‘ไทย’เจ้าภาพจัดประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 ตอกย้ำผู้นำการวางรากฐานจริยธรรม AI

'ไทย'เจ้าภาพจัดประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 ตอกย้ำผู้นำการวางรากฐานจริยธรรม AI

‘ไทย’เจ้าภาพจัดประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 ตอกย้ำผู้นำการวางรากฐานจริยธรรม AI

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 22.07 น.

“ประเสริฐ”ชี้”ไทย”เจ้าภาพจัดประชุม”The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025” ตอกย้ำผู้นำการวางรากฐานจริยธรรม AI และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความสำคัญในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพหลักจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ ‘The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025’ ระหว่างวันที่ 24–27 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของ 3 กระทรวงใหญ่ของไทย อย่าง กระทรวง ดีอี, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ที่จะร่วมกันจัดขึ้นว่า งานนี้จะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำและผู้แทนจากประเทศต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนนักวิชาการจาก 194 ประเทศสมาชิก UNESCO มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แชร์ความรู้ และข้อมูลสำคัญ ตลอดจนวิสัยทัศน์ ที่นำไปสู่การวางรากฐานอนาคตจริยธรรม AI ที่โปร่งใสเป็นธรรม เคารพสิทธิมนุษยชนสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ‘UNESCO Recommendation on the Ethics of AI’ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพื่อให้การพัฒนา AI เป็นไปในทิศทางที่รับผิดชอบต่อสังคมโลกอย่างแท้จริง

สำหรับการประชุมนี้มีไฮไลท์ของการหารือระดับนโยบายที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิมนุษยชนกับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล, ธรรมาภิบาล AI มาตรฐานและแนวปฏิบัติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และรับผิดชอบ, AI กับอนาคตการศึกษา สู่การเปลี่ยนแปลงแห่งการเรียนรู้ ที่เพิ่มโอกาส, การขับเคลื่อนนวัตกรรม AI และการลดความเหลื่อมล้ำ, AI และอนาคตของแรงงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน เป็นต้น

“ประเทศไทยเราไม่เพียงพร้อมในฐานะเจ้าภาพจัดงาน แต่เราพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านจริยธรรม AI ไปพร้อมประชาคมโลก และร่วมแสดงศักยภาพผ่านบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนจริยธรรมและนโยบายการกำกับดูแล AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนทิศทางการขับเคลื่อนโครงการ AI Governance Practice Center ศูนย์กลางพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI Governance แห่งแรกของเอเชียแปซิฟิก ที่มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ เร่งพัฒนาแนวทางและมาตรฐานด้าน AI ที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล ตามแนวทาง UNESCO ต่อนานาประเทศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการหระทรวงดีอีกล่าว

พร้อมกันนี้ผู้เข้าร่วมประชุมงาน ยังจะได้สัมผัสและเรียนรู้ความงดงามของวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ทั้งการดื่มด่ำกับความยิ่งใหญ่ของเมืองมรดกโลก การแสดงศิลปะแห่งจิตวิญญาณไทย พร้อมเปิดประสบการณ์กับวิถีชีวิตที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศไทยอย่างภาคภูมิ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงพลัง Soft Power ของประเทศสู่สายตานานาชาติที่จะต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ในอนาคต

นอกจากกิจกรรมข้างต้น งานนี้ยังมี Side Event ที่น่าสนใจ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมที่นอกเหนือจากการประชุมวิชาการที่จัดขึ้น ทั้งจากสถาบันการศึกษา นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญที่สนใจ ผ่านกิจกรรมต่างๆ กับ “Bangkok AI Week 2025” ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม AI Pitching จากสถาบันการศึกษา อย่าง การแข่งขัน  Beyond Green AI for a Thriving Future Pitch Competition จาก AI Engineering Institute (AIEI) และ CMKL University รวมถึง กิจกรรม Call for Papers – UNESCO Global Forum on Ethics of AI 2025 จากมหาวิทยาลัยบูรพา ที่เปิดพื้นที่ให้นักวิชาการ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ ร่วมส่งบทความด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับ AI เพื่อร่วมนำเสนอและอภิปรายผ่าน Side Event ที่จัดขึ้น สู่การร่วมสร้าง ‘แลนมาร์กทางด้านจริยธรรมและนโยบาย AI’ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ไปด้วยกัน – ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการประชุมนานาชาติ  The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.globalforumethicsai.com หรือเพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand

‘แกนนำภูมิใจไทย’ตบเท้าลุยเมืองคอน ฝ่าฝนช่วย‘ไสว เลื่องสีนิล’สู้ศึกเลือกตั้งซ่อม

‘แกนนำภูมิใจไทย’ตบเท้าลุยเมืองคอน ฝ่าฝนช่วย‘ไสว เลื่องสีนิล’สู้ศึกเลือกตั้งซ่อม

‘แกนนำภูมิใจไทย’ตบเท้าลุยเมืองคอน ฝ่าฝนช่วย‘ไสว เลื่องสีนิล’สู้ศึกเลือกตั้งซ่อม

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.35 น.

“แกนนำภูมิใจไทย”ตบเท้าลุยเมืองคอน ฝ่าฝนช่วย”ไสว เลื่องสีนิล”สู้ศึกเลือกตั้งซ่อม ลั่นเบอร์ 1 จริงใจ ไปต่อ เลือก 1 เหมือนได้ 2 คน เข้าทั้งสภาฯ-อยู่ในพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เตรียมเปิดปราศรัยใหญ่เข้าโค้งสุดท้าย 25 เม.ย.นี้ “พิพัฒน์”นำทัพเรียกคะแนน ปชช.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย สมาชิกพรรคภูมิใจไทย , นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย , น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย , น.ส.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย และ สส.ภาคใต้ของพรรคทุกเขต เดินทางลงพื้นที่ฝ่าสายฝนมาขึ้นเวทีร่วมปราศรัยหาเสียงช่วย นายไสว เลื่องสีนิล ผู้สมัครเบอร์ 1 เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้งซ่อมที่ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช

โดย นายภราดร กล่าวว่า การเลือกตั้งซ่อม ไม่เหมือนกับเลือกตั้งใหญ่เพราะเลือกตั้งซ่อมเป็นการเปิดถ้วยแทง ว่าเราจะแทงฝ่ายรัฐบาลหรือจะแทงฝ่ายค้าน 2 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราปักธงได้ 2 เขต และ 2 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเราเห็นหน้า เห็นหลัง เห็นการเติบโตของจังหวัดนครศรีธรรมราช ในเขต 7 และเขต 8 ความต่อเนื่องของการทํางานในพื้นที่ เป็นสิ่งที่มีความสําคัญมากใน การที่จะพัฒนาบ้านเมือง เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นคําตอบว่าเพราะอะไรถึงจําเป็นต้องกาเบอร์ 1 วันที่ 27 เม.ย.นี้ ให้เขาได้มีโอกาสไปทําหน้าที่สานงานต่อ ก่องานใหม่

“ท่านกาไสว ท่านได้มุกดา เลือก 1 ท่านได้ 2 ครับ ให้ไสว ไปอยู่ในสภาฯ ให้มุกดาอยู่ในพื้นที่ คอยรับฟังปัญหาของพวกเราคอยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้กับพวกเรา” นายภราดร กล่าว

ด้าน น.ส.ซาบีดา กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า นายไสว เป็นคนจริงใจ เป็นคนจริงจัง แค่เห็นรอยยิ้มพวกเราก็เชื่อได้แล้วว่าเขาจะสามารถสู้เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ และที่สําคัญ มีความรู้เรื่องเกษตร สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้แน่นอน

“วันนี้นโยบายมีความสัมพันธ์กับท่านนายก อบจ.ในเรื่องของท้องถิ่น เราสามารถเดินไปด้วยกันได้ เราสามารถดูแลพ่อแม่พี่น้องประชาชนควบคู่กันไปได้ เรื่องระดับประเทศดีอย่างไร อันนี้ทีเด็ดพี่น้อง วันนี้เรามีรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยถึง 8 คน ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบําบัดทุกข์บํารุงสุข เรื่องสาธารณูปโภค น้ำประปาสะอาด ดื่มได้ วันนี้เรามีรัฐมนตรีแรงงาน ด้านการศึกษาเราพร้อมที่จะพัฒนาเรื่องของการศึกษา และด้านการพาณิชย์พร้อมที่จะมาดูแลพ่อแม่พี่น้องครบทุกด้าน สิ่งสําคัญก็คือการที่เราจะเลือกใครเราต้องดูด้วยว่าเขาสามารถทําประโยชน์ให้กับเราได้หรือไม่” น.ส.ซาบีดา กล่าว

ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ในฐานะแม่ทัพภาคใต้พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทย พูดแล้วเราทํา เพราะฉะนั้นผลงานของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่เขต 8 นครศรีธรรมราช เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี สส.ได้ทําอะไรให้กับชาวบ้านบ้างใน 4 อําเภอที่เป็นเขตเลือกตั้งที่ 8

“ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของพี่น้องในพื้นที่เขต 8 ทั้ง 4 อําเภอ หวังอย่างยิ่งพี่น้องใน 4 อําเภอ คงเล็งเห็นถึงผลงานของพรรคภูมิใจไทย และให้ความไว้วางใจกับผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยก็คือ คุณไสว เลือกเบอร์ 1 ขอฝากไปยังเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ 4 อําเภอ ใน จ.นครศรีธรรมราช ด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย จะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เวลา 17.00 น.ที่สะพานโค้ง 100 ปี หน้าสถานีรถไฟคลองจันดี จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายพิพัฒน์ แม่ทัพใหญ่ภาคใต้พรรคภูมิใจไทย และนายไสว ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย นำปราศรัยใหญ่ เพื่อเรียกคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย

– 006

‘นายหัวชวน’เชียร์’ชินวรณ์’สุดใจ วอนกาเบอร์ 2 กอบกู้ศักดิ์ศรีประชาธิปัตย์

'นายหัวชวน'เชียร์'ชินวรณ์'สุดใจ วอนกาเบอร์ 2 กอบกู้ศักดิ์ศรีประชาธิปัตย์

‘นายหัวชวน’เชียร์’ชินวรณ์’สุดใจ วอนกาเบอร์ 2 กอบกู้ศักดิ์ศรีประชาธิปัตย์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.24 น.

“นายหัวชวน”เชียร์”ชินวรณ์”สุดใจ ปราศรัยเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯกลางสายฝน ลั่นอย่าให้ใครมาดูถูกคนคอน วอนกาเบอร์ 2 กอบกู้ศักดิ์ศรีประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ว่าการอำเภอฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ของ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัคร สส.เขต 8 หมายเลข 2 ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเป็นการปราศรัยท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมากระหน่ำ มี นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตนายกรัฐมนตรี , นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นางกนกพร เดชเดโช อดีตนายกฯ อบจ.นครศรีธรรมราช มาร่วมปราศรัย โดยมีประชาชนในพื้นที่มาร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมาก

ซึ่งการปราศรัยครั้งนี้ นายชิณวรณ์ ชูแคมเปญ “มาบอกรักนายชวน” ให้กำลังใจ นายชวน หลีกภัย เพราะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของพรรคประชาธิปัตย์ หากตนได้รับเลือกเข้าสภาฯ อีกครั้ง ขอให้มั่นใจว่า ตนจะต่อสู้เพื่อสร้างสภาที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่สภาฯ แห่งเกมการเมือง จะช่วยฟื้นฟูประชาธิปัตย์ให้กลับมายิ่งใหญ่ ทันสมัย และเป็นพรรคที่ประชาชนภูมิใจ และจะผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ทำให้ชีวิตของเกษตรกร , ครู , อสม.และพ่อค้าแม่ค้าไทย ดีขึ้น และยืนยันไม่เอากาสิโนอย่างแน่นอน

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ปราศรัยเป็นภาษาใต้ ว่า ขอคะแนนเสียงให้นายชินวรณ์ 27 เมษา เขาคูหากาเบอร์ 2 เลือกตั้งสุจริต อย่าให้ใครมาดูถูกคนนครศรีธรรมราชว่าไม่สาไหร และบอกว่าความผิดพลาดที่ผ่านมาขอให้ผ่านไป แต่คนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง ต้องรับผิดชอบ

จากนั้น นายชวน ได้ปราศรัยถึงผลงานต่างๆ ที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และยืนยันว่า นายชินวรณ์เป็นบุคคลที่เข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างดี

– 006

‘พรรคโอกาสใหม่’ประชุมใหญ่ครั้งแรกปี’68 เพิ่มกก.บห.4คน-เตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งหนหน้า

‘พรรคโอกาสใหม่’ประชุมใหญ่ครั้งแรกปี’68 เพิ่มกก.บห.4คน-เตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งหนหน้า

‘พรรคโอกาสใหม่’ประชุมใหญ่ครั้งแรกปี’68 เพิ่มกก.บห.4คน-เตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งหนหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.03 น.

24 เม.ย. 2568 พรรคโอกาสใหม่ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฟาวน์เท่น ทรี รีสอร์ท อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อรับรองผลการดำเนินงานของพรรค ตามกฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงพิจารณาร่างข้อบังคับพรรคแก้ไขเพิ่มเติม และการเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยมีการปรับเพิ่มเติมกรรมการบริหารพรรคเข้ามาใหม่ 4 รายชื่อ

ในการประชุมครั้งนี้ นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ เปิดเผยว่า พรรคกำลังเตรียมการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้พรรคมีความพร้อมที่สุดสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยพรรคโอกาสใหม่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2567 ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ใช้เวลาไปประมาน 5 เดือนกว่าๆ ปัจจุบันมีประชาชนให้ความสนใจสมัครสมาชิกพรรคจำนวนมาก โดยข้อมูล ณ วันที่ 19 เม.ย. 2568 พรรคโอกาสใหม่มีสมาชิกพรรคอยู่ที่ 20,096 คน ซึ่งมีจำนวนสมาชิกพรรคมากเป็นอันดับที่ 16 จากพรรคการเมืองทั้งหมด 76 พรรคในประเทศไทย

นอกจากนี้สมาชิกพรรคก็ยังเป็นบุคลกรที่มีศักยภาพแจ้งความจำนงให้พรรคจัดประชุมตั้งแต่งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสาขาพรรคจังหวัด ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งทางพรรคกำลังดำเนินการในส่วนนี้อยู่ โดยมีสาขาจังหวัดพรรคโอกาสใหม่ 6 สาขา และ ตัวแทนจังหวัดพรรคโอกาสใหม่อีก 3 สาขา ที่ได้ดำเนินการประชุมจัดตั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีเป้าหมายแต่งตั้งให้มีมากที่สุด อาจครบทุกจังหวัด และสมาชิกมีอยู่แล้ว 20,096 คน ซึ่งมีเป้าหมายคือหาสมาชิกพรรคให้ถึง 40,000 คน

“จากการเตรียมที่กล่าวไปข้างต้นนั้น จึงอยากให้สมาชิกพรรคทุกท่านมั่นใจว่าพรรคโอกาสใหม่จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับประชาชนชาวไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน หลังจากนี้ไปขอให้ทุกท่านติดตามกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับประชาชนในด้านต่างๆ และนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ต่อไป” นายสุปกิต กล่าว

สำหรับสาระสำคัญของการประชุมพรรคครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.เปลี่ยนชื่อพรรคในภาษาอังกฤษ จาก New Aspiration Party เป็น New Opportunity Party และชื่อย่อในภาษาอังกฤษจาก NA เป็น NP  2.เลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 11 คน ประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรค 5 คน ตัวแทนสาขาพรรคการเมือง 4 คน และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด อีก 2 คน

และ 3.เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคเพิ่มอีก 4 คน รวมเป็น 18 คน โดยกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม 14 คน ประกอบด้วย (1) นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ หัวหน้าพรรค (2) นายวีระชัย นาคมาศ รองหัวหน้าพรรค (3) นายธงชัย ลืออดุลย์ เลขาธิการพรรค (4) นายโสภณ ทองดี เหรัญญิกพรรค (5) นายเฉลิมพล มั่งคั่ง นายทะเบียนสมาชิกพรรค (6)  นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง โฆษกพรรค (7) น.ส.ภัทรานันท์ ทองประพาฬ กรรมการบริหารพรรค

(8) นายอรรถพล จันทร์ศรี กรรมการบริหารพรรค (9) นายวัชรวิชย์ สุขวัฒนาภิรมย์ กรรมการบริหารพรรค (10) นายรวินท์ ชอบใช้ กรรมการบริหารพรรค (11) นายธนพนธ์ สิงหพันธุ์ กรรมการบริหารพรรค (12) นายธนเมธ วัฒนโกเมร กรรมการบริหารพรรค (13) น.ส.โชติกาญจน์ บุญพรม กรรมการบริหารพรรค และ (14) นายอิทธิเดช ธเนศวัฒนะ กรรมการบริหารพรรค

ส่วนกรรมการบริหารพรรค 4 คน ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ประกอบด้วย 1.นายสิรวิทย์ ช่วงเสน นักสิทธิมนุษยชน ประสบการณ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เด็ก และสตรี มากกว่า 10 ปี รวมถึงเคยเป็นหัวหน้าพรรครวมพลังคนรุ่นใหม่ ระหว่างปี 2563 – 2565 2.น.ส.รังรอง เข็มทอง เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีประสบการณ์คุ้นเคยในพื้นที่สมุทรปราการเป็นอย่างดี 3.ดร.ริกาณ์ ปุญทริกา กรรมการบริหารพรรค ผู้ประกาศข่าว และ ข้าราชการการเมืองหลายคณะ และ 4.นายธันวา พานิช NGO ภาคประชาสังคมด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน และการพัฒนาสังคม

ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “พรรคโอกาสใหม่”

043…

‘ธรรมนัส’แจงไร้นายใหญ่สั่งเคลียร์ ตบปาก’เต้’พูดไปเรื่อย ฮึ่มใครทำ’กัน จอมพลัง’เหมือนทำตนด้วย

'ธรรมนัส'แจงไร้นายใหญ่สั่งเคลียร์ ตบปาก'เต้'พูดไปเรื่อย ฮึ่มใครทำ'กัน จอมพลัง'เหมือนทำตนด้วย

‘ธรรมนัส’แจงไร้นายใหญ่สั่งเคลียร์ ตบปาก’เต้’พูดไปเรื่อย ฮึ่มใครทำ’กัน จอมพลัง’เหมือนทำตนด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.30 น.

‘ธรรมนัส’ลุยหารถให้ลุง-ป้า มือสองสภาพใหม่กริ๊บ ระบุพร้อมรับผิดชอบหากค่ารักษาพยาบาลไม่พอ เผยเป็นอดีตขรก.กรมชลฯ แจงไม่มีนายใหญ่สั่งเคลียร์ ตบปาก’เต้ มงคลกิตติ์’พูดไปเรื่อย ฮึ่มใครทำ’กัน จอมพลัง’เหมือนทำตนด้วย

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2568 ที่ จ.นครศรีธรรมราช ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงการช่วยเหลือลุงกับป้าที่ถูกลูกนักการเมืองท้องถิ่นขับรถปาดหน้าจนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงรถยนต์ได้รับความเสียหายว่า เรื่องนี้ขอเท้าความนิดหนึ่งว่าตนไม่ได้โทรหากัน จอมพลัง เพื่อที่จะเคลียร์อะไรทั้งนั้น ความจริงตนรู้จักทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะตนกับกัน จอมพลัง ทำงานเพื่อสังคมมานานพอสมควร วันนั้นโทรไปเพราะว่าลุงเคยทำงานอยู่กรมชลประทาน เป็นลูกจ้างอยู่กรมชลประทานมานาน ตนประสานกับอธิบดีกรมชลประทาน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นพนักงานของกรมชลประทานจริงหรือไม่ พอทราบข้อเท็จจริงจึงให้คนโทรหากัน จอมพลัง

โดยบอกว่าให้ช่วยดูแลลุงกับป้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลว่ามีหรือไม่ หรืออะไรก็ตามที่เขาได้รับความเสียหาย ถ้าไม่มีมูลนิธิธรรมมนัส พรหมเผ่า จะช่วย เราระดมทุนกันเพื่อช่วยลุงกับป้า พอกัน จอมพลังเข้าไปดูแล ก็ได้แจ้งกลับมาว่าตอนนี้มีผู้ใจบุญออกค่ารักษาพยาบาลให้หมดแล้ว เหลือแต่รถของลุงกับป้าที่เหมือนกับเศษเหล็ก เอาไปซ่อมก็คงไม่ไหว เอาเศษเหล็กไปขายก็คงได้ไม่กี่ตังค์ ซึ่งกัน จอมพลังยืนยันลุงกับป้าไปแล้วว่ามูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าจะดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ให้ เรายินดีอยู่แล้ว อะไรก็ตามถ้ามีคนที่ยังลำบากอยู่เราพร้อมสนับสนุนเรื่องนี้ ยืนยันมูลนิธิจะดำเนินการเรื่องนี้ และไม่ใช่การไปซื้อรถเก่ามาให้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าตนไม่ได้เข้าไปเคลียร์เรื่องอะไรของเขา เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน มันเป็นเรื่องกฎหมายของบ้านเมือง จึงขอชี้แจงเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นรถป้ายแดงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เอาเป็นว่าจะเอารถอย่างดีให้ก็แล้วกัน เป็นมือสองแต่สภาพใหม่กริ๊บ ต้องรถดีกว่าเดิมแน่นอน ซึ่งกัน จอมพลังจะเป็นผู้ไปดูแล โดยในวันที่ 25 เม.ย. กัน จอมพลังจะไปดูรถให้ ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยเหลือ เมื่อเขาลำบากเราต้องช่วย

เมื่อถามถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาล ที่มูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง มอบไปแล้ว 1 แสนบาท แต่ยังไม่ทราบว่าค่ารักษาพยาบาลตลอดการรักษาจะอยู่ที่เท่าไหร่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้เราช่วยคนทั่วประเทศไทยอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าไม่พอเดี๋ยวมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า จะนำร่องในการช่วยเหลือเอง และถ้าไม่มีจริงๆ เรารับผิดชอบให้หมด

เมื่อถามถึงกรณีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า มีนายใหญ่สั่งพี่ชายให้กัน จอมพลัง ยุติการมาดูแลเรื่องนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี จะไปเกี่ยวอะไรกับท่าน นายยงนายใหญ่อะไรที่ไหนไม่มี ตนโทรหากัน จอมพลัง เป็นเรื่องปกติ ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลกระทบจากภัยธรรมชาติ หรือเรื่องอะไรก็ตาม ตนกับเขาทำงานด้วยกันอยู่แล้ว แม้บางเรื่องตนไม่ได้ออกหน้า แต่ส่วนใหญ่ที่กัน จอมพลังไปเป็นเรื่องที่ตนสนับสนุนตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่มีเรื่องเคลียร์อะไรหรอก เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีใครมาสั่งให้เคลียร์ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ธรรมนัสใครจะมาสั่งได้ เราทำงานให้ชาวบ้านด้วยใจ จะมาสั่งให้ทำนู่นทำนี่ไม่มีหรอก”

เมื่อถามว่า นายมงคลกิตติ์ระบุด้วยว่า มีคนตั้งค่าหัวกัน จอมพลัง 5 แสนบาท ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ”ว่าไปเรื่อย คนเราเป็นคนจริง อยู่สังคมจะไปกลัวอะไร ไม่มีใครทำอะไรกัน จอมพลังได้หรอก ถ้ามีใครทำอะไรกัน จอมพลัง ก็ทำธรรมนัสด้วย“ เมื่อถามอีกว่า แสดงว่ามีกัน จอมพลัง ก็ต้องมีธรรมมนัสใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะเราอยู่ด้วยกัน อยู่ตั้งแต่กัน จอมพลัง ยังไม่ดัง

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับนายมงคลกิตติ์ หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี ไม่ได้คุยกันนานแล้ว มีแต่ไลน์มา ซึ่งไลน์มา 2-3 วันแล้ว แต่ตนยังไม่ได้อ่านเลย เมื่อถามต่อว่า ไลน์มา เพราะจะมาขออยู่พรรคกล้าธรรมหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่แน่ใจ แต่เขาอยู่พรรคประชาธิปัตย์แล้ว จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้ยกมือพร้อมระบุว่า เราอยู่กล้าธรรม กล้าคิด กล้าทำ

‘ธรรมนัส’ปราศรัยเมืองคอน ลั่นเป็น ผจก.รัฐบาล พา’ลุงตู่’เป็นนายกฯ มั่นใจ’บิ๊กโอ’คว้าสส.เขต8

'ธรรมนัส'ปราศรัยเมืองคอน ลั่นเป็น ผจก.รัฐบาล พา'ลุงตู่'เป็นนายกฯ มั่นใจ'บิ๊กโอ'คว้าสส.เขต8

‘ธรรมนัส’ปราศรัยเมืองคอน ลั่นเป็น ผจก.รัฐบาล พา’ลุงตู่’เป็นนายกฯ มั่นใจ’บิ๊กโอ’คว้าสส.เขต8

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.06 น.

‘ไผ่’ลั่นกลางสายฝน เขต 8 เมืองคอน ไม่ใช่สนามมวยแทนคนทำผิด กางโพล’ก้องเกียรติ’เข้าวินแน่ แจงคนใต้ ไม่ได้เป็นพรรคลูกใคร’สส.สงขลา’แค้นถูกมองเป็นมวยรอง ขอปชช.ตบปากคนดูถูก’บิ๊กโอ’เล่าเลือกใส่เสื้อ กธ. เหตุอยู่ที่เดิมไม่ได้ลง สส.แน่ ด้าน’ธรรมนัส’อ้อนขอคะแนน เลือกคนมีคอนเนกชั่นเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ บอกเป็นผู้จัดการรัฐบาลชุดที่แล้ว พา’บิ๊กตู่’เป็นนายกฯ ‘นฤมล’ลั่นเป็นพรรคใหม่แต่ใจใหญ่

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2568 ที่สนามโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรมเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ๊กโอ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม โดยมีแกนนำพรรคกล้าธรรม นำโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตร และสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรค นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค รวมถึง สส. และสมาชิกพรรคกล้าธรรม มาร่วมปราศรัย โดยมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาฟังการปราศรัยท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ช่วงเย็น

นายไผ่ ขึ้นกล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เราหวังเต็มที่อยากจะมีตัวแทนของชาวนครศรีธรรมราชเพื่อไปสะท้อนปัญหา เข้ามาที่นี่รู้สึกแปลกใจอย่างหนึ่งที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ตอนนั่งมากับคนขับรถ เขาบอกมาว่าที่นี่มีโรงแรมราคาเป็นหมื่น แต่ทำไมพี่น้องยังจนอยู่ ยังเป็นหนี้อยู่ ทำไมยังไม่อยู่ดีกินดี อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าครั้งนี้นายก้องเกียรติชนะแน่ ตนบอกเลยสนามเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก ไม่ใช่สนามสำหรับใครที่ทำความผิดแล้วส่งใครมาลงแทน หรือไม่ใช่สนามที่ใครผิดหวัง ตกจากที่อื่นแล้วมาลงที่นี่ แต่นายก้องเกียรติรอที่จะลงจากที่นี่ ครั้งที่แล้วผิดหวังไป แต่เขาก็รอที่จะลง คนนี้คนจริง พรรคกล้าธรรมเราไม่ใช่พรรคลูกของใคร เราจะทำตามแนวทางของเรา เราจะทำทุกอย่าง ต่อสู้ทุกอย่างเพื่อประชาชน เชื่อว่าชนะแน่นอน โพลทุกอย่างก็ชนะ 

ขณะที่นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ปราศรัยว่า คู่แข่งชอบพูดเสมอว่า นายก้องเกียรติไม่มีทางชนะเขาได้แน่นอน พวกเราทำให้เขาเห็นได้หรือไม่ เอาไปตบปากพวกเขา พวกที่คอยดูถูกพวกเรา มันเป็นปมในใจที่ทำให้ตนรู้สึกมีความแค้น รู้สึกว่าเราต้องสู้ เวลาพูดในหลายที่มักจะให้เราเป็นตัวรองเสมอ แต่ด้วยความใจสู้ของเรา ต่อให้เป็นรองขนาดไหนเราก็จะสู้จนนาทีสุดท้าย แต่การสู้ของพวกเราจะบังเกิดผลไม่ได้ถ้าไม่ได้ประชาชน วันนี้ต้องช่วยกันสอนมวยพวกที่สบประมาทพวกเรา 

”คนอื่นมักบอกว่า เราเป็นพรรคลูกของพรรคการเมืองหนึ่งในรัฐบาล ซึ่งผมรู้ว่าพี่น้องชาวใต้ยังไม่ประทับใจในเรื่องนี้ จึงอยากมาการันตีพี่น้องประชาชนว่า พวกเราไม่ใช่พรรคลูกของพรรคใด“ นายชนนพัฒน์ กล่าว

จากนั้นนายก้องเกียรติขึ้นปราศรัยว่า ตนเป็น สจ.ได้แค่ 2 ปีก็มีการเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จึงลาออก แต่ไม่ได้รับความไว้วางใจให้ลงสมัคร สส. ตนตั้งหน้าตั้งตารอ และประเมินดูแล้วว่าถ้าอยู่ที่เดิมคงไม่ได้ลงสมัคร สส. ก็เดินออกมา ซึ่งมีผู้คนหลายคนถามว่าทำไมมาลงพรรคนี้ ตนก็ถามกลับว่าแล้วจะให้ตนอยู่กับใคร บางพรรคเขาก็มีคนของเขาอยู่แล้ว บางพรรคเขาก็มีทายาทอยู่แล้ว มันมีพรรคๆ เดียวที่เปิดให้คนมีความสามารถ มีความตั้งใจที่อยากจะเป็น สส. คือ พรรคกล้าธรรม ตนไม่ได้มาเป็นตัวแทนของใคร และตนไม่ได้ถูกหลอกให้มาลง ตนมีความตั้งใจมาลง ทั้งนี้ เชื่อว่าในบรรดาผู้สมัคร สส. ตนอยู่กับชาวบ้านมากที่สุด ไม่น้อยกว่าใครสักคน และเชื่อว่าสิ่งที่ทำมาในอดีตมันจะหนุนนำให้ตนประสบความสำเร็จ

ต่อมา ร.อ.ธรรมนัส ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า จ.นครศรีธรรมราช มี สส.ตั้ง 10 คน แต่ทำไมนครศรีธรรมราชไม่มีรัฐมนตรีสักคน ทั้งที่จังหวัดนี้คือเมืองหลวงของชาวใต้ เราต้องคิดแล้วอันนี้ เป็นศักดิ์ศรีของคนนครศรีธรรมราชใช่หรือไม่ การเลือกคนไปเป็น สส.ต้องเป็นขี้ข้าประชาชน ไม่ใช่เจ้าคนนายคน ก่อนหาเสียงก้มกราบชาวบ้านพอได้เป็นแล้วก็ต้องก้มกราบเหมือนเดิม ปัญหาในพื้นที่มีหลายเรื่อง ต้องหาคนที่ใจถึงพึ่งได้ ถนน 4189 จาก อ.พิปูนไป อ.ท่าศาลา หลายคนเป็น สส.รับปากแล้วรับปากอีก แต่ไม่ได้ทำ เพราะเลือกคนที่ไม่มีคอนเนกชั่น ถ้าได้นายก้องเกียรติเป็น สส. เป็นน้องธรรมมนัส มีพลัง มีมือในการการสร้างถนนสายนี้

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเป็นผู้จัดการรัฐบาลตั้งแต่ชุดที่แล้วเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกฯ และถ้าท่านได้เป็นนายกฯ ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับความสุข ขออย่างเดียวการเป็นนักการเมืองขอให้คนในพื้นที่รัก ประชาชนมีความสุข วันนี้ขอคนพิปูนเข้าคูหาเลือกนายก้องเกียรติ

ด้านนางนฤมล ปราศัยว่า มีพรรครวมรัฐบาลส่งด้วยกันถึง 3 พรรค เราขอโอกาสให้กับนายก้องเกียรติ ให้กับพรรคกล้าธรรมได้รับใช้ประชาชนในเขต 8 นายก้องเกียรติทำงานในพื้นที่มาโดยตลอด พรรคกล้าธรรมเหมือนจะเป็นพรรคใหม่ แต่เราไม่ได้ใหม่ ปี 62 ตอนอยู่พรรคเก่าก็หาเสียงกันอยู่แถวๆ นี้ ปี 66 ก็หาเสียงที่นี่ทั้ง 10 เขต ส่วนในปี 68 นี้ เราหาเสียงที่เขต 8 เขตเดียว เราหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากประชาชน พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคน้องใหม่ที่ใจใหญ่ ดูที่ปรึกษาพรรคเสียก่อนว่าใหญ่ขนาดไหน เราเป็นพรรคที่ไม่มีก๊วน ไม่มีสาย ไม่ต้องบอกว่านายก้องเกียรติเป็นสายไหน เรามีสายเดียวในพรรคกล้าธรรม คือ สายธรรมนัส 

ต่อมา ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 25 เม.ย.พรรคกธ.จะจัดเวทีใหญ่ จะมีประชาชนมาฟังปราศรัยไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ที่สนามหน้าว่าที่การอำเภอช้างกลาง

เปิดใจ-ตอบทุกคำถาม! ‘บิ๊กต่าย’พบปะสื่อ พูดคุยอย่างเป็นกันเอง

เปิดใจ-ตอบทุกคำถาม! 'บิ๊กต่าย'พบปะสื่อ พูดคุยอย่างเป็นกันเอง

เปิดใจ-ตอบทุกคำถาม! ‘บิ๊กต่าย’พบปะสื่อ พูดคุยอย่างเป็นกันเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.00 น.

ผบ.ตร.พบปะสื่อมวลชน พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ตอบทุกคำถามอย่างเปิดใจ

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 24 เมษายน 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ให้เกียรติพบปะสื่อมวลชน ณ ห้องกระจก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับผู้สื่อข่าวจากหลากหลายสำนักข่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการรับประทานอาหาร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามอย่างเต็มที่ พร้อมตอบคำถามในประเด็นต่างๆ อย่างเปิดใจ โดยเฉพาะเรื่องภารกิจสำคัญและนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยความโปร่งใส และพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

– 006

‘องค์กรคุณธรรม’ กกต.รับมอบเกียรติบัตร ประจำปีงบฯ67

'องค์กรคุณธรรม' กกต.รับมอบเกียรติบัตร ประจำปีงบฯ67

‘องค์กรคุณธรรม’ กกต.รับมอบเกียรติบัตร ประจำปีงบฯ67

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.43 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง รับมอบเกียรติบัตรประกาศยกย่ององค์กรคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สังกัดองค์กรอิสระ หน่วยราชการอิสระและองค์กรภาคเอกชนในส่วนกลาง โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี ซึ่งจัดโดย กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ณ โรงแรมเอส รัชดา เลเชอร์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับผลการประเมินองค์กรคุณธรรม ระดับพัฒนาคุณธรรม 25 องค์กร ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักบริหารทั่วไป สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักการคลัง สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักสืบสวนสอบสวน 1 – 5 สำนักวินิจฉัยและคดี สำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักจัดการการเลือกตั้ง สำนักกิจการพรรคการเมือง สำนักบริหารกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักพัฒนาเครือข่ายการเลือกตั้ง สำนักกิจการคะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักผู้ตรวจการ สำนักผู้ตรวจสอบภายใน สำนักกฎหมายและคดี สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักพัฒนาพนักงาน และบุคลากรการเลือกตั้ง สำนักวิทยาการพรรคการเมือง และสำนักพัฒนาคุณภาพพลเมือง และได้รับผลการประเมินองค์กรคุณธรรม ระดับคุณธรรมต้นแบบ 1 องค์กร ได้แก่ สำนักการประชุม

– 006

‘อิ๊งค์’ถึงไทย!!! รูดซิปปากไม่ตอบปม’ปรับ ครม.’

'อิ๊งค์'ถึงไทย!!! รูดซิปปากไม่ตอบปม'ปรับ ครม.'

‘อิ๊งค์’ถึงไทย!!! รูดซิปปากไม่ตอบปม’ปรับ ครม.’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 24 เมษายน 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับจากการเดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ที่ร่วมคณะไปกัมพูชา ได้เดินทางกลับทันที ไม่ได้รอส่ง น.ส.แพทองธาร เหมือนทุกครั้ง โดยสื่อมวลชนพยายามสอบถามว่าระหว่างที่อยู่กัมพูชาได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่หัวเราะในลำคอ และส่ายหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกฯ มาถึง น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มารอพบเพื่อเข้ารายงาน งานในกำกับดูแล รวมถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้ามารายงานสถานการณ์ความมั่นคงโดยรวม โดยใช้เวลารวมกันประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้น นายกฯ เดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่โบกมือ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องมาตรการรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ให้สัมภาษณ์จากที่กัมพูชามาแล้ว ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า มาคุยเรื่องงาน ไม่มีอะไร

ฟาดสส.ปชน.! ‘ตรีรัตน์’เลคเชอร์สวนปมเบรกซื้อ‘ไฟฟ้าพลังงานสะอาด’ ฉะให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

ฟาดสส.ปชน.! ‘ตรีรัตน์’เลคเชอร์สวนปมเบรกซื้อ‘ไฟฟ้าพลังงานสะอาด’ ฉะให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

ฟาดสส.ปชน.! ‘ตรีรัตน์’เลคเชอร์สวนปมเบรกซื้อ‘ไฟฟ้าพลังงานสะอาด’ ฉะให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

ฟาดสส.ปชน.! ‘ตรีรัตน์’เลคเชอร์สวนปมเบรกซื้อ‘ไฟฟ้าพลังงานสะอาด’ ฉะให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

24 เมษายน 2568 นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นนักธุรกิจพลังงานสะอาด โพสต์เฟซบุ๊ก และ X แสดงความคิดเห็นสวนทางกับนายวรภพ วิริยะโรจน์ และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการเบรกการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบ Feed-in Tariff รอบ 5,200 เมกะวัตต์ และรอบเพิ่มเติม 3,600 เมกะวัตต์ ระบุว่า…

การเบรกการซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด 5,200 mw และ 3,600 mw ไม่ได้จะทำให้ค่าไฟถูกลง มีแต่ทำให้ #ค่าไฟแพง อย่าหลงประเด็น

ผมได้เห็นข่าวที่นายวรภพ วิริยะโรจน์ และ นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน ออกมาแถลงข่าวขอให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรมว.พลังงาน เบรกการลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด 3,600 mw ไม่งั้นคนไทยจะต้องจ่ายค่าไฟแพงไปอีก 25 ปี

ซึ่งด้วยความเคารพ ผมต้องขอเห็นต่าง และคิดว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่อาจคลาดต่อความเป็นจริงครับ

ซึ่งก่อนที่ผมชี้แจง 2 เรื่อง

1) ผมขอเน้นย้ำก่อนว่าผมยืนในหลักการเดิมเสมอ คือการต่อสู้เพื่อให้ประชาชนมีค่าไฟที่ถูกลง สมัยที่ผมทำงานการเมืองเคยต่อสู้เรื่องนี้อย่างไร ทุกวันนี้แม้ออกมาแล้ว ก็ยังต่อสู้เรื่องนี้อยู่เช่นเดิมครับ

2) ผมต้องขอออกตัวว่าผม หรือบริษัทผม ไม่ได้เข้าร่วมประมูลขายไฟให้ภาครัฐ และไม่เคยร่วมประมูลการขายไฟให้ภาครัฐ และก็ไม่ได้เป็นผู้ติดตั้งให้ผู้ชนะประมูลด้วย เพราะฉะนั้นการให้ข้อมูลของผม ไม่ได้มีเรื่องผลประโยชน์ใดๆของผมแน่นอนครับ มีแต่เพียงความหวังดี

ซึ่งในประเด็นไหนที่ผมเห็นว่าความเข้าใจของผู้แถลงอาจผิดพลาดจากความเป็นจริง ผมในฐานะคนประกอบอาชีพด้านพลังงานสะอาดอย่างสุจริต ก็อยากจะนำเสนอความจริงอีกด้านให้สังคมได้รับรู้ โดยมีจุดหมายเดียวกันเช่นเดียวกับ สส.พรรคประชาชน คือการหาทางออกให้ค่าไฟของประเทศไทยเราถูกลง

ผมขอเริ่มจากการฉายภาพให้ทุกท่านได้เห็นโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน และต้นทุนขายไฟของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทดังนี้:

1.โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ – ราคาขายหน้าโรงไฟฟ้า 1.40 บาท/หน่วย

2.โรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ (แม่เมาะ) – ราคาขายหน้าโรงไฟฟ้า 1.32 บาท/หน่วย

3.โรงไฟฟ้าถ่านหิน (นำเข้า) – ราคาขายหน้าโรงไฟฟ้า 2.01 บาท/หน่วย

4.โรงไฟฟ้าก๊าซ – ราคาขายหน้าโรงไฟฟ้า 3.24-4.06 บาท/หน่วย (รวมค่า AP)

5.โรงไฟฟ้าลม (แบบมี adder) – ราคาขายหน้าโรงไฟฟ้า 8 บาท/หน่วย

6.โรงไฟฟ้าโซลาร์ (แบบมี adder) – ราคาขายหน้าโรงไฟฟ้า 10-12 บาท/หน่วย

7.โรงไฟฟ้าโซลาร์ & ลม (หลัง adder หมด) – ราคาขายหน้าโรงไฟฟ้า 4.5 บาท/หน่วย รวม FT

8.โรงไฟฟ้าโซลาร์ (สัญญาใหม่ รับซื้อราคาคงที่ Non-Firm) – 2.16 บาท/หน่วย

9.โรงไฟฟ้าโซลาร์+แบตเตอรี่ (สัญญาใหม่ รับซื้อราคาคงที่ แบบ Firm) – 2.8 บาท/หน่วย

10.โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอื่นๆ (ชีวมวล ขยะ) – 4-6 บาท/หน่วย

โดยราคาด้านบนเป็นราคาขายไฟหน้าโรงไฟฟ้า ยังไม่รวมค่าสายส่ง 0.24 บาท/หน่วย และค่าสายจำหน่ายและการให้บริการของการไฟฟ้าส่วนจำหน่าย ซึ่งก็คือการไฟฟ้าภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ที่ 0.51 บาท/หน่วย

กลับมาที่ประเด็นร้อน – การที่กกพ.ประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด ประเภทโรงไฟฟ้าโซลาร์ (แบบราคารับซื้อคงที่)  2.16 บาท/หน่วย และ โรงไฟฟ้าโซลาร์+แบตเตอรี่ที่ 2.8 บาท/หน่วย เป็นการทำให้ค่าไฟประเทศไทยแพงไปอีก 25 ปีหรือไม่?

หากท่านได้ดูโครงสร้างที่ผมเขียนเมื่อต้น จะเห็นเลยว่าไม่จริงครับ เพราะวันนี้ต้นทุนเฉลี่ยค่าผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศนั้นอยู่ที่เกือบ 3.3 บาท/หน่วย โดยคละกันทั้งไฟฟ้าถูกและไฟฟ้าแพง

การที่เรารับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ 2 บาทกว่า/หน่วย จะเป็นการทำให้ต้นทุนไฟฟ้าค่าเฉลี่ยของประเทศถูกลงด้วยซ้ำ ไม่ใช่แพงขึ้นอย่างที่หลายท่านเข้าใจผิด

ประเด็นที่ 2.) (ที่ไม่มีใครเคยกล่าวถึงเลย) คือในปี 2568-2577 จะมีโรงไฟฟ้าก๊าซและน้ำมัน ซึ่งมีต้นทุนแพงกว่าพลังงานสะอาดอย่างมาก กำลังจะถูกปลดระวางออกจากระบบอีก 14,573 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าเอกชน10,396 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากฟผ. 4,177 เมกะวัตต์

ซึ่งการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดในครั้งนี้ จึงเป็นการเอาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ใหม่กว่าและถูกกว่า เข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซและน้ำมันที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และกำลังจะหมดอายุ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าผลิตไฟถูกลงอีกเกือบ 1 บาท/หน่วย

ประเด็นที่ 3.) ราคารับซื้อไฟที่ 2.16 บาท/หน่วย มันเป็นราคาที่แพงหรือไม่ และราคาแผงโซลาร์ มันมีแต่ลงจริงหรือไม่?

ผมต้องนำเรียนทั้งคุณศุภโชติ และนายพีระพันธุ์ ที่เบรกการรับซื้อไฟฟ้าครั้งนี้ ว่ามันไม่แพงเลยครับ

ผมในฐานะที่ทำธุรกิจรับติดตั้งโซลาร์เซลส์ และขายไฟ(ให้เอกชน) บอกได้เลยว่าราคานี้ไม่ได้เป็นราคาที่แพงเลย เพราะผู้ชนะประมูลต้องลงทุนทั้งที่ดิน ซึ่งโรงไฟฟ้าโซลาร์ 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้ที่ดินมากถึง 6 ไร่ และไหนจะเรื่องการดูแลระบบ การล้างแผงโซลาร์ การกำจัดหนู แมลงไม่ให้ไปกัดสายไฟ และการเดินระบบสายส่ง+ปักเสาไฟฟ้าไปจุดเชื่อมต่อของการไฟฟ้า ล้วนแต่มีต้นทุนที่สูง นอกจากนี้แผงโซลาร์ยังมีอัตราการเสื่อมของแผงอยู่ที่ 0.5% ต่อปีอีกด้วย เพราะฉะนั้น factor เหล่านี้ มันต้องถูกนำไปคำนวณด้วยครับ

ค่าแผง Solar นั้นคิดเป็นเพียง 15% ของต้นทุนโครงการ Solar Farm เท่านั้น และยังมีต้นทุนอื่นๆอีกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง ค่า O&M ค่าสายส่ง ค่าที่ดิน หรือค่าเช่าที่ดิน ที่เป็นราคาแปรผันจึงไม่สามารถนำแค่ค่าแผงมาคิดเป็นต้นทุนได้

ราคาแผงโซลาร์เองก็ไม่ได้มีแต่ลงอย่างเดียว โปรดอย่าเข้าใจผิดว่ามันมีแต่ถูกลง อย่างช่วงไตรมาสนี้ ราคาแผงโซลาร์มีการปรับขึ้นเนื่องจากรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตแผงโซลาร์รายใหญ่สุดของโลกมีการเพิ่มภาษีส่งออก 5% ตั้งแต่ ธค.2567 ไม่รวมกับเรื่องของราคาที่แปรผันของ Wafer ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแผงโซลาร์อีกด้วย

เพราะฉะนั้นแล้วผู้ที่จะเข้าประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดล๊อตใหม่ ต้องเอาปัจจัยความไม่แน่นอนเหล่านี้มาคำนวนความเสี่ยง เพราะต้องยืนราคาขายไฟยาว 25 ปี

ยังไม่นับการเปลี่ยนระบบอินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ที่มีอายุใช้งานสั้นกว่าแผงโซลาร์อย่างมากเพราะต้องเปลี่ยนใหม่ทุก 10 ปีครับ

ประเด็นที่ 4.) โอกาสของประเทศไทย

วันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องดึงดูดนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหม่อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่มีความประสงค์อยากมาลงทุนในภูมิภาคเรา

ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้ต้องการมาลงทุนในประเทศที่สามารถส่งพลังงานสะอาดให้กับเขาได้เท่านั้น เพราะบริษัทเหล่านี้ได้เซ็นพันธสัญญาสู่ Net Zero Carbon เอาไว้ (ยกตัวอย่าง Amazon Web Service)

อนาคตของประเทศไทยจึงจำเป็นที่ต้องสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มีราคาถูกให้เกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ค่าไฟถูกลง คือ การกำจัดโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง และโรงไฟฟ้าเก่าที่ด้อยประสิทธิภาพ ออกจากระบบ

ผมอยากฝากเพื่อนสส.พรรคประชาชน รวมถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าเราจะทำอย่างไรให้โรงไฟฟ้าสะอาด(แบบเก่า)ที่มีค่า adder และก็ได้คืนทุนไปนานโขแล้ว ปลดระวางออกจากระบบ

ซึ่งหากท่านจำได้ ผมเองเคยเอาสัญญามาเปิดให้พวกท่านดูแล้วว่าโรงไฟฟ้ากลุ่มนี้ นอกจากจะได้ค่าไฟสูงถึง 8-12 บาท/หน่วย ในช่วงมี Adder แล้ว หลังหมด Adder ก็ยังสามารถขายไฟฟ้าต่อไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีวันหมดอายุ ในราคาขายที่ 4.5 บาท/หน่วย ซึ่งแพงกว่าสัญญารับซื้อไฟฟ้าฉบับใหม่ที่ 2.16 บาทกว่าเท่าตัว!

นี่เป็นเคราะห์กรรมหนักที่ประชาชนคนไทยต้องรับไว้ และรอคอยความหวังให้นักการเมืองที่มีความตั้งใจ เข้ามาปลดสัญญาทาสเหล่านี้ ไม่ใช่การไปเบรกซื้อพลังงานสะอาดราคาถูกที่จะมาทดแทนโรงไฟฟ้า Fossil แบบเดิมครับ

จึงขอฝากไว้ด้วยครับ

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส

24 เมษายน 2568