‘เอกนัฏ’ไม่รู้’เสี่ยเฮ้ง’จ่อย้ายซบ’กธ.’ ลั่น!’รทสช.’อยู่ด้วยอุดมการณ์

'เอกนัฏ'ไม่รู้'เสี่ยเฮ้ง'จ่อย้ายซบ'กธ.' ลั่น!'รทสช.'อยู่ด้วยอุดมการณ์

‘เอกนัฏ’ไม่รู้’เสี่ยเฮ้ง’จ่อย้ายซบ’กธ.’ ลั่น!’รทสช.’อยู่ด้วยอุดมการณ์

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

“เอกนัฏ”ไม่ทราบข่าว”เสี่ยเฮ้ง”เตรียมย้ายซบ”กธ.” ลั่น!”รทสช.”อยู่ด้วยอุดมการณ์ มีคนไปก็มีคนมา มั่นใจ”พีระพันธุ์”เคลียร์ได้ทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว สส.หลายคนของพรรค รทสช.จะย้ายออกไปอยู่กับพรรคอื่น ว่า เท่าที่ตนได้พูดคุยกับ สส.ของพรรคที่ขณะนี้อยู่ระหว่างปิดสมัยประชุมสภา หลายคนได้ไปร่วมภารกิจกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดี และหลายคนอาศัยช่วงเวลาปิดสมัยประชุมลงพื้นที่ทำงานให้กับประชาชน เท่าที่ได้สัมผัสทุกคนมีความตั้งใจทำงานการเมืองกับพรรค รทสช.ต่อไป และโดยผู้บริหารเองยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค ไม่ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางการเมืองมากไปกว่าการเดินหน้าแก้ปัญหาให้ประชาชน จะเห็นได้จาก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค และตนที่รับผิดชอบ 2 กระทรวง ไม่ว่าจะมีแรงเสียดทาน แรงท้าทายเรื่องอะไรเราก็เดินหน้าทำงานต่อไป และหวังว่าประชาชนจะเห็นความตั้งใจตรงนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช.เตรียมจะย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้มีการพูดคุยกับนายสุชาติ หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเลยจริงๆ ตนคิดว่าอย่าต้องมากังวลกับผู้บริหารของพรรคเลย ตนเรียนกับทุกคนเลยว่า เมื่อไหร่พรรคการเมืองทุกพรรคยึดมั่นในอุดมการณ์ ทำงานให้ผลงานเป็นที่ปรากฏ ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว มีคนไปก็มีคนมา ตนจะบอกว่าพรรค รทสช.อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์ ไม่ได้อยู่ได้ด้วยการนำผลประโยชน์ กองกำลัง หรือการจับกลุ่มก้อนมาตั้งกองกำลัง ซึ่งไม่ใช่ พรรคต้องอยู่ได้ด้วยอุดมการณ์และผลงานที่ปรากกฎต่อสาธารณชน

เมื่อถามว่า ได้มีการตั้งรับกรณีที่หัวหน้าพรรค รทสช.ถูกร้องตรวจสอบหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้คุยกับนายพีระพันธุ์ก็ได้เตรียมพร้อมในการไปชี้แจงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกเรื่องที่ถูกตั้งคำถามอยู่ในเวลานี้ และตนมั่นใจว่านายพีระพันธุ์สามารถชี้แจงเคลียร์ได้ทุกเรื่อง หลายเรื่องตนไม่ต้องไปถามนายพีระพันธุ์ ซึ่งเป็นความเห็นในฐานะที่เราเองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกัน ไม่มีสิ่งที่น่าเป็นห่วง ทุกคนในพรรค รทสช.ก็สนับสนุนนายพีระพันธุ์เต็มที่ ทั้งการชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ รวมถึงการทำงานด้วย ทุกคนให้กำลังใจ

เมื่อถามอีกว่า ได้มีการวิเคราะห์กรณีที่มีการร้องเรียนนายพีระพันธุ์ในช่วงที่ผ่านมามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ นายเอกนัฎ กล่าวว่า “จะเอาเวลาที่ไปไหนไปวิเคราะห์ ปกติคุยกับหัวหน้าพรรคก็รายงานแต่งานที่ทำ ภารกิจเยอะครับ ไม่มีเวลาได้พักได้ฉุกคิดเรื่องอย่างอื่น”

ปภ.เฮ! ทดสอบ Cell Broadcast ผลน่าพอใจ ‘นายกฯอิ๊งค์’ รับสัญญาณ2รอบ

ปภ.เฮ! ทดสอบ Cell Broadcast ผลน่าพอใจ 'นายกฯอิ๊งค์' รับสัญญาณ2รอบ

ปภ.เฮ! ทดสอบ Cell Broadcast ผลน่าพอใจ ‘นายกฯอิ๊งค์’ รับสัญญาณ2รอบ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

“ปภ.” รายงานระบบ Cell Broadcast ผลน่าพอใจ “นายกฯอิ๊งค์” ได้รับทั้ง 2 รอบ คาดสัญญาณเต็มรูปแบบไม่เกิน ก.ค.นี้

13 พ.ค.68  เมื่อเวลา 14.06 น. ทำเนียบรัฐบาล นายภาสกร บุญญลักษณ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ เข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรายงานผลการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านสัญญาณโทรศัพท์ หรือ Cell Broadcast หลังจากเมื่อเวลา 13.00 น. ปภ.มีการทดสอบระบบ Cell Broadcast ในจังหวัดเชียงใหม่ อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร ก่อนที่เวลา 14.06 น. มีการทดสอบระบบอีกครั้งเฉพาะที่ทำเนียบฯ ซึ่งสัญญาณดังขึ้นช่วงที่ นายภาสกร เข้าไปรายงานนายกฯพอดี 

ต่อมาเวลา 14.30 น. นายภาสกร ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานนายกฯว่า วันนี้เป็นการทดสอบระบบ Cell Broadcast ขนาดใหญ่ ซึ่งผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ สัญญาณที่ส่งไปในเวลาไม่เกิน 30 วินาทีทุกค่ายมือถือ และเรายังได้มีการทำแบบสอบถามใน 2 รอบก่อนหน้านี้ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ 90% ได้รับสัญญาณครบถ้วน และอีก 10% ไม่ได้รับ เนื่องจากเป็นไปตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ ในเรื่องระบบ2จี 3 จี หรือคุณสมบัติไม่สอดคล้องกับการส่งสัญญาณ Cell Broadcast ดังนั้นเมื่อเกิดสาธารณภัย ปภ.จะนำระบบ Cell Broadcast มาใช้ร่วมกับการส่งข้อความสั้น ซึ่งประชาชนที่อยู่ในกลุ่ม 2จีและ3จี จะรับข้อความในเวลาไม่เกิน 10 นาที นอกจากนี้ปภ.ยังพัฒนาระบบเชื่อมไปถึงสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ระบบรถไฟใต้ดิน และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยจะเชื่อมสัญญาณให้แล้วเสร็จ คาดว่าสัญญาณจะสมบูรณ์ไม่เกินเดือน ก.ค.นี้จะได้ใช้เต็มรูปแบบ 

อธิบดี ปภ. กล่าวว่า ในส่วนของทำเนียบฯที่ได้รับสัญญาณ Cell Broadcast อีกรอบ เป็นการปล่อยสัญญาณเข้ามาในพื้นที่ ทั้งนี้การที่จะไม่ได้รับบางส่วน เพราะบางคนใช้ 2จีหรือ 3 จี ไม่ได้อัพเดต ios หรือมีการปิดโหมดออโต้ในโทรศัพท์ ก็จะไม่ได้รับข้อความ เมื่อถามว่านายกฯได้รับข้อความหรือไม่ นายภาสกร กล่าวว่า นายกฯได้รับข้อความทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกนายกฯเตรียมตัวไม่ทัน จึงขอให้มีการปล่อยสัญญาณเพิ่มเติม เราจึงขอผู้บริการทั้ง 3 ค่ายมือถือปล่อยสัญญาณเข้ามาใหม่ในทำเนียบฯโดยตรง 

เมื่อถามว่านายกฯได้กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ อธิบดี ปภ. กล่าวว่า นายกฯได้ขอบคุณผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือทั้ง 3 ค่าย เมื่อถามอีกว่าจะมีการพัฒนาระบบอย่างไรให้ประชาชนได้รับ 100 เปอร์เซ็น เพราะมีบางพื้นที่ยังไม่ได้รับ อภิบดี ปภ. กล่าวว่า อุปกรณ์เสาอากาศและอุปกรณ์ภาคพื้นดินที่ใช้ส่งสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Site) ของผู้ให้บริการถ้าเป็นภูมิภาคอาจจะไม่เต็มพื้นที่เพราะบางพื้นที่อาจติดเรื่องภูเขาทำให้สัญญาณไปไม่ถึง 

พปชร.ตั้งทีมเศรษฐกิจ ‘ธีระชัย’นำทัพ!ลุยแก้ปัญหาปากท้องลงมือทำจริง

พปชร.ตั้งทีมเศรษฐกิจ 'ธีระชัย'นำทัพ!ลุยแก้ปัญหาปากท้องลงมือทำจริง

พปชร.ตั้งทีมเศรษฐกิจ ‘ธีระชัย’นำทัพ!ลุยแก้ปัญหาปากท้องลงมือทำจริง

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.52 น.

“โฆษก พปชร.”แจงมติพรรคตั้งทีมเศรษฐกิจ “ธีระชัย”นำทีม พร้อมเดินหน้าตรวจสอบด้านเศรษฐกิจรัฐ ชูนโยบาย พปชร.แก้ปัญหาปากท้องลงมือทำจริง ซัด รบ.แก้ปัญหา ศก.ประเทศติดอันดับรั้งท้ายภูมิภาค ซ้ำเติมขึ้น”ภาษีน้ำมัน” ปชช.ต้องจ่ายแพงกว่าความเป็นจริง

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน ได้พิจารณาออกคำสั่งแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ โดยให้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นหัวหน้าทีม , หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นรองหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายอัคร ทองใจสด , นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ , นางสาวบุณณดา สุปิยะพันธุ์ และนายมนูญ พรหมลักษณ์ ร่วมคณะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นทีมเศรษฐกิจคนรุ่นใหม่ และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคาร เศรษฐกิจระดับมหภาคและจุลภาค รวมถึงการแก้หนี้ครัวเรือน อย่างเชี่ยวชาญและชัดเจน

ทั้งนี้ ทีมเศรษฐกิจทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์การบริหารราชการ ด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ในการดูแล ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ที่จะนำไปสู่การเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่สังคม รวมถึงการนำเสนอนโยบายสำคัญ ในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ เพื่อแสดงศักยภาพ และความพร้อมของพรรค โดยการขับเคลื่อนของทีมเศรษฐกิจ ที่พร้อมลงมือทำงานได้ทันที อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรดพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 ดังนี้

1.การติดตามวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในรัฐสภาและภายนอกและทั้งในประเทศและในต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางที่จะแถลงแนวทางในแต่ละเรื่องให้แก่ประชาชนได้รับทราบ โดยบางเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยประชุมรัฐสภาก็จะพิจารณาทำการแถลงข่าวจุดยืนร่วมกับ สส.ของพรรค 2.ประสานให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยรวบรวมข่าวและคำวิจารณ์ในสื่อต่างๆ ในแต่ละวัน เพื่อทีมเศรษฐกิจ จะได้พิจารณาแถลงข่าวเพื่อตอบโต้หรือเสนอแนะได้ทันท่วงที และ 3.ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย ที่ขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งรัฐบาลขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปอย่างเชื่องช้าและไม่ถูกทิศทาง ก่อให้เกิดผลเสียต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดเจนจากสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดระดับทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นที่น่าตกใจก็คือ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลำดับทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่ำกว่าประเทศกัมพูชาและลาว โดยเราอยู่ในลำดับเกือบรั้งท้ายในแถบประเทศอาเซียน

“วันนี้พี่น้องประชาชนกำลังจะอดตาย แต่นายกรัฐมนตรียังปล่อยให้เพิ่มภาษีน้ำมัน สิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการแข่งขันทางด้านธุรกิจและการขนส่ง ในขณะที่ราคาน้ำมันลดลง แต่รัฐบาลกลับตัดแขนตัดขาประชาชนด้วยการเพิ่มภาษีน้ำมัน ทำให้ราคาแพงกว่าที่ประเทศเวียดนาม แล้วเราจะแข่งขันกับเขาได้อย่างไร” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว

– 006

‘พปชร.’ทวงแรง! ถาม‘รัฐ’กลัวอะไร กับ‘กัมพูชา’ร้องเพลงชาติบนปราสาทตาเมืองธม

‘พปชร.’ทวงแรง! ถาม‘รัฐ’กลัวอะไร กับ‘กัมพูชา’ร้องเพลงชาติบนปราสาทตาเมืองธม

‘พปชร.’ทวงแรง! ถาม‘รัฐ’กลัวอะไร กับ‘กัมพูชา’ร้องเพลงชาติบนปราสาทตาเมืองธม

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน ได้พิจารณาถึงความคืบหน้าของกรณีที่นายทหารชั้นนายพล ได้นำชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่ง ขึ้นมาร้องเพลงชาติกัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ม และมีการบันทึกภาพและเสียง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดอธิปไตยของไทยในดินแดนของไทย แต่รัฐบาลไม่ดำเนินการประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ หรือดำเนินคดี หรือดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด เป็นลายลักษณ์อักษร หรือให้เป็นพยานหลักฐานในการต่อสู้คดีที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า หากทางประเทศกัมพูชาจะเรียกร้องพื้นที่นี้เป็นอาณาเขตของประเทศตนเอง

“ไม่รู้ว่ากลัวอะไรทางกัมพูชา อีกทั้งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมยังมีคำสั่งให้ทหารไทยถอยออกจากพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้ทางพรรคพลังประชารัฐ ได้เคยเรียกร้องให้ทางรัฐบาลดำเนินการประท้วง หรือท้วงติงเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังรัฐบาลกัมพูชา ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 จนถึงวันนี้ เป็นเวลาหลายเดือนแล้วยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลแต่อย่างใด” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวและว่า

“ถ้าทหารและครอบครัวกลุ่มนั้นมาร้องเพลงชาติในห้องนอนของนายกฯ หรือในห้องนอนของท่านรองนายกฯ ท่านจะยังนิ่งเฉย และสั่งให้คนในบ้านของท่านออกจากห้องนอน หรือออกจากบ้าน ไปอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านหรือไม่ ผมอยากรู้ว่า ท่านจะทำอย่างเดียวกับที่ท่านทำกับประเทศไทยหรือแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักของเราหรือไม่ พรรคพลังประชารัฐต้องขอบคุณพี่น้องทหารหาญทุกท่าน และพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติและแผ่นดิน วันนี้ประเทศไทยเป็นสุขได้เพราะบรรพบุรุษของไทยทุกคนช่วยกันรักและพิทักษ์ไว้ซึ่งแผ่นดินไทย เราจะไม่ยอมให้ประเทศเพื่อนบ้านเอาแผ่นดินของประเทศไทยไปแม้แต่นิ้วเดียว รัฐบาลไทยกลัวอะไรถึงขนาดนี้ กลัวว่าจะมีการเพิกถอนสัญชาติของญาติท่านบางคน หรือจะเอาญาติของท่านที่ไปแต่งงานกับคนใกล้ชิดท่านนายกฮุนเซน เอามาคืนหรือ พรรคพลังประชารัฐจะไม่ยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดนำผืนแผ่นดินไทยไปแลกผลประโยชน์ส่วนตนและเครือญาติโดยเด็ดขาด”

ปลัด มท.ยันเตรียมกำลังพลดูแล ปชช. ในพื้นที่ภาคใต้ เผยจับตาคนบิดเบือนประวัติศาสตร์

ปลัด มท.ยันเตรียมกำลังพลดูแล ปชช. ในพื้นที่ภาคใต้ เผยจับตาคนบิดเบือนประวัติศาสตร์

ปลัด มท.ยันเตรียมกำลังพลดูแล ปชช. ในพื้นที่ภาคใต้ เผยจับตาคนบิดเบือนประวัติศาสตร์

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

ปลัด มท. ยัน มหาดไทยเตรียมกำลังพลพร้อม ดูแล ปชช. ในพื้นที่ภาคใต้ เผยจับตาคนบิดเบือนประวัติศาสตร์ ขอ อส.ระวังตัวหลังถูกเป็นเป้าโจมตี 

วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนใต้ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ในการประชุมมีผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ร่วมประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาด้วย ซึ่งนายกฯ ได้กำชับให้ทำความเข้าใจและเข้าถึงประชาชนให้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้เตรียมความพร้อมเรื่องกำลังพลหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) ได้มีการฝึกร่วมกันทั้งการใช้อาวุธ การทำมวลชน และการข่าวที่ต้องพร้อมทุกเรื่อง รวมถึงการทำแผนระยะยาว การให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ซึ่งเราก็อยู๋ร่วมกันมาโดยสันติสุข แต่อาจจะมีใครให้ข่าวจนให้คนรุ่นใหม่เข้าใจคลาดเคลื่อน ก็ต้องทำความเข้าใจให้ดี ให้เขารู้ว่าความเป็นมาที่แท้จริงเป็นอย่างไร ใครที่บิดเบือนประวัติศาสตร์เราก็เฝ้าดูอยู่ ตนเชื่อมั่นว่าจะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย รวมถึงการที่เราไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิด รวมถึงนายกฯไทยและนายกฯมาเลเซียก็ได้คุยกันตลอด

เมื่อถามว่า ล่าสุด อส.ได้ตกเป็นเป้าการก่อเหตุ ได้มีการกำชับอย่างไรบ้าง ปลัดมท. กล่าวว่า ตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่มีการถ่ายกำลังจากฝ่ายทหารมาเป็นฝ่ายปกครอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนทหารจะเป็นผู้ดูแล ครู นักเรียน พระสงฆ์ในการเดินทาง แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนเป็นเจ้าหน้าที่ อส. ซึ่งเป็นการถ่ายโอนภารกิจ โดยเมื่อ อส. ทุกคนเสร็จภารกิจก็กลับบ้านจึงอาจตกเป็นเป้าได้ เพราะเขาเป็นคนในพื้นที่ เราก็ให้ระมัดระวัง ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการข่าว ถ้าเรามีการข่าวที่ดีก็สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แต่ทุกวันนี้ไม่สามารถรู้หรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้ พอเกิดเหตุจึงยากต่อการระมัดระวังตัว แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วต้องเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ 

เมื่อถามว่า จะมีการทำความเข้าใจกับชาวพุทธในพื้นที่อย่างไร เนื่องจากมีการย้ายออกเป็นจำนวนมาก ปลัดมหาดไทย กล่าวว่า ตรงนี้อยู่ที่การพูดคุยกับประชาชนที่มีแค่บางส่วน เพราะบางส่วนที่ย้ายออกไปเนื่องจากเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ดี จึงไปหางานทำที่อื่น ซึ่งเรามีการทำความเข้าใจโดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านไปพูดคุยถึงเหตุการณ์ต่างๆ

‘ปลัด มท.’ลั่น‘มหาดไทย-ยุติธรรม’พี่น้องพร้อมร่วมมือทำงาน ปัดทำสงครามตัวแทนพรรคการเมือง

'ปลัด มท.'ลั่น‘มหาดไทย-ยุติธรรม’พี่น้องพร้อมร่วมมือทำงาน ปัดทำสงครามตัวแทนพรรคการเมือง

‘ปลัด มท.’ลั่น‘มหาดไทย-ยุติธรรม’พี่น้องพร้อมร่วมมือทำงาน ปัดทำสงครามตัวแทนพรรคการเมือง

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

‘ปลัด มท.’ลั่น‘มหาดไทย-ยุติธรรม’พี่น้องพร้อมร่วมมือทำงาน ปัดทำสงครามตัวแทนพรรคการเมือง เผยยังไม่ได้รับรายงาน ปมจี้ปลด’สจ.กอล์ฟ’

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการรับรายงานเพิ่มเติมการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลกรณีคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นอกจาก จ.อำนาจเจริญ ที่มีการบังคับอดีตผู้สมัคร สว.ให้ยอมรับว่าฮั้วเลือกตั้ง มีพื้นที่อื่นอีกหรือไม่ ว่า ยังไม่ได้ได้รับรายงาน

เมื่อถามว่า กรมการปกครอง ได้ออกหนังสือให้ทุกจังหวัดยึดกฎหมายประมวลพิจารณาวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ.อุ้มหาย ได้รับรายงานความคืบหน้าแล้วหรือยังว่ามีการละเมิดกฎหมายหรือไม่ ปลัดมหาดไทย กล่าวว่า ยังไม่มี พอออกหนังสือไปทุกส่วนก็มีความเข้มงวดในการทำหน้าที่ เพราะที่ผ่านมาอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความหวั่นเกรง เราจึงต้องกำชับผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่พบว่ามีหน่วยงานใดใช้อำนาจนอกกฎหมาย

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงยุติธรรม กำลังทำสงครามตัวแทนพรรคการเมือง ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ไม่ได้มอง เพราะเราทำตามหน้าที่ ซึ่งทุกคนเป็นพี่น้องกัน เมื่อทำตามหน้าที่เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนทุกคน และไม่มีอะไรที่จะไม่ร่วมมือกันอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่มีเสียงเรียกร้องให้ปลด นายสิรดนัย พลายด้วง หรือ สจ.กอล์ฟ ผู้ต้องหาในคดีสั่งการให้ลูกน้องทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้งท้องถิ่น จ.สงขลา นายอรรษิษฐ์ ระบุว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ได้รับรายงาน

‘ปชน.’สวนทันควัน! ลั่นปัดปิดกั้น‘กฤษฎิ์’ ขู่ระวังเจอ‘ดองงูเห่า’-หลุด‘สส.’

‘ปชน.’สวนทันควัน! ลั่นปัดปิดกั้น‘กฤษฎิ์’ ขู่ระวังเจอ‘ดองงูเห่า’-หลุด‘สส.’

‘ปชน.’สวนทันควัน! ลั่นปัดปิดกั้น‘กฤษฎิ์’ ขู่ระวังเจอ‘ดองงูเห่า’-หลุด‘สส.’

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

“ปชน.”ปัดทุกข้อกล่าวหา! ยันไม่เคยปิดกั้นการทำงาน”กฤษฎิ์” จ่อยื่นหน่วยงานตีความเป็นหนังสือลาออกหรือไม่ “เท้ง”บอกหากผลชี้ไม่ถือเป็นการลาออก เจอมาตรการ”ดองงูเห่า” หากผลตรงข้ามตกเก้าอี้ สส.แน่นอน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน , นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน , นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน และ สส.ของพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวกรณี น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน ประกาศแยกทางกับพรรคประชาชน เตรียมย้ายซบพรรคกล้าธรรม (กธ.) (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เดือดพลั่กกลางสภาฯ! ‘กฤษฎิ์’เปิดใจแยกทาง‘ปชน.’ เจอ‘ด้อมส้ม’บุกสาปแช่ง-ปะทะคารมหนัก)

โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากเหตุผลที่ น.ส.กฤษดิ์ แถลงนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความไม่พึงพอใจส่วนตัว ไม่ได้เป็นเรื่องของปัญหาอุปสรรคในการทำงาน เหตุผลที่พวกเราคิดว่าฟังไม่ขึ้น โดยพรรคจะดำเนินทุกมาตรการที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน เขต 6 โดยหนังสือที่ น.ส.กฤษดิ์ ยื่นมาให้กับตน และกรรมการบริหารพรรค ได้แจ้งขอยุติบทบาทด้วยการออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเชื่อว่าทุกคนน่าจะสรุปตรงกันว่า เขาไม่ต้องการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนอีกต่อไป เพราะเขาไม่มีอำนาจใดที่จะบังคับให้ กก.บห.และ สส.พรรค ขับออก เพราะมีเงื่อนไขเดียวคือต้องกระทำความผิดทางวินัย

ดังนั้น ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง และข้อบังคับของพรรค เรามีความเห็นว่าหนังสือฉบับนี้ได้แสดงเจตจำนงเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าต้องการลาออกจากสมาชิกพรรค แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมาย พรรคจะยื่นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ตีความว่า หนังสือดังกล่าวถือเป็นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ และรอหน่วยงานออกคำชี้แจง และหากผลตอบกลับมาว่าไม่ได้เป็นการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พรรคก็จะมีมาตรการลงโทษคือไม่มีมติขับออก ทำให้เขาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ คือการย้ายไปยังพรรคการเมืองอื่น

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ตนจะลงพื้นที่พร้อมกับนายสหัสวัต และ สส.ชลบุรี ของพรรคทุกเขต เพื่อยืนยันกับประชาชนว่า พวกเราพร้อมที่จะเดินหน้ารับใช้ประชาชน และยังมอบหมายให้นายสหัสวัต เป็นตัวแทนของพรรค เข้าไปดูแลพื้นที่เขต 6 ต่อจากนี้

ด้าน นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เมื่อได้รับฟังถึงเหตุผลที่ น.ส.กฤษฎิ์ แถลงเมื่อเช้านี้ ต่อข้อกล่าวหาหลายข้อที่มีต่อพรรค ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่ได้รับการผลักดันนโยบาย หรือประเด็นที่ตนเองอยากจะขับเคลื่อนนั้น ตนขอชี้แจงเป็นรายประเด็น ดังนี้ คือ

1.เรื่องการแก้ปัญหาการทำงานในพื้นที่ ที่ไม่เคยได้รับงบประมาณจากพรรคสักบาทเดียวในการทำกิจกรรม เราต้องยืนยันว่า ทางพรรคได้มีการสนับสนุน น.ส.กฤษฎิ์ ในการทำงานพื้นที่มาโดยตลอด ฝ่ายนโยบายเอง ก็เคยอนุมัติงบประมาณจากส่วนกลาง เพื่อให้ น.ส.กฤษฎิ์ ไปจัดกิจกรรมรับฟังความเห็นต่อการพัฒนานโยบายของพื้นที่ อ.ศรีราชา ตามที่ได้ขอเข้ามา ซึ่งในส่วนการให้งบประมาณทำกิจกรรม สส.เขตคนอื่นๆ ก็ทำงานในพื้นที่ได้อย่างราบรื่น ได้รับการสนับสนุน และความร่วมมือจากพรรคเป็นอย่างดีมาตลอด

2.ข้อกล่าวหาเรื่องการทำงานในคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน เราต้องบอกว่า ตั้งแต่เริ่มเปิดสภาฯ เราจะมีการให้ สส.ทุกคนได้เสนอมาว่า ตนเองอยากนั่งในคณะกรรมาธิการสามัญคณะใด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะได้นั่งในคณะกรรมาธิการสามัญในอันดับ 1 ที่ตนเองอยากได้ เนื่องจากต้องมีการจัดสรร

และ น.ส.กฤษฎิ์ นั้น เป็นหนึ่งใน สส.ไม่กี่คน ที่ได้นั่งในคณะกรรมาธิการสามัญอันดับ 1 ที่ตนเองเลือกมา เนื่องจากพรรคเห็นว่า ในพื้นที่ของ น.ส.กฤษฎิ์ มีท่าเรือแหลมฉบังอยู่ และพรรคก็คิดว่า น.ส.กฤษฎิ์ มีประเด็นที่น่าจะเข้าไปขับเคลื่อนในคณะกรรมาธิการได้ อีกทั้ง น.ส.กฤษฎิ์ ยังได้ตำแหน่งรองประธานคนที่ 1 ของอนุกรรมาธิการ และยังสามารถเลือกที่ปรึกษามาเสนอชื่อได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะช่วยเข้ามาทำงานในประเด็นที่ น.ส.กฤษฎิ์ ต้องการได้ ยืนยันว่า ไม่มีการปิดกั้นแต่อย่างใด

3.ข้อกล่าวหาเรื่องการไม่ได้รับความเคารพในสถานะทางเพศ ต้องยืนยันว่า ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน นี่เป็นค่านิยมหลัก ที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือการโอบรับความหลากหลายทางเพศ ความหลากหลายทางความเชื่อทุกรูปแบบ และขอยืนยันว่า ไม่มีการเหยียดสถานะทางเพศของ สส.คนใด หรือแม้แต่ประชาชนคนใดอย่างแน่นอน และหากมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราจะถือว่าเป็นการผิดวินัย เพราะว่าเป็นการไม่เคารพต่ออุดมการณ์หลัก และคุณค่าหลักที่พรรคยึดถือ

นอกจากนั้น พรรคก็ได้เปิดพื้นที่ให้ น.ส.กฤษฎิ์ ทำงานด้านความหลากหลายทางเพศ โดยร่วมอยู่ในทีมสภาความหลากหลายทางเพศเชิงประเด็นของพรรค มีส่วนร่วมในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) สมรสเท่าเทียม และมีส่วนร่วมอยู่ในทีมในการยกร่าง พ.ร.บ.รับรองทางเพศ ทั้งยังได้มอบหมายให้ได้ยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีอนามัยเจริญพันธุ์ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ถึงแม้ว่าขณะนี้ อาจจะยังไม่ได้สำเร็จครบถ้วนก็ตาม แต่พรรคก็เปิดพื้นที่ให้ น.ส.กฤษฎิ์ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ และพรรคเองก็เคยได้สนับสนุนงบประมาณในการทำกิจกรรมพื้นที่ของ น.ส.กฤษฎิ์ ในการรวบรวมความเห็น ของผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ศรีราชาด้วย

4.เรื่องเหตุการณ์การปรึกษาหารือ 2 นาที ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ตนยอมรับว่า มีการไปพูดคุยกับ น.ส.กฤษฎิ์ หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง แต่สิ่งที่เราพูดคุยกัน ไม่ใช่เรื่องของเนื้อหา และไม่ใช่เรื่องความไม่พอใจ แต่สิ่งที่เพื่อนไม่พอใจคือ เวลาก่อนเปิดประชุมนั้น ควรจะเป็นเวลาที่สะท้อนปัญหาของส่วนรวม หรือประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเรื่องนั้นไปแก้ไข ไม่ใช่พูดความต้องการส่วนตัว ว่าเขาเองต้องการที่จะทำอะไร หรือต้องการที่จะไปไหน

แต่อย่างไรก็ตาม พรรคยืนยันว่า สิ่งที่ น.ส.กฤษฎิ์ หารือไป ไม่ได้เป็นความผิด และพรรคไม่ได้มีการดำเนินการทางวินัยใดๆ ต่อ หลังจากเหตุการณ์นั้นเลย เพราะถือว่าเป็นการพูดคุยกันเฉยๆ ว่าการพูดการหารือโดยใช้ความต้องการส่วนตัวมาพูด ไม่เหมาะสมกับการทำงานในสภาเท่านั้น ย้ำว่า ไม่ได้มีการลงโทษ และไม่ได้มีการคว่ำบาตรใดๆ ทั้งสิ้น

นายปกรณ์วุฒิ ยืนยันว่า ได้พูดกับเพื่อน สส.ในที่ประชุม สส.โดยขอให้เก็บเหตุการณ์นี้ไว้ และให้ทุกคนร่วมงานกันในฐานะเพื่อนร่วมอุดมการณ์เหมือนเดิม ดังนั้น ยืนยันว่า การหารือของ สส.ในวันนั้น ทางพรรคไม่ได้มีการลงโทษ และไม่ได้มองว่าเป็นความผิดใดๆ ทั้งสิ้น

5.กรณีที่ น.ส.กฤษฎิ์ ระบุ พรรคประชาชนได้มีการเตรียมคนมาลงสมัครแทน ยืนยันว่า พรรคไม่มีนโยบายในการหาคนมาลงสมัครแทน เพราะการจะส่งใครลงสมัคร สส.ต่อหรือไม่นั้น พรรคมีกระบวนการ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยได้มีการสื่อสารกับ สส.ทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้น กระบวนการเหล่านี้ ในการหาผู้สมัครมาแทน สส.คนใดก็ตาม ที่เป็น สส.ปัจจุบัน ไม่มี เรายืนยันว่า ยังไม่ได้มีกระบวนการคัดสรรตรงนั้น

จากนั้น ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม โดยเมื่อถามว่า มีหน่วยงานไหนบ้างที่จะยื่นตีความ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียดในส่วนของชื่อหน่วยงาน แต่ยืนยันว่า มีมากกว่า 1 หน่วยงาน เนื่องจากต้องศึกษาเรื่องข้อกฎหมาย และเกรงว่าถ้าให้ข่าวไปตอนนี้ อาจจะมีการดำเนินการของฝั่งตรงข้าม ที่อาจจะทำคล้ายๆ ว่าเป็นการเสียรูปคดีได้ เพราะฉะนั้น ยืนยันว่า เราศึกษาทางช่องกฎหมายแล้ว และเราพบว่า มีช่องกฎหมายที่ดำเนินการในเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว

นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ในทางปฏิบัติของพรรค ไม่ได้ถือว่า น.ส.กฤษฎิ์ เป็นผู้แทนราษฎรของพรรคอีกต่อไป ส่วนการดำเนินการในทางนิตินัย หรือทางกฎหมาย ก็เป็นเรื่องมาตรการ ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนานเกินกว่า 1 เดือน เนื่องจากต้องรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ที่จะเกิดเหตุการณ์ในการแถลงข่าวของ น.ส.กฤษฎิ์ มีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการมาแล้วระดับหนึ่ง และนายปกรณ์วุฒิก็เป็นคนหนึ่งที่คุยกับ น.ส.กฤษฎิ์ โดยตรงมาตลอด ในฐานะที่คอยดูแล สส.ในภาพรวม ย้ำว่า พรรคเปิดกว้าง รับฟังทุกเหตุผลที่เขาให้มา แต่หลังจากที่ได้ฟังคำแถลงเหตุผลของเขา ก็พบว่า ทุกๆ อย่างไม่เป็นความจริง และพรรคได้เปิดกว้างให้กับเขามามากเพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้น เหลือเพียงเหตุผลสุดท้าย ที่อาจจะเชื่อได้ว่า การที่ตัวเขาเองแถลงว่า จริงๆ อยากลาออกในตอนแรก แต่สุดท้ายตัดสินใจอยากจะให้พรรคขับออกนั้น เพราะว่าอยากจะย้ายไปยังพรรคกล้าธรรม ซึ่งเรื่องนี้ ตนเองก็อาจจะไม่สามารถตัดสินได้ แต่ให้สาธารณชนลองประเมินในสถานการณ์ภาพรวมตามบริบททางการเมือง ที่พรรคการเมืองบางพรรค ก็พยายามที่จะดึงดูด สส.เข้าไปในพรรคตัวเองให้มากที่สุดหรือไม่ เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองเก้าอี้คณะรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะอาจจะมีการปรับ ครม.ในเร็วๆ นี้

สำหรับกรณีจะมี สส.คนอื่นๆ ย้ายไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลอีกหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ ยืนยันตามข้อมูลที่ทราบ และจากการที่ได้พูดคุยกับคนในพรรค ว่าไม่มีแน่นอน และเชื่อมั่นว่าเพื่อน สส.ที่เหลืออยู่ ไม่มีใครที่จะย้ายไปอยู่ฝั่งรัฐบาลแน่นอน สำหรับกรณีที่ระบุพรรคไม่ได้ลงช่วยด้วยนั้น พรรคได้เปิดโอกาส และใช้กลไกเครื่องมือหลายๆ อย่าง ในการสนับสนุนการทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่แล้ว

ส่วนข้ออ้างว่าเป็นพรรคฝ่ายค้าน แล้วไม่สามารถดำเนินการอะไรได้แบบพรรคฝ่ายรัฐบาลนั้น ตนคิดว่าเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ในฐานะที่คุณเป็นผู้แทนราษฎร คุณต้องรู้หน้าที่ของคุณในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ว่าเป็นหน้าที่ในการตรวจสอบ แน่นอนที่สุด ถ้าอาศัยกลไกใดๆ ในการช่วยผลักดัน การที่รัฐบาลหรือคนที่มีอำนาจฝ่ายบริหารแก้ไขปัญหาบางอย่างให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ก็เป็นสิ่งดี แต่ข้ออ้างว่า ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ จึงต้องย้ายไปพรรคกล้าธรรมนั้น ตนคิดว่าเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น หากมองว่าอะไรที่เป็นแรงจูงใจหลักๆ ก็น่าจะเกิดจากการที่ได้มีการพูดคุยระหว่างเจ้าตัวกับคนในพรรคกล้าธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือพูดง่ายๆ คือดีลเกิดขึ้นแล้วแน่นอน ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่ตั้งวันที่จะมาแถลงข่าวในวันนี้ และประกาศตัวอย่างชัดเจน

นายณัฐพงษ์ ยังย้ำว่า จะมีการพิจารณาดำเนินการทางวินัยแน่นอน อย่างเช่นการตัดสิทธิ์พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคทุกอย่าง ส่วนการจะขับออกหรือไม่ขับออกนั้น เชื่อว่าวิญญูชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน และผู้ที่กำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ ทุกคนอยากจะให้พรรคดำเนินการลงโทษ ไม่ให้คนที่ทรยศต่อเสียงที่ประชาชนเลือกมา ได้สิ่งที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้น การขับออก ณ ตอนนี้ สำหรับพวกเราเองมองว่า ไม่ได้เป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่ทางเลือกที่เหมาะสม ซึ่งเป็นทางเลือกสำรองในกรณีที่ถูกตีความว่า หนังสือฉบับนี้ ไม่ได้เป็นการลาออกจากสมาชิกพรรค ก็คือการดองงูเห่าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่จะส่งผลให้ถูกขับออก ก็อาจจะเป็นช่องโหว่ทางรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ตอนแรกเจตนาของผู้ยกร่าง ต้องการให้ สส.มีเอกสิทธิ์ ไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบงำของพรรคการเมือง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือเจ้าตัว สส.นั้น ไม่ได้ปฏิบัติอุดมการณ์พรรคอีกต่อไป ความต้องการที่จะย้ายพรรค ด้วยข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย ที่เขาไม่สามารถลาออกได้ด้วยตัวเองได้ หรือต้องพยายามบังคับให้เราขับออกนั้น ถ้าดูตามเจตนารมย์เป็นตัวตั้ง ทั้งของรัฐธรรมนูญเอง รวมถึงที่เจ้าตัวออกมาแสดงเจตนาชัด ว่าไม่ต้องการเป็นสมาชิกของพรรคประชาชนต่อไปก็ตาม ตนคิดว่าสิ่งที่พวกเราจำเป็นต้องทำ เพื่อใช้ในการลงโทษเขา ก็คือการที่ไม่ให้สิ่งที่เขาต้องการ การขับออกไม่ใช่ทางเลือก

ส่วนเรื่องของมาตรการในการกระทำความผิดทางวินัยในต่างๆ เช่น ตามระเบียบข้อบังคับวินัยพรรคเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งเราเองก็ต้องลงโทษที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้คนที่กระทำผิดต่ออุดมการณ์พรรคได้สิ่งที่เขาต้องการด้วยการอาศัยช่องว่างของกฎหมาย

– 006

‘ดร.กิตติธัช’ ชี้มันคือ ‘ธุรกิจการเมือง’ พรรค’เล็ก-กลาง’ทุ่มไม่อั้น หวังเก้าอี้รัฐมนตรีทำกำไร

'ดร.กิตติธัช' ชี้มันคือ 'ธุรกิจการเมือง' พรรค'เล็ก-กลาง'ทุ่มไม่อั้น หวังเก้าอี้รัฐมนตรีทำกำไร

‘ดร.กิตติธัช’ ชี้มันคือ ‘ธุรกิจการเมือง’ พรรค’เล็ก-กลาง’ทุ่มไม่อั้น หวังเก้าอี้รัฐมนตรีทำกำไร

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

‘ดร.กิตติธัช’ นักวิชาการอิสระ เปิดเหตุผลทำไม ทำไมบางพรรคการเมืองถึงกล้าซื้อตัวสส.เป็นเงินหลายสิบล้าน ชี้มันคือธุรกิจการเมือง

วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กว่ามีคนถามว่าทำไมบางพรรคการเมืองถึงกล้าซื้อตัวสส.เป็นเงินหลายสิบล้าน (เลือกตั้งรอบที่แล้วบางคนถูกซื้อตัวไป 30 ล้าน รอบนี้มีข่าวถึง 50 ล้าน)

โดยคนตั้งคำถามกันเยอะ ว่ามันจะไปคุ้มค่าอะไร โดยเฉพาะซื้อจากพรรคสีส้ม ที่ผู้สมัครไม่ได้มีคะแนนด้วยตัวเองแต่มาจากกระแสความนิยมของพรรค เพราะเลือกตั้งครั้งหน้า สส.คนนี้ก็สอบตกกระจุยกระจายแน่นอน

คำตอบคือ “มันคือธุรกิจการเมือง” ครับ

เวลาที่พรรคการเมือง ขนาดเล็กหรือขนาดกลางขาดเสียง สส.จำนวนหนึ่งที่จะทำให้ได้ตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรี เขาก็จะใช้วิธีการแบบนี้ เพื่อให้มีคะแนนเสียงพอสำหรับการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ก่อนเข้าร่วมรัฐบาล

สมมุติว่าขาดไป 3 เสียง และต้องการรีบปิดดีล ก็เสนอไป 55 ล้าน (แบบที่เป็นข่าวกันตอนนี้) รวมยอดก็ 165 ล้าน บวกเงินเดือนเดือนละ 250,000 บาทอีก 24 เดือน รวมกันก็เป็น 12 ล้านต่อคนจนหมดสมัยสภาฯ

เท่ากับว่าการซื้อตัวสส.ครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายประมาณ 201 ล้านบาท

หมายความว่าในระหว่าง 2 ปีที่เหลือ รัฐมนตรีจะต้องหาเงินทอนจากโครงการต่างๆ ในตำแหน่งที่ได้ให้ได้มากกว่านั้นเพื่อให้ได้ “กำไร” ในธุรกิจการเมือง

รวมไปถึงกระสุนที่จะใช้สำหรับซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย

ทุกพรรคฝั่งขวา-ฝั่งอนุรักษ์นิยม ทำพฤติกรรมแบบนี้หมด ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ตาม

เวลาเขาปิดห้องคุยกัน เขาคุยกันแต่เรื่องแบบนี้ ไม่มีหรอกครับที่มาพูดถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไรให้ดีอะไรให้ดีขึ้น แบบที่ออกข่าวสร้างภาพกันไปตามหน้าสื่อมวลชน…

ส่วน สส.งูเห่า พรรคสีส้ม ที่โดนซื้อตัวเขาก็มองแล้วว่าเขาได้เงิน 30-50 ล้านบวกกับเงินเดือนอีกเดือนละหลายแสน เขาก็มองว่าเขาใช้ชีวิตสุขสบายได้ไปจนแก่ตาย ทำไมจะต้องมารอลุ้นว่าจะได้เป็นสส.รอบหน้า (ที่ได้เงินเดือนเดือนละแสนกว่าบาท) หรือไม่

#การเมืองที่แท้จริงมักจะขมเสมอ

ขอความเป็นธรรม! ‘แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ’ส่งทนายร้อง‘สธ.’ปม‘ทักษิณ’ชั้น 14

ขอความเป็นธรรม! ‘แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ’ส่งทนายร้อง‘สธ.’ปม‘ทักษิณ’ชั้น 14

ขอความเป็นธรรม! ‘แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ’ส่งทนายร้อง‘สธ.’ปม‘ทักษิณ’ชั้น 14

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.57 น.

เมื่อวันที่ 13 พฤศภาคม 2568 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายเนติธร หลินตะกูล ทนายความ ผู้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กับ ว่าที่นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข จากกรณีที่ประชุมแพทยสภา มีมติลงโทษ 3 แพทย์ คดีจริยธรรมที่เกี่ยวกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับการรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีแพทย์ 1 คน ถูกว่ากล่าวตักเตือน ส่วนแพทย์อีก 2 คน ถูกพักใช้ใบอนุญาต เนื่องจากพบให้ข้อมูลทางการแพทย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง

โดย นายเนติธร ทนายความ กล่าวว่า ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกสภาพิเศษ เพื่อให้ทบทวนในคำสั่งของแพทยสภา ขอชี้แจงตามรายละเอียดในหนังสือที่ยื่นร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจาก พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เกิดความไม่สบายใจที่ได้เห็นข่าวจากสำนักต่างๆ เลยขอใช้สิทธิ์ในการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งข่าวที่ออกไปกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณของท่าน เคสนี้ท่านมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว จึงได้มอบหมายให้ทนายความมายื่นเรื่องแทน

ด้าน ว่าที่นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า วันนี้ตนเป็นผู้แทน รมว.สาธารณสุข รับเรื่องร้องทุกข์จากกรณีที่แพทยสภามีความเห็นลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคของนายทักษิณ โดยเอกสารคำร้องมี 2 หน้า ส่วนเอกสารอื่นๆ ตนยังไม่เห็น แต่หลักๆ เป็นการโต้แย้งกรณีที่อุปนายกแพทยสภา คนที่หนึ่ง ระบุว่า ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามีอาการป่วยวิกฤต โดย พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ ระบุถึงประเด็นการรักษาที่มีการวินิจฉัยตามเวชระเบียนที่มีอยู่

ว่าที่นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ป่วยวิกฤตหรือไม่ในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ผู้ป่วยอาจอาการดีขึ้นตามลำดับ จึงมองว่าไม่ได้เป็นการพิจารณาจากข้อมูลการวินิจฉัยในช่วงนั้นทั้งหมด จึงมาขอความเป็นธรรม ส่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษฯ นำไปประกอบการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ท่าน รมว.สาธารณสุข ก็ยังไม่ได้รับหนังสือจากทางแพทยสภา แต่ถ้าได้รับวันไหนก็จะมีกรอบเวลาดำเนินการภายใน 15 วัน ตนก็จะเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาช่วยพิจารณาข้อมูลต่างๆ แต่เป็นคณะทำงานที่ไม่ได้ตั้งขึ้นตามระเบียบกฎหมาย เป็นการตั้งขึ้นมาส่วนตัว รมว.สาธารณสุข เท่านั้น คาดว่าจะได้เห็นรายชื่อคณะทำงานเร็วๆ นี้

“ตนได้รับการติดต่อมาจากทีมงานของ พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ ว่าจะมายื่นเรื่อง ดังนั้น ทนายเป็นผู้รับเอกสารมาให้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดกับทนายความไว้ แต่เป็นการยื่นหนังสือร้องทุกข์ ลงเลขรับเอกสาร แต่พูดคร่าวๆ ได้ว่าท่านรับทราบจากสื่อว่ามีการลงโทษแพทย์ เชื่อว่าท่านจะทราบ เพราะกระบวนการที่จะลงโทษได้ จะต้องมีการไต่สวน ที่จะพอรู้ว่าใครจะถูกไต่สวนบ้าง ดังนั้น ไม่ยากที่เจ้าตัวจะพออนุมานได้ว่าน่าจะเป็นท่านที่จะถูกดำเนินการเรื่องนี้” กล่าวและว่า ประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรมมา สืบเนื่องจากอุปนายกแพทสภาแจ้งเรื่องข้อมูลเชิงประจักษ์ เรื่องการรักษาท่านนายกทักษิณ ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่อย่างไร เป็นสิ่งที่ท่านมีสิทธิอธิบายต่อสภานายกพิเศษฯ ว่าท่านมีอีกหนึ่งชุดข้อมูล เพื่อใช้ในการพิจารณาว่าท่านจะมีความเห็นชัดเจน ในมุมที่ท่านคิดว่ายังไม่ได้มีการชี้แจ้งต่อแพทยสภาหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่วันนี้มีการยื่นเรื่องเพิ่มเติม

– 006

สู้กันยาว…ยื้อถึงที่สุด?! ‘ดร.อานนท์’แว่วมาว่า‘นายกสภาพิเศษ’จะวีโต้มติแพทยสภา

สู้กันยาว...ยื้อถึงที่สุด?! ‘ดร.อานนท์’แว่วมาว่า‘นายกสภาพิเศษ’จะวีโต้มติแพทยสภา

สู้กันยาว…ยื้อถึงที่สุด?! ‘ดร.อานนท์’แว่วมาว่า‘นายกสภาพิเศษ’จะวีโต้มติแพทยสภา

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า ได้ข่าวว่านายกสภาพิเศษจะวีโต้มติแพทยสภา

หมอที่จะถูกลงโทษจะฟ้องศาลปกครอง

สู้กันยาว

เข้าใจได้

ทุกคนอยากยื้อให้เข้าคุกหลังเกษียณช้าสุด

ตายไปก่อนคดีจะสิ้นสุดคือดีของพวกเขา

ข่าวแว่วมาว่ากรรมการแพทยสภารวมเสียงมากกว่าสองในสามจะโต้ที่รมว.วีโต้มาเช่นกันครับ