กรมประมง เปิดรับซื้อ ‘ปลาหมอคางดำ’รอบใหม่ 14 จังหวัด เริ่ม 8 พ.ค. นี้

กรมประมง เปิดรับซื้อ 'ปลาหมอคางดำ'รอบใหม่ 14 จังหวัด เริ่ม 8 พ.ค. นี้

กรมประมง เปิดรับซื้อ ‘ปลาหมอคางดำ’รอบใหม่ 14 จังหวัด เริ่ม 8 พ.ค. นี้

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

กรมประมง เปิดรับซื้อ ‘ปลาหมอคางดำ’รอบใหม่ 14 จังหวัด เริ่ม 8 พ.ค. นี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากที่นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันให้รัฐบาลใช้งบกลางเร่งด่วน แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ล่าสุด สำนักงบประมาณได้อนุมัติวงเงิน 97.81 ล้านบาทให้กรมประมงดำเนินการภายใต้ 2 มาตรการหลัก 4 กิจกรรมย่อย
 มาตรการที่ 1 ควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ (งบ 92 ล้านบาท) ได้​แก่​ รับซื้อปลาหมอคางดำจากแหล่งแพร่ระบาด 61.10 ล้านบาท​สนับสนุนปัจจัยกำจัดในพื้นที่เพาะเลี้ยง 15.27 ล้านบาท​ และ​สร้างความร่วมมือกับชุมชน 15.62 ล้านบาท
มาตรการที่ 2 นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ (งบ 5.81 ล้านบาท) ได้​แก่​ ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ
กรมประมงจะเริ่มรับซื้อปลาหมอคางดำระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม ถึง 30 กันยายน 2568 ในราคา 20 บาท/กิโลกรัม แบ่งเป็นค่าสินค้า 15 บาท/กิโลกรัม จ่ายให้ชาวประมงหรือผู้จับปลา และค่าขนส่งรวมถึงการบริหารจัดการอีก 5 บาท/กิโลกรัม ให้ผู้รวบรวมหรือแพปลา มีจุดรับซื้อรวม 40 จุด ครอบคลุม 14 จังหวัด

นายบัญชา กล่าวอีกว่า กรมประมงได้ดำเนินการแบบบูรณาการ ทั้งการป้องกัน กำจัด นำไปใช้ประโยชน์ เยียวยาผลกระทบ และฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา 

‘นายกฯอิ๊งค์’ ถกส่วนราชการ เข้มหาทางช่วยสินค้าเกษตรไทยล้นตลาด

‘นายกฯอิ๊งค์’ ถกส่วนราชการ เข้มหาทางช่วยสินค้าเกษตรไทยล้นตลาด

‘นายกฯอิ๊งค์’ ถกส่วนราชการ เข้มหาทางช่วยสินค้าเกษตรไทยล้นตลาด

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

“นายกฯอิ๊งค์” ถกส่วนราชการ เข้มหาทางช่วยสินค้าเกษตรไทยล้นตลาด ฝาก ก.พาณิชย์ ใช้ FTA สร้างสมดุลย์การค้า

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 พ.ค. ที่กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า มีนายพิชัย นริพทะพันธ์ุ รมว.พาณิชย์ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ในการประชุมมีปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า เรื่องแรกการประชุมที่ผ่านมาได้รับข้อเสนอจากทุกคน รู้สึกว่ามีประโยชน์มาก และได้ไปทำการขับเคลื่อนเรื่องการท่องเที่ยวแบบ Man made destination และขยายผลเรื่องการใช้แอพพลิเคชั่น Traffy Fondue ซึ่งถือเป็นช่องทางร้องเรียนหลักของรัฐบาล ตนจึงขอฝากทุกกระทรวงช่วยขยายผลในเรื่องนี้ต่อด้วย เผื่อมีเรื่องร้องเรียนอย่างไร รัฐบาลจะเป็นศูนย์กลางรับฟังความเห็นของประชาชน​

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า วันนี้ได้เชิญปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยเรื่องของมาตรการการสวมสิทธิ์สินค้าไทย การแก้ปัญหาสินค้า และเรื่องธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายในไทย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงช่องโหว่ทางกฎหมายที่จะเอื้อต่อการสวมสิทธิ และการประกอบธุรกิจที่มีลักษณะเป็นนอมินี ก็ขอให้เข้มงวดในเรื่องของการตรวจสอบสินค้า มาตรฐานสินค้าคุณภาพต่างๆ อีกเรื่องที่ต้องทบทวนคือเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนการจ้างงานแรงงานไทย และใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ รวมถึงการออกใบกำกับรับรองสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า เรื่อง One Stop Service ขอให้กระจายไปทุกกระทรวง การที่ประชาชนมาติดต่อ ขอให้ทำเรื่อง One Stop Service เป็นหนึ่งเดียวกันจะได้ลดขั้นตอน และประหยัดเวลาด้วย นอกจากนี้ขอกล่าวถึงเรื่องงบประมาณโดยทางผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้รายงานตัวเลขเมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ภาครัฐมีการลงทุนเบิกจ่ายเม็ดเงินในระบบกว่า 500,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34% ในการลงทุนทั้งหมด ซึ่งตัวเลขดีขึ้นอย่างมาก แต่สามารถดีขึ้นได้อีก จึงขอขอบคุณทุกกระทรวง และขอความร่วมมือจากทุกกระทรวงให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณต่อ

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้บทบาทหนึ่งที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือการเร่งส่งเสริมสินค้าเกษตรไทย ปัจจุบันสินค้าการเกษตรต่ำกว่าทุกปี ขอให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ และได้ทราบรายงานมาว่าผลไม้ไทยปีนี้หลายชนิดจะล้นตลาด อย่างแรกขอการสนับสนุนจากส่วนราชการทุกกระทรวง ถ้าจะมีการซื้อจากเกษตรกรหรืออย่างไร ช่วยกันปรึกษากับทางกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มีการซื้อสินค้าของประชาชนด้วย และสนับสนุนสินค้าเกษตรหลายๆสินค้าไม่ให้ล้นตลาด คงต้องเริ่มทำแพลนว่าจะใช้เรื่องการจัดซื้อสินค้าอย่างไรได้บ้าง ขาดตรงไหน หรือต้องเติมตรงไหนบ้าง เพราะสินค้าล้นตลาด หากเราจะกระจายไปภาครัฐส่วนหนึ่ง และภาคเอกชนส่วนหนึ่ง อย่างผลไม้บางอย่างอยู่ได้ไม่นาน ถ้าในประเทศบริโภคผลไม้ของไทยก็ช่วยเกษตรกรได้เยอะ ขอให้ทุกกระทรวงดูเรื่องนี้ด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องโครงการ Thai SELECCT ของกระทรวงพาณิชย์ ทราบอยู่ว่าจริงๆต่างประเทศเขาใช้สินค้าของเรา เราจะสามารถสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างไรได้บ้าง มีมาตรการการรับรองส่งออกไปยังประเทศต่างๆได้อย่างไรบ้าง อาจจะคุยกับทางปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อดูช่องทางให้ Connect กับร้านอาหารไทยให้ได้รับสินค้าจากไทยจริงๆ และลดต้นทุน ซึ่งเราช่วยเหลือซัพพอร์ตร้านอาหารไทยในต่างประเทศได้อย่างไร ขอให้มีช่องทางหนึ่งที่จะได้ช่วยกัน

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อย่างที่พูดไปเรื่องราคาสินค้า อยากให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยหามาตรการทำราคาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ และเรื่องพ่อค้าคนกลางไม่อยากให้มี เพราะราคาถูกกดไปเยอะ และเพิ่มต้นทุนเยอะ ต้องขอความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย ขอให้ลองคุยกับทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะสามารถให้เอกชนร่วมมืออย่างไรได้บ้าง ซึ่งตนเองก็พร้อมสนับสนุน ขอให้บอกและวางแผนมาได้ จะคุยวงเล็กอีกที และตอนนี้เองที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบหลักๆ คือการขับเคลื่อนการค้าการลงทุน และเรื่องการรับมือผลกระทบมาตรการทางการค้าของสหรัฐ เรากำลังทำอยู่ แต่พยายามใช้เรื่องของ FTA อื่นๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเรื่องดุลย์ราคาต่างๆเรื่องนี้ให้ดูประกอบกันไปด้วยว่ามีอะไรสามารถบาลานซ์ หรือทำให้สมูทได้ 

‘กมธ.สันติภาพชายแดนใต้’ ออกแถลงการณ์5จุดยืน‘ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น

'กมธ.สันติภาพชายแดนใต้' ออกแถลงการณ์5จุดยืน‘ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น

‘กมธ.สันติภาพชายแดนใต้’ ออกแถลงการณ์5จุดยืน‘ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

‘กมธ.สร้างสันติภาพชายแดนใต้’ ออกแถลงการณ์5จุดยืน ‘ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น-ต้องนำผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม-คุ้มครองความปลอดภัยปชช.-ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมพูดคุย’ เร่งดันรายงานข้อเสนอระยะสั้น-ยาว แก้ปัญหายั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม2568 เวลา12.30น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกมธ.ฯ กล่าวภายหลังการประชุม กมธ.ฯว่า การจัดทำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ เป็นข้อเสนอในเชิงภาพรวม เพื่อแก้ปัญหา ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ที่ผ่านมา เราจึงไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น เฉพาะเรื่อง หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่กรณีความรุนแรงล่าสุดนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ และประชาชนสามจังหวัดชายแดนใต้ กังวลในความปลอดภัยและทรัพย์สิน ขณะที่ประชาชนทั่วประเทศก็มีความกังวลว่า ความไม่สงบ หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอดีตจะกลับมาหรือลุกลามบานปลาย โดย กมธ.ฯ ได้มีการหารือกัน เพื่อแสดงความคิดเห็นที่คิดว่า เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา และทำให้เกิดการตั้งสติ เพื่อให้สังคมไทยช่วยกันคิดหาทางออกจากปัญหา และคุ้มครองให้ความปลอดภัยต่อประชาชน รวมถึงมีการนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุด และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม ตลอดจนกระบวนการซึ่งพยายามทำให้เกิดความร่วมมือกับทุกฝ่ายทุกภาคส่วนเพื่อพูดคุยสันติภาพ และทราบว่าฝ่ายรัฐบาลขณะนี้ มีความคิดนโยบายที่จะดำเนินการพูดคุยด้วย

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพ อย่างเป็นทางการเริ่มเป็นกิจลักษณะในปี 56 และยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน เพียงมีการหยุดชะงักในการตั้งคณะพูดคุย เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้ง ต้องมีการตั้งคณะฯตามระเบียบบริหารราชการของรัฐบาลใหม่ ดังนั้น เราอยากให้สังคมเกิดความเข้าใจว่า ปัญหาความขัดแย้งความไม่สงบในชายแดนใต้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน สะสมมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งหลายฝ่ายกำลังพูดถึงการทบทวนว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เป็นเพราะเหตุใด ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราจะจัดทำรายงาน เพื่อนำข้อเสนอเข้าสู่สภา และส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป

ด้านพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ในฐานะโฆษกกมธ.ฯ ได้อ่านแถลงการณ์กมธ.ฯ ต่อความรุนแรงระลอกล่าสุดในพื้นที่ชายแดนใต้ว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยมีการสังหารพลเรือน เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ รวมถึงพระสงฆ์ในศาสนาพุทธและครูสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งได้สร้างความสะเทือนใจประชาชนในวงกว้างและทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้อยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ประชาชนในพื้นที่ต้องอยู่ในภาวะหวาดระแวง วิตกกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ในสภาวะเช่นนี้ การใช้สติและเหตุผลในการเผชิญเหตุเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อยุติความรุนแรงและแสวงหาทางออกอย่างสันติวิธี

คณะกรรมาธิการฯ ขอแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ ดังนี้ 1.คณะกรรมาธิการฯ ขอประณามการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อทุกความสูญเสีย เราขอให้หยุดการกระทำดังกล่าวโดยทันที เพราะการใช้ความรุนแรงไม่เพียงขัดต่อหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน หลักการทาง มนุษยธรรม แต่ยังบ่อนทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างรุนแรง

2.คณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า ต้องมีการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธธรรมโดยเร็ว
ที่สุด และดำเนินการตามหลักนิติธรรมและความโปร่งใส การให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่การคลี่คลายสถานการณ์
ลดความหวาดวิตก ไม่ไว้วางใจกันในพื้นที่

3.คณะกรรมาธิการฯ ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ความคุ้มครองและความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

4.คณะกรรมาธิการฯ ขอสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุย
สันติภาพ เพื่อยุติความรุนแรงและสร้างบรรยากาศเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกันอย่างสันติภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ

5.คณะกรรมาธิการฯ ตระหนักว่าปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
มีความชับช้อนและต้องการแนวทางการสร้างสันติภาพในหลากหลายมิติ รวมทั้งต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน คณะกรรมาธิการฯ กำลังเร่งจัดทำรายงานที่ครอบคลุมข้อเสนอทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นระบบ เพื่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้อย่างยั่งยืน 

‘ธีระชัย’สับ ขุนคลัง มาตรการแวตธุรกิจ มีรายได้1.8ลบ.สกัดสร้างโอกาสธุรกิจหน้าใหม่

'ธีระชัย'สับ ขุนคลัง มาตรการแวตธุรกิจ มีรายได้1.8ลบ.สกัดสร้างโอกาสธุรกิจหน้าใหม่

‘ธีระชัย’สับ ขุนคลัง มาตรการแวตธุรกิจ มีรายได้1.8ลบ.สกัดสร้างโอกาสธุรกิจหน้าใหม่

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

‘ธีระชัย’สับ มาตรการแวต ธุรกิจมีรายได้1.8ลบ.สกัดสร้างโอกาสธุรกิจหน้าใหม่ แนะรมว.คลังอย่าใช้หลักบัญชีคิดแก้ปัญหาเพิ่มเงินในหีบชาติ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ฝ่ายเศรษฐกิจ อดีต รมว.คลัง แถลงข่าวถึงแนวคิดของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อบังคับคนทำธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8ล้านบาทต่อปี ต้องเข้าระบบเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต)โดยอาจกำหนดเป็นแวตประเภทที่ 2 อัตรา 1% ของรายได้ 1.5 ล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านบาทนั้น นายธีระชัยคัดค้านเห็นว่าเป็นนโยบายที่เฉือนเนื้อคนจนเพื่อเอาไปแปะให้คนรวยอันไม่เป็นธรรม

นายธีระชัย อธิบายว่าข้อกำหนดปัจจุบันที่ยกเว้นบุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ต้องเข้าระบบแวต นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม เพื่อเป็นกำลังใจให้คนรุ่นหนุ่มสาวเข้าไปเริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงกำหนดภาระภาษีให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ดังนั้น แนวคิดของนายพิชัยที่จะรื้อกติกานี้ จึงเป็นนโยบายขยายฐานภาษีแบบ “บนลงล่าง” ที่มุ่งให้ชนชั้นล่างต้องแบกภาระภาษีมากขึ้น ส่วนคำอธิบายเหตุผลสนับสนุนว่าเพื่อแก้ปัญหาพ่อค้ารายย่อยไม่ยอมโตนั้นไม่น่ารับฟัง เพราะถ้าธุรกิจไปได้ดีขายได้มาก ผู้ประกอบการมีแต่ประสงค์จะขยายกิจการ เว้นแต่กรณีที่พ่อค้ารายใดมีเจตนาแตกบัญชีเพื่อให้รายได้ในแต่ละชื่อต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทนั้น ก็ต้องใช้วิธีตรวจสอบโยงความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นรายๆไป

ทั้งนี้ นายธีระชัย ยังเห็นว่า รัฐบาลที่ขยายฐานภาษีอย่างเป็นธรรมนั้น จะต้องเน้นนโยบายแบบ “แผ่กว้าง” ให้คนที่อยู่นอกระบบเข้ามาในระบบมากขึ้น รวมทั้งต้องให้คนรวยแบกภาระภาษีมากกว่าคนจน หรือนโยบายแบบ “ล่างขึ้นบน” ส่วนแนวคิดของรัฐบาลนี้ที่มุ่งรีดเลือดจากคนชั้นล่างโดยไม่บังคับให้คนชั้นบนต้องเข้ามาช่วยรับภาระอันเป็นปรัชญาปกติของรัฐบาลนั้น ถือเป็นนโยบายที่ผิดทฤษฎี

“ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลมีการตรวจสอบเก็บภาษีจากคนรวยชั้นบนสุดอย่างครบถ้วนแล้วหรือยัง เพราะยังเห็นที่ดินว่างเปล่าแปลงใหญ่ราคาแพงที่อยู่ใจกลางเมืองหลายแห่งที่รัฐบาลยังปล่อยให้จัดชั้นเป็นที่ดินเกษตรกรรมเพียงแค่มีการปลูกต้นมะนาว” นายธีระชัยกล่าว

กรณีกระทรวงการคลังต้องการแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณนั้น นายธีระชัยแนะนำนายพิชัยประกาศยุติโครงการแจกเงินหมื่นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำทันทีเป็นสิ่งแรก แล้วหาทางประหยัดรายจ่ายโดยการคุมจำนวนและลดงานหน้าที่ของข้าราชการอย่างเข้มงวด หลังจากนั้น ควรเพิ่มอัตราแวตทั่วไปจาก 7% ขึ้นเป็น 8% โดยเพิ่มพิเศษสำหรับสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือยขึ้นเป็น 10% ยันเพดาน แทนที่จะใช้นโยบายภาษีแบบ “บนลงล่าง” ตามที่แถลงข่าวไว้ และขอแนะนำให้ศึกษาเรียนรู้หลักการคิดนโยบายภาษีไว้ด้วยเสริมเพิ่มเติมจากความรู้ด้านบัญชีเพราะจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องฝ่าพายุสมบูรณ์แบบที่ตั้งเค้ารออยู่ข้างหน้า 

‘วีระพันธ์’แย้มเชิญ’นายกฯ-รมต.’แจง กมธ.กาสิโน สัปดาห์หน้า แต่รอมติที่ประชุมเคาะอีกครั้ง

'วีระพันธ์'แย้มเชิญ'นายกฯ-รมต.'แจง กมธ.กาสิโน สัปดาห์หน้า แต่รอมติที่ประชุมเคาะอีกครั้ง

‘วีระพันธ์’แย้มเชิญ’นายกฯ-รมต.’แจง กมธ.กาสิโน สัปดาห์หน้า แต่รอมติที่ประชุมเคาะอีกครั้ง

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

‘วีระพันธ์’ รับระเบียบวาระ กมธ.กาสิโน หลุด แย้มเชิญ ‘นายกฯ-รมต.’แจงสัปดาห์หน้า แต่รอมติที่ประชุมเคาะอีกครั้ง

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา กล่าวถึงการนัดประชุมกมธ. เป็นนัดที่สอง ในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) เวลา 10.00 น. ซึ่งตามวาระกำหนดเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าร่วมประชุม  ว่า วาระการประชุมดังกล่าวไม่ทราบว่าหลุดออกไปได้อย่างไรเพราะยังไม่มีการตรวจทาน อย่างไรก็ดีในการประชุม กมธ.หารือถึงการวางกรอบการทำงานและแนวทางการพิจารณา ดังนั้นหากจะพิจารณาเชิญบุคคลภายนอกร่วมประชุม อาจจะเป็นการประชุมในวันที่ 15 พ.ค. เบื้องต้นมีแนวคิดที่จะเชิญ นายกฯ หรือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม เพราะทราบว่าทางรัฐบาลต้องการจะชี้แจงต่อสังคมเช่นกัน ทั้งนี้ต้องขอมติจากที่ประชุมอีกครั้ง

นายวีระพันธ์ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมกมธ. วันที่ 8 พ.ค. จะพิจารณาวางกรอบแนวทางรวมถึงการตั้งคณะอนุกมธ. รวมถึงตนจะเสนอให้ที่ประชุมอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าติดตามและรับฟังการพิจารณาของกมธ.ด้วย ทั้งนี้ต้องขอเป็นมติจากที่ประชุมอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการเสนอให้ตั้งอนุกมธ. นั้น เบื้องต้นจะพิจารณาตั้ง 2 อนุกมธ. คือ อนุกมธ.พิจารณาผลกระทบทางเศรฐกิจ และ อนุกมธ.พิจารณาผลกระทบทางสังคม.

‘จาตุรนต์’ชี้ไฟใต้ระอุ’ช่วงนี้ แก้ปัญหาไม่ตก สถานการณ์ซับซ้อน-ทับถมหลายสิบปี

'จาตุรนต์’ชี้ไฟใต้ระอุ’ช่วงนี้ แก้ปัญหาไม่ตก สถานการณ์ซับซ้อน-ทับถมหลายสิบปี

‘จาตุรนต์’ชี้ไฟใต้ระอุ’ช่วงนี้ แก้ปัญหาไม่ตก สถานการณ์ซับซ้อน-ทับถมหลายสิบปี

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

‘จาตุรนต์’ชี้‘ไฟใต้ระอุ’ช่วงนี้ สะท้อนย้อนกลับไป20ปี ทุ่มระดมทรัพยากรลงไปในพื้นที่ แต่แก้ปัญหาไม่ตก กระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ขอไม่ก้าวล่วงกลยุทธ์ ‘ฝ่ายบริหาร’ ชี้สถานการณ์ซับซ้อน-ทับถมหลายสิบปี มองถ้าเจรจาแล้วแก้ไขได้หมด จะถูกมองใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วจะบังคับรัฐบาลได้ทุกอย่าง 

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เวลา11.00น. ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงวาระการประชุมกมธ.ฯว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงสุดท้ายของการจัดทำรายงานให้เสร็จ ซึ่งเป็นการจัดทำข้อเสนอและข้อสังเกตที่จะเสนอต่อสภา เพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลโดยจะพยายามให้เสร็จทันช่วงปิดสมัยประชุม ส่วนสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่เริ่มรุนแรงในช่วงนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะเรื่อง จึงไม่ได้นำมาพูดคุยใน กมธ.ชุดนี้ เพราะ กมธ.จัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาในภาพรวม เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว แต่ถ้าถามว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ต้องบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 1-2 ปีนี้ ซึ่งมีแนวโน้มความรุนแรงและความไม่สงบเพิ่มขึ้น แต่ก็คล้ายกับหลายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถพิสูจน์หรือหาตัวคนร้ายด้วยวิธีทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้ไม่ทราบชัดเจนว่าเกิดจากการกระทำของใคร แต่ในช่วงหลังๆนี้มีลักษณะพิเศษ เป็นการกระทำแบบไม่จำกัดเป้าหมาย มุ่งไปที่ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเลย โดยเฉพาะคนชราและเด็ก สังคมต้องช่วยกันประณามว่าการกระทำความรุนแรงต่อใครก็ตามเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ใช่ว่าการจะใช้ความรุนแรงไปทำกับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ 

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ สะท้อนว่าการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ใน 20 ปีนี้ เรายังแก้ปัญหาไม่ตก แก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ ทั้งที่ในช่วง 20 ปีนี้ เราทุ่มเททรัพยากรมหาศาลราว 4-5 แสนล้านลงไปในพื้นที่ และยังคงเป็นพื้นที่ที่เติบโตช้าและมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำที่สุดกระบวนการยุติธรรมก็อ่อนแอ ไม่มีระบบที่ทำให้ประชาชนเชื่อถือในการพิสูจน์ว่าเป็นฝีมือของใคร จึงทำให้เกิดการแก้แค้นกันไปมา ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวคือจังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่เดียวที่ใช้กฎหมายพิเศษถึง 3 ฉบับ รวมถึงกฎอัยการศึกด้วย แต่ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาคือการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้นด้วยกระบวนการปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมาย และมีสาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนของรัฐบาล นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การพูดคุยกับผู้เห็นต่างในทางลับมีมาโดยตลอด ซึ่งการพูดคุยอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในปี 2556 มีการตั้งคณะพูดคุยของทั้งสองฝ่าย และยังคงมีอยู่ แต่ระบบการบริหารของเรา คณะพูดคุยตั้งโดยนายกรัฐมนตรี เมื่อเปลี่ยนนายกฯคณะเดิม ก็ต้องยกเลิกไป ดังนั้น ตอนนี้จึงยังไม่มีการตั้งคณะพูดคุย ไม่ใช่ไม่มีการพูดคุยแล้ว แต่ กมธ.ไม่ขอก้าวล่วงว่า เหตุใดยังไม่มีการตั้งคณะพูดคุย โดยหลักแล้ว เราคิดว่าการพูดคุยเป็นประโยชน์ แต่จะได้ผลแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเท่าที่ดูการพูดคุยยังมีข้อจำกัด เช่นยังไม่ครอบคลุมถึงประชาชนอีกจำนวนมากและปัญหาอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเองที่เราต้องหาทางแก้ โดยอาจต้องทบทวน เรื่องการใช้นโยบายยุทธศาสตร์ชาติ งบประมาณ กฎหมาย รวมถึงองค์กรที่เข้าไปกำกับดูแลในการใช้กฎหมายพิเศษ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา เพื่อให้ประชาชนพ้นจากความทุกข์ยาก เดือดร้อน

เมื่อถามว่าคณะพูดคุยในสมัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะตั้งได้เมื่อไหร่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกลยุทธ์ของฝ่ายบริหาร แต่ตอนนี้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น จะสรุปว่าเป็นเพราะไม่มีการพูดคุยก็เป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป เพราะปัญหาทับถมกันมาหลายสิบปี เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือของใคร และคณะที่พูดคุยสั่งการหรือไม่ หรือเห็นด้วยหรือไม่ก็ไม่ชัดเจน ถ้าเจรจาแล้วแก้ไขปัญหาได้หมด คนก็จะมองว่าการใช้ประชาชนเป็นตัวประกันจะบังคับรัฐบาลได้ทุกอย่าง ก็จะเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่าการสรุปรายงานของกมธ.อยู่ในช่วงความรุนแรงพอดีจะต้องปรับเข้าใส่ไปในรายงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่ากมธ.จะไม่เสนอทางออกเฉพาะเหตุการณ์ เพราะไม่ใช่โจทย์ที่ได้รับจากสภาแต่เมื่อเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอยู่ขณะนี้ก็จะนำมาเป็นปัจจัยประกอบในการพิจารณาเสนอข้อสังเกต เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้รู้สึกว่าเป็นประโยชน์จากการรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแล้วก็ยังยืดเยื้อเรื้อรังไปเรื่อยอย่างที่ผ่านมา 

หวั่นเกิดสงครามในอนาคต! ‘บิ๊กอ้วน’ ย้ำให้ถอนกำลัง’ปราสาทตาเมือนธม’ เพื่อลดการเผชิญหน้า!

หวั่นเกิดสงครามในอนาคต! 'บิ๊กอ้วน' ย้ำให้ถอนกำลัง'ปราสาทตาเมือนธม' เพื่อลดการเผชิญหน้า!

หวั่นเกิดสงครามในอนาคต! ‘บิ๊กอ้วน’ ย้ำให้ถอนกำลัง’ปราสาทตาเมือนธม’ เพื่อลดการเผชิญหน้า!

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.48 น.

‘ภูมิธรรม’ แจง เหตุสั่งถอยกำลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา ลดการเผชิญหน้า หวั่นเกิดสงครามในอนาคต ยืนยัน ยังคงรักษาอธิปไตยไว้ทุกส่วน   

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00น.ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กห.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กรณี ประสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ว่า วันก่อนตนได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า กรณี ประสาทตาเมือนธม ให้เป็นไปตาม MOU 43 ไทยอยู่ตรงไหน ก็ให้อยู่ตรงนั้น ส่วนที่มีการล้ำเข้ามา เราก็สกัดให้ถอยออกไป และพยายาม ให้ถอยจากการเผชิญหน้ากันทั้ง 2 ฝ่าย 

เนื่องจากตน ไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กัน เพราะพลทหารแต่ละคน เราไม่รู้ว่า เค้าจะแสดงท่าทีอย่างไร หากเกิดความไม่พอใจกัน และเกิดสัญญาณที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อาจจะบานปลายและกลายเป็นสงครามได้ ปัจจุบันให้ถอยออกมาในแต่ละจุด แต่ไม่ใช่ให้ถอยและให้เค้ามายึด  เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และตนคิดว่า การเสพสื่อควรพิจารณาอย่างมีสติแล้วรอบคอบ เรามีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือรักษาอธิปไตยของประเทศ และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และพยายามลบเงื่อนไขในการสร้างให้เกิดปัญหา เพราะหากเกิดสงคราม มันไม่เป็นผลดีต่อใคร 

อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า เรายังรักษาอธิปไตยของเราทุกส่วน แม่การลดกำลังกองทัพ ก็ต้องลดให้มีประสิทธิภาพ อย่างน้อยต้องปกป้องอธิปไตยของประเทศได้ ส่วนเกินที่เป็นไขมันก็ต้องรีดออกไป และนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนกำลังพล ตนเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ 

‘ปชน.’เปิดเหตุทำไฟใต้หวนระอุซ้ำ เพราะ‘รัฐบาล’ไม่ชัดเจน‘พูดคุยสันติสุขชายแดนใต้’ หนุนเจรจา ‘BRN’

'ปชน.’เปิดเหตุทำไฟใต้หวนระอุซ้ำ เพราะ‘รัฐบาล’ไม่ชัดเจน‘พูดคุยสันติสุขชายแดนใต้’ หนุนเจรจา ‘BRN’

‘ปชน.’เปิดเหตุทำไฟใต้หวนระอุซ้ำ เพราะ‘รัฐบาล’ไม่ชัดเจน‘พูดคุยสันติสุขชายแดนใต้’ หนุนเจรจา ‘BRN’

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

‘ปชน.’เปิดเหตุทำไฟใต้หวนระอุซ้ำ เพราะ‘รัฐบาล’ไม่ชัดเจน‘พูดคุยสันติสุขชายแดนใต้’ หนุนเจรจา ‘BRN’ ชม‘ทักษิณ’ กรุยทางเปิดคอนเนคชั่น แต่ไทยต้องเริ่มด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้ ‘บีอาร์เอ็น-มาเลเซีย’ เป็นผู้กำหนด​ 

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม2568 เวลา11.00น. ที่รัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขณะนี้น่าจะเกิดจากการแก้ปัญหาภาพรวม​ ยังไม่มีความชัดเจนและมีความลังเล​ในการกำหนดทิศทาง แม้นายภูมิธรรม เวชย​ชัย​ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีข้อสั่งการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ทบทวนยุทธศาสตร์ ต้องแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา2568 แต่ล่วงเลยมาแล้ว​ พอหลังจากสถานการณ์รุนแรงขึ้น​ ก็มีการขีดเส้น 7 วัน​  และวันนี้ก็ผ่านมาแล้วด้วย​ ขณะที่ข้อเสนอของฝั่งไทย ได้เจรจากับ BRN ก่อนหน้านี้ให้หยุดยิงเพื่อพิสูจน์ความเป็นตัวจริง แต่กลับมีความล้มเหลวเกิดเหตุลอบสังหารตั้งแต่เดือนเมษายน​ ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชน​ เกิดความไม่สบายใจ​ จากนั้นสถานการณ์ไต่ระดับ และหากสังเกตดีๆ​ความรุนแรงกำลังทำงาน เพื่อให้เกิดการตอบโต้

“หากความรุนแรงถาโถมลงไปเรื่อยๆ จะทำให้ผู้คนแบกรับความเสี่ยง ดังนั้น​ จะดำเนินการอะไรต้องเป็นเหตุเป็นผลและมองว่ากระบวนการสันติภาพต้องดันขึ้นจากหลายภาคส่วน ทั้งประชาชนในพื้นที่ชาวมุสลิมและไทยพุทธ รวมถึงอื่นๆ ต่างเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูการพูดคุย เพื่อให้มีพื้นที่ทางการเมือง พื้นที่ให้ประชาชนพูดคุยและส่งเสียง และย้ำว่าเรื่องนี้ว่าต้องถกเถียงกันด้วยเสียงประชาชน” นายรอมฎอน กล่าว

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ควรเป็นหัวหน้าเจรจาเองหรือไม่ นายรอมฎอน กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา กระบวนการเริ่มต้นมาตั้งแต่รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่จำเป็นต้องเจรจาเอง แต่ต้องมีส่วนกำกับ ขณะที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดระดับ โดยมีคณะกรรมการพูดคุยซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองลงมาเป็นคณะกรรมการพูดคุยสันติสุข และคณะประสานงานในพื้นที่ แต่เมื่อเข้าสู่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสินและน.ส.แพทองธาร​ ชินวัตร โครงสร้างแบบนี้ไม่มี  แต่ให้​สมช. ดำเนินการภายในเอง 

“ประกอบกับไทย ยังมีข้อกังขาว่า คณะพูดคุยของ BRN  เป็นตัวจริงหรือไม่​นานแล้ว เรื่องทั้งหมดจึงควรเริ่มต้น​ จากฉันทานุมัติของแต่ละฝ่าย ที่แต่ละฝ่ายต้องมีการปรับ เพราะสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยกันได้คือต้องยุติสถานการณ์ปรปักษ์หรือหรือการลดความรุนแรงการเผชิญหน้า แม้ต่างฝ่ายต่างดำเนินการแต่สุดท้ายต้องมีองค์ประกอบร่วมกัน” นายรอมฎอน กล่าว

นายรอมฎอน กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการกำหนดทิศทาง ตกลงกติกา มีแต่คณะผู้แทนเพื่อสันติภาพเท่านั้นร่างเอกสาร และแผนสันติภาพเท่านั้น และแม้การเรียกร้องให้หยุดความรุนแรงของรัฐบาล ดูเหมือนสมเหตุสมผลแต่ไม่สอดรับกับความเป็นจริง  เพราะ BRN ยังคงใช้ความรุนแรงเป็นอำนาจต่อรอง ดังนั้น สิ่งที่ต้องคิด คือต้องเผชิญหน้าดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิดคือกำหนดวิธีการ ดำเนินการ เพราะมีความชอบธรรมมากกว่าเนื่องจากไม่ได้ใช้ความรุนแรง

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะส่งนายทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี ไปพูดคุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อยุติปัญหาเหตุความรุนแรงชายแดนใต้ จะได้ผลหรือไม่ นายรอมฎอน กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า การริเริ่มพูดคุยกับมาเลเซีย เกิดจากความสามารถของนายทักษิณ ที่เดินทางไปใช้คอนเนคชั่น​ นำไปสู่การปูทางพูดคุยสันติภาพ แต่จนถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่ามาเลเซียมีความสำคัญ​ เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งประชากรและภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้กัน จึงต้องมีการจัดวาง ให้เกิดความเหมาะสม การกันมาเลเซียออกจากกระบวนการแก้ไขปัญหาอาจจะสร้างปัญหามากกว่า และต้องยอมรับว่า ปัจจุบันไทยใช้มาเลเซียเป็นประตูทางเข้า (engage)​ เพื่อพูดคุยกับ BRN ด้วย แต่สุดท้ายต้องขีดเส้น ใต้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในประเทศเรา  ต้องริเริ่มด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้ BRN หรือมาเลเซีย เป็นผู้กำหนดการพูดคุยหรือการฑูต

นายรอมฎอน ยังกล่าวด้วยว่า​ ตนพร้อมสนับสนุนรัฐบาล เพื่อเดินหน้าการพูดคุยไปสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ 

ไม่เห็นเกี่ยวอะไรด้วยเลย!‘อนุทิน’ขออย่าโยงเอี่ยว’คดีฮั้วสว.’ยัน‘มท.’พร้อมให้ความร่วมมือทุกด้านในกรอบกม.

ไม่เห็นเกี่ยวอะไรด้วยเลย!‘อนุทิน’ขออย่าโยงเอี่ยว’คดีฮั้วสว.’ยัน‘มท.’พร้อมให้ความร่วมมือทุกด้านในกรอบกม.

ไม่เห็นเกี่ยวอะไรด้วยเลย!‘อนุทิน’ขออย่าโยงเอี่ยว’คดีฮั้วสว.’ยัน‘มท.’พร้อมให้ความร่วมมือทุกด้านในกรอบกม.

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

ไม่เห็นเกี่ยวอะไรด้วยเลย! ‘อนุทิน’ ขออย่าโยงเอี่ยว ’คดีฮั้วสว.’ ยัน ‘มท.’ พร้อมให้ความร่วมมือทุกด้านภายใต้กรอบกม. ติสื่อเสนอข่าวให้ถูกต้อง อย่าทำสับสน ยกเคสเสี้ยม ‘มหาดไทย’ ชน ‘ยุติธรรม’ ปม ‘ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ’ ยันไร้ปะทะ ต่างคนต่างทำหน้าที่

7พ.ค.2568 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ในวันพรุ่งนี้ (8พ.ค.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเรียก สมาชิกวุฒิสภา(สว.) 60 คน ให้การเพิ่มเติมคดีฮั้วการเลือก สว.ว่า ก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับกระทรวงมหาดไทย และตนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรกับฝั่ง สว. เพราะตนเป็น สส. ซึ่งตนไม่ได้กังวลอะไร ไม่เกี่ยวข้องกัน ต้องพยายามไม่ผูกกัน เพราะบางที่สื่อผูกเรื่องกันจนเกิดความสับสนไปหมด ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยก็จะให้ความร่วมมือในด้านการสืบสวน และสอบสวน กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในเรื่องของการสอบสวนต่าง ๆ ของส่วนราชการ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องของกระทรวงมหาดไทย ไม่ให้ความร่วมมือ และมีการออกคำสั่งต่างๆ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ แสดงว่าผิดกฎหมาย ยืนยันว่าให้ความร่วมมือทุกกรณี หากผู้มาขอความร่วมมือ อยู่ภายใต้กฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจนแล้ว ก็ขอให้สื่อมวลชนเสนอข่าวให้ถูกต้องด้วย อย่างวานนี้ (6พ.ค.) ก็มีความพยายามจะทำให้มีการชนกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม มันไม่มีตรงไหนที่มีความขัดแย้งกันเลย สื่อไปพาดหัวว่า รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมจะฟันผู้ว่าราชการจังหวัดอำนานเจริญ หากไปดูในข่าว หรือคลิปข่าว ก็ไม่มีคำไหนที่บอกว่าจะฟันผู้ว่าฯเลย 

“การนำเสนอข่าวแบบนี้ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดสู่ประชาชนได้ สิ่งที่ผมยืนยันมาตลอดเวลาว่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ต้องให้ความร่วมมือหากได้รับการร้องขอใดๆ มาภายใต้กฎหมาย หากไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่ได้ เมื่อเช้านี้ผม ก็ได้ดูการนำเสนอข่าวว่ามีการปะทะกัน ชนกัน ยืนยันว่าไม่มีเลย ต่างคนต่างทำตามหน้าที่” นายอนุทิน กล่าว 

‘มท.1’สั่ง‘พ่อเมืองจชต.’ผนึก‘ฝ่ายมั่นคง’เข้มคุ้มครองปชช.เสริมกำลังเพิ่ม

'มท.1’สั่ง‘พ่อเมืองจชต.’ผนึก‘ฝ่ายมั่นคง’เข้มคุ้มครองปชช.เสริมกำลังเพิ่ม

‘มท.1’สั่ง‘พ่อเมืองจชต.’ผนึก‘ฝ่ายมั่นคง’เข้มคุ้มครองปชช.เสริมกำลังเพิ่ม

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

‘มท.1’สั่ง‘พ่อเมืองจังหวัดชายแดนใต้’ผนึก‘ฝ่ายมั่นคง’เข้มคุ้มครองปชช.เสริมกำลังเพิ่ม คลายสถานการณ์ไม่สงบพุ่งเป้า ‘ไทยพุทธ’ แนะเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ยันรัฐบาลไม่ทอดทิ้งชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ข้อสั่งการของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม เร่งแก้ไขถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ช่วงนี้มีการพุ่งเป้าไปที่ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ ตนได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแบ่งหน้าที่เพื่อให้ รองผู้ว่าฯ และนายอำเภออยู่ในพื้นที่ ไปอยู่กับประชาชน และใช้เวลาสร้างความมั่นใจให้เกิดความอุ่นใจ ให้มีการเตรียมพร้อมในเรื่องของการช่วยเหลือทุกอย่าง 

เมื่อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้คนไทยในภาคใต้มีความกังวลใจกับเหตุการณ์ที่รุนแรง กระทรวงมหาดไทยจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่ายังอยู่ในความปลอดภัย และรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ทิ้งเขาไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง รัฐบาลต้องยึดกฎหมาย และข้อสั่งการของนายกฯ ที่ครอบคลุมไปถึงฝ่ายความมั่นคง นอกจากนี้ในภาคใต้ยังมีกองทัพภาคที่ 4 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และฝ่ายปกครอง พร้อมให้การสนับสนุนและให้การช่วยเหลือประชาชนบูรณาการร่วมกัน

“บางช่วงที่เป็นสถานการณ์ความรุนแรงในเรื่องการส่งสัญลักษณ์ ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ขณะที่ฝ่ายรัฐจะเพิ่มกำลัง เร่งตั้งด่าน จัดกำลังคุ้มครองดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนให้มากที่สุด กระทรวงมหาดไทยได้เสริมกองกำลังอาสาตลอดช่วงปีกว่าที่ผ่านมา ทั้งอาสาที่ได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องดูแลประชาชน และปราบปรามผู้ที่ก่อการร้าย โดยที่มีการฝึกด้านมวลชน ด้านการใช้อาวุธ ต้องเสริมกำลังเข้าไป” นายอนุทิน กล่าว –