คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ จับมือ วช. ผลิตภาพยนตร์เล่าเรื่องคนชายแดนใต้ มุ่งสู่สันติภาพด้วยมุมมองก้าวพ้นตัวตน

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ จับมือ วช. ผลิตภาพยนตร์เล่าเรื่องคนชายแดนใต้ มุ่งสู่สันติภาพด้วยมุมมองก้าวพ้นตัวตน

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ จับมือ วช. ผลิตภาพยนตร์เล่าเรื่องคนชายแดนใต้ มุ่งสู่สันติภาพด้วยมุมมองก้าวพ้นตัวตน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.01 น.

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สร้างผลงานวิจัยตามยุทธศาสตร์นำนวัตกรรมสื่อสร้างสังคมไร้ความรุนแรง ในโอกาสครบรอบ 60 ปี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผลิตภาพยนตร์ผลงานจากการวิจัย “เรื่องของเรา” เล่าเรื่องความขัดแย้งชายแดนใต้ที่ก้าวพ้นตัวตน เสนอเรื่องราวคนในพื้นที่ที่ถูกบดบังจากความขัดแย้ง หนุนบทบาทการสร้างสันติภาพด้วยความรู้และนวัตกรรมทางสังคม

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สร้างผลงานวิจัยตามยุทธศาสตร์นำนวัตกรรมสื่อสร้างสังคมไร้ความรุนแรง ในโอกาสครบรอบ 60 ปี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผลิตภาพยนตร์ผลงานจากการวิจัย “เรื่องของเรา” เล่าเรื่องความขัดแย้งชายแดนใต้ที่ก้าวพ้นตัวตน เสนอเรื่องราวคนในพื้นที่ที่ถูกบดบังจากความขัดแย้ง หนุนบทบาทการสร้างสันติภาพด้วยความรู้และนวัตกรรมทางสังคม

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า คณะได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ตามแผนยุทธศาสตร์การวิจัยด้านสังคมไทยไร้ความรุนแรง เพื่อดำเนินการวิจัยสร้างองค์ความรู้และเสนอมุมมองที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้เพิ่มเติม ผลการวิจัยถือเป็นนวัตกรรมสื่อทางสังคม ที่พัฒนามาจากผลการวิจัยเป็นภาพยนตร์เล่าเรื่องความขัดแย้งจากมุมของผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ สะท้อนปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ถูกบดบังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดมา เช่น การสูญเสียคนที่รักของครอบครัว การศึกษาของเด็ก ๆ ปัญหาการทำมาหากินที่ยากลำบาก ภาพยนตร์จากงานวิจัยครั้งนี้ชื่อ “เรื่องของเรา”  ที่พร้อมเผยแพร่ให้ได้ชมบนช่องทางออนไลน์และยังสามารถนำไปใช้เป็นสื่อในกระบวนการแปรเปลี่ยนสู่สันติภาพชายแดนใต้ ใช้ประโยชน์ในการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ได้

“ภาพยนตร์ ‘เรื่องของเรา’ เป็นองค์ความรู้ใหม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคมไทย ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของพลังทางวิชาการสู่ภาพยนตร์ที่สามารถต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เป็นนวัตกรรมสื่อที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมที่จะร่วมกันมองปัญหาความขัดแย้งแบบไม่แบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย กระตุ้นให้สังคมร่วมกันผลักดันให้เกิดการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นสันติภาพ” รศ.ดร.ปรีดา กล่าว

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. สนับสนุนโครงการวิจัยตามยุทธศาสตร์ ววน. ภายใต้แผนงาน “สังคมไทยไร้ความรุนแรง” ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนงานวิจัยในมิติด้านสังคมที่ วช. ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพยนตร์ “เรื่องของเรา” เป็นผลผลิตจากโครงการวิจัย “การแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้สู่สันติภาพ ด้วยกระบวนทัศน์การเล่าเรื่องที่ข้ามพ้นตัวตนผ่านภาพยนตร์สั้น” นับเป็น นวัตกรรมทางสังคม ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ความเข้าใจของผู้คน ถ่ายทอดประสบการณ์ และความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ผ่านสื่อสร้างสรรค์ที่เข้าถึงง่ายและมีพลังในการสื่อสาร เพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลผลิตจากงานวิจัยในครั้งนี้ จะนำไปสู่การสร้างแรงสนับสนุนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ผศ.ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวถึงงานวิจัยเพิ่มเติมว่า ภาพยนตร์ “เรื่องของเรา” เป็นผลผลิตจากงานวิจัยเรื่อง “การแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้สู่สันติภาพด้วยกระบวนทัศน์การเล่าเรื่องที่ข้ามพ้นตัวตนผ่านภาพยนตร์สั้น” งานวิจัยมีแนวคิดหลักคือ การนำแนวคิดการเล่าเรื่องที่ข้ามพ้นตัวตน (Self-transcendental narrative) ซึ่งเป็นแนวคิดการเล่าเรื่องปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันในระดับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ คณะวิจัยลงพื้นที่เพื่อค้นหามุมมอง ความคิด ความเชื่อของคนในพื้นที่เกี่ยวกับความรุนแรงในพื้นที่ ด้วยการให้คนในพื้นที่เล่าเรื่องความขัดแย้งและความรุนแรง ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และทำกิจกรรมการสะท้อนความคิด (Projective Technique) จากนั้นจึงนำผลการวิจัยมาสังเคราะห์ เป็นแก่นเรื่องที่เล่าเรื่องความรุนแรงในแบบข้ามพ้นตัวตน ให้แต่ละคนเล่าเหตุการณ์จากประสบการณ์ตนเอง แล้วถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เห็นเหตุการณ์จากมุมของคนหลากหลายที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์นั้น พัฒนาสร้างสรรค์เป็นบทภาพยนตร์แนว Omnibus Film ที่รวบรวมเรื่องสั้น ๆ ที่แตกต่างกันไว้ในเรื่องเดียวกัน

“ภาพยนตร์มุ่งหวังจะสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสันติภาพ ในแนวทางที่ละทิ้งตัวตนของทุกฝ่ายและร่วมกันมุ่งสู่จุดหมายเดียวกันคือสันติภาพ คณะวิจัยได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ที่จะช่วยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ชวนให้ผู้ชมมองปัญหาในฐานะผู้มีส่วนร่วม พร้อมรับฟัง แก้ไขและร่วมกันสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง” ผศ.ดร.ธีรดา กล่าวทิ้งท้าย

เชิญรับชมภาพยนตร์ “เรื่องของเรา” ได้ที่ https://youtube.com/@chulauniversity

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอนำภาพยนตร์ไปจัดฉายในกิจกรรมด้านการเรียนรู้ การศึกษา หรือเป็นสื่อสำหรับกระบวนการ แก้ปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้  สามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/commartschulaofficial หรือ โทร.0-2218-2205

ฉลองครบรอบ 2 ปี ‘รร.ลิลิต บางลำพู’ สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม

ฉลองครบรอบ 2 ปี ‘รร.ลิลิต บางลำพู’ สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม

ฉลองครบรอบ 2 ปี ‘รร.ลิลิต บางลำพู’ สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

เรียกว่าเป็นโรงแรมที่มีความ Authentic และความนำสมัย ให้บริการครบรอบมา 2 ปีแล้ว สำหรับ โรงแรม “LILIT BANG LUMPHU” (ลิลิต บางลำพู) ในการยืนหยัดให้ประสบการณ์แบบ The Best of Both World ผสมผสานย่านเมืองเก่าและความทันสมัยของยุคใหม่ พร้อมกับให้ทุกคนสามารถมาค้นพบเรื่องราว Find Your Story in Every Stay ที่ลิลิต ทั้งประสบการณ์เข้าพักระดับ Luxury ทุกการเข้าพัก โดยล่าสุดได้ครีเอต “ลิลิต บางลำพู x ครัวลูกเหรียง” ร่วมมือกันในการรังสรรค์ เชฟเทเบิล สุดพิเศษโดยนำเอาวัตถุดิบจากทางภาคใต้และวัตถุดิบจากย่านบางลำพูมาผสมผสานร่วมกัน โดยรายได้หลังหักค่าใช้ จ่ายมอบให้กับกลุ่มลูกเหรียง

วรินดา ดำรงผล หรือ ดีเจ.ดาด้า ผู้ร่วมก่อตั้งโรงแรมลิลิต บางลำพู กล่าวว่า ลิลิต บางลำพู เกิดขึ้นจากใจของทุกคนในตระกูลดำรงผล พวกเราเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่เป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ จึงมานั่งตกผลึกกันว่าอยากพัฒนาอาคารเหล่านี้ที่มีอายุกว่า 60 ปี ให้กลุ่มนักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสบรรยากาศในย่านโอลด์ทาวน์ได้ขณะเดียวกันก็สามารถพักผ่อนได้อย่างสบาย Facility ครบครัน ด้วยตัวคอนเซ็ปต์โรงแรมเองเราอยากเล่าย้อนไปถึงย่านเมืองเก่าที่แถบนี้จะมีต้นลำพู มีหิ่งห้อย โลโก้ของเราจะมีแฝงความสว่างของหิ่งห้อยอยู่ในนั้นด้วย ส่วนชื่อ ลิลิต ที่หมายถึงหนังสือที่แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทโคลงและร่ายก็เป็นการเล่าย้อนไปยังอดีตของย่านนี้ด้วยเช่นกัน ในปีนี้ความพิเศษในโอกาสครบรอบ 2 ปี จึงคุยกันกับทางกลุ่มลูกเหรียง เพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจ มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับโรงแรมที่มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารที่ครัวลูกเหรียงได้รังสรรค์ขึ้นนั้น มีความแปลกใหม่เสมอ เราจึงร่วมมือกันในพัฒนาเมนู และใช้วัตถุดิบทางภาคใต้และวัตถุดิบจากย่านบางลำพูมาผสมผสานออกมาเป็นเมนูสุดพิเศษในครั้งนี้

ด้าน วรรณกนก เปาะอีแตดาโอะ หรือ คุณชมพู่ นายกสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หรือกลุ่มลูกเหรียง กล่าว กลุ่มลูกเหรียง เติบโตจากการรวมตัวของเด็กเยาวชนที่สูญเสียบุคคลในครอบครัวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จชต. รวมตัวกันเพื่อเยียวยาและดูแลกัน จากจุดเริ่มต้น คุณแม่ชมพู่ ผู้ก่อตั้งบ้านลูกเหรียง สูญเสียครอบครัว 4 คนจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ท่ามกลางการสูญเสียและความรับผิดชอบที่ต้องดูแลเด็กๆ หลายคนจนก่อตั้งเป็นบ้านลูกเหรียง ในวันนี้เราตั้งใจทำอาหารเพื่อให้อาหารมื้อนี้ทำมาเพื่อคุณเป็นพิเศษ จากวัตถุดิบ ผัก ผลไม้ อาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น เป็นเมนูดั้งเดิมในพื้นที่ชายแดนใต้รังสรรขึ้นมาให้แบบฟิวชั่น  ครัวเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ดำเนินการโดยคนที่ทำงานเพื่อสังคม มีเชฟชุมชนที่ทำอาหารอร่อย  พัฒนาเมนูต่างๆจากวัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางอาหาร นอกจากจะอิ่มอร่อยแล้วยังอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือผู้คนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไปด้วย

เมนูพิเศษในการสร้างสรรค์ขึ้นมามีหลากหลายได้แก่ ตูปะซูตง อาหารกึ่งคาวกึ่งหวานของชาวไทยมุสลิมมีลักษณะเป็นปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว นิยมรับประทานในแถบจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส, เมี่ยงปูมะม่วงเบา ที่ให้รสชาติแบบออริจินัล แต่เซอร์ไพรส์รสชาติที่คุณคาดไม่ถึง, ข้าวยำข้าวตัง, ไก่สะเตะซอสถั่วโรตีบากา, ตาลโตนดโซดา, ชาชัก ฯลฯ นอกจากนี้ ภายในงานที่จัดขึ้น นอกเหนือจากทีมผู้บริหารที่มาร่วมในงานแล้วยังมีเหล่าคนดังมาร่วมยินดีในโอกาสครบรอบ 2 ปีในครั้งนี้อีกด้วย

มาร่วมสัมผัสประสบการณ์เชฟเทเบิลสุดเอ็กซ์คลูซีฟรสฝีมือจาก ลิลิต บางลำพู และครัวลูกเหรียง ที่รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปช่วยพัฒนาให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและสร้างสันติสุข โดยจัดทั้งหมด 4 รอบ ได้แก่ 27–28 มิถุนายน 2568, 25–26 กรกฎาคม 2568 รอบละ 30 ที่นั่งเท่านั้น (Early Booking ภายใน 31 พฤษภาคม2568 พิเศษเพียง 2,900 บาท จากราคาปกติ 3,200 บาท) จองที่นั่งได้แล้ววันนี้ทาง โทร. 061-879-3436 หรือ 02-026-6949

ประเทศไทยร่วมขับเคลื่อนนิทรรศการ SCSE 2025 ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยร่วมขับเคลื่อนนิทรรศการ SCSE 2025 ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยร่วมขับเคลื่อนนิทรรศการ SCSE 2025 ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

นิทรรศการเมืองอัจฉริยะ 2025 (Smart City Summit & Expo – SCSE 2025) และมหกรรมเมืองปลอดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero City Expo) ได้ปิดฉากลงอย่างสวยงาม สมาคมคอมพิวเตอร์ไทเป (TCA) ผู้จัดงาน เผยว่า “นิทรรศการในปีนี้จัดขึ้นทั้งในกรุงไทเปและเมืองเกาสง โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมเกือบ 150,000 คน ซึ่งมีผู้แทนจากต่างประเทศเดินทางมาร่วมงานกว่า 3,000 คน จาก 138 เมืองใน 59 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 28% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่” และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของคณะผู้แทนจากประเทศไทย ซึ่งนำโดย ชิต ลี (Chit Lee) กรรมการผู้จัดการบริษัท Vision Thai สื่อภาษาจีนในไทย โดยได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและไต้หวันในด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสสำหรับความร่วมมือเชิงลึกในระดับภูมิภาคในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและความพยายามของรัฐบาลไต้หวันในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

เผิงชวงล่าง ประธานสมาคมคอมพิวเตอร์ไทเป (TCA) กล่าวในพิธีเปิดงานว่า “นิทรรศการเมืองอัจฉริยะ (SCSE) ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของเมือง ซึ่งปีนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นถึง 569 คนที่เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของไต้หวัน”

หวงหยุนเป้ย รองเลขาธิการอาวุโสสมาคมคอมพิวเตอร์ไทเป (TCA) กล่าวว่า “งาน SCSE ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “AI for All” โดยมุ่งเน้นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ AI ในภาคส่วนต่าง ๆ และเสริมสร้างจุดแข็งของไต้หวันในฐานะผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ AI ที่สำคัญของโลก อีกทั้งยังมีการจัดแสดงสินค้าที่พัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศ โดยผู้แสดงสินค้าได้นำเสนอกรณีศึกษาจากโครงการความร่วมมือกับพันธมิตรในต่างประเทศ เช่น บริษัท Chunghwa Telecom ร่วมมือกับ NTT จากประเทศญี่ปุ่น, บริษัท Singtel จากประเทศสิงคโปร์, บริษัท AIS จากประเทศไทย และ IOWN Global Forum นอกจากนี้ บริษัท The Syscom Group ยังร่วมมือกับบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในตะวันออกกลาง และบริษัท Wave-In นำเสนอการใช้งานจริงของ 5G ในศูนย์การค้าในจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงศักยภาพของไต้หวันในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านเมืองอัจฉริยะและเทคโนโลยีแห่งภูมิภาคเอเชีย”

ชิต ลี (Chit Lee) กรรมการผู้จัดการบริษัท Vision Thai สื่อภาษาจีนในไทย ผู้รับผิดชอบด้านการประชาสัมพันธ์และดำเนินงานในเขตประเทศไทยของงาน SCSE กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ในปีนี้เราได้รับโอกาสทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านความร่วมมือระหว่างประเทศอีกครั้ง  ซึ่งช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทย ตลอดจนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและการแพทย์อัจฉริยะ ในครั้งนี้ คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เข้าเยี่ยมชมบริษัทผู้จัดแสดงสินค้าหลายราย เช่น The Syscom Group, Far EasTone, Chunghwa Telecom, Quanta Computer, สมาคมอาคารอัจฉริยะไต้หวัน (TiBA) และกรมอุตสาหกรรมดิจิทัล กระทรวงดิจิทัล (moda) ไต้หวันซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผู้แทนไทยได้เห็นศักยภาพทางเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน แต่ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการของไต้หวันเข้าใจถึงทิศทางและความต้องการของไทยในด้านเมืองอัจฉริยะและการแพทย์อัจฉริยะได้ดียิ่งขึ้น” 

ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงที่มีความสนใจในด้านเมืองอัจฉริยะและการแพทย์อัจฉริยะ อาทิ ภัทรพล ตุลารักษ์ เลขาธิการสมาคมการจัดการของเสียแห่งประเทศไทย, อัครินทร์ สิทธาวาสวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.), จิระวัฒน์ เอี้ยวฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนิตี้ รูทส์ จำกัด, พงษ์เจริญ รัชตะธรรมสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล เอ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ซัพพลาย จำกัด, นันทพันธ์ ศุภณ์ภัทรพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล เฮลท์ ฮับ จำกัด, ปภาดา ศุภณ์ภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร้านยาดี จำกัด, กมล เลิศวิรุจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด, สุพิชฌาย์ เหล็กกล้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทค อินฟินิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล โซลูชั่น จำกัด, สมศักดิ์ ตันติธนวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีทราน เทคโนโลยี จำกัด, ธนกฤษ ทาโน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอลเอฟฟินเทค จำกัด ซึ่งผู้เข้าร่วมงานทุกท่านได้เยี่ยมชมงานและมีบทบาทสำคัญในการสร้างเครือข่าย รวมถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและไต้หวันอย่างมาก

ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างไต้หวันและประเทศไทยในนิทรรศการครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้านเมืองอัจฉริยะและการแพทย์อัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับภูมิภาคในอนาคต โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องระหว่างไต้หวันและประเทศไทยจะนำไปสู่โอกาสแห่งความร่วมมือและเป็นประโยชน์ร่วมกันในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น” สมาคมคอมพิวเตอร์ไทเป (TCA) กล่าวทิ้งท้าย

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เติมเต็มโภชนาการและพลังใจผู้สูงวัย ณ มูลนิธิวัยวัฒนานิวาส

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เติมเต็มโภชนาการและพลังใจผู้สูงวัย ณ มูลนิธิวัยวัฒนานิวาส

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เติมเต็มโภชนาการและพลังใจผู้สูงวัย ณ มูลนิธิวัยวัฒนานิวาส

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด (Griffith Foods Limited) ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ โภชนาการ และความยั่งยืนในทุกมิติ เดินหน้าสานต่อภารกิจแห่งการตอบแทนสังคม ผ่านการจัดกิจกรรมซีเอสอาร์ เพื่อส่งต่อความห่วงใยและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเปราะบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ภายใต้แนวคิดของการใช้ “อาหาร” เป็นสื่อกลางในการมอบทั้งพลังทางกายและใจ

ในโอกาสนี้ เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ได้ร่วมมือกับมูลนิธิวัยวัฒนานิวาส จังหวัดสมุทรปราการ จัดกิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้มและเติมเต็มความสุขให้แก่ผู้สูงวัย ผ่านการเลี้ยงอาหารกลางวันที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมกิจกรรมสันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตใจ และการมอบสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ อาหารแห้ง เครื่องใช้ และเวชภัณฑ์ รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท โดยมีพนักงานจิตอาสาจากหลากหลายแผนก ร่วมแรงร่วมใจถ่ายทอดพลังแห่งความห่วงใยผ่านการลงมือทำอย่างจริงใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และเปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างภาคธุรกิจกับชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของแนวทาง “2030 Aspirations” หรือ “ปณิธาน 2030” อันเป็นกรอบกลยุทธ์สำคัญที่บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ยึดถือในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนในระดับโลก โดยครอบคลุม 3 แนวทางหลัก ได้แก่

1. การร่วมมือเพื่อสร้างเครือข่ายระบบอาหารที่ยั่งยืน
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาระบบอาหารที่ฟื้นฟูธรรมชาติ ลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืนในระยะยาว

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและยั่งยืน
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ มุ่งเน้นการคิดค้นสูตรอาหารและเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

3. การสร้างตลาดใหม่และตอบสนองกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการดูแล
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ มุ่งสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ โดยเน้นพัฒนาสินค้าที่มีคุณค่า ราคาเข้าถึงได้ และเหมาะสมกับวิถีชีวิตในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นการนำนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัทมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมิติของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้กลุ่มผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงโภชนาการที่เหมาะสมและการดูแลที่พึงได้รับอย่างเท่าเทียม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทในการผสมผสานความใส่ใจและความคิดสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก (Blend Care and Creativity to Nourish the World) พร้อมทั้งยืนยันถึงบทบาทขององค์กรธุรกิจที่ไม่เพียงมุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ยังมุ่งสร้างสังคมที่ดีไปพร้อมกัน ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท www.griffithfoods.com   

Genesenn จับมือ HELP Therapeutics เปิดตัวเทคโนโลยี iPSC เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ระดับนานาชาติ ฟรี!

Genesenn จับมือ HELP Therapeutics เปิดตัวเทคโนโลยี iPSC เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ระดับนานาชาติ ฟรี!

Genesenn จับมือ HELP Therapeutics เปิดตัวเทคโนโลยี iPSC เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ระดับนานาชาติ ฟรี!

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

Genesenn จับมือ HELP Therapeutics เปิดตัวเทคโนโลยี iPSC เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ระดับนานาชาติ ฟรี! เผยความก้าวหน้าในการรักษาโรคหัวใจล้มเหลว โดยไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ความหวังใหม่ของผู้ป่วยทั่วโลก

บริษัท Genesenn (เกเนเซน) ผู้นำด้ำนกำรแพทย์ฟื้นฟูเชิงรุกของประเทศไทย ผนึกควำมร่วมมือกับ HELP Therapeutics Co., Ltd. ประเทศจีน ผู้เชี่ยวชำญระดับโลกและผู้ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี iPSC (Induced Pluripotent Stem Cells) เพื่อกำรฟื้นฟูกล้ำมเนื้อหัวใจ โดยแต่งตั้งให้ Genesenn เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้ดียวในประเทศไทย

เทคโนโลยี iPSC นับเป็นควำมก้ำวหน้ำครั้งสำคัญในวงกำรแพทย์ ที่มีศักยภำพในกำรพลิกโฉมการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โดยไม่จาเป็นต้องพึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งมีค่ำใช้จ่ำยสูงและควำมเสี่ยงมำก Genesenn จึงเตรียมถ่ำยทอดองค์ควำมรู้ด้ำนเทคโนโลยีระดับโลกนี้สู่สังคมแพทย์ไทย ผ่ำนกำรจัด สัมมนำออนไลน์วิชำกำรระดับนำนำชำติ ภายใต้หัวข้อ “Advancing iPSC-Based Therapies for Cardiovascular Disease”
โดยภายในงานพบกับการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก 3 ทวีป ได้แก่

– Dr. Philippe Menasché (ฝรั่งเศส): ผู้บุกเบิกกำรใช้เซลล์รักษำภำวะหัวใจล้มเหลว
– Dr. Chengming Fan (จีน): ผู้เชี่ยวชำญด้ำน hiPSC-CMs และเวชศำสตร์ฟื้นฟูหัวใจ
– Dr. Eugene J. Wang (สหรัฐฯ): นักวิจัยชั้นนำด้ำน iPSC-Derived Cardiomyocytes
– Dr. Eugene J. Wang (จีน) Founder & CEO of HELP Therapeutics ผู้นำทีมวิจัยจนประสบควำมสำเร็จ ในกำรทดลองรักษำหัวใจด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจำก iPSC ในมนุษย์เป็นครั้งแรกของโลก
– นพ.สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ (ประเทศไทย): หัวหน้ำเจ้ำหน้ำที่ฝ่ำยกำรแพทย์ บริษัท Genesenn

จุดเด่นของการสัมมนา:
– เจำะลึกแนวทำงกำรใช้ iPSC สเต็มเซลล์ในกำรรักษำภำวะหัวใจล้มเหลว จำกผู้เชี่ยวชำญตัวจริง
– เปิดโอกำสเชื่อมโยงเครือข่ำยวิชำกำรระดับนำนำชำติ
– รับประกำศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) พร้อมสิทธิ์เข้ำร่วมเครือข่ำยวิจัยร่วมกับ Genesenn และ HELP Therapeutics
– ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่งำนวิจัยพื้นฐำน กำรทดลองทำงคลินิก ไปจนถึงกำรใช้จริงในโรงพยำบำล

พร้อมหัวข้อบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ:

– Cells or Secretome for the Treatment of Heart Failure
– Strategies for Ischemic Heart Disease: From Bench to Bedside
– Clinical Advances in Using iPSC for Heart Failure Treatment

นายแพทย์ สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “นี่คือจุดเริ่มต้นของ ควำมหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยภำวะหัวใจล้มเหลวทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก Genesenn ภูมิใจที่ได้นำเทคโนโลยีกำรแพทย์ระดับโลกอย่ำง iPSC มำสู่ประเทศไทย เพื่อยกระดับกำรรักษำแบบเชิงรุก และลดกำร พึ่งพำกำรผ่ำตัดเปลี่ยนหัวใจ ด้วยเทคโนโลยีนี้ เรำกำลังก้ำวเข้ำสู่ยุคใหม่ของกำรฟื้นฟูกล้ำมเนื้อหัวใจที่เสื่อมสภำพ ให้สำมำรถกลับมำทำงำนได้อีกครั้ง นี่คือก้ำวกระโดดสำคัญของวงกำรแพทย์ไทย”

ขอเชิญแพทย์ นักวิจัย และผู้สนใจร่วมสัมมนาวิชาการออนไลน์ ฟรี!ในวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 – 16.00 น.

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่: https://forms.gle/QmCv7Y16S3vZqFCr7
หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: http://www.genesenn.com
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: Line: @genesenn

จิม ทอมป์สัน จัดอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในเบเวอร์ลีฮิลส์ ฉลองความสำเร็จแบรนด์ไทยในซีรีส์ The White Lotus ซีซัน 3

จิม ทอมป์สัน จัดอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในเบเวอร์ลีฮิลส์ ฉลองความสำเร็จแบรนด์ไทยในซีรีส์ The White Lotus ซีซัน 3

จิม ทอมป์สัน จัดอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในเบเวอร์ลีฮิลส์ ฉลองความสำเร็จแบรนด์ไทยในซีรีส์ The White Lotus ซีซัน 3

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.06 น.

จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทยที่ก้าวไปไกลกว่าการเป็นแบรนด์ผ้าไหมภายใต้วิสัยทัศน์ Beyond Silk จัดอีเวนต์เอ็กซ์คลูซีฟ ฉลองความสำเร็จในฐานะแบรนด์ไทยที่เฉิดฉายในซีรีส์สุดฮอต The White Lotus ซีซัน 3 จนสร้างปรากฏการณ์ไวรัลในโลกออนไลน์ตลอดทั้งซีซัน งานฉลองครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่บ้านส่วนตัวของโทนี่ ดูเกตต์ ดีไซเนอร์ชื่อดังผู้ล่วงลับ โดยมีคนดังจากวงการออกแบบ แฟชั่น และบันเทิง มาร่วมยินดีกับแบรนด์จิม ทอมป์สัน ที่ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมในตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

สถานที่จัดงานสุดอลังการอย่าง Dawnridge Estate ตั้งอยู่ในเบเวอร์ลีฮิลส์ โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในสไตล์แม็กซิมัลลิสต์ซึ่งเป็นดั่งดีเอ็นเอของศิลปินและเจ้าของบ้าน “โทนี่ ดูเกตต์” ภายในงานนำเสนอมรดกวัฒนธรรมไทยอันล้ำค่าของจิม ทอมป์สัน ที่ผสานเข้ากับสไตล์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมโชว์เคสคอลเลกชันรีสอร์ตแวร์แสนงดงามและผลิตภัณฑ์ผ้าตกแต่งเปี่ยมเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยมี แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์จิม ทอมป์สัน พร้อมด้วย บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ธุรกิจแฟชั่น และลิซ่า เบรกิตเซอร์ กรรมการผู้จัดการจิม ทอมป์สัน สหรัฐอเมริกา ร่วมต้อนรับแขกในงานอย่างอบอุ่น

สยามพิวรรธน์จับมือพันธมิตร สร้างปรากฎการณ์อีเว้นท์ระดับโลก ‘Bangkok Pride Festival 2025’ โบกสะบัดธงสีรุ้งแห่งความเท่าเทียม

สยามพิวรรธน์จับมือพันธมิตร สร้างปรากฎการณ์อีเว้นท์ระดับโลก  ‘Bangkok Pride Festival 2025’  โบกสะบัดธงสีรุ้งแห่งความเท่าเทียม

สยามพิวรรธน์จับมือพันธมิตร สร้างปรากฎการณ์อีเว้นท์ระดับโลก ‘Bangkok Pride Festival 2025’ โบกสะบัดธงสีรุ้งแห่งความเท่าเทียม

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.05 น.

Bangkok Pride Festival 2025 ต่อยอดความสำเร็จที่ประเทศไทยมีกฏหมายสมรสเท่าเทียมประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กลุ่มสยามพิวรรธน์ จับมือ Bangkok Pride และองค์กรพันธมิตร ร่วมฉลองเดือนแห่งไพรด์ จัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ ทั้ง Bangkok Pride Parade,  Bangkok Pride Forum, Drag Bangkok Festival  และ The Celebration: Right to Love 2025 มหกรรมความสนุกตลอดเดือนแห่งไพรด์  ขณะที่สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมเปิดตัวแคมเปญ Paint the City With “MY PRIDE” มุ่งสร้างอัตลักษณ์ My Pride ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว  ตอกย้ำประเทศไทยเป็นจุดหมายแห่งความเท่าเทียมระดับโลก

งานแถลงข่าวการจัดงานได้รับเกียรติจาก  นายสรวงศ์  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงาน  และมี นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์, นางมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์  อนุกรรมการ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย, วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival, นายภัทร เลิศสุกิตติพงศา กรรมการ บจก. เยลโล่ แชนแนล ผู้จัดงาน Drag Bangkok Festival, พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรภาครัฐและเอกชน ร่วมงาน ปักหมุดเป็น Global Festival at Global Destination

นายสรวงศ์  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของประเทศไท ในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งประกาศใช้เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรัฐบาล ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดงาน ‘Marriage Equality Day’ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ณ พารากอน ฮอลล์ ก็ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ตอกย้ำก้าวย่างแห่งความเท่าเทียมในสังคมไทย สำหรับเทศกาล Bangkok Pride Festival มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแสดงพลังของชุมชน LGBTQIAN+ หากยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง แฟชั่น และบริการต่างๆ ทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งการยอมรับความหลากหลาย และสร้างสังคมที่เปิดกว้าง

นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารธุรกิจศูนย์การค้า  บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า  ที่ผ่านมา กลุ่มสยามพิวรรธน์ได้ร่วมสนับสนุนองค์กรนฤมิตไพรด์ ซึ่งเป็นผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความตั้งใจให้ย่านสยามเป็น Pride Destination ระดับโลก ซึ่งจากความสำเร็จของการจัดงานในปีที่ผ่านมา นับได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ในปีนี้จึงตอกย้ำการจัดงานในระดับ  Global Festival at Global Destination ที่สามารถดึงดูดผู้สนใจเข้าร่วมงานทั้งจากผู้สนใจชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมีศักยภาพในทุกมิติ มีความหลากหลายที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกไลฟ์สไตล์และความสนใจ รวมทั้งกลุ่มคอมมูนิตี้ LGBTQIAN+ นอกจากนี้ การจัดงาน Bangkok Pride Festival 2025 และ งาน “The Celebration : Right to Love 2025” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในทุกมิติ

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า  กลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นกำลังสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับองค์กรและระดับอุตสาหกรรม ดังนั้น สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ริเริ่มแคมเปญ “Paint the City with MY PRIDE” และออกแบบชุดอัตลักษณ์ภายใต้ชื่อ “MY PRIDE” เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของตัวตน การมีจิตใจที่เปิดกว้าง และความภาคภูมิใจในตนเองและประเทศไทย โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนนำชุุดอัตลักษณ์ “MY PRIDE” ไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์และบริการ หรือสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยและผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เติบโต

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival กล่าวว่า  ความสำเร็จจองการจัดงาน Bangkok Pride Festival ในปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความหลากหลาย ความรักที่ไม่มีข้อจำกัด คอมมูนิตี้ LGBTQIAN+ ต่างรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่และปรากฏการณ์ความสนุกของงาน Bangkok Pride Festival  โดยปีนี้รูปแบบของการจัดงานจะถูกถ่ายทอดเรื่องราวภายใต้ธีม Born This Way : การต่อสู้ที่เดินต่อไปจากสมรสเท่าเทียม สู่การรับรองอัตลักษณ์   ปีนี้คาดหวังว่าจะมีคนเข้ามาร่วมขบวนพาเหรดกับเราทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 300,000 คน พร้อมคาดหวังให้ Bangkok Pride Festival 2025 ตอกย้ำการเป็น Pride Destination ด้วยขบวนไพรด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชียที่คนอยากมาร่วมขบวนไพรด์พาเหรดมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่คนไทย ไม่ใช่แค่ชาว LGBTQIAN+ แต่เป็นผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เทศกาลนี้ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองของ LGBTQIAN+ แต่เป็นการประกาศว่า กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยพร้อมเป็นจุดหมายปลายทางแห่ง Pride ระดับโลก และเป็นเจ้าภาพ Bangkok World Pride 2030 อย่างสมศักดิ์ศรี

งาน Bangkok Pride Festival 2025 ภายใต้แคมเปญ The Celebration: Right to Love  จะมีขึ้นระหว่าง 30 พฤษภาคม- 1 มิถุนายน 2568 โดยมีกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย งาน Bangkok Pride Parade งานฉลองเดือนแห่งไพรด์ที่รวมพลังคอมมูนิตี้ LGBTQIAN+ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมงานในวันที่ 1 มิถุนายน 2568  พร้อมปักหมุดสู่ Pride Parade ขบวนสีรุ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดเส้นทางถนนพระรามที่ 1 เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนความแตกต่าง ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม โดยในปีนี้มาด้วยกันทั้งหมด 5 สี คือ Born to be LOVED : ขบวนแห่งความรักที่จะแสดงถึงพลังแห่งการ “เลือกที่จะรักได้อย่างไร้ขีดจำกัด” เพราะไม่ว่าจะเป็นเพศไหน วัยใดก็ตาม ทุกคนก็สามารถเลือกที่จะรักได้ Born to be ME : ขบวนแห่งการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อสนับสนุนทุกคนให้ก้าวออกจากกรอบเดิม และเราก็สามารถเลือกที่จะเป็นตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจและทุกคนดีในแบบของตัวเองได้ Born to CREATE & INSPIRE : ขบวนแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำศิลปิน นักแสดง และคนในวงการบันเทิง ศิลปะ วัฒนธรรม และการออกแบบ มาร่วมกับสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ Born to be PART OF ONE : ขบวนแห่งสันติภาพที่จะนำพาประเด็นต่างๆ ที่ยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไปมาร่วมส่งเสียง และขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างสันติภาพ และทำให้เกิดการะตระหนักรู้ต่อสังคม Born to HEAL GENERATION : ขบวนแห่งตระหนักด้านสุขภาวะทั้งกายและใจ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนเข้าใจและกลับมาดูแลตนเอง ทั้งภายใน ภายนอก และแวดล้อมต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสุขภาวะที่ไม่ดีเกิดขึ้น

อีกทั้ง สยามพิวรรธน์ ยังร่วมกับ Drag Bangkok และ Yellow Channel จัดงาน Drag Bangkok Festival 2025 หนึ่งในคอมมูนิตี้ที่มีสีสันและสามารถดึงดูดสายตาจากคนทั่วโลก  รวบรวมศิลปินแดร็กระดับตัวแม่ตัวมัมมาสร้างความสนุกตลอดเทศกาล ณ พาร์คพารากอน ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน

ฟรีน สโรชา สะกดทุกสายตาในโททัลลุคของ Valentino คว้าอันดับ 4 มูลค่าสื่อสูงสุดในงาน MET GALA 2025

ฟรีน สโรชา สะกดทุกสายตาในโททัลลุคของ Valentino  คว้าอันดับ 4 มูลค่าสื่อสูงสุดในงาน MET GALA 2025

ฟรีน สโรชา สะกดทุกสายตาในโททัลลุคของ Valentino คว้าอันดับ 4 มูลค่าสื่อสูงสุดในงาน MET GALA 2025

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.03 น.

หลังจาก Valentino ประกาศแต่งตั้ง  ฟรีน สโรชา ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของเมซง วาเลนติโนจากประเทศไทย  ล่าสุดในงาน MET GALA 2025 เธอปรากฏตัวในโททัลลุค Custom made สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นโดยผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของเมซง อเลสซานโดร มิเคลเล่ (Alessandro Michele)

ฟรีน สโรชา สวมใส่แจ็กเก็ตผ้าวูลสีเบทูล่า ตกแต่งด้วยขนเฟอร์สีดำตัดกันอย่างโดดเด่น ด้านในสวมใส่บอดี้สูทลูกไม้สีธรรมชาติ ดีไซน์คอสูง แขนยาว ปักเลื่อมและลวดลายดอกไม้หลากสีกระโปรงยาวชีฟองสีดำดีไซน์วอลลันต์พร้อมรายละเอียดรัฟเฟิลพลีท ประดับด้วยโบว์ซาตินสีชมพู และเครื่องประดับจาก Valentino Garavani

นอกจากลุคของเธอจะสะกดทุกสายตาบนพรมแดง MET GALA 2025 ครั้งแรกแล้ว เธอยังคว้าอันดับ 4 ของผู้สร้างยอด EMV (Earned Media Value) หรือมูลค่าทางสื่อ จากการจัดอันดับโดย Lefty มากถึง 5.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจาก Kiara Advani, Kylie Jenner และ Lewis Hamilton

โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งความสำเร็จ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติในประเทศไทย

โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งความสำเร็จ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติในประเทศไทย

โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งความสำเร็จ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.01 น.

โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ หนึ่งในสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้าของประเทศไทย จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการศึกษาระบบอังกฤษที่ส่งเสริมเยาวชนไทยและนานาชาติสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง

งานนี้นำโดย ดร. วีระชัย เตชะวิจิตร์ ผู้ก่อตั้ง เจ้าของและประธานกรรมการกลุ่มโรงเรียนฯ พร้อมครอบครัวเตชะวิจิตร์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายแวดวง ทั้งไทยและต่างชาติ ร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จระดับนานาชาติของโรงเรียนแห่งนี้

การเดินทางอันยิ่งใหญ่ตลอด 3 ทศวรรษ ถูกถ่ายทอดผ่านบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ พร้อมการแสดงอันทรงพลังจากนักเรียนจำนวน 500 คนสลับขึ้นบนเวทีจากทั้งแคมปัสกรุงเทพฯและพัทยา สะท้อนศักยภาพด้านวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ในแบบฉบับรีเจ้นท์ที่ไม่เหมือนใคร

สุนทรพจน์ของ ดร.วีระชัย ได้บรรยายถึงความสำเร็จของ โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ที่ได้สร้างศิษย์เก่าคุณภาพที่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Oxford, Cambridge, LSE, Imperial, Yale, UCLA, Stanford, Chicago ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานระดับสูงที่โรงเรียนยึดมั่นมาโดยตลอดทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวที่จะไม่เพียงสร้างโรงเรียน แต่ได้วางรากฐานแห่งอนาคตของเยาวชนไทยและนานาชาติ โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์จึงมิใช่เพียงสถาบันการศึกษา แต่คือ “บ้านหลังที่สองที่จะนำพาเขาไปสู่เวทีระดับโลก”ซึ่งศิษย์เก่าหลายคนได้มีโอกาสรับใช้ชาติของตนเองถึงระดับรัฐมนตรี และนักวิทยาศาสตร์ นักสังคมสงเคราะห์และนักกฎหมายของประเทศ

จากนั้นได้กล่าวขอบคุณ Ms. Amos Turner-Wardell (ครูใหญ่แคมปัสพัทยา), Mr. Andy Edmonds (ครูใหญ่แคมปัสกรุงเทพฯ) และอดีตผู้บริหารจากรุ่นต่าง ๆ ที่ได้ร่วมสร้างคุณภาพอันต่อเนื่องของโรงเรียน

ความอบอุ่นของค่ำคืนนี้ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อเหล่าผู้ปกครองและศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในแวดวงบันเทิง ธุรกิจ และสื่อ อาทิ ปาณิสรา อารยะสกุล (โอปอล์), สมิทธิ์ อารยะสกุล (โอ๊ค), สาวิตรี สุทธิชานนท์ (โบ), พิษณุ นิ่มสกุล (บอย), และ ณัฐ เทพหัสดิน ณ อยุธยาและบอม โทณวนิก เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมแบ่งปันความทรงจำที่มีต่อโรงเรียนอันเป็นที่รักแห่งนี้

จากจุดเริ่มต้นในปี 2537 ที่พัทยา โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ได้เติบโตและขยายสู่แคมปัสกรุงเทพฯ ในปี 2543 และแคมปัสหลังสวนในปี 2565 ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนรวมมากกว่า 2,000 คนจากกว่า 50 สัญชาติทั่วโลก

ความโดดเด่นของรีเจ้นท์อยู่ที่การคัดสรรครูมืออาชีพระดับโลก โดยครูส่วนใหญ่ได้รับ QTS (Qualified Teacher Status) จากประเทศอังกฤษ พร้อมระบบการเรียนการสอนตามหลักสูตรอังกฤษ ถึง A level ทั้ง IB (International Baccalaureate) ที่สร้างผู้นำรุ่นใหม่ ที่มุ่งเน้นทั้งด้านวิชาการ ความคิดวิเคราะห์ และการพัฒนาภาวะผู้นำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการผลิตเยาวชนระดับโลก ความร่วมมือ มหาวิทยาลัย MIT, Juilliard School, Nord Anglia และ Round Square สร้างความแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงเรียนล้วนออกแบบตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิก สนามฟุตบอลหญ้าเทียม ห้องจำลองการเล่นกอล์ฟ ห้องสมุดมัลติมีเดีย และห้องกิจกรรมอเนกประสงค์ (Multi-function Hall)ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน ทั้งสองแคมปัสยังมีแผนการขยายเพิ่มอาคารเพื่อรองรับการเติบโตจากความต้องการของผู้ปกครองรุ่นใหม่

30 ปีของรีเจ้นท์ คือการเดินทางแห่งคุณภาพ ความมุ่งมั่น และแรงบันดาลใจ ที่จะก้าวต่อไปในฐานะเสาหลักของการศึกษานานาชาติในประเทศไทยอย่างมั่นคงและทรงพลัง

‘Soft Armor’บอกเล่าเรื่องราวโลกแห่งการเยียวยา การต่อต้าน และจินตนาการ

‘Soft Armor’บอกเล่าเรื่องราวโลกแห่งการเยียวยา การต่อต้าน และจินตนาการ

‘Soft Armor’บอกเล่าเรื่องราวโลกแห่งการเยียวยา การต่อต้าน และจินตนาการ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะบางที เกราะที่แข็งแรงที่สุด อาจไม่ใช่โลหะ แต่คือความอ่อนโยน พฤษภาคม นี้ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ศูนย์รวมวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ใจกลางเจริญกรุง ย่านสร้างสรรค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว กลิ่นอายของประวัติศาสตร์และศิลปะร่วมสมัย  เชิญชวนคนรักงานศิลป์ไปพบกับ  “Soft Armor” นิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของ 3 คาแรกเตอร์หลักอย่าง PINKPUNKBOY, FROG BOY และ MOTO ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงานศิลปะรวม 14 ชิ้น  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 ณ เซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์

Soft Armor คือนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกแห่งการเยียวยา การต่อต้าน และจินตนาการ โดยได้ 3 ศิลปินอย่าง Oreojimnom, ToomtamGX, และ Moto มานำเสนอผ่านตัวละครแต่ละตัว ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องจิตใจของศิลปินเอง แล้วแปรเปลี่ยนเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยพลังและความรู้สึกจริงแท้

PINKPUNKBOY โดยศิลปิน Oreojimnom เกิดจากแรงกดดัน โลกบอกให้เขาเข้มแข็ง และสู้กลับ—แต่ไม่ใช่ด้วยกำลัง แต่ด้วยสไตล์ ด้วยศิลปะ Pinkpunkboy ใช้ความพังก์แบบสีชมพู ใช้ความอ่อนโยนเป็นพลัง เกราะของเขาคือความอดทน การรอคอย และการเปลี่ยนแผลให้เป็นพลังใหม่

FROG BOY โดยศิลปิน ToomtamGX คือที่ปลอดภัยของจิตใจ เป็นเพื่อนที่ศิลปินสร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับปมด้อยและความไม่มั่นใจ โลกของเขาเต็มไปด้วยสีสัน จินตนาการ และความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ได้ทุกครั้ง Frog Boy จะพาเราหนี และในขณะเดียวกัน ก็พาเรากลับมาเข้าใจตัวเอง

MOTO คือเด็กผู้ชายที่ไม่เคยหยุดฝัน ความทรงจำในวัยเด็ก สื่อที่โตมาด้วยกัน ของเล่น การ์ตูน—เขาเปลี่ยนทั้งหมดให้กลายเป็นภาพวาดที่พาเราหลุดเข้าไปในโลกเหนือจริง ป็อปแฟนตาซีที่ทั้งเท่ ทั้งอบอุ่น เขาทำให้เรารู้ว่า ความฝันสามารถเป็นจริงได้ ถ้าเรากล้าฝัน

เรื่องราวของสามศิลปินนี้จะพาทุกท่านดำดิ่งเข้าไปในโลกภายใน ที่อาจดูเปราะบางแต่ไม่เคยอ่อนแอ อ่อนโยนแต่ทรงพลัง เกราะของพวกเขาไม่ได้ไว้ซ่อน แต่ไว้แสดงตัวตนสำหรับทุกคนที่เคยเจ็บ เคยหนี เคยฝัน เคยเริ่มต้นใหม่ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินเข้ามา เพราะความอ่อนโยนของคุณ ไม่ได้เป็นจุดอ่อน แต่มันคือ “เกราะอ่อน” ของคุณเอง

นิทรรศการเปิดให้ชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2568  ทุ วันอังคารถึงอาทิตย์ ตั้งเเต่เวลา 10.00 – 18.00 น. สอบถามข้อมูลโทร.02 267 0412 E-mail: centraltheoriginalstore@central.co.th หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย  : FB https://www.facebook.com/central.theoriginalstore และ IG https://www.instagram.com/central.theoriginalstore

 “เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์” (Central: The Original Store) ศูนย์รวมวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นต้นกำเนิดร้านค้าปลีกแห่งแรกของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ นายเตียง และนายสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มเซ็นทรัลได้ซื้อไว้เมื่อปี 1950 บนถนนเจริญกรุง นับเป็นจุดบรรจบอย่างลงตัวของความเก่าและใหม่ ผสานความเป็นเซ็นทรัลในยุคบุกเบิกเข้ากับบริบทในยุคปัจจุบัน สะท้อนความมุ่งมั่นของครอบครัวจิราธิวัฒน์ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และคนในชุมชน พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของย่านเจริญกรุงในช่วงกลางศตวรรษ เข้ากับประสบการณ์ที่ทันสมัยเพื่อต้อนรับคนในทุกเจเนอเรชั่น

พื้นที่ที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันแห่งนี้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม ปี 2020 ที่นำเสนอนิตยสารและหนังสือในบริบทของยุค สินค้าที่ระลึก นิทรรศการ ห้องสมุดและศูนย์บริการค้นคว้าข้อมูล พื้นที่จัดกิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ดนตรี เป็นสถานที่แฮงเอาท์สำหรับชาวกรุงเทพฯ ยุคใหม่

ตัวอาคารประกอบไปด้วยอาคารขนาดเล็ก 5 ชั้น เชื่อมต่อสู่บ้านเก่าแก่ 2 ชั้น อีกหลังหนึ่งด้วยสวนขนาดเล็ก โดยโครงสร้างในส่วนของอาคารได้รับการปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกแนวมินิมัลลิสต์ชาวเบลเยียม วินเซนต์ แวน ดอยเซน ถือเป็นโครงการแรกของเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศและการตกแต่งสวยงามเหนือกาลเวลา ที่ออกแบบโดย Tripster ดีไซน์สตูดิโอจากญี่ปุ่น