ผลโพลชี้ ชาวอเมริกันกังวลการรับมือโรคหัดระบาดของรัฐบาลทรัมป์

ผลโพลชี้ ชาวอเมริกันกังวลการรับมือโรคหัดระบาดของรัฐบาลทรัมป์

15 พ.ค. 2568 02:05 น.

ผลโพลชี้ ชาวอเมริกันกังวลการรับมือโรคหัดระบาดของรัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์ส ชี้ว่า ชาวอเมริกันกังวลเรื่องความสามารถของรัฐบาลในการรับมือการระบาดของโรค ซึ่งทำให้มีผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ แล้วมากกว่า 1,000 ราย และเสียชีวิต 3 ศพ

สำนักข่าวรอยเตอร์สเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันกังวลเกี่ยวกับความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการควบคุมการระบาดของโรคหัดซึ่งกำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ และส่วนใหญ่เชื่อว่าวัคซีนป้องกันโรคหัดที่มีอยู่นั้นปลอดภัย

รอยเตอร์สระบุว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจ 31% ที่มองว่ารัฐบาลทรัมป์รับมือการระบาดของโรคหัดได้อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่ 40% ไม่คิดเช่นนั้น ส่วนที่เหลือไม่แน่ใจหรือไม่ตอบคำถามนี้

แต่หากแบ่งผู้ตอบแบบสำรวจเป็นฝ่ายรีพับลิกันกับฝ่ายเดโมแครตจะพบว่า 57% ของผู้ตอบแบบสำรวจฝ่ายรีพับลิกันคิดว่ารัฐบาลทรัมป์รับมือการระบาดของโรคหัดได้ดีแล้ว ส่วนฝ่ายเดโมแครตมีผู้ที่คิดเช่นนั้นเพียง 9% และมีมากถึง 75% ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ผู้ตอบคำถามที่ไม่ได้อยู่ฝั่งใดมองว่ารัฐบาลรับมือการระบาดได้เหมาะสมแล้วเพียง 26%

ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญการระบาดของโรคหัดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี โดยจำนวนผู้ติดเชื้อในปีนี้ทะลุ 1,000 รายไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน

วัคซีน MMR สามารถป้องกันได้ทั้งโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน ในอัตราป้องกันสูงถึง 97% หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว 2 โดส ซึ่งวัคซีนตัวนี้เคยทำให้องค์การอนามัยโลกประกาศในปี 2543 ว่าโรคหัดถูกกำจัดไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการรับวัคซีนในเด็กในสหรัฐฯ ลดลงเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องจากข่าวปลอมทำลายความเชื่อถือในวัคซีน

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังมองว่าวัคซีน MMR ปลอดภัย โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 86% เชื่อว่ามันปลอดภัยสำหรับเด็กๆ ขณะที่ 13% เชื่อว่ามันไม่ปลอดภัย เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปี 2563 ซึ่งตัวเลขอยู่ที่ 10%

นอกจากนั้น ผู้รับการสำรวจ 76% ยังคิดว่าพ่อแม่มีหน้าที่ให้ลูกได้รับวัคซีน แต่เมื่อถามว่าพ่อแม่ควรมีสิทธิ์เลือกว่าลูกควรได้รับวัคซีนหรือไม่ ความเห็นกลับแตกเป็น 2 ฝ่ายคือ ควร 47% และไม่ควร 44% โดยฝ่ายรีพับลิกันมีถึง 59% ที่ตอบว่าควร ขณะที่ฝ่ายเดโมแครต 61% ตอบว่าไม่ควร

ทั้งนี้ อัตราการรับวัคซีนในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปีการศึกษาที่ 2562-2563 เด็กอนุบาลในสหรัฐฯ ถึง 95.2% ได้รับวัคซีน MMR ครบ 2 โดสแล้ว ซึ่งเกินเกณฑ์ 95% สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงเหลือ 92.7% ในปีการศึกษาที่ 2566-2567

ภายในรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ มักมีประชากรกลุ่มเล็กๆ ที่อัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เช่นที่เขตเกนส์เคาน์ตีในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการระบาดของโรคหัดในปัจจุบัน มีอัตราเด็กอนุบาลได้รับวัคซีน MMR เพียง 82% มีเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตไปแล้ว 2 ศพ

โรคหัดยังแพร่จากเท็กซัสไปยังรัฐแคนซัส, โอกลาโฮมา และนิวเม็กซิโก ซึ่งมีผู้ใหญ่ติดเชื้อจนเสียชีวิตอีก 1 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

อิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มภาคเหนือกาซา ดับแล้ว 50 ศพ เจ็บอื้อ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มภาคเหนือกาซา ดับแล้ว 50 ศพ เจ็บอื้อ

14 พ.ค. 2568 23:49 น.

อิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มภาคเหนือกาซา ดับแล้ว 50 ศพ เจ็บอื้อ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศในภาคเหนือของกาซาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 50 ศพในวันพุธ โดยปาเลสไตน์อ้างว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศหลายระลอกที่เมืองจาบาเลียและค่ายผู้อพยพในภาคเหนือของฉนวนกาซา เมื่อวันพุธที่ 14 พ.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 ศพ โดยโรงพยาบาลอินโดนีเซียในกาซาระบุว่า มีเด็ก 22 คน กับผู้หญิงอีก 15 คนรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

กองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขากำลังตรวจสอบรายงานเรื่องผู้เสียชีวิตดังกล่าว โดยพวกเขาประกาศเตือนให้ประชาชนในเมืองจาบาเลียและพื้นที่โดยรอบอพยพตั้งแต่เมื่อวันอังคารแล้ว หลังจากกลุ่มฮามาสยิงจรวดเข้าใส่ดินแดนของอิสราเอล

การโจมตีล่าสุดของอิสราเอลเกิดขึ้นในขณะที่นาย ทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการด้านมนุษยธรรมและผู้ประสานงานบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินของ OCHA เรียกร้องให้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมาตรการเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา

นายเฟลตเชอร์กล่าวหาอิสราเอลที่การประชุมในนครนิวยอร์กเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า อิสราเอลจงใจทำให้เกิดสถานการณ์ไร้มนุษยธรรมต่อพลเรือนในฉนวนกาซา พร้อมกับเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกการปิดกั้นกาซาที่ดำเนินมานาน 10 สัปดาห์แล้ว และประณามที่อิสราเอลพยายามจะแย่งชิงการกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วย

ด้านนาย แดนนี ดานอน ทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติกล่าวว่า ข้อกล่าวหาของนายเฟลตเชอร์นั้นไม่มีมูลและอุกอาจมาก โดยนายดานอนยืนยันว่า ระบบกระจายความช่วยเหลือที่มีอยู่นั้นไม่ถูกต้อง เพราะมันกำลังถูกใช้เพื่อช่วยเหลือความพยายามทำสงครามของกลุ่มฮามาส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เยือนกาตาร์ ปิดดีลความร่วมมือ-ขายเครื่องบินโบอิ้งลอตใหญ่

ทรัมป์เยือนกาตาร์ ปิดดีลความร่วมมือ-ขายเครื่องบินโบอิ้งลอตใหญ่

14 พ.ค. 2568 22:22 น.

ทรัมป์เยือนกาตาร์ ปิดดีลความร่วมมือ-ขายเครื่องบินโบอิ้งลอตใหญ่

โดนัลด์ ทรัมป์ เยือนกาตาร์และพบปะหารือกับชีค อัล ทานี ซึ่งทั้งสองฝ่ายลงนามข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับ รวมถึงข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินโบอิ้งลอตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศกาตาร์ในวันพุธที่ 14 พ.ค. 2568 อันเป็นเป้าหมายที่ 2 ในทริปเยือนตะวันออกกลาง 4 วันของเขา โดยนายทรัมป์ได้พบกับชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ทานี เจ้าผู้ครองกาตาร์ ที่กรุงโดฮา และได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับ

ตามการเปิดเผยของนายทรัมป์ สายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส ได้ทำข้อตกลงสั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้งถึง 160 ลำ ซึ่งเป็นลอตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท มีมูลค่ารวมมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.67 ล้านล้านบาท)

นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบเรื่องความร่วมมือด้านการป้องกัน และลงนามประกาศร่วมเรื่องความร่วมมือ ขณะที่ฝ่ายกาตาร์ลงนามจดหมายเสนอและยอมรับข้อเสนอ (LOA) เพื่อซื้อโดรน MQ-9B จากสหรัฐฯ ด้วย

ชีค อัล ทานี กล่าวว่า เขามีการสนทนาที่ยอดเยี่ยมกับนายทรัมป์ก่อนที่ทั้งคู่จะร่วมทำพิธีลงนามข้อตกลง และเสริมด้วยว่า ข้อตกลงเหล่านี้จะยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับกาตาร์ไปอีกขั้น

ด้านนายทรัมป์เปิดเผยว่า เขากับชีค อัล ทานี ได้หารือกันเรื่องสถานการณ์โลก, สงครามในยูเครน และเรื่องอิหร่าน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจ และเขารู้สึกว่า ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี จากนั้นนายทรัมป์กล่าวขอบคุณเจ้าผู้ครองกาตาร์สำหรับมิตรภาพ และพวกเขาต่างรู้สึกชอบในตัวของอีกฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้แหล่งอาหารจากธรรมชาติเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งน้ำจืดและสัตว์-น้ำพื้นถิ่นที่เป็นอาหารหลักของประชาชนในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงจากสัตว์น้ำกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องๆ ด้วยปัจจัยด้านประชากร การขยายตัวของเมือง และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่

ในบริบทนี้ “ปลาหมอสีคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาน้ำกร่อยสายพันธุ์จากแอฟริกาตะวันตกกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทย ทั้งในมิติของการอนุรักษ์ ความปลอดภัยด้านอาหาร และภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ แต่หากพิจารณาโดยใช้หลักวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน จะพบว่าปลาชนิดนี้อาจเป็นโอกาสใหม่ทางอาหารของไทย หากได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบที่เหมาะสม

จากการศึกษาด้านโภชนาการในแอฟริกา พบว่า เนื้อปลาหมอสีคางดำมีโปรตีนสูง (ประมาณ 17–20%) และไขมันต่ำ เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 วิตามิน B และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ด้วยคุณค่าทางอาหารดังกล่าว หลายประเทศในภูมิภาค Sub-Saharan Africa ได้นำปลาชนิดนี้มาบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งแบบสด แห้ง หรือหมัก และยังมีการเพาะเลี้ยงในระบบน้ำกร่อยเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ ด้านความปลอดภัยทางอาหาร ไม่พบหลักฐานว่าปลาหมอสีคางดำเป็นพาหะของสารพิษหรือเชื้อโรคเฉพาะชนิด หากอยู่ภายใต้ระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน และควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม

หากการปฏิเสธปลาหมอสีคางดำเพียงเพราะไม่ใช่สัตว์น้ำพื้นถิ่น อาจเป็นมุมมองเพียงด้านเดียว แต่ในบริบทของโลกที่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องปกติที่พูดถึงทุกวัน การแสวงหาหรือสร้างแหล่งอาหารทางเลือกใหม่สำหรับเลี้ยงประชากรโลกจึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับต้น แม้แต่ประเทศที่เคยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์และกัมพูชา ท้ายที่สุดก็สามารถจัดการกับปลาหมอคางดำได้อย่างเป็นระบบและใช้ประโยชน์จากปลาอย่างคุ้มค่า

พิจารณาจากข้อเท็จจริง ปลาจำนวนมากในธรรมชาติกำลังลดลง ทั้งจากโลกร้อน น้ำทะเลหนุนและมลพิษ อาหารจากธรรมชาติไม่สามารถรองรับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวอีกต่อไป นั่นหมายความว่าความมั่นคงอาหารของมนุษย์กำลังถูกสั่นคลอน ดังนั้นเราควรระดมความร่วมมือจากทั่วโลกในการลดภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบวงกว้างทั่วทุกหัวระแหงในโลกนี้ ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลธรรมชาติใหม่แม้จะไม่เหมือนเดิมก็ควรให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการลดอุณหภูมิโลกลง 1-2 องศา ก็มีผลกระทบเชิงบวกอย่างใหญ่หลวง

ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งศึกษาแนวทางการจัดการเชิงวิชาการกับปลาหมอสีคางดำ จัดระบบและระเบียบที่เข้มงวดใช้แนวทาง “ควบคุมเพื่อใช้ประโยชน์” ไม่ใช่ “กำจัดเพื่อหวังให้กลับสู่ธรรมชาติเดิม” เน้นเรื่องการเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ถึงปลาหมอสีคางดำจะได้ชื่อว่าเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” แต่คนไทยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มายาวนาน เห็นได้ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์หลายชนิดกลายเป็นอาหารอันโอชะของคนไทยและมีการเลี้ยงเชิงพาณิชย์มานานหลายสิบปี เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุกรัสเซีย เป็นต้น และยังสามารถจับปลาเหล่านี้ได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้เป็นเรื่องปกติ จึงน่าจะมองปลาหมอสีคางดำในมุมของอาหารมั่นคงเพื่อประโยชน์ในอนาคต

น่าจะเป็นไปได้ หากคนไทยจะมอง “ปลาหมอสีคางดำ” เป็นความหวัง ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ศัตรูของระบบนิเวศ หากอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสม และสามารถเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกสำหรับคนไทยในยุคที่ “ปลาธรรมชาติ” ไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาหารอย่างเพียงพอได้อีกต่อไป ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผลักดันให้มีนโยบายจัดการปลาชนิดนี้บนฐานของข้อมูลวิชาการที่แม่นยำ แทนการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบแบบยังไม่มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน น่าจะเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืนกว่าสำหรับทั้ง ภาคการประมง ชุมชมและผู้บริโภค

อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

กรมชลฯเดินหน้ารับมือฤดูฝนปี’68 อย่างเข้มข้น

กรมชลฯเดินหน้ารับมือฤดูฝนปี'68 อย่างเข้มข้น

กรมชลฯเดินหน้ารับมือฤดูฝนปี’68 อย่างเข้มข้น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

กรมชลประทาน เร่งบริหารจัดการ เดินหน้ารับมือฤดูฝน ปี’68 อย่างเข้มข้น

วันนี้ (15 พ.ค.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า ปัจจุบัน (14 พ.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,615 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรองรับน้ำได้อีก   33,722 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,998 ล้าน ลบ.ม. (52% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 11,873 ล้าน ลบ.ม.  ภาพรวมสถานการณ์น้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

ในส่วนของการรับมือกับฤดูฝนปี2568นี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ด้วยการ กำหนดพื้นที่ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทภัยซ้ำซาก พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่เกณฑ์ที่กำหนดควบคู่กับการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า   รวมทั้งกำหนดคนและทรัพยากร  ติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ  มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของอาคารชลประทานให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ มีการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ  และเตรียมพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ เข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที   ตามข้อสั่งการของ ของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

015

ส.ป.ก. – กยท. Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

ส.ป.ก. - กยท. Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

ส.ป.ก. – กยท. Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้จัดพิธีเปิดงาน Kick Off โครงการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา อย่างเป็นทางการขึ้น เมื่อวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน ตัวแทนเกษตรกร และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

โครงการโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ถือเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดันขึ้น เพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพของต้นไม้และต้นยางพาราให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากเนื้อไม้และกิจกรรมคาร์บอนเครดิต อันเป็นการยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรและระบบการเกษตรอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดในครั้งนี้มีเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ สถานที่หลักกว่า 2,900 คน พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดเชื่อมโยงไปยัง 144 จุดทั่วประเทศ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน มีการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารารวมจำนวนกว่า 11,620 ฉบับ นอกจากนี้ยังได้มีพิธีลงนามแสดงเจตจำนงระหว่าง ธ.ก.ส. ส.ป.ก. และ กยท. ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นแหล่งทุนใหม่สำหรับเกษตรกร พร้อมจัดกิจกรรมมอบต้นไม้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและการเริ่มต้นผลักดันนโยบาย

ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวในพิธีเปิดว่า ต้นไม้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ ไม่เพียงแต่ในเชิงเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ารวมกว่า 350,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไปสู่ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065 ตามที่ได้ให้คำมั่นกับประชาคมโลก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องร่วมกับทุกภาคส่วน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งต่อยอดพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรอื่นในระบบการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

โครงการโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารานี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกต้นไม้และต้นยางพาราในระบบการเกษตรมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบเกษตรเชิงเศรษฐกิจและวนเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดย ส.ป.ก. มีเป้าหมายในการออกโฉนดต้นไม้ จำนวน 392,562 แปลง 1.6 ล้านไร่ ทั่วประเทศ และการยางแห่งประเทศไทยมีเป้าหมายออกโฉนดต้นยางพารา จำนวน 11.17 ล้านไร่ ภายใน 1 ปี

-(016)

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยสัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้างานฯ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

-(016)

ก.เกษตรฯทำMOUแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์เกษตรฯ

ก.เกษตรฯทำMOUแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์เกษตรฯ

ก.เกษตรฯทำMOUแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์เกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ลงนามทำ MOU เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลฯ เดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ

วันนี้ (15 พ.ค). กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่แนะนำส่งเสริม และกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนจากหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ จึงได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของลูกหนี้ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2566 ต่อแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำหนดเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ต้องผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้สินทั้งระบบ ภายใต้ปรัชญาที่ต้องไม่ขัดต่อวินัยทางการเงิน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ออกประกาศ เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ และมีหนังสือขอความร่วมมือให้สหกรณ์ออมทรัพย์ทุกแห่งลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิก โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่ง ได้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิก ตามแนวทางที่กรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอ รวมถึงมาตรการรวมหนี้ของสมาชิกจากสถาบันการเงินอื่นมาไว้ที่สหกรณ์โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม ทั้งนี้ กรมฯ เล็งเห็นว่าการใช้เครื่องมือที่จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินให้กับสมาชิก นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้สมาชิกรู้จักวางแผนการใช้จ่าย รู้จักประเมินความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของตนเองได้ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องไปกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนของประเทศให้หมดไป โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้หารือร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และมีความเห็นที่จะร่วมมือกันเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ให้สามารถดำเนินการสร้างวินัยทางการเงินแก่สมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อประสานความร่วมมือระหว่าง “กรมส่งเสริมสหกรณ์” และ “บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด” ขึ้นอย่างเป็นทางการ

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานสักขีพยาน พิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลฯ เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบัน “ข้อมูล (Data)” ถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางของการพัฒนา การบริหารจัดการข้อมูลที่่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้สหกรณ์สามารถประเมินสถานการณ์ทางการเงินของสมาชิกได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรสหกรณ์

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการภาคสหกรณ์บนฐานข้อมูล โดยมุ่งหวังให้เกิดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิก และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในวันนี้ จะช่วยให้หน่วยงานของรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำกับดูแล ซึ่งในขณะเดียวกัน สมาชิกสหกรณ์ก็จะได้รับบริการทางการเงินที่เหมาะสม และสอดคล้องกับศักยภาพตนเองอย่างแท้จริง” เลขานุการ รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน ว่าทั้งสองหน่วยงานมีความเห็นร่วมกันที่จะสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ให้สามารถดำเนินการสร้างวินัยทางการเงินแก่สมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “Credit Lock” นำส่งข้อมูลสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ และยินยอมที่จะรับเงื่อนไขไม่ก่อหนี้เพิ่ม ให้แก่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ดำเนินการต่อ เพื่อให้การบริหารสินเชื่อของสหกรณ์มีความเหมาะสม รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่สมาชิก อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างมั่นคงและยั่งยืนแก่สมาชิกสหกรณ์

“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เป็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจ โดยข้อมูลของสมาชิกสหกรณ์ที่นำมาใช้ประโยชน์จะเป็นไปตามประกาศ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับบริษัทข้อมูลเครดิตในการประมวลผลข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ประกอบด้วย ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และวันที่เข้าร่วมโครงการฯ ภายใต้เงื่อนไขไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อให้สถาบันการเงินอื่นตระหนักในการพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่สมาชิกรายดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการช่วยให้สมาชิกมีวินัยทางการเงินและส่งผลให้การบริหารสินเชื่อของสหกรณ์มีความเหมาะสมและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม หากสมาชิกดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินเรียบร้อยแล้ว สามารถดำเนินการยกเลิกเงื่อนไขไม่ก่อหนี้เพิ่มได้ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะนำส่งข้อมูลวันที่สมาชิกออกจากโครงการเพื่อให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ด้านนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวว่า บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด มีความเชื่อมั่นว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะช่วยให้สมาชิกเห็นภาพรวมภาระหนี้ของตนเอง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการภาระหนี้สิน ได้อย่างเหมาะสม เป็นไปตามศักยภาพที่สามารถชำระหนี้ได้ และไม่ก่อหนี้เกินตัว ทั้งนี้ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เป็นองค์กรหลักในการให้บริการข้อมูลเครดิตที่มีคุณภาพสำหรับสถาบันการเงิน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างเสริมเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานสักขีพยาน โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงสื่อมวลชน ซึ่งให้ความความสำคัญและประโยชน์ของการสร้างวินัยทางการเงิน ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

015

สศก.เผยสินค้าเกษตรไทยยังเติบโตในตลาดอาเซียน

สศก.เผยสินค้าเกษตรไทยยังเติบโตในตลาดอาเซียน

สศก.เผยสินค้าเกษตรไทยยังเติบโตในตลาดอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

ส่องทิศทางการค้าสินค้าเกษตรไทย สศก. เผย ยังคงเติบโตได้ดีในตลาดอาเซียนและตลาดโลก

วันนี้ (15 พ.ค.) นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01-24 รวมยางธรรมชาติ) ของไทยในตลาดโลก พบว่าไทยมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถรักษาตลาดส่งออกได้ สะท้อนจากมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก ปี 2567 ที่ผ่านมา จำนวน 2,528,839 ล้านบาท จำแนกเป็น มูลค่าส่งออก 1,801,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137,822 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.28 ในขณะที่มีมูลค่านำเข้า 727,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,912 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.24 ทั้งนี้ ไทยมีมูลค่าการค้ากับอาเซียน (23%) มากเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ จีน (21%) สหรัฐอเมริกา (9%) สหภาพยุโรป (9%) และญี่ปุ่น (7%)

สำหรับสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรของไทยในตลาดอาเซียน 9 ประเทศ (บรูไน อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เมียนมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ เวียดนาม) ของปี 2567 พบว่า สินค้าเกษตรไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2566 ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 229,687 ล้านบาท โดยมีมูลค่าส่งออก 410,830 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 3.60 ในขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีมูลค่า 181,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 16.49

สินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ข้าว อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ มูลค่า 46,065 ล้านบาท (2) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ มูลค่า 38,211 ล้านบาท (3) น้ำ รวมถึงน้ำแร่ และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส มูลค่า 27,577 ล้านบาท (4) น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ มูลค่า 22,434 ล้านบาท และ (5) เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที นมถั่วเหลือง มูลค่า 19,022 ล้านบาท

สินค้าเกษตรนำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) มันสำปะหลังฝานหรือทำเป็นเพลเลต มูลค่า 21,622 ล้านบาท (2) ข้าวโพด ไม่ใช้สำหรับเพาะปลูก มูลค่า 19,430 ล้านบาท (3) อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม มูลค่า 18,764 ล้านบาท (4) เมล็ดกาแฟ (ไม่คั่ว) ไม่แยกคาเฟอีน มูลค่า 8,614 ล้านบาท และ (5) ผลไม้และลูกนัตอื่นๆ ที่ดิบหรือสุก โดยการนึ่งหรือต้ม แช่แข็ง หรือทำให้หวาน อาทิ สับปะรด ทุเรียน ลำไย มูลค่า 7,382 ล้านบาท

ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก 77,321 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.82 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางธรรมชาติ / ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่แช่แข็ง / อาหารสุนัขหรือแมว / ข้าว อาทิ ข้าวเจ้าขาวอื่น 5%   ข้าวเจ้าขาว 25% ข้าวเจ้าขาวหอมมะลิไทย 100% / น้ำมันปาล์มดิบ ไม่ดัดแปลงทางเคมี

รองลงมา คือ อินโดนีเซีย มีมูลค่าการส่งออก 68,428 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.66 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ข้าว อาทิ ข้าวเจ้าขาวอื่น 5% ข้าวเจ้าขาวหอมมะลิไทย 100% ข้าวเจ้าขาวหอมมะลิไทย 5% / น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ / สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง / ผลไม้สด อาทิ ลำไย มะขาม ลิ้นจี่ / อาหารสุนัขหรือแมว

อันดับ 3 คือ กัมพูชา มีมูลค่าการส่งออก 62,826 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15.29 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลละเอียด / เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่อัดลม นมถั่วเหลือง / น้ำรวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส / อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ ครีมเทียม กะทิสำเร็จรูป / ยางธรรมชาติ

ด้าน น.ส.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ สศก.กล่าวถึงสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยในตลาดอาเซียน ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 พบว่ามีมูลค่าการค้าเท่ากับ 160,067 ล้านบาท จำแนกเป็น มูลค่าส่งออก 100,491 ล้านบาท มูลค่านำเข้า 59,576 ล้านบาท ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 40,915 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ มูลค่า 11,656 ล้านบาท (2) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ มูลค่า 9,910 ล้านบาท (3) น้ำ รวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส มูลค่า 6,355 ล้านบาท (4) เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที นมถั่วเหลือง มูลค่า 4,785 ล้านบาท และ (5) อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม มูลค่า 4,309 ล้านบาท และสินค้านำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่  (1) มันสำปะหลังฝานหรือทำเป็นเพลเลต มูลค่า 15,466 ล้านบาท (2) ข้าวโพด ไม่ใช้สำหรับเพาะปลูก มูลค่า 6,557 ล้านบาท (3) อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม มูลค่า 4,683 ล้านบาท (4) สิ่งสกัด หัวเชื้อ และสิ่งเข้มข้น อาทิ กาแฟสำเร็จรูป มูลค่า 2,744 ล้านบาท และ (5) มะพร้าวอื่นๆ อาทิ มะพร้าวอ่อน มูลค่า 2,230 ล้านบาท

ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก 17,442 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.34 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางธรรมชาติ / ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่แช่แข็ง / อาหารสุนัขหรือแมว / สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง / น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว

รองลงมา คือ อินโดนีเซีย มีมูลค่าการส่งออก 16,435 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.35 ของมูลค่า การส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ / สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง / ผลไม้สด อาทิ ลำไย น้อยหน่า ชมพู่ ทับทิม / อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ ครีมเทียม อาหารปรุงแต่งสำหรับทารกหรือเด็กเล็ก / อาหารสุนัขหรือแมว

อันดับ 3 คือ กัมพูชา มีมูลค่าการส่งออก 16,237 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.16 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว / เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่อัดลม นมถั่วเหลือง / น้ำรวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส / อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ ครีมเทียม กะทิสำเร็จรูป / ซอสและของปรุงรสอื่นๆ อาทิ กะปิ น้ำมันหอย ซอสพริก

ทั้งนี้ สศก.ยังติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงมีแนวโน้มเป็นบวก ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอาเซียนยังคงเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในอนาคต อาทิ การดำเนินนโยบาย Make America Great Again ของสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงไทย ทำให้สินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทย   อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย นอกจากนี้ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเข้าไปครองส่วนแบ่งตลาดแทนที่จีน ในขณะเดียวกัน ต้องเฝ้าระวังสินค้าจากจีนที่อาจระบายมายังไทยมากขึ้น หรืออาจระบายไปตลาดอื่นที่เป็นคู่ค้าของไทย ส่งผลให้การแข่งขันกับสินค้าจีนในตลาดนั้นสูงขึ้น ทำให้ไทยอาจสูญเสียตลาดบางส่วนให้จีนได้ ดังนั้น ไทยจึงต้องรักษาและพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าในระดับสากล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกา ควบคุมการนำเข้าให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับด้านคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อป้องกันการลักลอบการนำเข้าสินค้า รวมถึงปรับกลยุทธ์ทางการค้าและการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีหรือการประกาศใช้นโยบายใหม่ๆ ของสหรัฐอเมริกา

015

ก.เกษตรฯเชิดชู7สหกรณ์ดีเด่นปี 2568

ก.เกษตรฯเชิดชู7สหกรณ์ดีเด่นปี 2568

ก.เกษตรฯเชิดชู7สหกรณ์ดีเด่นปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

วันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีสำคัญของประเทศไทย ซึ่งในปีนี้จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยในพิธีนี้จะมีการพระราชทานโล่รางวัลให้แก่ปราชญ์เกษตร, เกษตรกร,  สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ที่มีผลงานดีเด่นในภาคเกษตรกรรม พร้อมทั้งเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติ

วันนี้ (15 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปี 2568 นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดเลือก “สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ” จำนวน 7 แห่ง จากสหกรณ์ 11 ประเภท เพื่อเผยแพร่ผลงานของสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสหกรณ์ 7 แห่ง ที่มีผลงานโดดเด่น และได้รับการคัดเลือกเป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรปง จำกัด จ.พะเยา ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 2,300 คน โดยมีการพัฒนาโครงการที่สำคัญ เช่น การเสริมสร้างเครือข่ายผู้นำสหกรณ์และโครงการทายาทสหกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อลงทุนในอนาคต นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการและส่งเสริมการปลูกมะเขือพวงเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิก

สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด จ.สมุทรสงคราม สหกรณ์ฯ ได้รับการยกย่องจากโครงการยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยในตลาดปลา และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สมาชิก นอกจากนี้ สหกรณ์ยังมีการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดปลา ยกระดับมาตรฐานตลาดปลา เพื่อพัฒนาสู่ศูนย์กลางสินค้าอาหารทะเลสดและแปรรูป

สหกรณ์โคนมเทพสถิต จำกัด จ.ชัยภูมิ สหกรณ์ฯ ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำนมโคและลดต้นทุนการดำเนินงาน ผ่านการสนับสนุนสมาชิกในการจัดหาแม่โคนมทดแทนและการใช้เทคโนโลยีในการบันทึกข้อมูลน้ำนม นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนโครงการลดต้นทุน อย่างเช่นการนำกระสอบอาหารสัตว์ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่

สหกรณ์ชาวสวนยางพาราภูผาหมอก จำกัด จ.ศรีสะเกษ สหกรณ์ฯ ได้รับการยกย่องจากผลงานโครงการก่อสร้างลานตากมาตรฐาน GMP ซึ่งเป็นเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีในกระบวนการผลิตเพื่อรวบรวมผลผลิตยางก้อนถ้วยนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง STR 20 ที่มีคุณภาพ และการพัฒนาอาชีพเสริมให้สมาชิก โดยมีการเลี้ยงไก่บ้านและวัวในสวนยางเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการพัฒนาระบบระบายน้ำที่สะอาด

ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด จ.พัทลุง มีจุดเด่นในการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สมาชิกที่มาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลพัทลุงและญาติผู้ป่วย มีบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้า พัฒนาระบบบริหารด้วยเทคโนโลยี ส่งเสริมรายได้สมาชิกผ่านการรับฝากขาย และจัดโครงการผลไม้สดตามฤดูกาลเพื่อสร้างความหลากหลายการให้บริการและเพิ่มยอดขาย

สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพังงา จำกัด จ.พังงา ถือเป็นสหกรณ์ฯ ตัวอย่างที่ดีในด้านการพัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลและการประชาสัมพันธ์ เพื่อยกระดับการบริการสมาชิก โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น CoopNetwork เพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มความสะดวกและโปร่งใสในการใช้งาน และมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสำคัญ “ปันน้ำดื่ม ปันน้ำใจ” โดยสหกรณ์ได้สนับสนุนน้ำดื่มภายใต้แบรนด์ “สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพังงา จำกัด” ให้แก่สมาชิกได้ดื่มน้ำสะอาด มีคุณภาพ เป็นขวัญกำลังใจให้สมาชิกตำรวจผู้ปฏิบัติงานเพื่อประชาชน และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ช่วยขยายระยะเวลางวดชำระหนี้ รวมถึง “โครงการกีฬาเชื่อมความสามัคคี” โครงการพบปะผู้เกษียณอายุราชการ ส่งเสริมสุขภาพ และ “โครงการสวัสดิการเด็กพิเศษ” เพื่อดูแลสมาชิกอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และชีวิตครอบครัว

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเขื่อนเพชรโค้งข่อย จำกัด จ.เพชรบุรี สหกรณ์ฯ มุ่งเน้นการพัฒนาอาชีพและการเสริมสร้างฐานข้อมูลสมาชิกเพื่อการบริการที่ดียิ่งขึ้น โครงการส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนและการพัฒนาตลาดออนไลน์เป็นสิ่งที่ช่วยสมาชิกเพิ่มรายได้จากการฝึกอบรมในหลายด้าน เช่น การทำขนมกล้วยหอม และการแปรรูปอาหาร

จากความสำเร็จของสหกรณ์หลากหลายประเภท จึงเห็นได้ว่าระบบสหกรณ์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก เป็นเครื่องมือเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกภาคส่วน ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและความมั่งคั่งได้อย่างเท่าเทียมกัน

015