‘นฤมล’นำ 2 รมช. Kick Off มอบ’โฉนดต้นยาง-ต้นไม้’ ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

'นฤมล'นำ 2 รมช. Kick Off มอบ'โฉนดต้นยาง-ต้นไม้' ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

‘นฤมล’นำ 2 รมช. Kick Off มอบ’โฉนดต้นยาง-ต้นไม้’ ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

“รมว.นฤมล”นำ 2 รมช. Kick Off มอบ“โฉนดต้นยาง-ต้นไม้”ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมปูทางซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้เกษตรกรไทย 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดเชื่อมโยงไปยัง 144 จุดทั่วประเทศ 

กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการภายใต้เป้าหมายของการพัฒนาศักยภาพต้นไม้และต้นยางพาราให้เป็นสินทรัพย์ ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันในระบบสินเชื่อ เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการเงินต่าง ๆ ยกระดับมูลค่าที่ดิน และหนุนเสริมการสร้างรายได้อื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การประกอบการเนื้อไม้ และกิจกรรมคาร์บอนเครดิต เป็นต้น ซึ่ง ส.ป.ก. และ กยท. ได้มีการศึกษาและกำหนดขั้นตอน วิธีปฏิบัติ รวมทั้งพัฒนาระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำความรู้ ประสบการณ์ และนวัตกรรมเทคโนโลยี มาประยุกต์ในการขับเคลื่อนนโยบาย 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯตั้งเป้าที่จะออกโฉนดต้นยางพาราในพื้นที่สวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย จำนวน 11.17 ล้านไร่ ตามแผน 2 ปี หลังจากให้ไปดูแลพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน เพื่อจะสามารถออกโฉนดต้นยางได้ จนครบทั้ง 22 ล้านไร่ทั่วประเทศเกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยางอย่างยืน ซึ่งโฉนดสวนยางนั้นจะเพิ่มมูลค่าให้กับต้นยางอย่างน้อยเฉลี่ยประมาณไร่ละ 27,000 บาท ถ้าออกโฉนดต้นยางได้ครบ 22 ล้านไร่ จะทำให้ต้นยางมีมูลค่ารวมถึง 500,000-600,000 ล้านบาท 

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดที่จะทำโครงการนี้ขึ้นมาให้กับเกษตรกร ต่อเนื่องจากที่ดิน ส.ป.ก.เป็นการสร้างคุณค่าให้เพิ่มขึ้นไม่เฉพาะต้นยางพารา แต่รวมไปถึงต้นไม้ทั้ง 58 ชนิด โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเอกสารรับรองการมีอยู่ของต้นไม้และต้นยางพารา แต่เป็นการเปิดประตูให้ต้นไม้และต้นยางพารา กลายเป็นทรัพย์สินที่ใช้การได้ ทั้งในฐานะหลักทรัพย์เพื่อขอสินเชื่อ หรือทรัพย์ที่มีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมไปถึงสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ตนขอประชาสัมพันธ์โครงการดี ๆ ให้เกษตรกรทั่วประเทศช่วยกันบอกต่อและชักชวนกันมาขึ้นทะเบียน เพื่อที่เราจะได้เดินหน้าแจกโฉนดให้ครบตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ตนต้องขอบคุณเกษตรกรและผู้บริหารทุกๆท่านของกระทรวงเกษตรฯที่ร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้เกิดเรื่องดี ๆ ในวันนี้ขึ้นมาได้ และขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรไทยทุกท่านด้วย

ด้านนายอิทธิ กล่าวว่า วันนี้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องไปโค่นต้นยางหรือต้นไม้ต่างๆ เพราะพวกมันกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง โครงการที่เกิดขึ้นในวันนี้จะทำให้ต้นไม้ที่อยู่บนที่ดินของเกษตรกรมีมูลค่ามหาศาลในอีก 20 ปีข้างหน้า เกษตรกรไทยทุกคนกำลังจะกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับหลายสิบล้าน สิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส วางเอาไว้ให้พวกเราเดินต่อจากท่านเป็นการมองการณ์ไกล ลว่าหากให้แต่ที่ดินอย่างเดียวก็จะไม่มีมูลค่าเท่ากับเพิ่มมูลค่าให้ต้นไม้ที่อยู่บนที่ดินที่สามารถนำไปต่อยอดได้ 

“วันนี้สิ่งที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเดินหน้าทำให้สำเร็จในทุกๆโครงการที่วางเป้าหมายเอาไว้ เพื่อชีวิตของพวกเราทุกคนครอบครัวเกษตรจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเราขอแสดงความยินดีให้กับเกษตรกรทุกรายที่วันนี้จะได้รับมอบโฉนดต้นยางพาราและต้นไม้”นายอิทธิ กล่าว

ด้านนายอัครา กล่าวว่า จริงๆตนไม่ได้กำกับดูแลการยางหรือ ส.ป.ก.แต่ด้วยความที่พวกเรา 3 พี่น้องรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯไปไหนไปกัน แยกกันไม่ได้ จึงขอให้กำลังใจกับเกษตรกร ว่าที่มหาเศรษฐีทุกท่าน

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพาราในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้ผลการดำเนินงานนโยบายโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา โดยมีการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารารวมจำนวนกว่า 11,620 ฉบับ นอกจากนี้ ยังได้มีพิธีลงนามแสดงเจตจำนงระหว่าง ธ.ก.ส. , ส.ป.ก. และ กยท. ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นแหล่งทุนใหม่สำหรับเกษตรกร พร้อมจัดกิจกรรมมอบต้นไม้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและการเริ่มต้นผลักดันนโยบายด้วย

กมธ.การพัฒนาสังคมฯ จัดเสวนาเรื่อง ‘สลาก กอช. การออมทางเลือกใหม่เพื่อวัยเกษียณฯ’ มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหวยเกษียณ

กมธ.การพัฒนาสังคมฯ จัดเสวนาเรื่อง 'สลาก กอช. การออมทางเลือกใหม่เพื่อวัยเกษียณฯ' มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหวยเกษียณ

กมธ.การพัฒนาสังคมฯ จัดเสวนาเรื่อง ‘สลาก กอช. การออมทางเลือกใหม่เพื่อวัยเกษียณฯ’ มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหวยเกษียณ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง “สลาก กอช. การออมทางเลือกใหม่เพื่อวัยเกษียณ : เปิดมุมมองร่าง พ.ร.บ. หวยเกษียณ” โดยมี นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา นางอจลา ณ ระนอง ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม ผู้แทนกลุ่มเปราะบาง และสื่อมวลชน เข้าร่วม.

ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ท่ามกลางบริบทของสังคมไทยที่ได้เข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” โดยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือมีผู้สูงอายุ มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 และมีแนวโน้มที่กำลังจะก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีผู้สูงอายุ มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างระบบการออมที่มีประสิทธิภาพเข้าถึงได้ และยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการภาครัฐอย่างทั่วถึง ซึ่งร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า “ร่าง พ.ร.บ. หวยเกษียณ” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่อาจจะตอบโจทย์ดังกล่าวได้ ด้วยการผสานพฤติกรรมการลุ้นโชคของคนไทยเข้ากับระบบการออมเงินระยะยาว ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างแรงจูงใจในการออมและยังเป็นแนวทางหนึ่งในการลดภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว สร้างความมั่นคงให้กับครัวเรือน และเสริมเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการ “หวยเกษียณ” หรือ “สลาก กอช.” เป็นโครงการที่ช่วยส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณให้กับคนไทย โดยประยุกต์แนวคิดการออมเงินเข้ากับพฤติกรรมการลุ้นโชคของคนไทย โดยประชาชนสามารถซื้อสลากในราคาที่เข้าถึงได้ และเงินที่ใช้ซื้อสลากจะถูกเก็บสะสมเป็นเงินออมและสามารถถอนคืนพร้อมผลตอบแทน เมื่ออายุครบ 60 ปี นโยบายดังกล่าวถูกนำมาขับเคลื่อนผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ “เพื่อกำหนดให้กองทุนการออมแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจในการออกและขายสลาก กอช.” ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีการออมเพื่อวัยเกษียณเพิ่มมากขึ้น ผ่านการซื้อสลาก กอช. ประกอบกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ได้รับมอบหมายให้พิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 119 ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และประเทศชาติ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว ที่ต้องการให้เกิดการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน และสร้างหลักประกันรายได้ในวัยเกษียณ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานนอกระบบ และกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการภาครัฐอย่างทั่วถึง รวมทั้งประชาชนทั่วไป จึงควรเปิดเวทีเสวนา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตลอดจนเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว การจัดเสวนาในวันนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการะดมความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากหน่วยงานทุกภาคส่วน ต่อร่าง พ.ร.บ. หวยเกษียณดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่คณะกรรมาธิการยึดมั่นมาโดยตลอด คือ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่.

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ได้มีการเสวนาในหัวข้อ “สลาก กอช. การออมทางเลือกใหม่เพื่อวัยเกษียณ : เปิดมุมมองร่าง พ.ร.บ. หวยเกษียณ” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย 1. นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ 2. นางนวพร วิริยานุพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดุลยภาพการออมและการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 3. รองศาสตราจารย์ ดร.พรเพ็ญ วรสิทธา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 4. นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานสมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย และ 5.นายชาญชัย ไชยพิศ โฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ ในงานเสวนายังมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับ “สลาก กอช.” โดยกองทุนการออมแห่งชาติด้วย        

-(016)                                

เดินหน้า ‘อว. For EV’ จัดอบรมพัฒนากำลังคนทักษะสูงรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

เดินหน้า 'อว. For EV' จัดอบรมพัฒนากำลังคนทักษะสูงรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

เดินหน้า ‘อว. For EV’ จัดอบรมพัฒนากำลังคนทักษะสูงรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

“ศุภมาส” สั่งเร่งเครื่อง “อว. For EV” มอบสำนักงานปลัดกระทรวง อว. หารือ มจพ. จัดอบรมพัฒนากำลังคนทักษะสูงรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตั้งเป้าผลิต 5,000 คน ระหว่าง 1 ก.ค.68 – 30 มิ.ย.69 ตอบโจทย์ความต้องการภาคอุตสาหกรรม ดันไทยสู่ EV HUB ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้เป็นผู้แทนร่วม หารือแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ระยะที่ 2 ร่วมกับ ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ที่ปรึกษาอธิการบดี ด้านส่งเสริมงานวิจัยอุตสาหกรรมและกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และคณะผู้บริหาร มจพ. เพื่อเร่งขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนทักษะสูงด้านยานยนต์สมัยใหม่ตามนโยบาย อว. For EV ของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวง อว. พร้อมรับมอบหนังสือหลักสูตรการเรียนการสอนจำนวน 6 หลักสูตร ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวง อว. จาก มจพ. โดยมีคณะผู้บริหาร อว. เข้าร่วม ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารอุดมศึกษา 1 สป.อว. (ถนนศรีอยุธยา)

หลังเสร็จสิ้นการหารือ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ มจพ. กำลังเตรียมเปิดรับสมัครผู้เข้ารับการอบรม “โครงการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่“ ระยะที่ 2 ตามนโยบาย อว. for EV ของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวง อว. ที่ให้กระทรวง อว. เร่งดำเนินการ 3 แผนงาน ประกอบด้วย การพัฒนากำลังคน เพิ่มสัดส่วนการใช้รถ EV และสนับสนุนงบวิจัย EV ทั้งระบบ โดยตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่ EV HUB ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ผ่านมา สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับการดำเนินการโครงการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของ มจพ. โดยมีกิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนาเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาเพื่อร่วมมือในการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ผ่านแนวทางและกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ การจัดอบรม Upskill – Reskill – NewSkill เพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนให้มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม EV ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้และผลงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่เกิดจากการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม EV

ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินโครงการข้างต้น มจพ.ได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากร ได้แก่ บุคลากรภาคอุตสาหกรรม บุคลากรของบริษัท SMEs หรือ Start Up บุคคลทั่วไปที่สนใจทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 612 คน ภายใต้หลักสูตรที่ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้พัฒนาขึ้น จำนวน 6 หลักสูตร ได้แก่ (1) หลักสูตรแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์สมัยใหม่ (2) หลักสูตรการติดตั้งและซ่อมบำรุงเครื่องอัดประจุไฟฟ้า (3) หลักสูตรการตรวจวัดทางไฟฟ้าสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ (4) หลักสูตรการวัดและรับส่งข้อมูลเพื่อการสื่อสารภายในยานยนต์ไฟฟ้า (5) หลักสูตรระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า และ (6) หลักสูตรระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับยานยนต์อัตโนมัติ

“การจัดอบรมในโครงการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ระยะที่ 2  นี้ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการสร้างบุคลากรด้านอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมีกรอบระยะเวลาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ตั้งเป้าหมายในการผลิตบุคลากรดังกล่าว จำนวน 5 รุ่น และคาดว่าจะมีผู้สมัครกว่า 5,000 คน หากผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรและเก็บหน่วยกิตสะสมในธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) ได้อีกด้วย ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นฟันเฟือนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

-(016)

ชวนเช็คความเสี่ยงโรคร้ายที่วัย 50+ ต้องระวัง

ชวนเช็คความเสี่ยงโรคร้ายที่วัย 50+ ต้องระวัง

ชวนเช็คความเสี่ยงโรคร้ายที่วัย 50+ ต้องระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

อายุที่มากขึ้น มาพร้อมกับความเสื่อมของร่างกาย โดยเฉพาะวัย 50 ปีขึ้นไป เพศหญิงและเพศชายก็มีความเสี่ยงต่อโรคที่แตกต่างกัน

พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลว่า นอกจากวัย 50 ปีจะมีความเสื่อมของอวัยวะต่างๆแล้ว ยังมีในเรื่องของฮอร์โมน ค่าทางชีวเคมีต่างๆในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรง หรือโรคเรื้อรัง ได้ในอนาคต  ดังนี้

โรคหัวใจและหลอดเลือด ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานน้อยลง หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น หลอดเลือดหัวใจผิดปกติ

โรคเกี่ยวกับสมองและความจำ มีความจำแย่ลง ระบบประสาทเสื่อม เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง เสี่ยงอัลไซเมอร์

โรคทางเดินอาหารและลำไส้ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย กรดไหลย้อน เนื้องอก มะเร็ง

โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งปอดโดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่  ในผู้ชายต้องระวังมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้หญิงต้องระวังการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม

โรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยยับยั้งกระบวนการสลายกระดูก รวมถึงยังมีการสร้างกระดูกที่ลดลงด้วย

อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายเสื่อมลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคแล้วค่อยรักษา หรือปล่อยไปตามวัย เนื่องจากโรคเหล่านี้สามารถป้องกัน ชะลอ หรือรักษาได้ถ้าเราตรวจคัดกรองเจอตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนที่จะกลายเป็นโรค  ดังนั้นเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป หมอจึงแนะนำว่าควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี โดยมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียดในทุกอวัยวะ ได้แก่ ตรวจการทำงานของหัวใจ  ตรวจหาหินปูนที่เกาะหลอดเลือด (CT Calcium score) ตรวจ MRI และ MRA สมอง ตรวจคัดกรองมะเร็ง ตรวจสมดุลระดับฮอร์โมน ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและปากมดลูกในเพศหญิง ตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย ตรวจมวลกระดูก

นอกจากการตรวจสุขภาพตามช่วงวัยแล้ว อาจตรวจเพิ่มในกรณีที่มีความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง โรคหัวใจ หรือมีการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น

มาถึงไทยแล้ว !!! KAWS : HOLIDAY IN THAILAND ประติมากรรมยักษ์อันโด่งดังระดับโลก กลางสนามหลวง

มาถึงไทยแล้ว !!! KAWS : HOLIDAY IN THAILAND ประติมากรรมยักษ์อันโด่งดังระดับโลก กลางสนามหลวง

มาถึงไทยแล้ว !!! KAWS : HOLIDAY IN THAILAND ประติมากรรมยักษ์อันโด่งดังระดับโลก กลางสนามหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.39 น.

ประเทศไทยกำลังต้อนรับ COMPANION ผลงานตุ๊กตาฟิกเกอร์มาสเตอร์พีซ ขนาดมหึมา สูง 18 เมตร ที่นั่งอยู่บนโลกพร้อมโอบอุ้มดวงจันทร์ไว้อย่างอ่อนโยน กับคาแรกเตอร์ลูกตากากบาทซิกเนเจอร์ของ KAWS อันโด่งดัง ผลงานของศิลปินระดับโลก มร.ไบรอัน ดอนเนลลี่ หรือรู้จักกันในชื่อ KAWS ที่เคยไปจัดแสดงมาแล้วตามแลนด์มาร์กต่างๆ ทั่วโลก ครั้งนี้ KAWS : HOLIDAY IN THAILAND มาปรากฏตัวกลางท้องสนามหลวง แลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เน้นย้ำถึงสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เข้าด้วยกัน

KAWS : HOLIDAY THAILAND ที่ศิลปิน KAWS และพันธมิตรที่ร่วมงานมายาวนานอย่าง AllRightsReserved และ Central Embassy ยกประติมากรรมขนาดสูงถึง 18 เมตร มาจัดแสดงที่สนามหลวง แลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมด้วย “COMPANION” และ “SMALLER COMPANION” ที่นั่งอยู่บนโลกและโอบดวงจันทร์ไว้อย่างอ่อนโยน  มี COMPANION ขนาดเล็กกว่านั่งพักอยู่บนตัก โดยมีสนามหลวงเป็นเสมือนศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งปวง

 เมื่อประติมากรรม COMPANION ตั้งอยู่ ณ พื้นที่เปี่ยมความหมายนี้ จึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของระเบียบแห่งจักรวาล ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่ง และการไหลเวียนอย่างต่อเนื่องของภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น  ตลอดจนบริบทของสถานที่ที่ตั้งอยู่เคียงข้างพระบรมมหาราชวัง สนามหลวงเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงขนบธรรมเนียมอันทรงคุณค่าของไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย โดยการจัดแสดงในประเทศไทยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทัวร์อาร์ตคอลเลกชั่นพิเศษ ซึ่งจัดแสดงต่อเนื่องจากประเทศอินโดนีเซีย และเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

จุดประสงค์หลักของ KAWS:HOLIDAY THAILAND คือ ต้องการทุกคนได้พักผ่อน หยุดพักจากความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรอบตัว สัมผัสช่วงเวลาแห่งการใคร่ครวญและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย และเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบด้วยกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้ตลอดระยะเวลาที่  KAWS: HOLIDAY IN THAILAND มาอวดโฉมในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-25 พฤษภาคม 2568

นอกจากการจัดแสดงประติมากรรม COMPANION ขนาดยักษ์อย่างน่าตื่นตาแล้ว ยังมีพื้นที่ CENTRAL EMBASSY HOLIDAY PAVILION พื้นที่ที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้หลงใหลในศิลปะ เริ่มต้นวันอย่างผ่อนคลายด้วยกิจกรรมเบาๆ ที่ช่วยเติมความสดใสให้จิตใจ ลองเอนกายลงบน HOLIDAY CHAIRS พร้อมบริการเก้าอี้ดีไซน์เรียบเท่ที่เหมาะกับการทอดสายตาชมประติมากรรมตรงหน้า ต่อด้วยการชมวิวสนามหญ้าอันกว้างขวาง จาก SEATING STADIUM ชมวิวแบบพาโนรามา ก่อนจะหลบแดดเข้าสู่ RESTING TENT BY CENTRAL EMBASSY ที่มอบความเย็นสบายอย่างรื่นรมย์ จุดพักเหล่านี้ก็พร้อมหลอมรวมทุกไลฟ์สไตล์เข้ากับแรงบันดาลใจใหม่ได้อย่างกลมกลืน

KAWS หรือ ไบรอัน ดอนเนลลี (Brian Donnelly)’ เป็นศิลปินชาวอเมริกัน ที่เริ่มออกตระเวนสร้างงานสตรีทอาร์ตตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยพ่น “Tag” หรือนามแฝงประจำตัวว่า “KAWS”  ตามกำแพงต่างๆ ซึ่งเขาอธิบายว่าชื่อนี้ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไร แต่เกิดจากความชอบส่วนตัวที่มองว่าเมื่อตัวอักษร K-A-W-S มาเรียงกันแล้วมัน “ดูสวยดี”

ความสำเร็จของ KAWS มาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการทำลายกำแพงระหว่างศิลปะกับผู้ชม และเปิดตัวผลงาน Art Toy ในรูปแบบที่ใครๆ ก็ครอบครองได้  จน KAWS ถูกยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกวัฒนธรรมการเสพ Art Toy นอกจากนี้ KAWS ยังแทรกซึมไปทุกวงการ ตั้งแต่การ์ตูน แฟชั่น ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยว

ความโด่งดังของ KAWS ทำให้เขาได้ร่วม Collaborate กับแบรนด์ดังระดับโลกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Dior, Supreme, Nike (Air Jordan), A Bathing Ape (BAPE), Uniqlo โดยเฉพาะคอลเลคชั่น KAWS x Uniqlo สร้างปรากฏการณ์ขายหมดเกลี้ยงในพริบตามาแล้วทั่วโลก

สำหรับ KAWS: HOLIDAY IN THAILAND  เปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Instagram : @kaws, @ARR.AllRightsReserved และ @centralembassy

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลำไส้ ชวนรู้จักความเชื่อมโยงกับสุขภาพที่คาดไม่ถึง

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลำไส้ ชวนรู้จักความเชื่อมโยงกับสุขภาพที่คาดไม่ถึง

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลำไส้ ชวนรู้จักความเชื่อมโยงกับสุขภาพที่คาดไม่ถึง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.15 น.

หลายคนมักให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย การกินอาหารที่ดีขึ้น หรือการลดน้ำหนัก แต่อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้ามก็คือ สุขภาพของระบบย่อยอาหาร เพราะลำไส้ที่แข็งแรงมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมสารอาหารจากสิ่งที่เรารับประทาน ซึ่งมีความสำคัญต่อพลังงาน สุขภาพผิว และการทำงานของสมอง

ดร. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก จึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจถึงจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีในลำไส้ เพราะร่างกายมนุษย์ที่ทำงานผ่านเครือข่ายที่ซับซ้อนของระบบต่างๆ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ และระบบย่อยอาหารไม่ได้มีหน้าที่แค่ย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ พลังงาน และระบบภูมิคุ้มกันของเรา การให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้และเข้าใจบทบาทที่มีต่อร่างกาย จะช่วยสร้างรากฐานของการมีชีวิตที่สมดุล แข็งแรง และมีพลังทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ทำไมสุขภาพลำไส้ถึงสำคัญ

รู้หรือไม่ว่า แค่เรา “คิดถึงอาหาร” ก็สามารถกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะเริ่มหลั่งออกมาได้ เพราะสมองมีความเชื่อมโยงกับระบบย่อยอาหาร เช่น กระเพาะและลำไส้โดยตรง คำพูดอย่าง “รู้สึกคลื่นไส้” หรือ “รู้สึกปั่นป่วนในท้อง” จึงไม่ใช่แค่คำพูดเปรียบเปรย แต่เป็นประสบการณ์ทางร่างกายที่เกิดขึ้นจริงจากอารมณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่กระทบกับจิตใจ ทำให้การมีสุขภาพโดยรวมที่ดี เริ่มต้นจากการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับลำไส้ ที่เปรียบได้กับสมองที่สองของร่างกาย เพราะมีอิทธิพลต่อทุกอย่าง ตั้งแต่การดูดซึมสารอาหาร ไปจนถึงภูมิคุ้มกัน และความคิด

ลำไส้กับหัวใจ เชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด

สุขภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทาน และปัจจุบันการมีไมโครไบโอมที่แข็งแรงในลำไส้ (กลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร) ก็ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพของอวัยวะทุกส่วน รวมถึงหัวใจและหลอดเลือดด้วย

แบคทีเรียในลำไส้สามารถส่งผลต่อหัวใจได้ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน เพราะแบคทีเรียจะผลิตสารเคมีผลิตออกมา และการติดต่อโดยตรงกับเซลล์หัวใจ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มีบทบาทในการควบคุมการอักเสบ การตอบสนองต่อความเครียด และการเผาผลาญไขมันในหัวใจ งานวิจัยบางฉบับพบว่า ส่วนประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้มีผลต่อความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และสุขภาพของหลอดเลือด แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้กับระบบหัวใจและหลอดเลือดที่มากกว่าที่เราคิด

ปลดล็อกเกราะป้องกันของร่างกาย

ผลการวิจัยล่าสุดเผยว่า เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายถึง 70-80% อยู่ในลำไส้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่ดีซึ่งช่วยควบคุมการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ลำไส้ที่แข็งแรงจะสนับสนุนการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบเรื้อรัง และช่วยป้องกันเชื้อโรคที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกาย

รู้จักอาหารดีมีประโยชน์ สร้างลำไส้แข็งแรง

สุขภาพระบบย่อยอาหารที่ดีต้องอาศัยอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสมดุล ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โภชนาการที่เหมาะสมช่วยรักษาสุขภาพลำไส้ให้แข็งแรงโดยสนับสนุนกระบวนการย่อยอาหารและปรับสมดุลไมโครไบโอมในลำไส้

การรับประทานอาหารที่มีความสมดุลซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ พบได้ในผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และพืชตระกูลถั่ว ส่งเสริมการย่อยอาหารที่ดีขึ้นและป้องกันอาการท้องผูก รวมทั้งไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ เช่น แอปเปิล กล้วย ข้าวโอ๊ต ถั่วลันเตา ถั่วดำ ที่ละลายในน้ำและจะสร้างสารคล้ายเจลในกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยอาหารช้าลง ซึ่งช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอลในเลือด และส่งเสริมการเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกสูง เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ และผักหมัก สามารถช่วยเสริมสร้างแบคทีเรียในลำไส้ที่มีสุขภาพดี ซึ่งจำเป็นต่อการย่อยอาหารและการทำงานของภูมิคุ้มกัน

จุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการย่อยอาหาร การผลิตวิตามิน และการเผาผลาญ โดยการศึกษาบางกรณีพบว่าความหลากหลายและองค์ประกอบของจุลินทรีย์เหล่านี้สามารถส่งผลต่อการสะสมไขมัน การอักเสบ และทำให้ร่างกายดึงพลังงานจากอาหารได้มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโรคอ้วน นอกจากนี้ ไมโครไบโอมในลำไส้ที่มีความสมดุล ซึ่งเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียดีหลายล้านล้านตัว ยังช่วยควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และปกป้องจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายได้อีกด้วย

อีกปัจจัยสำคัญในการรักษาสุขภาพระบบย่อยอาหารคือการมีนิสัยการกินที่ดี เช่น กินช้าๆ หลีกเลี่ยงการกินมากเกินไป หรือแม้แต่กินอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยในการดูดซึมสารอาหารและทำให้ระบบย่อยอาหารชุ่มชื้น รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากเกินไปสามารถป้องกันการอักเสบและปัญหาการย่อยอาหารอื่นๆ

สุขภาพระบบย่อยอาหารเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพโดยรวม เพราะส่งผลต่อทุกอย่างตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน การคิด ความแข็งแรงของหัวใจ ไปจนถึงระดับพลังงาน หากละเลยการดูแลลำไส้ อาจนำไปสู่ปัญหาการย่อยอาหาร ภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ และยังอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้า การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นมิตรกับลำไส้ การจัดการความเครียด ดื่มน้ำให้เพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพระบบย่อยอาหารและสนับสนุนการทำงานโดยรวมของร่างกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.facebook.com/HerbalifeThailandOfficial หรือ www.instagram.com/HerbalifeThailandOfficial

‘มวยไทย’ คลาสออกกำลังเพื่อสุขภาพและฟิตร่าง

‘มวยไทย’ คลาสออกกำลังเพื่อสุขภาพและฟิตร่าง

‘มวยไทย’ คลาสออกกำลังเพื่อสุขภาพและฟิตร่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ก้าวเข้าสู่โลกแห่ง มวยไทย ศิลปะการต่อสู้อันทรงพลังและเก่าแก่ของไทย ที่สตูดิโอ Lifestyle on 26 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ขอนำเสนอคลาสออกกำลังกายที่ผสานศาสตร์การต่อสู้เข้ากับการฟิตร่างกายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยให้คุณมีสุขภาพดียิ่งขึ้น พร้อมเรียนรู้ทักษะมวยไทยอย่างแท้จริง

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ คลาสของเราจะช่วยพัฒนาทั้ง ความอึดของหัวใจและหลอดเลือด,ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, ความว่องไว และการประสานงานของร่างกาย พร้อมเผาผลาญแคลอรี และลดความเครียดไปในตัว ราคาคลาสฝึกซ้อม (ระยะเวลา 1 ชั่วโมง): เทรนนิ่งแบบตัวต่อตัว: 1,200 บาทสุทธิ เทรนนิ่งแบบคู่ (2 คน): 1,500 บาทสุทธิ เทรนนิ่งแบบกลุ่ม (3–5 คน): 2,000 บาทสุทธิ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองคลาส กรุณาติดต่อ Lifestyle on 26 โทร. 02-100-6299

วิวิด บาย เวอริตา เฮลธ์ จับมือ นิตยสาร Masala จัดงาน ‘Drip & Sip’ สร้างสังคมคนรักสุขภาพ

วิวิด บาย เวอริตา เฮลธ์ จับมือ นิตยสาร Masala จัดงาน ‘Drip & Sip’ สร้างสังคมคนรักสุขภาพ

วิวิด บาย เวอริตา เฮลธ์ จับมือ นิตยสาร Masala จัดงาน ‘Drip & Sip’ สร้างสังคมคนรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วิวิด บาย เวอริตา เฮลธ์ (VIVID by Verita Health) บาร์วิตามินสำหรับคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ร่วมมือกับนิตยสาร Masala จัดงาน “Drip & Sip” อย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยงานนี้ได้รวบรวมเหล่า Drip Lovers มาร่วมผสมวิตามินสูตรพิเศษ ที่มีส่วนผสมของ มัลติ ไวตามิน ชอต ดับเบิ้ลยู พลัส (W+) และ มัลติ ไวตามิน ชอต เอ็ม พลัส (M+) จาก VIVID เพื่อแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพ

งานนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง “Drip & Sip” Society กลุ่มผู้ใส่ใจในการดูแลสุขภาพด้วยการดริป   วิตามิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวคิดจาก VIVID ที่ต้องการสร้างเครือข่ายของผู้ที่รักสุขภาพ พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์วิตามินเสริมตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Multi-vitamin W+ และ M+ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมตามสไตล์ของ VIVID ในการส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ที่สนุก มีสไตล์ และเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น

บาร์วิตามิน  VIVID by Verita Health เป็นเทรนด์ดูแลสุขภาพแบบหนึ่ง ที่ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมาสักพักแล้ว แต่ก็มาแรงอย่างสม่ำเสมอ อาจเรียกได้ว่าเป็นสถานที่แฮงก์เอาท์ของเหล่าบรรดาคนดังก็ว่าได้ ที่ต่างก็พากัน ไปใช้บริการ    วิตามินดริป กันอย่างทั่วหน้า เพื่อแก้หลากหลายอาการ อย่างเช่น อาการเมาค้าง แก้อาการปวดหัว หรือแก้อาการเหนื่อยล้าต่างๆ อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย และเสริมความเปล่งประกาย เพื่อฟื้นคืนพลังและความสมดุลด้วยวิตามินสูตรเข้มข้น เกรดพรีเมียม ที่ออกแบบมาสำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างแท้จริง

VIVID ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ มีเจ้าหน้าที่จากทีมแพทย์ที่ปรับแต่งการรักษาสำหรับผู้ใช้บริการแต่ละราย สูตรวิตามินที่คิดค้นมาเพื่อเฉพาะรายบุคคลอย่างแท้จริง

‘ย้อนวันวาน สานใจรัก’ นำรายได้สมทบทุน โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์

‘ย้อนวันวาน สานใจรัก’ นำรายได้สมทบทุน โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์

‘ย้อนวันวาน สานใจรัก’ นำรายได้สมทบทุน โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวาระครบรอบ 23 ปี โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 68 ปี ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ ร่วมกับ มูลนิธิร่วม น้ำใจต้านภัยเอดส์ และโรงแรมอมารี กรุงเทพ จัดงาน “ย้อนวันวาน สานใจรัก” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพ เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม 2568 เพื่อหารายได้เป็นค่าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆร่วมฉลองวันเกิดให้ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ นำทีมโดย สายพิณ พหลโยธิน,คุณแม่เจ้าของวันเกิด ทรงศรี กลึงสุวรรณ พร้อมด้วยครอบครัว ปรีชา และลูกๆ ดร.ปณิธาร-ภญ.ปนชนก-ผศ.ดร.ปกเกศ วงศาสุลักษณ์

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล,วิทวัส ชัยภาคภูมิ และ กฤษฎา บุญราช ร่วมยินดี

ครอบครัว วงศาสุลักษณ์  ปรีชา-ดร.สายสม -ดร.ปณิธาร-ภญ.ปนชนก-ผศ.ดร.ปกเกศ และคุณแม่เจ้าของวันเกิดทรงศรี กลึงสุวรรณ

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เผยว่า “เป็นความสุขมากๆ ของชีวิต ต้องขอบคุณครอบครัว คุณปรีชาและลูกๆทั้งสาม ดร.ปณิธาร-ภญ.ปนชนก-ผศ.ดร.ปกเกศ ที่คอยกางแขนโอบอุ้มและสนับสนุนอยู่ข้างๆให้ทำงานเพื่อสังคมได้อย่างสุดความสามารถและเต็มกำลัง งานวันเกิดจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่นับถือ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ มีส่วนช่วยเหลือในการบริจาคเงินเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้งานในวันนี้เกิดขึ้น ที่สำคัญทำให้โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้”

อ.อาภรณ์  มุ่งสุข ,กันยา ไชยเศรษฐ์, อ.เพ็ญพร ประมวลสุข และ ดร.สมบูรณ์ อาศิรพจน์

เพื่อนๆ มาให้กำลังใจ นำทีมโดย อวยพร สิงหนาท,ฉวีวรรณ ไทยบุญรอด,สายทิพย์ วุฒินันติวงศ์ และคณะอาสาสมัครช่วยคนปัญญาอ่อน

บรรยากาศภายในงานมีแขกผู้ใจบุญในชุดแต่งกายย้อนยุคสีสันสดใสร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ,กฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทยและผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย ,วิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า,เชาวลิต ถิ่นสาคู ผู้จัดการโรงแรม อมารี กรุงเทพ เป็นต้น ในงานมีการแสดงดนตรีโดยศิลปินนักร้องในระดับตำนานจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ศิลปินแห่งชาติ แม่เม้า-สุดา ชื่นบาน,ไพโรจน์ สังวริบุตร ,ครูเจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า,น้องมินมิน ด.ญ.แพรไพลิน เสาธงยุติธรรม ศิลปินนักร้องจากรายการเดอะโกลเด้นซอง ภู -ภูริช ปริวิสุทธิ์,พลอย-พลอยไพลิน หาญนอก ,เมจิ-ภัทรานิษฐ์ เพฑูริยาเวทย์ ,บูม-วรากร ศาศวัตเตชะ,ชมพู่-ภาพตะวัน ใบเจริญ,ผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ ,สิงห์-ดนุพงศ์ หลงสกุลณี ,บิ๊ก-จักริน จันทร์เป็ง และการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดไทยราชนิยมยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์จากสองห้องเสื้อชั้นนำ ลอร่า และ ดล สามหกห้า(Dol 365) พร้อมเครื่องประดับทองแท้โบราณจากร้านกรุช่าง แสดงโดยนายแบบนางแบบกิตติมศักดิ์และอาชีพ โดยมี บุ๋ม- ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พิธีกรในงาน และ ปอนด์- ดร.รัฐวัชร์ พัฒนจิระรุจน์  พิธีกรภาคสนาม รวมทั้งจัดประมูลกระเป๋าหนังจระเข้และเข็มขัดหนังจระเข้จากปัญญาฟาร์ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบเป็นค่าชุด นักเรียนและอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ อีกด้วย  

วรวัชร์ ตันตรานนท์ ร่วมอวยพร

ศิษย์เก่าจากโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ มอบของขวัญอวยพร

สุรภา ยอดคำปัน ร้านกรุช่างทองโบราณ ,ธนดล พิเชษฐ์วรวุฒิ ห้องเสื้อ ดล สามหกห้า,ธนนันต์ เกตุทอง ห้องเสื้อลอร่า และ พีรญา กระจ่างจิต จากอิงฟ้านาบุญ

ทีมนักร้องจากรายการ เดอะโกลเด้นซอง พร้อมด้วย สุดา ชื่นบาน ,น้องมินมิน ด.ญ.แพรไพลิน เสาธงยุติธรรม

ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเครื่องอุปโภค – บริโภค อาทิ ข้าวสาร สิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้า ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือบริจาคเป็นทุนทรัพย์ ท่านสามารถบริจาคเงินโดยวิธีการโอนเข้าบัญชี “มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์” ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสุขุมวิท 23 เลขที่ 204-1-09259-5,โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางกะปิ เลขที่ 105-4-71544-4 ,โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา (เงินบริจาค) ธนาคารกรุงไทย สาขาลำพูน เลขที่ 511-0-47135-5 หรือติดต่อบริจาคได้ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี เลขที่ 5 หมู่ 9 ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 51000 โทรศัพท์ 053-092444  โทรสาร 053-092444

แฟชั่นโชว์ชุดไทยราชนิยมยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ติวเข้าผู้ประกอบการ OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ติวเข้าผู้ประกอบการ OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ติวเข้าผู้ประกอบการ OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นำโดย นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน จัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน  โดยมี นางศุภลักษณ์ แก้วมณี รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมฯ และมีนางสาวริตยา รอดนิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น รักษาการในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าววัตถุประสงค์ของโครงการฯ  ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

กรมการพัฒนาชุมชน สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”  โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละ ด้วยความมุ่งมั่น ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน อีกทั้ง แนวพระดำริ “Sustainable Fashion” หมายถึง “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ที่ทุกกระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรม ล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้สร้างสรรค์และผู้สวมใส่จะเห็นได้ว่าการนำผ้าอัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ทำให้เกิดผลงานอันทรงคุณค่า และเป็นที่ต้องการของตลาดได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP มีคุณภาพชีวิตของที่ดีและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน ผู้เข้ารับการอบรมฯ จะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้นั้น ไปสร้างสรรค์ต่อยอดผลงานให้ทันสมัย ก้าวสู่ระดับสากล

กิจกรรมนี้ ได้รับเกียรติจาก นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์  ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและย้อมสีธรรมชาติ นายศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและย้อมสีธรรมชาติ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน แขกผู้มีเกียรติ ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร และจังหวัดตาก และสมาชิกกลุ่มศิลปาชีพ เข้าร่วมกิจกรรมฯ

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน จัดโครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม  รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการ 4 จุด ได้แก่ จุดดำเนินการที่ 1 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง จุดดำเนินการที่ 2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี  จุดดำเนินการที่ 3 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก  จุดดำเนินการที่ 4 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช จุดดำเนินการละ 30 คน

การอบรมดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายจะได้รับความรู้จากทีมผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเนื้อหาหลักสูตร ประกอบด้วย การเลือกเส้นใยและการสกัดสีจากพืชที่ใช้ย้อมสีธรรมชาติ  เทคนิคการจับคู่สีบนผืนผ้า  หลักการและเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติ รวมถึงแหล่งวัตถุดิบในชุมชนสู่นวัตกรรมการย้อมสีธรรมชาติ