เป็นเรื่อง นิวซีแลนด์เตรียมสั่งพักงานสส.ชาวเมารี หลังเต้นฮากาประท้วง

เป็นเรื่อง นิวซีแลนด์เตรียมสั่งพักงานสส.ชาวเมารี หลังเต้นฮากาประท้วง

15 พ.ค. 2568 14:09 น.

เป็นเรื่อง นิวซีแลนด์เตรียมสั่งพักงานสส.ชาวเมารี หลังเต้นฮากาประท้วง

รัฐบาลนิวซีแลนด์เตรียมสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่สส.ชาวเมารี 3 คน หลังเต้นฮากาประท้วงร่างกฎหมายในสภาเมื่อปลายปีที่แล้ว ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ

เมื่อเย็นวันพุธ (14 พ.ค.) คณะกรรมาธิการรัฐสภาเสนอให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาชาวเมารี 3 คน โดยไวติติและงาเรวา-แพคเกอร์ถูกสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนไมปี-คลาร์กถูกเสนอให้พักงาน 7 วัน

โดยคำสั่งนี้มีขึ้น เนื่องจาก ฮานา-ราไวตี ไมปี-คลาร์ก สมาชิกพรรคเมารีวัย 22 ปี ได้สร้างความปั่นป่วนในสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยการฉีกเอกสารร่างกฎหมายต่อหน้าสภา พร้อมขับร้องบทเพลงประจำชาติในแบบดั้งเดิมอย่างเร่าร้อน

เธอได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าพรรคทั้งสองคนคือ ราไวรี ไวติติ และ เด็บบี งาเรวา-แพคเกอร์ ซึ่งเดินเข้าสู่พื้นที่กลางห้องประชุมสภาและร่วมกันร้อง “คา มาเตะ” – ฮากาประจำทีมรักบี้ออลแบล็กของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หลังมีคำสั่งออกมา สมาชิกรัฐสภาชาวเมารีต่างออกมาประณามความพยายามของรัฐบาลในการระงับการปฏิบัติหน้าที่พวกเขาชั่วคราว โดยพรรคเมารีระบุว่านี่คือหนึ่งในบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในรัฐสภานิวซีแลนด์

พรรคเมารีระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อประชาชนตังงาตา เฟนัว (คำเรียกชาวเมารีพื้นเมือง) แสดงการต่อต้าน อำนาจอาณานิคมก็จะตอบโต้ด้วยการลงโทษสูงสุด และนี่คือสัญญาณเตือนให้พวกเราทุกคนต้องอยู่ในระเบียบตามที่เขากำหนดไว้

ด้านรองนายกรัฐมนตรี วินสตัน ปีเตอร์ส กล่าวถึงสส.ทั้งสามว่า เป็นสมาชิกที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ละเมิดกฎ และใช้ฮากาที่เกินเหตุเพื่อข่มขู่ผู้อื่น

การลงมติในรัฐสภาเกี่ยวกับการระงับการปฏิบัติหน้าที่ จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบจากเสียงข้างมาก

สำหรับร่างกฎหมายที่สมาชิกรัฐสภาเมารีออกมาประท้วง ในการประชุมสภาเมื่อ 15 พ.ย. ปีที่แล้วมีชื่อว่า “Treaty Principles Bill” มีเป้าหมายเพื่อตีความสนธิสัญญาก่อตั้งประเทศ ที่ลงนามระหว่างหัวหน้าชนเผ่าเมารีกับผู้แทนจากสหราชอาณาจักรในปี 1840ใหม่ 

นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่าร่างกฎหมายนี้เป็นความพยายามล้มล้างสิทธิพิเศษที่ชาวเมารีซึ่งมีจำนวนกว่า 900,000 คนในประเทศได้รับมาตลอด ซึ่งในท้ายที่สุด รัฐสภาได้ลงมติคว่ำร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไปเมื่อเดือนที่แล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว ฮากา

สุดช็อก อินฟลูฯ สาวสายบิวตี้เม็กซิกัน ถูกยิงดับขณะไลฟ์ TikTok

สุดช็อก อินฟลูฯ สาวสายบิวตี้เม็กซิกัน ถูกยิงดับขณะไลฟ์ TikTok

15 พ.ค. 2568 11:36 น.

สุดช็อก อินฟลูฯ สาวสายบิวตี้เม็กซิกัน ถูกยิงดับขณะไลฟ์ TikTok

สุดช็อก อินฟลูฯ สาวสายบิวตี้เม็กซิกัน ที่มีผู้ติดตามกว่า 200,000 คน ถูกมือปืนยิงเสียชีวิตขณะที่เธอกำลังไลฟ์ ทาง TikTok ตอกย้ำสถานการณ์รุนแรงต่อต้านสตรีเพศในประเทศเม็กซิโก

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว New York Times รายงานเหตุข่าวสะเทือนใจขวัญของเม็กซิโก เมื่อนางสาววาเลเรีย มาร์เกซ (Valeria Marquez) บิวตี้อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง วัย 23 ปี ถูกมือปืนยิงเสียชีวิตขณะไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนๆ ผู้ติดตามทาง TikTok จากร้านเสริมสวยของเธอในเมืองซาโปปัน รัฐฮาลิสโก

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ขณะที่มาร์เกซกำลังเปิดของขวัญที่มีผู้ส่งมาให้ พร้อมพูดหยอกล้อว่า หมูน้อยน่ารักจังเลย! แต่จากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีถัดมา ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ก่อนที่ร่างของมาร์เกซจะทรุดลงพิงโต๊ะ เลือดไหลนองเต็มพื้น โดยที่ไลฟ์สดยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งมีบุคคลหนึ่งเดินเข้ามาหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอไป ภาพในกล้องจึงดับลง

ทางด้านสำนักงานอัยการรัฐฮาลิสโก ออกแถลงการณ์ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนในฐานะ คดีฆ่าผู้หญิงด้วยเหตุแห่งเพศ (Femicide) โดยคนร้ายเป็นชายไม่ทราบชื่อที่บุกเข้าไปในร้านเสริมสวยก่อนลั่นไกสังหาร

โดยวาเลเรีย มาร์เกซ มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คนบนอินสตาแกรม และอีกกว่า 113,000 คนบน TikTok ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่กำลังมาแรงในวงการความงามของเม็กซิโก การเสียชีวิตของเธอสร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตความรุนแรงต่อผู้หญิงอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ข้อมูลขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ระบุว่า ในปี 2020 เม็กซิโกมีคดีสังหารผู้หญิงกว่า 1 ใน 4 ที่ถูกจัดประเภทเป็น คดีฆ่าด้วยเหตุแห่งเพศ โดยเกิดขึ้นครอบคลุมทั้ง 32 รัฐทั่วประเทศ และในปีที่แล้ว มีรายงานคดีลักษณะนี้ทั้งหมด 847 คดี และในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้เพียงอย่างเดียว มีแล้ว 162 คดี สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ยังน่ากังวลอย่างยิ่ง.

ที่มา The New York Times

Cr ภาพ Instagram

ยานสำรวจนาซา พบแสงเหนือบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ยานสำรวจนาซา พบแสงเหนือบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

15 พ.ค. 2568 11:35 น.

ยานสำรวจนาซา พบแสงเหนือบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ขององค์การนาซา ตรวจพบแสงเหนือบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก ซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า นับเป็นข่าวดีสำหรับนักบินอวกาศในอนาคตที่จะได้ชื่นชมทัศนียภาพบนดาวอังคาร

ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ขององค์การนาซา ตรวจพบแสงเหนือบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นับเป็นข่าวดีสำหรับนักบินอวกาศในอนาคตที่จะได้ชื่นชมทัศนียภาพบนดาวอังคาร

นักวิทยาศาสตร์จากยุโรปและสหรัฐฯ รายงานว่าแสงเหนือสีเขียวบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นของดาวอังคาร เกิดจากพายุสุริยะเมื่อปีที่แล้ว และได้แจ้งล่วงหน้า 3 วันเพื่อกำหนดเวลาดูด้วยกล้องของยานสำรวจ

ภาพแสงเหนือสีเขียวบนดาวอังคารด้วยแสงที่มองเห็นได้ภาพแรก (ซ้าย) ถ่ายโดยอุปกรณ์ Mastcam-Z บนยานสำรวจดาวอังคาร Perseverance ของนาซาภาพขวาเป็นภาพเปรียบเทียบท้องฟ้ายามค่ำคืนของดาวอังคารที่ไม่มีแสงเหนือ แต่มีดวงจันทร์ Deimos ของดาวอังคารอยู่
ภาพแสงเหนือสีเขียวบนดาวอังคารด้วยแสงที่มองเห็นได้ภาพแรก (ซ้าย) ถ่ายโดยอุปกรณ์ Mastcam-Z บนยานสำรวจดาวอังคาร Perseverance ของนาซาภาพขวาเป็นภาพเปรียบเทียบท้องฟ้ายามค่ำคืนของดาวอังคารที่ไม่มีแสงเหนือ แต่มีดวงจันทร์ Deimos ของดาวอังคารอยู่

แสงเหนือที่สังเกตเห็นบนดาวอังคารก่อนหน้านี้ ปรากฏเป็นรังสีอัลตราไวโอเลตเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดเปลวสุริยะในเดือนมีนาคม 2024 ตามมาด้วยการพุ่งของพลาสมาจากดวงอาทิตย์ในแนวโคโรนาและมุ่งตรงไปที่ดาวอังคาร

เอลีส ไรท์ คนุตเซน จากมหาวิทยาลัยออสโล ซึ่งผลการวิจัยของเธอตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances กล่าวว่า การสังเกตการณ์ล่าสุดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันสามารถคาดการณ์แสงเหนือและแสงใต้บนดาวอังคารได้แล้ว ซึ่งทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาสภาพอากาศในอวกาศได้ 

“แม้ว่าความสว่างของเหตุการณ์นี้จะหรี่ลงด้วยฝุ่น แต่เหตุการณ์ภายใต้สภาวะการมองเห็นที่ดีกว่าหรือการตกตะกอนของอนุภาคที่มีความเข้มข้นมากขึ้นอาจอยู่เหนือเกณฑ์ที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้และนักบินอวกาศในอนาคตจะมองเห็นได้”

นักวิจัยระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีรายงานเกี่ยวกับแสงเหนือจากพื้นผิวของดาวเคราะห์อื่นที่ไม่ใช่โลก การสังเกตการณ์ก่อนหน้านี้ทำขึ้นจากวงโคจร

ยานเพอร์เซเวียแรนซ์ซึ่งเปิดตัวในปี 2020 ได้สำรวจหลุมอุกกาบาตเจเซโรบนดาวอังคารมาตั้งแต่ปี 2021 โดยเก็บตัวอย่างฝุ่นและหินเพื่อส่งกลับมายังโลก พื้นที่ดังกล่าวซึ่งปัจจุบันแห้งแล้ง แต่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่าเป็นทะเลสาบและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ อาจมีหลักฐานของสิ่งมีชีวิตจุลินทรีย์โบราณ.

ที่มา AP NASA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ปิดฉุกเฉิน ศูนย์วิจัยเชื้อโรคร้ายแรงสุดในสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุรักร้าวในห้องแล็บนักวิจัยคู่รักเจาะชุด

ปิดฉุกเฉิน ศูนย์วิจัยเชื้อโรคร้ายแรงสุดในสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุรักร้าวในห้องแล็บนักวิจัยคู่รักเจาะชุด

15 พ.ค. 2568 09:43 น.

ปิดฉุกเฉิน ศูนย์วิจัยเชื้อโรคร้ายแรงสุดในสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุรักร้าวในห้องแล็บนักวิจัยคู่รักเจาะชุด

สั่งปิดฉุกเฉิน ศูนย์วิจัยเชื้อโรคร้ายแรงสุดในสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุรักร้าว ระหว่างสองนักวิจัยที่บานปลายถึงขั้นหนึ่งในนั้นมีการเจาะรูชุดป้องกันของอีกฝ่าย ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของเชื้อไวรัสร้ายแรง นับเป็นหนึ่งในเหตุอื้อฉาวที่สุดของวงการวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ 

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวเดลีเมล รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ ออกคำสั่งปิด ศูนย์วิจัยบูรณาการ (Integrated Research Facility) ในเมืองเฟรเดอริก รัฐแมริแลนด์ โดยระบุว่า เป็นการพักงานเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักวิจัย เจ้าหน้าที่สัญญาจ้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในศูนย์วิจัย

รายงานข่าวระบุว่า เหตุเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างนักวิจัยชายหญิงคู่หนึ่งที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว โดยฝ่ายหนึ่งได้แอบเจาะชุดป้องกันของอีกฝ่ายในขณะที่ปฏิบัติงานในห้องแล็บระดับ BSL-4 ซึ่งใช้ในการศึกษาพยาธิไวรัสที่ร้ายแรงที่สุดในโลก อาทิน อีโบลา และลาสซา

ขณะนี้ห้องทดลองได้ใช้แม่กุญแจล็อกอุปกรณ์และเชื้อไวรัสทั้งหมดไว้ พร้อมทั้งจำกัดการเข้าถึงเฉพาะบุคลากรที่จำเป็น โดยไม่มีการวิจัยใดๆ ดำเนินการอยู่ในช่วงเวลานี้ ขณะที่ทางด้านดร.คอนนี ชมาลจอห์น ผู้อำนวยการศูนย์ ก็ถูกสั่งให้พักงานชั่วคราว หลังมีข้อกล่าวหาว่าเธอไม่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงทันทีที่ทราบ 

นายไมเคิล โฮลบรูค ผู้อำนวยการร่วมด้านความปลอดภัยสูงของศูนย์ฯ ระบุว่า กำลังเก็บตัวอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้การศึกษานี้ยังคงมีประโยชน์ และยังไม่มีคำสั่งให้ทำลายสัตว์ทดลองแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยแห่งนี้มีพนักงานประมาณ 168 คน รวมทั้งข้าราชการและผู้รับจ้างสัญญา โดยอยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ และตั้งอยู่ใกล้กับสถาบันวิจัยแพทย์ทหารของกองทัพสหรัฐฯ นับถือเป็นหนึ่งในเพียงสิบกว่าศูนย์ทั่วสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้ศึกษาพยาธิระดับ BSL-4 ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงสูงสุดในระบบห้องทดลองชีวภาพ.

ที่มา Daily Mail

ศรีลังกาใช้ AI คุมพฤติกรรมคนขับรถบัส หลังเจออุบัติเหตุทางถนนเลวร้ายสุดในหลายทศวรรษ

 ศรีลังกาใช้ AI คุมพฤติกรรมคนขับรถบัส หลังเจออุบัติเหตุทางถนนเลวร้ายสุดในหลายทศวรรษ

15 พ.ค. 2568 09:09 น.

ศรีลังกาใช้ AI คุมพฤติกรรมคนขับรถบัส หลังเจออุบัติเหตุทางถนนเลวร้ายสุดในหลายทศวรรษ

ทางการศรีลังกาใช้ AI เฝ้าระวังพฤติกรรมคนขับรถบัส บังคับคาดเข็มขัดนิรภัยทุกคน หลังเกิดเหตุรถตกเหวคร่าชีวิต 23 ศพ หวังลดอุบัติเหตุทางถนน

รัฐบาลศรีลังกาประกาศใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของคนขับรถโดยสารสาธารณะ และเตรียมออกข้อบังคับให้ผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เริ่มมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ หลังเกิดอุบัติเหตุรถบัสตกเหวซึ่งถือว่าเลวร้ายที่สุดในรอบสองทศวรรษ คร่าชีวิตผู้โดยสารถึง 23 ราย

 ศรีลังกาใช้ AI คุมพฤติกรรมคนขับรถบัส หลังเจออุบัติเหตุทางถนนเลวร้ายสุดในหลายทศวรรษ

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บิมาล รัทนายาเก แถลงต่อสื่อมวลชนในกรุงโคลัมโบว่า ศรีลังกาจะติดตั้งระบบสังเกตการณ์คนขับที่มี AI สนับสนุนในรถโดยสารทุกคันตั้งแต่ปีหน้า พร้อมทั้งขยายไปยังรถบรรทุกทางไกลทุกประเภทในระยะต่อไป โดยมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมการขับขี่ที่ดีขึ้นและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน

ศรีลังกามีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนเฉลี่ยราว 3,000 รายต่อปี และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีถนนอันตรายที่สุดในโลก

เหตุการณ์สลดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อรถบัสโดยสารที่บรรทุกชาวพุทธซึ่งเดินทางแสวงบุญตกลงไปในเหวลึก บริเวณพื้นที่ภูเขาในเมืองกตมาเล ซึ่งเป็นเขตปลูกชาชื่อดังของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 23 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ 54 ราย โดยรถคันดังกล่าวเป็นของรัฐ และบรรทุกผู้โดยสารมากกว่าความจุประมาณ 20 คน รวมทั้งสิ้น 77 คน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ แต่เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าเกิดจากความผิดพลาดของคนขับ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าคนขับอีกคนเคยแจ้งปัญหาพวงมาลัยของรถก่อนเกิดเหตุหนึ่งวัน แต่ผู้จัดการระบุว่าได้ดำเนินการซ่อมแซมแล้ว

สำหรับอุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดในศรีลังกานับตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2005 โดยก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ปี 2021 ก็เคยเกิดเหตุรถบัสตกเหวในเมืองปัสซารา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุล่าสุดราว 100 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 14 ราย รวมถึงคนขับรถด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ AI

ชื่นมื่น ด.ญ.ชาวเวเนซูเอลาวัย 2 ขวบที่ถูกสหรัฐฯพรากจากพ่อแม่ ถูกส่งกลับประเทศแล้ว

ชื่นมื่น ด.ญ.ชาวเวเนซูเอลาวัย 2 ขวบที่ถูกสหรัฐฯพรากจากพ่อแม่ ถูกส่งกลับประเทศแล้ว

15 พ.ค. 2568 08:42 น.

ชื่นมื่น ด.ญ.ชาวเวเนซูเอลาวัย 2 ขวบที่ถูกสหรัฐฯพรากจากพ่อแม่ ถูกส่งกลับประเทศแล้ว

เด็กหญิงวัย 2 ขวบชาวเวเนซูเอลา เดินทางถึงกรุงการากัสเมื่อวันพุธและกลับสู่อ้อมอกแม่อีกครั้ง หลังจากถูกทางการสหรัฐฯแยกจากพ่อแม่เพื่อส่งตัวแม่กลับประเทศ และส่งตัวพ่อเข้าคุก ซึ่งรัฐบาลเวเนซุเอลาประณามว่าเป็นการลักพาตัว

ไมเคลิส เอสปิโนซา เดินทางมาถึงสนามบินชานกรุงการากัสพร้อมกับผู้อพยพที่ถูกส่งกลับเวเนซุเอลากว่า 220 คน

โดยภาพที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ของรัฐเผยให้เห็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเวเนซุเอลา ซิเลีย ฟลอเรส อุ้มไมเคลิสที่สนามบิน และต่อมาได้ส่งมอบตัวเด็กหญิงให้กับแม่ของเธอ ซึ่งรอรับอยู่ที่ทำเนียบประธานาธิบดี พร้อมกับประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร

ชื่นมื่น ด.ญ.ชาวเวเนซูเอลาวัย 2 ขวบที่ถูกสหรัฐฯพรากจากพ่อแม่ ถูกส่งกลับประเทศแล้ว

นายมาดูโรกล่าวว่า เขาต้องขอขอบคุณเอกอัครราชทูต ริช เกรเนลล์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับการดำเนินการในครั้งนี้ และฝากคำขอบคุณผ่านท่านเกรเนลล์ ไปยังประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย พร้อมกล่าวว่านี่เป็นการกระทำที่มีมนุษยธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยเกรเนลล์ได้พบกับมาดูโรที่กรุงการากัสไม่นานหลังจากทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง

ชื่นมื่น ด.ญ.ชาวเวเนซูเอลาวัย 2 ขวบที่ถูกสหรัฐฯพรากจากพ่อแม่ ถูกส่งกลับประเทศแล้ว

รัฐบาลสหรัฐฯ เคยระบุว่า การแยกเด็กหญิงออกจากพ่อแม่นั้นมีเหตุผล เนื่องจากพ่อแม่ของเธอถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊ง เตรน เด อารากัว ซึ่งมีฐานในเวเนซุเอลา โดยแก๊งนี้เพิ่งถูกประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้ายเมื่อต้นปีนี้

มีรายงานว่าแม่ของเด็กหญิงถูกส่งตัวกลับเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 25 เมษายน ขณะที่ทางการสหรัฐฯ ส่งพ่อของเธอไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในเอลซัลวาดอร์ตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยอาศัยกฎหมายสมัยสงครามในศตวรรษที่ 18 ซึ่งทรัมป์นำกลับมาใช้ในการส่งตัวผู้อพยพจำนวนมากกลับประเทศ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลมาดูโรมักปฏิเสธการรับตัวผู้อพยพที่ถูกส่งกลับจากสหรัฐฯ แต่ตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้ มีชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคน รวมถึงราว 180 คนที่เคยถูกกักตัวที่ฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวกวนตานาโม ประเทศคิวบา เป็นเวลานานถึง 16 วัน ถูกส่งกลับประเทศ

ฝ่ายบริหารของทรัมป์ระบุว่าชาวเวเนซุเอลาที่ถูกส่งไปกวนตานาโมและเอลซัลวาดอร์เป็นสมาชิกของกลุ่มอาชญากรรม เตรน เด อารากัว แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนสนับสนุนข้อกล่าวหา.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซูเอลา

ส่องคดีดัง “พี่น้องเมเนนเดซ” ทำไมได้ตัดสินโทษใหม่ หลังติดคุกมา 35 ปี

ส่องคดีดัง “พี่น้องเมเนนเดซ” ทำไมได้ตัดสินโทษใหม่ หลังติดคุกมา 35 ปี

15 พ.ค. 2568 08:30 น.

ส่องคดีดัง “พี่น้องเมเนนเดซ” ทำไมได้ตัดสินโทษใหม่ หลังติดคุกมา 35 ปี

  • เมื่อวันอังคารที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลแขวงลอสแอนเจลิสพิพากษาลดโทษให้พี่น้องเมเนนเดซ ผู้ก่อคดีสะเทือนขวัญชาวอเมริกันเมื่อ 35 ปีก่อน โดยลดโทษจำคุกให้พวกเขา และให้สิทธิ์ในการทำทัณฑ์บน
  • เมื่อปี 2532 ไลล์กับเอริก เมเนนเดซ ก่อเหตุฆาตกรรมพ่อกับแม่ของตนเองภายในบ้าน โดยใช้ปืนลูกซองกระหน่ำยิงอย่างน้อย 16 นัด ทำให้พวกเขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และไม่ให้สิทธิ์ในการทำทัณฑ์บน
  • แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบหลักฐานใหม่ที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างของฝ่ายจำเลย บวกกับสารคดีที่เผยแพร่ผ่านเน็ตฟลิกซ์ ทำให้กระแสเรียกร้องให้ปล่อยตัวพี่น้องคู่นี้ดังขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปี 2532 นายไลล์ และเอริก เมเนนเดซ สองพี่น้อง ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ของตัวเองด้วยการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพวกเขาหลายนัดในระยะประชิด ที่บ้านของพวกเขาในเมืองเบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

พวกเขาถูกพบว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 หรือฆาตกรรมโดยไตร่ตรองและวางแผนเอาไว้ก่อน กับข้อหาร่วมกันฆาตกรรม ระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อปี 2539 และถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บนเพื่อขอปล่อยตัว

แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 พ.ค. 2568) ผู้พิพากษาเมืองลอสแอนเจลิสมีการตัดสินโทษใหม่ให้แก่สองพี่น้อง โดยลดโทษของพวกเขาให้มีสิทธิ์ขอทำทัณฑ์บนได้ หลังจากภาพยนตร์สารคดีบนเน็ตฟลิกซ์ ดึงความสนใจของสังคมกลับมายังคดีที่สะเทือนขวัญชาวอเมริกันนี้อีกครั้ง

พี่น้องเมเนนเดซทำอะไรไว้ แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาได้รับการตัดสินโทษใหม่ จนทำให้ทั้งคู่มีสิทธิ์ได้ออกจากคุกเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี

ทัณฑสถาน “ริชาร์ด เจ. โดโนแวน” ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สถานที่คุมขังพี่น้องเมเนนเดซ
ทัณฑสถาน “ริชาร์ด เจ. โดโนแวน” ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สถานที่คุมขังพี่น้องเมเนนเดซ

คดีฆาตกรรมเมเนนเดซ

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2532 ไลล์ ซึ่งตอนนั้นมีอายุ 21 ปี กับเอริก ที่มีอายุ 18 ปี สังหารนายโฮเซ เมเนนเดซ พ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองในวัย 45 ปี ซึ่งเป็นผู้บริหารของฮอลลีวูด ด้วยการใช้ปืนลูกซองที่พวกเขาไปซื้อมาเมื่อหลายวันก่อนเกิดเหตุ กระหน่ำยิงถึง 6 นัด

นอกจากนั้น พวกเขายังใช้ปืนลูกซองยิงเข้าใส่คิตตี ผู้เป็นมารดาจนมีบาดแผลถึง 10 แห่งทั่วร่างกาย และเสียชีวิต

ในเบื้องต้น สองพี่น้องให้การกับตำรวจว่า พวกเขากลับมาบ้านและพบพ่อกับแม่ของพวกเขาเสียชีวิตอยู่ก่อนแล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็ถูกจับกุมในปี 2533 หลังจากแฟนสาวของหมอจิตเวชที่รักษาเอริก เมเนนเดซอยู่ เข้าให้ข้อมูลกับตำรวจว่า เอริกใช้กำลังข่มขู่แฟนของเธอ

สาเหตุการฆาตกรรม

ทนายความของสองพี่น้องเมเนนเดซกล่าวว่า แรงผลักดันในการก่อเหตุฆาตกรรมของพวกเขามาจากการล่วงละเมิดทางเพศที่ผู้เป็นพ่อกระทำมานานหลายปี ขณะที่คิตตีก็ยอมให้เกิดการล่วงละเมิดที่ว่า และข่มเหงสองพี่น้องทางจิตใจด้วย

อย่างไรก็ตาม อัยการโต้แย้งว่า ความตั้งใจเบื้องหลังการฆาตกรรมนี้มาจากความมุ่งร้าย และพี่น้องเมเนนเดซต้องการมรดกมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของพ่อแม่ เนื่องจากโฮเซเป็นผู้บริหารด้านดนตรีและภาพยนตร์ของฮอลลีวูด และเป็นผู้บริหารค่ายเพลงดังอย่าง RCA ซึ่งทำสัญญากับศิลปินเบอร์ใหญ่มากมาย

การไต่สวนในปี 2537 จบลงโดยที่คณะลูกขุนไม่สามารถตัดสินความผิดได้ ต่อมาในปี 2536 พี่น้องเมเนนเดซก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 และถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทำทัณฑ์บน

ไลล์กับเอริกถูกขังคนละเรือนจำกันมาตลอดเนื่องจากเจ้าหน้าที่กลัวว่าพวกเขาจะสมคบกันวางแผนหลบหนี จนกระทั่งในปี 2561 ทั้งสองถูกนำตัวไปคุมขังที่เดียวกันในทัณฑสถาน “ริชาร์ด เจ. โดโนแวน” ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย และได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบกว่า 20 ปี

ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ
ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ

เสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัว

คดีของพี่น้องเมเนนเดซถูกอ้างถึงบ่อยครั้งในวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ของสหรัฐฯ รวมถึงในซีรีส์และภาพยนตร์มากมาย ชาวอเมริกันรุ่นใหม่ยังได้รับการแนะนำให้รู้จักกับคดีนี้เมื่อปีก่อน ผ่านภาพยนตร์สารคดี 9 ตอนที่เผยแพร่ผ่านทางเน็ตฟลิกซ์ในชื่อว่า Monsters: The Lyle and Erik Menendez Story และมีผู้ชมสูงถึง 12.3 ล้านครั้งในสัปดาห์แรก

สารคดีนี้พยายามบอกเล่าเรื่องการฆาตกรรมและสถานการณ์ต่างๆ ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมผ่านมุมมองของทั้งพี่น้องเมเนนเดซกับพ่อแม่ของพวกเขา รวมถึงเรื่องที่สองพี่น้องอ้างว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย

หลังสารคดีเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ กระแสเรียกร้องให้ปล่อยตัวพี่น้องเมเนนเดซก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากสังคม, จากสมาชิกครอบครัวของพวกเขา และจากดาราคนดังอย่าง คิม คาร์ดาเชียน และโรซี โอดอนเนลล์ ขณะที่ในติ๊กต่อกก็มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มากขึ้นด้วย

ทำไมได้ตัดสินโทษใหม่

ไลล์ กับเอริก เมเนนเดซ ได้รับการตัดสินโทษใหม่ภายใต้กฎหมายผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน (youthful offender) ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งกำหนดว่า ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 26 ปี ในตอนที่ก่อคดีอาชญากรรม จะได้รับสิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดทันที หลังจากรับโทษไปครึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับแล้ว

เมื่อปีก่อน นายจอร์จ แกสคอน อดีตอัยการเขตลอสแอนเจลิส ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ลดโทษของพี่น้องเมเนนเดซ จากจำคุกตลอดชีวิตเหลือจำคุก 50 ปี และในการพิจารณาคดีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 พ.ค.) ผู้พิพากษา ไมเคิล เจสิก ก็ลดโทษให้พวกเขาตามที่นายแกสคอนขอ โดยให้เหตุผลว่า “ผมเชื่อว่าพวกเขาทำมามากพอในช่วง 35 ปีที่ผ่านมาที่จะทำให้พวกเขาได้รับโอกาสนั้น”

การตัดสินโทษใหม่เป็น 1 ใน 3 วิธีที่พี่น้องคู่นี้จะสามารถได้รับอิสรภาพ โดยอีก 2 วิธีคือ การได้รับอภัยโทษจากนาย เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งออกคำสั่งให้คณะกรรมการพิจารณาทัณฑ์บนตรวจสอบอย่างละเอียดว่าพี่น้องเมเนนเดซเป็นอันตรายต่อสังคมหรือไม่ และการขอไต่สวนใหม่ ซึ่งถูกสำนักงานอัยการลอสแอนเจลิสปัดตกไปแล้ว

ในการพิจารณาเมื่อวันอังคาร สมาชิกครอบครัวเมเนนเดซพยายามให้การสนับสนุนเรื่องการลดโทษของไลล์กับเอริก ที่ตอนนี้มีอายุ 57 กับ 54 ปีแล้ว ขณะที่สองพี่น้องก็ให้การผ่านวิดีโอลิงก์ ยอมรับผิดกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แต่อัยการ ฮาบิบ บาเลียน ไม่เชื่อ และเตือนศาลว่าอย่ามั่นใจว่าทั้งคู่จะไม่กระทำความผิดอีกเพราะ “เรารู้ว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้”

มาร์ก เกรากอส ทนายความของไลล์ กับเอริก เมเนนเดซ
มาร์ก เกรากอส ทนายความของไลล์ กับเอริก เมเนนเดซ

หลักฐานใหม่เริ่มปรากฏ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหลักฐานใหม่ปรากฏซึ่งสนับสนุนข้ออ้างของฝ่ายจำเลยที่บอกว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุมาจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยโฮเซผู้เป็นพ่อ

หลักฐานที่ว่ารวมถึงจดหมายที่เอริกส่งถึงญาติ ซึ่งมีการเล่ารายละเอียดว่าพ่อของเขาล่วงละเมิดทางเพศเขาตอนมีอายุ 17 ปี นอกจากนั้น นายรอย รอสเซลโล หนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ยุค 80 ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตนเองเคยถูกโฮเซจู่โจมทางเพศ โดยเขาเปิดเผยเรื่องนี้ในสารคดีหลายเรื่องรวมถึง Menendez + Menudo: Boys Betrayed ที่ฉายในปี 2566

หลักฐานใหม่ที่พบนี้ทำให้พี่น้องเมเนนเดซกับทนายพยายามหาทางใหม่เพื่อนำไปสู่อิสรภาพ พวกเขาพยายามยื่นคำร้องขอให้มีการไต่สวนใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2566 แต่ไม่สำเร็จ

พี่น้องเมเนนเดซอาจได้เป็นอิสระ

คำตัดสินของผู้พิพากษาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาหมายความว่า ตอนนี้พี่น้องเมเนนเดซสามารถยื่นเรื่องขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดได้แล้ว เนื่องจากติดคุกมานาน 35 ปี เกินครึ่งของโทษใหม่ที่กำหนดไว้ 50 ปีแล้ว

แต่ก่อนจะได้รับการทำทัณฑ์บน พวกเขาต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการทัณฑ์บนของรัฐแคลิฟอร์เนียให้ได้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงควรได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด โดยจนกว่าจะถึงตอนนั้น พวกเขาจะถูกคุมขังต่อไป และขึ้นอยู่กับคณะกรรมการทัณฑ์บนและผู้ว่าฯ เกวิน นิวซัม ว่าจะตัดสินชะตากรรมของทั้งคู่อย่างไร

ไลล์กับเอริกจะปรากฏตัวในชั้นศาลอีกครั้งในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ต่อหน้าคณะกรรมการทัณฑ์บน เพื่อรับการประเมินความเสี่ยงตามคำสั่งของนายนิวซัม เพื่อประกอบกับการตัดสินใจว่าจะอภัยโทษให้พวกเขาหรือไม่ หากคณะกรรมการอนุมัติการปล่อยตัว และนายนิวซัมลงนามคำสั่ง พี่น้องเมเนนเดซก็จะเป็นอิสระ


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : aljazeera , bbc

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตประธานชิงหัว ยูนิกรุ๊ป ทุจริต-ยักยอกเงินกว่า 2,000 ล้านบาท

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตประธานชิงหัว ยูนิกรุ๊ป ทุจริต-ยักยอกเงินกว่า 2,000 ล้านบาท

15 พ.ค. 2568 08:18 น.

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตประธานชิงหัว ยูนิกรุ๊ป ทุจริต-ยักยอกเงินกว่า 2,000 ล้านบาท

ศาลจีนสั่งลงโทษประหารชีวิต “จ้าว เว่ยกั๋ว” อดีตซีอีโอบริษัทชิงหัว ยูนิกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปของจีน ฐานแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและพวกพ้อง ทุจริต-ยักยอกเงิน 470 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,100 ล้านบาท ศาลให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมสั่งปรับอีก 55 ล้านบาท

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ของจีน รายงานว่า ศาลในมณฑลจี๋หลิน ของจีนมีคำพิพากษานายเจ้า เว่ยกั๋ว อดีตประธานบริษัทชิงหัว ยูนิกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของจีน ให้รับโทษประหารชีวิตแบบรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ฐานทุจริตและยักยอกเงินหลวงเป็นมูลค่า 470 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,100 ล้านบาท โดยมีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและพวกพ้อง รวมถึงสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

คำพิพากษาระบุว่า หากนายจ้าว เว่ยกั๋ว ไม่กระทำผิดซ้ำในช่วงเวลารอลงอาญา 2 ปี โทษประหารจะถูกเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการลดหย่อนโทษใดๆ นอกจากนี้ศาลยังสั่งปรับเขาเป็นเงินจำนวน 12 ล้านหยวน หรือประมาณ 58.8 ล้านบาท 

ก่อนหน้านี้ นายจ้าว เว่ยกั๋ว ถูกตั้งข้อหาทุจริตเมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นผลจากการสอบสวนการบริหารงานของชิงหัว ยูนิกรุ๊ป ที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารมาเป็นเวลานาน

โดยบริษัทชิงหัว ยูนิกรุ๊ป มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยชิงหัว อันเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน โดยรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 เพื่อเป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของชาติที่ยังล้าหลัง และต่อมาภายใต้การนำของนายจ้าว เว่ยกั๋ว บริษัทได้ทุ่มเงินมหาศาลเข้าซื้อกิจการบริษัทด้านชิปหลายแห่ง แต่ก็ขยายไปลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่สร้างผลกำไร อาทิ อสังหาริมทรัพย์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์ จนนำไปสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรหลายรายการในช่วงปลายปี 2563 และสุดท้ายต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายในปีถัดมา

ต่อมาในปี 2565 บริษัทได้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการ และโอนกรรมสิทธิ์ไปอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนรายใหม่ที่ประกอบด้วย ไวส์ โร้ด แคปิตัล และ เจียงกวง แอสเซ็ต แมเนจเมนท์ ตลอดจน กองทุนที่มีสายสัมพันธ์กับภาครัฐของจีน.

4 นักไต่เขาตกหน้าผา 400 ฟุต ตาย 3 ศพ 1 คนรอดไปขอความช่วยเหลือ

4 นักไต่เขาตกหน้าผา 400 ฟุต ตาย 3 ศพ 1 คนรอดไปขอความช่วยเหลือ

15 พ.ค. 2568 05:05 น.

4 นักไต่เขาตกหน้าผา 400 ฟุต ตาย 3 ศพ 1 คนรอดไปขอความช่วยเหลือ

(ภาพจาก Okanogan County Sheriff’s Office/AP)

กลุ่มนักไต่เขา 4 คนตกจากหน้าผาลงมาเบื้องล่างเป็นระยะทางกว่า 400 ฟุต ทำให้ 3 คนเสียชีวิต ขณะที่อีกคนรอดตายมาได้และเป็นผู้ที่เดินทางไปขอความช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ค. 2568 ว่า 4 นักไต่เขาตกหน้าผาชันบนภูเขา นอร์ท แคสคาเดส ในรัฐวอชิงตัน โดยพวกเขาตกลงมาเป็นระยะทางกว่า 400 ฟุต (ราว 120 ม.) ส่งผลให้ 3 คนในนี้เสียชีวิต ขณะที่อีก 1 คน รอดชีวิตมาได้และหอบสังขารไปจนถึงรถของเขา แล้วขับฝ่าความมืดไปจนพบตู้โทรศัพท์สาธารณะและติดต่อขอความช่วยเหลือ

นายเดฟ ยาร์เนลล์ รองนายอำเภอเขต โอคาโนกัน เคาน์ตี เผยว่า ผู้รอดชีวิตมีชื่อว่า อันตอน เซเลกห์ อายุ 38 ปี เขาปลดหมวก, เชือก และอุปกรณ์อื่นๆ ที่พัวพันตัวเขาอยู่ หลังจากตกลงมาจากหน้าผาเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา (10 พ.ค.) แล้วพาร่างที่มีแผลที่ศีรษะและมีเลือดออกภายใน เดินทางรวมนับสิบชั่วโมงไปจนถึงตู้โทรศัพท์สาธารณะ

ส่วนผู้เสียชีวิตมีชื่อว่า วิศนุ อิริกิเรดดี อายุ 48 ปี, ทิม เหงียน อายุ 63 ปี และ โอเลกซานเดอร์ มาร์ทีเนนโก อายุ 36 ปี

ตอนนี้นายเซเลกห์กำลังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองซีแอตเทิล และเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสอบถามข้อมูลจากเขาได้ ทำให้ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับการตกและการเดินทางไปขอความช่วยเหลือของเขาที่ยังคงเป็นปริศนา

น.ส.คริสตินา วู้ดเวิร์ธ หัวหน้าทีมค้นหาและกู้ภัยของสำนักงานนายอำเภอเขต โอคาโนกัน เคาน์ตี กล่าวว่า การตกเขาที่ทำให้นักไต่เขาเสียชีวิตพร้อมกันถึง 3 ศพนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเมื่อ 7 ปีก่อน มีนักไต่เขา 2 คนตกจากภูเขา เอล กาปิตัน ในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม นายเดฟ โรดริเกวซ เจ้าหน้าที่ชันสูตรเขตโอคาโนกัน เคาน์ตี ตั้งสมมติฐานว่า ทั้ง 4 คนนี้ประสบเหตุหลังจากหมุดเหล็ก หรือ พิตอง (piton) ที่ใช้ยึดเชือกของพวกเขาหลุดจากหน้าผาขณะที่พวกเขากำลังไต่ลงจากเขา โดยหมุดที่พวกเขาใช้ ดูเหมือนจะเป็นหมุดที่ถูกปักเอาไว้ที่นั่นอยู่แล้วโดยนักปีนเขาในอดีต

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า นักไต่เขากลุ่มนี้กำลังเดินทางขึ้นเขา แต่พวกเขาตัดสินใจเดินทางกลับ หลังจากเห็นว่าพายุกำลังจะมา

ในวันอาทิตย์ ทีมค้นหา 3 คน เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ โดยใช้การระบุตำแหน่งจากอุปกรณ์ที่นักไต่เขากลุ่มนี้พกติดตัวอยู่ และเมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ก็เรียกเฮลิคอปเตอร์มาเคลื่อนย้ายศพ ซึ่งทำได้ทีละร่างเท่านั้น เนื่องจากติดปัญหาสภาพภูมิประเทศ

ต่อมาในวันจันทร์ เจ้าหน้าที่มารวมตัวกันตรวจสอบอุปกรณ์ที่พวกเขาค้นพบ เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกเขาครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาพบว่า มีหมุดเหล็กติดอยู่กับเชือกของนักไต่เขา ซึ่งนายโรดริเกวซระบุว่า เหตุผลเดียวที่หมุดอยู่ตรงนี้ คือมันหลุดออกจากหินผาที่มันถูกปักเอาไว้

อย่างไรก็ตาม น.ส.วู้ดเวิร์ธระบุว่า หากเป็นไปได้ พวกเธอก็อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้รอดชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เด็กญี่ปุ่นวัย 15 สารภาพ แทงยายวัย 84 ดับ เพราะอยากเข้าสถานพินิจ

เด็กญี่ปุ่นวัย 15 สารภาพ แทงยายวัย 84 ดับ เพราะอยากเข้าสถานพินิจ

15 พ.ค. 2568 03:00 น.

เด็กญี่ปุ่นวัย 15 สารภาพ แทงยายวัย 84 ดับ เพราะอยากเข้าสถานพินิจ

เด็กชายชาวญี่ปุ่นผู้ก่อเหตุแทงหญิงชราจนเสียชีวิตสารภาพว่า เขาลงมือเพราะต้องการเข้าสถานพินิจ เพื่อออกจากบ้านที่มีปัญหาครอบครัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ค. 2568 ว่า เด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 15 ปี ผู้ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุใช้ของมีคมแทงหญิงชราวัย 84 ปี จนเสียชีวิตที่เมืองชิบะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.) ให้การรับสารภาพกับตำรวจว่า เขามุ่งเป้าหมายไปที่คนที่อ่อนแอกว่า เพื่อที่เขาจะได้ถูกส่งตัวไปศูนย์กักกันเยาวชน

ตามการเปิดเผยของตำรวจเมืองชิบะ เด็กชายคนนี้รู้สึกว่าเขาอยู่ในสภาพครอบครัวที่ซับซ้อน และความไม่พอใจของเขาก็เริ่มก่อตัวสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า เขามีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียน มีประวัติพฤติกรรมเกเร และเคยหนีออกจากบ้าน 1 ครั้งด้วย

เด็กคนนี้บอกกับตำรวจอีกว่า เขาต้องการสังหารใครสักคน จะเป็นใครก็ได้ เพื่อที่เขาจะได้ไปให้ไกลจากบ้าน เมื่อเขาเห็นหญิงชราที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเดินอยู่บนถนนในเวลาประมาณ 17.10 น. วันอาทิตย์ (11 พ.ค.) เขาจึงตามเธอไป และลงมือก่อเหตุ

ทั้งนี้ ในวันเกิดเหตุตำรวจได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุจากพลเมืองดี ระบุว่าพบหญิงชราคนหนึ่งนอนตะแคงข้างอยู่บนถนนในย่านวาคาบะ โดยเธออยู่ในสภาพหมดสติ มีเลือดไหลจากบาดแผลบนหลังและบริเวณด้านข้างศีรษะ โดยหญิงรายนี้ ซึ่งทราบชื่อในเวลาต่อมาว่า อาโออิ ทาคาฮาชิ อายุ 84 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่เธอเสียชีวิตหลังไปถึงราว 90 นาที

เด็กชายคนนี้ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ โดยตำรวจควบคุมตัวเขามาสอบปากคำในช่วงเช้าวันจันทร์ และจับกุมเขาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

ในวันอังคาร ชาวบ้านท้องถิ่นจำนวนหนึ่งเดินทางมายังจุดเกิดเหตุ เพื่อร่วมกันวางดอกไม้ไว้อาลัย และสวดภาวนาให้แก่นางทาคาฮาชิ โดยชายคนหนึ่งซึ่งรู้จักกับผู้ตายกล่าวว่า “มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ผมรู้สึกสงสารเธอ สามีของเธอต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมโกรธมากจริงๆ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday