‘จุรินทร์’ยก5เหตุผล ชู‘ชินวรณ์’เหมาะสมนั่งสส.เมืองคอนที่สุด

‘จุรินทร์’ยก5เหตุผล ชู‘ชินวรณ์’เหมาะสมนั่งสส.เมืองคอนที่สุด

‘จุรินทร์’ยก5เหตุผล ชู‘ชินวรณ์’เหมาะสมนั่งสส.เมืองคอนที่สุด

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.38 น.

‘จุรินทร์’ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เมืองคอนฯ ชู 5 เหตุผล‘ชินวรณ์เหมาะสุดเป็นผู้แทน ชี้ 2 ทางเลือกคนคอนธนาธิปไตยหรือประชาธิปไตยสุจริตมาจรรโลงบ้านเมือง

ที่ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยช่วงค่ำของวันที่ 24 เมษายน 2568 ที่ผ่านมาว่า การเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช ครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะศาลฎีกาพิพากษาให้อดีต สส.พ้นจากตำแหน่งเพราะการซื้อเสียง และต้องชดใช้เงินค่าจัดการเลือกตั้งซ่อม 8.4 ล้านบาท ห้ามเล่นการเมือง 10 ปี ซึ่งเมื่อดูจากพฤติกรรมการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ จะเป็นการแข่งขันกันระหว่างพวกซื้อเสียงหรือพวกธนาธิปไตยกับพวกไม่ซื้อเสียงหรือประชาธิปไตยสุจริต โดยผู้ชนะจะเหลือวาระแค่ 2 ปี การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกรัฐบาลหรือเลือกรัฐมนตรีเพราะมีรัฐบาลมีรัฐมนตรีกันไปแล้ว แต่เป็นการแข่งขันว่าใครเหมาะเป็น สส.ในสภาแทนประชาชนมากกว่ากัน ซึ่งถ้าเอาผู้สมัครทั้ง 6 คนมายืนเรียงแล้วว่ากันตามเนื้อผ้า คำตอบคือนายชินวรณ์เหมาะสมที่สุด

นายจุรินทร์ กล่าวว่า อย่างน้อยก็มี 5 เหตุผลที่ควรเลือกชินวรณ์ คือ 1.มีประสบการณ์ ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมาแล้ว และเพราะมีเวลาสั้นแค่ 2 ปี ประสบการณ์จึงสำคัญ ช่วยให้สามารถทำหน้าที่ได้เลย ไม่ต้องไปขึ้น ป. 1 เหมือนคนอื่น 2.เป็นคนดี 9 สมัยที่เป็น สส. ไม่เคยมีอะไรด่างพร้อย 3.มีอุดมการณ์ ไม่เคยเปลี่ยนพรรคไม่ว่าพรรคจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำ ก็ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ ซึ่งนายชินวรณ์ยังยืนหยัดไม่ไปไหน เหมือนนายชวน นายบัญญัติ นายจุรินทร์ ซึ่งคนแบบนี้ควรกาหัวทิ้งหรือรักษาไว้กู้ศักดิ์ศรีคนนคร คนฉวางรู้ดี 4.รอบรู้ปัญหาภาคใต้ โดยเฉพาะยางพาราที่กำลังราคาตกต่ำ นายชินวรณ์รู้เรื่องยางดีที่สุดคนหนึ่ง สามารถเข้าไปเป็นปากเสียงแทนชาวสวนยางได้ทันที และ 5.คือจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ชินวรณ์ประกาศชัดไม่เอาคาสิโน พร้อมเข้าไปช่วยนายชวนในสภาและจะไม่ซื้อเสียง ซึ่งหมายความว่าถ้าเลือกนายชินวรณ์ก็ไม่ต้องเลือกตั้งซ่อมใหม่อีกแน่นอน

“เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้คือโอกาสของคนนครเขต 8 ที่จะส่งสัญญาณการเมืองใหญ่ในอนาคต ว่าจะให้เงินเป็นใหญ่ในแผ่นดินต่อไปหรือให้ประชาธิปไตยสุจริตมาจรรโลงบ้านเมือง จึงขอให้คนนครช่วยกันเลือกคนดี มากู้ศักดิ์ศรีคนนคร ด้วยการเลือก ชินวรณ์ เบอร์ 2 ประชาธิปัตย์” นายจุรินทร์ กล่าว

‘ปิฎก’สามีนายกฯ ยกเลิกภารกิจ คู่สมรส ครม. เปิดโครงการฯที่ จ.อยุธยากระทันหัน

‘ปิฎก’สามีนายกฯ ยกเลิกภารกิจ คู่สมรส ครม. เปิดโครงการฯที่ จ.อยุธยากระทันหัน

‘ปิฎก’สามีนายกฯ ยกเลิกภารกิจ คู่สมรส ครม. เปิดโครงการฯที่ จ.อยุธยากระทันหัน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.35 น.

‘ปิฎก’สามีนายกฯ ยกเลิกภารกิจ คู่สมรสครม. เปิดโครงการฯที่ จ.อยุธยากระทันหัน

วันที่ 25 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายก รัฐมนตรี ภายหลังเมื่อคืนวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมามีอาการไข้ขึ้นสูง ต้องนอนแอดมิทเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดนั้น

ล่าสุดนายปิฎก สุขสวัสดิ์  สามีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ได้แจ้งยกเลิกภารกิจเปิด “โครงการของขวัญประชาชนของคณะกรรมการคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี” ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 4  ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้อย่างกระทันหัน โดยมอบหมายให้ นางอภิญญา เวชยชัย  คู่สมรสของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ทำหน้าที่ประธานในพิธีแทน.

‘ดร.หิมาลัย’ข้องใจ เหตุใดสัญญาที่‘กฟผ.’ทำกับเอกชนจึงลึกลับ แม้แต่รมต.ยังขอดูไม่ได้

‘ดร.หิมาลัย’ข้องใจ เหตุใดสัญญาที่‘กฟผ.’ทำกับเอกชนจึงลึกลับ แม้แต่รมต.ยังขอดูไม่ได้

‘ดร.หิมาลัย’ข้องใจ เหตุใดสัญญาที่‘กฟผ.’ทำกับเอกชนจึงลึกลับ แม้แต่รมต.ยังขอดูไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

‘ดร.หิมาลัย’ข้องใจ เหตุใดสัญญาที่‘กฟผ.’ทำกับเอกชนจึงลึกลับ แม้แต่รมต.ยังขอดูไม่ได้

25 เมษายน 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน แชร์ข้อความ “ประชาชนที่ได้รับข้อมูลครบถ้วนถือเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นของระบอบประชาธิปไตย” ของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา

พร้อมโพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า อยากรู้สัญญาที่ กฟผ.ได้ทำกับเอกชนจัง มันลึกลับอะไรนักหนา รมต. ยังขอดูไม่ได้

‘มหาดไทย’ลุยแก้กฎหมาย รองรับใช้‘ตม.6’ออนไลน์ ตั้งแต่ 1 พ.ค.

‘มหาดไทย’ลุยแก้กฎหมาย รองรับใช้‘ตม.6’ออนไลน์ ตั้งแต่ 1 พ.ค.

‘มหาดไทย’ลุยแก้กฎหมาย รองรับใช้‘ตม.6’ออนไลน์ ตั้งแต่ 1 พ.ค.

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.58 น.

‘มหาดไทย’ปรับปรุงกฎหมายรองรับการใช้‘ตม.6’ออนไลน์ ตั้งแต่ 1 พ.ค. 68 อำนวยความสะดวกส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

25 เมษายน 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และ โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า  กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนและให้สอดคล้องกับที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ดำเนินการจัดทำระบบแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) ในรูปแบบดิจิทัล (Thailand Digital Arrival Card : TDAC) หรือระบบ ตม.6 ออนไลน์ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2568 เป็นต้นไป 

ระบบ ตม.6 ออนไลน์ จะให้ชาวต่างชาติลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก่อนเดินทางเข้ามาในประเทศไทย (Pre-Arrival Digital Registration) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองข้อมูลของบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ในทุกช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง ทั้งด่านทางบกและทางอากาศ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อสนับสนุนการใช้ระบบ ตม.6 ออนไลน์นั้น   กระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศเพื่อยกเลิก “ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ โดยได้รับยกเว้นการยื่นรายการตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565” เนื่องจากประกาศฉบับนี้ได้กำหนดการให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้า-ออก ประเทศไทยทางอากาศได้รับการยกเว้นการยื่นรายการตามแบบรายการของคนต่างด้าวตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2565 เป็นต้นมา 

ทั้งนี้  ภายหลังยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ  ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2565 แล้ว จะทำให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยทุกช่องทาง ทั้งบก และอากาศ จะลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้าในระบบ ตม.6 ออนไลน์ ซึ่งระบบนี้จะอำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทาง ลดขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูล สนับสนุนการท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

“ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามในการยกเลิกประกาศฯ แล้ว หลังจากนี้จะนำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อลงนามในฐานะรัฐมนตรีผู้ร่วมรักษาการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง  จากนั้นจะนำส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับต่อไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

‘กมธ.มั่นคงฯ-ทีมสุดซอย’ลุยตรวจ‘ซินเคอหยวน’ 6 พ.ค. จ่อยกเลิก มอก.เหล็กเส้น

‘กมธ.มั่นคงฯ-ทีมสุดซอย’ลุยตรวจ‘ซินเคอหยวน’ 6 พ.ค. จ่อยกเลิก มอก.เหล็กเส้น

‘กมธ.มั่นคงฯ-ทีมสุดซอย’ลุยตรวจ‘ซินเคอหยวน’ 6 พ.ค. จ่อยกเลิก มอก.เหล็กเส้น

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.42 น.

‘กมธ.ความมั่นคงฯ’เผย 6 พ.ค.ร่วม‘ทีมสุดซอย’กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจ‘โรงงานซินเคอหยวน’ที่อ.ปลวกแดง หลังแอบก่อสร้างทั้งที่ถูกระงับ ข้องใจลักลอบนำเข้า‘ฝุ่นแดง’แลกซื้อขายสินค้าบางอย่าง จี้จัดหางาน‘ระยอง’แจงให้‘วีซ่าคนจีน’ทำงานไม่สอดคล้องบีโอไอให้จ้างคนไทย จ่อยกเลิก มอก. เหล็กเส้นซินเคอหยวน

25 เมษายน 2568 นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 24 เม.ย. กรณีการเข้ามาของทุนจีนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ว่า จากที่ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง มีเพียงนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มาชี้แจง

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พูดถึงการลงทุนศูนย์เหรียญในประเทศไทยโดยเฉพาะใน จ.ระยองเป็นหลัก เพราะเกี่ยวข้องกับธุรกิจศูนย์เหรียญที่กำลังเป็นผลกระทบอยู่ ทั้งการจ้าง การผลิตสินค้าไม่ได้คุณภาพ  ส่วนเรื่องกากสารเคมีที่มีการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ มาไว้ใน จ.ระยอง ซึ่งเราได้ถามไปว่ามีการลักลอบจริงหรือไม่ รวมถึงกรณีโรงงาน ซินเคอหยวน ที่ตนไปพบว่ามีการขนฝุ่นแดงออกมาจากโรงงาน ซึ่งทางรัฐมนตรีได้ส่งทีมไปตรวจสอบ โดยรัฐมนตรี แจ้งว่าต่อให้คำนวณอย่างไรก็ตาม ถ้าเอาฝุ่นแดงทั้งหมดที่มีการผลิต ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ถูกคำสั่งปิดโรงงาน อย่างไรก็ไม่เกิน 50,000 ตัน แต่ปรากฏว่าฝุ่นแดงที่เก็บไว้ และสำแดงว่ามีตามเอกสารคือ 2,000 ตัน ปรากฏว่าพบจริง มีจำนวนถึง 60,000 ตัน จึงมีข้อสงสัยว่า มีการลักลอบนำเข้าฝุ่นแดงมาเก็บหรือไม่

นายชุติพงศ์ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แจ้งให้กรรมาธิการช่วยตรวจสอบว่าการลักลอบนำเข้าฝุ่นแดงมีอยู่ตรงจุดไหนบ้าง ซึ่งทางกรรมาธิการก็รับไว้  อย่างไรก็ตาม ในตัวฝุ่นแดงมีข้อสันนิษฐานว่า ราคาต่อตันสูงมาก จึงมีการนำมาใช้มาเป็นหน่วยการแลกเปลี่ยน ในการซื้อขายสินค้าอะไรบางอย่างหรือไม่ ซึ่งทางกรรมาธิการก็ติดตามในประเด็นนี้

นายชุติพงศ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการส่งเสริมการลงทุน ที่ทางบีโอไอเปิดให้นักลงทุนประเทศอื่นๆเข้ามานั้น ทางกรรมาธิการได้สอบถามว่ามีความยากแค่ไหนที่จะยกเลิกกับนักลงทุนที่ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งทางบีโอไอแจ้งว่าการยกเลิก บีโอไอต้องให้หน่วยงานเสนอการยกเลิกมาจากหน่วยงานต้นทาง ถ้าเป็นปัญหาเรื่องการละเมิดสิ่งแวดล้อมก็ต้องให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งมา ว่ามีการละเมิดกฎหมาย หรือถ้ามีการละเมิดมาตรฐานอุตสาหกรรม ก็ให้กระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งมา ซึ่งในกรรมาธิการได้สอบถามว่านอกจากเชิญมาลงทุนแล้วได้มีการตรวจสอบส่วนอื่นหรือไม่ ทางบีโอไอ ยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบ แต่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากบีโอไอเกี่ยวกับการตรวจสอบบ่อยแค่ไหน

ส่วนเรื่องการยกเลิกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของโรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่า การยกเลิก มอก. ของโรงงานจีนที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ใช่เรื่องที่ยาก หากพบความผิดจริงก็ไม่มีการละเว้นและจะมีการดำเนินคดีทางปกครองและอาญา  นอกจากนั้น สส. ระยอง ยังได้ฝาก นายเอกนัฏให้ดูเรื่องการเข้ามาของโรงงานจีน ซึ่งนายเอกนัฏได้ชี้แจงว่า จะส่งทีมสุดซอย ไปร่วมปฎิบัติงาน ซึ่งล่าสุดจะมีการเชิญทีมของรัฐมนตรีไปร่วมลงพื้นที่ ที่จ.ระยองในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ โดยจะลงพื้นที่ร่วมกับ กมธ.ความมั่นคงฯ โดยจะมีการไปดูการก่อสร้าง โรงงานซินเคอหยวน สาขาที่สอง ที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่เคยถูกระงับก่อสร้าง แต่มีการลักลอบสร้างจนเสร็จ ทั้งที่ทางจังหวัดไม่ได้อนุญาต ดังนั้นเราจึงต้องเข้าไปตรวจสอบ นอกจากนั้น นายเอกนัฎ ยังขอให้กรรมาธิการช่วยผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม ที่จะเข้าสู่สภาฯ ด้วย

นายชุติพงศ์ กล่าวถึงข้อมูลการจัดหางานจังหวัดระยอง ตัวเลขการจ้างงานคนจีน ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่ารายงานคนจีนในจังหวัดระยองและชลบุรี เบื้องต้นคาดว่ามีประมาณ 20,000 คน แต่การเข้ามาทำงานจะใช้ฟรีวีซ่าหรือวีซ่านักศึกษา แต่ตัวเลข จัดหางานพบว่ามีตัวเลขคนจีนทำงาน 3,367 คน โดยเข้ามาทำงานตามบีโอไอ มาตรา 62 ในการส่งเสริมการลงทุน โดยมีคนจีน 1,380 คน ทำงานในส่วนจ้างเทคนิค ซึ่งถือว่ามีช่างเทคนิคเกินครึ่งของจำนวนผู้ทำงาน ไม่ใช่วีซ่าของผู้บริหารหรือวีซ่าของคนมีทักษะพิเศษ จึงแจ้งให้กรมจัดหางานจังหวัดระยอง แจ้งข้อมูลว่ามีการมอบวีซ่าในการจัดจ้างงานช่างฝีมือเทคนิคโดยสาเหตุอะไรให้กับโรงงานอะไรบ้าง

“การที่อยู่ๆ จ้างงานคนจีนในฐานะช่างเทคนิค มันอาจจะไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบีโอไอ ที่มีความตั้งใจให้การลงทุนต้องจ้างคนไทยและส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ ถ้าหากการจ้างงานคนไทยเกิดขึ้นน้อย สุดท้ายกลายเป็นจ้างคนจีนเยอะ อย่างเช่นโรงงานซินเคอหยวน ที่มีการสั่งปิดไป มีการจ้างงานคนไทยรวม 2 สาขาแค่ 9.4 % ที่เหลือเป็นแรงงานเอ็มโอยู เมียนมา กัมพูชา ลาว และจีน เยอะกว่าแรงงานคนไทย จึงเกิดคำถามว่า จังหวัดระยอง ได้อะไรจากการส่งเสริมการลงทุนแบบนี้ ได้อะไรจากการลงทุนที่สุดท้ายไม่เห็นการจ้างงานคนไทย เพราะเคสเครนถล่มของซินเคอหยวน ก็ชัดเจนว่าบุคคลที่เสียชีวิต 1 ใน 7คน เป็นคนจีนเป็นบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมเข้ามาทำงาน มาทำงานฐานะแรงงานทักษะพิเศษ คำถามว่าคนขับเครนขาดแคลนแรงงานในประเทศไทยตั้งแต่ตอนไหน” นายชุติพงษ์ กล่าว

นายชุติพงศ์ กล่าวว่าหลังจากนี้จะติดตามเรื่องการอนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมายแต่ไม่สมเหตุสมผล และการปล่อยให้บุคคลที่มีวีซ่านักท่องเที่ยว แต่ไม่มีเอกสารการทำงานหรือวีซ่ายังถูกกฎหมายยังคงทำงานอยู่เพราะกระทบเศรษฐกิจประเทศไทย และจะมีการเปิดเผยถึงข้อมูล ว่าขณะนี้มีหลายโรงงานทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง มีการประกอบกิจการและผลิต โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงงาน แต่จดทะเบียนเป็นโกดัง จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งเป็นโรงงานข้ามชาติจากจีน

นายชุติพงศ์ กล่าวถึงข้อมูลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า มีการตรวจเหล็กเส้นที่เก็บมาจากอาคาร สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งเหล็กเส้นของบริษัทซินเคอหยวน เป็นเหล็กข้ออ้อยขนาด 20 มิลลิเมตร SD-40T หลังจากมีการตรวจครั้งแรก รัฐมนตรียืนยันว่ากระบวนการตรวจถูกต้องมีมาตรฐาน รวมถึงการสอบถามยกเลิกใช้เตา IF ที่เตาเหล็กไม่ได้มาตรฐาน และเพิกถอนไม่ให้ มอก. ทำให้โรงงานผลิตเตาดังกล่าวต้องย้ายฐานผลิตออกไปทั้งหมด ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้ติดขัดในเรื่องนี้ และต้องจับตาดูว่าจะมีการดำเนินการจริงหรือไม่ ซึ่งจะทำให้โรงงานอย่างบริษัทซินเคอหยวน ที่มีมลพิษเยอะ ผลิตเหล็กที่คุมคุณภาพค่อนข้างยาก จะได้ยกเลิกประกอบกิจการหรือปรับไปใช้เตา EAF แทน

‘สรรเพชญ’จี้‘รมว.พาณิชย์-รมว.เกษตรฯ’เร่งแก้ปัญหาปาล์มล้นตลาด

‘สรรเพชญ’จี้‘รมว.พาณิชย์-รมว.เกษตรฯ’เร่งแก้ปัญหาปาล์มล้นตลาด

‘สรรเพชญ’จี้‘รมว.พาณิชย์-รมว.เกษตรฯ’เร่งแก้ปัญหาปาล์มล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.26 น.

สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯเร่งแก้ปัญหาปาล์มล้นตลาด ราคาผลผลิตดิ่งต่ำกว่า 4 บาท สวนทางราคาน้ำมันขวดแพง กระทบผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ และความไม่เป็นธรรมในระบบราคาผลผลิตปาล์มน้ำมัน หลังจากสถานการณ์ล่าสุดพบว่า หลายลานเทในพื้นที่ภาคใต้ประกาศงดรับซื้อผลปาล์มทะลาย เนื่องจากผลผลิตล้นลาน ส่งผลให้ราคาดิ่งลง เหลือตำกว่า 4 บาท ต่อกิโลกรัม ในหลายพื้นที่ต่ำสุดในรอบหลายเดือนขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดที่จำหน่ายในท้องตลาดยังคงทรงตัวสูงอยู่ที่ 55 – 60 บาทต่อขวด (1 ลิตร) แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีสัญญาณว่าจะมีการปรับราคาลงแต่อย่างใด

“วันนี้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาต่ำกว่าทุน หลายลานเทในพื้นที่ภาคใต้ปิดรับซื้อเนื่องจากล้นลานแล้ว เมื่อไปดูผลิตภัณฑ์ปลายทางอย่างน้ำมันปาล์มที่เป็นขวด ประชาชนยังต้องจ่ายค่าน้ำมันขวดในราคาสูง นี่คือความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ภาครัฐไม่ควรนิ่งเฉย” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนซ้ำของระบบราคาสินค้าเกษตรที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มักทำหน้าที่เพียงรายงานสถานการณ์ โดยไม่สามารถควบคุมหรือสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคและเกษตรกรได้อย่างแท้จริง “คำถามสำคัญคือ ทำไมน้ำมันปาล์มขวดยังแพงทั้งที่ปาล์มทะลายเหลือต่ำกว่า 4 บาท? ต้นทุนลดลงแต่ราคาปลายทางไม่ลดลง ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากกลไกเช่นนี้?”

นายสรรเพชญ กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เร่งตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มอย่างละเอียด พร้อมทั้งเปิดเผยต้นทุนในแต่ละช่วงห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงงานกลั่นจนถึงค้าปลีก เพื่อความโปร่งใส พร้อมเสนอให้ทบทวนมาตรการควบคุมราคาขายปลีก หรือกำหนดอัตรากำไรขั้นสูงสุด ในช่วงที่ราคาวัตถุดิบตกต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนการตั้งจุดรับซื้อฉุกเฉิน หรือส่งเสริมบทบาทของสหกรณ์ชุมชนในการแปรรูปผลผลิตปาล์ม เพื่อลดอำนาจผูกขาดของโรงงานรายใหญ่ ทั้งนี้ ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำไม่ได้เกิดเฉพาะกับปาล์มน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ยางพารา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในหลายจังหวัด โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา เปิดเผยว่าได้ต่อสายตรงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนของชาวสวนยาง และติดตามการดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและพิจารณาความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหา

“สถานการณ์เช่นนี้คือสัญญาณเตือนที่รัฐบาลต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากฐานรากอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำด้านราคาสินค้าและผลผลิตกลายเป็นความปกติใหม่ในระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป” นายสรรเพชญ กล่าว

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล‘ภูมิ สาระผล’อดีตรมช.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ 19 ล้าน ขอศาลสั่งยึดทรัพย์

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล‘ภูมิ สาระผล’อดีตรมช.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ 19 ล้าน ขอศาลสั่งยึดทรัพย์

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล‘ภูมิ สาระผล’อดีตรมช.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ 19 ล้าน ขอศาลสั่งยึดทรัพย์

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.15 น.

‘ป.ป.ช.’ชี้มูลความผิด‘ภูมิ สาระผล’สมัยเป็นสส.-รมช.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ 19,947,750 บาท ขอศาลสั่งยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

25 เมษายน 2568 นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะ รองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายภูมิ สาระผล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.วาระปี 2554 และตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ มูลค่ารวม 19,947,750 บาท ซึ่งอยู่ในการถือครองของนางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส , นางสาวภณิดา สาระผล และนายภพพล สาระผล บุตร

พร้อมกันนี้ได้ส่งอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งยึด ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยมีทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ดังนี้

1. ทรัพย์สินในชื่อของนางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส คือ เงินที่นำไปชำระค่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล เกิน 7 คน ยี่ห้อ VOLKSWAGEN ทะเบียน ฮบ 22 กรุงเทพมหานคร มูลค่า 3,280,000 บาท จากบริษัท พรีเมี่ยม ออโต้ จำกัด จำนวน 1,430,000 บาท

2. ทรัพย์สินในชื่อของนางสาวภณิดา สาระผล บุตร ดังนี้

2.1 เงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรงประภาดอนเมือง ประเภท สะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี นางสาวภณิดา สาระผล จำนวน 3 รายการ รวมจำนวน 1,386,750 บาท

2.2 เงินฝากในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรงประภา (ดอนเมือง) ประเภทสะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี MISS PANIDA SARAPOL จำนวน 490,000 บาท

2.3 เงินฝากในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ประเภทสะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี นางสาวภณิดา สาระผล จำนวน 3 รายการ รวมจำนวน 2,261,000 บาท

2.4 เงินที่นางสาวภณิดา สาระผล ได้มาจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 67350 ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 จำนวน 11,000,000 บาท

สำหรับรายการที่ 2.4 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจพบพฤติการณ์การทำธุรกรรมของบุคคลใกล้ชิด ของนายภูมิ สาระผล ที่มิใช่ญาติ โดยนำเงินสดไปซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระค่าซื้อที่ดินแปลงติดริมแม่น้ำนครชัยศรี โดยมีการระบุราคาตามสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเงิน 3,500,000 บาท แต่ปรากฏเส้นทางการเงินว่ามีการนำเงินสดไปซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายผู้ขายที่ดิน จำนวน 2 ฉบับ คือ แคชเชียร์ฉบับที่ 1 จำนวน 3,500,000 บาท และแคชเชียร์เช็คฉบับที่ 2 จำนวน 4,800,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 8,300,000 บาท โดยใช้ชื่อนางสาวภณิดา สาระผล เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และต่อมานางสาวภณิดาฯ ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้บุคคลอื่น ในราคา 11,000,000 บาท

2.5 เงินดาวน์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น PRIUS ทะเบียน ฎช-599 กรุงเทพมหานคร ที่นางสาวภณิดา สาระผล ชำระด้วยเงินสด รวมจำนวน 880,000 บาท

3. ทรัพย์สินในชื่อของนายภพพล สาระผล บุตร ดังนี้

3.1 เงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น ประเภท ฝากประจำ ชื่อบัญชี นายภพพล สาระผล จำนวน 500,000 บาท

3.2 เงินที่นายภพพล สาระผล นำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 66960 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และโฉนดเลขที่ 170170 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 2 แปลง ราคาตามสัญญา 1,000,000 บาท

3.3 เงินที่นายภพพล สาระผล นำไปซื้อโฉนดเลขที่ 170171 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 แปลง ราคาตามสัญญา 1,000,000 บาท

สำหรับเงินที่นางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส นำไปชำระค่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ยี่ห้อ VOLKSWAGEN ทะเบียน ฮบ 22 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,850,000 บาท และเงินที่นำไปชำระค่ารถยนต์ นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อ JAGUAR ทะเบียน สม 1148 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,000,000 บาท เป็นทรัพย์สิน ที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงแหล่งที่มาได้ จึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหา ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ซึ่งอยู่ในการถือครองของนางอรอนงค์ สาระผล คู่สมรส นางสาวภณิดา สาระผล บุตร และนายภพพล สาระผล บุตร เป็นเงินทั้งสิ้น 19,947,750 บาท ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ตามรายการทรัพย์สินดังกล่าว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 118 ต่อไป หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้วแต่กรณี ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามนัยมาตรา 125 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวน การไต่สวนพร้อมเอกสารหลักฐานให้สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

‘จิราพร’ส่งกำลังใจ‘นายกฯอิ๊งค์’หายป่วย บอกมีพลังพร้อมทำงานตลอดเวลา

‘จิราพร’ส่งกำลังใจ‘นายกฯอิ๊งค์’หายป่วย บอกมีพลังพร้อมทำงานตลอดเวลา

‘จิราพร’ส่งกำลังใจ‘นายกฯอิ๊งค์’หายป่วย บอกมีพลังพร้อมทำงานตลอดเวลา

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.27 น.

‘จิราพร’ส่งกำลังใจ‘นายกฯอิ๊งค์’หายป่วย หลังโหมงานหนัก บอกนายกฯมีกำลังใจดี มีพลังพร้อมทำงานตลอดเวลา

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 25 เม.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวส่งกำลังใจให้กับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รักษาอาการป่วยอยู่ว่า ขอส่งกำลังใจให้กับน.ส.แพทองธาร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ทำงานหนักมาก ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งระยะเวลาไม่ถึงปี แต่เจอวิกฤตปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องน้ำท่วม ไฟไหม้รถบัส ทำให้นักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นเรื่องหนักแต่นายกรัฐมนตรีก็รับมือได้เป็นอย่างดี แต่สุดท้ายร่างกายต้องได้รับการพักผ่อน

“ดังนั้น จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีกำลังใจที่จะทำงานให้กับประชาชน ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ตนเองได้พบกับนายกรัฐมนตรีหลังจากเดินทางกลับมาจากการเยือนกัมพูชา นายกรัฐมนตรีก็มีอาการอิดโรยบ้าง  แต่นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่กำลังใจดี มีพลังพร้อมที่จะทำงานตลอดเวลา  นานๆจะเห็นนายกรัฐมนตรีมีความเหนื่อยบ้าง” น.ส.จิราพร กล่าว

โวยรัฐบาล 2 ปี ล้มเหลวแก้ปัญหาปากท้อง ขายปาล์ม 1 กิโล ซื้อขายไข่ไม่ได้สักฟอง

โวยรัฐบาล 2 ปี ล้มเหลวแก้ปัญหาปากท้อง ขายปาล์ม 1 กิโล ซื้อขายไข่ไม่ได้สักฟอง

โวยรัฐบาล 2 ปี ล้มเหลวแก้ปัญหาปากท้อง ขายปาล์ม 1 กิโล ซื้อขายไข่ไม่ได้สักฟอง

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.42 น.

‘เทพไท’โวยไม่มี สส.คนไหน ออกมาเคลื่อนไหวทวงถามถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลั่นรัฐบาลอยู่มา 2 ปี ล้มเหลวแก้ปัญหาปากท้อง ขายปาล์ม 1 กิโล ซื้อขายไข่ไม่ได้สักฟอง

วันที่ 25 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนิจจา!!! คนจนจะอดตาย ขายปาล์ม 1 โล ซื้อไข่ไม่ได้สักฟอง

วันนี้ผมขออนุญาตทำหน้าที่ผู้แทนนอกสภา เป็นปากเสียงให้กับประชาชนทวงถามรัฐบาล เรื่องเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง ข้าวของแพง เพราะยังไม่มี สส.คนไหน ออกมาเคลื่อนไหวทวงถามถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเลย อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมา 2 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ก็ไม่สามารถแก้ได้ และนายทักษิณ ชินวัตร ก็เคยคุยโม้โอ้อวดว่า ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต้องพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ที่แก้ปัญหาได้ แต่ก็เป็นได้แค่ราคาคุย

วันนี้ราคาข้าวของในตลาดแพงขึ้นทุกอย่าง ไข่ไก่ปรับราคาขึ้นแผงละ 5 บาท ตกราคาฟองละ 5 – 6 บาท ราคาเนื้อหมูกิโลกรัมละ 230 – 250 บาท ราคาเนื้อวัว ราคาอาหารทะเล และอื่นๆ อีกจิปาถะปรับราคาสูงขึ้นทั้งสิ้น ในทางกลับกันผลผลิตทางการเกษตรของประชาชน ราคาตกต่ำ ไม่ว่า ราคายางพาราตกต่ำมากที่สุด ราคาปาล์มน้ำมันปรับราคาลดลง เหลือกิโลกรัมละ 4 บาท ราคาข้าวเปลือกของชาวนาตกต่ำมากที่สุด และสินค้าเกษตรราคาตกต่ำทุกตัว ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันไปทั่ว แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายแจกเงินให้กับบางกลุ่มคนละ 10,000 บาท ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ ไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด

ในวันนี้เกษตรกรขายปาล์มน้ำมัน 1 กิโลกรัม ซื้อไข่ไก่ไม่ได้ 1 ฟอง ขายยาง ก้นถ้วย 20 กิโลกรัม ซื้อเนื้อหมูไม่ได้ 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของประชาชนคนยากคนจนเป็นอย่างมาก เพราะสินค้าทุกชนิดขึ้นราคาทุกอย่าง มีเพียงอย่างเดียวที่ขึ้นราคาแล้ว คนจนไม่เดือดร้อน คือราคาทองคำ ที่มีราคาสูงขึ้นเกือบแตะ 60,000 บาท ซึ่งคนจนไม่มีเงินซื้อ และไม่มีทองจะขาย มีแต่คนรวยที่สะสมทองเท่านั้นที่เดือดร้อน

จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนโดยด่วน รัฐบาลจะปรับรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ก็ขอให้เร่งทำ และถ้าแก้ปัญหายังไม่ได้ ขอให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง โดยการลาออก หรือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย

‘ธนกร’ขอ รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-ภาคเอกชน จับมือถกหามาตรการฝ่าวิกฤตกำแพงภาษีทรัมป์

'ธนกร'ขอ รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-ภาคเอกชน จับมือถกหามาตรการฝ่าวิกฤตกำแพงภาษีทรัมป์

‘ธนกร’ขอ รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-ภาคเอกชน จับมือถกหามาตรการฝ่าวิกฤตกำแพงภาษีทรัมป์

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.30 น.

“ธนกร” ขอ รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-ภาคเอกชน จับมือถกหามาตรการฝ่าวิกฤตกำแพงภาษีทรัมป์  ชี้ เป็นวาระแห่งชาติ “สงครามการค้า”กระทบทั่วโลก หวั่น เศรษฐกิจทรุดหนักยิ่งกว่ายุคโควิด วอน ทุกฝ่ายหยุดขัดแย้งการเมือง แนะ หันหน้าร่วมมือร่วมใจแก้ปัญหา

วันที่ 25 เมษายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงการรับมือมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้รายประเทศของ “โดนัล ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่า  ตนได้รับฟังปัญหาจากภาคเอกชนด้านส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ หลายแห่ง ต่างมีความกังวลและต้องการให้รัฐบาลมีความชัดเจนถึงมาตรการการรับมือก่อนจะเข้าสู่ช่วงการเจรจากับ ทรัมป์  แม้ว่าจะอยู่ในช่วง 90 วันที่ไทยยังไม่ถูกเก็บภาษีก็ตาม แต่ผู้ประกอบการภาคส่งออกต่างส่งสัญญาณว่า จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในอนาคต  ซึ่งถือเป็นวาระระดับชาติและไม่เพียงไทยที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ทั้งอาเซียนและทั่วโลก ต่างก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน รัฐบาลจึงต้องมีแผนสำรองเพื่อรับมือและแก้ปัญหาใหญ่ด้านเศรษฐกิจครั้งนี้ 

ทั้งนี้ นายธนกร เสนอให้ทุกฝ่าย นำโดยรัฐบาล ฝ่ายค้านและภาคเอกชนผู้ประกอบการส่งออก ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันใช้วิกฤตสงครามการค้าครั้งนี้หารือเพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ประเทศไทย ขอให้เตรียมการรับมือไว้หลาย ๆ ด้าน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับภาคส่งออกซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย  โดยส่วนตัวยอมรับว่า รู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างมาก เพราะทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบไปทั้งหมด หากทรัมป์ ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าเก็บภาษีตามที่ได้ประกาศไว้ คาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกจะตกต่ำอย่างหนักมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และโดยเฉพาะประเทศไทยจะเข้าขั้นวิกฤตอย่างมาก อาจจะแย่ยิ่งกว่าช่วงปี 2563 ที่เกิดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ด้วยซ้ำ

“ภาคส่งออกขอให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ในนามของรัฐบาลไทย รวบรวมข้อมูลทุกด้าน ขอให้ใช้โอกาสนี้ เปิดรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน และระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายค้านและภาคเอกชนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมกันเสนอแนวทางในการรับมือ กับปัจจัยความเสี่ยงด้านภาษีครั้งนี้ ถึงเวลายุติความขัดแย้งทางการเมืองแต่ให้เป็นโอกาสทุกฝ่ายจะร่วมด้วยช่วยกันช่วยเหลือประเทศไทยของเรา สามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ครั้งนี้ไปให้ได้” นายธนกร ระบุ