เคมีระเบิด! ‘ธัญญ่า-หนิง’ปล่อยภาพชวนจิ้นเนื้อแนบเนื้อ แฟนคลับแห่แซวยูริรุ่นใหญ่

เคมีระเบิด! 'ธัญญ่า-หนิง'ปล่อยภาพชวนจิ้นเนื้อแนบเนื้อ แฟนคลับแห่แซวยูริรุ่นใหญ่

เคมีระเบิด! ‘ธัญญ่า-หนิง’ปล่อยภาพชวนจิ้นเนื้อแนบเนื้อ แฟนคลับแห่แซวยูริรุ่นใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.03 น.

29 พฤษภาคม 2568 ทำเอาแฟนคลับที่เห็นภาพถึงกับกรี๊ดสนั่นเมื่อ ‘ธัญญ่า’ ธัญญาเรศ เองตระกูล โพสต์ภาพลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว ‘@tanya_liyah’จับมือกับเพื่อนซี้ ‘หนิง’ ปณิตา พัฒนาหิรัญ ประชันความสวยปล่อยช็อตเด็ดกับแฟชั่นเซ็ตทำเอาไฟลุก เพราะมีความเซ็กซี่เบาๆ เรียกว่าแต่ละช็อตนั้นเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับ 

โดยหลังจากที่  ‘ธัญญ่า ธัญญาเรศ’ ได้ปล่อยภาพนี้ออกไปนั้น ก็มีชาวโซเชียลเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น  ตูมแตกระเบิดระเบ้อๆ , เขินอ่าาา น่ารักมากกกก , คือพี่คะดีมากกกก แซ่บมากกกก ส่งผลต่อใจมากกกก 

ถึงกับยกมือไหว้! ‘แทค ภรัณยู’ขอฝากข้อความถึง’ลิซ่า ลลิษา’ ชาวเน็ตแห่ถูกใจเพียบ

ถึงกับยกมือไหว้! 'แทค ภรัณยู'ขอฝากข้อความถึง'ลิซ่า ลลิษา' ชาวเน็ตแห่ถูกใจเพียบ

ถึงกับยกมือไหว้! ‘แทค ภรัณยู’ขอฝากข้อความถึง’ลิซ่า ลลิษา’ ชาวเน็ตแห่ถูกใจเพียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.05 น.

29 พฤษภาคม 2568  หลังจากที่ศิลปินชื่อดังก้องโลก ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ปล่อยท่าเต้นจากเพลงใหม่ ‘When I’m With You’ ลงบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก จนแฟนๆ แห่ทำชาเลนจ์ทำคลิปทำของหล่นเต้นท่าทุบสะโพกตามกันทั้งวงการ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดดาราชื่อดัง ‘แทค’ ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม ได้โพสต์คลิปลงในอินสตาแกรมส่วนตัว “@tack_pharunyoo” พร้อมใส่แคปชั่น ตัวแทนหมู่บ้านละ @lalalalisa_m  ท่าเต้นใหม่ได้ไหมลูก ถือว่า เป็นคำขอของวัยรุ่น กระดูกกรอบ แปะ เปะ #ท่าเต้นน้อง#ลงแล้วไม่ขึ้น พร้อมกล่าวว่า “พี่อยากจะบอกน้องลิซ่าว่า ท่าของน้องลิซ่าเต้นสวย เซ็กซี่แต่พวกพี่อายุเกิน 30 40 ไป 50 ไป พี่ว่ามันไม่ได้ลูก เนี่ยท่าหนูมันไม่ได้จริงๆ ลูก เอวถ้ามันลงมันลงแล้วลูก ยังไงฝากท่าเต้นใหม่ได้ไหมลูก ที่แบบไม่ต้องใช้ข้อเข่าเยอะใช้แค่เอวพอลูก ยังไงฝากน้องลิซ่าด้วย (ยกมือไหว้)”

หลังจากที่ ‘แทค ภรัณยู’ ได้โพสต์ข้อความนี้ออกไปนั้นก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนพ้องในวงการบันเทิง อย่าง ‘เปิ้ล นาคร’ ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า “555….ลองแล้วเหมือนกัน ลุกไม่ขึ้นเลย…เสียงดังกร๊อบบบบบ” รวมถึงชาวเน็ตก็คอมเมนต์ว่า ทางนี้ เข้าโรงพยาบาล ตั้งแต่น้องลิซ่าลงคลิป 10 นาทีแรกแล้วค่ะ , โอ้ย เป็นตัวแทนหมู่บ้าน555 , เข้าใจแทคเลยฮะ ลงได้ แต่ขึ้นค่อนข้างนาน เผลอๆดังกร๊อบ

สับสนั่นโซเชียล! ชุด’เบนซ์ พริกไทย’ขึ้นโชว์ ชาวเน็ตมอง’แซ่บ’หรือ’โป๊’

สับสนั่นโซเชียล! ชุด'เบนซ์ พริกไทย'ขึ้นโชว์ ชาวเน็ตมอง'แซ่บ'หรือ'โป๊'

สับสนั่นโซเชียล! ชุด’เบนซ์ พริกไทย’ขึ้นโชว์ ชาวเน็ตมอง’แซ่บ’หรือ’โป๊’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.51 น.

สับสนั่นโซเชียล! ชุด “เบนซ์ พริกไทย” บนเวทีกับ “ใบเตย อาร์สยาม” ชาวเน็ตมอง “แซ่บ” หรือ “โป๊”

นักร้องสาวเสียงดี เบนซ์ พริกไทย หรือ ภรสัสนณ์ วัชรคีรินทร์ กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลังปรากฏตัวในชุดบอดี้สูทสีเนื้อสุดแซ่บ อวดหุ่นเป๊ะขณะขึ้นร้องเพลงคู่กับ ใบเตย อาร์สยาม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ชุดดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน บางส่วนชื่นชมว่าเป็นแฟชั่นบนเวทีที่สวยงามและเซ็กซี่เหมาะสม ขณะที่อีกหลายคนมองว่าชุดนี้ดูโป๊เกินไปและไม่เหมาะสม

009

https://www.tiktok.com/embed/v2/7509770268886224136?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fentertain%2F888008

‘สว.’ตั้ง‘กมธ.สอบประวัติฯ’ 3 คณะรวด‘กกต.-ตุลาการศาลรธน.-อสส.’

‘สว.’ตั้ง‘กมธ.สอบประวัติฯ’ 3 คณะรวด‘กกต.-ตุลาการศาลรธน.-อสส.’

‘สว.’ตั้ง‘กมธ.สอบประวัติฯ’ 3 คณะรวด‘กกต.-ตุลาการศาลรธน.-อสส.’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

‘สว.’ตั้ง‘กมธ.สอบประวัติฯ’ 3 คณะรวด‘กกต.-ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-อัยการสูงสุด’ พบ‘ผู้ว่าฯปู-กอบ-สวัสดิ์-วุฒิชาติ’สลับนั่งคุมทุกชุด

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 30 พ.ค.68 ที่รัฐสภา ในวาระพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอัยการสูงสุด

ผลปรากกฎว่ารายชื่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ของบุคคลได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 15 คน ดังนี้

1.นายกมล รอดคล้าย

2. พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ

3. นายจำลอง อนันตสุข

4. นายธนกร ถาวรชินโชติ

5. นายธนชัย แซ่จึง

6. นางธารนี ปรีดาสันติ์

7. นายนิพนธ์ เอกวานิช

8. ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด

9. นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล

10. นางรจนา เพิ่มพูล

11. นายฤชุ แก้วลาย

12. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์

13. นางวลีรักษ์ พัชระเมธาพัฒน์

14. นายวิเชียร ชัยสถาพร

15. นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์

ขณะที่ การเสนอรายชื่อกรรมาธิการสามัญสอบประวัติฯ ของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 15 คน ได้แก่ 

1. นายจตุพร เรียงเงิน

2. นางสาวชญานัน ตริยตกาลชัย

3. นายนฤพล สุคนธชาติ

4. นายนิสิต พลกลิ่น

5. นายพิชาญ พรศิริประทาน

6. นายพิบูล หฤหรรษปราการ

7. นายภมร เชาวศิริกุล

8. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีรนันท์

9. นายวิรัช ลิ้มสุวัฒน์

10. นายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงสี

11. พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา

12. นายสุธน กล้าการขาย

13. พลตำรวจตรีสุนทร ขวัญเพชร

14. นายโสภณ มโนมยา

15. นายเอมอร ศรีกงพาน

สำหรับคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด มีจำนวน 15 คน ได้แก่ 

1. พันตำรวจเอกกอบ อัจจนากิตติ

2. นางสาวเขมรัตน์ สุรเมธีมานพ

3. นายจำลอง อนันตสุข

4. นายชาญวิทย์ บรรจงการ

5. นายธวัช สุรหว่าง

6. นายบุญชอบ สะสมทรัพย์

7. นายพิสูจน์ รัตนวงศ์

8. นายฤชุ แก้วลาย

9. นางวราพัฒน์ ไพพรรณวรรัตน์

10. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีรนันท์

11. นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง

12. นายวิรัตน์ รักพันธุ์

13. นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร

14. นายสัมพันธ์ ไชยวิเศษจินดา

15. นางสาวอัจฉราพรรณ หอมรส

ทั้งนี้ ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน ตั้งแต่วันที่ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯ

จากนั้น เวลา 14.00 น. ที่ประชุมวุฒิสภาดำเนินการเข้าสู่วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเป็นการประชุมลับ

‘ป.ป.ช.’ประชุมใหญ่ 4 มิ.ย. คาดหลักฐาน‘ชั้น14’ส่งศาลฎีกาฯสัปดาห์หน้า

‘ป.ป.ช.’ประชุมใหญ่ 4 มิ.ย. คาดหลักฐาน‘ชั้น14’ส่งศาลฎีกาฯสัปดาห์หน้า

‘ป.ป.ช.’ประชุมใหญ่ 4 มิ.ย. คาดหลักฐาน‘ชั้น14’ส่งศาลฎีกาฯสัปดาห์หน้า

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

‘รองเลขา ป.ป.ช.’ย้ำหลักฐาน‘ชั้น14’ส่งศาลฎีกาฯไม่มีปัญหา แต่ไม่ยืนยันส่งแล้วหรือไม่ จับตา‘ป.ป.ช.’ชุดใหญ่ประชุม 4 มิ.ย. คาดส่งในสัปดาห์หน้า

30 พ.ค.68 ที่ จ.นครนายก นายศรชัย ชูวิเชียร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. ในฐานะโจทก์ ส่งเอกสารหลักฐานให้กับศาลภายใน 30 วัน กรณีการรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจว่า เบื้องต้นทางสำนัก งาน ป.ป.ช.ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้ศาลตามคำสั่ง ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามย้ำว่าได้มีการส่งหลักฐานไปให้กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วหรือไม่ นายศรชัย ระบุว่า ตัวเองไม่แน่ใจ ต้องขอไปตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่ได้ส่งเอกสารหลักฐานให้กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่อง จากยังต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่  ซึ่งจะต้องเคาะว่าจะส่งเอกสารหลักฐานอะไรบ้างให้กับทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สำหรับการพิจารณานั้น คาดว่าจะมีการบรรจุเข้าวาระที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้  ซึ่งภายหลังการพิจารณาแล้ว ก็สามารถส่งเอกสารหลักฐานให้กับทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสัปดาห์หน้า

‘สรรเพชญ’ตั้งข้อสังเกตงบฯ 69 ห่วงขาดดุลสูง งบท้องถิ่นยังต่ำกว่ากฎหมายกำหนด

'สรรเพชญ'ตั้งข้อสังเกตงบฯ 69 ห่วงขาดดุลสูง งบท้องถิ่นยังต่ำกว่ากฎหมายกำหนด

‘สรรเพชญ’ตั้งข้อสังเกตงบฯ 69 ห่วงขาดดุลสูง งบท้องถิ่นยังต่ำกว่ากฎหมายกำหนด

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

‘สรรเพชญ’ตั้งข้อสังเกตงบฯ 69 ห่วงขาดดุลสูง งบท้องถิ่นยังต่ำกว่ากฎหมายกำหนด หวังรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 นายสรรเพชญ บุญญามณีสส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า แม้จะเป็นงบประมาณที่รัฐบาลจัดทำขึ้นในบริบทของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีประเด็นหลายด้านที่ควรจับตา โดยเฉพาะในเรื่องความสมดุลทางการคลัง และทิศทางการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายสรรเพชญ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นหลักที่ได้รับความสนใจ คือ การตั้งงบประมาณแบบขาดดุลในวงเงินสูงถึง 860,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลยังคงต้องพึ่งพาการกู้เงินอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยรายจ่าย ซึ่งตนเข้าใจได้ว่าเป็นความจำเป็นในระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาว ควรมีแผนลดระดับการขาดดุลและควบคุมหนี้สาธารณะให้เกิดเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ รวมถึงในส่วนของงบกลาง ซึ่งถูกจัดสรรไว้ถึง 632,968 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 16.7 ของงบประมาณทั้งหมด ยังเป็นงบที่ไม่มีการแจกแจงรายละเอียดอย่างเพียงพอ และมีลักษณะการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางค่อนข้างมาก ทำให้ยากต่อการตรวจสอบประสิทธิภาพในการใช้งบ แต่งบประมาณในส่วนนี้ก็ยังคงมีความจำเป็นในช่วงที่รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วนที่ไม่อาจคาดคะเนได้ ซึ่งหากรัฐบาลสามารถแจกแจงที่มาที่ไป การใช้จ่ายงบประมาณให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอย่างมาก และเป็นการย้ำให้ประชาชนได้เห็นถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้ในกระบวนการงบประมาณของรัฐบาล

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า เสนอข้อสังเกตต่อบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งควรมีบทบาทที่ชัดเจนและเชิงรุกมากยิ่งขึ้นในการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมเสนอให้ฟื้นฟูมาตรการลดราคาสินค้าจำเป็นในรูปแบบที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เช่น โครงการธงฟ้า ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า ไม่ใช่มุ่งเพียงลดราคาแต่กลับละเลยความปลอดภัยหรือคุณภาพที่ประชาชนควรได้รับ ทั้งนี้ ยังสะท้อนปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าว ซึ่งกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่และขยายการส่งออกในไตรมาสถัดไป เพื่อช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรและรักษาเสถียรภาพรายได้ของภาคเกษตรกรรมต่อไป

“ขณะที่ในด้านการกระจายอำนาจ งบประมาณที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแม้จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าร้อยละ 35 ตามกรอบแนวนโยบายการกระจายงบประมาณตามกฎหมาย จึงควรมีการเร่งรัดให้เกิดการกระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นจากฐานราก และตอบโจทย์พื้นที่ได้ตรงจุดมากขึ้น นายสรรเพชญเสนอว่า ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายการจัดสรรงบท้องถิ่นให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 ของงบทั้งหมด และควรมีการกระจายภารกิจด้านการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจและการพัฒนาที่ยั่งยืน”นายสรรเพชญ กล่าว

‘ผบ.ตร.’เร่งสร้างความมั่นใจนักบิน แจงตั้งงบ 950 ล้านซ่อมบำรุงอากาศยาน

‘ผบ.ตร.’เร่งสร้างความมั่นใจนักบิน แจงตั้งงบ 950 ล้านซ่อมบำรุงอากาศยาน

‘ผบ.ตร.’เร่งสร้างความมั่นใจนักบิน แจงตั้งงบ 950 ล้านซ่อมบำรุงอากาศยาน

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

‘ผบ.ตร.’ เดินหน้าสร้างความมั่นใจนักบิน แจงปมตั้งงบ 950ล้านซ่อมบำรุงอากาศยาน บอกปีนี้ยังไม่ได้ใช้ ขอวางแนวบริหารให้ถูกต้อง มีคุณภาพ คุ้มค่าเงิน ชี้คืบหน้าปฏิการเชิงรุกเหตุไม่สงบ จชต.เชื่อวันหน้าควบคุมได้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 พ.ค. ที่อาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการหารือกองบินตำรวจ ว่า เหตุที่เกิดขึ้นที่กองบินตำรวจเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะดำเนินการใน 2 ประเด็น คือ การสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นกับสังคม และต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักบินเพื่อทำหน้าที่ โดยระหว่างนี้จะเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อความโปร่งใสและเพื่อความสุจริตอย่างแท้จริง

เมื่อถามว่า เรื่องของสร้างความมั่นใจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนได้เดินทางไปที่กองบินตำรวจเพื่อวางแนวบริหารอากาศยาน วิธีการบริหารนักบิน และการซ่อมบำรุงต่างๆเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น

เมื่อถามว่าเครื่องบินตำรวจที่สามารถใช้ได้อยู่ในตอนนี้จะสามารถนำกลับมาใช้ได้เมื่อไหร่ หลังมีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เราใช้เวลาในการตรวจสอบ 1 สัปดาห์ โดยให้นักบินได้มีส่วนร่วมด้วยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักบิน และคาดว่าในวันเสาร์ที่ 31 พ.ค.นี้ จะสามารถเริ่มภารกิจที่จำเป็นได้

เมื่อถามว่า มีการตั้งงบประมาณในการซ่อมบำรุงปีละ 950 ล้านนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ  กล่าวว่า ในปีนี้เรายังไม่ได้ใช้งบประมาณ เพื่อวางแนวการบริหารใหม่ให้เกิดความถูกต้อง และเน้นในเรื่องของการซ่อมอากาศยานให้เกิดคุณภาพมากที่สุด คุ้มค่ากับงบประมาณให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่า มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปอยู่แล้วเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

เมื่อถามถึง กรณีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตำรวจมักเป็นเป้าในการก่อเหตุความไม่สงบจะมีการวางแนวทางอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป้าหมายที่ถูกกระทำไม่ใช่มีเพียงแค่เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร สามเณร ชาวบ้าน ซึ่งไม่ว่าคนที่นับถือศาสนาใดก็รู้สึกไม่สบายใจ และรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเรามีขีดจำกัดบริเวณแนวชายป่า ที่สะดวกต่อผู้ก่อความไม่สงบที่สามารถมาก่อเหตุและหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการยกระดับในการปฏิบัติ คือ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมและเน้นย้ำให้ฝ่ายความมั่นคงทำงานอย่างเต็มที่ด้วยการประสานกันเพื่อลดขีดจำกัดในการลงมาก่อเหตุ ขณะภายในก็เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง และศึกษาการระวังตนเอง โดยต้องไม่ประมาท 

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าการติดตามผู้ก่อเหตุ  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เราดำเนินการในเรื่องของแง่มุมการสืบสวน ทั้งยานพาหนะบุคคล ที่อยู่ระหว่างการสืบสวนของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งทหาร และตำรวจ ร่วมมือกันอยู่แล้ว โดยเห็นได้เมื่อวันที่ 29 พ.ค. การแถลงข่าวจะเห็นความคืบหน้าในการปฏิบัติการเชิงรุกในหลายวิธี จึงเชื่อว่า วันข้างหน้าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง 

สอบพยานแล้ว 60 ปาก! อธิบดี DSI เผยคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.67

สอบพยานแล้ว 60 ปาก! อธิบดี DSI เผยคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.67

สอบพยานแล้ว 60 ปาก! อธิบดี DSI เผยคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.67

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.24 น.

อธิบดี DSI เผยคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.67 ยังเดินหน้า แย้มสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 60 ปาก พร้อมปฏิเสธไม่ได้รอคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชี้ไม่เกี่ยวกันหาก 7 อรหันต์ไม่แจ้งข้อหา มาตรา 77(1)

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกอั้งยี่และผู้สนับสนุน ว่า ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 60 ปาก มีคนหลายกลุ่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบ รวมถ้อยคำให้การ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ เรื่องกรอบระยะเวลานั้นพนักงานสอบสวนพยายามเร่งรัดดำเนินการอย่างเร็วที่สุด ส่วนกรณีการดำเนินการของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ที่มีเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอ จำนวน 7 คนนั้น ตนไม่สามารถพูดหรือไปก้าวล่วงได้

เมื่อถามว่า ระยะเวลาใกล้งวดเข้ามาแล้วที่จะต้องพิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหา เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าดีเอสไอยังไม่พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่ – ฟอกเงิน เนื่องจากรอกระบวนการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ ให้เสร็จสิ้นก่อนหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวยืนยันว่า ไม่ได้เป็นเงื่อนไข เพราะเราก็รวบรวมพยานหลักฐานไปอีกส่วนหนึ่งเหมือนกัน

ต่อข้อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 โดยเฉพาะมาตรา 77(1) บุคคลนั้นก็จะไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอั้งยี่ – ฟอกเงิน ในส่วนของคดีอาญาดีเอสไอใช่หรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน ก่อนตัดบทผู้สื่อข่าว แล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับความผิดตามมาตรา 77(1) ที่มีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนถูกคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ระบุว่า มาตรา 77(1) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 กำหนดว่าผู้ใดกระทำการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

‘สว.มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน’เดินหน้าลุยไฟ ‘โหวตองค์กรอิสระ-ตั้งกมธ.สอบประวัติศาลฯ’

‘สว.มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน’เดินหน้าลุยไฟ ‘โหวตองค์กรอิสระ-ตั้งกมธ.สอบประวัติศาลฯ’

‘สว.มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน’เดินหน้าลุยไฟ ‘โหวตองค์กรอิสระ-ตั้งกมธ.สอบประวัติศาลฯ’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

“สว.มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน”ไม่เอาด้วย”ญัตติชะลอฯกลุ่มพันธุ์ใหม่” เดินหน้าลุยไฟ”โหวตองค์กรอิสระ-ตั้งกมธ.สอบประวัติศาลฯ” ด้าน”นันทนา-เปรมศักดิ์”ขอไม่ร่วมสังฆกรรม-วอล์คเอาท์จากห้องประชุม

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นกรณีพิเศษ ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วน ซึ่งเลื่อนญัตติ เรื่อง ขอให้ชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความเห็นชอบกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนกว่ามีคำตัดสินใจคดีที่ สว.จำนวนมากตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องในคดีฮั้วเลือก สว.เสนอโดย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.กลุ่มพันธ์ุใหม่ ขึ้นมาพิจารณาก่อนระเบียบวาระอื่น

โดย น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.อภิปรายสนับสนุนให้ชะลอกระบวนการไปจนกว่าถึงการประชุมสมัยสามัญ ในเดือน ก.ค.นี้ เพราะสังคมติเตียนอยู่ และต้องเรียกร้องให้องค์กรตรวจสอบ สว.เร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ไปไหนมีแต่คนถามว่าลงชื่อหรือยัง ตนบอกว่าไม่ได้ลง เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยในวุฒิสภา เพราะเป็นพี่น้อง กินข้าวด้วยกัน ไปไหนไปด้วยกันตลอด บางคนเป็นเพื่อนตั้งแต่เด็ก วันนี้ไม่มองหน้า เพราะทุกคนกังวล เครียด มองว่าอีกกลุ่มเป็นฝ่ายหนึ่ง กลุ่มที่ไม่มีค่ายถูกกล่าวหา คนที่มีค่ายถูกกล่าวหา

“เราเหมือนปลาที่อยู่ในห้องเดียวกัน เอาตัวเน่าออกมา แต่ถูกว่าเน่าทั้งหมด วันนี้ไปไหนมาไหนปัญหาเดียวกัน ถูกถามว่าสีไหน ทั้งที่ไม่มีสี มีข่าวลือไปแถวซอยรางน้ำ หรือเมืองที่มีสเตเดี้ยมใหญ่ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ และไม่มีใครชี้แจง สิ่งที่ดีที่สุดต้องออกมาชี้แจง ไม่ใช่บอกว่าคนที่พูดความจริงรับผิดชอบด้วยการบูชายันต์ ไม่ว่าได้รับคำสั่งจากใคร ขอให้งดฟังคำสั่งที่มาโดยไม่ถูกต้อง ใช้สมองและหัวใจของตนเองทำตามนั้น” น.ต.วุฒิพงศ์ อภิปราย

ด้าน นางประทุม วงศ์สวัสดิ์ สว.อภิปรายเห็นแย้งว่า การชะลอกระบวนการดังกล่าว ไม่ควรทำโดยง่ายหรือมีเหตุผลทางการเมือง เคารพหลักการประชาธิปไตยและยึดมั่นในการทำหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้เกิดการหมุมเวียนในองค์กรอิสระ ทั้งนี้ มีข้อเสนอตั้งคณะกรรมการติดตามเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ขอให้ใช้ดุลยพินิจของตนเองโดยซื่อสัตย์กับตนเอง คดีความที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องถูกกล่าวหามีสิทธิต่อสู้ในกระบวนการ แต่ไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลหลักในการเลื่อน ทั้งนี้ตนมองว่าเลื่อนไปก่อนไม่เสียหาย

“สงสัยว่าหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เลื่อนวันนี้ ไม่ต้องกังวลว่าการเลือกองค์กรอิสระ เชื่อได้อย่างไรว่าคนที่เลือก จะอยู่ใต้อำนาจพรรคหรือนักการเมือง ทำไมสบประมาทเขา คนที่ผ่านการสรรหาต้องมีดีเอ็นเอเป็นประชาธิปไตย” นางประทุม กล่าว

ขณะที่ฝ่ายที่เห็นแย้งกับญัตติ ย้ำถึงการใช้หน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อีกทั้งคดีที่ถูกตรวจสอบยังไม่มีการชี้ผลเป็นที่สิ้นสุด เช่น พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.อภิปรายโต้แย้งว่า สว.ที่ถูกเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว.มีจริยธรรม เพราะกระบวนการที่ไต่สวนในคดีฮั้ว สว.นั้นเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เราจึงเป็นผู้ที่ถูกกระทำจากอำนาจที่ไม่ชอบ ตนถือว่าตนเป็น สว.ที่ได้รับการเลือกด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมตามที่ กกต.ประกาศรับรอง จึงไม่อาจที่จะชะลอการดำเนินการที่จะแต่งตั้ง กมธ.ตามวาระได้ เพราะการตั้ง กมธ.สอบประวัติ มีขั้นตอนดำเนินงานตามระเบียบข้อบังคับวุฒิสภาและไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากระเบียบได้ ตนมองว่ามีกรอบระยะกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นกรรมการสรรหาคงไม่ยึดกรอบในการทำงาน

“การตรวจสอบประวัติ ไม่ได้ทำเฉพาะ กมธ.เท่านั้น ยังตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ใช้เวลาทำงานประมาณ 15 วัน ทุกอย่างมีกรอบทำงาน ทุกองค์กรต้องรักษา และทำให้ทันในกรอบเวลาของตนเอง ดังนั้น เมื่อรับเรื่องต้องทำตามหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนด อย่าพะวงเรื่องจริยธรรม ตราบใดที่ผมไม่เชื่อมั่นในองค์กรที่สอบสวนไต่สวนผมผมถือว่าผมเป็นผู้ที่มีจริยธรรม รวมถึง สว.ที่ถูกกล่าวหาทุกคน จึงไม่อาจชะลอตามญัตติที่เสนอได้” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ สว.อภิปรายครบถ้วนแล้ว ในเวลา 13.00 น.ที่ประชุมให้ลงมติเพื่อชี้ขาด โดยมติของที่ประชุมวุฒิสภา 125 ต่อ 37 เสียงไม่เห็นด้วยกับญัตติฯดังกล่าวของนายเทวฤทธิ์ โดยงดออกเสียง 12 เสียง จึงเดินหน้าพิจารณาเรื่องตามวาระที่กำหนดไว้ในระเบียบวาระต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่การลงมติดังกล่าวแล้วเสร็จ พบว่า นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กลุ่มสีขาว น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ รวมถึง สว.เสียงข้างน้อย แจ้งต่อที่ประชุมว่า ไม่ร่วมสังฆกรรมกับการประชุม สว.ในกระบวนการเห็นชอบองค์กรอิสระ ในวันนี้ (30 พ.ค.) จากนั้น น.ส.นันทนา ได้วอล์คเอาท์ออกจากห้องประชุม

‘วีระพันธ์’ชี้‘ถอยหนึ่งก้าว’ไม่ใช่ความอ่อนแอ สว. ขอเคลียร์ให้ชัดก่อนเลือกองค์กรอิสระ

‘วีระพันธ์’ชี้‘ถอยหนึ่งก้าว’ไม่ใช่ความอ่อนแอ สว. ขอเคลียร์ให้ชัดก่อนเลือกองค์กรอิสระ

‘วีระพันธ์’ชี้‘ถอยหนึ่งก้าว’ไม่ใช่ความอ่อนแอ สว. ขอเคลียร์ให้ชัดก่อนเลือกองค์กรอิสระ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

‘วีระพันธ์’ชี้‘ถอยหนึ่งก้าว’ไม่ใช่ความอ่อนแอ สว. ขอเคลียร์ให้ชัดก่อนเลือกองค์กรอิสระ

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “วันนี้ทางวุฒิสภาเราจะให้ความเห็นชอบรายชื่อบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระ และตั้งกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นกระบวนการปกติที่วุฒิสภาต้องทำตามรัฐธรรมนูญ แต่…

ตอนนี้ เราทราบกันดีว่า กำลังมีการตรวจสอบเรื่องที่มาของการเลือกกันเองของ ส.ว. โดยเฉพาะกรณีที่สื่อมวลชนเรียกว่า “ฮั้วเลือก ส.ว.” ซึ่งก็มีการทยอยเรียกหลายคนไปให้ข้อมูลกับ กกต. แม้ว่าในทางกฎหมาย พวกเราทุกคนยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังไม่มีใครถูกตัดสินว่าทำผิด แต่ในทางสังคม ความสงสัยจากประชาชนก็ยังมีอยู่ไม่น้อย

และตรงนี้เองครับที่ผมรู้สึกว่า หากเราจะเดินหน้าทำหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่มีอำนาจในการตรวจสอบเราเองด้วย มันอาจจะยังไม่เหมาะสมในจังหวะนี้ ผมไม่ได้บอกว่า ส.ว. ไม่มีสิทธิ์ทำหน้าที่ แต่ผมคิดว่า… เราควรเคลียร์ตัวเองให้ชัดก่อน

ให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปอย่างโปร่งใส แล้วค่อยกลับมาทำหน้าที่นี้อย่างสง่างาม พร้อมความไว้วางใจจากประชาชน บางครั้งการ “ถอยหนึ่งก้าว” ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นสัญญาณของความเข้มแข็งและมีวุฒิภาวะครับ”