‘แพทย์จุฬาฯ รุ่น34’หนุน’แพทยสภา’ยืนยันมติเดิม ชี้ควรเป็นอิสระวิชาชีพ นักการเมืองไม่เกี่ยว

'แพทย์จุฬาฯ รุ่น34'หนุน'แพทยสภา'ยืนยันมติเดิม ชี้ควรเป็นอิสระวิชาชีพ นักการเมืองไม่เกี่ยว

‘แพทย์จุฬาฯ รุ่น34’หนุน’แพทยสภา’ยืนยันมติเดิม ชี้ควรเป็นอิสระวิชาชีพ นักการเมืองไม่เกี่ยว

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.34 น.

‘แพทย์จุฬาฯ รุ่น34’ร่อนแถลงการณ์หนุน’แพทยสภา’ยืนยันมติเดิม ชี้ควรให้เป็นเรื่องอิสระของวิชาชีพ นักการเมืองไม่เกี่ยว 

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 แพทย์จุฬาฯ รุ่น 34 ได้ออกแถลงการณ์ พร้อมแนบรายชื่อ เพื่อร่วมแสดงออกถึงจุดยืน หลังจากที่ สภานายกพิเศษ หรือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ยับยั้งหรือวีโต้มติของที่ประชุมใหญ่แพทยสภา

โดยระบุว่า “แพทย์จุฬาฯ ดังมีรายชื่อต่อท้ายแถลงการณ์นี้ ขอแสดงออกถึงจุดยืนร่วมกัน หลังจากที่ได้ทราบว่า สภานายกพิเศษ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมพ.ศ. 2525 ยับยั้งหรือวีโต้มติของที่ประชุมใหญ่แพทยสภา

ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เป็นแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ จำนวน 70 คน เป็นกรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่งจำนวน 35 คน ซึ่งรวมถึงคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆถึง 28 คน และเป็นกรรมการแพทยสภาที่มาโดยการเลือกตั้งจากจำนวนแพทย์สมาชิกที่มีหลายหมื่นคน อีกจำนวน 35 คน

การที่คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ดังกล่าวข้างต้น จะมีมติใด โดยเฉพาะเรื่องการดูแลด้านจริยธรรม จรรยาบรรณของสมาชิกแพทย์ด้วยกันเองนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อยังประโยชน์ให้กับประชาชนหรือคนไข้จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดียิ่ง กอปรไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจรรยาบรรณ ซึ่งแพทยสภาจะให้ความเป็นธรรมเสมอมา

ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภาจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายคือ ผู้ป่วยหรือผู้ร้องเรียน และแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยการกลั่นกรองข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพสูงยิ่ง

ตั้งแต่ในชั้นคณะอนุกรรมการจริยธรรมซึ่งดูข้อเท็จจริงเบื้องต้น หลังจากนั้นถ้ามีมูล จึงจะส่งให้อนุกรรมการสอบสวน และสุดท้ายส่งเข้าคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ โดยที่ทางแพทยสภาได้จัดตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อดูแง่มุมให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น

คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ จึงใช้ข้อมูลที่มีรายละเอียดที่ครบถ้วนสมบูรณ์สูงมาก จากอนุกรรมการทั้งสามคณะ ใช้เวลามากพอสมควร จนหลายครั้งมีเสียงร้องเรียนว่าทำไมเรื่องถึงล่าช้ามาก

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นของการทำงาน กว่าจะได้มาซึ่งมติของคณะกรรมการแพทยสภา จึงต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความละเอียดรอบคอบในทุกมิติทุกประเด็น ตลอดจนระยะเวลานานพอสมควร  จึงมีความน่าเชื่อถือสูง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสภานายกพิเศษหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นประกอบจากคณะกรรมการที่ท่านรัฐมนตรีตั้งขึ้นเองอีก 10 คน ใช้เวลาประชุมเพียง 3 ครั้ง และใช้เวลาไม่มากนัก แล้วมีความเห็นสรุปส่งให้กับท่านรัฐมนตรี  จึงน่าเชื่อได้ว่าเป็นไปได้ยากมาก ที่จะมีข้อมูลข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่หนักแน่นมากเพียงพอและน่าเชื่อถือ จนกระทั่งนำมาสู่การยับยั้งหรือวีโต้มติของคณะกรรมการแพทยสภาดังกล่าวได้

ดังนั้นพวกเราแพทย์จุฬารุ่น 34 จึงขอเรียกร้องให้สังคมได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยขอสนับสนุนและให้กำลังใจกับคณะกรรมการแพทยสภา ขอให้ท่านกรรมการแพทยสภาทุกท่าน ได้โปรดเข้าร่วมประชุม และละเว้นการงดออกเสียง โดยร่วมกันยืนยันมติของแพทยสภาเดิม เพราะเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม ถูกต้อง เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพื่อเป็นการยืนยันถึงหลักการขององค์กรหรือสภาวิชาชีพ ที่นักการเมืองหรือเรื่องของทางการเมืองไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรให้เป็นเรื่องอิสระของวิชาชีพที่จะตรวจสอบกันเองต่อไป”

รายชื่อแพทย์จุฬาฯรุ่น 34 มีดังนี้

1) ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
2) นพ.สุพงค์ ชื่อลือชา
3) พล.อ.ต.นพ.ไกรสร วรดิถี
4) ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์
5) นพ.คำรพ เดชรัตนวิไชย
6) นพ.วิเชษฐ์  ฉัตรวิริยะเจริญ
7) นพ.สุนทร  เสรีเชษฐพงศ์
8) นพ. บุญ​เลิศ​ เตรียม​อมร​วุฒิ​
9) นพ.สมชัย โชคพัฒนาพงศ์
10) นพ.สุวิทย์ เด่นศิริอักษร
11) นพ. ธีรภัทร์ จุลละพราหมณ์
12) นพ.วิชัย อัศวภาคย์
13) ผศ .พญ. สุวิรากร ธรรมศักดิ์
14) นพ. อารมณ์ ปิติสุทธิธรรม
15) พ.ญ. กชกร สิริประเสริฐ
16) น.พ.จัตุรงค์ ภูพรวิวัฒน์
17) นพ.คมสันต์ ตรีรัตนกุลวงศ์
18) นพ.พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์
19) พญ.จิตลัดดา ดีโรจนวงศ์
20) นพ. ไพศาล นิโรภาส
21) พล.ร.ต.หญิง พญ. สุพิชชา แสงโชติ
22) พญ. สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ
23) นพ.สงวน คุณาพร
24) พญ. ปานฤทัย ตรีนวรัตน์
25) นพ.ณัฏฐ์คเณศ ปรัญชัยชญานนท์
26) นพ.จักรพงศ์ ไพบูลย์
27) พญ. ใจทิพย์ ไพบูลย์
28) นพ. องอาจ  ดีศิริ
29) นพ.วรชัย วงศ์วรกุล
30) นพ. อดิศักดิ์ ตรีนวรัตน์
31) ศ. พญ. ศิริวรรณ วนานุกูล
32) นพ.สุพจน์ หาญนิรัญกูร
33) ศ.นพ.พิเชฐ สัมปทานุกุล
34) นพ. สมพงษ์ พรวิลาวัณย์
35) พญ.สมลักษณ์ กาญจนาพงศ์กุล
36) พญ.วิไลวรรณ ศิริฤกษ์อุดมพร 
37) นพ.ไพโรจน์ จิรันดร
38) นพ.ชัยโรจน์ วรงค์ชยกุล
39) นพ. สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์
40) พญ. ลดาภรณ์ โพธิทัต
41) นพ ไพศาล รัมณีย์ธร
42) พญ.สุรีย์ จิรวิทยากุล
43) นพ.บุญชัย เอื้อไพโรจน์กิจ
44) พญ.สิริเพ็ญ ลีฬหะกร
45) นพ. ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์

‘อิ๊งค์’จ้อรายการ 1 มิ.ย.นี้ อัพเดท‘ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3-แข่งF1 ในไทย‘

'อิ๊งค์'จ้อรายการ 1 มิ.ย.นี้ อัพเดท‘ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3-แข่งF1 ในไทย‘

‘อิ๊งค์’จ้อรายการ 1 มิ.ย.นี้ อัพเดท‘ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3-แข่งF1 ในไทย‘

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.55 น.

‘โฆษก รบ.’ชวนชมรายการ‘โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร’ตอนที่ 5 โว’นายกฯ’เตรียมจ้อ‘ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3-แข่งF1 ในไทย‘ 1 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี จะจัดรายการ “โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ประจำเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการจัดรายการของนายกรัฐมนตรีตอนที่ 5 ในวันอาทิตย์ที่ 1 มิ.ย.2568 นี้ เวลา 08.00 -08.30 น.

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนรับฟังมุมมองจากนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 ที่เลื่อนออกไปก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจที่ประเทศไทยถูกตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้รุมเร้า

”นายกฯ จะอธิบายถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจในการใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ของปีงบประมาณ 2568 ที่จัดสรรเพื่อการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกมิติ ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำ การพัฒนาเส้นทางคมนาคม และการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัย สวยงาม และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรง และยั่งยืน 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ คือความคืบหน้าของโอกาสในการจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่ง ฟอร์มูล่าวัน(F1)ในประเทศไทย ซึ่งหากเกิดขึ้นไทยจะกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้จัดอีเว้นท์ระดับโลก ซึ่งจะสามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในทุกระดับ ทำให้ประเทศไทยไม่มีโลว์ซีซั่นอีกต่อไป” 

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะกล่าวถึงความสำเร็จของประเทศไทย ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีการหารือความร่วมมือในระดับภูมิภาคระหว่าง อาเซียน ตะวันออกกลาง และจีน เพื่อเตรียมรับมือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และเปิดประตูใหม่สู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนรับชม และรับฟังประเด็นสำคัญต่างๆ โดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ในรายการ “โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ได้ในวันอาทิตย์ที่ 1 มิ.ย.2568 เวลา 08.00 – 08.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ NBT 2HD และ TV5 เวลา 08.00 – 08.30 น. และทางช่อง 9 MCOT HD เวลา 09.30 – 10.00 น. และวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ 

‘สมชัย’ชี้‘แพทยสภา’ไม่โดดเดี่ยว จากนี้จะพิสูจน์‘ความถูกต้อง-อำนาจการเมือง’ใครจะชนะ

‘สมชัย’ชี้‘แพทยสภา’ไม่โดดเดี่ยว จากนี้จะพิสูจน์‘ความถูกต้อง-อำนาจการเมือง’ใครจะชนะ

‘สมชัย’ชี้‘แพทยสภา’ไม่โดดเดี่ยว จากนี้จะพิสูจน์‘ความถูกต้อง-อำนาจการเมือง’ใครจะชนะ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.28 น.

‘สมชัย’ชี้‘แพทยสภา’ไม่โดดเดี่ยว จากนี้จะพิสูจน์‘ความถูกต้อง-อำนาจการเมือง’ใครจะชนะ

30 พฤษภาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…

วันนี้มาถึงจุดที่คนจำนวนมากหลายสิบคนต้องเดือดร้อนจากการช่วยเหลือนักโทษคนหนึ่งให้ไม่ต้องลำบากอยู่ในเรือนจำ

ในอดีต หากใครมีอำนาจ การทำเรื่องราวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกลไกต่างๆในระบบราชการที่อยู่ภายใต้เขา อาจหลับหูหลับตาช่วยเหลือ โดยคิดว่าอำนาจที่เขามีอยู่จะช่วยค้ำจุนและปกป้อง

แต่วันนี้ไม่ใช่ พลังสังคมและพลังแห่งวิชาชีพ กลับตรงไปตรงมาและยิ่งใหญ่กว่า

เราจึงเห็นการก่นด่าในช่องทางสื่อสังคม เห็นการสนับสนุนจากบุคคลในวิชาชีพต่างๆ รวมถึงบรรดาแพทย์อาวุโส ที่ให้กำลังใจต่อแพทยสภาที่กล้าตัดสินอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยกลัวอำนาจทางการเมือง

ต่อจากนี้ คือ การพิสูจน์ว่าระหว่างอำนาจทางการเมืองกับความถูกต้อง ความเสมอภาคภายใต้การบังคับใช้กฎหมายในบ้านเมืองนี้

อะไรจะเป็นฝ่ายชนะ

วันนี้ สังคมฝากความหวังไว้ที่แพทยสภา และอยากบอกว่าสิ่งที่ท่านต่อสู้ ไม่ใช่เพียงเพื่อความถูกต้องในวิชาชีพเท่านั้น

แต่ยังเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้องของหลักนิติธรรมในแผ่นดินนี้ด้วย

ท่านไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวแน่นอน

ตรรกะวิบัติของ‘สมศักดิ์’!? ผอ.สถาบันอิศราชำแหละเหตุผลวีโต้‘แพทยสภา’จะวิบัติทั้งประเทศ

ตรรกะวิบัติของ‘สมศักดิ์’!? ผอ.สถาบันอิศราชำแหละเหตุผลวีโต้‘แพทยสภา’จะวิบัติทั้งประเทศ

ตรรกะวิบัติของ‘สมศักดิ์’!? ผอ.สถาบันอิศราชำแหละเหตุผลวีโต้‘แพทยสภา’จะวิบัติทั้งประเทศ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.58 น.

ตรรกะวิบัติของ‘สมศักดิ์’!? ผอ.สถาบันอิศราชำแหละเหตุผลวีโต้‘แพทยสภา’จะวิบัติทั้งประเทศ

30 พฤษภาคม 2568 นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ทำหนังสือส่งถึงแพทยสภาทบทวนการพิจารณาลงโทษแพทย์ 3 คน กรณีรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น14 โรงพยาบาลตำรวจ ระบุว่า…

#ตรรกะวิบัติ? ของ ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภา ได้ทำความเห็นยับยั้ง หรือ วีโต้ มติแพทยสภา ที่ให้ลงโทษแพทย์สามรายกรณีป่วยทิพย์ ของ นายทักษิณ ชินวัตร เพื่อจะได้พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ต้องถูกจองจำในเรือนจำ

ในหนังสือของ นายสมศักดิ์ ซึ่งวีโต้มติแพทยสภา ได้อ้างหลักการพื้นฐานในการพิจารณาว่า “หลักจริยธรรมทางการแพทย์มีเจตนารมณ์สําคัญ เพื่อให้การรักษาและการดูแลผู้ป่วยมีความถูกต้อง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม และสร้างความ ไว้วางใจระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ และการกําหนดความรับผิดชอบและหน้าที่ของแพทย์ที่มีต่อผู้ป่วย

“ดังนั้นการตีความและการวินิจฉัยพฤติการณ์การกระทําของผู้ประกอบวิชาชีพใดว่าผิดต่อข้อกําหนดว่าด้วยจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ เพียงใดจึงต้องนําข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความเสียหายหรือผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ป่วยมาใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัยเสมอ

“หากไม่แล้วการพิจารณาและวินิจฉัยดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมายกล่าวโทษในฐานะคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครองอย่างเต็มที่โดยเฉพาะสิทธิในการโต้แย้งและแสดงหลักฐานและสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความเป็นกลาง”

อ่านเผินๆแล้ว เป็นหลักการที่ดี ที่ต้องการให้แพทย์มีความรับผิดชอบต่อผู้ป่วยอย่างเต็มที่

แต่เป็นตรรกะวิบัติที่ใช้เป็นข้ออ้างในการวีโต้มติแพทยสภา ในการลงโทษแพทย์ ในกรณีป่วยทิพย์ ชั้น 14 ซึ่งใครๆก็คาดเดาได้อยู่แล้วว่า จิตเจตนาที่แท้จริงของนายสมศักดิ์ คืออะไร

ผู้เขียนจะไม่ลงรายละเอียดหรือมีความเห็นว่าการลงโทษแพทย์ กรณีป่วยทิพย์ ถูกหรือผิด สมควรหรือไม่สมควรอย่างไร

แต่ต้องการบอกเพียงว่า ถ้าใช้หลักการพื้นฐานที่นายสมศักดิ์ อ้างว่า

“ต้องนําข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความเสียหายหรือผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ป่วยมาใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัยเสมอ

“หากไม่แล้วการพิจารณาและวินิจฉัยดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

คำถามง่ายๆ ถ้าใช้หลักการว่า ต้องใช้ความเสียหายของผู้ป่วยมาใช้ในการพิจารณาลงโทษแพทย์เท่านั้น

กรณีการออกใบรับรองแพทย์เท็จเพื่อให้คนไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำใบขับขี่ การเกณฑ์ทหาร หากกรณีต้องใช้ใบรับรองแพทย์ ผู้เสียหายคือใคร?

แน่นอนผู้เสียหาย ไม่ใช่คนที่ขอให้ออกใบรับรองแพทย์เท็จ หรือ ผู้ป่วยทิพย์

แต่ผู้เสียหายคือรัฐ(สาธารณะ) และประชาชนทั่วไป เช่น การออกใบรับรองแพทย์ เพื่อจะได้ไม่ถูกเกณฑ์ทหารผู้เสียหายคือรัฐที่ทำให้ขาดกำลังคนในการป้องกันประเทศหรือ ขณะเดียวกันอาจทำให้บุคคลอื่นต้องถูกเกณฑ์ทหารแทน

หรือ ทำให้ผู้มีสมรรถนะทางร่างกายบกพร่อง ได้รับใบ อนุญาตขับขี่ ผู้เสียหายนอกจากรัฐแล้ว กรณีที่เกิดอุบัติเหตุเพราะความบกพร่องของร่างกายอาจทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับอันตรายอย่างสาหัสได้

เอาให้ตรงประเด็น กรณีการออกใบรับรองแพทย์เท็จเพื่อที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยว่า ป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นศาลโดยอ้างว่า ป่วยหนักจนไม่สามารถเดินทางมาได้ ผู้เสียหายคือรัฐและกระบวนการยุติธรรม

มีหลายกรณีที่ศาลไม่เชื่อว่า จำเลยหรือผู้ต้องหาป่วยหนักตามใบรับรองแพทย์ จนให้มีการตรวจสอบ

มีอยู่คดีหนึ่งที่จำเลยอ้างว่าป่วยหนักอยู่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่งคนไปตรวจสอบและสั่งให้จำเลยมาศาล

ถามว่า กรณีเหล่านี้หากแพทย์ผู้รับรับรองหรือออกใบรับรองแพทย์เท็จเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยทิพย์ แต่รัฐและสาธารณะ เป็นผู้เสียหายนั้น

แพทยสภาสามารถลงโทษแพทย์เหล่านี้ได้หรือไม่

ถ้านายสมศักดิ์ยังข้องใจว่าวิธีคิดตามหลักการดังกล่าว เป็น ตรรกะวิบัติหรือไม่ ให้ไปตรวจสอบ การลงโทษแพทย์ที่ออกใบรับรองแพทย์เท็จเพื่อผู้ป่วยทิพย์ ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ในกรณีใดบ้าง

ถ้าแพทยสภา ไม่สามารถลงโทษแพทย์ที่ช่วยเหลือ ให้นักโทษ โดยอ้างว่าป่วยทิพย์ จนไม่ต้องถูกจองจำในเรือนจำได้

ไม่ใช่ตรรกะเท่านั้นที่วิบัติ แต่จะวิบัติทั้งประเทศ

บทความโดย : ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

ชง 5 ข้อปลุก‘ประชาคมแพทย์’ โค่นรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’

ชง 5 ข้อปลุก‘ประชาคมแพทย์’ โค่นรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’

ชง 5 ข้อปลุก‘ประชาคมแพทย์’ โค่นรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

ชง 5 ข้อปลุก‘ประชาคมแพทย์’ โค่นรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’

ดร.นพ.ประยงค์ เต็มชวาลา อดีตนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2516 ออกแถลงการณ์ถึง “ประชาคมแพทย์” ทั่วราชอาณาจักร ระบุว่า…

ผมขอขอบคุณท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านสร้างปรากฏการณ์แห่งความสามัคคีในหมู่มวลแพทย์ทั้งประเทศให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีกัน อีกครั้งหนึ่ง(อย่างไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา)

ขอบคุณท่านที่ปลุกพวกเราเหล่าแพทย์ที่แทบไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเหตุบ้านการเมือง หรือแม้การประชุมของแพทยสภาเท่าใดนัก

ด้วยสถานการณ์เวลานี้ ฝ่ายการเมืองได้วีโต้ มติของแพทยสภา (evidence based ได้แก่ ทักษิณ discredited องค์กรแพทยสภา , รมต.สมศักดิ์ ให้ข้อมูลแก่สาธารณะ ว่า ได้รับข้อมูลจากแพทยสภาไม่ครบ) ไปเรียบร้อย

คำถาม คือ เราต้องการเห็นอะไรในบ้านเมืองนับต่อจากวันนี้

ผมใคร่ขอเสนอว่าแพทย์เราน่าจะต้องเตรียมหามาตรการที่จะเป็นแนวทางต่อสู้กับฝ่ายการเมืองนี้โดยเร่งด่วนที่สุด และการเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องเป็นไปอย่าง radical change ที่เปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน

โดยมีข้อเสนอ ดังนี้

1) กระตุ้น และเชิญชวนแพทย์ที่เป็นกรรมการแพทยสภา (ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง) ให้เข้าร่วมประชุมกรรมการแพทยสภา

+ เพื่อให้ครบองค์ประชุมและมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 2ใน3 ขององค์ประชุม

+ คือไม่น้อยกว่า 47 คน เพื่อมีมติยืนยันมติของแพทยสภาอีกรอบ

2) ขอความร่วมมือ และรวบรวมรายชื่อ แพทย์ และพี่น้องประชาชน เพื่อถอดถอน รมต.สมศักดิ์ และพลพรรค ที่วีโต้มติของแพทยสภา อันเป็นการทำให้ เกียรติยศและศักดิ์ศรีขององค์กรแพทยสภาเสียหาย หรือลดต่ำลง

3) รวมพลังร่วมกับพี่น้องประชาชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และโค่นล้มรัฐบาล ที่ไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง (ที่นำโดย ลูกสาวของ สทร.ทักษิณ ชินวัตร)นี้ อย่างเร็วที่สุด

4) ศึกษา วิเคราะห์ และถอดบทเรียน การเมืองการปกครองที่เป็นผลมาจากระบบการเลือกตั้ง(ทั้ง สส.และ สว.ที่ผ่านมา) เพื่อให้เกิดต้นแบบที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

5) ร่วมด้วยช่วยกัน แบ่งปันบทความนี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือทุกท่าน สร้างการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ “ก่อน” จะไม่มีโอกาสที่จะทำได้

ด้วยความรักต่อประเทศที่เป็นแผ่นดินเกิด มาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันอีกครั้งให้กับหน้าประวัติศาสตร์ของชาติไทยในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสธำรงไว้ซึ่งองค์กรแพทยสภา ที่เป็นศูนย์รวมของวิชาชีพแพทย์ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งแพทย์ทุกคนต่างมีปรัชญาที่ยึดมั่นในจริยธรรมและจรรยาบรรณแพทย์ในตลอดชีวิตการทำงานโดยยึดโอวาทของสมเด็จพระราชบิดาที่ว่า

“ขอให้ยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง”

ฉะนั้นแพทย์เราจึงคาดหวังว่าองค์กรแพทยสภา จะเป็นสถาบันหลักที่จะอยู่พิทักษ์รักษาคุณธรรมจริยธรรมของสังคมไทย และสมควรที่จะเป็นสถาบันลำดับท้ายๆที่จะผดุงรักษาความยุติธรรมถูกต้องของชาติและสังคมไทยอย่างจริงจังต่อเนื่องต่อไป

ดร.นพ.ประยงค์ เต็มชวาลา

29 พฤษภาคม 2568

‘สภาฯ’ถกงบ69วันนี้ ถึงคิวกระทรวงเกรดเอ ‘มท.-ศธ- สธ.’เตรียมขึ้นเขียง

‘สภาฯ’ถกงบ69วันนี้ ถึงคิวกระทรวงเกรดเอ ‘มท.-ศธ- สธ.’เตรียมขึ้นเขียง

‘สภาฯ’ถกงบ69วันนี้ ถึงคิวกระทรวงเกรดเอ ‘มท.-ศธ- สธ.’เตรียมขึ้นเขียง

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.07 น.

‘สภาฯ’ถกงบปี 69 วันที่ 2 ใช้เวลาไป 14 ชั่วโมง นัดใหม่ 9โมงเช้า 30 พ.ค.68 ถึงคิวกระทรวงเกรดเอ‘มท.-ศธ- สธ.’เตรียมขึ้นเขียง

29 พ.ค.68 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ภายหลังจากที่สส.อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยบรรยากาศในช่วงดึกเป็นไปด้วยความเงียบเหงา มีสส.จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนั่งอยู่ในห้องประชุมเพียงไม่กี่คน

ขณะที่การอภิปรายเป็นไปด้วยความราบรื่น มีผู้ประท้วงเพียงแค่ช่วงที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ชี้แจงการอภิปรายของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เพียงเท่านั้น

จนกระทั่งเวลา 23.05 น.วันที่ 29 พ.ค.68 นายพิเชษฐ์ ได้สั่งพักการประชุม และนัดประชุมอีกครั้งในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 30พ.ค.นี้ซึ่งการอภิปรายในวันที่ 2 ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ลำดับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี69 ในวันที่ 30 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ 3 จะเป็น การพิจารณา 7 กระทรวงหลัก ได้แก่

1.กระทรวงมหาดไทย

2.กระทรวงศึกษา

3.กระทรวงพัฒนาสังคมฯ

4.กระทรวงสาธารณสุข

5.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

6.กระทรวงวัฒนธรรม

7.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

มั่นใจไม่ต้องชดใช้ค่าจำนำข้าว ทนาย‘ปู’ยื่นหลักฐานใหม่สู้คดี

มั่นใจไม่ต้องชดใช้ค่าจำนำข้าว  ทนาย‘ปู’ยื่นหลักฐานใหม่สู้คดี

มั่นใจไม่ต้องชดใช้ค่าจำนำข้าว ทนาย‘ปู’ยื่นหลักฐานใหม่สู้คดี

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทนาย “ยิ่งลักษณ์”เตรียมนำหลักฐานใหม่ยื่นศาลปกครองสู้คดีชดใช้ความเสียหายระบายข้าวจีทูจี 10,028 ล้าน เผยยอดขายข้าว 18.5 ล้านตัน มีมากกว่ายอดที่ต้องชดใช้ และขอให้ก.คลังชะลอเรียกค่าเสียหาย ด้านรมว.คลังไม่รู้ทนาย“ปู”จ่อยื่นขอตั้งคดีใหม่ และยังไม่ตัดสินใจปมเรียกค่าเสียหาย รอฟังปลัดฯคลังก่อน

เมื่อวันที่ 29พฤษภาคม นายนรวิชญ์  หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการรื้อคดีใหม่หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวมูลค่า 10,028ล้านบาทว่า ให้ทีมงานรวบรวมเอกสาร และทำตัวเลขการขายข้าวจำนวน 18.5 ล้านตันอยู่ ส่วนราคาที่ขายได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ขออนุญาตยังไม่เปิดเผย เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่ยืนยันว่า ตัวเลขมีมากกว่าจำนวนที่ต้องชดใช้ หากมีความชัดเจนจึงจะให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะยื่นร้องคดีใหม่ภายใน 90 วัน ซึ่งสามารถยื่นได้ เพราะมีหลักฐานใหม่ ตามมาตรา 75 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ศาลปกครองจะรับพิจารณาคดีใหม่หรือไม่หรือเป็นเรื่องของศาลปกครอง นายนรวิชญ์กล่าวว่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตามขั้นตอนเรายื่นตามกฎหมาย

ถามว่ากระทรวงการคลังกำลังเตรียมการเดินหน้ากระบวนการเพื่อเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินควรชะลอไปก่อนหรือไม่ เพราะทนายความกำลังจะยื่นหลักฐานใหม่ นายนรวิชญ์กล่าวว่า ต้องดูว่าสิ่งที่เรากำลังขอพิจารณาคดีใหม่ และขอให้ชะลอกระบวนการของกระทรวงการคลังด้วย โดยจะยื่นศาลปกครอง ต้องดูศาลจะว่าอย่างไร และยอมรับว่าขณะนี้ทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เหลือไม่กี่ชิ้นที่ยังไม่ได้ขายทอดตลาด ส่วนทรัพย์สินที่ถูกยึดไปแล้วนั้น ไม่ขอเผยรายละเอียด มีทีมดูแลเรื่องนี้อยู่

ถามย้ำว่า โดยกระบวนการทางกฎหมาย กระทรวงการคลังควรต้องชะลอหรือไม่ เพราะกำลังจะมีการยื่นหลักฐานใหม่ นายนรวิชญ์กล่าวว่า ถ้าศาลรับพิจารณาในส่วนคดีใหม่ก็ควรจะรอ

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยเรื่องคดีกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ล่าสุดอย่างไรบ้าง นายนรวิชญ์กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ บอกให้ทีมทนายดูข้อกฎหมายเร็วๆ ศึกษากฎหมายให้ดี ซึ่งทีมทนายจะรายงานต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์อีกครั้งถามอีกว่า กรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้เดินทางกลับประเทศไทยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขคดีโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยว และยังไม่ได้รับการสื่อสารลักษณะดังกล่าว

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการเพื่อเรียกค่าเสียหายจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ชดใช้คดีจำนำข้าวจำนวน 10,028 ล้านบาท โดยย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า ต้องตั้งคณะกรรมการเหรอ ทำไมต้องตั้งคณะกรรมการเพราะอะไรผู้สื่อข่าวจึงบอกว่า เพื่อมาดูตัวเลขการชดใช้โครงการจำนำข้าว นายพิชัยกล่าวว่า “เหรอ มีคณะกรรมการอยู่แล้วหรือไม่ หรือมีคนดูอยู่แล้วหรือเปล่า ต้องรอฟังจากปลัดกระทรวงการคลังก่อน”

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า แสดงว่าปลัดกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้มีการรายงานใช่หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ยัง ตนให้ปลัดกระทรวงการคลัง นำข้อเท็จจริงมาวางทั้งหมดว่า โดยกฎหมายจะต้องทำอย่างไรบ้าง

ถามว่า ทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ บอกว่าจะยื่นศาลปกครองให้ชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อน เพื่อรอหลักฐานใหม่ นายพิชัยกล่าวว่า “อ๋อเหรอ ผมยังไม่รู้เรื่องนี้เลย ขอบคุณมากที่บอก” ถามต่อว่า หรือว่าต้องรอคำสั่งศาลอยู่ดีใช่หรือไม่ว่าให้ชะลอหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า ตนมีทางนี้ที่จะมาบอกตนว่า ต้องทำอะไร ตนจะไม่ตัดสินใจโดยที่ไม่มีอะไร

ได้3ข้อสรุปหลังเกิดเหตุปะทะ‘ช่องบก’ ผบ.ทบ.ไทย-เขมรหารือ นำเข้าที่ประชุมกรรมการJBC

ได้3ข้อสรุปหลังเกิดเหตุปะทะ‘ช่องบก’  ผบ.ทบ.ไทย-เขมรหารือ  นำเข้าที่ประชุมกรรมการJBC

ได้3ข้อสรุปหลังเกิดเหตุปะทะ‘ช่องบก’ ผบ.ทบ.ไทย-เขมรหารือ นำเข้าที่ประชุมกรรมการJBC

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ได้3ข้อสรุปหลังเกิดเหตุปะทะ‘ช่องบก’ ผบ.ทบ.ไทย-เขมรหารือ นำเข้าที่ประชุมกรรมการJBC เตรียมจัดภายใน2-3สัปดาห์นี้ ให้2ฝ่ายอยู่ในจุดที่เหมาะสม ลดเผชิญหน้า/รักษาสัมพันธ์

“ฮุนเซน” ไม่ต้องการให้เกิดการต่อสู้ขึ้นอีก ระบุเกลียดสงคราม แต่ถูกบังคับให้ทำสงคราม “ฮุน มาเนต” ไม่อยากเห็น“ไทย-กัมพูชา”สู้รบ แต่พร้อมใช้กำลังหากถูกรุกราน“อิ๊งค์”ชี้ทั้งสองประเทศต่างต้องการความสงบมั่นใจสถานการณ์จะคลี่คลายในที่สุด “บิ๊กอ้วน”เผย ได้พูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาแล้ว กำชับทหารไทยห้ามเผชิญหน้า-ใช้ความรุนแรง ส่วน ผบ.ทบ.ไทย เข้าหารือกับ ผบ.ทบ.กัมพูชา หารือข้อยุติเหตุปะทะ ได้ข้อสรุปร่วมกันคือให้แก้ปัญหาผ่านคณะกรรมการJBC ซึ่งจะจัดขึ้นภายใน 2-3สัปดาห์นี้และให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในจุดที่เหมาะสม ลดการเผชิญหน้า รักษาความสัมพันธ์อันดีใช้ความอดทนอดกลั้นความคืบหน้าเหตุการณ์ทหารไทยกับทหารกัมพูชายิงปะทะกันที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อเวลา 05.45 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยสรุปว่า ขอแสดงความเสียใจ กับครอบครัว Suon Ron ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกัน บนพรมแดนที่มีการพัฒนา ความร่วมมือมิตรภาพ สันติภาพนั้นไม่ควรเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ขอประณามบุคคล หรือชนชั้นใดที่ตัดสินใจที่จะทําการรุกรานดังกล่าว ซึ่งคล้ายกับการบุกรุกเมื่อปี 2008 ถึง 2011 ที่ปราสาทเขาพระวิหารเราไม่ต้องการเห็นการต่อสู้เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลตัดสินใจ ส่งทหารและอาวุธหนักไปยังชายแดนเพื่อเตรียมความพร้อมหากมีกรณีบุกรุกเพิ่มเติม

“ผมขอร้องเพื่อนร่วมชาติ โปรดอย่าทำให้ความขัดแย้งนี้ขยายจนกลายเป็นเหยียดเชื้อชาติ และโปรดเชื่อมั่นในรัฐบาล และกองทัพของทั้ง 2 ประเทศที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว พวกเราเกลียดสงคราม แต่เราถูกบังคับให้ทำสงครามจากการรุกรานของต่างชาติ เช่นเดียวกับที่เราต้องเผชิญเมื่อปี 2551-2554 โดยใช้แนวทาง 3 ประการ ได้แก่ การทูต ทหารและทางกฎหมาย” สมเด็จฯฮุนเซน ระบุ

“ฮุน มาเนต”ระบุพร้อมสู้หากถูกรุกราน

ขณะที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าข้าพเจ้าได้รับรายงานความคืบหน้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วข้าพเจ้าไม่ต้องการเห็นการสู้รบระหว่างกองทัพที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อประเทศและประชาชนของทั้งสองประเทศ การเคลื่อนกำลังและอาวุธเข้าชายแดนถือเป็นการปฏิบัติตามแผนสำรองของกองทัพในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา ซึ่งต้องพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น กัมพูชาไม่มีเจตนารุกรานประเทศใดๆ และเราต้องการให้ปัญหาชายแดนได้รับการแก้ไขโดยอาศัยเหตุผลทางเทคนิคและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไรก็ตาม กัมพูชาขอสงวนสิทธิ์ที่จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของตน รวมทั้งการใช้กำลังทหาร ในกรณีที่มีการพยายามรุกรานและละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาโดยใช้กำลังทหาร

ส.นักข่าวไทย-กัมพูชาออกแถลงการณ์ร่วม

สมาคมนักข่าวกัมพูชา (Cambodia Club of Journalist – CCJ) และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในวงกว้างทั้งสองประเทศ โดยแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ผู้นำของทั้งสององค์กร ได้จัดประชุมออนไลน์อย่างเร่งด่วนในวันนี้ (28 พฤษภาคม) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดน พร้อมมีข้อเรียกร้อง 2ประการหลัก ดังนี้

1.เรียกร้องให้สื่อมวลชนในไทยและกัมพูชาใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูล และงดเว้นการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือหรือเป็นข้อมูลเท็จ เพื่อป้องกันการใช้ประเด็นชายแดนไปในทางที่อาจสร้างความขัดแย้ง2.ขอให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในทั้งสองประเทศพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะแบ่งปันหรือโพสต์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดน

สมาคมนักข่าวกัมพูชาและสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ยังแสดงความหวังว่าทุกข้อขัดแย้งจะได้รับการคลี่คลายด้วยสันติวิธี ผ่านความร่วมมือทางการทูตของรัฐบาลทั้งสองประเทศ เพื่อธำรงรักษาความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประชาชนของไทยและกัมพูชา

“อิ๊งค์”ชี้ทั้งสองฝ่ายต้องการความสงบ

เมื่อเวลา10.00 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา โพสต์ข้อความต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า หากอ่านโพสต์ของสมเด็จฮุนเซน จะเห็นว่า สุดท้ายไม่อยากให้มีการปะทะเกิดขึ้น ผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องแสดงจุดยืนของประเทศตัวเองเพื่อปกป้องประเทศ แต่จากการพูดคุยกัน ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่28 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารบกของทั้งสองฝ่าย จะไปพูดคุยกันในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นทางการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตั้งแต่เมื่อคืนก็ไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น เพราะสามารถตกลงกันได้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องการให้เกิดความสงบ จึงมีการถอยกำลังทั้งคู่ ซึ่งก็มีการพูดคุยกันมาตั้งแต่เมื่อวานและเห็นตรงกันว่าไม่อยากให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่ที่มีปัญหากัน

มั่นใจสถานการณ์คลี่คลาย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย นายกฯ กล่าวว่า มั่นใจ และระดับผู้นำพูดคุยกันเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร แต่เพื่อให้เป็นทางการจึงได้ส่งผู้บัญชาการทหารบกของทั้งสองประเทศไปพูดคุยกัน เพื่อดูในรายละเอียดว่ามีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ที่ต่างฝ่ายจะสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ เป็นสิ่งที่จะต้องคุยกันต่อ ต้องรอรายละเอียดหลังการพูดคุยกัน

เมื่อถามว่ามีรายงานว่ากัมพูชาเสริมกำลังประชิดแนวชายแดน ไทย น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ความจริงเป็นหลักเกณฑ์ตามปกติของแต่ละประเทศ หากมีการพูดคุยในประเด็นที่หนักขึ้นหรือเกิดการต่อสู้ ก็ต้องมีการเสริมกำลังอยู่แล้ว ไม่มีใครปล่อยให้เกิดเรื่อง รวมถึงประเทศไทยด้วยหากเกิดเรื่องที่รุนแรงก็ต้องเสริมกำลัง แต่หากไม่มีเราก็พร้อมจบเพื่อให้เกิดความสงบ และปกป้องคนของเราด้วย

“บิ๊กอ้วน”สั่งห้ามเผชิญหน้า-ใช้ความรุนแรง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชามีการโพสต์ภาพพร้อมสนับสนุนการขนอาวุธหนักประชิดชายแดน ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความเข้าใจผิดของทุกฝ่าย ที่ต่างฝ่ายมีการพูดถึงจุดที่แต่ละฝ่ายมีการรุกล้ำดินแดนเข้ามา โดยเมื่อวันที่ 28พ.ค.ที่ผ่านมา ได้คุยกับที่ปรึกษาสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน และได้คุยกับรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมของกัมพูชา ซึ่งหลักการที่พูดคุยคือไม่อยากให้มีการเผชิญหน้า และไม่อยากให้มีการพูดคุยเรื่องดินแดนในเวลานี้

นายภูมิธรรม ทั้งนี้ ตนได้คุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.แล้ว ขณะที่ พล.อ.สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีของเราแล้ว และวันนี้ทางผบ.ทบ.ทั้งสองฝ่ายได้นัดหมายพูดคุยกันเวลาประมาณ 15.00 น. โดยสั่งให้ถอยจากจุดที่เผชิญหน้ากันฝ่ายละ 200 เมตร แล้วทาง พล.อ.พนา จะเข้าไปดูสถานที่จริงก่อน ดังนั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างพูดเรื่องแผนที่จะลำบาก เพราะเป็นสถานการณ์ที่มีเรื่องความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากฝ่ายเขาเสียชีวิต ทั้งนี้ ตนได้มอบนโยบายให้ ผบ.ทบ.ไปชัดเจนแล้ว โดยกำชับอย่าเผชิญหน้าอย่าให้เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งระดับนโยบายของทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันเพื่อจะหาทางออกร่วมกันให้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทหารไทย-กัมพูชา ยังคงเฝ้าคุมเชิงกันนอกแนวปะทะ ซึ่งในวันนี้ในการเจรจา ทั้ง 2 ประเทศ จะได้นำภาพถ่ายทางอากาศ ไปเปิดดูให้ชัดว่า พื้นที่ที่ทางทหารกัมพูชา มาขุดคูเลตนั้นเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนที่เลยมาใกล้เขตแดนไทยหรือไม่ เพราะนั่นคือการละเมิด Mou 2543

คณะกรรมการJBCหารือมิ.ย.นี้

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาจากกรณีการยิงปะทะกันที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่นด้วยกันกับ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา คาดว่าคงจะมีการหารือกันในเรื่องนี้เพื่อหาทางลดความขัดแย้งให้มากที่สุดส่วนปัญหาเรื่องพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งมานานหลายสิบปีนั้นคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) จะดำเนินการหารือกันในช่วงปลายเดือน มิ.ย. นี้

ผบ.ทบ.สองฝ่ายหารือข้อยุติ

เวลา 15.00น.ที่หน่วยประสานงานประจำพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่สอง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ผบ.ทบ. เดินทางไปยังช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อพบและเจรจากับ พล.อ.เมา โซะพัน ผบ.ทบ.กัมพูชา

เมื่อถึงเวลานัดหมาย พล.อ.พนา ได้เดินไปบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อรับ พล.อ.เมา เพื่อพูดคุยแก้ไขปัญหา หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทย-กัมพูชา ปะทะกันที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี โดยมีฝ่ายยุทธการและฝ่ายเสนาธิการกองทัพ 2ประเทศ ร่วมประชุมพร้อมเพรียง

ได้3ข้อสรุปแก้ปัญหาความขัดแย้ง

สำหรับการประชุมใช้เวลา 1.20ชั่วโมง โดยมีข้อสรุปร่วมกันดังนี้ 1.ให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขปัญหาครั้งนี้ผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งจะจัดขึ้นภายใน 2-3สัปดาห์ 2.ให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในจุดที่เหมาะสม ลดการเผชิญหน้า 3.ให้รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น

วีโต้มติแพทยสภา ‘สมศักดิ์’ทำความเห็นแย้งบางส่วน ปมลงโทษหมออุ้มแม้ว

วีโต้มติแพทยสภา  ‘สมศักดิ์’ทำความเห็นแย้งบางส่วน  ปมลงโทษหมออุ้มแม้ว

วีโต้มติแพทยสภา ‘สมศักดิ์’ทำความเห็นแย้งบางส่วน ปมลงโทษหมออุ้มแม้ว

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วีโต้มติแพทยสภา ‘สมศักดิ์’ทำความเห็นแย้งบางส่วน ปมลงโทษหมออุ้มแม้ว แต่ไม่ได้สั่งให้ทบทวน ‘ชาญชัย-เสรีพิศุทธ์’รุก ยื่นศาลมัดเทวดาชั้น14

“สมศักดิ์” วีโต้ มติแพทยสภา ในบางส่วนปมลงโทษแพทย์รักษาเทวดาทักษิณ แต่ไม่ได้สั่งให้ทบทวน รอวัดใจแพทยสภาว่าจะทำอย่างไร ด้าน“ชาญชัย” ส่งเอกสารเพิ่ม
ทักษิณนอนชั้น14 ให้ศาลฎีกาพิจารณาประกอบการไต่สวน “เสรีพิศุทธ์ “เชื่อ13มิถุนายน’ทักษิณ’ไม่มาศาลชัวร์

เมื่อวันที่ 29พ.ค.นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ภายหลังคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ได้มีการประชุมไป 3ครั้งและส่งสรุปความเห็นแต่ละคนให้กับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะ สภานายกพิเศษ เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 27พ.ค.2568 นั้น ล่าสุด นายสมศักดิ์ได้มีการทำหนังสือส่งถึงแพทยสภาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 28พ.ค.เวลาประมาณ 16.00น.ซึ่งเนื้อหานั้น ตนไม่ทราบมากนัก แต่ทราบว่าเบื้องต้นว่า นายสมศักดิ์ ได้มีการส่งความเห็นกลับต่อมติของแพทยสภา ซึ่งมีการพิจารณาเรื่องร้องเรียนแพทย์จำนวน 4คน โดยมี 1คน ที่ถูกยกคำร้อง อีก 3คน ถูกลงโทษตักเตือน กับพักใช้ใบอนุญาต นายสมศักดิ์ก็ได้ให้ความเห็นกลับไปเป็นรายบุคคลเลย มีทั้งส่วนที่เห็นด้วยกับมติแพทยสภา และมุมที่ให้แพทยสภาเอาไปพิจารณาด้วย อย่างเรื่องของกระบวนการก็ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เป็นเชิงคำสั่งว่า จะต้องทบทวนอะไร เพราะตรงนั้นเป็นเรื่องที่บอร์ดแพทยสภาต้องไปพิจารณากันต่อ

รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา และนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย ในฐานะอนุกรรมการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ที่ลงโทษแพทย์ 3 คนกรณีชั้น14โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ขออธิบายสักเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวอยู่ช่วงนี้ แล้วทำให้คนเข้าใจผิดแพทยสภา แพทยสภาส่งเอกสารให้สภานายกพิเศษไม่ครบ คำตอบ ไม่จริง แพทยสภาได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับมติแพทยสภาที่รวมขั้นตอนตั้งแต่ผู้ร้องทำการร้อง หลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมมาได้ ความเห็นอนุกรรมการจริยธรรม ความเห็นอนุกรรมการสอบสวน ความเห็นอนุกรรมการกลั่นกรอง และความเห็นคณะกรรมการแพทยสภาเอง มีจำนวน 95 หน้า รวมทั้งยังให้เอกสารหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดี เช่น เวชระเบียน คำให้การ อีก 1500 กว่าหน้า ดังนั้นให้ข้อมูลไปครบแล้ว แต่ทีมที่แต่งตั้งโดยสภานายกพิเศษกลับขอรายชื่ออนุกรรมการกลั่นกรอง กับรายงานการประชุมของอนุกรรมการกลั่นกรอง เพิ่มเติม แพทยสภาจึงไม่ให้ เพราะไม่เกี่ยวกับส่วนของมติกรรมการแพทยสภา และไม่เข้าใจเหตุผลว่าต้องการไปเพื่ออะไร เพราะก็มีความเห็นของอนุกรรมการกลั่นกรองระบุในมติ 95 หน้าที่ส่งให้ไปแล้ว ทั้งนี้อนุกรรมการกลั่นกรอง ไม่มีอยู่ใน พรบ. วิชาชีพเวชกรรม แต่มีข้อบังคับแพทยสภาให้มีขึ้นมา เพื่อช่วยแพทยสภาในการตรวจสอบคดี ก่อนที่แพทยสภาจะมีมติ แต่สุดท้ายแพทยสภาก็เป็นผู้ชี้ขาดอยู่ดี แล้วเอาจริงๆ ถ้าคิดถึงเรื่องการมีมติลงโทษหรือไม่ลงโทษแพทย์ที่ถูกร้อง ควรเน้นที่ความเห็นของแพทยสภากับหลักฐานในคดีที่แพทยสภาใช้ประกอบความเห็นเท่านั้น เพราะแพทยสภาเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ว่าอนุกรรมการไหนจะมีความเห็นอย่างไรก็ตาม ดังนั้นถ้าท้วงติงหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ควรดูถึงหรือขอหลักฐานที่แพทยสภาใช้ในการตัดสิน มากกว่ามาบอกว่า แพทยสภาส่งเอกสารไม่ครบ

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.ราชดำเนินใน นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ,นายสมชาย แสวงการ อดีตสว. ,นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ,นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นายภิมะ สิทธิ์ประเสริฐ เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อขอส่งมอบพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงต่างๆ กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ขณะถูกคุมขัง อันเป็นคำร้อง ตามที่ศาลฎีกาฯมีคำสั่งรับไว้ไต่สวนหาความจริงเองในวันที่ 13 มิถุนายนนี้

ภายหลังนายชาญชัยกล่าวว่า วันนี้มาศาลฎีกาฯเกี่ยวกับการยื่นเรื่องคำร้องไต่สวนว่ามีการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯหรือไม่ศาล แม้ศาลจะได้ยกคำร้องในส่วนของตนแต่ศาลได้เรียกหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนและให้ทุกฝ่ายทำคำชี้แจง

ทั้งนี้ตนไม่ได้รับหมายให้ส่งคำชี้แจงเพิ่ม แต่มีเอกสารที่เตรียมไว้จึงอยากจะนำมาเสนอศาลเพื่อนำไปพิจารณาประกอบการไต่สวน ประกอบด้วยคำร้องของนายสมชาย แสวงการ ประธานสอบเรื่องนี้ คำร้องของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ที่ร้อง ป.ป.ช. จึงขอให้ศาลได้ออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารมาไต่สวน ซึ่งเป็นอำนาจของศาลในการเรียกไต่สวน ที่ตนมายื่นคำร้องครั้งนี้เนื่องจากมีข้อกฎหมายรองรับตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ 62 ผู้ใดบุคคลภายนอกรู้ว่าศาลฎีกาฯมีโทษจำคุกใครถึงที่สุดแล้วยังไม่ได้จำคุกจริงสามารถร้องต่อศาลได้ ซึ่งศาลสามารถตั้งองค์คณะขึ้นไต่สวน เพราะฉะนั้นประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ การยื่นครั้งนี้ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองและเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ถูกทำลายและมีกระบวนการที่ไปช่วยนายทักษิณมีอำนาจรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องและทำลายระบบความน่าเชื่อถือ กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมทั่วไป ตนและคณะจึงทำหน้าที่ในส่วนนี้ให้จบสมบูรณ์ ซึ่งตนมีเอกสารที่ชี้ชัดว่านายทักษิณไปนอนที่รพ.ตำรวจนาน181 วัน และที่ชัดเจนคือ นายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง เพราะตามปกติหากเราไปโรงพยาบาลแล้วจะมีใบเสร็จรับเงินที่จะบ่งบอกว่าเราไปตรวจโรคอะไรใบเสร็จนี้ตนพูดตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ส่งให้ศาล

ด้านนายสมชายกล่าวว่า วันนี้เรามายื่นพยานเอกสาร ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ที่กำหนดว่า หากรู้ว่าพบผู้ต้องคำพิพากษาแต่ไม่ได้รับโทษสามารถมาแจ้งต่อศาลได้ และนำเรื่องจากคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพ ที่มีการนำข้อมูลจากแพทย์รพ.ตำรวจ ผู้บัญชาการเรือนจำ สมาชิกวุฒิสภามาให้ข้อมูลทั้งหมด 12 ครั้งตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงมีนาคม มายื่นเป็นข้อมูลต่อศาลฎีกาฯ ข้อมูลทั้งหมดเป็นเอกสารจำนวน 222 แผ่น และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือนายทักษิณ ตลอดระยะเวลา 181 วันที่นายทักษิณได้รับการรักษาตัวที่รพ.ตำรวจมีข้อพิรุธเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเราไม่สามารถรู้ว่านายทักษิณป่วยเป็นโรคอะไรและไม่สามารถเรียกเอกสารเวชระเบียนการรักษาตัวนายทักษิณได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมาตรวจสอบเวชระเบียนใบเสร็จการรักษาตัวและกล้องวงจรปิดในรพ.ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณมาทำการตรวจสอบ

ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวถึง การเดินทางมาร่วมยื่นพยานหลักฐานครั้งนี้ด้วยเนื่องจากต้องการทำความจริงให้ปรากฏ ตนไม่อยากให้นายทักษิณทำให้ประเทศชาติวุ่นวายไปมากกว่านี้ เชื่อว่าหากปล่อยให้นายทักษิณสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองต่อไปบ้านเมืองของเราจะมีปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน จึงต้องการทำความจริงให้ปรากฏต่อสังคม และเชื่อว่าในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ที่ศาลนัดไต่สวนนายทักษิณจะไม่มาศาลอย่างแน่นอน แต่เชื่อว่านายทักษิณไม่น่าจะหนี เพราะจะส่งผลกระทบต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลูกสาวของตัวเอง

นพ.ตุลย์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการอ้างว่า ได้ส่งตัวนายทักษิณไปรักษาตัวด้วยอาการป่วยวิกฤตที่รพ.ตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ มาตรา 55 โดยมีการหักวันขัง แต่นายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤตตามที่อ้างไว้ ถ้าเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องเมื่อรักษาตัวเสร็จแล้วจะต้องกลับเข้าไปรักษาตัวต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ แต่ปรากฏว่านายทักษิณอยู่ที่รพ.ตำรวจนานถึง 181 วัน และมีข้อพิรุธหลายอย่างระหว่างที่นายทักษิณนอนอยู่ที่รพ.ตำรวจ เนื่องจากนักโทษที่จะได้รับสิทธิ์พักโทษนั้นจะต้องเป็นนักโทษชั้นดี แต่ในกรณีนายทักษิณเป็นแค่นักโทษชั้นกลางเท่านั้น ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 52 แล้วยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อสังคมจากการที่รมว.ยุติธรรมไปตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎรภายหลังระยะเวลา 4 วันหลังจากที่นายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ว่านายทักษิณมีระดับการป่วยไม่ต่ำกว่าระดับ 11 จากสภาพร่างกายนายทักษิณ ซึ่งยังดูแข็งแรงไม่ได้เป็นผู้ป่วยติดเตียง การที่นายทักษิณได้รับการพักโทษหลัง 181 วันนั้นน่าจะเป็นโมฆะเนื่องจากนายทักษิณไม่ได้มีอาการป่วยวิกฤตติดเตียงแต่อย่างใด

นายนิติธรกล่าวว่า คำร้องที่ได้ยื่นต่อศาลวันนี้จำนวน 4 คำร้อง ประกอบไปด้วยคำร้องของนายชาญชัยเป็นภาพรวมทั้งหมดของคดี ที่สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงแสดงไทม์ไลน์ตั้งแต่นายทักษิณลงเครื่องบิน เดินทางไปยังเรือนจำและเข้ารักษาตัวที่รพ.ตำรวจ ในส่วนของนายสมชายเป็นเอกสารรวบรวมรายงานต่างๆของทุกหน่วยงาน และการเรียกเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล รวมถึงตัวอย่างใบเสร็จการรักษาพยาบาลและเวชระเบียน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกระบวนการรักษาที่แสดงให้เห็นถึงสภาพร่างกายของนายทักษิณ ส่วนคำร้องของนพ.ตุลย์เป็นรายละเอียดของเรื่องการพักโทษ และคำร้องของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็นคำร้องเกี่ยวกับประจักษ์พยานในการรักษาตัวของนายทักษิณซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมดมีความสำคัญอย่างมากในการไต่สวนครั้งนี้

ภายหลังเจ้าหน้าที่รับคำร้อง และเอกสาร ต่างๆของผู้ร้องแล้วได้เตรียมเสนอต่อศาลฎีกาฯพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป

‘ว้าแดง’ออกโรงโต้‘ทักษิณ’ ท้าเปิดหลักฐานผลิตยานรก

‘ว้าแดง’ออกโรงโต้‘ทักษิณ’  ท้าเปิดหลักฐานผลิตยานรก

‘ว้าแดง’ออกโรงโต้‘ทักษิณ’ ท้าเปิดหลักฐานผลิตยานรก

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ว้าแดง’ออกโรงโต้‘ทักษิณ’ ท้าเปิดหลักฐานผลิตยานรก ยันเป็นแค่ข้อกล่าวหา อ้างยังต่อสู้อยู่เช่นกัน

โฆษกกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ออกโรงโต้ “ทักษิณ”กล่าวหาว้าแดงค้ายาเสพติด จี้โชว์หลักฐานเป็นแหล่งผลิตยาเสพติด ส่งขายในไทย อ้างกำลังต่อสู้กับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน ชี้ขบวนการขนย่อมผ่านพื้นที่ชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้านนายกฯ เผยรับฟังทุกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เร่งแก้ปัญหายาเสพติด

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า ต้องทำสงครามยาเสพติดกับกลุ่มว้าแดง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมทแอมเฟตามีน ที่มีตลาดใหญ่สุดที่ประเทศไทย โดยอยากให้ รมว.ต่างประเทศ เดินทางไปจัดการกับกลุ่มว้าแดงให้เลิกผลิตยาเสพติด ว่า สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า นายนี รัง โฆษกกองทัพสหรัฐว้า(UWSA) ได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายทักษิณ โดยระบุว่า นั่นมันเป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น “พวกเขาต้องแสดงหลักฐาน เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหา เรากำลังต่อสู้กับยาเสพติด เหมือนกับที่พวกเขาทำ ทุกคนรู้ดีว่ามีกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในพื้นที่ชายแดน เรากำลังต่อสู้กับยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง” ทั้งยังกล่าวเสริมว่า การที่ไทยอ้างว่ายาเสพติดมาจากดินแดนว้า ไม่ได้หมายความว่าชาวว้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดเสมอไป เราอาศัยอยู่ในเขตชายแดนและการค้ายาเสพติดจะต้องผ่านชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ประกาศจะทำสงครามกับกลุ่มว้าแดง จะนำความคิดเห็นดังกล่าวไปสานต่อเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดหรือไม่ ว่าอะไรที่เป็นข้อมูลที่สามารถใช้ได้ ตนยินดีรับฟังทั้งหมดทั้งจากชาวบ้าน ประชาชนในหมู่บ้านใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ ที่ระบุว่ายาเสพติดมาจากตรงไหน ทำลายคนที่อยู่หมู่บ้านตรงไหน ขอให้แจ้งเบาะแสเข้ามาและยินดีตรวจสอบ ซึ่งทางตำรวจก็เห็นแล้วที่สามารถจับกุมได้ลอตใหญ่เพราะได้รับแจ้งเบาะแสมาทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าทุกคนมีส่วนร่วมช่วยกันจริงๆ