สร้างตึกใหม่3.8พันล้านแพงกว่าสตง. ปชน.ถล่มงบคมนาคม สุดอลังการมีลานจอดฮ. กระทุ้ง‘สุริยะ’แจงให้ชัด

สร้างตึกใหม่3.8พันล้านแพงกว่าสตง.  ปชน.ถล่มงบคมนาคม  สุดอลังการมีลานจอดฮ.  กระทุ้ง‘สุริยะ’แจงให้ชัด

สร้างตึกใหม่3.8พันล้านแพงกว่าสตง. ปชน.ถล่มงบคมนาคม สุดอลังการมีลานจอดฮ. กระทุ้ง‘สุริยะ’แจงให้ชัด

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างตึกใหม่3.8พันล้านแพงกว่าสตง. ปชน.ถล่มงบคมนาคม สุดอลังการมีลานจอดฮ. กระทุ้ง‘สุริยะ’แจงให้ชัด ฉะเดือดงบรีโนเวทสภา ซุ่มจัดทำ‘คลังแสงอาวุธ’

สภาถกงบ’69 วันที่สอง ซัดเดือดแต่เช้า!“พิเชษฐ์-ไอติม”ฟาดปากปมงบรีโนเวทสภา“พริษฐ์”เปิดฉากซัดตั้งโครงการไม่จำเป็น เป็นความเลวร้ายอีกรูปแบบพร้อมนั่งกมธ.งบฯ’69  ‘รองปธ.สภา’ยันจะปกป้องงบรัฐสภาอย่างเต็มที่จวกพระเอกในโซเชียลไลฟ์สดต้อนจนท.สภาทำเสียหายปชน.ปูดงบสภาซ้ำ มีโครงการพิสดารสร้าง‘คลังแสงอาวุธ’ใต้อาคาร เหน็บสงสัยใช้สู้รัฐประหาร-ปราบสส.กันเอง เตือนโยกงบระวังเจอคุก‘พิเชษฐ์’ลุกแจงทุกดอกยินดีให้ข้อมูล ‘สุรเชษฐ์’แฉ’คมนาคม’ของบสร้างตึกสำนักปลัดฯใหม่ 3,832 ล้าน แพงกว่าตึก สตง.ที่ถล่ม ห้องรมต.อยู่ชั้น22ดาดฟ้ามีลานจอดฮ.มีโรงหนังใหญ่กว่าไอแม็ค ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ใหญ่กว่าห้องสกุลตรา โรงแรมเพนนินซูลา มีขรก.เข้าอยู่แค่319คน แต่คำของบเกินราคา-ไม่ชัดเจนให้หน่วยงานไหนเข้าอยู่บ้าง กระทุ้ง’สุริยะ’ตอบให้ชัด

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

สภาถกงบประมาณ69เดือดแต่เช้า

การประชุมเริ่มต้นขึ้น นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นใช้สิทธิชี้แจงกรณีถูกนายพิเชษฐ์พูดพาดพิงเกี่ยวกับการพิจารณางบปรับปรุงของรัฐสภากรณีที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามจุดกระแสรื้อรั้วบ้านในการตรวจสอบงบประมาณของรัฐสภา โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนารื้อรั้วบ้าน แต่ทำหน้าที่กรรมาธิการพัฒนาการเมือง ไม่ได้เพ่งเล็งงบประมาณสภาฯเพียงอย่างเดียวพร้อมตรวจสอบทุกกระทรวงส่วนกรณีที่มีการบอกว่างบประมาณยังไม่ผ่านสภา การวางงบประมาณปรับปรุงศาลาแก้ว หรืองบประมาณก่อสร้างอาคารที่จอดรถยังไม่มีมีการใช้จ่ายจริง แต่มีงบประมาณส่วนหนึ่งที่สภาได้เตรียมการใช้จ่ายไว้แล้ว มีการโอนงบประมาณบางส่วนจากงบประมาณปี 2567 โครงการอื่นเช่น งบประมาณในการออกแบบอาคารที่จอดรถวงเงิน 105 ล้านบาท

ชี้โครงการไม่จำเป็น เป็นความเลวร้าย

นายพริษฐ์ อภิปรายชี้ว่าการทุจริตเอื้อพวกพ้องไม่ใช่ความเลวร้ายอย่างเดียวกับการจัดทำงบประมาณแต่การตั้งโครงการที่ไม่จำเป็น ก็เป็นความเลวร้ายอีกรูปแบบหนึ่งของการทำงบประมาณ เช่น การจัดทำงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็น อย่างเช่น กรณีภาพฉากหลังบัลลังก์ และชี้แจงว่า กรณีที่ถูกท้าว่า หากเก่งจริงให้ไปตรวจสอบงบประมาณกระทรวงอื่น โดยยืนยันว่า ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว

“ถ้าหน่วยงานตั้งต้นสังกัดผมยังถูกมองว่ามีการตั้งงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงให้ความสำคัญในการตรวจสอบงบประมาณของสภาเช่นกันแต่ก็ไม่ได้ละเลยการตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงอื่นโดยมาตรฐานเดียวกัน”นายพริษฐ์ ระบุ

ยืนยันจะป้องงบสภาอย่างเต็มที่

จากนั้นนายพิเชษฐ์ได้กล่าวว่าในฐานะที่เป็นผู้บริหารของรัฐสภายืนยันที่จะปกป้องงบประมาณรัฐสภาอย่างเต็มที่ท่านพริษฐ์ท่านเป็นประธาน กรรมาธิการพัฒนาการเมือง เรามีกรรมาธิการติดตามงบประมาณ เรามีกรรมาธิการตำรวจ มีกรรมาธิการ ป.ป.ช. ไม่มีปัญหา ถ้าจะตรวจสอบงบประมาณ ไม่เป็นไร แต่ท่านได้เชิญเจ้าหน้าที่ของสภาไปชี้แจงงบประมาณของรัฐสภา เชิญเขาไปขอเป็นข้าราชการตัวเล็กๆที่เลวร้ายที่สุดท่านไลฟ์สด ต้อนเจ้าหน้าที่ต้องตอบให้ได้ แล้วท่านเป็นพระเอก เป็นวีรบุรุษในโซเชียล แล้วตัดต่อตัดตอนเอาไปลงใน TikTokลง YouTube เจ้าหน้าที่เสียหายขนาดไหน”

ลั่นปรับปรุงสภาเป็นศักดิ์ศรีสภา

นายพิเชษฐ์ ชี้แจงพร้อมชี้ไปที่บริเวณฉากหลังว่าปกติฉากหลังมีงบประมาณอยู่แล้วแต่ถูกตัดไป ขณะนี้เป็นปูนเปลือยมีเส้นขีดเต็มไปหมด หากไม่ดำเนินการในขณะนี้จะดำเนินการเมื่อใดจะเอาไปทำรุ่นลูกรุ่นหลานอีก 100ปี หรือส่วนตัวไม่ได้เดือดร้อนอะไร หากไม่ได้ทำ แต่เป็นศักดิ์ศรีของรัฐสภา สภาเป็นหน้าเป็นตาเป็นเกียรติ ภายใต้งบประมาณ 8,000ล้านบาท

“วันนี้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาที่เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ เป็นอันดับ2ของโลก ถ้าทำที่จอดรถครบแล้วจะเป็นอันดับ1ของโลกใหญ่ที่สุด วันนี้ท่านพริษฐ์ไปเดินดูสิ รอบสภาดูวัดแก้วฟ้าไปดูห้างสุพรีม สิเต็มหมดไม่มีที่จอดรถ เหลือเลนเดียวเข้าสภาปล่อยแบบนี้หรอ ไม่ทำก็ได้ ต้องทำให้จบให้เรียบร้อย ขอเถอะครับ ท่านสามารถตรวจสอบได้ทุกเวลา การตรวจสอบสภา พร้อมตรวจสอบได้เต็มที่ แต่เราจะต้องพัฒนา”นายพิเชษฐ์ ย้ำ

โต้ปมไลฟ์สดทำตามข้อบังคับ

นายพริษฐ์ ยืนยันตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจในกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองโดยเฉพาะการจัดงบประมาณที่สมเหตุสมผลส่งผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาต่อประชาชนส่วนการไลฟ์สดได้ทำตามแนวทางปฏิบัติและข้อบังคับการประชุมและปฏิเสธเรื่องการตัดต่อคลิปสั้นลงโซเชียลมีเดียล ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เกินเลยมาก “ท่านอาจจะภูมิใจว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราใหญ่ที่สุดในโลก แต่อยากจะให้ข้อมูลถึงงานวิจัยที่เขียนว่า ยิ่งห้องประชุมสภาในประเทศไหนมีขนาดใหญ่มักจะจะเป็นประเทศที่คะแนนประชาธิปไตยไม่ค่อยสูงมากนัก สำหรับผมนั้นขนาดห้องประชุมไม่ได้คิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดหรือเร่งด่วนที่สุดในการพัฒนาประชาธิปไตยของบ้านเรา”นายพริษฐ์ ย้ำและว่าพร้อมยืนยันจะไปนั่งกมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2569

‘ฝ่ายค้าน’รุมถล่มงบสภาซ้ำอีก

เวลา10.40น.นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายถึงนายพิเชษฐ์ว่า”ไม่ต้องโกรธกันครับท่านประธานผมก็อภิปรายเพื่อประโยชน์ของพวกเราและพี่น้องประชาชน และหากท่านจะชี้แจงอย่างไร ขอให้เป็นตอนจบทีเดียว ฟังใจร่มๆ”ก่อนอภิปรายเน้นไปที่งบของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าในฐานะผู้แทนราษฎรหน้าที่หลักคือ การตรวจสอบ ควบคุมการใช้เงิน ต้องพิจารณาว่าเงินเหล่านั้นจะถูกใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม และคุ้มค่ากับที่ประชาชนทุกคนต้องทำงานหนักเพื่อจ่ายภาษีหรือไม่

“เราสามารถไปตัดงบหน่วยงานอื่นได้ทั่วประเทศ แต่หน่วยงานที่เราสังกัดอยู่เองจะใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย ไม่คุ้มค่าแล้วเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ประชาชนและข้าราชการในหน่วยงานอื่น เขารับไม่ได้”

โครงการพิสดาร‘คลังแสงสภา’

นายภัณฑิลกล่าวว่าการพยายามใช้เงินเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และคนทำเอง ก็ยังย่ามใจพยายามดันให้สุดซอย ทั้งยังมีความพยายามสร้างอะไรประหลาดพิสดารอย่างโครงการคลังแสงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการบริหารจัดการด้านอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภาที่อยู่บริเวณใต้ห้องประชุมสุริยัน จะนำมาทำเป็นคลังอาวุธ

“มีไปทำไมคลังแสงอาวุธจะไปสู้รัฐประหารหรือ ท่านมาสู้อะไรตอนนี้ท่านก็ไปแก้รัฐธรรมนูญเอา ถ้ามีคนทำรัฐประหารหรือจะเอามาปราบพวกเรากันเอง อยู่ข้างใต้พวกเราขึ้นลิฟต์มาชั้นเดียวน่ากลัวจริงๆ”

เตือนโยกงบไปแจกเสี่ยงติดคุก

นายภัณฑิลอภิปรายถึงงบอบรมสัมมนาอีกว่าเงินส่วนนี้มีการใช้แบบไม่บันยะบันยัง ในแผนยุทธฯ พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 6 เท่า ในระยะเวลา 3 ปี พร้อมย้ำถึงข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญมาตรา 144ระบุว่าห้ามกระทำด้วยประการใดๆที่มีผลให้สส.มีส่วนไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่าย ก่อนย้ำว่า”คุกนะครับ”

พบมีแผนงานส่อทุจริตอีกอื้อ

นายภัณฑิลอภิปรายว่ายังมีการให้จัดตั้งกองเกียรติยศเจ้าหน้าที่ตำรวจสภา เพื่อใช้ในงานพิธีต่างๆอย่างเท่จะจัดสวนสนามหรือทำอะไรกันทำไมต้องมีการงบไปซ้อม แล้วเงินมาจากไหน นำมาจากโครงการที่ไปล้วงกระเป๋าเยาวชนมาหรือไม่เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ใช้ไม่หมด ในอนาคตก็ได้ยินมาว่าจะมีแผนโยกงบส่วนนี้ไปใช้ในโครงการก่อสร้างอีก ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน การส่อทุจริตเช่นนี้ ต้องรีบจัดการ เพราะสภาควรเป็นแบบอย่างในการบริหารงบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แนวคิดจากฐานศูนย์ที่จำเป็นเท่านั้น อย่าไปยึดติดกับอดีต ใครตั้งมาอย่างไร ก็บวกเพิ่มขึ้นไป

มีหลักฐานพากินข้าวป.ป.ช.ได้แน่

“ถ้าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ยังมีมโนสำนึก ความละอายต่อประชาชนที่เขาเลือกท่านผู้ทรงเกียรติเข้ามาทั้งหลาย เราควรสำรวจตัวเอง ติดตามประเมินการใช้งบประมาณในทุกรายการอย่างเข้มงวด ทำให้เป็นตัวอย่าง เข้าใจครับ เราไม่อยากมาเผาบ้านตัวเอง กวาดบ้านตัวเองให้สะอาด ก่อนไปตรวจสอบหน่วยงานอื่น ช่วยกันจับทุจริต ประหยัดงบสภาหาเงินช่วยรัฐบาลเขา อย่าคิดว่าไม่ได้เป็นรัฐมนตรี จะอยู่เหนือการตรวจสอบ ไม่มีใครสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดนี้สามารถพาท่านไปทานข้าวแถวสนามบินน้ำได้แน่นอน เพราะถูกรางวัลทุจริต เจอกันที่ป.ป.ช.ครับ” นายภัณฑิล กล่าว

‘พิเชษฐ์’แจงงบสภาทุกเม็ด

จากนั้น นายพิเชษฐ์ ชี้แจงว่าตอนนี้ของบยังไม่ได้ เพราะแบบกำลังทำจะเสร็จแล้ว สำหรับที่จอดรถสภา ถูกยกเลิกไป 1ชั้น จากธรรมดามีใต้ดิน 3ชั้น เพราะเราถูกลดงบประมาณ ฉะนั้นถ้าทำที่จอดรถที่บอกจบแล้วก็จะไม่มีที่ก่อสร้างใดๆแล้วในสภาแห่งนี้ ส่วนพื้นที่ใช้สอยที่มีเยอะแยะมากมาย แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ปล่อยทิ้งร้างนั้น เมื่อมาถึงสมัยนี้กำลังคัดเลือกประธานสโมสร และร่างระเบียบสโมสร เพื่อไปทำกิจกรรมต่างๆ

“ส่วนของสภาที่ท่านพูด ถูกต้องกว้างขวางแต่ประโยชน์น้อย ท่านเดินไปตามกลุ่มงานต่างๆ นั่งหลังชนกัน เดินแทบจะไม่ได้ การออกแบบเขาก็ไม่ได้คิดว่าใช้ประโยชน์อย่างไรที่กว้างแต่ใช้สอยได้น้อย เจ้าหน้าที่ต้องแออัดกันอยู่ โต๊ะทำงานก็แคบๆ เหมือนกันหมด ถ้าเราขยับขยายได้ พื้นที่ที่เราพัฒนาก็จะจบไป”นายพิเชษฐ์ กล่าว

ยันต้องมีคลังแสงสภา

นายพิเชษฐ์ชี้แจงว่าส่วนเรื่องคลังแสงสภาใหม่ของเราวันนี้ตำรวจทุกคนไม่มีอาวุธ ถ้ามีผู้ก่อการร้าย และเอาอาวุธครบมือมา เราตายหมด ทั้งหมดนี้เมื่อเกิดเหตุเราจะไม่มีใครป้องกันตัวได้และสภาทั่วโลกจะมีกองเกียรติยศคือตำรวจชุดที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ถ้าเราไม่ทำของเราให้พร้อม ตนคิดว่าก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอีก

นายพิเชษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า”ผมจะคุยกับท่าน ถ้ามีปัญหาจะเอาข้อมูลอะไรเราก็ยินดี และผมจะตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่บริหารสภาฯ”

ปชน.เปิดฉากถล่มงบคมนาคม

ต่อมา นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในสัดส่วนกระทรวงคมนาคม ว่า ขอใช้ชื่อตอนว่า“งบคมนาคมยังคงเดิมๆเพิ่มเติมคือสร้างตึกเพื่อใคร” แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาด้านคมนาคมถือเป็นกระเป๋าหลัก มีงบมากถึง 181,968ล้านบาท โดยเป็นของกรมทางหลวงมากถึง121,891ล้านบาท ตามด้วยกรมทางหลวงชนบท 49,582 ล้านบาท เพราะคมนาคมคืองบลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดและผูกพันมากที่สุด ต่อเนื่องมานานมากแล้ว แต่ถูกนำไปใช้ถูกที่ถูกทางหรือยัง แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ซึ่งงบลงทุนในปี 69 ของกระทรวงต่างๆมียอดรวมอยู่ที่ 569,800ล้านบาท งบก้อนใหญ่ที่สุดอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ได้มากถึง 32.9เปอร์เซ็นต์ของงบลงทุนทั้งหมดทุกๆด้านในประเทศนี้และสร้างภารผูกพันมากที่สุดถึง28.6 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวมจากทุกกระทรวงและการลงทุนส่วนใหญ่ใช้ไปกับการซ่อมและสร้างถนน โดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ตามมาด้วยเรื่องของน้ำ ส่วนงบด้านอื่นๆน้อยมาก

ปูดงบสนง.ปลัดใหม่3.8พันล้าน

นายสุรเชษฐ์ได้ขอเน้นเรื่องสำนักปลัดคมนาคม เพราะอยากช่วยรัฐบาลหาเงิน ช่วยตัดงบให้มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นให้ประชาชนได้มากกว่า สำนักปลัดฯปีนี้รับงบฯไปทั้งสิ้น1,124ล้านบาท เพิ่มเท่าตัวจากปีก่อนๆที่รับอยู่ที่ประมาณปีละ600ล้านบาท ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นคือค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ งบปี 69จำนวน 574.8ล้านบาท ผูกพันปี 70 จำนวน 1,628.6. ล้านบาท และปี 71 อีก1,628.6ล้านบาท รวมงบ3ปี จำนวน3,832 ล้านบาท มากกว่าตึก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ที่ถล่มอีก

จวกยับงบแพงกว่าตึกสตง.ถล่ม

“จำได้ใครๆก็ด่าสตง.แพงใช้งบฯอะไรเยอะแยะไปหมด ซึ่งก็แพงจริง ตึกสตง.ใช้งบ 2,560 ล้าบาท แต่ตึกคมนาคม 3,832 ล้านบาท ตึกใหม่มาแน่ และตั้งคำขอมามากถึง 4,500 ล้านบาท นี่ขนาดสำนักงบฯปรับลดแล้วยังเหลืออยู่ตั้ง3,832 ล้านบาท ตึกคมนาคมกินพื้นที่ 18.5 ไร่ เทียบกับตึกสตง.10.75 ไร่อยู่ในทำเลทองของอาณาจักรบางซื่อ 1,471 ไร่ โดยตึกใหม่ของคมนาคมอยู่ในโซน E ที่วางแผนจะให้เป็นสมาร์ทซิตี้คอมเพล็กซ์141.65 ไร่ หน้าเสียดายพื้นที่แถบนี้ควรนำมาพัฒนาเป็น การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน หลายปีแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จสักที รัฐบาลไม่เก่งพอที่จะพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่สำเร็จและเกิดขึ้นจริงคือตึกราชการเพียบในย่านบางซื่อ ข้อเท็จจริงคือ 17% ของ สมาร์ทซิตี้คอมเพล็กซ์ตึกคมนาคมส่วนพื้นที่ที่เหลือยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาไปทำอะไร ที่ควรจะเอาพื้นที่ไปหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์มาชดเชยการขาดทุนของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ได้มากกว่านี้เยอะ”นายสุรเชษฐ์ กล่าว

มีขรก.อยู่319คนจี้’สุริยะ’แจงให้ชัด

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่าการที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม จะเอาพื้นที่ไปสร้างตึกใหม่ให้กระทรวง มีการจ้างออกแบบเสร็จแล้ว มีจำนวน 22 ชั้น จึงขอให้รมว.คมนาคมต้องตอบให้ชัดว่าใครจะไปอยู่บ้างเพราะในแบบระบุเพียงสำนักปลัดฯซึ่งมีข้าราชการอยู่ 319 คน ตามคำขอระบุมาเพียงหน่วยงานใหม่ที่เกิดขึ้นเช่นกรมการขนส่งทางรางซึ่งอาจมาอยู่ตึกใหม่นี้แต่ไม่ได้อยู่ในแบบ หากมาอยู่ก็จะมีข้าราชการเพิ่มอีก 82 คน สถาบันวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง(สทร.)อีก 80 คน จะมีอยู่หรือไม่ ดังนั้นต้องรู้ก่อนว่าใครจะไม่อยู่บ้างไม่เช่นนั้นจะให้งบไปได้อย่างไร และหากรวมทั้งหมดประมาณ 1,000 คน ดังนั้นขอดูเอกสารของหน่วยงานที่จะแสดงความจำนงไปอยู่ตึกใหม่ด้วยและอย่าตับแต่งตัวเลขเเพื่อจะมาของบฯมากๆ เพื่อเอาไปสร้างตึกใหญ่ ๆ เดี๋ยวค่อยหาหน่วยงานมาอยู่หาคนมาบรรจุเครื่องให้เต็มตึกแบบนี้แย่มาก เพราะหากมาแบบนี้ก็ผ่านงบให้ไม่ได้จริงๆ ตามเอกสารที่มีให้งบไม่ได้เพราะตอบคำถามไม่ได้ว่าทำไมตึกคมนาคมได้งบต่อหัวสูงกว่าตึกสตง.มาก

ซัดตึกคมนาคมอลังการเว่อร์

“ตึกคมนาคมโอ่อ่ามากได้งบต่อหัวมากถึง 3.8ล้านบาท มากกว่า 1.1ล้านบาทตามบรรทัดฐานของสตง.ที่ใครก็ด่าว่าแพง ห้องรัฐมนตรีอยู่ชั้น22ขึ้นไปดาดฟ้ามีลานจอดฮ.ด้วยอย่างเท่เลย ห้องรัฐมนตรีใหญ่มาก 65 ตารางเมตร แต่ยังไม่เห็นความหรูหรา เพราะหน่วยงานไม่ยอมส่งแบบสถาปัตย์มาให้ขอฝากประธานฯทวงรัฐมนตรี สั่งการให้เปิดรายละเอียดทั้งหมดด้วยไม่อย่างนั้นเราจะพิจารณากันได้อย่างไรว่าจะให้งบไปเท่าไหร่ดี และยังมีการสร้างโรงหนังที่ชั้น9 ทะลุไปชั้น10มีล็อบบี้ขนาดใหญ่ มีออดิทอเรียม ขนาด 300 ที่นั่ง เป็นห้องโค้งพร้อมสโลบชั้นบันได คล้ายโรงหนังไอแม็ค ไอคอนสยาม มีจอแบบแอลอีดีขนาดใหญ่ ระบบแสงสีเสียงครบ เมื่อเทียบกับตึกสตง. และไอแม็คจะเห็นว่าตึกคมนาคมอลังการเว่อร์ มีพื้นที่ 631ตารางเมตร ใหญ่กว่าไอแม็คเกือบเท่าตัว”นายสุรเชษฐ์กล่าว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่าเป็นส่วนชั้น 8 เป็นห้องคอนเวนชั่นฮอลล์100 ที่นั่ง มีขนาด 1 พันตรางเมตร ห้องสกุลตรา โรงแรมเพนนินซูลา ยังแค่ 520 ตารางเมตร ห้องแกรนด์บอลรูมไฮแอท สุวรรณภูมิ ยังแค่814 ตารางเมตร ตึกคมนาคมเฉพาะค่าตบแต่งฝ้าพื้นผนัง 3.3 ล้านบาท ห้องประชุมขนาดใหญ่ 424 ตารางเมตร มีเวทีขนาด 31.5 ตารางเมตร มีจอแอลอีดีพร้อมแสงสีเสียงแบบจัดเต็ม แค่โคมไฟก็ราคาหนึ่งล้านบาทแล้ว จะใช้ไว้จัดคอนเสิร์ตหรืออย่างไร จากแบบก่อสร้างและบีโอคิวราคาเกินจริงไปมากทำให้ชวนสงสัยในหลายรายการ เป็นที่น่าสังเกตว่าตึกนี้มีห้องประชุม 48 ห้อง ขอให้ประชาชนไปช่วยกันดูแล้วจะรู้ว่าตึกคมนาคมโออ่ากว่าตึก สตง.อีก

‘พนิดา’ลากไส้เบี้ยเลี้ยงตำรวจ จัดสรรเท่ากันทุกปี ทั้งปีนี้จำนวนตร.ลดลงเกือบ 5 พันนาย

‘พนิดา’ลากไส้เบี้ยเลี้ยงตำรวจ จัดสรรเท่ากันทุกปี ทั้งปีนี้จำนวนตร.ลดลงเกือบ 5 พันนาย

‘พนิดา’ลากไส้เบี้ยเลี้ยงตำรวจ จัดสรรเท่ากันทุกปี ทั้งปีนี้จำนวนตร.ลดลงเกือบ 5 พันนาย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.33 น.

‘พนิดา’ แฉ เบี้ยเลี้ยงตำรวจจัดสรรเท่ากันทุกปี ทั้งที่ปีนี้จำนวนตร.ลดลงเกือบ 5 พันนาย บอก บางคนก็ถูกหักหัวคิว-บาง สน.ต้องนำงบที่เหลือมาหารเฉลี่ยกัน-ได้ไม่เท่าที่ควรได้ ทำคนไม่เชื่อมั่นวงการสีกากี จี้ ‘นายกฯ’ หยุดวงจรทำนาบนหลังคน ถาม ปีนี้จะผลิตตำรวจไปรับใช้ปชช.ได้กี่นาย แนะ ผูกรวมตำรวจท่องเที่ยว-โรงพักไว้ด้วยกัน ลดความซ้ำซ้อน เสนอ ตั้งคกก.อิสระสอบโครงการก่อสร้างย้อนหลัง สตช. 10 ปี

วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เวลา 21.50 น. ที่รัฐสภา น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า สตช.เป็นหน่วยงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณสูงถึง 1.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,433 ล้านบาท สูงกว่ากระทรวงแรงงานทั้งกระทรวง แต่ภาพรวมยังมีการบริหารงบประมาณแบบบนลงล่างเหมือนเดิม ปัญหาเดิมไม่ถูกแก้ไข แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นทุกวัน โดยอุปสรรคในการทำงานของตำรวจไทยคือปัญหาการคอร์รัปชั่นผ่านระบบงบประมาณภายใน สตช. ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปฏิบัติงานและประชาชน เพราะเมื่อเรามาดูกันดีๆ แล้ว จะพบว่าสาเหตุของปัญหานั้นไม่ใช่วิกฤตที่เกิดขึ้นจากการขาดงบประมาณ แต่เป็นเพราะวิกฤตการขาดประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณและระบบโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ภารกิจ งบดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน กระจัดกระจายในหลายโครงการ เช่น งบลงทุนที่เอาไปทุ่มซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และก่อสร้างอาคารต่างๆ แถมยังขาดกลไกประเมินผลที่เป็นอิสระ โปร่งใส จนท้ายที่สุดกระทบต่อทั้งความรู้สึกปลอดภัย และการให้ความร่วมมือในกระบวนการยุติธรรมซึ่งส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในวงการสีกากี 

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า ตนขอให้คำจำกัดความเรื่องราวทั้งหมดนี้ว่า งบบวม เพราะโครงสร้างซ้ำซ้อน สุดท้ายตำรวจพัง โดยจะขอเริ่มจากงบดำเนินงานในโครงสร้างระดับล่างที่ซ้ำซ้อน ตรวจสอบยาก นั่นคืองบเบี้ยเลี้ยงที่กระจัดกระจายอยู่ในโครงการต่างๆ ซึ่งหากนับรวมทั้งหมดแล้วจะพบว่ามีสูงถึง 4,370 กว่าล้านบาท แถมยังจัดสรรมาเท่ากันทุกปี ทั้งที่จำนวนตำรวจปีนี้ลดลงจากปีก่อน เกือบ 5 พันนาย ซึ่งเมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นปฏิบัติการในโรงพักต่างๆ ก็พบว่าไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงครบถ้วน ได้รับล่าช้า หรือเบิกจ่ายในระบบไปแล้วขอทอนคืน จะเห็นว่าระบบการจ่ายเบี้ยเลี้ยงนั้นเป็นการเปิดช่องว่างให้มีการหักหัวคิวกันเป็นทอดๆ จำนวนยอดที่ได้รับจริงไม่ตรงกับที่ควรจะได้ บางที่ขึ้นอยู่กับว่าในการเบิกจ่ายงบรอบนั้นๆ แต่ละสถานีเหลือเงินเท่าไหร่แล้วมาหารเฉลี่ยกัน บางครั้งก็มีเบิกจ่ายในระบบแล้วเรียกเงินทอน และบางที่เบี้ยเลี้ยงก็ไม่ได้มาสิ้นเดือน เพราะตกเบิกไปไม่รู้กี่เดือนต่อกี่เดือน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แปลว่างบเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับจัดสรรมานั้น ไม่ตรงกับปริมาณการทำงาน ไม่สามารถนำมาใช้เป็นตัวแปรในการคำนวณอัตราการป้องกันและปราบปรามการเกิดคดีอาชญากรรมในพื้นที่นั้นๆ ได้ 

น.ส.พนิดา กล่าวอีกว่า แม้ว่าเราจะเห็นการประกาศนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่ามีการเอาจริงเรื่องห้ามมีการทุจริตเรื่องเบี้ยเลี้ยง และกำชับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมของแนวทางการจัดการปัญหานี้ ปัจจุบันก็ยังไม่มีระบบติดตามงบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงปัญหาเรื่องงบค่าน้ำมันเช่นกัน ที่แม้ในเอกสารจะเห็นว่าได้รับเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่เมื่อไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ชั้นปฏิบัติการ กลับไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างอะไร ตำรวจบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้งบน้ำมันเพิ่ม เห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติ จนล่าสุดสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องส่งหนังสือถึง ผบ.ตร.เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบการใช้งบประมาณค่าน้ำมันของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน

“ดิฉันมีข้อเสนออยากฝากไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อหยุดวงจรทำนาบนหลังคนกับงบสวัสดิการตำรวจเช่นนี้ โดยพัฒนาแอปพลิเคชั่นแทนใจที่ตำรวจใช้เช็กยอดรายรับ ให้มีการระบุเพิ่ม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าตอบแทนพิเศษ ค่าน้ำมัน โอที และสวัสดิการต่างๆ จากแต่ละโครงการ รวมถึงระบุในใบแสดงรายรับตำรวจเช่นกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและตรวจสอบย้อนกลับได้ คนทำงานก็สามารถตรวจสอบรายรับทุกยอดของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ ป้องกันการหักหัวคิว ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดเองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ชีวิตความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เมื่อท่านพูดเองกับปากแล้วก็อยากให้ช่วยลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจังให้พี่น้องตำรวจและประชาชนเห็นหน่อย” น.ส.พนิดา กล่าว

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า งบดำเนินงานในโครงสร้างระดับบนที่ซ้ำซ้อนคือ โครงสร้างหน่วยงาน โดยตนขอยกตัวอย่างที่เป็นส่วนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่แม้ตั้งขึ้นมาโดยเจตนาดีคือเพื่อบูรณาการการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับซ้ำซ้อนกับโครงสร้างหลักเดิม และส่งผลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม และเบียดบังงบประมาณจากหน่วยที่ควรได้รับจริง เช่น กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่มีภารกิจเฉพาะในการดูแลนักท่องเที่ยว แต่ในทางปฏิบัติ กลับมีภารกิจซ้ำซ้อนกับตำรวจโรงพัก เพราะถึงแม้จะพบเจอเหตุอาชญากรรมซึ่งหน้าก็ไม่สามารถทำสำนวนคดีได้ ต้องพาไปโรงพักอยู่ดี 

“ฉะนั้น ดิฉันขอตั้งคำถามง่ายๆ ว่าทำไมเราจึงไม่รวมอยู่ในที่เดียวกันไปเลย แล้วเพิ่มอัตรากำลังนายตำรวจที่ต้องการให้มีทักษะพิเศษเพิ่มเติมเอาในพื้นที่จุดท่องเที่ยวสำคัญๆ เราจะตั้งกองบัญชาการใหม่ขึ้นมาทำไมให้เทอะทะ ซึ่งยังไม่รวมอาคารอำนวยการอื่นๆ ของกองบัญชาการเหล่านี้ที่ไม่รู้มีอีกเท่าไหร่ มั่นใจว่าบางทีไม่มีคนใช้งานจริง ฉะนั้น จึงขอเสนอปรับโครงสร้างและออกแบบระบบการทำงานใหม่ดีหรือไม่ รวมจุดบริการนักท่องเที่ยวไว้ที่เดียวในสถานีตำรวจหลักของพื้นที่ นำข้อมูลการดำเนินงานของตำรวจท่องเที่ยวไปรวมกับฐานข้อมูล สภ.ในพื้นที่ แล้วมาบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด” น.ส.พนิดา กล่าว 

น.ส.พนิดา กล่าวด้วยว่า ขณะที่ปัญหาโครงสร้างที่ขาดแคลนกันคือ แม้ในปี 2569 จะมีงบผลิตตำรวจ 700 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ ก็เท่ากับทุกปีที่ผ่านมา รัฐบาลจัดงบเหมือนไม่เห็นปัญหาพนักงานสอบสวนที่กำลังขาดแคลนแสนสาหัส โดยหากอ้างจากสถิติปี 2566 จะเห็นว่ามีงาน 12,258 ตำแหน่ง แต่มีคนทำงานจริงเพียงแค่ 5,331 คนเท่านั้น มีที่ว่างอยู่ สูงถึง 6,927 ตำแหน่ง หายไปครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งแปลว่าพนักงานสอบสวนหนึ่งคน กำลังทำงานสำหรับคนสองคนอยู่ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในสายตาประชาชนไปได้ไกลแค่โหนกระแส อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเห็นว่ามีการเปิดรับพนักงานสอบสวนใหม่ แต่พนักงานสอบสวนใหม่กลับรออบรมอยู่เป็นจำนวนมาก ยังทำงานไม่ได้ เพราะศูนย์ฝึกไม่ว่าง จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีมาช่วยตอบชัดๆ ว่างบผลิตตำรวจกว่า 700 ล้านบาทไม่เพียงพอให้เรามีระบบผลิตตำรวจที่ดีได้หรือ อีกทั้งงบก่อสร้างอาคารปีละ 6,000 กว่าล้านบาทนั้น ไม่สามารถทำให้เรามีศูนย์ฝึกที่เพียงพอต่อการ ผลิตนายตำรวจที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด รวมถึงอยากให้นายกรัฐมนตรีมาตอบชัดๆ ด้วยว่าปีนี้เราจะผลิตพนักงานสอบสวนเพื่อไปรับใช้ประชาชนได้กี่นาย และอีกกี่ปีเราจะสามารถทำให้มีคนทำงานได้เต็มอัตรา เพราะแทนที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างคนทำงานมากกว่านี้ สตช.ที่คุมโดยนายกรัฐมนตรีกลับไปให้ความสำคัญกับการสร้างตึก ซึ่งงบก่อสร้างอาคาร สตช.สูงที่สุดของทุกหน่วยงาน คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของงบก่อสร้างอาคารทั้งหมดในประเทศ ซึ่งเป็นงบที่กระจายอยู่ในโครงการต่างๆ ทั้งสร้างโรงพัก ที่พักตำรวจ และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่พิเศษอื่นๆ ที่มีภาระงบผูกพันหลายปี 

น.ส.พนิดา กล่าวด้วยว่า หากถามถึงความคุ้มค่า ความจำเป็น และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ เราก็จำเป็นต้องยกตัวอย่างความอัปยศที่คนไทยจำได้ดีที่สุดคือมหากาพย์การฮั้วประมูลการสร้างสถานีตำรวจทั่วประเทศ 396 แห่ง และแฟลตตำรวจ 163 หลัง มูลค่า 5,848 ล้านบาท แม้ศาลสั่งเอกชนชดใช้ค่าเสียหายให้ สตช. 1,500 ล้านบาท มีการของบประมาณที่เป็นภาษีประชาชนทำต่อจนเรียบร้อยบ้าง ปัจจุบันได้สร้างเสร็จเปิดใช้งานแล้วบ้าง แต่ความเสียหาย 5,000 กว่าล้านที่เกิดขึ้น ใครต้องมารับผิดชอบ ฉะนั้น จึงขอเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบโครงการก่อสร้างย้อนหลังทุกโครงการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรอบ 10 ปี และเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทุกระดับเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ 

น.ส.พนิดา กล่าวอีกว่า ต่อมาคือปัญหาโครสร้างงบและโครงสร้างองค์กรที่ทำให้งบดำเนินงานบวมไปหมด พอไปดูงบลงทุนยิ่งแล้วใหญ่ เพราะงบลงทุนทั้งหมดของ สตช.มีจำนวนมากถึง 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่างบของหลายกระทรวง แต่เมื่อไปดูไส้ในกลับเอาแต่ทุ่มกับโครงการก่อสร้างที่ไม่ตอบโจทย์ นอกจากนี้ ยังมีงบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ ที่ปีนี้มีสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยรายการที่น่าสนใจคือ งบซ่อมบำรุงอากาศยาน จำนวนเงิน 950 ล้านบาท ที่แปลกจนต้องยกมาพูดคือข้อมูลจาก Thai armforce ระบุว่ากองบินตำรวจดำเนินการซ่อมด้วยการเอาเงินไปจ้างการบินไทย ส่วนไหนที่การบินไทยซ่อมได้ก็ซ่อมเอง ส่วนไหนที่ไม่สามารถซ่อมได้ ก็จะจ้างบริษัทเอกชนหรือกึ่งรัฐวิสาหกิจให้ซ่อมต่ออีกทอดหนึ่ง จ้างต่อกันเป็นทอดๆ ที่น่าสงสัยคืองบก้อนนี้ตั้งมาเท่าเดิมทุกปี มีการรั่วไหลทอนกันในกระบวนการไหนหรือไม่ และว่ากันด้วยความสมเหตุสมผลคือเราจะซ่อมอะไรราคาเท่ากัน หรือคิดง่ายๆ หากเทียบกับตัวเอง มีใครจ่ายค่าซ่อมรถเป็นจำนวนเงินเท่ากันเป๊ะๆ ทุกปีหรือไม่

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า ล่าสุดที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น ที่มีเหตุอากาศยานของกองบินตำรวจตก และล่าสุดไม่กี่วันที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นักบินทราบดีอยู่แล้วว่าเครื่องบินมีปัญหา และเคยมีรายงานความผิดปกติของเครื่อง จนหมุนขูดพื้นเป็นรอย สตช.เคยได้ทำการซ่อมแซมอย่างจริงจังหรือไม่ ถ้าซ่อมแล้วใครเป็นตรวจรับ ท่านปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับคนในองค์กรตัวเองได้อย่างไร ท่านเอาเครื่องบินที่แทบจะใช้การไม่ได้มาให้เขาขึ้นบินได้อย่างไร ทั้งที่มีงบประมาณในการซ่อมปีละเกือบพันล้านบาท และขอเสนอให้กรรมาธิการเรียกเอกสาร aircraft maintenance log book บันทึกประวัติการใช้งานและซ่อมบำรุงของอากาศยานทุกลำในกองบินตำรวจมาตรวจสอบว่าที่ผ่านมางบปีละเกือบพันล้านที่ สตช.ได้ไปนั้น เอาไปใช้ทำอะไรกันแน่ และหากกรณีนี้มีการทุจริตต้องเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพื่อให้นี่เป็นเคสสุดท้าย อย่าให้ใครมาตาย เพราะเหตุที่สามารถป้องกันได้แบบนี้อีกเลย

“ปัญหาของตำรวจ ไม่ใช่งบน้อย แต่คือระบบที่กินงบประมาณมากเกินไป เปิดโอกาสให้มีการกินเล็กกินน้อย งบรั่วไหล ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่ตอบโจทย์เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ไม่ตอบสนองประชาชนผู้เสียภาษี และไม่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากภายนอกที่โปร่งใส นายกรัฐมนตรีสอบตกในการคุมตำรวจ ทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงาน การใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า และการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม ดิฉันติดตามการทำงานของตำรวจมาตลอด 3 ปี ด้วยความปรารถนาดีต่อองค์กรท่าน เพราะท่านคือที่พึ่งของประชาชน ซึ่งหากยังคงดำเนินการในรูปแบบนี้ต่อไป วงการสีกากีไทยมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง ดิฉันจึงไม่อาจเห็นชอบกับร่าง พรบ.งบประมาณฉบับนี้ได้ เพื่อให้ท่านไปปรับปรุงงบประมาณใหม่ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้าย ก่อนตำรวจไทยจะพังจริง” น.ส.พนิดา กล่าว

เดือดมาก!!! ‘สุริยะ’ ซัด ‘วิโรจน์’ ไร้กาลเทศะ ลากเวทีถก ‘งบฯ69’ มา ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’

เดือดมาก!!!  ‘สุริยะ’ ซัด ‘วิโรจน์’ ไร้กาลเทศะ ลากเวทีถก ‘งบฯ69’ มา ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’

เดือดมาก!!! ‘สุริยะ’ ซัด ‘วิโรจน์’ ไร้กาลเทศะ ลากเวทีถก ‘งบฯ69’ มา ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.16 น.

‘สุริยะ’ ซัด ‘วิโรจน์’ ไร้กาลเทศะ ลากเวทีถก ‘งบฯ69’ มา ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ยันไร้โครงการ ‘ส่อฮั้ว-หวังเงินทอน’ เจอสวนโชว์หล่อ ทำเพื่อ ’ป้องภาษีประชาชน’ แต่จะเอื้อกำไร ‘ผู้รับเหมาวีไอพี’ ก็แล้วแต่

วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เเวลา 20.43 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ (เป็นพิเศษ) วาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระแรก เป็นวันที่สอง ต่อประเด็นการฮั้วประมูลของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท  ตามที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปราย ไปเมื่อวันที่28พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ตนขออภัยกับประชาชน ที่นายวิโรตน์ไม่รู้กาละเทศะ  ที่ใช้เวทีอภิปรายงบฯ 69 อภิปรายเรื่องฮั้วประมูล ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใด ถึงไม่อภิปรายในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบที่ผ่านมา หากจะพูดถึงกระทรวงคมนาคม ควรอภิปรายถึงงบประมาณที่ไม่เหมาะสม กระจุกในภาคใดหรือไม่ จะเป็นประโยชน์ประชาชนมากกว่า ทั้งนี้การอภิปรายงบประมาณแตกต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะกล่าวหาในขั้นตอนการทำงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่อว่าไม่สุจริต 

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า การขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นไปตามกรมบัญชีกลางรวมถึงการกำหนดราคากลางและราคาอ้างอิง รวมถึงอีบิดดิ้งที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และก่อนการลงนามสัญญาต้องถูกตรวจสอบจากสำนักงบประมาณ นอกจากนั้่นมีกฎหมายเกี่ยวกับการประมูลงานกับรัฐควบคุมไว้ ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่หน่วยงานกระทรวงคมนาคมจะเอื้อให้ผู้รับเหมาที่ฮั้วประมูล

“ที่กล่าวหาว่ามีผู้รับเหมาชั้นพิเศษ จำนวน 80  ราย ทำให้เกิดการฮั้ว เป็นเสือนอนกิน และซ่อนเงินทอนต่างๆ  ผมยืนยันว่าไม่จริง เพราะการจัดชั้นผู้รับเหมาพิเศษทำโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไม่ใช่กระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ผมให้กรมทางหลวงตรวจสอบข้อมูลของบริษัทผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ย้อนหลังพบว่าทั้ง 80 ราย มีรายได้รวมกันเกือบ 2 แสนล้านบาท แต่มีกำไรรวมกันเฉลี่ยปีละพันล้านบาท หรือ 0.5% ของรายได้ ซึ่งไม่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และปี2565 พบว่าตัวเลขประกอบการขาดทุนด้วยซ้ำ จากข้อมูลที่อภิปรายที่ผู้รับเหมามีรายได้พันล้านบาท จะมีเงินทอนปีละ 8พันล้านบาท จ่ายให้กับผู้มีอำนาจได้” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ  กล่าวชี้แจงถึงการเอื้อผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่แบ่งเป็นตอนๆว่า ต้องพิจารณาเหตุและผล เช่น ความคุ้มค่า ความต่อเนื่องและศักยภาพความพร้อมของผู้รับเหมาที่ทำงาน ดังนั้นการยกตัวอย่างแบ่งสัญญารับเหมา ที่ 118 ที่กรมทางหลวงแบ่งงานเป็น 2 ตอน  แทนที่จะแบ่งเป็น  3 ตอนถือว่าใช้จินตนาการเกินจริงเพราะจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มมากขึ้น ส่วนกรณีที่ระบุว่าคณะกรรมการราคากลางคัดค้านการเลื่อนชั้นผู้รับเหมา จาก 500 ล้านบาท เป็น 900 ล้านบาท ล่าสุดได้มีการจ้างศึกษาเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์แล้ว

“การประมูลราคากลางที่ต่ำมากๆ จะประหยัดงบประมาณ ไม่ได้มองผลเสียที่เกิดขึ้น ที่จริงแล้วโครงการที่มีราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางมากๆ หรือ ฟันราคา มีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างก่อสร้าง เนื่องจากราคากลางเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุน อาจเกิดผลเสียต่อรัฐและประชาชนภายหลัง ซึ่งจากการตรวจสอบ โครงการก่อสร้างที่ อ.ปลวกแดงที่มีการฟันราคาต่ำกว่าราคากลาง 35% พบว่างานสร้างไม่เสร็จ และทิ้งงานทำให้กรมทางหลวงชนบทเข้ามาดูแลไปก่อน ผมฐานะกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส” นายสุริยะชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าการอภิปรายของนายสุริยะ มีการประท้วงตอบโต้กันไปมาระหว่างสส.พรรคเพื่อไทย และสส.พรรคประชาชน จนทำให้นายวิโรจน์ ลุกขึ้นมากล่าวตอบโต้นายสุริยะว่า “กาลเทศะของคนที่ชื่อวิโรจน์ ลักขณาอดิศร คือการปกป้องเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ส่วนกาลเทศะของคนที่ชื่อสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะเอามาปกป้องผลกำไรตอบแทนของผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ก็แล้วแต่คนชื่อสุริยะก็แล้วกัน” 

‘วิรังรอง’ ดีใจ ‘หมอยง’ ร่วมลงชื่อหนุนแพทยสภา ยอดพุ่งต่อเนื่องสะท้อนพลังประชาชน

'วิรังรอง' ดีใจ 'หมอยง' ร่วมลงชื่อหนุนแพทยสภา ยอดพุ่งต่อเนื่องสะท้อนพลังประชาชน

‘วิรังรอง’ ดีใจ ‘หมอยง’ ร่วมลงชื่อหนุนแพทยสภา ยอดพุ่งต่อเนื่องสะท้อนพลังประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.55 น.

วันที่ 28 พฤศภาคม 2568 จากกรณี นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก วิรังรอง ทัพพะรังสี  (Wirangrong Dabbaransi) เชิญชวนคนไทยร่วมลงชื่อสนับสนุนและให้กำลังใจคณะกรรมการแพทยสภาในการยืนมติเดิม เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 68 

ล่าสุดเจ้าตัว โพสต์ระบุว่า คุณหมอยง ภู่วรวรรณ ท่านมาลงชื่อแบบเรียบง่าย เป็นลำดับที่  ๑๐,๑๖๒   โดยที่ท่านไม่ได้ใส่คำนำหน้า ดิฉัน เลยต้องขออนุญาตท่านผ่าน Facebook นี้ ใส่คำนำหน้าให้ท่านว่า “ศาสตราจารย์ นายแพทย์”  ดีใจที่มีคุณหมอหลายท่านมาลงชื่อกับพวกเราค่ะ  ตอนนี้มีผู้ลงชื่อ ๑๐,๓๔๓ ท่านค่ะ

‘ชยพล’ อัด งบกลาโหม ไร้แผน ไม่โปร่งใส ลามกระทบ ศก.ในประเทศ เหน็บ’ภูมิธรรม’อ่อนแอ

'ชยพล' อัด งบกลาโหม ไร้แผน ไม่โปร่งใส ลามกระทบ ศก.ในประเทศ เหน็บ'ภูมิธรรม'อ่อนแอ

‘ชยพล’ อัด งบกลาโหม ไร้แผน ไม่โปร่งใส ลามกระทบ ศก.ในประเทศ เหน็บ’ภูมิธรรม’อ่อนแอ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.47 น.

‘ชยพล’ ซัดงบฯกองทัพ ไร้แผน ไม่โปร่งใส ลามกระทบเศรษฐกิจในประเทศ สวนทางนโยบาย ‘ลดกำลังพล’ ยกเคส ‘ค่าโง่เรือดำน้ำ’ 1.6 หมื่นล้านไม่คืบ ขณะที่ ‘ทร.’ ต้องการใช้เรือฟริเกต8ลำ มีใช้แค่4 รอปลดประจำการอีก1 ต้องใช้งาน ‘เรือหลวงภูมิพล’ หนัก จนเครื่องเสีย สูญเงินซื่อเครื่องฯอีก240ล้าน ลั่นขอตัดงบฯ1.4หมื่นล้าน เหตุไม่มีคำตอบปม ‘ไอโอ-งบฯลับ’ เหน็บ ’ภูมิธรรม’ อ่อนแอ ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาล จัดงบฯกองทัพมีประสิทธิภาพ ด้าน ‘รมช.กห.’ แจงลดกำลังพลตรงตามเป้า โวทำได้ร้อยละ5ในปี70

วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 18.55 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายชยพล สท้อนดี กทม. พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณกระทรวงกลาโหมว่า งบฯปี69 กระทรวงกลาโหมได้งบฯรวม 2.4แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบฯปี68 จำนวน 4.7 พันล้านบาทเศษ เป็นงบฯจัดซื้ออาวุธเพิ่มขึ้น 3.7 พันล้านบาท งบฯกว่าครึ่งของกระทรวงกลาโหม ไปอยู่ที่เงินเดือนและงบฯบุคลากรของกองทัพ รวมกันมากกว่า2เท่าของงบฯการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อพัฒนากองทัพ สวนทางกับนโยบายที่รัฐบาลนี้ประกาศไว้ว่าจะลดกำลังพล ซึ่งเข้าสู่ปีที่3 ที่จะพัฒนาให้กองทัพทันสมัย เป็นกองทัพที่เล็กแต่มีประสิทธิภาพ มาตรการเออร์ลี่รีไทร์ไม่จูงใจ จึงมีผู้เออร์ลี่เพียง98คน 

นายชยพล กล่าวต่อว่า ส่วนขั้นตอนในการจัดซื้ออาวุธ ก็ผิดพลาดในการวางแผน ทำให้เกิดปัญหา เช่น กองทัพเรือมีโครงการต้องการใช้เรือฟริเกต 8 ลำ แต่ปัจจุบันมีใช้เพียง 4 ลำ และกำลังจะปลดประจำการภายใน4ปีอีก 1 ลำ คือเรือหลวงรัตนโกสินทร์ จึงทำให้เรือที่มีอยู่ถูกใช้งานอย่างหนัก คือเรือหลวงภูมิพลที่เพิ่งใช้ไม่ถึง10ปี ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงตามวงรอบ จนทำให้เครื่อนยนต์เรือเสียขณะปฏิบัติที่ประเทศออสเตรเลีย จนต้องมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือมูลค่า 240 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าซ่อมบำรุงที่ไม่รู้ว่าจะเป็นวงเงินเท่าไหร่ แล้วจะคาดหวังอะไรจากสมรรถภาพของกองทัพเรือไทย เพราะหลักการซื้ออาวุธต้องมีการวางแผนการซื้อตามความจำเป็น และต้องซื้อให้เพียงพอกับการใช้ หากซื้อจำนวนมาก จะมีอำนาจในการต่อรอง แต่เราสั่งต่อเรือทีละลำจึงได้ในราคาสูง ประสบปัญหาเรือไม่พอใช้ 

“ยังไม่รวมถึงยุทโธปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เช่น ปืนที่ประจำการที่ใช้ในกองทัพบก และทีโออาร์ที่ไม่โปร่งใส ซ้ำกองทัพไทยไม่เคยซื้ออาวุธจากบริษัทของคนไทย เกิดการกีดกันผู้ประกอบการไทย ผมไม่ติดใจกรณีการจัดซื้อปืนเรดาร์ อุปกรณ์สื่อสาร หรือเสื้อเกราะกันกระสุน แต่ติดใจการจัดซื้ออุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกองทัพ เช่น เรือท้องแบน ยางรถยนต์ ที่ไทยสามารถผลิตได้เอง แต่กองทัพบกกลับเลือกที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตเอง 13 แห่งทั่วประเทศ ปิดโอกาสผู้ประกอบการ กระทบการสนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศ“ นายชยพล กล่าว

นายชยพล กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคณะกรรมาธิการทหาร และคณะกรรมาธิการความมั่นคง  สภาฯพบว่ามีงบประมาณที่เราพิจารณาอยู่ในขณะนี้ หรืองบฯไอโอ ภาค5 ที่ใช้ไปเพื่อคุกคามคนในประเทศ ที่วันนี้ยังไร้คำตอบจากรัฐบาล และรมว.กลาโหม ที่ไม่รู้ว่า งบฯเหล่านี้ถูกตั้งไว้และนำไปใช้จ่ายอะไรเพราะไม่มีรายละเอียด เป็นขบวนการบั่นทอนประชาธิปไตย หน่วยงานนอกกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บงการ ควบคุมการทำงานของกองทัพอีกที

ยิ่งสะท้อนแนวคิดจากคำให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กรณีค่าโง่เรือดำน้ำ 1.6 หมื่นล้านบาทที่จ่ายไปแล้ววันนี้ยังไม่มีเครื่องยนต์เรือ ทางยุโรปก็ไม่ขายเครื่องยนต์ให้เรา และไม่รู้ว่ารัฐบาลจีนจะคืนเงินให้เราหรือไม่ แต่นายภูมิธรรม กลับยอมรับว่า ไม่มีเงินซื้อเรือฟริเกตแล้ว เพราะต้องกันเงิน รอจ่ายค่าเรือดำน้ำเพิ่มอีก ทั้งที่ไทยควรจะฟ้องเอาเงินคืนจากรัฐบาลจีนพร้อมดอกเบี้ย รวมถึงงบฯราชการลับของเหล่าทัพ ที่นายกฯ ,รมว.กลาโหมก็ไม่รู้ว่ากองทัพนำไปใช้อะไร  กลายเป็นรัฐพันธุ์ลึกอย่างแท้จริง เพราะถามใครก็ตอบไม่ได้ ทั้งสำนักงบฯ,กรมบัญชีกลาง หรือ สตง. แล้วแบบนี้เราจะถามหาความรับผิดชอบในการบริหารจากใครได้อีก  ตนจึงขอเสนอปรับลดงบฯกองทัพในปี 69 รวม1.4หมื่นล้านบาท  หรือลด50%  คือ 7 พันล้านบาท เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ รู้แค่ชื่อโครงการ สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสของการใช้งบประมาณของกองทัพว่า เป็นไปเพื่อความมั่นคงของชาติ หรือเพื่อความมั่นคงของใคร 

”ไม่ใช่ว่าประเทศไทย ไม่มีเงินมากพอ แต่เราขาดนายกรัฐมนตรีที่มีทิศทาง ถ้าเราเลือกลงทุนอย่างฉลาดการลงทุนรัฐ 1 บาท มันสามารถมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่านั้นได้ เพราะนายกรัฐมนตรีของเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้งบประมาณการลงทุนของภาครัฐต้องสะเปะสะปะ ไร้ซึ่งจุดหมายปลายทางเช่นนี้ ขณะที่ รมว.กลาโหม ก็คิดแต่เรื่องการเมือง ตนกลัวขึ้นสมองว่า ถ้าตั้งงบก้อนใหญ่เกินไป จะต้องเจอกับแรงเสียดทานทางการเมือง เดี๋ยวฝ่ายค้านด่า   ส่วน พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกลาโหม ต้นเหตุของความเละเทะทั้งหมด เกิดจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวในมาตรา 43 ที่ทำให้นโยบายจัดสรรงบประมาณต้องเป็นไปตามมติของสภากลาโหมที่เต็มไปด้วยนายพลมากกว่า 20 คน นั่งรุมรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยที่มาจากพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางที่การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะข้อเท็จจริงคือนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐมนตรีที่อ่อนแอ และกองทัพเลยอยู่ในจุดที่อ่อนตามการจัดสรรงบประมาณเป็นไปเพื่อประสิทธิภาพ แต่กลับเป็นไปตามระบบเค้ก คือกองทัพบก 2 ส่วน กองทัพอากาศ 1 ส่วน กองทัพเรือ 1 ส่วน แบ่งเค้กแล้วแยกไปประกอบเมนูอาหารตามใจของตัวเอง ซึ่งต้นเหตุที่ยังแก้ไขไม่ได้ เป็นเพราะกฎหมายเศรษฐกิจที่ถูกยื่นเข้าสภาชุดนี้โดยพรรคก้าวไกล(ขณะนั้น) พอรัฐบาลเองที่มีทั้งร่าง ครม. ของพรรคเพื่อไทย เตรียมประกบเรียบร้อย แต่กลับถูกไอ้โม่งสั่งให้ชักกฎหมายออก นี่คือต้นเหตุของความอ่อนแอ ทั้งความอ่อนแอของ รมว.กลาโหม ที่มีอำนาจในการบริหาร และความอ่อนแอของกองทัพ ที่ไม่สามารถทำให้มีประสิทธิภาพได้แล้วกฎหมายนี้ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะรัฐบาลเพื่อไทยที่ส่งความกลัวถึงกองทัพอย่างชัดเจนด้วยเหตุผลนี้  จึงไม่เชื่อว่า รัฐบาลนี้จะจัดสรรงบของกองทัพ จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้“ นายชยพล กล่าว

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์  รมช.กลาโหม  ใช้สิทธิชี้แจงทันทีว่า งบฯของกระทรวงกลาโหม แม้จะดูมีเพิ่มขึ้น แต่หากวัดสัดส่วนกับงบประมาณของประเทศ จะพบว่าลดลง ส่วนการรักษาเป็นความลับ ยืนยันว่าในระเบียบการรักษาความปลอดภัยบุคคล เอกสาร และสถานที่ หากเอกสารส่วนใดมีชั้นความลับ ทั้งฉบับก็ต้องเป็นลับทั้งหมด ส่วนเรื่องบุคลากร กระทรวงกลาโหมได้ลดกำลังพลมาโดยตลอด และมีเป้าหมายจะปรับนายทหารชั้นนายพล ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ลดลง 378 อัตรา ในปี 2570 ซึ่ง ขณะนี้ปรับลดไปแล้ว 308 อัตรา ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมควบคุมยอดการผลิตกำลังพลจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อย ลดมาตามลำดับตั้งแต่ปี 2530 และจะไม่มีการเพิ่มจำนวนนักเรียนนายร้อย

“ส่วนการปรับลดกำลังพลประจำการ ยืนยันว่า กระทรวงกลาโหม จะปรับลดลงร้อยละ 5 ในปี 2570 ให้เหลือ 12,000 อัตรา ปัจจุบันปีนี้ปรับลดไปแล้ว 9,000 อัตรา ยืนยันว่ากำลังพลลดลงแล้ว แต่สาเหตุที่งบบุคลากรเพิ่มขึ้นคือ 1.มีการปรับเงินเดือนข้าราชการ ตามนโยบายข้าราชการ ซึ่งกำลังพลที่เป็นระดับปริญญาตรี ให้ปรับเป็น 18,000 บาท
2.มีการปรับค่าตอบแทนพิเศษของทหารกองประจำการหรือพลทหาร เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 11,000 บาท และเพิ่มเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือนแรกบรรจุรับราชการ”พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า 

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเรือฟริเกต ตนเห็นด้วยกับนายชยพล เพราะในชั้นการส่งคำของบประมาณ กองทัพเรือขอมา 2 ลํา รวมเป็นเงิน 35,000 ล้านบาท ซึ่งในระดับนโยบายกังวลว่า หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ทำให้การจัดหาไม่เสร็จ รัฐบาลจะสูญเสียเงินทั้งหมด จึงให้กองทัพเรือทยอยจัดหามาหนึ่งลำก่อน ในวงเงิน 17,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ในการจัดหายุทธโธปกรณ์ของกองทัพยังมีความจำเป็นตามแผนงานของกองทัพ 

‘อนุทิน’ ไม่ปิดประตูอนาคตจับมือพรรคประชาชน มองหากนโยบายไปกันได้ไม่ควรมีข้อจำกัด

‘อนุทิน’ ไม่ปิดประตูอนาคตจับมือพรรคประชาชน มองหากนโยบายไปกันได้ไม่ควรมีข้อจำกัด

‘อนุทิน’ ไม่ปิดประตูอนาคตจับมือพรรคประชาชน มองหากนโยบายไปกันได้ไม่ควรมีข้อจำกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.47 น.

‘อนุทิน’ ไม่ปิดประตูอนาคต จับมือพรรคประชาชน หากนโยบายไปกันได้ ก็ไม่ควรมีข้อจำกัด ชี้ วันนี้ต้องเลิกพูดว่าพรรคไหนจับมือพรรคไหนได้ บอก สส.ปชน. ทักทายกันมากขึ้น แต่ถ้าตนทำผิด เชื่อ โดนชำแหละแน่นอน

วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการไปออกรายการหนึ่ง ซึ่งมีการพูดถึงการทำงานของพรรคประชาชน จนมีหลายคนมองว่าจะมีการจับมือระหว่าง 2 พรรคหรือไม่ ว่า มีคนถามว่าเดี๋ยวนี้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชน ซึ่งเมื่อสักครู่ที่ตนเดินลงมาก็เดินผ่านน้องๆ พรรคประชาชน ซึ่งก็มีการยกมือไหว้ ตนก็บอกว่าไม่เหมือนกันสมัยที่แล้ว ที่ไม่ค่อยมีการทักทายกัน แต่เดี๋ยวนี้ทักกันเยอะขึ้น มีรอยยิ้มให้กันมากขึ้น แต่ทุกคนก็ทำหน้าที่ 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า แต่ถึงแม้จะมีรอยยิ้มในวันที่ ตนยังเป็นรัฐบาลอยู่ หากตนทำผิดก็เชื่อว่าพรรคประชาชนก็จะชำแหละตนในฐานะฝ่ายค้านไม่มียั้งอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ แต่ในส่วนมิตรภาพ จะมีให้กันก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่ตนให้สัมภาษณ์ไปไม่มีนัยอะไรมากไปกว่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าขณะนี้พรรคประชาชนไม่มีนโยบาย ม.112 แล้วในอนาคตจะมีแนวทางการทำงานร่วมกันหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า วันนี้ต้องเลิกพูดว่าพรรคนั้นจับกับพรรคนี้ หรือพรรคนั้นจับกับพรรคโน้นไม่ได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้สามารถสรุปได้ว่าไม่มีพรรคอะไรจับมือกับพรรคอะไรไม่ได้ แต่ความจริงก็เป็นเรื่องที่ถูก  เพราะเราไม่ได้มีความจงเกลียดจงชังกัน แต่เมื่อมีความเห็นหรือนโยบายที่ไม่ตรงกัน หรือนโยบายที่อีกฝ่ายรับไม่ได้ ณ ขณะนั้นก็อย่าพึ่งจับกัน แต่ในอนาคตข้างหน้านโยบายต่างคนต่างรับได้ ต่างคนต่างพยายามหาสิ่งที่ทำได้ แล้วเกิดประโยชน์กับประเทศ และประชาชน และขับเคลื่อนไปด้วยกันได้ ก็ไม่ควรมีข้อจำกัดอะไรขึ้นมา” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

‘อนุทิน’ฮัมเพลง’โปรดอย่าถาม ฉันเป็นใครในอดีต’ ปม’สมศักดิ์’วีโต้ มติแพทยสภา

'อนุทิน'ฮัมเพลง'โปรดอย่าถาม ฉันเป็นใครในอดีต' ปม'สมศักดิ์'วีโต้ มติแพทยสภา

‘อนุทิน’ฮัมเพลง’โปรดอย่าถาม ฉันเป็นใครในอดีต’ ปม’สมศักดิ์’วีโต้ มติแพทยสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.

“อนุทิน”ฮัมเพลง “โปรดอย่าถาม ฉันเป็นใครในอดีต กรณี “สมศักดิ์” วีโต้ มติแพทยสภาลงโทษ 3 แพทย์ ปม”ทักษิณ” ชั้น 14 หลังถูกสื่อถามฐานะอดีตรมว.สธ.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.05 น ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภาได้ส่งความเห็นกลับ(วีโต้) มติของแพทยสภา ที่ลงโทษ 3 แพทย์ปมชั้น 14 ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า “โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใครในอดีต รู้ไว้อย่างเดียวรักเธอ แล้วรักตลอดไป”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รักใคร อนุทินกล่าวว่า “รักท่านนายกฯ ผมก็รักของผม เห็นมาตั้งแต่เป็นเด็ก แต่เดี๋ยวนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว” 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องทำงานด้วยกัน ทุกวันนี้เรียกอาหนูทุกคำ แต่เมื่อเป็นนายกฯ ก็ไม่เรียกเหมือนที่เคยเรียกแล้ว ก็เรียกท่านนายกฯ  

เมื่อถามต่อถึงกรณีแชทหลุดของแพทยสภา เป็นสาเหตุให้มีการวีโต้ปมชั้น 14 ด้วยหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องนี้เลย ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ถึงกรณีดังกล่าววนี้อนุทิน กล่าวว่า ก็บอกแล้วไง ก็ร้องเพลงจงรักอยู่

‘หมอวรงค์’ชี้อย่าคิดว่ามีอำนาจแล้วทำอะไรก็ได้ ปมวีโต้ค้านคำสั่งลงโทษ 3 แพทย์ไม่ผิดจริยธรรม

‘หมอวรงค์’ชี้อย่าคิดว่ามีอำนาจแล้วทำอะไรก็ได้ ปมวีโต้ค้านคำสั่งลงโทษ 3 แพทย์ไม่ผิดจริยธรรม

‘หมอวรงค์’ชี้อย่าคิดว่ามีอำนาจแล้วทำอะไรก็ได้ ปมวีโต้ค้านคำสั่งลงโทษ 3 แพทย์ไม่ผิดจริยธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.18 น.

“หมอวรงค์” มอง  วีโต้ค้านคำสั่งลงโทษ 3 แพทย์ว่าไม่ผิดจริยธรรม ความเห็นแบบนี้เรียกมั่ว ลั่น อย่าคิดว่ามีอำนาจแล้วทำอะไรก็ได้ 

วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิก ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่า อย่าคิดว่ามีอำนาจแล้วทำอะไรก็ได้

ผมได้ข้อมูลเชิงลึก (เครดิตจากสำนักข่าวอิศรา) น่าสนใจที่มีการวีโต้ การลงโทษแพทย์ทั้งสามคน ว่าไม่มีความผิดจริยธรรม

แพทย์ที่เขียนใบส่งตัวล่วงหน้า ทั้งๆที่ยังไม่พบ หรือตรวจรักษาคนไข้ คุณคิดว่าแพทย์ท่านนี้ ไม่ควรมีความผิดด้านจริยธรรมเลยหรือ

มีแพทย์ใหญ่ท่านหนึ่ง เขียนใบความเห็นแพทย์ทั้งสองครั้ง ให้นอนรพ.ตำรวจต่อเนื่อง ทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็นแพทย์ที่รักษา ผ่าตัดเจาะไหล่ แต่เขาเป็นหมอผ่าสมอง (กฏกระทรวงกำหนดว่า ต้องเป็นความเห็นแพทย์ที่รักษา ทำไมแพทย์ที่รักษาไม่ยอมเขียน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยยืนยันว่าไม่ต้องนอนร.พ.)

มีการวีโต้ว่าไม่ผิดจริยธรรม แต่ถือว่า เป็นการใส่ใจดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดและอยู่ระหว่างการรอตัดไหม (รอตัดไหมทำไมต้องนอนนานเป็นเดือนหลายเดือน)

ประเทศนี้ผู้มีอำนาจกำลังเข้ารกเข้าพง อย่าคิดว่ามีอำนาจแล้วทำอะไรก็ได้ ต้องมีเหตุผลทางวิชาการรองรับ….ความเห็นแบบนี้เรียกว่ามั่วครับ

ถึงเวลาที่กรรมการแพทยสภา พี่น้องแพทย์ ต้องร่วมกันแสดงพลัง เพื่อรักษามาตรฐานและจริยธรรม ของวิชาชีพแล้วครับ

ไม่มีใครรอสำรอง! ‘อนุทิน’ยัน’แพทองธาร’คือนายกฯตัวจริง

ไม่มีใครรอสำรอง! 'อนุทิน'ยัน'แพทองธาร'คือนายกฯตัวจริง

ไม่มีใครรอสำรอง! ‘อนุทิน’ยัน’แพทองธาร’คือนายกฯตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

ไม่มีใครรอสำรอง! “อนุทิน”ยัน”แพทองธาร”คือนายกฯตัวจริง รับเก้าอี้”มท.1″มีคนอยากได้ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาล แต่ที่ยังเหนียวเหตุเป็นข้อตกลงจัดตั้ง รบ.แถมหนุนคนเพื่อไทยเป็นผู้นำประเทศถึง 2 คน ฟันธงอยู่ครบเทอม เว้นแต่ไม่รักกัน

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์สื่อแห่งหนึ่งหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอาจพร้อมขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมจึงมีกระแสข่าวนี้ขึ้นมา ว่า ไม่ทราบ และตนไม่เคยพูดเรื่องนายกฯ สำรองเลย เพราะตอนนี้มีนายกฯ ตัวจริงอยู่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร

เมื่อถามว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้คงไม่มีใครแย่งตำแหน่งนายกฯ มีแต่แย่งตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ใช่หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนตอบว่า กระแสแย่งเก้าอี้ มท.1 มีมาตลอดอยู่แล้ว มีตั้งแต่วันแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

เมื่อถามว่า สาเหตุที่มั่นใจว่าเก้าอี้ยังเหนียวแน่นอยู่เพราะยังให้สัมภาษณ์สื่อช่วงเช้าว่ารัฐบาลหากจะอยู่ครบเทอมเพราะขาดภูมิใจไทยไม่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะบอกว่านี่คือรัฐบาลที่สมัครใจมาอยู่ร่วมกันบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้เข้ามาแล้วบอกว่าจะอยู่ตรงนี้ที่นี่ กี่วัน กี่เดือน กี่ปี นี่เข้ามาแต่วันแรกมีข้อตกลงกันชัดเจน และสนับสนุนนายกฯที่ถูกเสนอมาจากพรรคแกนนำรัฐบาล ทุกคนปฏิบัติตามกฎกติกา มารยาทครบถ้วนทุกอย่าง เมื่อทำงานกันแล้วทุกพรรคก็ให้ความร่วมมือ สนับสนุนกัน ประสานงานกัน ทำงานสนองนโยบาย นายกฯตั้งแต่ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ มาจนถึง น.ส.แพทองธาร ซึ่งทุกคนปฏิบัติหน้าที่ตามกติกา มารยาทของพรรคร่วมรัฐบาลที่ทุกคนพึงกระทำ ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ส่วนการคาดการณ์ หรือการคาดคะเนวิเคราะห์ การประเมิน นั่นคือคนนอกรัฐบาลคาดการณ์ ไม่ใช่คนในรัฐบาล

เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ไม่รักกันไง ถ้าคิดร้ายต่อกัน ซึ่งมันไม่มี ทุกคนก็เห็นว่าไม่มีการคิดร้ายต่อกัน ทุกคนรู้อยู่แล้ว ทำงานอยู่ภายใต้นายกฯ และเป็นหัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลด้วย จึงมีความสมบูรณ์ในตัวมันอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่า หากไม่มีพรรคภูมิใจไทยรัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คงไม่มีวันนั้นมั้ง เมื่อถามว่า ไม่มีเพราะอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่พร้อมใจกันมา และสนับสนุนพรรคแกนนำที่เสนอมาเป็นนายกฯ

‘ชุติมา’อภิปรายตามหา’พีระพันธุ์’กลางสภา ชี้รัฐล้มเหลวขนาด’รมต.’ยังไม่ร่วมประชุม

'ชุติมา'อภิปรายตามหา'พีระพันธุ์'กลางสภา ชี้รัฐล้มเหลวขนาด'รมต.'ยังไม่ร่วมประชุม

‘ชุติมา’อภิปรายตามหา’พีระพันธุ์’กลางสภา ชี้รัฐล้มเหลวขนาด’รมต.’ยังไม่ร่วมประชุม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

‘ชุติมา’สส.พรรคประชาชน ลุกอภิปรายตามหา‘พีระพันธุ์’ ชี้รัฐล้มเหลว ขนาด รมต.ยังไม่ร่วมประชุม ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตการไปจีนเพื่อดีลลับประมูลโซลาร์ลอยน้ำของ กฟผ.หรือไม่

เมื่อวันนี้ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 นางสาวชุติมา คชพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงความกังวลเกี่ยวกับปัญหายางพาราและปาล์ม โดยตอนหนึ่งได้ระบุว่า ปัญหาปาล์มน้ำมันที่มีราคาสูงวิกฤตขนาดนี้รัฐบาลทำอะไร คงไม่เกินไป ถ้าจะเรียกรัฐบาลนี้ว่ารัฐล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพราคาปาล์ม บริหารสต๊อก การบริหารซัพพลายเชนปาล์ม ล้มเหลวในการหาตลาดเพิ่ม

“ว่าแต่วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอยู่หรือไม่ เพราะเรื่องปาล์มคาบเกี่ยวกับพลังงาน เกี่ยวกับกระทรวงท่านด้วย ท่านยังของบประมาณไปสนับสนุนกระทรวงท่านอยู่เลย ดิฉันทราบว่าท่านไปต่างประเทศ ไปอะไรตอนนี้ กลับมาก่อน กลับมาฟังดิฉันก่อน รัฐล้มเหลวในการบริหารจัดการขนาดนี้ ประชาชาชนจะอยู่อย่างไร ขนาดรัฐมนตรียังเข้าประชุมมาฟังไม่ครบเลย”นางสาวชุติมา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่ได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประจำปี 2569 เพราะเดินทางไปนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าตามระเบียบราชการ และไม่มีการจัดเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานร่วมคณะ หรือเตรียมข้อมูลสนับสนุนตามขั้นตอนปกติด้วย

จนต่อมาเพจ ‘พีระพันธุ์ FC’ ได้มีการชี้แจงเรื่องการเดินทางของนายพีระพันธุ์ว่า เดินทางเพื่อภารกิจขยายความร่วมมือกับจีนในการส่งเสริมพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมเยี่ยมชมและเจรากับ 6 บริษัทชั้นนำของที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในมณฑลเจียงซู และนครเซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วย GoodWe Technologies, Canadian Solar Inc. (CSI), Trina Solar, Changzhou Almaden, JinkoSolar  และ Sungrow

ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางไปจีนของนายพีระพันธุ์นั้น อาจเป็นความพยายามในการเลี่ยงศึกซักฟอกงบประมาณ 2569 หรือไปดีลลับเกี่ยวกับการประมูลโซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ใกล้เข้ามาหรือไม่

แน่นอนว่าการเยือนโรงงานโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องผิด หากเป็นไปเพื่อศึกษานวัตกรรม หรือหาความรู้ใหม่ๆ มาต่อยอดนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศ ทว่าจังหวะและปลายทางกลับทำให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ เพราะในเวลาเดียวกันนั้น กฟผ.ก็กำลังจะเปิดประมูลโครงการโซลาร์ลอยน้ำมูลค่ามหาศาล ที่คาดว่าจะดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่จากทั้งในและต่างประเทศมาลงสนามประมูลด้วยหรือไม่ และบังเอิญเหลือเกินที่ทริปศึกษาดูงานนี้ดันตรงดิ่งไปยังโรงงานของผู้ผลิตโซลาร์รายใหญ่จากจีนที่มีศักยภาพเข้าร่วมการประมูลดังกล่าว