ประมาทเลินเล่อร้ายแรง! เปิดเหตุผลศาลปค.สูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้านเซ่นจีทูจีข้าว

ประมาทเลินเล่อร้ายแรง! เปิดเหตุผลศาลปค.สูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้านเซ่นจีทูจีข้าว

ประมาทเลินเล่อร้ายแรง! เปิดเหตุผลศาลปค.สูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้านเซ่นจีทูจีข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

เปิดฉบับเต็ม!เหตุผลศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้าน เหตุประมาทเลินเล่อร้ายแรงปล่อยให้เกิดการทุจริตการระบายข้าว

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 22 พ.ค.68 คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด เริ่มอ่านคำพิพากษา คดีที่กระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่สั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ เป็นเงิน 35,717,273,028 บาท

ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร กรณีที่ร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลปกครองกลางในขณะนั้น เห็นว่ากระทรวงการคลังยอมรับว่า ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง และขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกนายกรัฐมนตรี และอดีตฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี เป็นเงิน 10,028 ล้านบาท

ศาลเห็นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวฯ ไม่ได้ติดตามการระบายอย่างเต็มความสามารถและใกล้ชิด และเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ กขค. เพียงครั้งเดียว และตลอดการดำเนินโครงการมีหนังสือทักท้วง และมีข้อเสนอแนะจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินว่าโครงการมีการทุจริต ขอให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังดำเนินโครงการต่อ

พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเห็นได้ว่ายังคงละเว้นเพิกเฉยไม่ติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลความเสียหายให้ทราบเพื่อป้องกันปัญหาซึ่งโดยวิสัยของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เมื่อได้รับทราบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้ดำเนินการจนทำให้เกิดเหตุทุจริตส่งผลให้การระบายข้าวไม่ทัน ต้องนำมาเก็บไว้และเกิดการเน่าเสีย

พฤติการณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ต้องรับผิดทางละเมิดต่อกระทรวงการคลัง

ส่วนกรณีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีนาปังเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่จึงเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิดในส่วนนี้

จึงมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้คำสั่งกระทรวงการคลังที่1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 59 ที่สั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท แก้เป็นสั่งชดใช้เป็นเงิน 10,028 ล้านบาท

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้ค่าเสียหาย‘จำนำข้าว’ 10,028 ล้านบาท 

-005

‘จิรายุ’ซัดกลับ’สมชาย’แขวะ’อิ๊งค์’ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน

'จิรายุ'ซัดกลับ'สมชาย'แขวะ'อิ๊งค์'ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน

‘จิรายุ’ซัดกลับ’สมชาย’แขวะ’อิ๊งค์’ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.07 น.

‘จิรายุ’ซัดกลับ’สมชาย’แขวะ’อิ๊งค์’ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน โว’นายกฯ’เชิญชวนนักลงทุน-ขยายตลาดโลก เชื่อหากดึง F1 จัดในไทยได้ มูลค่าการลงทุนเป็นแสนล้าน ย้ำทำงานให้คนอิจฉา ดีกว่านั่งอิจฉาคนทำงาน

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. วิพากษ์วิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีเดินทางไปอังกฤษไม่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และไม่มีการเชิญสื่อมวลชนไปนั้น จริงๆนายสมชายก็เคยเป็นสื่อมวลชนน่าจะทราบว่า ภารกิจรัฐบาลในต่างประเทศมีทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จึงขอเรียนว่า ภารกิจบางอย่าง รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องไปชุดใหญ่ เพราะมีสถานเอกอัครราชทูตอยู่แต่ละประเทศ ซึ่งมีทั้งเอกอัครราชทูต ทูตพาณิชย์ ทูตทหาร มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตฯ จำนวนมาก พอท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางถึง และไปภารกิจที่ใด ก็ส่งข่าวได้อย่างรวดเร็วให้กับสื่อมวลชนทราบตลอดไม่มีตกหล่น

“พอพาสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ไปชุดใหญ่ก็ค่อนแคะว่าเปลืองงบประมาณ พอไปน้อยก็ถามอีกว่า ทำไมไม่เอาสื่อไป พอนายกฯ ไปเชิญชวนนักธุรกิจมาลงทุน และโปรโมทสินค้าไทยก็อารมณ์เสียอีก ว่าทำไมไม่ได้พบกับผู้นำประเทศนั้น จนบางทีก็เอาใจคนวัยนี้ได้ยากจริงๆ  หรือเป็นเพราะอารมณ์แห่งความเกลียดชังเลยบดบังทัศนียภาพความเจริญของประเทศไทยใช่หรือไม่“

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง อิจฉาตาร้อนแบบนี้มาเป็นสิบๆ ปี  มีหลายปัจจัยที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจของประเทศ การเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องของการไปส่งเสริมสินค้า และภาคธุรกิจของไทย นักธุรกิจไทยที่นั่นต่างขอบคุณ และดีใจที่ผู้นำไทยให้ความสำคัญ แต่กลับมีบางคนที่เมืองไทยนั่งตาร้อน ท้้งนี้ ตนยังมั่นใจในคติพจน์แต่โบราณในการทำงานที่ว่า “ทำงานให้คนอิจฉา ดีกว่านั่งอิจฉาคนทำงาน“

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า การเดินทางของนายกรัฐมนตรีแต่ละครั้งกลับมาไม่เคยที่จะไม่มีอะไรติดมือมาสักครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ด้านการลงทุนในเวทีระดับโลก และความสามารถเชิญชวนนักลงทุนระดับโลก รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่นำเสนอให้กับนานาอารยะประเทศมาลงทุนได้เป็นจำนวนมาก ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝ่ายตรงข้ามบางคน ยังติดอารมณ์หงุดหงิด เพราะไม่ว่าคนในครอบครัวนี้จะทำอะไรที่ดีต่อประเทศชาติมากแค่ไหนก็จะมองไม่เห็น แม้แต่“องคุลี”

การเดินทางครั้งนี้ไปเพียงแค่ 2-3 วัน  ตนเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีมีประสบการณ์ในการเดินทางเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยสามารถขยายในตลาดโลกได้มากขึ้น รวมทั้ง หากประเทศไทยได้มีโอกาสจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลก อย่างการจัดการแข่งขันรถยนต์สูตร 1 ฟอร์มูล่าวัน ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ได้สิทธิ์ในการจัดการแข่งขัน อย่างประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่เซปัง มาเลเซีย และสิงคโปร์ก็จัดการแข่งขันมาแล้วเป็น 10 ปีโกยเงินเข้าประเทศไม่รู้กี่แสนล้านบาทแล้ว  ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะทำให้บ้านเมืองเจริญ  มีนักลงทุนมามาก ประชาชนกินดีอยู่ดีแล้ว อาจจะทำให้บุคคลบางกลุ่มตาร้อนบ้าง  เป็นเรื่องธรรมดา

ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้ค่าเสียหาย‘จำนำข้าว’ 10,028 ล้านบาท

ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้ค่าเสียหาย‘จำนำข้าว’ 10,028 ล้านบาท

ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้ค่าเสียหาย‘จำนำข้าว’ 10,028 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้ค่าเสียหาย‘จำนำข้าว’ 10,028 ล้านบาท

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 22 พ.ค.68 คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด เริ่มอ่านคำพิพากษา คดีที่กระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่สั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ เป็นเงิน 35,717,273,028 บาท

ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร กรณีที่ร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลปกครองกลางในขณะนั้น เห็นว่ากระทรวงการคลังยอมรับว่า ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง และขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

ผลปรากฏว่าคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้กรณีจำนำข้าว 10,028 ล้านบาท

ไร้ปัญหา กกต.เรียกสอบ! ‘สว.ชินโชติ’โวลั่นคะแนนเยอะอันดับ 2

ไร้ปัญหา กกต.เรียกสอบ! 'สว.ชินโชติ'โวลั่นคะแนนเยอะอันดับ 2

ไร้ปัญหา กกต.เรียกสอบ! ‘สว.ชินโชติ’โวลั่นคะแนนเยอะอันดับ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

“สว.ชินโชติ”ลั่น!ผมได้คะแนนเยอะอันดับสองของประเทศ กกต.คงเรียกไปแจงล็อต 3 ยันไม่มีปัญหา แต่ 29 พ.ค.ชนเปิดสมัยวิสามัญ คงต้องเลื่อนไปอีกอาทิตย์

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายชินโชติ แสงสังข์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่ม 7 ลูกจ้าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกหมายเชิญจากคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ตนได้รับหมายเรียกเมื่อวานนี้ ซึ่งไม่มีปัญหาคงจะไปตามที่เรียก แต่วันที่ 29 พฤษภาคม เป็นช่วงเปิดสมัยวิสามัญของวุฒิสภา คงต้องขอเลื่อนไปเป็นอีกสัปดาห์หนึ่ง

เมื่อถามว่า รายชื่อ สว. รอบที่ 3 น่าจะเรียกจากคะแนนใช่หรือไม่ นายชินโชติ กล่าวว่า “ผมคะแนนเยอะหน่อย ได้เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ดูแล้วอาจจะเป็นจุดสังเกตของ กกต.หรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ” รวมถึงยังไม่ทราบรายละเอียดของข้อกล่าวหา ซึ่งตนยังไม่ได้คุยกับเพื่อน สว. ที่โดนเรียกไปในชุดนี้เหมือนกันว่าจะแยกกัน ไปหรือรวมกลุ่มกันไป รู้แต่ว่าตอนนี้คงต้องขอเลื่อนเนื่องจากต้องทำภารกิจประชุมวุฒิสภา

‘เนติวิทย์’ขึ้นศาล! คดีหนีทหารครั้งแรก ยืนยันจุดยืนมโนธรรม พร้อมสู้คดี

'เนติวิทย์'ขึ้นศาล! คดีหนีทหารครั้งแรก ยืนยันจุดยืนมโนธรรม พร้อมสู้คดี

‘เนติวิทย์’ขึ้นศาล! คดีหนีทหารครั้งแรก ยืนยันจุดยืนมโนธรรม พร้อมสู้คดี

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขึ้นศาลคดีต่อต้านเกณฑ์ทหารครั้งแรก วันนี้ 22 พฤษภาคม ครบรอบ 11 ปีของการรัฐประหารในประเทศไทย (English version below)

เช้าวันนี้ เวลา 10.00 น. ผมเดินทางไปที่ศาลแขวงสมุทรปราการ หลังจากอัยการมีคำสั่งฟ้องผมในข้อหาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

เมื่อปีที่ผ่านมา ผมได้ไปที่หน้าหน่วยตรวจเลือก แต่ปฏิเสธที่จะร่วมจับใบดำใบแดง ผมไม่ได้หลบหนี แต่เลือกที่จะไม่ร่วมมือกับระบบที่ผมไม่เชื่อถือ ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม

ผมขอยืนยันการปฏิเสธข้อกล่าวหา

การปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้เข้าร่วมในระบบที่ฝึกฝนความรุนแรงหรือขัดต่อความเชื่อส่วนบุคคล ตลอดประวัติศาสตร์ มีผู้คนมากมายลุกขึ้นปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยจิตสำนึกทางศีลธรรม หนึ่งในนั้นคือ มูฮัมหมัด อาลี ตำนานนักมวยผู้ประกาศอย่างกล้าหาญว่า “ผมไม่มีเรื่องอะไรกับพวกเวียดกง”

เขาสูญเสียตำแหน่งแชมป์โลก และถูกจำคุก แต่จุดยืนของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก ในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เยอรมนี อิสราเอล และอีกมากมาย

มีผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารอย่างสันติและยอมแลกด้วยเสรีภาพส่วนตัว พวกเขาคือแรงบันดาลใจของผม

ระบบเกณฑ์ทหารในไทย เป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชัน ความรุนแรง และการใช้อำนาจของกองทัพเกินขอบเขตมาช้านาน ผมเชื่อว่า การต่อสู้ด้วยสันติวิธีครั้งนี้จะนำไปสู่กองทัพที่โปร่งใสขึ้น และสังคมไทยที่เคารพเสรีภาพมากขึ้น เหมือนเมื่อ 11 ปีก่อนที่ผมลุกขึ้นต่อต้านรัฐประหาร

วันนี้ ผมยังคงยืนหยัดในแนวทางเดิม แนวทางของเสรีภาพ มโนธรรม และความไม่รุนแรง

อัปเดต: ศาลแขวงสมุทรปราการมีคำสั่ง อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ไม่ต้องวางหลักทรัพย์ แต่ให้สาบานตนแทน

ขอบคุณทุกกำลังใจครับ

‘หมอจุฬา’นำทีมผู้ได้รับผลกระทบ‘วัคซีนโควิด’ร้องสภาฯตั้งทีมสอบ หลัง‘ผู้ป่วย’ตายเฉียบพลัน

‘หมอจุฬา’นำทีมผู้ได้รับผลกระทบ‘วัคซีนโควิด’ร้องสภาฯตั้งทีมสอบ หลัง‘ผู้ป่วย’ตายเฉียบพลัน

‘หมอจุฬา’นำทีมผู้ได้รับผลกระทบ‘วัคซีนโควิด’ร้องสภาฯตั้งทีมสอบ หลัง‘ผู้ป่วย’ตายเฉียบพลัน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

‘หมอจุฬา-ผู้ได้รับผลกระทบวัคซีนโควิด’โร่ร้องสภาฯ‘เปิดเวทีสาธารณะ-ตั้งคณะทำงานสอบ’ หลังพบผู้ป่วยตายเฉียบพลันโดยไร้สาเหตุ ชี้จากผลตรวจ Anti spike ค่าสูงกว่า25,000 จาก 0.8 ขณะที่‘ยุโรป-สหรัฐฯ’สอบเรื่องนี้แล้ว จี้‘สธ.’เปิดสัญญาซื้อวัคซีน ‘สปสช.’ทบทวนขยายเวลาเยียวยา

22 พ.ค.68 ที่รัฐสภา นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมคณะแพทย์ และผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีนโควิด 19  ในนามกลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านตัวแทนเพื่อให้เปิดเวทีสาธารณะรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อที่จะได้มีข้อมูลในการดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และให้ตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนปัญหาผลกระทบจากวัคซีนโควิด

นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปี มีผู้ไปฉีดวัคซีนได้รับผลกระทบตามร่างกาย เสียชีวิตโดยไม่รู้สาเหตุจำนวนไม่น้อย จึงเป็นโอกาสที่จะสะท้อนความเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยอยากให้มีการหามาตรการป้องกันผลกระทบจากการฉีดวัคซีนซึ่งมีการรวมตัวของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลต่างๆ ช่วงแรกหลังฉีดวัคซีน ผลข้างเคียงค่อนข้างน้อยแต่ต่อมามีผลทางวิชาการ ยืนยันว่าวัคซีนโควิดสร้างปัญหาจริง ขณะที่ในยุโรปและสหรัฐฯ มีการสอบสวนกันมากขึ้นส่วนประเทศไทย มีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากถูกมองข้ามว่าไม่เกี่ยวกับวัคซีน แม้หลายคนพยายามร้องขอความเป็นธรรม แต่ถูกปิดปากซึ่งข่าวนี้เกิดขึ้นจริงทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยมีการยอมรับจากทำเนียบข่าวว่ามีการปิดข่าวเรื่องนี้ ในช่วงประธานาธิบดีโจไบเดน และขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอยู่

ด้าน พ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา แพทย์ชื่อดัง กล่าวว่า มีญาติผู้ป่วย มาขอให้สะกดจิตเนื่องจากภรรยาไม่รู้เป็นอะไรต้องถูกตัดแขนตัดขาทั้งสองข้าง เมื่อดูภาพเห็นเท้าแขนขาดำทั้งสองข้าง แล้ววันนี้ถูกตัดขาด 2 ข้าง ตัดแขน 1 ข้าง และตัดมืออีกข้างหนึ่งออก โดยยังไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร ซึ่งเมื่อตรวจค่าเลือดภูมิต้านทานต่อต้านโควิด สูงถึง 14,500 จึงน่าจะเกี่ยวข้อง และเมื่อมาถามหมอหลายคน ได้ข้อสรุปว่าตัวAnti spike ไปอุดที่ไหนก็จะมีปัญหาที่นั่น  ยกตัวอย่างมีหมอรุ่นน้องที่เชียงใหม่ล้มเสียชีวิต รวมถึงรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ของอินโดนีเซีย ที่กำลังยืนปราศรัยก็ล้มตึงจากเวที และรองผู้ว่าฯพังงา ซึ่งมีร่างกายแข็งแรงก็เสียชีวิตโดยไม่รู้สาเหตุ

“เป็นห่วงบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ฉีดวัคซีนถึง 8 เข็มแล้วเป็นสโตรก และยังมีเสียชีวิตเฉียบพลันเป็นจำนวนมากนอกจากนี้ยังมีคนที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตจากการฉีดวัคซีนโควิดมาให้หมอรักษา 600 คน ทั้งนี้เห็นว่าน่าจะเกิดจากการฉีดวัคซีน เพราะจากการตรวจคนไข้ที่คลินิก 70 กว่าคน พบค่า Anti spike ระดับกว่า 1,000 สูงสุดถึง 25,000 จากค่าปกติต้อง 0.8 ขณะที่ส่วนตัวเป็นโควิด 2 ครั้ง ไม่เคยฉีดวัคซีน รักษาด้วยสมุนไพร ตรวจพบค่าเพียง 137” พ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าว

พ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าวด้วยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสมุนไพร ถ้าสามารถนำมาใช้รักษาน่าจะช่วยรักษาคนทั้งโลกได้ และจะยังเพิ่มเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยไม่ต้องตั้งเป้าทำวิจัย

ขณะที่สามีของผู้ป่วยที่ถูกตัดขาตัดแขน กล่าวว่า ได้ไปขอค่าชดเชย จาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)แต่ไม่ได้รับการชดเชยเพราะเกินเวลา 2 ปีแล้ว

ด้านแม่ที่ลูกอายุ 23 ปีได้รับผลกระทบ เล่าพร้อมน้ำตาคลอ ว่าลูกฉีดวัคซีนโควิด 3 เข็ม จากเคยเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย วันนี้เป็นผู้ป่วยติดเตียงเดินไม่ได้ หมอบอกว่าเป็นลิ่มเลือดอุดตันก้านสมอง ไม่รู้สาเหตุ รักษาตามอาการทั้งที่ก่อนหน้า เล่นกีฬาปกติ ขณะนี้ป่วยมา 2 ปีแล้ว จิตใจไม่ปกติ ต้องหาหมอจิตเวชร่วมด้วย เงินที่เก็บไว้ให้เรียนก็หมดไปกับการรักษาตัว จึงอยากฝากภาครัฐช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย

ขณะที่ผู้ป่วยอีกราย บอกว่ามีอาการปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอก และคันในศีรษะ อย่างรุนแรง ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่หาย แค่บรรเทาเวลากินยา คาดว่ามาจากวัคซันโควิด

ด้านนายแทนคุณ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ รมว.สาธารณสุข เปิดสัญญาทุกฉบับที่ทำกับเอกชนในการซื้อวัคซีนโควิดและให้ สปสช.ทบทวนการขยายเวลาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีน โควิดได้รับการเยียวยา

ทนายลุ้นคำพิพากษาเป็นคุณ ‘ยิ่งลักษณ์’ไม่ต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน‘คดีจำนำข้าว’

ทนายลุ้นคำพิพากษาเป็นคุณ ‘ยิ่งลักษณ์’ไม่ต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน‘คดีจำนำข้าว’

ทนายลุ้นคำพิพากษาเป็นคุณ ‘ยิ่งลักษณ์’ไม่ต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน‘คดีจำนำข้าว’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

‘ทนายยิ่งลักษณ์’ลุ้นคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นคุณ ‘ปู’ไม่ต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน‘คดีจำนำข้าว’ศาลปกครองสูงสุด เตรียมออกนั่งอ่านคำพิพากษาคดี

22 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด และตุลาการเจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ เตรียมออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่กระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง  ที่สั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ  เป็นเงิน 35,717,273,028 บาท ในคดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี   สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร  กรณีที่ร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ศาลปกครองชั้นมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว เนื่องจาก เห็นว่า กระทรวงการคลัง  ยอมรับว่า ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่านางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง และขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด 

บรรยากาศที่สำนักงานศาลปกครอง ทางสำนักงานได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน. ทุ่งสองห้อง ราว 20 นาย มารักษาความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกันก็มีสื่อมวลชนทั้งจากไทยและต่างประเทศมาติดตามการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ ซึ่งนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวยิ่งลักษณ์ พร้อมทีมทนายความได้เดินทางมาด้วย และกล่าวก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาว่า วันนี้มาตามนัดของศาลในฐานะทนายความ ซึ่งก็ไม่ได้เตรียมอะไรมา เพราะมานั่งฟังคำพิพากษาเท่านั้น ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้ฝากอะไรมา เพราะก็ยังไม่ได้คุยกัน

“ตอนนี้ขอยังไม่ให้ความเห็น เพราะยังไม่อยากจะก้าวล่วงการพิจารณาของศาลฯ แต่คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ผ่านมาก็เป็นคุณกับเรา และทางฝ่ายกระ ทรวงการคลังได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งก็หวังว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่จะออกมาก็น่าเป็นคุณกับเรา ส่วนทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้เท่าที่จำได้มี 30 รายการ แต่ตัวเลขเป็นจำนวนเท่าไหร่นั้นจำไม่ได้” นายนรวิชญ์ กล่าว

กำลังใจ 3 ป.โทรหา’ลุงป้อม’ สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นไม่เปลี่ยน

กำลังใจ 3 ป.โทรหา'ลุงป้อม' สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นไม่เปลี่ยน

กำลังใจ 3 ป.โทรหา’ลุงป้อม’ สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นไม่เปลี่ยน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

“ลุงป้อม” ลื่นล้มเล็กน้อย แต่ความสัมพันธ์ 3 ป. ไม่เคยสะดุด “บิ๊กตู่–บิ๊กป๊อก” โทรถามอาการทันที ขอบคุณกำลังใจจากเพื่อน ตท.6 ย้ำยังพร้อมลุยงานการเมืองต่อ

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 พล.ต.ท. ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ลื่นล้มเล็กน้อย จนเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับผู้ใกล้ชิดหลายฝ่าย โดยเฉพาะ “3 ป.” ซึ่งเป็นกลุ่มที่รู้ใจกันมายาวนาน

ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต รมว.มหาดไทย ต่างรีบโทรศัพท์มาสอบถามอาการด้วยความห่วงใยทันที สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นที่ยังคงเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกัน เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 6 และบุคคลในแวดวงทหาร–การเมืองอีกจำนวนมาก ต่างส่งข้อความและโทรมาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.ประวิตรฝากขอบคุณจากใจถึงทุกแรงใจ พร้อมย้ำว่า อาการไม่ได้รุนแรง และยังสามารถปฏิบัติภารกิจทางการเมืองได้อย่างเต็มที่เหมือนเดิม

#บิ๊กป้อม #3ป #บิ๊กตู่บิ๊กป้อมบิ๊กป๊อก #ประวิตรลื่นล้ม #เตรียมทหารรุ่น6 #พลังประชารัฐ #ข่าวการเมือง #ความสัมพันธ์3ป #ข่าวด่วน #การเมืองไทย

‘ชูศักดิ์’เผย‘อธิบดีดีเอสไอ’เข้าพบ รายงานภารกิจ-ความคืบหน้าคดี‘ฮั้ว สว.’

‘ชูศักดิ์’เผย‘อธิบดีดีเอสไอ’เข้าพบ รายงานภารกิจ-ความคืบหน้าคดี‘ฮั้ว สว.’

‘ชูศักดิ์’เผย‘อธิบดีดีเอสไอ’เข้าพบ รายงานภารกิจ-ความคืบหน้าคดี‘ฮั้ว สว.’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

‘ชูศักดิ์’เผย‘อธิบดีดีเอสไอ’เข้าพบ รายงานภารกิจ-ความคืบหน้าคดี‘ฮั้ว สว.’ พร้อมให้นโยบายยึดครรลองกฎหมาย ไม่เอาการเมืองแทรกแซง ปัดตอบรายละเอียดคดี ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อเวลา11.50 น.วันที่ 22 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าพบ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กำกับดูแลดีเอสไอ ว่าวันนี้ พ.ต.ต.ยุทธนา ได้มารายงานว่ามีภารกิจอะไรบ้าง รวมถึงความคืบหน้าการทำหน้าที่ของดีเอสไอ ซึ่งมีทั้งเรื่องคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ถล่ม และเรื่องดิไอคอน

เมื่อถามว่า ดีเอสไอได้รายงานความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นไปอย่างที่สื่อทราบ มีคดีฟอกเงิน รวมถึงคดีอั้งยี่ ซึ่งดีเอสไอรับผิดชอบ ส่วนเรื่องคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่สื่อใช้เรียกนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งความคืบหน้าก็กำลังเดินหน้าไป ทั้งนี้ ตนได้ให้นโยบายให้ดีเอสไอทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ และทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามครรลองของกฎหมาย ทำอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า ดีเอสไอได้รายงานเส้นทางการเงินที่เชื่อมถึงนักการเมือง และพรรคการเมืองด้วยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าไปดูในรายละเอียด และตนได้บอกอธิบดีดีเอสไอว่า ไม่อยากทราบรายละเอียด เช่น มีทีมงานรัฐมนตรีไปขอสำนวน ตนก็บอกว่าไม่มีนะ ไม่เคยไปก้าวก่ายอะไรแบบนี้ ให้ดีเอสไอว่าไปตามระเบียบข้อกฎหมาย

เมื่อถามว่า ดีเอสไอได้แจ้งความคืบหน้าหรือไม่ว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาแก่บรรดา สว.ได้เมื่อใดนั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้ไปซักรายละเอียดกับอธิบดีดีเอสไอขนาดนั้น ปล่อยให้เป็นเรื่องของสำนวน เขาพร้อมอย่างไรก็ทำหน้าที่กันไป ตนไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งเขามีหน้าที่ตามกฎหมายก็ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า นายชูศักดิ์ จะทำหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่เอาการเมืองมาเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย ดีเอสไอก็มีกฎหมายของเขากำกับดูแลอยู่ กกต. ก็มีกฎหมายของเขา เขาก็ว่าไปตามกฎหมาย ข้อสำคัญทุกองค์กรต้องทำไปตามกฎหมาย ให้ทำอย่างเที่ยงธรรม และตรงไปตรงมา ตนก็ว่าจะจบ ซึ่งดีเอสไอก็มีการรายงานความคืบหน้าตนมาว่าอะไรไปถึงไหน แต่รายละเอียดตนไม่ได้เข้าไปดู และไม่ใช่เฉพาะคดีฮั้ว สว. คดีอื่นๆก็รายงานมา

ดับเครื่องชน! ‘อธิบดีDSI’ไม่หวั่นเจอ‘ตอ’ขวางทำคดี‘ฮั้ว สว.’ ลั่นทำตามกฎหมาย

ดับเครื่องชน! ‘อธิบดีDSI’ไม่หวั่นเจอ‘ตอ’ขวางทำคดี‘ฮั้ว สว.’ ลั่นทำตามกฎหมาย

ดับเครื่องชน! ‘อธิบดีDSI’ไม่หวั่นเจอ‘ตอ’ขวางทำคดี‘ฮั้ว สว.’ ลั่นทำตามกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.48 น.

‘อธิบดีดีเอสไอ’ไม่หวั่นเจอ‘ตอ’ขวางทำคดี‘ฮั้ว สว.’ ลั่นทำตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมาย พร้อมถูกตรวจสอบหลัง สว.ยื่น‘ป.ป.ช.’ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

เมื่อเวลา 11.55 น.วันที่ 22 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีกลุ่มคณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 22 คน ลงนามร่วมกันยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า เรื่องนี้ตนไม่มีความกังวล เพราะได้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย และตามอำนาจหน้าที่ และตนพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า หลายเรื่องที่ DSI ทำอยู่ มีเรื่องใดที่หนักใจหรือไม่ พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ไม่มีเรื่องไหนที่หนักใจ เพราะเราทำเป็นรูปคณะของคณะกรรมการสอบสวน และมีพนักงานอัยการร่วมสอบสวนด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และเราให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า มีคดีไหนที่คิดว่าน่าจะเจอตอบ้างหรือไม่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ทุกเรื่องที่ทำ เราทำไปตามอำนาจหน้าที่ ภายใต้กฎหมาย ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช. เคยเรียกไปชี้แจงบ้างหรือไม่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ก็มีหนังสือให้เราไปชี้แจง ซึ่งเรามีฝ่ายกฎหมายรวบรวมเอกสาร เพื่อประกอบการชี้แจงอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า วันที่ 30 พ.ค.นี้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าไปอีก 3 คน กังวลหรือไม่ พ.ต.ต. ยุทธนา กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเราดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และกฎหมายที่เรามีอยู่