สามีเปิดภาพ’อุ๊งอิ๊งค์’ป่วยเข้าแอดมิท บอก’ใครเตือนไม่ฟัง ร่างกายเตือนแล้วไม่ไหว’

สามีเปิดภาพ'อุ๊งอิ๊งค์'ป่วยเข้าแอดมิท บอก'ใครเตือนไม่ฟัง ร่างกายเตือนแล้วไม่ไหว'

สามีเปิดภาพ’อุ๊งอิ๊งค์’ป่วยเข้าแอดมิท บอก’ใครเตือนไม่ฟัง ร่างกายเตือนแล้วไม่ไหว’

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.00 น.

‘ปอ-ปิฏก’ เปิดภาพ ‘นายกอิ๊งค์’ ป่วยเข้าแอดมิท บอก‘ใครเตือนไม่ฟัง ร่างกายเตือนแล้วไม่ไหว’

วันที่ 25 เมษายน 2568 จากกรณีนายจิรายุ  ห่วงทรัพย์  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า หลังจาก นางสาวแพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นภารกิจการเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และเดินทางกลับประเทศไทย ปรากฏว่านายกรัฐมนตรี รู้สึกมีไข้เล็กน้อย  จากนั้นเดินทางกลับถึงบ้านพบว่า มีไข้ขึ้นสูงจึงเดินทางไปพบแพทย์เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา   โดยแพทย์ขอให้ นายกรัฐมนตรีแอดมิทเข้าพักรักษาตัวเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด  และวันนี้แพทย์จะตรวจร่างกายในตอนเช้าอีกครั้ง
 
ล่าสุด  เมื่อคืนนี้ นายปิฎก  สุขสวัสดิ์  สามีได้โพสต์ภาพลงในไอจีสตอรี่เป็นภาพนางสาวแพทองธาร  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีนอนแอดมิดอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมระบุข้อความว่า “ ใครเตือนไม่ฟังร่างกายเตือนแล้วไม่ไหว”

‘เจ๊เจี๊ยบ’ประกาศลั่น! ถ้าเลือกทั้งเทศบาลนครปฐม’ปชน.’แพ้ทั้งหมด จะวางมือทางการเมือง

'เจ๊เจี๊ยบ'ประกาศลั่น! ถ้าเลือกทั้งเทศบาลนครปฐม'ปชน.'แพ้ทั้งหมด จะวางมือทางการเมือง

‘เจ๊เจี๊ยบ’ประกาศลั่น! ถ้าเลือกทั้งเทศบาลนครปฐม’ปชน.’แพ้ทั้งหมด จะวางมือทางการเมือง

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.50 น.

‘เจ๊เจี๊ยบ’โพสต์บอกถ้าเลือกทั้งเทศบาลนครปฐม พรรคประชาชนแพ้ทั้งหมด จะยุติบทบาททางการเมือง

วันที่ 25 เมษายน 2568 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ “เจี๊ยบ” อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กถึงการเลือกตั้งเทศบาลจังหวัดนครปฐม ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ ว่า ตั้งใจจะเที่ยวเล่นยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมดถ้าผลเลือกตั้งเทศบาลจ.นครปฐมแพ้หมดทั้ง 3 แห่ง ที่พรรคประชาชนส่ง #เจี๊ยบอมรัตน์

เที่ยวเล่น ช้อปปิ้ง กอดหมา มองท้องฟ้า นั่งดมดอกไม้ #เทศบาลประชาชน #นครปฐม #เจี๊ยบอมรัตน์

ทั้งนี้ จ.นครปฐม พรรคประชาชน ส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรี 3 แห่ง ดังนี้

1. เทศบาล(เมือง)นครปฐม นายวิชัย (หนุ่ย) ถ้ำเพชร์

2. เทศบาล(นคร)นครปฐม นายชัชวาล (หมอชัช) นันทะสาร

3. เทศบาลเมืองไร่ขิง นายเอกวิทย์ (เอก) นวเศรษฐ

007

‘ทักษิณ’ไม่ต่างจาก’คนเดินไต่ลวด’ แถมมีลูกสาวร่วมด้วย ถ้าพลาดตกลงไป ไม่มีอะไรรองรับ!

'ทักษิณ'ไม่ต่างจาก'คนเดินไต่ลวด' แถมมีลูกสาวร่วมด้วย ถ้าพลาดตกลงไป ไม่มีอะไรรองรับ!

‘ทักษิณ’ไม่ต่างจาก’คนเดินไต่ลวด’ แถมมีลูกสาวร่วมด้วย ถ้าพลาดตกลงไป ไม่มีอะไรรองรับ!

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.24 น.

‘อ.ไชยันต์’ชี้’ทักษิณ’ ไม่ต่างจาก คนเดินไต่ลวด แถมมีลูกสาว ร่วมไต่ด้วย หากพลาดตกลงไป ไม่มีอะไรรองรับ

วันที่ 25 เมษายน 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟชบุ๊ก ระบุว่า นักไต่ลวดชื่อ ทักษิณ

คุณทักษิณ ขณะนี้ ไม่ต่างจาก คนเดินไต่ลวด ตราบใดที่เขายังเดินไต่ลวดไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง เขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็น นักไต่ลวดที่ประสบความสำเร็จ

แต่หากครั้งนี้เขาพลาด (โดยไม่ได้โดนรัฐประหาร) ความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด ก็จะไม่มีความหมายอะไรอีกเลย

หลังออกจากโรงพยาบาล ถ้าเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบ ความสำเร็จในอดีตก็ยังจะอยู่ในความทรงจำ แต่เขาเลือกที่จะกลับมาไต่ลวด ที่ลำบากกว่าที่ผ่านมาทั้งหมด นั่นคือ พรรคไม่ได้มี สส มากที่สุด และเขายังต้องไต่ลวดโดยมีลูกสาวเขาร่วมไต่ด้วย ข้างล่าง ถ้าตกลงไป ไม่มีอะไรรองรับ !

นายกฯ ป่วยแอดมิทเข้าโรงพยาบาล หลังกลับจากเยือนกัมพูชา

นายกฯ ป่วยแอดมิทเข้าโรงพยาบาล หลังกลับจากเยือนกัมพูชา

นายกฯ ป่วยแอดมิทเข้าโรงพยาบาล หลังกลับจากเยือนกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.09 น.

“นายกฯ”ป่วย ไข้ขึ้นสูง ต้อง แอดมิทโรงพยาบาล หลังกลับจากเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เลื่อนกำหนดการแขกเข้าพบ

วันที่ 25 เม.ย.68 เวลา 07.30 น. นายจิรายุ  ห่วงทรัพย์  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า หลังจาก นางสาวแพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นภารกิจการเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีภารกิจตลอดทั้งวันพุธและต่อเนื่องจนถึงวันพฤหัสบดี และเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อเวลา 15.30 น. ปรากฏว่านายกรัฐมนตรี รู้สึกมีไข้เล็กน้อย  จากนั้นเดินทางกลับถึงบ้านพบว่า มีไข้ขึ้นสูงจึงเดินทางไปพบแพทย์เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา   โดยแพทย์ขอให้ นายกรัฐมนตรีแอดมิทเข้าพักรักษาตัวเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด  และวันนี้แพทย์จะตรวจร่างกายในตอนเช้าอีกครั้ง
 
ทั้งนี้ กำหนดการของนายกรัฐมนตรีวันนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาลและการให้การต้อนรับผู้ที่เข้ามาพบหารือ ณ ทำเนียบรัฐบาลในส่วนของนายกรัฐมนตรีนั้น  ได้ขอเลื่อนไปก่อน  แต่ในส่วนอื่น ๆ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการแทน

‘อุ๊งอิ๊งค์-ฮุนมาเนต’นัดกลางปี เปิดสะพานมิตรภาพไทย-เขมร

‘อุ๊งอิ๊งค์-ฮุนมาเนต’นัดกลางปี  เปิดสะพานมิตรภาพไทย-เขมร

‘อุ๊งอิ๊งค์-ฮุนมาเนต’นัดกลางปี เปิดสะพานมิตรภาพไทย-เขมร

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ในโอกาสการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ยืนยันรัฐบาลไทยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศส่วนในช่วงกลางปีนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศเตรียมเป็นประธานร่วมกันในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชาแห่งแรก

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ที่พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย พระราชวัง กัมพูชา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระดับประชาชน เป็นรากฐานของมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกัน ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้ง2ประเทศให้มีความใกล้ชิด ผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนากัมพูชาด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการความร่วมมือตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นางสาวแพทองธาร กล่าวถึงผลการเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ในโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 23-24 เมษายน 2568 ว่าประทับใจ ในการให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติของรัฐบาลกัมพูชา รวมทั้งในปีนี้เป็นปีครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ทั้ง 2 ประเทศพร้อมสานความสัมพันธ์อันดีนี้ต่อไป

นอกจากนี้ผู้นำไทยและกัมพูชา ได้เป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงร่วมกัน 7 ฉบับ อาทิ การลงนามในความตกลง ในด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหา PM2.5 และการไม่เผา โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติของไทยในประเด็นดังกล่าว รวมทั้งการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 ประเทศก็จะมีความร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีความร่วมมือในด้านการข่าว การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

ทางด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงกลางปีนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประเทศไทย พร้อม นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเป็นประธานร่วมกันในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชาแห่งแรก ที่บ้านหนองเอี่ยน ซึ่งอยู่ที่ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ ตรงข้ามกับ บ้านสตึงบท ตำบลปอยเปต จังหวัดบันเตียนเมียนเจย กัมพูชา อย่างเป็นทางการพร้อมทั้งจะจัดการประชุมร่วมกันกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) ที่บริเวณชายแดนของไทย ที่จังหวัดสระแก้ว เพี่อติดตามความคืบหน้าในการหารือร่วมกันในครั้งนี้และติดตามความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา ในทุกประเด็นต่อไป

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้น30วัน บี้แจงปมชั้น14 เร่งฝ่ายเกี่ยวข้องให้ข้อมูล ก่อนส่ง‘ศาลปค.’พิจารณา

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้น30วัน  บี้แจงปมชั้น14  เร่งฝ่ายเกี่ยวข้องให้ข้อมูล  ก่อนส่ง‘ศาลปค.’พิจารณา

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้น30วัน บี้แจงปมชั้น14 เร่งฝ่ายเกี่ยวข้องให้ข้อมูล ก่อนส่ง‘ศาลปค.’พิจารณา

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้น30วัน บี้แจงปมชั้น14 เร่งฝ่ายเกี่ยวข้องให้ข้อมูล ก่อนส่ง‘ศาลปค.’พิจารณา เพิกถอนคำสั่งส่งตัวชั้น14 เชื่อได้รับความร่วมมือที่ดี

“ผู้ตรวจการแผ่นดิน “ขีดเส้น 30 วัน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงปมส่ง“ทักษิณ” ไปรักษาที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนชงศาลปกครองพิจารณาเพิกถอนคำสั่งให้เป็นโมฆะ ตามคำร้องของ กสม. ระบุไม่กดดัน เชื่อทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือ ยืนยันใช้เวลาไม่นานในการส่งต่อไปยังศาลปกครอง

เมื่อวันที่ 24เมษายน2568 นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ส่งเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพิกถอนคำสั่งอนุญาตนายทักษิณ ชินวัตร ไปรักษาตัวชั้น 14โรงพยาบาลตำรวจ ให้เป็นการกระทำที่ใช้บังคับไม่ได้หรือโมฆะ ว่า ผู้ตรวจตามแผ่นดิน ได้รับคำร้องจาก กสม.เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการแจ้งเรื่องไปยังกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง มาประกอบกับข้อกฎหมายในเรื่องของหลักเกณฑ์ และส่งเรื่องไปให้ศาลปกครองพิจารณาต่อไป โดยมีการกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ 30วัน หากส่งมาถึงที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการส่งต่อไปยังศาลปกครอง

อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็น ก็ต้องประชุมหารือก่อน ยืนยันจะดำเนินการโดยเร็ว และเบื้องต้นยังไม่จำเป็นต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมด้วย แต่หากมีการประมวลผลแล้ว ก็อาจต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โอกาสอธิบายเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวถามว่าผลของคำร้องดังกล่าว ต้องการให้คำสั่งส่งตัวนายทักษิณ ไปโรงพยาบาลตำรวจเป็นโมฆะใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คงต้องไปดูในรายละเอียด ว่าเป็นประเด็นไหนอย่างไร และข้อกฎหมายว่าอย่างไร ซึ่งขณะนี้ทาง กสม.ยังไม่ได้มีการส่งหลักฐานอะไรมาเพิ่มเติม แต่เรามีความจำเป็นต้องขอเพิ่ม เพราะต้องการข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ในรายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผย แต่เบื้องต้นก็จะมีกรมราชทัณฑ์โรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ส่วนคำร้องที่เกี่ยวข้องกับกรณีชั้น 14 และผู้ตรวจการแผ่นดินเคยดำเนินการก่อนหน้านี้ หากมีประเด็นไหนที่เกี่ยวข้องก็จะนำมาพิจารณาร่วมด้วย

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ เพราะหน่วยงานที่เดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะที่รับรู้ร่วมกัน อยู่ในความสนใจของสังคม คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะให้ความร่วมมือ

เมื่อถามว่าหากไม่ได้รับความร่วมมือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจสั่งการมากน้อยแค่ไหน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เราคงไปไม่ถึงขั้นนั้น โดยรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ว่าหน่วยงานมีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งที่ผ่านมาก็มักจะได้รับความร่วมมือดี

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความกดดันหรือไม่ เพราะทุกคนต้องการจะรู้ว่า การใช้ดุลพินิจของกรมราชทัณฑ์เหมาะสมหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่าไม่ เพราะเรื่องที่ส่งมาถึงผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะอยู่ที่ประเด็นที่ร้องเรียนและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น เมื่อยึดหลักดังกล่าวจะทำให้เราไม่มีความกดดัน เมื่อถามว่าจำเป็นต้องเชิญกรมราชทัณฑ์มาชี้แจงกรณีให้มีการยกเลิกระเบียบส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็อยู่ที่ข้อมูลและการพิจารณา ถ้าข้อมูลเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องเชิญ แต่หากมีประเด็นไหนที่ยังไม่ชัดเจนก็ต้องเชิญมา เมื่อถามว่าตามรายงานระบุว่านอกจากความเห็นจากแพทย์แล้วจะต้องขออนุญาตจากศาลก่อนส่งตัวนายทักษิณไปโรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ นายสมศักด์ กล่าวว่า ตามหลักการคือจะต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล

ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล, สว.สงขลาออกโรงสอนมวย‘ภูมิธรรม’ ปมขีดเส้นดับไฟใต้

ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล, สว.สงขลาออกโรงสอนมวย‘ภูมิธรรม’ ปมขีดเส้นดับไฟใต้

ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล, สว.สงขลาออกโรงสอนมวย‘ภูมิธรรม’ ปมขีดเส้นดับไฟใต้

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สว.สงขลาออกโรง สอนมวย‘ภูมิธรรม’ ปมขีดเส้นดับไฟใต้ หวั่นเหตุรุนแรงขึ้น

สว.หนวดหิน สวดยับ “ภูมิธรรม” กดดันเจ้าหน้าที่แก้ไฟใต้ใน 7 วัน เปรยถ้าดับไฟใต้ง่ายอย่างนั้น คงไม่ต้องถึงมือรัฐบาลนี้ ย้ำต้องมียุทธศาสตร์ ใช้เครื่องมือ คือกฎหมายก่อการร้ายให้เจ้าหน้าที่จัดการปัญหา

เมื่อวันที่ 24เมษายน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สงขลา กล่าวถึงการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาขีดเส้นตายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า แก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใน7วัน หลังจากกองกำลังติดอาวุธขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น ซุ่มโจมตีรถกระบะของ ร.ต.ท.วัฒนา ชูมาปาน ตำรวจ สภ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นเหตุให้สามเณรพงษกร ชูมาปาน ลูกชายร.ต.ท.วัฒนา มรณภาพและสามเณรอีกรายได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งพระสงฆ์ ที่อยู่ภายในรถคันดังกล่าว ว่าเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2547 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้สถานการณ์คลี่คลายใน 7 วัน

นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า ถ้าสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ง่ายอย่างนั้น เรื่องความรุนแรงคงยุติไปก่อนที่นายภูมิธรรม จะมาเป็นรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม แล้ว การขีดเส้นเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ต้องเร่งรัดยุติปัญหาความรุนแรงใน 7 วัน เป็นไปไม่ได้ แม้แต่ในเคสยิงสามเณรก็ทำได้ไม่ง่าย เพราะเจ้าหน้าที่ต้องรวมรวมพยานหลักฐานต้องนำวัตถุพยานไปตรวจดีเอ็นเอเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 10พิสูจน์ทราบล้วว่าปืนเอ็ม16 ที่ใช้ก่อเหตุ เป็นปืนของตำรวจ สภ.นาประดู่ จ.ปัตตานี ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตและยึดปืนไปเมื่อปี 2566นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปซักถามแล้ว การไปขีดเส้นให้เจ้าหน้าที่อาจจะเป็นการกดดันให้เกิดความรีบร้อนในการสอบสวนจับกุม และอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้จนอาจจะทำให้เกิดสถานการณ์รุนแรงตามมาอีก

“หน่วยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ยังไม่มีการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการบูรณาการแบบหลวมๆ หลอกๆ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเอาตัวรอดในการรักษาหน่วยของตน ที่สำคัญทุกหน่วยงานมีชุดความจริงของสถานการณ์ และความเข้าใจในสถานการณ์คนละชุด สิ่งที่นายภูมิธรรมต้องเร่งดำเนินการคือต้องเอาชุดความจริงของทุกหน่วยงานมากางบนโต๊ะ และทำให้มีชุดความจริงเพียงชุดเดียว เพื่อใช้เป็นคัมภีร์ในการดับไฟใต้” นายไชยยงค์ กล่าว

นายไชยยงค์ กล่าวอีกว่า การมีชุดความจริงชุดเดียว จะทำให้การแก้ปัญหาตรงประเด็นที่สุดและสิ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกร้อง คือเครื่องมือในการแก้ปัญหา คือการออกกฎหมายการก่อการร้าย เพื่อให้ตำรวจ ทหาร มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินการกลุ่มผู้ก่อการร้าย เพราะ ณ วันนี้ ไม่ใช่สร้างสถานการณ์ความไม่สงบ แต่เป็นสถานการณ์ก่อการร้าย ที่ต้องมีเครื่องมือ แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง เข้าทางขบวนการบีอาร์เอ็น ในการร้องเรียนองค์กรสิทธิมนุษย์ชน และเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้ เจ้าหน้าที่ไม่กล้าปฏิบัติงานเพราะกลัวถูกร้องเรียน รวมทั้งเกรงว่าจะไม่มีใครช่วยเมื่อถูกร้องเรียน

ด้านนายภูมิธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วมการประชุมสภาความมั่นคงอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย ว่ามีการใช้เวทีนี้ในการเจรจาแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการพูดคุยกับนายอันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยผลการพูดคุยของนายกฯ ทั้งสองประเทศเป็นไปด้วยดี และถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนมีความตั้งใจร่วมกันคือต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และมีอีกหลายเรื่องที่ทำอยู่

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กPanitanWattanayagornเกี่ยวกับสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟใต้ว่าถ้าจะให้3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บ้านเกิดของพวกผมที่บรรพบุรุษได้มาตั้งรกรากนับร้อยปี สงบสุขได้จริง มีเรื่องที่เราควรจะต้องทำอย่างจริงจัง คือ1.ปิดทางออก/ปิดแหล่งกบดานในมาเลเซียและป้องกันการแทรกแซงจากต่างประเทศให้ได้2.เปิดการพูดคุยเรื่องอนาคตการเมืองการปกครองในพื้นที่อย่างจริงใจกับฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบายตัวจริงของรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้าม3.เพิ่มอาสาชุมชนคนรุ่นใหม่เพื่อร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อดูแลพื้นที่เป้าหมายและกลุ่มเปราะบางให้ปลอดภัย สอดส่องรายงานการทุจริตของทุกฝ่าย แก้ปัญหายาเสพติดและสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนา ป้องกันการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของทุกภาคส่วน และยุติการบ่มเพาะซ่องสุมกำลังความรุนแรงและความเกลียดชังในหมู่เยาวชนคนที่ผิดหวังกับรัฐที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ยืนกรานใครพูดไม่สำคัญเท่านายกฯ ‘บิ๊กอ้วน’โต้ถูกปรับ งงข่าวกลับคุม‘ก.พาณิชย์’ ‘สุทิน’ชอบใจคัมแบ๊กกห.

ยืนกรานใครพูดไม่สำคัญเท่านายกฯ  ‘บิ๊กอ้วน’โต้ถูกปรับ  งงข่าวกลับคุม‘ก.พาณิชย์’  ‘สุทิน’ชอบใจคัมแบ๊กกห.

ยืนกรานใครพูดไม่สำคัญเท่านายกฯ ‘บิ๊กอ้วน’โต้ถูกปรับ งงข่าวกลับคุม‘ก.พาณิชย์’ ‘สุทิน’ชอบใจคัมแบ๊กกห.

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยืนกรานใครพูดไม่สำคัญเท่านายกฯ ‘บิ๊กอ้วน’โต้ถูกปรับ งงข่าวกลับคุม‘ก.พาณิชย์’ ‘สุทิน’ชอบใจคัมแบ๊กกห. ปชน.ชี้การเมืองเปลี่ยนแน่ ถ้า25สส.ถูกฟันจริยธรรม

สะพัด!ปรับครม.เขย่ารัฐบาล “ภูมิธรรม”โต้ข่าวพ้น“กลาโหม” หวนกลับคุม“ก.พาณิชย์”ลั่นยังไม่ได้รับสัญญาณปรับ ครม.จาก“นายกฯอิ๊งค์”ต้องฟังนายกฯ ชี้ข่าวปรับครม.เกิดจากคนที่มีวัตถุประสงค์ ยันนายกฯบอกหลายครั้งว่าไม่มี งงข่าวกลับคุม‘พาณิชย์’ลั่น‘ผมก็รักกลาโหม’ด้าน’สุทิน’หัวเราะชอบใจหลังมีชื่อคัมแบ็ก‘รมว.กลาโหม’บอกยังไม่มีสัญญาณ แต่พร้อมสานต่อนโยบายเดิม ‘เทพไท’ฟันธง! 5ข้อ‘เพื่อไทย’ไม่กล้าทำ ลุยปรับครม.แม้ช่วงนี้กระแสปรับมากขึ้น หลังมีกระแสข่าวว่า อาจมีการขยับปรับครม.ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้เลย จะเป็นปรับทั่วไปก่อนโดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.)จะสลับโยกกระทรวง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆหากต้องการจะปรับในคราวเดียวกันสามารถแจ้งชื่อมาได้นั้น

เมื่อวันที่ 24เมษายน2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีชื่อ นายภูมิธรรมกลับไปเป็นรมว.พาณิชย์ว่า ตนโดนไปได้ทุกที่ ตราบใดที่เป็นการคาดคะเน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีเรื่องนี้ และ ยังไม่มีการพูดคุยกันเลย อย่างที่บอกการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจริงๆ

‘อ้วน’ย้ำปรับครม.ต้องฟังนายกฯ

“และผมยังไม่เคยได้ยินเสียงบ่นจากนายกฯว่าไม่เอาตรงนั้น ได้ยินแต่ว่าอยากให้ร่วมมือกันให้ได้ ท่านได้บอกแล้วว่าท่านเป็นคนตรงไปตรงมาในการทำงาน ไม่ชอบให้มีการทำตรงนั้นตรงนี้ มีวาระขัดกันไปขัดกันมา ท่านไม่อยากเห็น ท่านอยากทำงาน เพราะฉะนั้นยังไม่เคยได้ยินเสียงจากท่านเลยว่าจะปรับ”นายภูมิธรรม ย้ำ พร้อมระบุว่า สถานการณ์จะปรับหรือไม่ปรับ มีปัจจัยหลายอย่าง และคนที่จรดปากกาเซ็นคือนายกฯ สิ่งเหล่านี้ถ้าอยากจะรู้ทิศทางให้ท่านดูคำตอบจากนายกฯดูจากภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ท่านก็ตอบชัดเจนว่ายังไม่คิด เพราะนายกฯเป็นคนที่พูดตรงไปตรงมา

ย้ำ‘อิ๊งค์’รับฟังเสียงสะท้อนส.ส.

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่สส.พรรคเพื่อไทย เป็นห่วงเรื่องสินค้าราคาเกษตรจึงมีการเขย่าเก้าอี้รมว.พาณิชย์ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ปัญหาสส.ในพรรคเพื่อไทยที่รู้สึกและสะท้อนนายกฯก็รับฟัง เพราะถือเป็นปัญหาการทำงานซึ่งเกิดได้ทุกเรื่องทุกอย่าง เราจะบริหารความพึงพอใจให้มากที่สุดไม่ได้ เพราะความพึงพอใจของคนไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่เราทำคือการบริหารความถูกต้อง และความเหมาะสมให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ในทางการเมืองต้องบริหารความไม่พอใจให้น้อยที่สุด ไม่ได้บริหารความพึงพอใจ เพราะความพึงพอใจ และความต้องการของคนเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ปัดสูตรใหม่ ชี้อยู่ที่นายกฯตัดสินใจ

เมื่อถามว่ามองว่าจะมีการปรับครม.หลังผ่านร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อันนี้เป็นวิธีคิดแบบสูตรเดิมที่ต้องรอให้เรื่องนั้นเรื่องนี้ผ่าน ซึ่งวันนี้เสียงรัฐบาลพออยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าแล้วสูตรใหม่คืออะไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า สูตรใหม่ยังไม่ได้คิด แต่ตนคิดว่าอยู่ที่การมองของผู้นำว่าขณะนี้บรรยากาศการทำงานร่วมกันสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ หากไม่บรรลุเป้าหมายจากจุดไหน นายกฯก็คงพิจารณาว่าเกิดจากเงื่อนไขอะไร หากมุ่งหวังแล้วส่วนไหนที่ยังไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่อยู่ๆก็จะปรับ นายกฯก็คงต้องบอกว่าตรงนั้นตรงนี่ต้องขันน็อตซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่นายกฯพิจารณา และยังพูดในหลักการเดิมคือให้ร่วมกันทำงาน และตั้งใจทำนโยบายให้บรรลุผลโดยเร็วเพราะประชาชามีความคาดหวัง

นายกฯย้ำให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

เวลา 12.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกระแสข่าวการปรับครม.ที่แม้นายกฯจะยังไม่ส่งสัญญาณแต่มีรายชื่อหลุดออกมาทั้งชื่อนายภูมิธรรมที่จะกลับไปนั่งรมว.พาณิชย์ หรือนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อดีตรมว.กลาโหมกลับมานั่งรมว.กลาโหมอีกครั้งมองเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรว่าไม่เคยมีสัญญาณ ไม่เคยมีการบอกตนว่าจะต้องทำยังไง

“ท่านนายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมครม.ตลอดว่าให้ทุกคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ประสานงานกันอย่างเต็มที่ และการทำงานที่ได้สาระเนื้อหา เพราะเราอยู่ในภาวะวิกฤติ ไม่อยากเห็นการไม่สามัคคีกัน ไม่ใช่มีการขัดแข้งขัดขากันหรือมีปัญหาอะไร นายกฯตรงไปตรงมา ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง เท่าที่ได้ฟังก็เป็นอย่างนี้”

ย้ำใครพูดก็ไม่สำคัญเท่านายกฯ

นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่าส่วนนอกนั้นตนได้ฟังจากข้างนอกจากสื่อเป็นหลัก ตนก็ไม่ทราบว่าแหล่งข่าวที่สื่อหรือใครที่ได้รับมาเป็นข่าวมาจากไหน แต่ถ้าดูตอนนี้ยังไม่มีอะไร และคนที่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะมีหรือไม่มีการปรับก็คือนายกฯเพราะว่าถ้าจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้นท่านจะเป็นคนจรดปากกา และนายกฯก็ยืนยันหลายครั้งแล้วยังไม่คิดอะไร ฉะนั้นใครพูดก็ไม่สำคัญเท่านายกฯเมื่อท่านนายกฯบอกไม่คิดจะปรับคนอื่นก็ปรับไม่ได้

‘ผมก็รักกลาโหม’ยังงงๆกลับพณ.

นายภูมิธรรม ยังระบุอีกว่า ตนว่ายังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้ทุกคนทำหน้าที่ไปก่อนและการมีข่าวหรือไม่มีข่าว ตนไม่รู้แต่อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุเกิดขึ้นจากคนที่มีวัตถุประสงค์ต้องการอะไรก็ได้

“ผมยังไม่เคยได้ยินมาจากพาณิชย์แล้วไปกลาโหม แล้วกลับไปพาณิชย์ ได้ฟังก็ยังงงๆ แต่ว่าผมพร้อม จะให้ผมไปทำอะไรที่ไหน และผมมาที่กลาโหมผมก็รักกลาโหม ก็ทำงานดีได้รับการสนับสนุนที่ดี”นายภูมิธรรมย้ำ

‘สุทิน’หัวเราะชอบใจ/พร้อมคัมแบคกห.

ด้าน นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีต รมว.กลาโหมกล่าวถึง กระแสข่าวที่มีชื่อกลับมานั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยนายสุทินหัวเราะ พร้อมบอกว่าน่าจะเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ตนยังไม่รับการส่งสัญญาณใดๆ ผู้สื่อข่าวถามว่าพร้อมหรือไม่ หากได้กลับมานั่งตำแหน่งเดิมและสานต่อนโยบายเดิม โดยเฉพาะการจัดซื้อเรือดำน้ำ นายสุทินกล่าวว่า ส่วนตัวพร้อมทำตามนโยบายอยู่แล้ว ตอนนี้ขอรอความชัดเจนจากพรรคและนายกฯก่อน ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ต้องรอเซอร์ไพรส์หรือไม่ นายสุทิน หัวเราะอีกครั้ง ก่อนบอกว่ายังไม่มีอะไร

‘เทพไท’ชำแหละกระแสปรับครม.

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปโดยมีเนื้อหาในหัวข้อ“ปรับ ครม.5ข้อที่ไม่กล้าทำ”ระบุว่าแม้ช่วงนี้กระแสการปรับครม.ดังหนาหูมากขึ้นซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีการปรับครม.ในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคมนี้ แม้ว่าน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะออกมาปฏิเสธ และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลก็ออกมายืนยันว่ายังไม่ได้รับสัญญาณการปรับครม.แต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการปรับครม.จะไม่มีการบอกล่วงหน้า เพราะถ้าหากมีการแจ้งล่วงหน้า ก็จะเกิดปัญหาการทำงานในกระทรวง เกิดเกียร์ว่าง ถ้าหากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงอยู่ในข่ายจะถูกปรับออกและในขณะเดียวกันคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีก็วิ่งเต้นล็อบบี้ หวังจะเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ให้ได้

ฟันธง! 5 ข้อที่‘เพื่อไทย’ไม่กล้าทำ

นายเทพไทระบุว่าถ้าหากว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีขึ้น เชื่อว่าจะไม่กล้าทำใน 5ข้อ คือ1.ไม่กล้าปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าปรับพรรคภูมิใจไทยออกแล้ว รัฐบาลก็ยังมีเสียงเกินครึ่ง เป็นรัฐบาลปริ่มน้ำได้ แต่เท่ากับเป็นการประกาศอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นแบ็คอัพสำคัญของพรรคภูมิใจไทย 2.ไม่กล้าดึงพรรคพลังประชารัฐ เข้าร่วมรัฐบาล แม้ว่าจะมีการปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ คงเป็นเพียงการปล่อยข่าวเพื่อกดดันพรรคร่วมรัฐบาล ไว้ขู่พรรคร่วมรัฐบาลว่า ยังมีพรรคอะไหล่ที่สามารถดึงเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้ 3.ไม่กล้ายึดกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าคนในพรรคเพื่อไทยต้องการยึดกระทรวงมหาดไทยคืนมาเหมือนใจจะขาด แต่ก็ไม่สามารถนำกระทรวงใดไปแลกเปลี่ยนได้ ยิ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเป็นบ่อเงินบ่อทองของพรรคเพื่อไทย4.ไม่กล้ายึดกระทรวงพลังงาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติตามความต้องการของกลุ่มทุนพลังงาน ที่ใกล้ชิดกับนายทักษิณ เพื่อต้องการนำกระทรวงพลังงานมาอยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย จะได้บริหารจัดการได้อย่างเต็มที่ 5.ไม่กล้าล่วงลูกปรับ ครม.ในโควตาพรรคร่วมรัฐบาล คงปรับได้เฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ตามสไตล์ของนายใหญ่ ปรับเพื่อต่างตอบแทน แบบสมบัติผลัดกันชม หรือเก้าอี้ดนตรี ถ้าพรรคร่วมจะปรับด้วย ก็เป็นความประสงค์ของพรรคร่วมรัฐบาลเอง

“ถ้าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเร็วๆนี้ เชื่อว่า 5 ข้อนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ไม่กล้าแตะต้องอย่างแน่นอน”นายเทพไท ย้ำทิ้งท้าย

นายกฯกลับถึงไทยปิดปากเงียบ

เวลา 15.30 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 (บน.6) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับจากยือนกัมพูชา ทันทีที่มาถึง น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มารอพบเพื่อเข้ารายงาน งานในกำกับดูแล รวมถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้ามารายงานสถานการณ์ความมั่นคงโดยรวม โดยใช้เวลารวมกัน1ชั่วโมง จากนั้น นายกฯ เดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แม้พยายามสอบถามกระแสข่าวปรับ ครม.นายกฯ ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่โบกมือ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องมาตรการรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ให้สัมภาษณ์จากที่กัมพูชามาแล้ว ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า มาคุยเรื่องงาน ไม่มีอะไร

‘อิ๊งค์’โวผนึกกำลังชาติอาเซียน รับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจมีพลังในการต่อรองสูง คุยถ้ารอดต้องรอดไปด้วยกัน

'อิ๊งค์’โวผนึกกำลังชาติอาเซียน  รับมือภาษีทรัมป์  มั่นใจมีพลังในการต่อรองสูง  คุยถ้ารอดต้องรอดไปด้วยกัน

‘อิ๊งค์’โวผนึกกำลังชาติอาเซียน รับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจมีพลังในการต่อรองสูง คุยถ้ารอดต้องรอดไปด้วยกัน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อิ๊งค์’โวผนึกกำลังชาติอาเซียน รับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจมีพลังในการต่อรองสูง คุยถ้ารอดต้องรอดไปด้วยกัน ‘ศิริกัญญา’จี้รบ.ต้องชัดเจน ฟันธงปมส่ง‘อุยกูร์’ล้มเจรจา

“อุ๊งอิ๊งค์”ย้ำไทยจับตาท่าทีสหรัฐฯ ใกล้ชิดทุกมุม เชื่อมะกันรอดูฟีดแบ๊กรอบโลกเช่นกัน มั่นใจพลังร่วมมืออาเซียน ผนึกสร้างอำนาจต่อรองรับมือกำแพงภาษี“ทรัมป์”ให้รอดไปด้วยกัน ด้าน”ศิริกัญญา-ปชน.”ถล่มไม่ยั้งจี้รัฐบาลเอาแผนมากองให้ชัดเจนอย่าผิดคิวทำสับสน เชื่อมะกัน เมินคุย อาจไม่พอใจโยงส่ง ‘อูยกูร์’ กลับจีน – ฟัน112นักวิชาการสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 24เม.ย.2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างการหารือกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้มีการพูดคุยถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษี ซึ่งเชื่อว่าทุกคนที่ประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์และเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่สหรัฐฯให้เวลา 90 วัน ตอนนี้ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ซึ่งประเทศไทยเลือกที่จะดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดและติดตามในทุกมุมทุกด้าน ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างต้องการอะไรเพิ่มเติมบ้าง ผ่านมายังไม่ถึง 30 วันก็การเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรอบโลก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรื่องของภาษีค่อยๆมีการปรับ คิดว่าสหรัฐฯเองก็ต้องรอดูเหมือนกันว่า ผลตอบรับที่ออกไปทั่วโลกเป็นอย่างไร มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการคำนวณและกฎต่างๆที่ออกมานั้นค่อนข้างเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับทั่วโลก และเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นสหรัฐอเมริกาก็ต้องดูสถานการณ์เช่นกัน เช่นเดียวกับเราแต่อาจจะดูคนละมุม ที่จะต้องดูสถานการณ์ ดูอุณหภูมิ ดูความเป็นไปได้ของทั่วโลกด้วย ซึ่งมองว่าเป็นสิ่งที่แฟร์ แต่ก็ต้องดูก่อนว่าแต่ละประเทศจะมีท่าทีอย่างไร เราเองก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นเรื่องของความรอบคอบ การเตรียมข้อมูลให้พร้อมที่ประเทศไทยทำอยู่ตอนนี้ เราก็ยังอยู่ในทิศทางที่กำหนดไว้ (on track) เราไม่ปล่อยให้หลุดมือไปไหน เรายังโฟกัสว่าเราสามารถทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การที่ได้มาพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เราได้พูดคุยถึงกรอบความร่วมมือของอาเซียนว่าแต่ละประเทศมีความแข็งแรงของตัวเองอย่างไรบ้าง และถ้ามารวมกันในกรอบของอาเซียนทำอะไรได้บ้าง เพราะจริงๆแต่ละประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร และมีจุดแข็งอีกมาก ถ้ามาร่วมกันแล้วเพิ่มอำนาจการต่อรองจะเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเพียงแค่แนวความคิดยังไม่มีการลงนามหรือเซ็นเอกสารใด

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนได้คุยกับผู้นำในประเทศอาเซียนมาบ้างแล้วเช่นเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ได้คุยกับผู้นำในประเทศอาเซียนเช่นเดียวกัน และเห็นตรงกันว่าถ้าเราร่วมมือกันในกลุ่มอาเซียนจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ก็จะสามารถมีอำนาจในการต่อรอง ซึ่งเราพร้อมที่จะร่วมมือกัน หากมีการขึ้นกำแพงภาษีก็จะรอดไปด้วยกัน เพราะเรามีสิ่งที่มีความเฉพาะของประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทวีปอื่นไม่มีเหมือนอาเซียน“สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เราต่อรองได้อย่างแข็งแรง เมื่อได้คุยแล้วก็ดีใจที่ประเทศในกลุ่มอาเซียน ก็เห็นตรงกันในเรื่องนี้ เพราะการที่เราจะต่อรองจะต้องต่อรองอย่างคนที่จะเจรจาแบบเป็นเพื่อนกัน ต่อรองแบบไม่ต้องเสียเปรียบหรือได้เปรียบในช่องว่างที่ใหญ่จนรับไม่ได้ แต่ต้องต่อรองให้เราและเขาก็เข้มแข็งเช่นกัน ต้องวินวินทั้งคู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเห็นตรงกัน” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าการที่เรารอจังหวะสังเกตดูท่าทีของสหรัฐฯก่อนที่จะเจรจา เท่ากับเป็นผลดีต่อไทยใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าเช่นนั้น เพราะสหรัฐฯเองก็สังเกตและดูท่าทีของรอบโลกเช่นกัน เราจึงต้องดูว่าอะไรเกิดขึ้น และจุดไหนเป็นจุดที่เหมาะที่เราจะต่อต้องรอในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจับตาดูอยู่

นายกฯ ยังกล่าวยืนยันว่าไม่ต้องห่วง เพราะรัฐบาลปรึกษาทางเอกชนด้วย ทั้งผู้ประกอบการที่ลงทุนในสหรัฐฯ เพราะเราอยากรู้ความเคลื่อนไหวว่าสามารถจะทำอะไรได้บ้างให้ครบถ้วน

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลเตรียมกู้เงินจำนวน500,000ล้านบาท มาแก้ไขปัญหานโยบายกำแพงภาษีของนายโดนัลล์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่า รัฐบาลยังไม่ระบุแหล่งที่มาของเงินแน่ชัดว่าจะมาจากการกู้หรือไม่ หลังจากรมว.คลังออกมาระบุตัวเลข500,000ล้านบาท ที่จะมากระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ก็มีความเห็นจากปลัดกระทรวงการคลังอาจจะต้องใช้เม็ดเงินที่อยู่ในงบประมาณปี2568 ในส่วนของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จำนวน150,000ล้านบาท มาใช้ด้วย ดังนั้นหากจะต้องกู้เงินจริง อาจกู้น้อยลง แต่วนความเป็นจริงอาจไม่ต้องกู้เลย เพราะมีเม็ดเงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1.5 แสนล้านบาทแล้ว หากมีการจัดงบฯปี68ใหม่อีกรอบอาจได้มาอีกประมาณ50,000-100,000ล้านบาท

“แต่เงินก้อนใหญ่ที่สำคัญที่สามารถจัดใหม่ได้ในขณะนี้เลยคืองบประมาณปี2569 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ สามารถดำเนินการเตรียมเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจได้เลย ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยหรือชะลอตัวในช่วงสงครามการค้า หากจัดใหม่ได้สัก300,000ล้านบาท ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เลย แต่จะได้ถึงหรือไม่ เราเรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กลับไปปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้เลย หากจะต้องนำเข้าสภาฯช้าไปสัก1-2สัปดาห์ ทางสภาฯไม่มีปัญหาที่จะต้องใช้เวลาลดลงในการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการฯ“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว เมื่อถามว่า เม็ดเงินที่รัฐบาลจะกู้มาจำนวน500,000ล้านบาท จะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ยากที่จะบอก เพราะยังไม่มีรายละเอียดว่าจะนำไปใช้ทำอะไร เราเคยมีประสบการณ์แล้ว ถ้าเลือกวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจผิดผลจะไม่เกิด อย่างเช่น กรณีแจกเงินหมื่นรอบแรก ที่ใช้เม็ดเงินจำนวน145,000ล้านบาท ไม่เห็นว่าจะทำให้จีดีพีโตขึ้นอย่างที่รัฐบาลได้สัญญาไว้ ดังนั้นวิธีการสำคัญ เงินจำนวน500,000ล้านบาท จะนำไปทำอะไร กระตุ้นวิธีการใด ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีทางกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าคือ3เปอร์เซ็นต์ มันเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้เม็ดเงินมากกว่า500,000ล้านบาท

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการมองว่าเป็นการกู้มาแจก จะเชื่อมือรัฐบาลได้อย่างไรว่าสิ่งที่กำลังจะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีประสิทธิภาพจริง น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่สามารถเชื่อใจรัฐบาลได้เลย ว่าจะกู้มาแล้วไม่เอามาแจกหรือไม่ ได้แต่ใช้พลังจากทางพรรคประชาชน และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ช่วยกันกระตุ้นเตือนรัฐบาลให้ประกาศแผนให้ชัดเจนว่ารัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในเรื่องใดก่อนที่จะกู้เงินใหม่ หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะ เราเชียร์เต็มที่หากรัฐบาลต้องการนำงบประมาณไปใช้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ต้องมีแผนให้ชัดเจน ต้องทำแบบนี้เท่านั้นเราถึงจะไว้วางใจให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะ

เมื่อถามว่า สาเหตุที่สหรัฐไม่ตอบรับการเจรจา อาจมาจากกรณีที่รัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน รวมถึงการดำเนินคดีมาตรา112 กับนายพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวสหรัฐ โดยไม่มีการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นไปได้ ที่จะทำให้สหรัฐมีท่าทีกับเราแบบนี้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจได้เหมือนกัน เพราะทางรมว.การต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยที่ไทยส่งอุยกูร์กับจีนอาจเป็ยปัจจัยฟนึ่งที่สหรัฐฯยังไม่ยอมเจรจากับเรา จนกว่าจะได้รับคำอธิบาย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เราเชียร์เต็มที่ หากรัฐบาลต้องการนำงบประมาณไปใช้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ต้องมีแผนให้ชัดเจน ต้องทำแบบนี้เท่านั้นเราถึงจะไว้วางใจให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะ”

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน