โพยล็อต 3 ว่อน! เปิดลิสต์‘24 สว.’ กกต.เรียกรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้ว

โพยล็อต 3 ว่อน! เปิดลิสต์‘24 สว.’ กกต.เรียกรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้ว

โพยล็อต 3 ว่อน! เปิดลิสต์‘24 สว.’ กกต.เรียกรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.32 น.

โพยเรียก‘สว.’ล็อต 3 ว่อน! 24 รายชื่อเตรียมรับทราบข้อกล่าวหากับ‘กกต.’ ด้าน‘สว.ชินโชติ’คะแนนอันดับสอง เตรียมเข้า กกต. 29 พ.ค.นี้

22 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกหมายเรียกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้ารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว.เป็นล็อตที่ 3 ระหว่างวันที่ 29-30 พ.ค.68 ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ภาคอีสาน และภาคใต้ โดยมีรายชื่อ ดังนี้

1. นิฟาริด ระเด่นอาหมัด จังหวัดปัตตานี กลุ่ม 3 การศึกษา

2. สามารถ รังสรรค์ จังหวัดสตูล กลุ่ม 3 การศึกษา

3. บุญชอบ สระสมทรัพย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่ม 4 สาธารณสุข

4. วันชัย แข็งการเขตรจังหวัดอุทัยธานี กลุ่ม 4 สาธารณสุข

5. อมร ศรีบุญนาค จังหวัดชัยนาท กลุ่ม 5 ทำนา

6. พิมาย คงทัน จังหวัดบึงกาฬ กลุ่ม 5 ทำนา

7. สาลี สิงห์ดำ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่ม 5 ทำนา

8. มาเรีย เผ่าประทาน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่ม 6 ทำสวน

9. อิสระ บุญสองชั้น จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่ม 6 ทำสวน

10. วิภาพร ทองโสด จังหวัดเลย กลุ่ม 7 ลูกจ้าง

11. ชวภณ วัธนเวคิน จังหวัดตราด กลุ่ม 7 ลูกจ้าง

12. ชินโชติ แสงสังข์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่ม 7 ลูกจ้าง

13. ประกาสิทธิ์ พลซา จังหวัดเลย กลุ่ม 7 ลูกจ้าง

14. นิรัตน์ อยู่ภักดี จังหวัดชัยภูมิ กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ

15.ไพบูลย์ ณะบุตรจอม จังหวัดพิจิตร กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ

16. วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ กทม. กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ

17. สัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา จังหวัดราชบุรี กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ

18. เบ็ญจมาศ อภัยทอง จังหวัดพิจิตร กลุ่ม 9 SMEs

19. วรรษมนต์ คุนแสน จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่ม 9 SMEs

20. ชัยธัช เพราะสุนทร จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่ม 9 SMEs

21. พิชาญ พรศิริประทาน จังหวัดยะลา กลุ่ม 9 SMEs

22. นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล จังหวัดอ่าง ทอง กลุ่ม 10 ผู้ประกอบกิจการอื่น

23. สุนทร เชาว์กิจค้า จังหวัดกระบี่ กลุ่ม 10 ผู้ประกอบกิจการอื่น

24.โสภณ มะโนมะยา จังหวัดสงขลา กลุ่ม 10 ผู้ประกอบกิจการอื่น

ด้านนายนิรัตน์ อยู่ภักดี สว. เปิดเผยว่า ตนเองได้รับหมายเรียกจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 21 พ.ค.นี้ ให้ไปชี้แจงในวันที่ 29-30 พ.ค.68 ยืนยันในความบริสุทธิ์ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ตนเองคิดว่าเขาคงเรียกไปทั้งหมด เพราะไม่มีฝ่าย หากเรียกคนหนึ่งไม่เรียกอีกคนหนึ่งก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง

ส่วนนายชินโชติ แสงสังข์ สว. กล่าวว่าได้รับหมายเรียกจาก กกต.เหมือนกัน เขาอาจจะดูที่คะแนนที่ได้รับจากการเลือกมา เพราะคะแนนตนเองสูงอันดับสอง รองจากหมอเกศกมล เปลี่ยนสมัย ตนเองคิดว่าน่าจะเรียกทุกคน แต่ล็อตนี้ไม่มีคนเด่น ๆ คนธรรมดามาก เพื่อดูว่าใครให้ข้อมูลดี แก้ข้อกล่าวหาได้ ก็ดีจะได้บริสุทธิ์ไปเลย อย่างไรก็ดี ตนจะเดินทางไปในวันที่ 29 พ.ค. เวลา 10.00 น.

‘ธรรมนัส​’โผล่ทำเนียบรัฐบาล​ อ้างแค่แวะกินกาแฟ​

‘ธรรมนัส​’โผล่ทำเนียบรัฐบาล​ อ้างแค่แวะกินกาแฟ​

‘ธรรมนัส​’โผล่ทำเนียบรัฐบาล​ อ้างแค่แวะกินกาแฟ​

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

‘ธรรมนัส​’โผล่ทำเนียบรัฐบาล​ อ้างแค่แวะกินกาแฟ​

22 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ เมื่อเวลาประมาณ​ 11.25 น.​ ร.อ.ธรรมนัส​ พรหม​เผ่า​ สส.พะเยา ในฐานะประธาน​ที่ปรึกษา​พรรค​กล้าธรรม​(กธ.) เดินทางลงจากตึกบัญชาการ​ 1 ทำเนียบรัฐบาล​

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่ามาพบใคร​ ร.อ.ธรรมนัส​ ตอบกลับสั้นๆเพียงว่า​ แวะมากินกาแฟ​  ก่อนที่จะเดินไปหยุดที่บริเวณหน้าห้องทำงานของนายประเสริฐ​ จัน​ทรรวงทอง​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ โดยถามเจ้าหน้าที่ว่า​นายประเสริฐ​ อยู่ที่ห้องทำงานหรือไม่​ ก่อนที่จะเดินทาง​กลับโดยใช้ทางออกด้านหลังในทันที

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตึกบัญชาการ​ 1  มี​ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายชูศักดิ์​ ศิรินิล​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติภารกิจอยู่ ห้องทำงานส่วนตัวด้านบน

‘โรม’อัดรัฐบาลอืดอาด ไร้น้ำยาแก้ปัญหาสารพิษ‘แม่น้ำกก’ ชี้ช่องคุยจีน-ฟ้องศาล

‘โรม’อัดรัฐบาลอืดอาด ไร้น้ำยาแก้ปัญหาสารพิษ‘แม่น้ำกก’ ชี้ช่องคุยจีน-ฟ้องศาล

‘โรม’อัดรัฐบาลอืดอาด ไร้น้ำยาแก้ปัญหาสารพิษ‘แม่น้ำกก’ ชี้ช่องคุยจีน-ฟ้องศาล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.55 น.

‘โรม’แนะ‘นายกฯ-ภูมิธรรม-มาริษ’คุย‘จีน’สางปัญหาสารปนเปื้อน‘แม่น้ำกก’ ข้องใจทำไมคนไทยต้องรับภาระทั้งที่ไม่ได้ก่อ ซัด‘รัฐบาล’ล่าช้า ทำสังคมมองไร้น้ำยา แก้ปัญหาไม่ได้ ชี้ช่องฟ้องศาล บอกอย่างน้อยเอามาเรียกค่าเสียหาย

22 พ.ค.68 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกของรัฐบาลว่า กมธ.ความมั่นคงฯ ได้ลงพื้นที่แม่น้ำกกและพบว่าสารที่หนักที่สุดคือสารหนูเกินกว่าค่ามาตรฐานจริงโดยเฉพาะที่ไหลจากจ.เชียงใหม่มาจ.เชียงราย โดยหากเราจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านั้น แม้จะเห็นว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสนอให้ทำเขื่อน แต่ตนก็ไม่แน่ใจว่าที่นายภูมิธรรมพูดว่าให้ทำเขื่อนนั้น นายภูมิธรรมเข้าใจผิดหรือมีคนมาบรีฟไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆ มีการเสนอที่คล้ายกันคือการทำในลักษณะที่เป็นฝายที่สามารถทำได้ทั้งฝายชั่วคราวหรือถาวร ซึ่งอยู่ที่เราจะประเมินว่าปัญหาแม่น้ำกกนั้นรุนแรงแค่ไหน จะกินระยะเวลาเท่าไหร่

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การจะแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้สารหนูไหลไปปนเปื้อนกับแม่น้ำกกที่เหลือนั้นสามารถทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดคือตะกอนที่จะเกาะกับสารหนู ขั้นตอนต่อไปคือเราต้องดูดตะกอนเพื่อเอาไปบำบัด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวไม่มีศักยภาพที่จะทำเองได้ ต้องส่งไปที่จ.สระบุรี โดยจะต้องมีภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องนำภาษีของประชาชนมาใช้ แต่คำถามคือทำไมคนไทยต้องรับภาระเรื่องแม่น้ำกก ทั้งที่เราไม่ได้เป็นคนก่อและทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้น เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นจากการทำเหมืองทองจากฝั่งเมียนมาที่เป็นพื้นที่เขตอิทธิพลของว้า โดยการทำเหมืองทองนั้นมีลักษณะของการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง นั่นคือมีการร่อนแร่โดยใช้แม่น้ำธรรมชาติทำให้มีการไหลลงสู่แม่น้ำธรรมชาติโดยตรง

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า วันนี้ปัญหาแม่น้ำกกเป็นปัญหาที่รุนแรงจริงๆ และสารหนูต่างๆ ก็เกินค่ามาตรฐานไปมากแล้ว ตนคิดว่าความน่าเป็นห่วงจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารหนูที่อาจจะเพิ่มขึ้น รวมถึงหากเกิดอุทกภัยเหมือนแม่น้ำสายอาจจะมีการพัดดินโคลนมากขึ้น เนื่องจากมีการขยายเหมืองในพื้นที่เขตอิทธิพลว้าหนักกว่าเดิม วันนี้เราต้องยอมรับว่าหากเราจะทำอย่างเดียวโดยไม่มีการคุยกับเพื่อนบ้านนั้น ก็อาจจะทำได้แค่ลดปัญหาเขื่อนโดยการสร้างฝายได้เท่านั้น แต่ต้องมีภาระเรื่องการบำบัดตลอดเวลา แต่หากเราอยากให้ปัญหานี้จบถาวรตนคิดว่าประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมีการดำเนินการพูดคุยหรือใช้มาตรการใดๆ กับทางกลุ่มว้า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมองว่าการทำฝายใช้งบประมาณไม่เยอะ แต่เราก็ไม่คิดว่าจะให้เป็นฝายถาวรและทางจังหวัดน่าจะให้การสนับสนุนเรื่องนี้ แต่ระยะยาวอย่างไรรัฐบาลก็ต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอคือเรื่องเหมืองทองที่เกิดขึ้นในพื้นที่ว้า

“การที่นายภูมิธรรมออกมาบอกว่าคุยกับเมียนมาแล้ว แต่เมียนมาไม่มีอำนาจตรงนี้เพราะเป็นพื้นที่ของว้า ผมคิดว่าการพูดปัดเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะสุดท้ายผมเชื่อว่ามีช่องทางและวิธีการ วันนี้กลุ่มว้าเขาไม่เกรงใจประเทศไทยเพราะเขาคิดว่าประเทศไทยไม่มีน้ำยา เขาไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังและสนใจว่าคนไทยจะเดือดร้อนอย่างไร และผมคิดว่ารัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัยที่มีรัฐบาลเช่นนี้ แต่วันนี้รัฐบาลกลับทำงานช้ากับปัญหาความมั่นคงโดยเฉพาะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงกับชีวิตและอนามัยของประชาชน เบื้องต้นกมธ.ความมั่นคงฯ เรายังติดตามเรื่องนี้ เราได้ประชุมโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ตั้งใจทำงานและมาร่วมประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายด้วย ทั้งนี้ เราจะมีการพูดคุยกันว่าในวันที่ 5 มิถุนายน เราอาจจะมีการพิจารณาเรื่องนี้เพื่อติดตามความคืบหน้าต่อไป” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าการแก้ไขปัญหาล่าช้าไปหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ล่าช้า ไม่ชัดเจน และไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรตอนนี้อย่าว่าแต่ล่าช้าเลยแต่มันไม่มีอะไรทั้งสิ้น เป็นไปได้อย่างไรที่เราปล่อยให้สารหนูในแม่น้ำกกเกินกว่ามาตรฐานหลายเท่าตัวอีกทั้งรัฐบาลก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสร้างชัดเจนให้ประชาชนรู้ว่าปัญหาจะจบเมื่อไหร่ได้ ไม่มีแผน ไม่รู้จะเอาอย่างไรเพราะนายภูมิธรรมก็บอกว่าคุยกับเมียนมาแล้ว แต่เมียนมาช่วยอะไรเราไม่ได้ แล้วอย่างไรประชาชนที่นั่นก็ต้องอยู่ๆ กันไปหรือ เสี่ยงทั้งในเรื่องสุขภาพ การท่องเที่ยวถูกทำลาย สัตว์น้ำต่างๆ ที่ชาวบ้านเคยจับไปกินตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้ากิน ตนคิดว่าวันนี้เราไม่ควรปล่อยให้ประชาชนรอคอยความช่วยเหลือโดยที่ไม่รู้ว่าความช่วยเหลือจะมาเมื่อไหร่

เมื่อถามถึง กรณีที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ ระบุ จะไปพุ่งเป้าที่เมียนมาแทน นายรังสิมันต์ กล่าวว่าตนอยากแนะนำนายมาริษ นายกรัฐมนตรี และนายภูมิธรรมเช่นนี้คือหากจะเคลียร์ปัญหานี้ท่านต้องคุยกับจีน ซึ่งจะเป็นทางออกที่เราจะมองเห็นว่าจีนมองปัญหานี้อย่างไร แม้เขาอาจจะไม่รับปากเต็มคำ แต่การทีประเทศไทยได้แสดงจุดยืนของประเทศว่าเราเห็นว่าปัญหานี้ร้ายแรง และแม้ว่าจีนมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างไร ตนคิดว่าประเทศไทยต้องมีจุดยืนว่าเราจะไม่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เราจะมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก และต้องแสดงท่าทีชัดเจนเพื่อปกป้องประชาชนของตนเอง

“มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องการความเป็นผู้นำของรัฐบาลนี้ แต่เรายังไม่เห็น ผมคิดว่าคีย์สำคัญจะตรงกับภาคประชาชนที่ระบุว่าหากรัฐบาลไม่ทำอะไร เขาจะไปทำหนังสือทางการถึงจีนเองแล้ว ภาคประชาชนเขายังรู้ และคนทุกคนรู้ว่าการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้คุณไปคุยกับรัฐบาลเนปิดอว์ ไม่ได้ แต่คุณอาจจะต้องคุยกับจีนและว้า แล้วทำไมคุณไม่ทำ จะมาบอกว่าว้าไม่ใช่รัฐ ไม่ได้ ผมรู้ว่าว้าไม่ใช่รัฐและมีพฤติกรรมอะไรหลายอย่างที่ไม่ต่างจากกลุ่มก่อการร้าย แต่วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นมันร้ายแรง ประชาชนเขาเลยบอกถ้าว้าไม่ใช่รัฐ วันนี้เราก็มีรัฐที่เหมือนไม่มีรัฐบาล เราจะอยู่กันอย่างไร และสส.ในพื้นที่ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งเราคงต้องหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ควรจะนิ่งเฉย เป็นอันขาด” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากปัญหาไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องใช้กลไกการฟ้องร้องศาลระหว่างประเทศหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จากตัวอย่างคดีในต่างประเทศ โดยดึงนักวิชาการเข้ามาที่มีข้อเสนอว่าควรจะมีการฟ้องร้อง ในทางการบังคับใช้ เพื่อเอาค่าสินไหมทดแทน เยียวยาชดเชยต่างๆไม่ได้เกิดขึ้น ง่ายในเร็ววัน แต่อย่างน้อยการฟ้องร้องให้เป็นคดี และอย่างน้อยให้มีคำพิพากษาออกมา ถ้าคำพิพากษาเป็นคุณกับประชาชนคนไทย วันข้างหน้าก็อาจจะเอาตรงนี้มาเรียกร้องความเสียหายได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความเสียหายไม่ได้มีเฉพาะวันนี้อาจจะต้องมีการใช้เงินงบประมาณ ต่างๆในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม แม่น้ำกกให้มันดีด้วยก็ได้ สุดท้ายทุกทางคนไทยเดือดร้อน ไม่เดือดร้อนเรื่องสุขภาพก็เดือดร้อนจากการเอาภาษีของประชาชนไปใช้

เสียงร้องจากก้นหลุม! ถึงเวลาทบทวนความปลอดภัย

เสียงร้องจากก้นหลุม! ถึงเวลาทบทวนความปลอดภัย

เสียงร้องจากก้นหลุม! ถึงเวลาทบทวนความปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.41 น.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ชำนาญด้านโครงการและแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนและ ท่าอากาศยาน ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ -Drsamart Ratchapolsitte” โดยมีเนื้อหาดังนี้ เสียงร้องจากก้นหลุม: ถึงเวลาทบทวนความปลอดภัย

เสียงร้องของคนงานที่พลัดตกลงไปในหลุมเสาเข็มลึกประมาณ 19 เมตร อาจไม่มีใครได้ยิน แต่เสียงนั้นดังก้องพอที่จะเตือนให้สังคม “ตื่นรู้” ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างจริงจัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ไม่เพียงสะท้อนถึงความอันตรายในพื้นที่ก่อสร้าง แต่ยังตอกย้ำคำถามสำคัญว่า “ความปลอดภัยของคนงานอยู่ที่ไหน?”

คนงานเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่บ่อยครั้งพวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากมีมาตรการที่เข้มงวดและจริงจังพอ

เหตุการณ์นี้ควรเป็น “จุดเปลี่ยน” ไม่ใช่แค่เพียงเยียวยาครอบครัวของคนงาน แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ใครต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้อีก

อย่าลืมว่า…ชีวิตคนงานไม่ใช่ “ต้นทุนที่ยอมรับได้” เพื่อให้โครงการเดินหน้าสู่ความสำเร็จ นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดจากโชคชะตา นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มาจากความประมาท สะเพร่า และละเลยมาตรฐานความปลอดภัย

ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะไม่ยอมให้เสียงร้องจากก้นหลุม…กลายเป็นแค่เพียงเสียงสะท้อนในข่าวประจำวัน 

ถึงเวลาแล้วที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานก่อสร้างทุกไซต์อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้น “หลุมต่อไป” อาจไม่ใช่แค่ความลึก 19 เมตร แต่อาจลึกถึงความเชื่อมั่นในการเยื้องกรายเข้าใกล้ไซต์งานก่อสร้างทุกไซต์

อย่ารอให้เสียงสุดท้ายคือเสียงร้องขอชีวิต

ด้วยความห่วงใยต่อความปลอดภัยของแรงงานทุกคน

#รถไฟฟ้าสายสีส้ม #ชีวิตคนงานมีค่า #สร้างรถไฟฟ้าต้องไม่สร้างโศกนาฏกรรม #ความปลอดภัยต้องมาก่อน #อย่ารอให้เกิดศพต่อไป

‘ภูมิธรรม’ไม่ฟันธง‘รัฐประหาร’ไม่เกิดขึ้นอีก เผยทหารเข้าใจผลกระทบมากขึ้น

‘ภูมิธรรม’ไม่ฟันธง‘รัฐประหาร’ไม่เกิดขึ้นอีก เผยทหารเข้าใจผลกระทบมากขึ้น

‘ภูมิธรรม’ไม่ฟันธง‘รัฐประหาร’ไม่เกิดขึ้นอีก เผยทหารเข้าใจผลกระทบมากขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

‘ภูมิธรรม’ไม่ฟันธง‘รัฐประหาร’ไม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่นำมาเป็นบทเรียนประชาธิปไตย ย้ำทุกฝ่ายต้องอดทนใช้กระบวนการแก้ปัญหาแทนทางลัด

22 พ.ค.68 ที่กระทรวงยุติธรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ในวาระครบรอบ 10 ปีของเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 ว่า ทหารเป็นกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ ซึ่งหลายครั้งก็มีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง แต่ในมุมของประชาชนและฝ่ายพลเรือน การแก้ไขปัญหาด้วยการรัฐประหารเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ควรเดินหน้าไปตามครรลองอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทหารมองว่าสังคมมีปัญหาและไร้ทางออก จึงเลือกใช้รัฐประหารเป็นทางออก แต่ฝ่ายพลเรือนมองว่า ประชาธิปไตยควรได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทน ไม่ใช่การตัดตอนด้วยวิธีลัด การรัฐประหารจึงเป็นมุมมองที่แตกต่าง แต่ไม่ว่าเลือกแนวทางไหน ต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยอมรับหลักประชาธิปไตยร่วมกัน

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เหตุการณ์รัฐประหารควรเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า ระบบประชาธิปไตยมีกติกาที่ต้องอาศัยความอดกลั้น การใช้กระบวนการที่มีอยู่ในระบบ เช่น การแสดงออกหรือการชุมนุมตามสิทธิรัฐธรรมนูญ เป็นหนทางที่ควรใช้ให้เต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหา มากกว่าการใช้กำลังหรือทางลัดที่ย้อนแย้งกับหลักประชาธิปไตย

เมื่อถามว่า เหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มีใครสามารถรับรองได้อย่างชัดเจนว่าจะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก แต่ยืนยันว่าจากการได้ทำงานร่วมกับผู้นำเหล่าทัพในปัจจุบัน พบว่ามีมุมมองที่ก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้น เข้าใจบริบทโลกและผลกระทบจากการใช้อำนาจทางการเมือง

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่มีอีกเลย หากไม่อยากให้เกิดขึ้น เราทุกคนต้องช่วยกันใช้กระบวนการที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ความเห็นต่างคือความหลากหลายของประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่แม้อาจผิดพลาด แต่ระบบก็มีกลไกตรวจสอบไว้แล้ว

“สังคมไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และประชาชนเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของสิทธิเสรีภาพ การรัฐประหารในรูปแบบเดิมอาจไม่เกิดขึ้นอีก แต่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเฝ้าระวังและสร้างความเข้าใจ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างสันติและยั่งยืน” นายภูมิธรรม กล่าว

‘ภูมิธรรม’ขอโฟกัสกระบวนการยุติธรรมคดี‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่ควรวิจารณ์ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา

‘ภูมิธรรม’ขอโฟกัสกระบวนการยุติธรรมคดี‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่ควรวิจารณ์ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา

‘ภูมิธรรม’ขอโฟกัสกระบวนการยุติธรรมคดี‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่ควรวิจารณ์ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘ภูมิธรรม’ขอโฟกัสกระบวนการยุติธรรมคดี‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่ควรวิจารณ์ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา

22 พ.ค.68 ที่กระทรวงยุติธรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากโครงการรับจำนำข้าว ว่า ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำตัดสิน จึงควรเคารพกระบวนการยุติธรรม และไม่สมควรแสดงความเห็นล่วงหน้า

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้มีความครบถ้วน ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างรอบคอบ หากผลตัดสินออกมาในทางที่ดี ก็ถือเป็นการสะท้อนถึงความบริสุทธิ์และความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม แต่หากผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรย้อนดูว่ามีจุดใดที่ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรี

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความดีใจหรือเสียใจส่วนตัว แต่อยู่ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างไร และจะนำไปสู่ความเข้าใจของสังคมในภาพรวมมากน้อยแค่ไหน”นายภูมิธรรม กล่าว

โทษ รธน.60! ‘ไอติม’โยงเป็นต้นตอ 11 สารพัดปัญหาประเทศ จุดพลุแก้ไข

โทษ รธน.60! ‘ไอติม’โยงเป็นต้นตอ 11 สารพัดปัญหาประเทศ จุดพลุแก้ไข

โทษ รธน.60! ‘ไอติม’โยงเป็นต้นตอ 11 สารพัดปัญหาประเทศ จุดพลุแก้ไข

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.59 น.

โทษ รธน.60! ‘ไอติม’โยงเป็นต้นตอ 11 สารพัดปัญหาประเทศ จุดพลุแก้ไข

22 พฤษภาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “11 ปัญหาของประเทศดังต่อไปนี้ ที่เราเห็นกันตามข่าวมาโดยตลอด มีอะไรที่เชื่อมโยงกัน?” ระบุว่า…

11 ปัญหาของประเทศดังต่อไปนี้ ที่เราเห็นกันตามข่าวมาโดยตลอด มีอะไรที่เชื่อมโยงกัน?

1. สว.

ที่มาจากระบบพิสดารที่ไม่ยึดโยงประชาชนและเอื้อต่อการฮั้วแลกอามิสสินจ้าง แต่กลับมีอำนาจชี้ขาดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรับรองว่าใครจะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ-ศาลรัฐธรรมนูญ

2. สตง.

ที่ขาดกลไกรับผิดรับชอบต่อประชาชน แม้จะเกิดข้อผิดพลาดและข้อครหาจำนวนมาก โดยประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อเพื่อริเริ่มการถอดถอนผู้บริหารออกจากตำแหน่งได้

3. ป.ป.ช.

ที่กลายเป็นผู้ขัดขวางความโปร่งใส โดยเลือกกำหนดนโยบาย-ตีความกฎหมายในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลในการตรวจสอบการทุจริต (เช่น บัญชีทรัพย์สิน) ได้ยากขึ้น

4. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ

ที่ยังมีบทบาทนำในการกำหนดอนาคตบ้านเมือง ผ่านอำนาจยุบพรรค วินิจฉัยนายกรัฐมนตรีให้พ้นจากตำแหน่ง และการชงเรื่องให้ตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิต

5. กองทัพและหน่วยงานความมั่นคง

ที่ยังดำเนินการเสมือนเป็น “รัฐอิสระ” ไม่อยู่ภายใต้ทิศทางรัฐบาลพลเรือน และฟ้องคนบนข้อหาหลวมๆ จนกระทบไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

6. กกต.

ที่ยังคงขาดประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง และในการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องพื้นฐานในการอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

7. พรรคการเมือง

ที่มีความภาคภูมิใจ ในการเดินหน้าเพิ่ม สส. สังกัดพรรคตนเองในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาสมัยยังสังกัดพรรคอื่น

8. นายกรัฐมนตรี

ที่ไม่ถูกกำหนดให้ต้องเป็น สส. จนขาดความเชื่อมโยงและความรับผิดชอบต่องานสภา รวมถึงส่งผลต่อประสิทธิภาพของกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

9. ระบบรัฐราชการรวมศูนย์

ที่ยังคงขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาประชาชน แต่กลับไม่ยอมเดินหน้ากระจายอำนาจ-งบประมาณ-บุคลากรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

10. กลุ่มภาคประชาสังคม-ภาคประชาชน

ที่ยังคงเสี่ยงถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการเรียกร้องข้อเสนอเชิงนโยบาย แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสันติ

11. นักโทษทางการเมืองหลายคน

ที่ยังคงถูกกักขังระหว่างการพิจารณาคดีโดยไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งที่ไม่ได้มีพฤติกรรมหลบหนี

ทั้ง 11 ปัญหานี้ มีจุดเชื่อมโยงเดียวกัน คือ “รัฐธรรมนูญ 2560”

แม้รัฐประหาร 2557 จะได้ผ่านพ้นมาแล้ว 11 ปี

แต่หลายปัญหาของประเทศเราทุกวันนี้ เป็นผลลัพธ์จากมรดกคณะรัฐประหารที่มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญ 2560”

หากเราต้องการหลุดพ้นจากมรดาของรัฐประหาร 2557

หากเราต้องการแก้ปัญหา 11 อย่างในข้างต้นนี้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ กุญแจดอกสำคัญ

หายใจก็ผิด!รองเลขาธิการนายกฯพ้อ‘แพทองธาร’โดนมุ่งดิสเครดิต

หายใจก็ผิด!รองเลขาธิการนายกฯพ้อ‘แพทองธาร’โดนมุ่งดิสเครดิต

หายใจก็ผิด!รองเลขาธิการนายกฯพ้อ‘แพทองธาร’โดนมุ่งดิสเครดิต

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.34 น.

‘สมคิด’ตัดพ้อ‘นายกฯอิ๊งค์’ทำอะไรก็ผิด หลังถูกกล่าวหาใช้‘งบหลวง’ไปงานส่วนตัวต่างประเทศ ยัน‘แพทองธาร’ไปทำงานเพื่อประชาชน เมินอาจถูกร้อง‘ป.ป.ช.’ ลั่นพร้อมชี้แจง ไม่ได้ทำอะไรผิด

เมื่อเวลา 09.25 น.วันที่ 22 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง กล่าวถึงกรณีนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และนักวิชาการ ตั้งข้อสังเกตการเดินทางไปต่างประเทศของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ใช้งบประมาณแผ่นดินไปภารกิจส่วนตัวหรือไม่โดยที่ไม่ได้พบกับผู้นำต่างประเทศ ว่า คนที่โจมตี หายใจก็โจมตี ทำอะไรก็โจมตี ขนาดแต่งตัวก็โจมตี ไม่ทราบว่าว่างงานหรือไม่ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไปทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และไปงานราชการ โดยที่งานบางเรื่องก็สามารถอธิบายได้ บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร และนายกรัฐมนตรีไม่ได้คิดแต่จะทำเรื่องส่วนตัวอย่างเดียว ตนไม่อยากให้เรื่องนี้ดราม่าจนเกินเหตุ ขอให้กำลังใจคนทำงานดีกว่า

นายสมคิด ย้อนถามบุคคลที่โจมตีนายกฯ ให้ลองกลับมาเป็นตัวเองบ้างว่าจะเป็นอย่างไร จึงอยากฝากบุคคลที่โจมตีไว้ว่า ขอให้ใช้เหตุใช้ผล เอาใจเขาใส่ใจเรา เพราะการทำงานไม่ได้ดั่งใจทุกคน ซึ่งคนไม่ถูกใจก็จะต่อว่าต่อขาน โดยที่บางทีต้องเห็นใจคนทำงาน

เมื่อถามว่า ที่มีการตั้งคำถามว่าการเดินทางไปเยือนต่างประเทศครั้งนี้ไม่ได้พบกับผู้นำประเทศ หรือผู้บริหารสูงสุด นายสมคิด กล่าวว่า บางเรื่องไม่ได้ไปเป็นทางการแบบนั้น เพราะมีบางเรื่องต้องไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งการเข้าพบผู้นำเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงยืนยันได้ว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งนายกฯ และทีมงาน รู้ข้อกฎหมายอยู่แล้ว

“ส่วนคนที่ด่า ตนก็บอกแล้วว่า ไปก็ผิด พูดดังก็ผิด พูดเบาก็ผิด ทำอะไรก็ผิดหมด ซึ่งคนเหล่านี้มีแต่หน้าเดิมๆ” นายสมคิด กล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายตรงข้ามอาจจะนำเรื่องดังกล่าวไปร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ นายสมคิด กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นอะไรว่ากันไปตามกระบวนการ ซึ่งเรื่องนี้ห้ามเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปชี้แจง เชื่อว่า จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะรัฐบาลไปทำงาน

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นกำหนดการนายกฯ แต่ยืนยันว่า นายกฯ ไปทำงานเพื่อประชาชน ไม่เป็นไปตามข้อครหา และมองว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการดิสเครดิตนายกฯ ซึ่งก็มีอยู่บ่อยๆ

เปิดคำวินิจฉัย! กกต.ยกคำร้อง เลือก สว.ระดับจังหวัดบุรีรัมย์ ฮั้ว

เปิดคำวินิจฉัย! กกต.ยกคำร้อง เลือก สว.ระดับจังหวัดบุรีรัมย์ ฮั้ว

เปิดคำวินิจฉัย! กกต.ยกคำร้อง เลือก สว.ระดับจังหวัดบุรีรัมย์ ฮั้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

เปิดคำวินิจฉัย กกต. ยกคำร้อง เลือก สว.ระดับจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มสื่อสารมวลชน ไม่พบมีพรรคการเมืองจัดตั้งกลุ่มผู้สมัคร หรือว่าจ้างให้ลงสมัคร

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัยกกต.ที่ให้ยกคำร้องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับจังหวัดของจ.บุรีรัมย์ กรณีก่อนประกาศผลการเลือกนายบุรี ราดแก้ว นายวิเชียร เศษสุวรรณ นายไสว ชนิดนอก น.ส.เบญจมาศ อุมมะลี น.ส.ปริญญา ดาบรัมย์ นายถาวร ภูมิไธสง นายบุญร่วม แตบไธสง ผู้ถูกร้องที่ 1-7 ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด กลุ่มที่ 18 สื่อสารมวลชน ถูกร้องว่ากระทำการให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสว. หรือถอนการสมัคร หรือจูงใจให้ผู้สมัคร หรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้ผู้ใดตามมาตรา 77 (1) และมาตรา 81 และกรณีรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือก เพราะไม่ใช่บุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามมาตรา 11 (18) และมาตรา74 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยกันได้มาซึ่งสว.2561

โดยกกต.ระบุเหตุผลว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง ถ้อยคำของผู้ร้องแล้วเห็นว่าเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น อีกทั้งผู้ถูกร้องทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่า สมัครเป็นสว.ด้วยความสมัครใจ ใช้เงินส่วนตัวชำระค่าสมัคร ไม่ได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้สมัครหรือมีการว่าจ้างให้สมัครรับเลือกเป็นสว. และมีพยานไต่สวนประกอบคนที่ 1-28 ซึ่งเป็นผอ.การเลือกระดับอำเภอ ผู้สมัครรับเลือกเป็นสว.ระดับอำเภอ ผู้นำชุมชน ประชาชนในจ.บุรีรัมย์ ก็ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่าไม่เคยทราบข่าวว่า มีกลุ่มผลประโยชน์หรือพรรคการ เมืองจัดตั้งกลุ่มผู้สมัคร หรือว่าจ้างให้บุคคลใดมาสมัครรับเลือกเป็นสว. และไม่พบว่ามีผู้นำชุมชนคนใดนำบุคคลมาสมัคร และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ถึง 7 กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 77 (1) แและมาตรา 81

ส่วนที่ร้องว่าผู้ถูกร้องที่ 1-7 ไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัครนั้น จากการไต่สวนผู้ร้องที่ 1-7 ให้ถ้อยคำยืนยันว่าตนเองมีคุณสมบัติในการลงสมัคร โดยผู้ถูกร้องที่ 1 ประกอบอาชีพเป็นผู้ช่วยโฆษกมัคทายกวัด มากว่า 11 ปี ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นหมอสู่ขวัญ และปราชญ์ชาวบ้าน มาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกร้องที่ 3 เป็นนักร้องหมอลำมากว่า 20 ปี ผู้ถูกร้องที่ 4 และ 5 เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีหน้าที่ประชาสัม พันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับสาธารณสุขมาตั้งแต่ปี 2554 ผู้ถูกร้องที่ 6 ประกอบอาชีพรับจ้างถ่ายภาพโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่านรถติดตั้งเครื่องขยายเสียง มากว่า 10 ปี และผู้ถูกร้องที่ 7 ประกอบอาชีพรับจ้างรถแห่ประชาสัมพันธ์นานกว่า 10 ปี และพยานประกอบคนที่ 1-12 ซึ่งเป็นผอ.การเลือกระดับอำเภอ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.คูเมือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์ ให้ถ้อยคำสอดคล้องว่าตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามในการสมัครเป็นสว.ตามแนวทางที่สำนักงานกกต.ได้กำหนดจากใบสมัครรับเลือกเป็นสว. (สว.2) ข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) หนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ หรือการทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) รวมทั้งมีหนังสือถึงหน่วยงานสนับสนุนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกเป็นสว. ของผู้สมัครทุกคน ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องที่ 1-7 ไม่มีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจึงได้รับสมัคร และผอ.เลือกระดับอำเภอ ได้ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกแยกเป็นรายกลุ่ม ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาทั้งสว. มาตรา 21 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกรอบหน้าที่และอำนาจของผอ.การเลือกระดับอำเภอ กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1-7 มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์การทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันว่ามีการกระทำฝ่าฝืนตามข้อกล่าวหา

‘นายกฯอิ๊งค์’พบผู้บริหารห้างค้าปลีกยักษ์กรุงลอนดอน ชมสินค้าหมวดเกษตร

'นายกฯอิ๊งค์'พบผู้บริหารห้างค้าปลีกยักษ์กรุงลอนดอน ชมสินค้าหมวดเกษตร

‘นายกฯอิ๊งค์’พบผู้บริหารห้างค้าปลีกยักษ์กรุงลอนดอน ชมสินค้าหมวดเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.43 น.

“นายกฯอิ๊งค์” พบผู้บริหาร Wing Yip ห้างค้าปลีกยักษ์กรุงลอนดอน ชมสินค้าหมวดเกษตร สั่งการทุกหน่วยงาน ดัน Soft Power ด้านอาหาร เจาะตลาด ตปท.สร้างมูลค่า ศก.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เวลา 16.30 น.ของประเทศอังกฤษ ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 22:30 น.ตามเวลาในประเทศไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ นำโดยนายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เดินทางไปที่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์สโตร์ Wing Yip สาขา Cricklewood ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นหนึ่งในห้างค้าปลีกที่สำคัญของอังกฤษ โดยห้างนี้มีการนำเข้าสินค้าทั่วเอเชียโดยเฉพาะสินค้าจากประเทศไทยมีมากเป็นพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมามีการนำเข้าสินค้าหลายประเภทจากประเทศไทยโดยมี คุณ สุจินดา มั่นพุทธคุณ ยิป Trustee of Wing Yip & brother foundation และ Mr. Junny Shek ผู้จัดการ Wing Yip สาขา Cricklewood ให้การต้อนรับ 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชม สินค้าไทยในหมวดเกษตรและอาหาร ที่มีการวางจำหน่าย อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวแท่ง ผลไม้สด (เงาะ มังคุด มะพร้าว) ผัก (สะตอ พริกไทยอ่อน รากผักชี มะเขือเปราะ) อาหารกระป๋อง เครื่องปรุงรส อาหารแช่แข็ง ผลไม้แช่แข็ง (ทุเรียนหมอนทอง) เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว กว่าพันรายการ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวอังกฤษ สะท้อนถึงศักยภาพของอาหารไทยในการสร้าง Soft Power และขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้  ซูเปอร์สโตร์ Wing Yip ถือเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายสินค้าอาหารจากเอเชียใน ประเทศอังกฤษ โดยมีมากกว่า 4,500 รายการจากหลากหลายประเทศ และมีสาขาในเมืองสำคัญ อาทิ เบอร์มิงแฮม แมนเชสเตอร์ ครอยดอน และคริกเกิลวูด โดยสินค้าจากประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าหลักที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Soft Power ด้านอาหาร และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในเวทีโลก ในโอกาสนี้รัฐบาลได้เชิญผู้บริหาร Wing Yip เข้าร่วมงาน Thaifex 2025 ด้วย ซึ่ง Wing Yip มีความสนใจในการนำเข้าสินค้าเครื่องดื่มและขนมไทยเพิ่มเติมเพื่อนำมาวางจำหน่ายในห้างฯ ต่อไป