บ้านปู ผนึก ม.มหิดล พา 50 เยาวชนลุยภารกิจ ‘ลดคาร์บอนให้โลกคูลล์’

บ้านปู ผนึก ม.มหิดล พา 50 เยาวชนลุยภารกิจ ‘ลดคาร์บอนให้โลกคูลล์’

บ้านปู ผนึก ม.มหิดล พา 50 เยาวชนลุยภารกิจ ‘ลดคาร์บอนให้โลกคูลล์’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สานต่อความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างศักยภาพให้คนรุ่นใหม่ด้วยการนำเอาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมไปประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน” (Power Green Camp) ครั้งที่ 20 ภายใต้แนวคิด “ดีค้าบ – The Decarb Mission” ลดคาร์บอน ให้โลกคูลล์ เน้นสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการลดและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) ในชีวิตประจำวันและในสังคมที่อาศัยอยู่

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บมจ.บ้านปู กล่าวว่า กว่า 2 ทศวรรษแห่งความร่วมมือระหว่างบ้านปู และคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เราไม่ได้พัฒนาแค่รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภายในค่ายให้เข้มข้นแต่เพียงเท่านั้น เราสร้างมุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชนที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสิ่งแวดล้อม เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘ผู้เรียน’ แต่คือ ‘ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง’ เราเชื่อว่าเยาวชนที่ผ่านค่ายเพาเวอร์กรีนไปจะเป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพาเวอร์กรีนได้บ่มเพาะเยาวชนกว่า ,185 คน ในการสร้างการตระหนักรู้เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญในการดูแลและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ในปีนี้ ค่ายเพาเวอร์กรีนได้รับความสนใจจากนักเรียนระดับมัธยมปลายทั่วประเทศกว่า 515 คน จาก 304 โรงเรียน ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า เยาวชนไทยจำนวนมาก ‘ตื่นรู้’ และพร้อมจะเข้ามามีบทบาท เพื่ออนาคตของโลกใบนี้” นายรัฐพล กล่าวเสริม

ด้าน รศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 20 กล่าวว่า การศึกษาก็ไม่ควรหยุดอยู่แค่ห้องเรียน ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบค่ายฯ ให้เป็น ‘ห้องเรียนแห่งอนาคต’ ที่ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎี แต่ต้องลงมือแก้ปัญหาจริง เข้าใจบทบาทของธรรมชาติ และใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น เราต้องการให้เยาวชนเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนในการดูแลและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม หากเราให้อาวุธทางความคิด ทักษะที่จำเป็น และประสบการณ์ที่เข้มข้น พวกเขาจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการดูแลประเทศและโลกต่อไป

สำหรับปีนี้ทางโครงการฯ ปักหมุดกิจกรรมภาคสนามที่ จ.นครราชสีมา เพราะเป็นพื้นที่ที่เยาวชนสามารถเรียนรู้ความสำคัญของป่าไม้ในฐานะแหล่งดูดซับคาร์บอนในหลากหลายบริบท ทั้งในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ป่าชุมชน พื้นที่เกษตรชุมชน รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเยาวชนทั้ง 50 คนมีภารกิจวางแปลงสำรวจการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อศึกษาโครงสร้างสังคมพืช และฝึกฝนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมไปวิเคราะห์ ดูแล และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle – UAV) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลากหลายด้าน เช่น การเฝ้าระวังป่าไม้และสัตว์ป่า การตรวจวัดมลภาวะ การติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และฟื้นฟูพื้นที่ป่า ไม่เพียงเท่านั้น เยาวชนยังได้เรียนรู้การจัดการท่องเที่ยวแบบชุมชนที่ “บ้านท่ามะปรางค์ – บ้านคลองเพล” ซึ่งใช้โมเดล “Local Low Carbon” และร่วมฝึกการทำเกษตรอินทรีย์แบบลดคาร์บอน สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงระดับโลกเริ่มต้นได้จากชุมชนเล็กๆ

“บ้านปูยังคงเดินหน้าเสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต ผ่านการเสริมศักยภาพ ‘คนรุ่นใหม่’ เพื่อสร้าง ‘พลังในการลงมือทำ’ เพราะเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เยาวชนที่สำเร็จการศึกษาจาก ‘ค่ายเพาเวอร์กรีน’ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมนอกตำราแห่งนี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการดูแลฟื้นฟูโลกใบนี้ ผ่านการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ตลอดจนประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ตลอดจนสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นถัดไป” นายรัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ชวนร่วมกิจกรรม ‘วิ่งการกุศล Buddy Run Two heart together (สองหัวใจ ไปด้วยกัน)’

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ชวนร่วมกิจกรรม ‘วิ่งการกุศล Buddy Run Two heart together (สองหัวใจ ไปด้วยกัน)’

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ชวนร่วมกิจกรรม ‘วิ่งการกุศล Buddy Run Two heart together (สองหัวใจ ไปด้วยกัน)’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญประชาชนทุกเพศทุกวัยร่วมกิจกรรม “วิ่งการกุศล Buddy Run Two heart together (สองหัวใจ ไปด้วยกัน)” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568 เวลา 05.00 – 09.00 น. ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจากภูผาสู่มหานที และสวนจตุจักร กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ตลอดจนเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรสมาชิกและหน่วยงานต่าง ๆ ส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี สนับสนุนการระดมทุนเข้าสู่กองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จัดการแข่งขันวิ่งการกุศลเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ ตามโครงการ “GLO PTT Charity Buddy Run Two heart together” (สองหัวใจไปด้วยกัน)

ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานแถลงข่าววิ่งการกุศลฯ ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานแถลงข่าววิ่งการกุศลฯ ชิงถ้วยพระราชทานฯ โดยมี ดร.วรรณปรียา โลหะวัฒนะกุล รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในฐานะประธานจัดการแข่งขันวิ่งการกุศล,ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการฯ พร้อมด้วย ผู้สนับสนุนและนักแสดง เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศลในครั้งนี้

ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะนักกีฬาวิ่งทุกคนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขันวิ่งการกุศลครั้งนี้ หมายถึงการได้วิ่งการกุศลเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ให้ทุกคนได้ออกกำลังกายใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อถวายโดยเสด็จพระราชกุศลแด่ทุกพระองค์นั้น นักวิ่งจะได้สัมผัสสวนสาธารณะที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 4 สวนด้วยกันคือ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สวนภูผาสู่มหานที และสวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ประเภทการแข่งขันและรางวัล ประเภทคู่ ระยะทาง 10 กิโลเมตร (รวม 9 รางวัล) ชนะเลิศ ชายคู่ – ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท ,ชนะเลิศ หญิงคู่ – ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท,ชนะเลิศ คู่ผสม – ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท,รองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 (ชายคู่, หญิงคู่, คู่ผสม) – ถ้วยรางวัลเกียรติยศ ประเภทเดี่ยว ระยะทาง 10 กิโลเมตร (รวม 7 รางวัล) ชนะเลิศ Over all – ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท ,ชนะเลิศ ชายเดี่ยว / หญิงเดี่ยว และรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 – ถ้วยรางวัลเกียรติยศ ประเภท Over all ระยะทาง 5 กิโลเมตร (รวม 3 รางวัล) ชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 – ถ้วยรางวัลเกียรติยศ ระยะทาง 3 กิโลเมตร ผู้เข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญรางวัลที่ระลึก และ ประกวดชุดแฟนซี (ธีม “สองหัวใจ – เป็นหนึ่งเดียว”) ชนะเลิศ ชายคู่, หญิงคู่ และคู่ผสม – ถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล 2,000 บาท ต่อประเภท ค่าสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ประเภทคู่ 1,000 บาทต่อคู่ และประเภทเดี่ยว 600 บาทต่อคน เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ หรือสมัครด้วยตนเองได้ที่ สำนักหารายได้ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ตึกนวมหาราช ชั้น 1 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 หรือที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ช่วงเช้าเวลา 07.00 – 09.00 น. และช่วงเย็นเวลา 16.00 – 18.30 น. บริเวณทางเข้าสวน ใกล้มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ สมัครทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.ncswt.or.th และ www.jogandjoy.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 095-958-2849

มาร่วมส่งต่อพลังแห่งความรัก ความสามัคคี และสุขภาพดีไปด้วยกันในงาน “วิ่งการกุศล Buddy Run Two heart together (สองหัวใจ ไปด้วยกัน)” กิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพและเพื่อสังคมที่คุณไม่ควรพลาด

‘ดิสนีย์ ประเทศไทย’ แทคทีม ‘สยามพารากอน’ ฉลอง 30 ปี Toy Story ครั้งแรกในไทย

‘ดิสนีย์ ประเทศไทย’ แทคทีม ‘สยามพารากอน’ ฉลอง 30 ปี Toy Story ครั้งแรกในไทย

‘ดิสนีย์ ประเทศไทย’ แทคทีม ‘สยามพารากอน’ ฉลอง 30 ปี Toy Story ครั้งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับงานฉลองครบรอบ 30 ปี Toy Story (ทอย สตอรี่) เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและครองใจผู้ชมทุกวัยมาอย่างยาวนาน ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่างว ดิสนีย์ ประเทศไทย และ สยามพารากอน  ภายใต้คอนเซปต์ The Toys Are Back in Town! ที่พาแฟน ๆ ทุกเจเนอเรชันของ Toy Story มาร่วมแบ่งปันความทรงจำสุดพิเศษและย้อนรำลึกถึงเรื่องราวการผจญภัยแสนสนุกของเรื่องราวสุดคลาสสิก โดยมีเซอร์ไพรส์จาก ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน

Toy Story ภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรกของโลกที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์วงการแอนิเมชัน เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 ด้วยเรื่องราวแห่งการผจญภัย มิตรภาพ จินตนาการ พร้อมด้วยเหล่าของเล่นที่มีชีวิต ผสานทั้งความอบอุ่น อารมณ์ขัน และตัวละครที่น่าจดจำไว้อย่างลงตัว ทำให้ Toy Story กลายเป็นแฟรนไชส์ที่สร้างความผูกพันและครองใจผู้ชมทุกเจเนอเรชันทั่วโลกมาอย่างยาวนาน รวมถึงแฟน ๆ ชาวไทย

ทีทีบี ปลุกพลังแห่งการให้ ‘The Hall of Giving’ ปลุกพลังบวกด้วยแนวคิด ‘1 วัน ใน 1 ปี มาทำอะไรดี ๆ ด้วยกัน’

ทีทีบี ปลุกพลังแห่งการให้ ‘The Hall of Giving’ ปลุกพลังบวกด้วยแนวคิด ‘1 วัน ใน 1 ปี มาทำอะไรดี ๆ ด้วยกัน’

ทีทีบี ปลุกพลังแห่งการให้ ‘The Hall of Giving’ ปลุกพลังบวกด้วยแนวคิด ‘1 วัน ใน 1 ปี มาทำอะไรดี ๆ ด้วยกัน’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังคงเดินหน้าจุดประกายให้คนไทยเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการ “ให้”  ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี จัดกิจกรรม “The Hall of Giving” มหกรรมแห่งการให้ประจำปี 2568 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “1 วัน ใน 1 ปี มาทำอะไรดี ๆ ด้วยกัน” เปิดพื้นที่ปลุกพลังบวกที่รวมทุกกิจกรรมสำคัญเกี่ยวกับการให้ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง โดดเด่นด้วย Share to Change กิจกรรมพิเศษที่ชวนทุกคนเปลี่ยนสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีกว่าเดิมแบบง่าย ๆ แค่บริจาคฝาขวดน้ำ เสื้อเก่าสีขาว ถุงผ้า และยา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสู่การธนาคารเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง ณ ทีทีบี แบงก์กิ้ง ฮอลล์

มาริสา จงคงคาวุฒิ

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้ากิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า กิจกรรม “The Hall of Giving” มหกรรมแห่งการให้ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทีทีบีในการส่งเสริมให้พนักงานเห็นคุณค่าของการแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น โดยความพิเศษในปีนี้ได้รวมกิจกรรมเพื่อสังคมที่สำคัญของทีทีบีไว้ด้วยกัน ทั้งทีทีบี 2 พลังมหากุศลที่ได้ให้ทั้งวัดและโรงเรียนผ่านกฐินพระราชทานประจำปี 2568 และให้โรงพยาบาลด้วยการผ่านการบริจาคเพื่อสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา สินค้าชุมชนจาก จ.ฉะเชิงเทรา และสินค้าชุมชนที่อาสาสมัครทีทีบีไปร่วมพัฒนาสินค้า เพื่อสร้างอาชีพให้กับชุมชนจากทั่วประเทศ รวมถึงสินค้าของเด็กไฟ-ฟ้า ทำให้เห็นว่าการให้เป็นเรื่องง่าย ทุกคนสามารถเป็นผู้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เวลา ความรู้ ทักษะ หรือแม้แต่การให้กำลังใจ ซึ่งทุกการให้ล้วนมีคุณค่า

ภายในงานมีหลายกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนเป็นผู้ให้ได้ง่าย ๆ และองค์กรอื่นสามารถนำไปเป็นโมเดลต้นแบบได้ โดยเฉพาะกิจกรรมพิเศษอย่าง  “Share to Change” ปันเพื่อเปลี่ยน…ให้สังคมดีขึ้นกว่าที่เคย ซึ่งเปิดรับบริจาคฝาขวดพลาสติก เพื่อนำไปผลิตเป็นโต๊ะนักเรียน ด้วยกระบวนการ Upcycling เพื่อส่งมอบให้เด็ก ๆ และรับบริจาคเสื้อสีขาว นำไป Recycle เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่ระลึกกฐินพระราชทาน โดยเสื้อ 1 ตัวสามารถช่วยลดการใช้น้ำได้ 46.1 ลิตร ลดการใช้พลังงานได้ 8.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1.4 กิโลกรัม รวมถึงการบริจาคถุงผ้า นำไปส่งมอบให้กับโรงพยาบาลรัฐในเครือข่ายปันบุญรวม 6 แห่ง เพื่อใส่ยาให้กับผู้ป่วยทดแทนการใช้ถุงพลาสติก และการบริจาคยา ส่งมอบไปเพื่อช่วยเหลือใน 8 โรงพยาบาลรัฐ และองค์กรสาธารณกุศล ภายใต้เครือข่ายปันบุญ ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบการให้ที่ดูแลได้ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ “The Hall of Giving” ยังถือเป็นการรวมกิจกรรมเพื่อสังคมที่สำคัญของทีทีบี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายสู่สังคมไทย ประกอบด้วย 1.ทีทีบี 2 พลังมหากุศล : มหากุศลแรก คือการร่วมทำบุญกับกฐินพระราชทานทีเอ็มบีธนชาต ณ วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อทำนุบำรุงศาสนาและสนับสนุนการศึกษาในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา รวมไปถึงกระจายบุญเพื่อสนับสนุนองค์กรสาธารณกุศลอีกกว่า 400 แห่งที่อยู่ในเว็บไซต์ “ปันบุญ” (www.punboon.org)  สื่อกลางในการบริจาคระหว่างองค์กรสาธารณกุศลกับผู้มีจิตศรัทธา เพื่อส่งต่อ “การให้” ไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย และมหากุศลที่สองคือร่วมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่ออาคารศูนย์อุบัติเหตุและโรคหัวใจ โรงพยาบาลพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทราเพื่อส่งต่อการให้คืนสู่สังคมไทย 2.พื้นที่ตลาดชุมชน : ชวนร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแบบยั่งยืนด้วยการอุดหนุนสินค้าจากร้านค้าท้องถิ่นจาก จ. ฉะเชิงเทราซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทีทีบีจัดทำโครงการมหากุศลในปีนี้ และร้านค้าชุมชน ที่ทีมอาสาสมัครทีทีบีร่วมพัฒนาสินค้า เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนให้มีรายได้ที่ยั่งยืน โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายสินค้าจะร่วมทำบุญกฐินพระราชทานฯ อีกด้วย 3.กิจกรรมอาสาช่วยกันทำ : ชวนร่วมกันทำ “ยาดมฮีลใจ และสื่อเรียนรู้บัตรคำศัพท์” เพื่อมอบให้สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ โรงเรียน และองค์กรสาธารณกุศลที่ต้องการต่อไป

“ทีทีบีเชื่อว่าการให้ คือรากฐานของสังคมที่ยั่งยืน และเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ ซึ่งธนาคารได้ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณค่าของการให้มาโดยตลอด โดยเริ่มต้นจากคนในองค์กรที่พร้อมจะเป็นผู้ให้ก่อน จึงจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมและขยายผลสู่การร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการเปลี่ยนสังคม ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนได้ สะท้อนจุดยืนของทีทีบีว่าการ Make REAL Change ของธนาคารไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้สังคมด้วย” นางสาวมาริสา กล่าวทิ้งท้าย

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี มุ่งมั่นและตั้งใจเดินหน้าจุดประกายเยาวชนและชุมชน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ติดตามกิจกรรมดี ๆ ต่อได้ที่ https://www.ttbfoundation.org

นิทรรศการภาพจิตรกรรม DANCING ENIGMAS ผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ ‘ณัฐดนัย บุญศิริ’

นิทรรศการภาพจิตรกรรม DANCING ENIGMAS ผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ ‘ณัฐดนัย บุญศิริ’

นิทรรศการภาพจิตรกรรม DANCING ENIGMAS ผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ ‘ณัฐดนัย บุญศิริ’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Joyman Gallery ร่วมกับ สยามพารากอน และ ARIS จัดนิทรรศการแสดงผลงานภาพจิตรกรรม DANCING ENIGMAS ผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ ณัฐดนัย บุญศิริ รวม 28 ชิ้น ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Rashomon ของอากิระ คุโรซาวะ และ “ความฝันของผีเสื้อ” ในปรัชญาของจวงจื่อ สะท้อนการตีความปรัชญาของอดีตผ่านมุมมองร่วมสมัย ด้วยการผสมผสานระหว่างเรื่องเล่าแบบตะวันออกกับการทดลองตั้งสมมุติฐานผ่านศิลปะ โดยองค์ประกอบในแต่ละภาพล้วนสืบทอดมาจากหลากหลายที่มา อาทิ นิทานพื้นบ้าน วัฒนธรรมตะวันออก มานุษยวิทยา โฆษณาชวนเชื่อ และการเมือง ถูกร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าทางสายตา ที่ทั้งซับซ้อนและเปิดช่องทางให้กับการสำรวจและตั้งคำถาม ทั้งนี้ นิทรรศการจัดแสดงให้ชมไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม นี้ ที่แฟชั่น แกลเลอรี่ ชั้น 1 สยามพารากอน

อิเกีย ประเทศไทย ประกาศ 3 แนวทางขับเคลื่อนอนาคตแห่งความยั่งยืน สร้างแรงบันดาลให้คนไทยเข้าถึง ‘ความยั่งยืน’ ได้ง่ายกับทุกคน

อิเกีย ประเทศไทย ประกาศ 3 แนวทางขับเคลื่อนอนาคตแห่งความยั่งยืน สร้างแรงบันดาลให้คนไทยเข้าถึง ‘ความยั่งยืน’ ได้ง่ายกับทุกคน

อิเกีย ประเทศไทย ประกาศ 3 แนวทางขับเคลื่อนอนาคตแห่งความยั่งยืน สร้างแรงบันดาลให้คนไทยเข้าถึง ‘ความยั่งยืน’ ได้ง่ายกับทุกคน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อิเกีย ประเทศไทย ประกาศความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่าน 3 หลักการดำเนินงานหลัก ได้แก่ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน (Healthy & Sustainable Living) การหมุนเวียนทรัพยากรและใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Climate, Nature & Circularity) และความเท่าเทียม (Fair & Caring) โดยมุ่งมั่นทำให้สินค้าและบริการที่ยั่งยืนเป็นทางเลือกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ พร้อมพัฒนาแนวทางดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมและครอบคลุมแก่พนักงานและชุมชนโดยรอบ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของอิเกียในเพื่อสรรสร้างชีวิตที่ดีกว่า ให้กับคนทั่วไปในทุกๆ วัน (To create a better everyday life for the many people) ผ่านการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อผลลัพธ์เชิงบวกอย่างยั่งยืน

คณิศร์ อุนจะนำ

คณิศร์ อุนจะนำ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ อิเกีย ประเทศไทย กล่าวว่า “อิเกียมุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบที่ดีต่อโลก ตั้งแต่ชุมชนที่เรานำวัตถุดิบมาใช้ ไปจนถึงวิธีสร้างสรรค์สินค้าและบริการซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีแรงบันดาลใจและใช้ชีวิตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่เข้าถึงได้ง่ายกับทุกคน เน้นความคุ้มค่าด้านการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และอายุการใช้งานที่ยาวนาน พร้อมยกระดับมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาสถานที่การดำเนินงานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังใส่ใจถึงความเท่าเทียม สนับสนุนความหลากหลายและการมีส่วนร่วมในทุกมิติของการดำเนินงาน และสร้างโอกาสที่มีคุณค่าให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง พร้อมส่งเสริมพันธมิตรที่สนับสนุนการทำงานที่เหมาะสม และยกระดับชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน”

พิมพ์ชนก จิตขันแข็ง

ในประเทศไทย อิเกียดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ สินค้า (Product) การดำเนินงานและสถานที่ (Place) และผู้คน (People) โดยมุ่งพัฒนาสินค้า อาทิ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และอาหาร ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาการดำเนินงานสถานที่ให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนร่วมกับชุมชน ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานและชุมชนโดยรอบ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

พิมพ์ชนก จิตขันแข็ง ผู้จัดการฝ่ายผลิตในครัว อิเกีย ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า อิเกียให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า (Product) ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ดีละยั่งยืน ภายใต้หลักการ Democratic Design ซึ่งให้ความสำคัญกับรูปทรง (form) การใช้งาน (function) คุณภาพ (quality) ราคาที่เหมาะสม (low price) และความยั่งยืน (sustainability) ไปพร้อมกัน โดยสินค้าของอิเกียได้รับการออกแบบโดยใช้วัสดุที่ทนทานหรือรีไซเคิลได้ และสนับสนุนการใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถซ่อมแซม นำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำไปรีไซเคิลได้ รองรับเศรษฐกิจหมุนเวียนในทุกขั้นตอนของวงจรผลิตสินค้า

นอกจากนี้ อิเกียยังมีการพัฒนาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การเพิ่มตัวเลือกเมนูอาหารจากพืช (plant-based) ในร้านอาหารอิเกีย โดยปัจจุบัน 50% ของเมนูหลักเป็นอาหารจากพืช เช่น แพลนต์บอล (Plant Balls)  และยังคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน เช่น แซลมอนที่ได้รับการรับรองจาก Aquaculture Stewardship Council (ASC) และกาแฟ ช็อกโกแล็ตที่ได้รับการรับรองจาก Rainforest Alliance และ UTZ ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของอิเกียในการส่งต่อความยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางถึงโต๊ะอาหาร พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีในบ้านของตนเอง

อีกหนึ่งในแนวทางสำคัญภายใต้กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของอิเกีย คือการพัฒนาการดำเนินงานและสถานที่ (Place) ให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่สามารถหมุนเวียนได้ ล่าสุด อิเกียได้ลงทุนกว่า 25 ล้านบาทในการขยายระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ อิเกีย บางนา โดยสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 2,890 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,152 เมตริกตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 19,000 ต้นต่อปี ส่งผลให้สัดส่วนของพลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนของสโตร์เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35% โดยอิเกียยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนขอด้านพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมในประเทศไทยในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน อิเกียยังคงเดินหน้าขยายการใช้รถขนส่งสินค้าไฟฟ้า (EV) เพื่อลดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการจัดส่ง โดยเริ่มให้บริการครั้งแรกในปี 2566 ที่อิเกีย สุขุมวิท ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท เอ็ม-เวิลด์ โลจิสติกส์ ซึ่งเป็นสโตร์ใจกลางเมืองแห่งแรกของอิเกียในกรุงเทพฯ และในเดือนพฤษภาคม 2568 อิเกียร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ Mober เปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้ากว่า 20 คันในเขตกรุงเทพฯ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 คันภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้การจัดส่งภายในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างน้อย 40% ดำเนินการด้วยรถ EV ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้สูงสุดถึง 87% ต่อกิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 950 เมตริกตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการขับรถจากภูเก็ตไปเชียงใหม่กว่า 6,000 เที่ยว อิเกีย ประเทศไทย ยังตั้งเป้าขยายสัดส่วนการจัดส่งด้วยรถ EV ให้ถึง 70% ภายในปี 2573 ทั่วประเทศ โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ในการขับเคลื่อนระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ยั่งยืนตั้งแต่หน้าร้านถึงหน้าบ้าน

นอกจากนี้ อิเกียยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลผู้คนและโลกใบนี้ (Caring for people and planet) โดยค่านิยมดังกล่าวถูกฝังอยู่ในทุกกระบวนการดำเนินงานขององค์กร อิเกียส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่หลากหลายและครอบคลุม สนับสนุนพนักงานด้วยสวัสดิการที่ครอบคลุมรอบด้าน พร้อมจัดหาแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจของพนักงานให้ทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ อิเกียยังส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านโครงการ “Social Day” ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานลาหยุด 1 วันโดยยังได้รับค่าจ้าง เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมที่ตนสนใจ อิเกียยังร่วมมือกับมูลนิธิและชุมชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การเป็นพันธมิตรกับมูลนิธิกระจกเงา โครงการฝึกงานร่วมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนา รวมถึงการบริจาคเพื่อชุมชนที่ขาดแคลน เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมประจำปีในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ในด้านห่วงโซ่อุปทาน อิเกียยังคงยึดมั่นในแนวทาง IWAY Supplier Code of Conduct ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการจัดหาทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ครอบคลุมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สภาพการทำงาน และสิทธิมนุษยชน เพื่อให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์ทุกแห่งปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและแนวทางด้านความยั่งยืนของอิเกียอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ อิเกีย ประเทศไทย เชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการใช้ชีวิตอย่างใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงจากแนวคิดด้านความยั่งยืนที่อิเกียนำมาปรับใช้ในทุกมิติของการดำเนินงาน ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางความยั่งยืนของอิเกียได้ที่ IKEA.co.th   

FENDI Casa คอลเลคชั่นฉลอง 100 ปีในงาน Milano Design Week 2025

FENDI Casa คอลเลคชั่นฉลอง 100 ปีในงาน Milano Design Week 2025

FENDI Casa คอลเลคชั่นฉลอง 100 ปีในงาน Milano Design Week 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

FENDI Casa  อวดโฉมคอลเลคชั่นล่าสุดในงาน Milano Design Week 2025 ยังคงเดินหน้าค้นหาสมดุลของสไตล์และรูปแบบการแสดงออกใหม่ๆ โดยต่อยอดแนวทางการสื่อสารผ่านงานออกแบบและปรัชญาความงามเฉพาะตัวของแบรนด์ให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น อันมีรากฐานมาจากความเป็นเลิศของเมซง FENDI ต้นกำเนิดของแบรนด์ และคอลเล็กชั่นนี้ยังสอดคล้องกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์อีกด้วย

คอลเล็กชั่น FENDI Casa 2025 เป็นการผสมผสานของแนวคิดใหม่ๆ และชิ้นงานไอคอนิกที่ได้รับการยอมรับผ่านการเวลา ซึ่งถูกออกแบบใหม่ผ่านวัสดุที่ปรับปรุงใหม่ สีสัน และการตกแต่ง ที่ช่วยรังสรรค์บรรยากาศใหม่ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คอลเล็กชั่นนี้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยตอบสนองต่อความรู้สึกทางสุนทรียศาสตร์ ทั้งแบบร่วมสมัยและคลาสสิกเหนือกาลเวลา ในขณะเดียวกันก็พร้อมโอบรับกระแสที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ความลื่นไหลในเชิงแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสอดคล้องทางสไตล์ที่แข็งแกร่งของแบรนด์ ส่งผลให้แบรนด์สามารถคาดการณ์ทิศทางของการออกแบบร่วมสมัย และเปิดรับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในฐานะเพื่อนร่วมทางในการเดินทางที่ดำเนินต่อไป

หนึ่งในชิ้นงานใหม่ของคอลเล็กชั่นนี้ คือโซฟา Later ที่ออกแบบโดย Ceriani Szostak (เซรียานี ซอสแทค)  โซฟาแบบโมดูลาร์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมแบบแนวคิดเหตุผลนิยม ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ FENDI ในกรุงโรม โดยมีโครงสร้างทรงสี่เหลี่ยมที่มั่นคง ทำด้วยโลหะ หนัง หรือผ้า โอบล้อมที่นั่งซึ่งเปลี่ยนความนุ่มนวลของส่วนโค้งให้กลายเป็นสัมผัสอันแสนอบอุ่นและนุ่มสบาย

อีกหนึ่งไอเท็มใหม่คือเก้าอี้ Twist ที่ออกแบบโดย Stefano Gallizioli (สเตฟาโน กัลลิซิโอลิ) โดยมีโครงสร้างจากไม้ และมีให้เลือกทั้งแบบมีและไม่มีที่วางแขน หุ้มด้วยหนัง หรือในรูปแบบผสมผสานระหว่างหนังและผ้า ที่วางแขนมีลักษณะคล้ายคลื่นโค้งของริบบิ้น สร้างเอฟเฟกต์การหมุนวนที่สง่างาม

การร่วมงานครั้งพิเศษระหว่าง FENDI Casa และนักออกแบบชาวอังกฤษ Lee Broom (ลี บรูม) นำเสนอโคมไฟระย้า FENDI Idol ชิ้นงานประติมากรรมที่ตีความสัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงในรูปแบบใหม่ สร้างสรรค์จากชิ้นส่วนแก้วขึ้นรูปที่มีพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ ซึ่งรูปทรงของโคมไฟที่เมื่อผ่านการเล่นกับแสงและเงาจะเกิดโลโก้ FF ขึ้นอย่างแยบยล

นอกจากผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้แล้ว ยังมีอีกมากมายที่เพิ่มให้กับไลน์ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมอย่าง โต๊ะกาแฟ Lunar โดย Jonas van Put (โจนาส ฟาน พุท) ได้กลายเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์กลุ่มเล็กๆ ด้วยการเปิดตัวในเวอร์ชันโต๊ะอาหารและโต๊ะข้างเตียง โต๊ะ Arches (atelier oï) ได้รับการปรับสัดส่วนและวัสดุใหม่ โต๊ะขนาดเล็กหลากหลายรูปแบบได้เปิดตัวโดยอิงจากคอนโซล Blurred ขณะที่โต๊ะข้างที่มีรายละเอียดของหัวเข็มขัดในแบบเดียวกันได้รับการออกแบบตามโซฟา Soho (Toan Nguyen) และจากชุดที่นั่งไอคอนิกอย่าง Peekasit (Controvento Collective) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระเป๋า Peekaboo อันโด่งดัง เกิดเป็น Peekasleep เตียงนอนที่สามารถจับคู่กับผ้าห่มที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ หัวเตียงในไลน์ Fun Fendi (atelier oï) มีดีไซน์ที่กว้างและโอบล้อมมากขึ้นหรือสูงขึ้น

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณเคยรู้สึกว่าคนใกล้ชิดของคุณดูเหมือนจะไม่ใช่คนเดิมหรือไม่ อาจฟังดูเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่มีภาวะทางจิตเวชหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าคนใกล้ชิดของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยคนอื่นที่มีรูปลักษณ์เหมือนกัน ภาวะนี้เรียกว่า แคปกร้าส์ ซินโดรม (Capgras syndrome)

แพทย์หญิงปัทมาพร ทองสุขดี จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า แคปกร้าส์ ซินโดรม (Capgras syndrome) เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่พบได้ยาก ผู้ป่วยที่มีอาการนี้จะมีความเชื่อว่าคนที่รู้จักหรือใกล้ชิด เช่น ครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อน ถูกสลับตัวและกลายเป็น “คนอื่น” หรือเป็น “ตัวปลอม” ที่มีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนกับคนรู้จักทุกอย่างแต่ผู้ป่วยจะเชื่อว่านี่ไม่ใช่คนรู้จักหรือคนใกล้ชิดจริงๆ ส่งผลให้เกิดความสับสน ความไม่ไว้วางใจ และความวิตกกังวลอย่างรุนแรงในชีวิตประจำวัน

แพทย์หญิงปัทมาพร ทองสุขดี จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital 

ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการเด่น ดังนี้  รู้สึกไม่ไว้วางใจและหวาดระแวง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับบุคคลที่ตนเชื่อว่าเป็นตัวปลอม

การปฏิเสธบุคคลใกล้ชิด:  แม้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะพยายามยืนยันตัวตนอย่างไร ผู้ป่วยก็จะปฏิเสธและยืนยันว่าเป็นคนละคน

อารมณ์แปรปรวนและมีความรู้สึกไม่มั่นคง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล หรือเศร้าโศก เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในความรู้สึกได้

สาเหตุของแคปกร้าส์ ซินโดรม ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดแต่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางโครงสร้างและการทำงานของสมองหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ การรับรู้ใบหน้า อารมณ์ และอาจมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ , การบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมอง และความเครียดรุนแรงหรือการเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบการคิดและรับรู้

การรักษามักจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการหลงผิดและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยมีวิธีการรักษา ดังนี้ การใช้ยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคจิตเภท เช่น ยาต้านจิตเวช อาจช่วยลดอาการหลงผิดและความวิตกกังวล โดยจิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและกำหนดวิธีการใช้ยาอย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

การบำบัดแบบ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือการบำบัดด้านพฤติกรรมและความคิด สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับความคิดที่ผิดเพี้ยนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ทั้งนี้ การรักษาผู้ป่วยโรคแคปกร้าส์ ซินโดรมมักต้องใช้เวลาและการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นแคปกร้าส์ ซินโดรม ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง

คุณแหน: 15 พฤษภาคม 2568

คุณแหน: 15 พฤษภาคม 2568

คุณแหน: 15 พฤษภาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึก ยุคล ทรงพระกรุณาโปรดประทาน รางวัลพระเกี้ยวธรรมจักร 27 พ.ค.13.30 น. ณ หอประชุม วก.48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา..

ll ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยมี พระพรหมวชิราธิบดี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ประธานในพิธี,พระครูวินัยธรสมุทร ถาวรธมฺโม และพระมหาพิรุฬห์ พทฺธสีโล ประธานสงฆ์วัดไทยภูริปาโล อินเดีย ร่วมในพิธี เชิญร่วมบริจาคได้ที่ กองทุนสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล ธ.กสิกรไทย สาขาบางลำภู เลขที่บัญชี 645-2-04208-6 สอบถาม พระครูสมุทร 080-4541659 ..

ll ร่วมส่งต่อความรักให้สัตว์ป่วยยากไร้ โดยร่วมสมทบ “กองทุนรักษาสัตว์ป่วยอนาถา” ภายใต้การดูแลของ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรฯ เพื่อช่วยค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์บัญชี: กองทุนรักษาสัตว์ป่วยอนาถา  ธนาคารทีทีบี (ttb) เลขที่ 069-2-30400-9.

ll ด้วยความเป็นผู้ทันสถานการณ์โลกและเชี่ยวชาญด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลง รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ที่ปรึกษาบริหาร สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รพ. บำรุงราษฎร์ฯ รับเชิญเป็นวิทยากรจัดเวิร์คช้อปสร้างศักยภาพผู้บริหารให้เป็นผู้นำนักปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับเชิญจากคณะแพทยศาสตร์ ม.นเรศวร เป็นวิทยากรพิเศษ ส่วน ศศินทร์ จุฬาฯ ก็ตอบรับเทียบเชิญของเดือนหน้าไว้เรียบร้อย  องค์กรใดอยากสร้างผู้นำนักปฏิรูป รีบจองคิว ดร. เจี๊ยบ แต่เนิ่นๆ ..

ll สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568  เชิญองค์กรสมาชิกเข้าร่วม วันที่ 23 พ.ค.09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมฯ..

ll งานมอบประกาศนียบัตร “น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สู่มาตรฐานแห่งความยั่งยืน มอก.9999” ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กก.และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ “น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” และ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงวิสัยทัศน์ “บทบาทองค์กรธุรกิจไทยต่อเศรษฐกิจพอเพียงในยุค ESG” พร้อมชมวิสัยทัศน์ “ ซีพี มอก.9999: จากปรัชญา สู่การปฎิบัติ” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน ล่าสุดเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ จำนวน 7 บริษัท ได้รับประกาศนียบัตร มอก.9999 ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมนี้รับฟังการเสวนา “มาตรฐานเพื่อความยั่งยืน : จาก มอก.9999 สู่การเปลี่ยนแปลงองค์กร” โดย จงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร,ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ,ศิริพร เดชสิงห์,ชุมพล ลีละศุภพงษ์ วันที่ 19 พ.ค.08.30 น. ห้อง Auditorium ชั้น 6 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค (TDPK) ฝั่ง East..

น้อง

ดีพร้อม จัดอบรมเสริมสร้างผู้ประกอบการ ยกระดับธุรกิจก้าวข้ามคู่แข่งด้วย AI – BCG Economy เครื่องหมาย Thailand Textiles Tag

ดีพร้อม จัดอบรมเสริมสร้างผู้ประกอบการ ยกระดับธุรกิจก้าวข้ามคู่แข่งด้วย AI - BCG Economy เครื่องหมาย Thailand Textiles Tag

ดีพร้อม จัดอบรมเสริมสร้างผู้ประกอบการ ยกระดับธุรกิจก้าวข้ามคู่แข่งด้วย AI – BCG Economy เครื่องหมาย Thailand Textiles Tag

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) หรือ ดีพร้อม จัดอบรมสัมมนา AI-Driven Green Marketing: ยกระดับธุรกิจก้าวข้ามคู่แข่งด้วย AI – BCG Economy และเครื่องหมาย Thailand Textiles Tag หรือ ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย ภายใต้กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอเข้าสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม ปี 2568 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และเอกชนร่วมให้องค์ความรู้ ณ ห้องสุคนธา ชั้น 6 โรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่ สงขลา

​โดยภายในงานจัดให้มีการบรรยายเพื่อสร้างองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ประกอบไปด้วย คุณจุฑามาศ โกเมนไทย ผู้จัดการแผนกข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในเรื่อง “ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของเครื่องหมาย Thailand Textiles Tag” มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมไปถึง กฏระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม คุณยากร บุรภัทรฐิติกุล ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ ในหัวข้อ “ใช้พลังของ AI + BCG Economy เพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดที่ล้ำสมัยและยั่งยืน” พร้อม “วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้วย AI” เพื่อพัฒนาสินค้าและแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์ยุค Green Consumer ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่ BCG Model สร้างแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และ คุณรับโชค ทองเจริญ ผู้จัดการแผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในหัวข้อ “การออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์สิ่งทอตามแนวคิด BCG” ด้วยเทคโนโลยีการย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคโนโลยีการตกแต่งสำเร็จ (ทำนุ่ม กลิ่นหอม สะท้อนน้ำ ต้านแบคทีเรีย) โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมอย่างคึกคักไปเมื่อเร็วๆนี้

สามารถติดตามรายละเอียดความรู้ ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย ได้ที่ http://www.thailandtextilestag.com หรือ facebook : ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย

-(016)