งหมด

ประเด็นที่ 4 การตรวจสอบคัดกรองสินค้าป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ จากประเทศอื่นๆ โดยจะมีการออกใบรับรองต้นถิ่นกำเนิดสินค้าให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อป้องกันสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านให้น้อยที่สุด

ประเด็นที่ 5 การหาโอกาสการลงทุนในสหรัฐฯ เช่น การพิจารณาลงทุนด้านการการขนส่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ในอลาสก้า หรือการลงทุนแปรรูปสินค้าเกษตรในสหรัฐฯ

นายพิชัย กล่าวว่า การดำเนินมาตรการทั้งหมดนั้น ประเทศไทยไม่ได้ทำเพราะสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอโหดมาขู่ เพราะกรณีที่เดขึ้นเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำเพื่อประเทศของตัวเอง แต่สิ่งที่ไทยต้องทำคือ การเตรียมตัวรองรับ มีสิ่งใดที่ต้องทำ มีขีดความสามารถมากแค่ไหน เพื่อแก้ปัญหา และประเทศไทยต้องได้ประโยชน์ด้วย โดยแนวทางที่เลือกนี้จะไม่ใช่เรื่องการลดภาษี เพราะหากลดภาษีจะทำเสมอเหมือนกันทั้งหมด

“อยากให้มั่นใจวิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ผ่านการที่เราคิดอยู่เสมอ ผ่านการแก้ปัญหาแบบ Win-Win คือ ดีทั้งสหรัฐฯ และดีทั้งไทย พร้อมถือโอกาสยกระดับการทำงานของไทย และการผลิตของไทยให้เกิดความเชื่อมโยงมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็เป็นวิกฤต ก็กลุ่มใจอยู่ แต่ก็มีโอกาสในการแก้ปัญหาด้วย” รองนายกฯ ระบุ

ส่วนการเจรจานั้น รองนายกฯ ยอมรับว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะไปพูดคุยกับหลายภาคส่วนของอเมริกา โดยจะได้มีการประสานนัดหมาย เพื่อทำการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และหน่วยงานอื่นๆ ของสหรัฐฯ เพื่อนำเอาข้อเสนอของไทยไปเจรจาต่อรอง ซึ่งตอนนี้ขอเวลาอีกระยะหนึ่งก่อน โดยดูโจทย์ต่างๆ ให้ละเอียด จากนั้นจึงกำหนดวันไปเจรจาอีกครั้ง เพื่อให้การเจรจาเกิดผลสำเร็จและเห็นผลใน 1 – 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้เน้นย้ำว่า ให้เร่งแก้ปัญหาต่างๆ อย่างเต็มที่ และให้ประเทศไทยเกิดประโยชน์มากที่สุดกบัการเจรจาครั้งนี้ด้วย ขณะที่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยนั้น ยอมรับว่า หลายประเทศทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก และยังไม่สามารถประเมินได้ แต่เบื้องต้นมองว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร

กกต.ประะกาศรับรอง‘อรอุมา’เป็น‘สส.บึงกาฬ’แล้ว หลังไม่พบเหตุทุจริต

กกต.ประะกาศรับรอง‘อรอุมา’เป็น‘สส.บึงกาฬ’แล้ว หลังไม่พบเหตุทุจริต

กกต.ประะกาศรับรอง‘อรอุมา’เป็น‘สส.บึงกาฬ’แล้ว หลังไม่พบเหตุทุจริต

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ได้เสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.บึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ 2 กรณีแทนตำแหน่งที่ว่าง โดย กกต.มีมติประกาศผลการเลือกตั้ง ตามมาตรา 127 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 215 ของระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 โดยผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.บึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นางอรอุมา บุญศิริ ซึ่งนางอรอุมา สามารถรับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.บึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่าง (ส.ส.6/4) ในวันที่ 9 เมษายน 2568 เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. ณ สำนักงาน กกต.ชั้น 5 กรณีที่ไม่สามารถมารับหนังสือรับรองได้ด้วยตัวเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจพร้อมรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาในวันดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ การประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

สำหรับ นางอรอุมา บุญศรี จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.เขต 2 บึงกาฬ แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยนางอรอุมา ได้คะแนน 46,167 คะแนน ซึ่งถือเป็นผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด และมีคะแนนมากกว่าคะแนนเสียงไม่เลือกผู้ใด เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งตามที่ มาตรา 125 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.2561 กำหนด

‘เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม’ฮึ่ม! คัดค้าน’กม.กาสิโน-พนันออนไลน์’

'เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม'ฮึ่ม! คัดค้าน'กม.กาสิโน-พนันออนไลน์'

‘เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม’ฮึ่ม! คัดค้าน’กม.กาสิโน-พนันออนไลน์’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.37 น.

“เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม”ออกแถลงการณ์คัดค้านกฎหมายกาสิโน-พนันออนไลน์ ระบุแม้”นายกฯ”เลื่อนวาระพิจารณาแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่จบ เพราะยังมีวาระที่รอเข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมหน้า จึงต้องเร่งล่ารายชื่อให้ครบ 50,000 ชื่อ เพื่อทำประชามติ

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 นายจเรศักดิ์ ศักดิ์สินไพบูลย์ ประธานเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม กล่าวคำแถลงการณ์ โดยระบุว่า เครือข่ายนักกฎมายเพื่อสังคมเป็นกลุ่มนักกฎหมายและทนายความจิตอาสา ที่มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยผิดกฎหมายจากการกระทำของบุคคลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยขณะนี้รัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. รวมไปถึงความพยายามผลักดันให้การพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย โดยในส่วนของร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงฯ (ที่มีกาสิโน) นั้น อยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาตามระเบียบวาระในวันที่ 9 เมษายน 2568 ในส่วนพนันออนไลน์พบว่าอาจใช้แค่กฎหมายในลำดับรองในการแก้ไขให้ทำได้ ซึ่งจะควบคู่ไปกับเกิดบ่อนกาสิโนอย่างสอดคล้องกัน

และข่าวล่าสุดวันนี้ แม้นายกรัฐมนตรีจะขอให้สภาเลื่อนวาระการพิจารณา พ.ร.บ.ในวันพรุ่งนี้ออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะจบ ยังคงมีวาระที่รอเข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมหน้า จึงต้องเร่งล่ารายชื่อให้ครบ 50,000 ชื่อ เพื่อทำประชามติ ก่อนสภาเปิดสมัยหน้า

นายจเรศักดิ์ กล่าวว่า เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้จะก่อให้เกิดปัญหาและมีผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง ทั้งปัญหาทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะการพนันไม่มีผลต่อการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ดีได้ ในทางกลับกันส่งผลกระทบต่อต้นทุนสาธารณะที่ประเทศชาติต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม การฟอกเงินของธุรกิจผิดกฎหมาย กลุ่มผู้มีอิทธิพล และปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย และหากเชื่อมโยงไปกับพนันออนไลน์ที่ถูกกฎหมายด้วยแล้วจะยิ่งทวีความรุนแรงของปัญหามากยิ่งขึ้น

เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม ขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอต่อการผลักดัน พ.ร.บ.การประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (ที่มีกาสิโน) และพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย ดังนี้

1.ประชาชนต้องรับรู้โดยทั่วกันว่า ร่าง พ.ร.บ.การประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร คือกฎหมายที่เป็นเพียงหน้าเค้กแต่กลบเนื้อในเอาไว้ ซึ่งคือกาสิโนนั่นเอง เป็นเพียงเทคนิคของรัฐบาลที่พยายามหลบเลี่ยงไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งประชาชนต่างก็รู้เท่าทัน จนเกิดคำถามและเสียงคัดค้านกันทั่วบ้านทั่วเมือง ในขณะที่รัฐบาลสื่อสารตลอดเวลาว่าเสียงส่วนใหญ่สนับสนุน แต่กลับพบว่ามาจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง หมกเม็ดซึ่งผิดปกติอย่างมาก

2.ร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงฯ ที่มีกาสิโนฉบับนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใดๆ เลย เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อชะตากรรมความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ การดำเนินการในเรื่องนี้ซึ่งมีความผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด

3.ประเทศไทยยังมิได้เตรียมความพร้อมใดๆ เลยกับการรองรับให้มีกาสิโน และผลกระทบที่จะตามมา ด้วยปัญหาที่มีอยู่เดิมและจะสัมพันธ์กับการมีบ่อนการพนัน คือ การทุจริตคอรัปชั่น การฟอกเงิน กลุ่มผู้มีอิทธิพล การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน สิ่งเหล่านี้รัฐบาลยังไม่มีรูปธรรมในการจัดการป้องกันแก้ไข การเดินหน้าท่ามกลางการไม่มีความพร้อม รังแต่จะสร้างปัญหาที่ใหญ่และหนักมากขึ้นให้กับประเทศ พบว่าในหลายประเทศมีการศึกษาเตรียมการ สร้างมาตรการรองรับก่อนจะตัดสินใจ เช่นสิงคโปร์ ใช้เวลานานร่วมสิบปีก่อนดำเนินการ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเร่งเดินหน้าสร้างหายนะให้กับประเทศ

4.เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม จึงขอคัดค้านการรีบเร่งเดินหน้า พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร รวมถึงการทำให้พนันออนไลน์ถูกกฎหมาย และขอเรียกร้องให้มีการทำประชามติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการล่า 50,000 รายชื่อ เพื่อให้เกิดการทำประชามติในเรื่องนี้ โดยมูลนิธิรณรงค์หยุดพนันและเครือข่าย โดยการออกเสียงประชามตินั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นผู้จัดการและควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สุจริต และเที่ยงธรรม (รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 224 (1) และ (2)) รวมถึง กกต.มีอำนาจในการออกประกาศ ระเบียบ คำสั่ง ข้อกำหนดที่จำเป็นแก่การปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ประชาชนจำนวนอย่างน้อย 50,000 คน สามารถมีส่วนร่วมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในการทำประชามติได้ ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงวุฒิสภา จึงควรร่วมกันสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้มีการทำประชามติก่อน สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่ควรรับร่างกฎหมายฉบับนี้

5.เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม ยินดีร่วมมือกับทุกองค์กรที่ต้องการสังคมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของพวกเรา ในการร่วมกันคัดค้านกาสิโนและพนันออนไลน์ถูกกฎหมายให้ถึงที่สุดต่อไป