‘สรวงศ์’เผยเล็งพิจารณาร้านอาหาร-ของชำขายเหล้าวันพระใหญ่ได้

'สรวงศ์'เผยเล็งพิจารณาร้านอาหาร-ของชำขายเหล้าวันพระใหญ่ได้

‘สรวงศ์’เผยเล็งพิจารณาร้านอาหาร-ของชำขายเหล้าวันพระใหญ่ได้

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

‘สรวงศ์’ระบุขายเหล้าวันพระใหญ่โซนท่องเที่ยว เน้นบังคับกฎหมาย ควบคุมอายุคนซื้อ เล็งพิจารณาร้านอาหาร-ของชำเพิ่ม ส่วน’เที่ยวคนละครึ่ง’รอสำนักงบพิจารณา คาดต้นเดือนหน้ารู้ผล

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา กล่าวถึงการขยายพื้นที่การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มในวันพระใหญ่ ว่า เพิ่งผ่านมาได้วันเดียวยังไม่รู้ว่าตัวเลขเป็นอย่างไร แต่หากทำให้ถูกกฎหมาย และควบคุม ดีกว่าปิดกั้น จนไปแอบทำกัน เพราะทราบดีอยู่แล้วว่าทุกวันพระใหญ่ยังมีการแอบขายเหล้า อย่างไรก็ตาม ระหว่างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเรื่องศีล คงเทียบกันไม่ได้ คนจะดื่มอย่างไรก็ต้องดื่ม เพียงแต่ทำให้ถูกกฎหมายควบคุมเรื่องสถานที่การจำหน่าย อายุของผู้ซื้อ ในส่วนของร้านอาหาร ร้านขายของชำ ต้องดูเป็นโซนไป หากเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ต้องพิจารณาเพื่อให้สามารถขายได้ เพราะส่วนใหญ่คนต่างชาติที่มาท่องเที่ยวเมืองไทย ไม่ทราบว่าวันไหนเป็นวันพระใหญ่ที่ห้ามขาย

นายสรวงศ์ กล่าวว่า ส่วนโครงการเที่ยวคนละครึ่งนั้น วันนี้ยังไม่ได้เข้าที่ประชุม ครม. โดยขึ้นอยู่กับขั้นตอน เพราะเบื้องต้นต้องไปที่สำนักงบประมาณ แล้วจะทำเรื่องเข้าสู่ ครม. เพื่อเป็นกรอบกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกรอบวงเงินน้อยกว่าที่ขอไปเล็กน้อย เพื่อนำมาใช้ใน 3 ส่วน คาดว่าปลายเดือน พ.ค.นี้หรือต้นเดือนหน้า แต่ในระหว่างนี้ให้ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ลงทะเบียนไว้ก่อน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอนุมัติแล้วก็ดำเนินการได้ทันที เพราะใช้ระบบคล้ายของเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

‘สรวงศ์’บอก’ภูมิใจไทย’การันตีแล้วไม่คว่ำงบฯ 69

'สรวงศ์'บอก'ภูมิใจไทย'การันตีแล้วไม่คว่ำงบฯ 69

‘สรวงศ์’บอก’ภูมิใจไทย’การันตีแล้วไม่คว่ำงบฯ 69

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

‘สรวงศ์’ลั่นพิจารณางบฯ วาระ 1 ทุกพรรคควรเห็นไปในแนวเดียวกัน บอก ภท.การันตีแล้วไม่คว่ำกม.

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ทางพรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจงชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เนื่องจากเป็นการพิจารณาร่วมกัน โดยในวาระที่ 1 ทุกพรรคการเมืองควรจะเห็นไปในแนวทางเดียวกัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะเข้าไปสู่ขั้นตอนของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ส่วนการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ได้มีการพูดคุยกันมาตลอด และเท่าที่ตนติดตามข่าว พรรคภูมิใจไทยมีการชี้แจงแล้วว่าจะไม่มีการคว่ำงบอย่างแน่นอน

‘สรวงศ์’โดดป้อง’สส.ฟลุ๊ค’ บอกอาจอัดอั้นหลังครอบครัว’หลีนวรัตน์’ถูกกระแสโถมใส่

'สรวงศ์'โดดป้อง'สส.ฟลุ๊ค' บอกอาจอัดอั้นหลังครอบครัว'หลีนวรัตน์'ถูกกระแสโถมใส่

‘สรวงศ์’โดดป้อง’สส.ฟลุ๊ค’ บอกอาจอัดอั้นหลังครอบครัว’หลีนวรัตน์’ถูกกระแสโถมใส่

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

‘สรวงศ์’โดดป้อง’สส.ฟลุ๊ค’หลังโพสต์เดือด บอกเจ้าตัวอาจอัดอั้นหลังครอบครัว’หลีนวรัตน์’ถูกกระแสโถมใส่ ระบุบ่ายนี้จะถามสาเหตุ

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ สส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์ผ่านเฟซุบุ๊กภายหลังครอบครัวหลีนวรัตน์ ชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีธัญบุรี และสภาเทศบาลตำบลธัญบุรี โดยใช้ข้อความไม่เหมาะสม ว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัว และเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยอาจจะต้องเรียกมาสอบถามในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรคถึงสาเหตุว่าเหตุใดจึงต้องโพสต์ข้อความลักษณะเช่นนั้น ตนก็ได้ติดตามข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น น่าจะเป็นความอึดอัดของตัว สส.ที่ต้องยอมรับว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา 1-2 เดือนค่อนข้างหนักสำหรับครอบครัว ทั้งเรื่องโซเชียลมีเดีย และหลังเลือกตั้งเสร็จก็ยังมีการพูดจาดูถูกผู้ที่ไปลงคะแนนให้ จึงอาจเป็นความอัดอั้นส่วนตัว โดยช่วงบ่ายวันนี้ (13 พ.ค.) จะมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ตนจะลองสอบถามดู

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการตักเตือนหรือแนะนำนายมนัสนันท์หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า จริงๆ ต้องถามก่อน จะตักเตือนเลยก็ไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นความอัดอั้นส่วนตัว เป็นคนปกติก็อาจจะทนไม่ได้นานขนาดนี้ ซึ่งค่อนข้างที่จะเห็นใจทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง สส.ของพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ จ.ปทุมธานีในอนาคตหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ต้องแยกแยะ เพราะการเมืองท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าท้องถิ่น แต่หากถามว่ามีความเกี่ยวเนื่องหรือไม่ ก็ยอมรับว่ามี ซึ่งจะต้องทำการบ้านมากขึ้น

‘อิ๊งค์’งงข่าว’ยุบสภาฯ’ ยัน’พรรคร่วมฯ’แน่นปึ้ก ลั่น!คุมสถานการณ์ได้ไม่เกินมือ

'อิ๊งค์'งงข่าว'ยุบสภาฯ' ยัน'พรรคร่วมฯ'แน่นปึ้ก ลั่น!คุมสถานการณ์ได้ไม่เกินมือ

‘อิ๊งค์’งงข่าว’ยุบสภาฯ’ ยัน’พรรคร่วมฯ’แน่นปึ้ก ลั่น!คุมสถานการณ์ได้ไม่เกินมือ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

“อิ๊งค์”งงข่าวยุบสภาฯ ยันสัมพันธ์พรรคร่วมเหมือนเดิม โบ้ยสื่อโยงนั้นโยงนี้ ลั่น!คุมสถานการณ์ได้ไม่เกินมือ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวจะมีการยุบสภาฯ ช่วงสุดสัปดาห์ ว่า จริงๆ ได้สอบถามคนในพรรค เพราะงงกับข่าวที่ออกมาว่าทำไมถึงยุบสภาฯ พร้อมย้อนถามสื่อว่า จะยุบเพราะอะไร สื่อจึงตอบไปว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะคว่ำร่างกฎหมายงบประมาณปี 69 เพราะไม่พอใจคดีฮั้ว สว.ซึ่ง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่มีเลย จริงๆ การทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพรรคร่วม ซึ่งไม่มีเรื่องของการยุบสภาฯ อะไรเลย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผ่าตัดตาอยู่ ซึ่งตนไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับนายอนุทิน เพียงแต่อวยพรให้หายเร็วๆ และความจริงสื่อช่วยกันคิดก็ได้ว่าทำไมถึงมีข่าวแบบนี้ออกมา

เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐบาลยังเหนียวแน่นเหมือนเดิมใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เหมือนเดิมไม่มีอะไร

เมื่อถามว่า สถานการณ์ตอนนี้ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณสองคน คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ภูมิใจไทย กำลังสู้รบกันอยู่ เกินมือนายกฯ ที่จะจัดการปัญหาแล้วหรือไม่ น.ส.แพทองธาร หัวเราะ ก่อนตอบว่า สื่อชอบโยง โยงนั้นโยงนี้ โยงจนบางทีงงว่าบางเรื่องมันเกี่ยวข้องกันจริงๆ หรือไม่ แต่ไม่มีอะไร ทั้งสองท่านคิดว่าคุยกันนอกรอบได้อยู่แล้ว แต่เรื่องปัญหาของรัฐบาลเรามีหน้าที่รักษาเสถียรภาพอยู่แล้ว ถามว่าเกินมือหรือไม่ที่ตัวดิฉันเองจะเข้าไปเกี่ยวข้อง จะเกินมือได้อย่างไร ในเมื่อดิฉันเป็นนายกฯ อยู่

เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจจะคุมเสถียรภาพรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า เรื่องเสถียรภาพรัฐบาลต้องมั่นใจอยู่แล้ว ต้องคุมให้ได้ อีกเรื่องถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้นผู้นำทางจิตวิญญาณหรืออะไรต้องเกิดขึ้นนอกระบบ แต่ถ้าอยู่ในระบบอยู่ในการจัดตั้งรัฐบาล มันคงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะทั้งสองท่านไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล

เมื่อถามว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนดื้อจะจัดการอย่างไร น.ส.แพทองธาร หัวเราะ ก่อนตอบว่า “พูดเหมือนเป็นลูก ไม่ใช่นะคะ บอกแล้วว่าการมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค มีความคิดเห็นไม่ตรงกันอยู่แล้ว ในพรรคยังคิดไม่ตรงกันเลย แต่ต้องหาข้อสรุปจนได้ อะไรที่ติดขัดต้องช่วยกันพูดคุยกันเท่านั้น พอมันถึงเรื่องใหญ่พรรคร่วมรัฐบาลก็โทรหากันอยู่แล้ว ต้องคุยกันนอกรอบก่อน”

เมื่อถามว่า เวลามีกฎหมายสำคัญเข้าสภาฯ เช่น เรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือกฎหมายงบ ต้องมีประเด็นเพื่อไทย ภูมิใจไทยตลอด น.ส.แพทองธาร ตอบว่า นั่นสิ สื่อมวลชนช่วยตอบให้หน่อยทำไมเป็นข่าวทุกทีเลย เป็นเพราะสื่อหรือไม่

‘พล.ท.ยอดชัย’ร้อง DSI สอบเงินสมัครสว.ส่อผิดปกติ แย้มมีผู้สมัครส่งซิกวันลงคะแนน

‘พล.ท.ยอดชัย’ร้อง DSI สอบเงินสมัครสว.ส่อผิดปกติ แย้มมีผู้สมัครส่งซิกวันลงคะแนน

‘พล.ท.ยอดชัย’ร้อง DSI สอบเงินสมัครสว.ส่อผิดปกติ แย้มมีผู้สมัครส่งซิกวันลงคะแนน

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

‘พล.ท.ยอดชัย’อดีตรอง ผอ.รมน.ภาค 4 อดีตผู้สมัคร‘สว.หาดใหญ่’ ร้อง‘ดีเอสไอ’สอบสวนความผิดปกติปัญหาเงิน‘ค่าสมัคร’ 2,500 บาท เข้าเป็นรายได้แผ่นดินหรือไม่ แย้มพบความผิดปกติของผู้สมัคร สว.ระดับอำเภอหาดใหญ่ในกลุ่มอาชีพที่ 1 ในวันลงคะแนน มีการส่งซิกกันให้เลือกลงคะแนนให้กัน

13 พฤษภาคม 2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ท.ยอดชัย ยั่งยืน อดีตรอง ผอ.รมน.ภาค 4 ในฐานะอดีตผู้สมัคร สว.อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เดินทางเข้ายื่นเอกสารหลักฐานต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้สืบสวนสอบสวนความผิดปกติในการเลือก สว.ระดับอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งปัญหาเรื่องเงินค่าสมัคร 2,500 บาท ที่จะเชื่อมโยงถึงการเลือกตั้งแบบจัดตั้ง โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้แทนรับเรื่อง

พล.ท.ยอดชัย กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมายื่นสำเนาเอกสาร 7 รายการต่ออธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดไม่นำเงินค่าสมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าเป็นรายได้แผ่นดิน จำนวน 2,500 บาท เนื่องจากตามระเบียบของ กกต. แล้วจะต้องนำเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน แต่เท่าที่ตรวจสอบโดยการสอบถามไปยัง ป.ป.ช. และ สตง. ตนยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา จึงมีข้อสงสัยว่าเงิน 2,500 บาทนี้ ตามระเบียบแล้วจะต้องนำเข้าคลังจังหวัดภายในเวลา 3 วัน จากนั้นทางคลังจังหวัดจึงจะส่งไปยังกระทรวงการคลัง แต่เมื่อตนตรวจสอบไปยังกระทรวงการคลังพบว่ายอดเงินนี้ไม่มีเข้าในบัญชีงบประมาณกระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ ตนตั้งข้อสงสัยว่ากรณีที่เงินค่าสมัคร 2,500 บาทนี้ไม่ถูกนำเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน เนื่องจากมีการแจ้งว่ารับเฉพาะเงินสดเท่านั้น แต่ตามระเบียบแล้ว สามารถรับในรูปแบบเช็คได้ นอกจากนี้ ตนยังได้ส่งเรื่องไปยัง สตง. ว่ามีเงินนำเข้าเป็นรายได้แผ่นดินหรือไม่ เนื่องจากมียอดเงินไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท โดยทาง สตง. ตอบกลับว่า เป็นการเสนอเรื่องที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ต่อมาตนจึงได้เสนอไปยัง ป.ป.ช. แต่ก็ยังไม่มีคำตอบกลับมาจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งต่อไปยังดีเอสไอช่วยตรวจสอบ

“หากเงินค่าสมัครดังกล่าวไม่ถูกนำเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน แล้วถูกนำไปใช้อย่างอื่น มันจะเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นความไม่ชอบธรรม มีการสร้างเครือข่าย เป็นการฮั้วหรือไม่” พล.ท.ยอดชัย กล่าว

พล.ท.ยอดชัย กล่าวด้วยว่า เหตุผลที่ตนมายื่นให้ตรวจสอบในวันนี้ ไม่ใช่อยู่ดี ๆมายื่นตรวจสอบ แต่เพราะตนได้ยื่นเรื่องตั้งแต่มีติดรายชื่อผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอบนป้ายบอร์ด ให้เกิดการตรวจสอบว่ารายชื่อทั้งหมดนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่ ซึ่งตนได้ทำเรื่องท้วงติงไปยังอำเภอ แต่ทางอำเภอก็ดำเนินการไปเรื่อย ๆ จนการเลือก สว.เสร็จสิ้น จนตนได้ดำเนินการส่งเรื่องคัดค้านไปยัง กกต. ว่าการเลือก สว.นี้เป็นโมฆะ เพราะเจ้าหน้าที่ กกต. ไม่ตรวจสอบหลักฐาน สว.4 ซึ่งเป็นหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ และยังได้ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 108 ระบุว่า ผู้ที่สมัครสมาชิกวุฒิสภาจะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ หรือทำงาน 10 ปี แต่มันต้องไม่ใช่เป็นการเอาลูกจ้างเข้ามา

ทั้งนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพที่ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับตนนั้น พบว่าหลายคนมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กำหนด บางคนเป็นข้าราชการครู บางคนเป็นข้าราชการกรมชลประทาน บางคนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ยังมีลูกจ้างเทศบาลด้วย

“ในวันที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอหาดใหญ่ ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ พบความผิดปกติการดำเนินการหละหลวม อาทิ  มีการส่งซิกในห้องกันอย่างเปิดเผย ซึ่งถึงแม้จะมีกล้องวงจรปิด ก็ควรมีการตรวจสอบ เพราะหากไปย้อนดูในการประชาสัมพันธ์จะมีการเข้มงวดมาก ไม่ว่าจะเป็นการใส่เสื้อสีเดียวกัน หรือการนั่งจับกลุ่มกัน การส่งสัญญาณจะไม่สามารถดำเนินการได้ แต่พอในการปฏิบัติจริงผู้สมัครกลับมีการชี้นิ้วให้ลงคะแนนให้แก่กัน แต่ตนไม่เห็นโพย เห็นเพียงการส่งซิกให้กันอย่างน่าเกลียด” พล.ท.ยอดชัย กล่าว

พล.ท.ยอดชัย กล่าวว่า ดังนั้นตนมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดนี้ด้วย เพราะในวันนั้นไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ กกต. จังหวัดมาตรวจสอบความเข้มงวดมาก มีแค่เดินไป-มา และเจ้าหน้าที่ กกต.ระดับอำเภอก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไร”

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เผยว่า ภายหลังจากที่รับเอกสารของผู้ร้องแล้วก็จะนำเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลเรื่องโดยกองบริหารคดีพิเศษ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดก่อนนำเสนอไปยังอธิบดีดีเอสไอ เนื่องจากเรื่องที่ผู้ร้องนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรงกับคดีฮั้ว สว. ที่ดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการ แต่เป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงินค่าสมัครสมาชิกวุฒิสภา 2,500 บาทที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำเข้าเป็นรายได้แผ่นดินหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะต้องดูพยานเอกสารที่ผู้ร้องได้ส่งแนบมาประกอบการพิจารณาต่อไป

ย้ำคำเดิม’ทักษิณ’ป่วยจริง ‘อิ๊งค์’แจงปมชั้น 14 เริ่มและจบก่อนเป็นนายกฯ

ย้ำคำเดิม'ทักษิณ'ป่วยจริง 'อิ๊งค์'แจงปมชั้น 14 เริ่มและจบก่อนเป็นนายกฯ

ย้ำคำเดิม’ทักษิณ’ป่วยจริง ‘อิ๊งค์’แจงปมชั้น 14 เริ่มและจบก่อนเป็นนายกฯ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

“แพทองธาร”ไม่คิดถูกตีกรอบจากอนุรักษ์ปมชั้น 14 แจงเริ่มและจบก่อนเป็นนายกฯ ยันคำเดิม”ทักษิณ”ป่วยจริง

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่นอนรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเตรียมไต่สวนเรื่องดังกล่าว เป็นการสะท้อนว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมและชนชั้นนำไม่ไว้ใจ พยายามล้อมกรอบพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือไม่ โดยนายกฯ ย้อนถามว่า แบ่งเป็นชนชั้นใช่หรือไม่ ความจริงแล้วเรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ และยังไม่มีแพทยสภาคนใดออกมาพูดว่านายทักษิณ ป่วยจริงหรือไม่จริง ยังไม่ได้มีข้อสรุปตรงนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกระบวนการ แต่จะแปลว่าอย่างไรไม่ทราบ จะเป็นชนชั้นอะไรอย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย

เมื่อถามว่า หลังแพทยสภามีมติอะไรออกมามีผลกระทบอะไรมาถึงนายทักษิณ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี คุณพ่อเตรียมที่จะชี้แจง ก็แค่นั้น ให้เป็นไปตามกระบวนการ โดยจะชี้แจงตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามต่อว่า นายกฯ และนายทักษิณ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ แต่มีแทพย์ถูกตักเตือนจากเรื่องนี้ นายกฯ กล่าวว่า ต้องมีการชี้แจงกันต่อไป จะบอกว่าไม่มีผลกระทบก็ไม่ใช่ เพราะกระทบมาตลอดอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าเราจะทำอย่างไร มันมีคำถามว่ากระทบอย่างไร มันกระทบอยู่แล้วตั้งแต่มีการตัดสินว่าติดคุก มันกระทบตั้งแต่ตอนได้รับคดีนี้ ดิฉันพูดถึงความรู้สึกว่ารู้สึกอย่างไร มันรู้สึกมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ถามว่าเราทำอะไรได้บ้างดีกว่า สิ่งที่ทำได้คือชี้แจงข้อเท็จจริงตามหลักฐานและสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อถามอีกว่า ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบมาเป็นประเด็นการเมืองโจมตีตัวนายกฯ และพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นการป่วยทิพย์ จะสามารถชี้แจงสังคมได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ชี้แจงได้ ตนพูดมาตลอดว่าท่านทักษิณอายุมากแล้ว ป่วยเป็นโควิต-19 ตั้งแต่ก่อนกลับมาประเทศไทย ช่วงที่อายุ 72 ปี ตอนนั้นไม่สบายหนัก มีประวัติการป่วยอยู่แล้วตั้งแต่รักษาที่ต่างประเทศ มันเกี่ยวเนื่องกันมา ทางการแพทย์จริงๆ มีประวัติการรักษา สามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว ส่วนที่โจมตีว่าป่วยทิพย์นั้น เราชี้แจงตามข้อเท็จจริง ถ้าใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สามารถห้ามได้ เรื่องผลกระทบที่จะมาถึงตนนั้น ขอทำความเข้าใจว่า เรื่องชั้น 14 เริ่มและจบลงก่อนดิฉันเป็นนายกฯ พูดไปหลายรอบแล้ว แต่ก็มีหลายฝ่ายพยายามทำให้เข้าใจผิดว่าดิฉันเข้าไปยุ่งกับกระบวนการ ไปแทรกแซงต่างๆ ซึ่งดิฉันไม่มีอำนาจอะไรเลย จะแทรกแซงอย่างไร มันจบเรื่องคุณพ่อชั้น 14 ก่อนที่ดิฉันเป็นนายกฯ ตั้งหลายเดือน มันชัดเจนด้วยกรอบเวลา อันนี้ก็ไม่รู้จะชี้แจงอย่างไร และจากที่ได้เจอกับท่านทักษิณ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้คุยกันว่าจะไปชี้แจงศาลในวันที่ 13 มิ.ย.นี้

เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันว่านายทักษิณ ป่วยจริงเหมือนที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ค่ะ ยังยืนยันเหมือนเดิม” เมื่อถามอีกว่า คำแถลงของแพทยสภาเหมือนสวนทาง นายกฯ ย้อนถามว่า “ท่านป่วยจริงหรือไม่” สื่อจึงตอบว่า ไม่ได้ชัดขนาดนั้น ระบุเพียงว่าแพทย์มีความบกพร่องในการทำหน้าที่ นายกฯ จึงตอบว่า เขาก็ต้องชี้แจงกันต่อไป

‘ฮั้ว สว.’บาน! ‘ดีเอสไอ’เผยพบเครือข่ายขบวนการ‘อั้งยี่ฟอกเงิน’ 1,200 รายทั่วประเทศ

‘ฮั้ว สว.’บาน! ‘ดีเอสไอ’เผยพบเครือข่ายขบวนการ‘อั้งยี่ฟอกเงิน’ 1,200 รายทั่วประเทศ

‘ฮั้ว สว.’บาน! ‘ดีเอสไอ’เผยพบเครือข่ายขบวนการ‘อั้งยี่ฟอกเงิน’ 1,200 รายทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.36 น.

‘โฆษกดีเอสไอ’เผยพบบุคคลเกี่ยวข้องเส้นทางการเงิน‘ฮั้วสว.’ 1,200 คน อยู่ระหว่างตรวจสอบ ระบุกกต. เน้นการได้มาซึ่ง สว.ที่ไม่ยุติธรรม มีเหตุสงสัยเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาและส่งศาลพิจารณา แต่‘ดีเอสไอ’เป็นเรื่องคดีอาญากระทบสิทธิเสรีภาพ การทำงานความเข้มข้นมากกว่า การแจ้งข้อหาใครได้ต้องมีหลักฐานพอสมควร

13 พฤษภาคม 2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กกต. ร่วมกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียก สว. จำนวน 55 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ตามมาตรา 32 มาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 70 และมาตรา 77 ซึ่งเป็นการปฏิบัติภารกิจภายใต้ กกต. และดีเอสไอ ร่วมส่งหนังสือด้วยเฉพาะในกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. และตำรวจ

พ.ต.ต.วรณัน เผยว่า สำหรับประเด็นการสอบสวนของ กกต. ไม่ทราบว่าใบบันทึกแจ้งข้อหาของ กกต. ระบุพฤติการณ์อย่างไรบ้างแต่ก็ต้องชี้แจงตามข้อเท็จจริงที่อาจแตกต่างกันไป และในคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 รายร่วมด้วย หากมีส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อในรูปคดีการฟอกเงิน-อั้งยี่ ของดีเอสไอก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

“ในคดีอั้งยี่ เป็นพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่กระทำการผิดกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง และพัวพันกับภารกิจของ กกต. เป็นการได้มาซึ่ง สว. โดยไม่บริสุทธิ์หรือเที่ยงธรรมหรือไม่ และเกี่ยวพันกับกฎหมายฟอกเงิน มาตรา 3 (10) ที่เป็นความผิดมูลฐาน ส่วนคนร่วมให้มีการจัดฮั้วหากพบเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำความผิด ช่วงระหว่างเกิดเหตุตั้งแต่ระดับอำเภอถึงระดับประเทศ อาจถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน เข้าองค์ประกอบอยู่ใน มาตรา 5-มาตรา 9 โดยขณะนี้ได้รับรายงานว่าบุคคลเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินที่มีเหตุสงสัย ประมาณ 1,200 คน จำนวนเงินอยู่ระหว่างตรวจสอบ” พ.ต.ต.วรณัน กล่าว

เมื่อถามว่า ภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ จะมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน-อั้งยี่ รับทราบข้อกล่าวหา เป็นไปได้หรือไม่ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับ 1,200 ราย พ.ต.ต.วรณัน ระบุว่า ตนคิดว่าน่าจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งเพราะเป็นเรื่องของเส้นทางการเงินทั้งหมดที่ต้องตรวจสอบ แต่ไม่ใช่หมายความว่าทั้ง 1,200 รายจะเป็นผู้ต้องหาหรือไปเกี่ยวข้องทุกกรณี ต้องดูพยานหลักฐานอื่นประกอบด้วย

ทั้งนี้ การทำงานของ กกต. กับ ดีเอสไอ มีลักษณะแตกต่างกัน โดย กกต. เน้นการได้มาซึ่ง สว. ที่ไม่ยุติธรรม มีเหตุสงสัยเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาและส่งศาลพิจารณา แต่ในส่วน ดีเอสไอ เป็นเรื่องคดีอาญากระทบสิทธิเสรีภาพ การทำงานความเข้มข้นมากกว่า การแจ้งข้อหาใครได้ต้องมีหลักฐานพอสมควร

เมื่อถามว่ากรณี อธิบดีดีเอสไอ ส่งเอกสารด่วนถึง ผบ.ตร.-ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนในการสอบสวนพยานคดีฟอกเงินฮั้ว สว. นั้น พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า เป็นเรื่องของความร่วมมือตามกฎหมายดีเอสไอว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน่วยงานในพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ความเข้าใจในตัวกฎหมายอาจไม่เหมือนกัน การที่ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งไปเพื่อจะบอกว่าสิ่งที่จะทำนั้นคือเรื่องอะไร ขอบเขตอำนาจหน้าที่เพื่อความชัดเจน

เมื่อถามว่า กรมการปกครอง ก็ส่งหนังสือถึง อธิบดีดีเอสไอ ถึงการร่วมมือสอบสวนพยานคดีฮั้ว สว. เช่นกัน แต่มีข้อแย้งว่าต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.อุ้มหาย นั้น พ.ต.ต.วรณัน กล่าวเสริมว่า หากดูตามเอกสารก็ไม่มีอะไร เป็นการอธิบายตามตัวกฎหมายเพราะว่าตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย มีอำนาจการใช้อยู่ 4 หน่วยงาน คือ ตำรวจ ปกครอง อัยการ และ ดีเอสไอ ส่วนจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนมืออาชีพอยู่แล้ว ต้องทำตามกฎหมาย ทุกคนถูกตรวจสอบได้หมด

‘สว.’พร้อมใจเย็บปาก! เลี่ยงตอบปมร้อนออกหมายเรียก‘ฮั้ว’

‘สว.’พร้อมใจเย็บปาก! เลี่ยงตอบปมร้อนออกหมายเรียก‘ฮั้ว’

‘สว.’พร้อมใจเย็บปาก! เลี่ยงตอบปมร้อนออกหมายเรียก‘ฮั้ว’

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

“สว.”พร้อมใจเย็บปาก! เลี่ยงตอบปมร้อนออกหมายเรียก”ฮั้ว” ด้าน”อลงกต”หลุดพูดไปแจงแน่นอน ปัดตอบ”ประธานฯ”นัดคุย ยกมือปิดป้องวาจา

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา จากกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะที่ 26 ลงนามออกหนังสือเชิญ สว.ลอตแรก จำนวน 54 คน เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ในช่วงวันที่ 19 – 21 พ.ค.โดย 1 ในนั้นมีชื่อของ นายอลงกต วรกี สว.ด้วย

โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีดังกล่าว นายอลงกต ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวว่า ตอนนี้ไม่พูดถึงแนวทางแล้ว ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า ครั้งนี้เป็นหมายเรียกของ กกต.จะเดินทางไปชี้แจงหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า ไปอยู่แล้ว

ระหว่างการพูดคุย นายอลงกต พยายามจะเดินหนีผู้สื่อข่าว โดยพยายามจะเปิดประตูไปด้านนอก แต่ประตูเปิดไม่ได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้ามาช่วยนำทาง ผู้สื่อข่าวจึงพยายามถามย้ำว่า ครั้งนี้กังวลหรือไม่ และได้มีการพูดคุยกับ นายมงคล สุระสัจจะ ประธาน สว.รวมถึงสมาชิกทั้ง 50 กว่าคน แล้วหรือไม่ นายอลงกตยังคงไม่ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวจึงย้ำว่า มีการคุยกันให้ปิดวาจาใช่หรือไม่ นายอลกต ตอบว่า “อืม” ก่อนเดินเข้าห้องน้ำไป

จากนั้นไม่นาน นายอลงกตได้เดินออกจากห้องน้ำ พร้อมกับทำท่าเอามือปิดปากทั้ง 2 ข้าง เดินเข้าไปหยิบของในห้องประชุม และเดินออกจากห้องประชุมทันที

‘อิ๊งค์’รับเสียโอกาส‘ทักษิณ’ชวดบินกาตาร์เจอ‘ทรัมป์’ซี้เก่า เผยไทยส่งข้อเสนอไปแล้ว

‘อิ๊งค์’รับเสียโอกาส‘ทักษิณ’ชวดบินกาตาร์เจอ‘ทรัมป์’ซี้เก่า เผยไทยส่งข้อเสนอไปแล้ว

‘อิ๊งค์’รับเสียโอกาส‘ทักษิณ’ชวดบินกาตาร์เจอ‘ทรัมป์’ซี้เก่า เผยไทยส่งข้อเสนอไปแล้ว

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

‘อิ๊งค์’รับเสียโอกาส‘ทักษิณ’ชวดบินกาตาร์เจอ‘ทรัมป์’ซี้เก่า เผยไทยส่งข้อเสนอไปแล้ว รอวันเจรจา ไม่ทราบปลดล็อกเจ้าหน้าที่ไทยปม‘อุยกูร์’หรือยัง ยันตัวเองไม่เคยโดนแบน

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 13 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีความคืบหน้าการเจรจากำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากขณะนี้ประเทศจีนได้แซงหน้าไทยไปแล้ว โดยนายกฯถึงกับอุทานว่า “โอ้โห ใช้คำว่าจีนแซงหน้าไม่ได้นะ”

ก่อนกล่าวอีกว่า เราคิดว่าอันนี้มีการคลี่คลายทางเลือกนี้มากกว่า วันนี้ตลาดหุ้นก็บวกอยู่ ที่เราพูดกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรารอเวลาที่เหมาะสมก็คือการนัดเข้าไปคุย ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วมีการส่งข้อเสนอให้สหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว และมีตัวแทนจากหลายภาคส่วนคุยกันหลายระดับด้วย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) หรือระดับของรัฐมนตรี พวกเรามีการคุยนอกรอบ แต่ข้อเสนอตรงส่งไปเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางไปกาตาร์เพื่อพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะทำให้ประเทศเสียโอกาสหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้จะพูดอย่างไรดีล่ะ ถามว่าก็น่าเสียดายโอกาสที่ว่าเราจะสามารถคุยกับคอนเน็กชั่นที่ค่อนข้างใกล้และตรงกับทางประธานาธิบดีได้เลย หรือว่าเป็นตัวแทนประธานาธิบดีเอง มันก็ต้องเสียโอกาสอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสคุยกันเลยตรงๆก็น่าจะง่ายกว่า ทุกวงการถ้าเราได้มีโอกาสคุยกับตัวจริงเลยก็ดีกว่าอยู่แล้ว และอันนี้เป็นโอกาสที่สามารถพูดคุยกันได้

“จริงๆไม่ว่าจะเป็นตัวประธานาธิบดี หรือนายทักษิณ เคยรู้จักกันมาอยู่แล้วในอดีตตอนที่ท่านเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกเคยได้พบเจอกันและพูดคุยกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าได้ไปพบเจอหรือถามแนวความคิดมันต้องได้ประโยชน์อยู่แล้วกับประเทศ ก็เสียดาย” น.ส.แพทองธาร กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้สหรัฐฯมีการประกาศนโยบายข้อจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่ไทยจากกรณีอุยกูร์ตอนนี้ได้มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าวหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า อ๋อ ในตอนที่เรื่องของอุยกูร์ใช่หรือไม่ ตนไม่แน่ใจขอเช็คอีกที ไม่แน่ใจว่ายกเลิกหรือยัง เดี๋ยวจะถามให้ เพราะจริงๆไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว ปกติก็เข้าไปคุยกันได้หมด ไม่ได้มีการถูกปิดกั้นอะไร

เมื่อถามอีกว่าวีซ่านั้นเขาปลดล็อกให้เราแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้ไม่แน่ใจ เดี๋ยวถามให้อีกทีหนึ่ง เพราะตนไม่ได้โดนอันนี้ด้วย จึงไม่แน่ใจว่าของทีมงานเขาปลดล็อกให้หรือยัง

เมื่อถามย้ำอีกว่า ที่ถูกจำกัดวีซ่ามีนายกฯด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวยืนยันว่า “ไม่มีค่ะๆ”

เมื่อถามว่า สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานตอนนี้สหรัฐฯเริ่มเปิดเจรจากับหลายเขตพิเศษแล้ว แม้กระทั่งกัมพูชาก็เหมือนจะมีรอบเจรจาแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่ปรากฏชื่อในการเข้าเจรจา นายกฯ กล่าวว่า ค่ะ อันนี้เราก็รออยู่เพราะเพิ่งส่งข้อเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในช่วงก่อนวันหยุดยาวที่ผ่านมา หลังจากนี้ก็อาจจะต้องมีการนัด เราต้องตามเรื่องนี้อยู่แล้ว

เดือดพลั่กกลางสภาฯ! ‘กฤษฎิ์’เปิดใจแยกทาง‘ปชน.’ เจอ‘ด้อมส้ม’บุกสาปแช่ง-ปะทะคารมหนัก

เดือดพลั่กกลางสภาฯ! ‘กฤษฎิ์’เปิดใจแยกทาง‘ปชน.’ เจอ‘ด้อมส้ม’บุกสาปแช่ง-ปะทะคารมหนัก

เดือดพลั่กกลางสภาฯ! ‘กฤษฎิ์’เปิดใจแยกทาง‘ปชน.’ เจอ‘ด้อมส้ม’บุกสาปแช่ง-ปะทะคารมหนัก

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

เดือดพลั่กกลางสภาฯ! “กฤษฎิ์”แถลงเปิดใจสวมคอนเวิร์สแยกทาง”พรรคประชาชน” โอดเจอสารพัดแรงกดดัน-อุดมการณ์ไม่ตรง รับย้ายขั้วซบ”กล้าธรรม”เหตุเคยร่วมงาน”ธรรมนัส” แจงดราม่า”เช็ดรองเท้า”ช่วงหาเสียง เจอ”ด้อมส้ม”บุกสาปแช่ง-ปะทะคารมหนัก จนต้องชิ่งหนีออกทางเฉพาะ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงประกาศแยกทางกับพรรคประชาชน เตรียมย้ายเข้าร่วมงานทางการเมืองกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ว่า ตนเองลำบากใจที่จะมาขอยุติบทบาทกับพรรคประชาชน ตนเองไม่อยากที่จะไปทำงานร่วมกับพรรคอื่นแล้วสังกัดอยู่ในพรรคเดิม อย่างนั้นคืองูเห่าชัดเจน วันนี้ที่ทำงานกับพรรคประชาชนไม่ได้ เพราะอุดมการณ์และแนวทางการทำงานต่างกัน ตนเองกล้าที่จะออกมาพูดว่าขอให้พรรคขับตนเองออก เนื่องจากได้ยื่นหนังสือให้กับพรรคตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว

น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่เลือกแถลงหลังวันที่ 11 พ.ค.68 เพราะตนเองสนับสนุนทีมเลือกตั้งเทศบาล ไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวมากระทบกับพรรค ส่วนสาเหตุยุติบทบาท เนื่องจากพรรคมีเป้าหมายเน้นสร้างพรรค ไม่ได้เน้นสร้างคน เรื่องที่พรรคสนใจแก้ปัญหาการทำงานจึงเป็นประเด็นการสร้างกระแส สร้างความนิยมให้กับพรรคเป็นหลัก โดยไม่ได้มุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชน ทำให้ตนเองไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ตนเองเป็น สส.เขต เป้าหมายสำคัญที่สุดคือ การแก้ปัญหาในพื้นที่ การผลักดันเรื่องที่เป็นปัญหาในพื้นที่เข้าสู่พรรค แต่ก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควร ทำให้ตนเองไม่สามารถร่วมงานกับพรรคได้ มีการพูดไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพในสถานะทางเพศ มีการปล่อยข่าวเรื่อยๆ ว่าตนเองเป็นงูเห่า ทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงของพรรค ทั้งการยุบพรรค หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ประชาชนในเขตต้องโทรมาหาทุกครั้งว่า ตนเองเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่เวลาก็พิสูจน์แล้วว่าตนเองไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตนเองเสียใจที่ต้องมายุติบทบาทในวันนี้

ทั้งนี้ มีประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชน มาร่วมรับฟังแถลงข่าวด้วย ได้ตะโกนสวนขึ้นมาว่า “แน่จริงก็ลาออก ลองลงสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่สังกัดพรรคที่คุณอยู่ พรรคประชาชนไม่ใช่ที่ที่จะให้คุณมาชุบตัว คุณเป็นงูเห่า”

นายกฤษฎิ์ จึงกล่าวว่า ขอให้อยู่ในความสงบ แล้วค่อยคุยกัน ถ้าไม่มีอะไรอย่าส่งเสียง ก่อนจะกล่าวต่อว่า เป้าหมายในการทำงานของตนเองตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดูในเพจเฟซบุ๊กของตนเองได้ ส่วนที่ว่าทำไมถึงไม่ลาออก เพราะการลาออกจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ต้องเลือกตั้งใหม่ หรือต้องทำเพื่อความสะใจ เพื่อทำให้ตนเองเท่ แต่มันไร้สาระ เพราะตนเองต้องการทำหน้าที่ สส.ตามที่ประชาชนคาดหวัง ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้มีปัญหากับตนเอง ขอให้ลองไปสอบถามคนที่ติดตามการทำงานของตนเองดูว่าเป็นอย่างไร

น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นแตกหัก นอกจากปัญหาการทำงานในส่วนจังหวัดที่มีปัญหามาโดยตลอดแล้ว ยังมีเรื่องร้องเรียนที่ตนเองร้องเรียนไปที่พรรค แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาตามกระบวนการและขั้นตอน การทำงานในสภาฯ การยื่นประเด็นไม่ได้รับการตอบรับให้ตั้งเป็นประเด็นในคณะกรรมาธิการฯ สุดท้ายที่เป็นประเด็นแตกหักคือ ตนเองอภิปรายขอบคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จฯ ไปทรงสร้างอ่างเก็บน้ำบนเกาะสีชัง ทั้งนี้ ตนเองได้ขออนุญาตเป็นตัวแทนราษฎรในการเข้าเฝ้าฯ และขอให้กระทรวงมหาดไทยทำงบประมาณเพื่อวางท่อประปาต่อน้ำจากเกาะสีชัง เพื่อไปยังอ่างเก็บน้ำ แต่เมื่อตนเองหารือจบก็มี สส.ท่านหนึ่งมาต่อว่าว่า เหมาะสมหรือไม่ที่พูดเช่นนี้

“ยืนยันว่าเหมาะสม เรื่องนี้เป็นผลกระทบกับตนเองตลอดมา พรรคมีการต่อว่าเนื่องจากเป็นเพื่อน สส.ส่วนมากไม่พอใจกับการที่ตนเองหารือในวันนั้น เพื่อน สส.ไม่กล้าคุยด้วยนานๆ เพราะกลัวว่าจะเป็นการวางตัวไม่เหมาะสม กลัวพรรคไม่ส่งลงสมัครในครั้งต่อไป และยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่อยากอธิบาย” น.ส.กฤษฎิ์ กล่าว

น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวว่า ส่วนที่บอกว่าตนเองจะเข้ามากอบโกยนั้น ถามว่าตนกอบโกยอะไร ตั้งแต่เลือกตั้งว่าในจังหวัดชลบุรีมีใครทุ่มกำลังทรัพย์ ตั้งสำนักงาน ซื้อสำนักงานเพื่อให้ประชาชนขี่มอเตอร์ไซค์มาพบปะได้สะดวก ให้เด็กๆ ได้เรียนคณิตศาสตร์ – ภาษาอังกฤษ ในช่วงปิดเทอม เงินภาษีที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่โอนให้กับพรรค ตนเองไม่เคยได้ใช้สักบาท ไม่เคยรับเงินจากพรรคมาทำกิจกรรมในพื้นที่ ขณะที่เรื่องความหวังของพี่น้องประชาชน ตนเองเข้าใจ เพราะตนเองเคยมีความหวังว่า พรรคจะเป็นความหวังเดียวที่เปลี่ยนแปลงประเทศชาติได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้วกลับผลักดันอะไรไม่ได้ ฉะนั้น ความผิดหวังที่มีอยู่ในใจมากมาย จึงเป็นเหตุให้ตนเองทำหนังสือยุติบทบาทกับพรรค หลังจากนั้นพรรคได้เรียกตนเองไปคุยว่าจะมีการแก้ไขเรื่องต่างๆ ตนเองจึงบอกว่าการแก้ไขไม่ได้ช่วยอะไรเพราะเลยเวลาที่จะแก้ไปแล้ว จึงเรียกร้องให้พรรคขับตนเองออกเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ปวงชน จะได้ไปทำประโยชน์ให้กับประชาชนชาวศรีราชาอย่างที่ตั้งใจไว้อย่างแท้จริง

น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวถึงประเด็นที่เลือกพรรคกล้าธรรม ว่าหากติดตามการทำงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ตนเองทำงานประสานงานกับรัฐมนตรีหลายคน ซึ่งได้รับการตอบรับจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนมาโดยตลอดถึง 2 ครั้ง ซึ่งประชาชนที่ จ.ชลบุรี มองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญในการเปิดอ่างเก็บน้ำ การจะเลือกพรรคไหนต้องเลือกพรรคที่สนับสนุนการแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง โดยวันนี้จะไปขอใบสมัครพรรคกล้าธรรมไว้ก่อน เพื่อรอการขับออกจากพรรคประชาชน ขณะที่กระแสข่าวที่มีการเสนอเงิน 55 ล้านบาท เงินเดือน 250,000 บาท และรถตู้หรูนั้น ตนเองขอให้ไปถามคนที่พูดออกมา ซึ่งจะมีการไปแถลงที่รายการหนึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีการเสนอให้ร่วมงานกับพรรค ตนใช้เวลานานในการตัดสินใจ จนต้องเข้าโรงพยาบาลกว่า 2 รอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงของ น.ส.กฤษฎิ์ ประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชนที่มาร่วมรับฟังการแถลงข่าวเกิดความไม่พอใจตลอดช่วงของการแถลง ทำให้ น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวว่า พวกคุณที่พูดอยู่รู้จักศรีราชามากแค่ไหน ได้ติดตามเพจตนหรือไม่ ช่วงนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโต้แย้งกัน ตนเองมีจุดยืนแน่นอน ขอให้พรรคขับออก ส่วนเรื่องประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร เชื่อว่าชาวศรีราชาเข้าใจตนเอง ตนเองไม่เคยคิดว่าตนเองสำคัญ แค่อาสามารับใช้พี่น้องประชาชน ยังมี สส.หลายคนที่ไม่มีความพร้อมและทำงาน แต่ตนเองอยู่ในสถานะที่พร้อมทำงานเพื่อประชาชนถึงได้ลงสมัครในวันนั้น เรื่องที่ตนเองผลักดันก็ผลักดันมาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ก่อนเป็น สส.

ในช่วงถามตอบมีประชาชนถามถึงเหตุการณ์ที่ประชาชนช่วยเช็ดรองเท้าในช่วงหาเสียง น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวว่า ครั้งนั้นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ช่วยหาเสียงเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น นอกนั้นตนเองเดินทุกบ้าน จนเจอพี่คนที่เช็ดรองเท้ามาพูดคุยว่าไปพบชาวบ้านให้ทำความสะอาดรองเท้าบ้าง ที่ตนเองซาบซึ้งร้องไห้ เพราะเดินหาเสียงมาคนเดียว ไม่มีแกนนำมา ส่วนเรื่องการถามความเห็นของประชาชนในพื้นที่ ตนเองไม่ได้ตั้งใจที่จะออกจากพรรคประชาชน แต่เป็นเหตุด่วน จึงไม่ได้มีการสอบถามความเห็นประชาชน แต่อยากบอกว่ามันมีเหตุจะต้องออก

น.ส.กฤษฎิ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องอุดมการการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ไม่อยากพูดถึง เพราะตนเองไม่ได้มุ่งไปในประเด็นนี้ ส่วนการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการจบชีวิตทางการเมืองหรือไม่ ความจริงตนเองตั้งใจจะลาออก แต่เมื่อดูสถานการณ์หลายอย่าง ไม่รู้ว่าจะยุบสภาในวันสองวันนี้หรือไม่ ตนเองก็ไม่รู้ว่าจะลาออกให้เสียงบเลือกตั้งใหม่ทำไม ซึ่งตนเองก็ยังยืนยันว่าตอนนี้จะทำงานให้พี่น้องประชาชน ส่วนการเลือกตั้งสมัยหน้า เดี๋ยวเอาไว้ว่ากัน

เมื่อถามทิ้งท้ายว่า การขอใบสมัครพรรคกล้าธรรม ได้ปรึกษาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ขอเอาไว้เฉยๆ” จากนั้นเดินออกจากเวทีแถลงข่าว ผ่านประตูด้านข้างของห้องแถลงข่าว เพื่อหลีกเลี่ยงประชาชนที่มาประท้วง

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศก่อนการแถลงข่าว มี สส.พรรคประชาชน ลงมาสังเกตการณ์ คือ นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมถึงประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชน ที่มาดักรอสังเกตการณ์ ก่อนรุมต่อว่า น.ส.กฤษฎิ์ ว่า คนเขาเลือกคุณในนามพรรค ตามนโยบายของพรรคประชาชน ไม่ใช่ที่ชุบตัวของคุณ ชุบตัวเพื่อเอาประโยชน์ส่วนตน คุณตอบคำถามประชาชนได้หรือไม่ หน้าไม่อาย โสเภณีเขาขายตัวเพราะเขาลำบาก เพื่อเลี้ยงตัว แต่คุณ สส.ขายตัว คืออะไร คุณไม่มีศักดิ์ศรี ลูกหลานคุณจะจำไปชั่วลูกชั่วหลาน โสเภณียังมีศักดิ์ศรีมากกว่าคุณ เงินไม่ใช่พระเจ้า อย่ารักเงินมากกว่าประชาชน ประเทสต้องการความถูกต้อง ความเป็นคนมันต้องมี ถ้าไม่มีอย่าเป็นคน

ทั้งนี้ มีช่วงหนึ่งผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ได้ยืนประจันหน้าและต่อว่า น.ส.กฤษฎิ์ ที่ยืนอยู่บนโพเดียมว่า ประชาชนเลือกคุณมา ที่จริงถ้าคุณจะขายตัวเป็นงูเห่า เงิน 55 ล้าน มันไม่น่าใช่ของคุณ มันต้องนำมาให้ประชาชน ที่เขาลำบาก เลือกคุณเข้ามา ซึ่ง น.ส.กฤษฎิ์ ตอบกลับว่า ตอนนี้ ตนมีอยู่บาทเดียวในตัว ทำให้เกิดความชุลมุน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ต้องเข้ามาควบคุม และขอความร่วมมือให้อยู่ในความสงบ โดยผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ก็ได้ตะโกนแทรก ตลอดการแถลงข่าวของ น.ส.กฤษฎิ์ เป็นระยะ

ทั้งนี่ ช่วงท้าย การแถลงข่าว น.ส.กฤษฎิ์ ได้เลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน โดยการหลบเดินออกทางประตูข้างห้องแถลงเชื่อมขึ้นไปยังบนอาคารรัฐสภาทันที ทำให้บรรดาผู้สนับสนุนฯ โมโห และวิ่งไปดักบริเวณทางออกอีกทาง แต่ไม่พบตัว น.ส.กฤษฎิ์ จึงตะโกนต่อว่าด่าทอว่า “หนีทำไม หน้าด้าน ขายตัว เสียงบประมาณภาษีประชาชน ไสหัวออกไป ลาออกไป ประชาชนแค้น วางแผนไปกับธรรมนัสมานานแล้ว พูดอะไร ชงธรรมนัสตลอด ขอฝากไปถึง ร.อ.ธรรมนัส คุณคิดดีแล้วหรอ คุณจะรับ สส.ที่ไม่ซื่อไม่ตรง เขาหักหลังประชาชนได้ เขาก็หักหลังคุณได้”

ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนรายหนึ่ง ถึงขั้นยกมือพนมสาปแช่ง ใครที่นำเงินซื้อ สส.ขอให้มีอันเป็นไป สส.คนไหนที่รับจ้างได้สินบน ขอให้ชิบหาย ฟ้าผ่าตายจาก ประชาชนสู้แทบตาย แต่พอส่งมึงขึ้นสภา แล้วมาทำแบบนี้ เลว ชั่ว สารเลว

– 006