‘ภูมิธรรม’ยํ้ารัฐบาลจริงจัง สอบตึก สตง.ถล่ม ยันเร่งนําคนผิด มาลงโทษ

'ภูมิธรรม'ยํ้ารัฐบาลจริงจัง สอบตึก สตง.ถล่ม ยันเร่งนําคนผิด มาลงโทษ

‘ภูมิธรรม’ยํ้ารัฐบาลจริงจัง สอบตึก สตง.ถล่ม ยันเร่งนําคนผิด มาลงโทษ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

”ภูมิธรรม“ ชี้ องค์กรปราบทุจริต ต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก-ใช้เทคโนโลยีช่วย สร้างความโปร่งใสต่อ ปชช. ยํ้า รบ.จริงจัง สอบตึก สตง.ถล่ม ยัน เร่งนําคนผิดมาลงโทษ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการเสวนาเชิงวิชาการ “บทบาทในการดำเนินคดีทุจริตภายใต้แนวนโยบายของรัฐบาลในมิติของปัจจุบันและอนาคตเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ตนได้ให้แนวทางในที่ประชุมว่า การปราบทุจริตต้องดำเนินการตามหลักการและหลักนิติธรรม และต้องมีการปรับปรุงการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ให้ดีขึ้น ให้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และคนของหน่วยงานต้องมีคุณธรรม แม้จะมีการคัดเลือก แต่ก็ต้องมีการอบรมและพัฒนาศักยภาพ เพื่อปรับปรุงระบบให้รวดเร็วและทันสมัย ซึ่งตนเชื่อว่าระบบตรวจสอบจะดีขึ้น

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาในสังคมไทยมายาวนาน ประชาชนรู้สึกอึดอัด เพราะระบบและระเบียบเอื้อให้เกิดการทุจริต ดังนั้น จึงมีความพยายามในการแก้กฎระเบียบ เพื่อไม่ให้เอื้อต่อการทุจริต ในอนาคตต้องทำเรื่องนี้ให้ชัด ทำให้ประชาชนรู้สึกได้

เมื่อถามถึงกรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงปัญหาการทุจริต นายภูมิธรรม กล่าวว่า สตง.เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามตรวจสอบการกระทำทุกส่วน หรือโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา แต่เมื่อเกิดกรณีขึ้นมา ซึ่งหมายถึงความบกพร่องที่เกิดขึ้นในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการซื้อวัสดุก่อสร้าง หรือการบริหารต่างๆ ขณะนี้ยังพูดไม่ได้ว่าใครเป็นผู้มีปัญหา อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ต้องมีการนำเข้าสู่กระบวนการโดยเร็วในการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ยอมรับว่าในการพิสูจน์วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ  เรื่องนี้ไม่ง่าย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ให้นำคนผิดมาลงโทษให้ได้ และเราต้องระมัดระวังไม่ให้คนบริสุทธิ์กลายเป็นจำเลยในเรื่องนี้ ยืนยันรัฐบาลจริงจังเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และทราบดีว่าวันนี้ประชาชนคลางแคลงใจและตั้งคำถาม หน้าที่ของเราคือทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏให้ได้ เพราะมันคลุมเครือ ทั้งหน่วยงานของรัฐและรัฐบาล ต้องนำความจริงมาตรวจสอบ

เมื่อถามว่า ประชาชนตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณที่นำไปสร้างอาคารของหน่วยงานรัฐต่างๆ ซึ่งไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่อยากให้กังวลจนกระทั่งเกิดปัญหาไปทั่ว ก็ว่าไปตามกรณี ขณะนี้ให้ผู้มีหน้าที่วางมาตรการเพื่อดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

‘ภูมิธรรม’ พบ ‘จุฬาราชมนตรี’ คุยดับไฟใต้ ย้ำ’ทหาร-ตำรวจ’ทำงานเชิงรุก อย่าหย่อนยาน

'ภูมิธรรม' พบ 'จุฬาราชมนตรี' คุยดับไฟใต้ ย้ำ'ทหาร-ตำรวจ'ทำงานเชิงรุก อย่าหย่อนยาน

‘ภูมิธรรม’ พบ ‘จุฬาราชมนตรี’ คุยดับไฟใต้ ย้ำ’ทหาร-ตำรวจ’ทำงานเชิงรุก อย่าหย่อนยาน

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.58 น.

“ภูมิธรรม” พบ “จุฬาราชมนตรี” คุยดับไฟใต้ สั่งหน่วยงานความมั่นคง ทำงานเชิงรุก ไม่หย่อนยาน ดูแลกลุ่มเปราะบาง ระวังเรื่องการใช้ความรุนแรง 

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี นายภูมิธรรม  เวชชชัย   รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ให้สัมภาษณ์กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งวันนี้พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ภาคใต้
ว่า เมื่อวานที่ผ่านมาได้พูดอย่างชัดเจนถึงจุดยืนของรัฐบาล และได้มอบให้พลเอกณัฐพล ลงพื้นที่เพื่อพบปะและให้กำลังใจ และยืนยันจุดยืนของรัฐบาล รวมถึงสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการ และประเด็นที่เป็นปัญหา เพื่อนำกลับมาพูดคุยในรายละเอียดและแก้ไขปัญหา  

ขณะนี้กำลังพูดคุยกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยในช่วงวันหยุดได้เรียก พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 มาพูดคุยถึงปัญหา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ตนเข้าใจความห่วงใยของประชาชน และขอให้รอดูผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ แต่ขอระยะเวลาดำเนินการ เพราะหลายเรื่องที่วางแผนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ก็ได้ดำเนินการมีความคืบหน้าไปพอสมควรแล้ว  เช่น การพบปะพูดคุยกับผู้อำนวยความสะดวกจากประเทศมาเลเซีย ที่ ดาโตะ เซอรีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียมอบหมาย กำลังประสานงานไปยังหลายภาคส่วน ซึ่งหากพูดไปบางทีอาจจะไปกระทบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง บางครั้งพูดไปก็บานปลายจากข้อเท็จจริง สร้างปัญหา ตนคิดว่าภายในช่วงเวลาสั้นๆ จะมีการสรุปแนวคิดต่างๆ และเข้าไปดำเนินการ   เพราะจากนี้ไปได้มีการวางแผนกระบวนการแก้ไขปัญหา ระหว่างช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม คาบเกี่ยวต้นเดือนมิถุนายน 

เมื่อถามว่า มีข้อเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.ต่อต้านการก่อการร้าย เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีความปลอดภัยและอาจกลายเป็นเป้านิ่งของการก่อเหตุ นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่มีแนวคิดดังกล่าว ขณะนี้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่สามารถดูแลได้อยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า จะปรับเปลี่ยนหรือมีแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคตอย่างไร นายภูมิธรรม ย้ำว่า เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ  ต้องมีกลไก มีกฎหมายให้ความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ขณะนี้ยังไม่ได้มีแนวคิดเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่าได้มีการเน้นย้ำเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่มากขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า รัฐบาลเน้นย้ำอยู่แล้ว ขณะนี้ได้ให้ผู้บังคับบัญชาไปให้ความมั่นใจ ส่วนที่ระบุว่าให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุกนั้น ไม่ได้หมายถึงให้ออกไปสู้รบหรือเข่นฆ่าผู้ก่อเหตุ แต่การทำงานเชิงรุกไม่ได้นั่งอยู่ที่ตั้ง แต่เป็นการไปตรวจตราด่านต่างๆให้มากขึ้น ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายอาวุธสงครามได้อย่างง่าย

รวมถึงมีการจัดกำลังเข้าไปดูแลหน่วยทหาร ประชาชนทั้งชาวพุทธ ชาวมุสลิมที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ก็มีการจัดกำลังเข้าไปคุ้มครองดูแล ย้ำว่าให้เจ้าหน้าที่ออกจากที่ตั้งมากขึ้น ไม่ให้อยู่กับที่แล้วหย่อนยาน ซึ่งทุกฝ่ายก็มีความเห็นชอบ 

นายภูมิธรรม กล่าวเสริมว่า ตั้งแต่ที่ได้มีการพูดคุยกับพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก  และพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็มีความชัดเจนในเรื่องของการเปิดปฏิบัติการดำเนินการเชิงรุก ไม่ให้อยู่กับที่ และสิ่งสำคัญขณะนี้คือ ลดการใช้ความรุนแรงให้ได้อย่างเต็มที่ และในวันนี้ตนจะเดินทางไปพบกับนายอุดม บุญชม จุฬาราชมนตรี เพื่อพูดรือในเรื่องการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

‘อนิศ’ถามใครจะรอดบ้าง กับพายุเศรษฐกิจครั้งนี้ พร้อมเผย 4 ข้อ ตกลงเหมือนเครื่องบินร่วง

'อนิศ'ถามใครจะรอดบ้าง กับพายุเศรษฐกิจครั้งนี้ พร้อมเผย 4 ข้อ ตกลงเหมือนเครื่องบินร่วง

‘อนิศ’ถามใครจะรอดบ้าง กับพายุเศรษฐกิจครั้งนี้ พร้อมเผย 4 ข้อ ตกลงเหมือนเครื่องบินร่วง

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 อนิศ โอสถานุเคราะห์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anit Osathanugrah ระบุว่า ใครจะรอดบ้าง …กับพายุเศรษฐกิจ ครั้งนี้ 

เมื่อวาน ได้นั่งคุยกับเจ้าของบริษัทหลายคน  ทุกคนบอกว่า เศรษฐกิจไทย เข้า survival mode ไปเรียบร้อยแล้ว  ยอดขาย ตัวเลขทุกอย่าง ตกลงเหมือนเครื่องบินร่วง  แต่รู้สึกว่า ทุกคนยังใช้ชีวิตลัลล้าเหมือนเดิม ตัวเขาเรียกประชุมพนักงาน แจ้ง สถานการณ์นี้ กับลูกน้อง ทุกคนดูเฉยๆ เนือยๆ เหมือนเขา บ้าไปเอง กระต่ายตื่นตูม  

เขาถามว่า หรือผมคิดไปเอง มันปกติอยู่รึเปล่า หรือบริษัทเขาเป็นอยู่คนเดียว 

ผมบอกว่า น้องคิดถูกแล้วครับ  ถ้าเศรษฐกิจเป็นเครื่องบิน มีสี่เครื่องยนต์ คือ 

1 การส่งออก export 

ดับสนิท ก็เจอ Trade war ภาษีขนาดนี้  ไม่รู้ว่าจะจบแบบไหน Usa จีน ยุโรป ถล่มกันยับ  เราหญ้าแพรก นั่งมองตาปริบๆ  สินค้า ที่จีนส่ง USA ไม่ได้ กองทัพสินค้าที่เหลือจะดาหน้าเข้าแถบบ้านเรา แบบไม่น่าเชื่อสายตา  sme เราก็แค่หมู่บ้านบางระจัน  มีใจ แต่ไม่มีอาวุธ ไร้การสนับสนุนจากภาครัฐ  จะเหลือกี่คนที่ยืนระยะปะทะไหว ล้มแบบใบไม้ร่วงแน่นอน ถ้าสายป่านไม่ถึง  

2  การบริโภคภายในประเทศ เราเอง Domestic consumption. เวิลแบงค์เพิ่งหั่นตัวเลข GDP เราลงเมื่อกี้นี้ 

ห้างร้าน เงียบกริ๊บ  เจ้าของ SME ทุกคน  หน้าซีด  เหลือแต่ มนุษย์เงินเดือน กับ ขรก ที่ไม่รู้สึกอะไร  ทุกสำนักข่าว ยังเล่นข่าว นักร้องอาบน้ำ  ผัวใคร ไปกับเมียใคร โรมใส่ โรเลก หรือไซโก้  
หนี้ครัวเรือน สูงเฉียด 90 % หนี้ระดับนี้คือหมดตูดกันทั้งประเทศแล้ว ทุกคนยังลัลล้า ใน ig โชว์รวยกันสนุกสนาน อืมมมมึงอยู่โลกเดียวกับกูไหมเนี่ย 

3 การลงทุน investment. 

ด้วย สงครามภาษีขนาดนี้ ซ้ำด้วยแผ่นดินไหว รอบร้อยปี ไม่เคยเกิด นักท่องเที่ยวหดหาย ภาครัฐมีเหมือนไม่มี  เมกะ โปรเจคพลิกประเทศ ในด้านโครงสร้าง  คือ ศูนย์  กู้แจกทีละหลานแสนล้าน อย่างเดียว ยิ่งแจกยิ่งเงียบ แถมจะกู้อีก ใครกล้าลงทุน ขอคารวะสองจอก ผู้กล้าเช่นท่านสมควร ได้อนุเสารีย์  ให้เป็นที่เล่าขาน  สืบไป  ในวันที่โดนฟ้องล้ม  

4 การท่องเที่ยว 

จีนหายไป เกินครึ่ง  เหลือแต่ รัสเซีย อินเดีย ยึดพัทยาไปแล้ว กลายเป็นเมืองภารตะเถื่อนๆ  นักท่องเที่ยวดีๆ บ่นอุบ  รุ่นน้องไปพะงัน บอกลงจาก ท่าเรือ มีแท๊กซี่มารุมล้อม แย่งกระเป๋า โขกสับ ตั้งราคาแบบหิวกระหาย ไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว  ฝรั่งหล่อๆ จากยุโรป ไม่มีให้เห็น อิสราเอลยึดเกาะไปทั้งหมด  ภูเก็ต แพงกว่าปารีส ลอนดอน  

ฝุ่น pm 2.5 อันตรายราวกับดาวอังคารในวันปกติ  

หลายเขต กลายเป็น มณทล ไทกั่ว จีนเทาประกาศกร้าว ประเทศนี้ ใครจ่ายตังค์ ทำอะไรก็ได้  แหล่งท่องเที่ยว เก่าๆถูกรุมโทรมจนพินาศ  รถทัวร์จอดสนิทไร้ผู้คน   ใครทำอะไรแล้วรวย จะโดนผู้มีอำนาจ มาเฟีย เข้ารีดไถ เข้ายึด เรียกค่าคุ้มครอง ราวกับบ้านป่าเมืองเถื่อนเราเป็น fail state ไปเรียบร้อยแล้ว อันดับคอรับชั่น กินกันสูงสุดในรอบ ทศวรรรษ จากคะแนน ดัชนีทุจริต ที่เพิ่งประกาศมา ถ้าเป็นเครื่องบิน สี่เครื่องยนต์ ดับสนิท บางเครื่องไฟลุกท่วม 

ตัดภาพมาที่กัปตัน เครื่องบินเก่าแบบปะผุ เครื่องยนต์ดับทุกเครื่อง ไฟลุกเป็นระยะ  กำลังร่อน ผ่าเข้ากลางพายุ ทอร์นาโดระดับ ไม่เคยเห็นมาก่อน แทบจะ perfect storm ทุกอย่างเก่า แบบคร่ำครี สั่นสะท้านทั้งลำ ใหม่สุดคือกัปตัน คือตื่นมาจากบ้าน ก็ขับเครื่องบินเลย ไม่เคยฝึกเครื่ิองเล็ก เครื่องน้อย simulator อะไรทั้งนั้น  หัวหงอก หัวดำ เสือหิว  พรรคร่วม ยืนถือมีดหัวเราะร่วนรายล้อม  มือรอเชือด ปากเลียเชียร์ให้รีบไปตาย  

ลุยเลยลูกพี่…. 

คนไทยบนเครื่องบิน ที่เครื่องยนต์ดับทุกเครื่อง ยังสั่งเชมเปญ ดื่มเฮฮาอย่างสนุกสนาน  ดาราโชว์หวิว ยังขึ้นหน้าหนึ่งทุกฉบับ คนที่รู้สถานการณ์ บางคน อมพระสวดมนต์ รัดเข็มขัดคว้าชูชีพ เตรียมโดด ทุกวินาที  แต่มีคนรู้ตัวไม่กี่คน  ที่เหลือยังลัลล้า ราวกับถูกหวยมาเมื่อกี้  ตัวผม ประเมินแล้ว อาจจะมีโอกาสรอด  แต่น่าจะสะบักสะบอมเต็มที  แล้วคุณล่ะ  เป็นไงมั่ง เล่าสู่กันฟังหน่อย วันนี้ อวดรวย ลงไอจีแล้วรึยัง  

อนิศ โอสถานุเคราะห์

‘กมธ.คอมเพล็กซ์’ ส.ว.ออกวาระเชิญ นายกฯ ร่วมประชุม ตั้ง 3 ประเด็นศึกษา กาสิโน แต่ไม่ใช่มติ

'กมธ.คอมเพล็กซ์' ส.ว.ออกวาระเชิญ นายกฯ ร่วมประชุม ตั้ง 3 ประเด็นศึกษา กาสิโน แต่ไม่ใช่มติ

‘กมธ.คอมเพล็กซ์’ ส.ว.ออกวาระเชิญ นายกฯ ร่วมประชุม ตั้ง 3 ประเด็นศึกษา กาสิโน แต่ไม่ใช่มติ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.36 น.

“กมธ.กาสิโนสว.” ออกวาระเชิญ “แพทองธาร” ร่วมประชุมก่อน “โฆษกกมธ.” ปัดไม่ใช่มติ พร้อมแจงหารือกรอบการทำงานตั้ง 3ประเด็นศึกษา

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) สว. ที่มี นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. เป็นประธานกมธ. ได้นัดประชุมเป็นนัดที่ 2 ในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) เวลา 10.00 น. โดยมีวาระพิจารณาถึงแนวคิดและแนวทางให้มีการดำเนินการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ในประเทศไทย โดยเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.ฐานะโฆษก กมธ.ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมไม่ได้มีมติว่าในการประชุมนัดที่สองนั้น จะเชิญบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ในการหารือรอบที่ผ่านมา ได้กำหนดว่าจะคุยในเรื่องกรอบการทำงานทั้งหมดหลังจากที่เลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ แล้ว ส่วนที่จะเสนอให้ตั้งอนุกมธ. นั้น ต้องรอการหารือเรื่องกรอบการทำงานที่ชัดเจนให้แล้วเสร็จก่อนจะพิจารณาว่าควรมีอนุกมธ.หรือไม่ และมีกี่อนุกมธ.

“การทำงานของกมธ.เน้นการศึกษาใน 3 เรื่อง คือ หากให้มีกาสิโนแล้วประชาชนและประเทศจะได้ประโยชน์อะไรในธุรกิจดังกล่าว การเปิดสถานบันเทิงครบวงจรนั้นมีผลกระทบอะไรกับสังคมไทยบ้าง รวมถึงหากจะมีจะวางมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้มีปัญหาต่างๆ ที่กระทบต่อสังคม” นายไชยยงค์ กล่าว 

เจรจาจบแล้ว! ‘ภูมิธรรม’บอกเครื่องบินเมียนมาแค่เฉียดชายแดนไทย!

เจรจาจบแล้ว! 'ภูมิธรรม'บอกเครื่องบินเมียนมาแค่เฉียดชายแดนไทย!

เจรจาจบแล้ว! ‘ภูมิธรรม’บอกเครื่องบินเมียนมาแค่เฉียดชายแดนไทย!

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

“ภูมิธรรม” แจง ”บินรบเมียนมา“ แค่เฉียดชายแดน ยังไม่ล้ำน่านฟ้า ทอ.ส่ง F-16 แค่เตือน ระบุ ขณะนี้เจรจาจบแล้ว ขออย่างลงรายละเอียดมาก

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กองทัพอากาศ ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นสกัดการอากาศยานไม่ทราบชนิด ที่รุกล้ำด้านฟ้าบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เป็นเครื่องบินของฝั่งเพื่อนบ้านที่บินเฉียดผ่านชายแดน ระหว่างทำการขึ้นบิน (Take off)

“เมื่อบินอยู่บนอากาศก็เข้าใจว่า อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ เมื่อบอกเขาเขาก็ถอยห่างออกไป ก็จบ ก็แค่นั้นเอง กองทัพอากาศก็ได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างแม่นยำและตรงไปตรงมา ”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เป็นการบินล้ำเข้ามาใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า เป็นการยืนอยู่ที่ขอบชายแดน กองทัพอากาศจึงได้ขึ้นเตือนก่อน เพื่อไม่ต้องการให้มีการรุกล้ำเข้ามา 

ส่วนอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) UAV ของกรมแผนที่ทหาร ที่ประชาชนถ่ายภาพวิดีโอไว้ได้นั้น นายภูมิธรรม ระบุถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ต้องลงรายละเอียด เอาเป็นว่าตอนนี้ไม่ใช่ปัญหารุกล้ำดินแดน ตอนนี้มีการเจรจาจนเข้าใจกันหมดแล้ว

‘คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม’บุกภูมิใจไทย จี้จุดยืน พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร

'คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม'บุกภูมิใจไทย จี้จุดยืน พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร

‘คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม’บุกภูมิใจไทย จี้จุดยืน พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.59 น.

‘คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม’บุกภูมิใจไทย ยื่นหนังสือเพื่อสอบถามจุดยืน พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมด้วยมวลชนของ คปท. กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และ กองทัพธรรม เคลื่อนขบวนมวลชนจากสะพานชมัยมรุเชษฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล ไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นหนังสือเพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย ว่า จะมีจุดยืนอย่างไร ต่อพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….

หลังจากที่ผ่านมา นายไชยชนก  ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ ประกาศกลางสภาจะไม่ยอมรับ แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ กลับมีท่าทีอ้อมค้อม ไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนต่อกรณีดังกล่าว 
 

รัฐบาล ย้ำ’โรคแอนแทรกซ์’ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ขอปชช.อย่าเป็นกังวล

รัฐบาล ย้ำ'โรคแอนแทรกซ์'ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ขอปชช.อย่าเป็นกังวล

รัฐบาล ย้ำ’โรคแอนแทรกซ์’ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ขอปชช.อย่าเป็นกังวล

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

รัฐบาล ย้ำ’โรคแอนแทรกซ์’ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ขอประชาชนอย่าเป็นกังวล  เผยเชื้อแพร่ได้ 3 ทาง พร้อมแนะวิธีสังเกตอาการ – วิธีป้องกัน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลกรมควบคุมโรคระบุว่า “โรคแอนแทรกซ์” (Anthrax)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อว่า Bacillus anthracis สามารถพบได้ทั่วไปในแหล่งตามธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ ซึ่งสปอร์ของเชื้อมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมทั้งร้อนและเย็น เชื้อยังสามารถก่อให้เกิดโรคได้แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี โดยเฉพาะในดินที่มีซากสัตว์ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์ ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลการติดต่อจากคนสู่คน ขอประชาชนอย่าเป็นกังวล

สำหรับสัตว์พาหะส่วนใหญ่ที่พบ คือ โค กระบือ แพะ แกะ โดยสัตว์ที่ติดเชื้อจะมีอาการ ดังนี้ อาการไข้ ซึม ไม่กินอาหาร เจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุและเสียชีวิต การติดเชื้อในคนส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น การชำแหละเนื้อสัตว์ การบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หรือปรุงไม่สุก การสัมผัสกับหนังสัตว์หรือขนสัตว์ที่มีสปอร์ของเชื้อ โดยเชื้อสามารถแพร่ได้ 3 ทาง คือ
1. “การสัมผัส” จากการชำแหละสัตว์ที่ป่วยตายจากโรคแอนแทรกซ์ ผู้ป่วยจะติดเชื้อโดยสปอร์ของเชื้อเข้าสู่บาดแผลและรอยถลอก จะเริ่มมีอาการป่วยหลังสัมผัสโรคประมาณ 1-7 วัน หรืออาจจะมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับตัวโรคและคนที่ได้รับเชื้อ รอยแผลเริ่มจากเป็นตุ่มที่ผิวหนัง ตามมาด้วยตุ่มน้ำใส และแตกออกกลายเป็นแผลหลุมสีดำ คล้ายบุหรี่จี้ หากไม่ได้รับการรักษาจะมีการลุกลามของเชื้อไปยังต่อมน้ำเหลือง และกระจายไปตามกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษได้
2. “การรับประทาน” หากรับประทานเนื้อสัตว์ที่ป่วยดิบหรือปรุงไม่สุก อาจจะติดเชื้อในทางเดินอาหาร มีอาการไข้สูง ไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายกับอาการของอาหารเป็นพิษ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาจติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้เสียชีวิตได้
3. “การหายใจ” ซึ่งพบได้น้อยกว่า คือ การหายใจเอาสปอร์ของแอนแทรกซ์เข้าไป โดยเชื้อจะปนเปื้อนอยู่บริเวณที่สัตว์ป่วยหรือเสียชีวิต สามารถฝังตัวอยู่ได้เป็นเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ไอ หายใจลําบาก หน้าเขียวคล้ำ และเสียชีวิตจากอาการของระบบหายใจล้มเหลว

“สำหรับการป้องกันโรคแอนแทรกซ์ ขอแนะนำให้ใส่ถุงมือในการชำแหละหรือปรุงเนื้อสัตว์ และล้างมือให้สะอาดจะช่วยลดการปนเปื้อนได้ ส่วนอาหารควรปรุงให้สุกจะทำให้ทำลายเชื้อแบคทีเรีย และควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้และได้มาตรฐาน ทั้งนี้ หากพบอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ เนื่องจากโรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ หรือกรณีสัมผัสและไม่มีอาการป่วย แพทย์จะมีการให้ยาในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาการรุนแรง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 

‘โฆษกกล้าธรรม’เผยผู้สมัครสส.แห่ร่วมงาน หลังชนะเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน เร่งขยายตัวแทนทั่วปท.

'โฆษกกล้าธรรม'เผยผู้สมัครสส.แห่ร่วมงาน หลังชนะเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน เร่งขยายตัวแทนทั่วปท.

‘โฆษกกล้าธรรม’เผยผู้สมัครสส.แห่ร่วมงาน หลังชนะเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน เร่งขยายตัวแทนทั่วปท.

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.29 น.

โฆษกกล้าธรรม’เผยผู้สมัครสส.แห่ร่วมงาน เนื้อหอม หลังชนะเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ เร่งขยายตัวแทนทั่ว ปท. ตอกย้ำเป็นสถาบันการเมือง ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.เวลา 08.30 น.นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ที่ให้ความสนใจประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีจิตสาธารณะ ที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง และประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในหลายจังหวัด ซึ่งมีทั้งผู้มากประสบการณ์ และคนรุ่นใหม่ทางการเมือง ภายหลังที่พรรคกล้าธรรมสามารถปักธงในการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 8 ไปอย่างขาดลอยด้วยคะแนนเสียงกว่า 38,000 คะแนน   

“ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ครั้งสำคัญของพรรคกล้าธรรม ที่ขณะนี้เราได้เร่งขยายสาขาไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ผมยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมเป็นสถาบันทางการเมือง เพื่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ”นายอัครแสนคีรี กล่าว 

ไฟใต้ไม่ใช่เรื่องปากท้อง แต่คือสงครามหล่อหลอมเด็ก

ไฟใต้ไม่ใช่เรื่องปากท้อง แต่คือสงครามหล่อหลอมเด็ก

ไฟใต้ไม่ใช่เรื่องปากท้อง แต่คือสงครามหล่อหลอมเด็ก

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.18 น.

‘ปราชญ์ สามสี’บทวิเคราะห์จากสนามอุดมการณ์สู่ระบบการศึกษา ไฟใต้ไม่ใช่เรื่องปากท้อง แต่คือสงครามหล่อหลอมเด็ก

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า  “ไฟใต้ไม่ใช่เรื่องปากท้อง แต่คือสงครามหล่อหลอมเด็ก: บทวิเคราะห์จากสนามอุดมการณ์สู่ระบบการศึกษา”
โดย ปราชญ์ สามสี

ที่ทำให้ข้าพเจ้าสนใจเป็นอย่างมาก ก็เพราะได้อ่านบทสัมภาษณ์เชิงลึกกับ ดร.ซาช่า เฮลบาร์ต (Dr. Sascha Helbardt) นักวิจัยชาวเยอรมัน ผู้ศึกษาโครงสร้างความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่ท่านนำเสนอไว้นั้นมีแง่มุมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเชิงโครงสร้างอุดมการณ์ของกลุ่ม BRN และการประเมินประสิทธิผลของนโยบายรัฐไทยที่เกี่ยวข้อง

บางประเด็นก็ตรงใจข้าพเจ้ามาก เพราะมันทำให้เห็นชัดว่า แนวโน้มของระบบการศึกษา (trend of education) กำลังเปลี่ยนไป และการที่เยาวชนจำนวนไม่น้อยถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่โน้มเอียงไปในทางหัวรุนแรงนั้น…มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หากท่านมีเวลา ข้าพเจ้าอยากแนะนำให้ลองอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มจากลิงก์ที่แนบไว้ เพราะมันจะทำให้ท่านเข้าใจมากขึ้นว่า “ต้นตอ” ของขบวนการนี้…มันอยู่ใน “ระบบการศึกษา” อย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง

ความเห็นจากนักวิจัย: ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องปากท้อง หากคือสงครามทางอุดมการณ์
ดร.ซาช่าชี้ว่า ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รัฐไทยใช้แนวทางแบบ “รัฐรวมศูนย์” ในการแก้ปัญหาไฟใต้ โดยเชื่อว่า “ความยากจน” และ “ความเหลื่อมล้ำ” คือสาเหตุของความรุนแรง จึงเน้นการกระจายทรัพยากรและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ถูกมองว่าด้อยโอกาส
แนวคิดนี้สืบเนื่องมาจากยุทธศาสตร์ปราบปรามคอมมิวนิสต์ในอดีต โดยเฉพาะนโยบาย 66/23 ที่เคยยุติความขัดแย้งในยุคนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ในกรณีของ BRN — องค์กรใต้ดินที่มีโครงสร้างแบบปิด และขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมปัตตานีผสมแนวคิดญิฮาด — กลับไม่ตอบสนองต่อนโยบายรัฐแบบเดิมๆ เลย
> ดร.ซาช่าเน้นว่า กลุ่ม BRN ไม่ได้คัดเลือกเด็กยากจน แต่เลือกเยาวชนที่ “มีศักยภาพสูง” ทั้งทางปัญญา ทักษะภาษา และความสามารถในการเป็นผู้นำ
และสิ่งที่น่าตกใจคือ การบ่มเพาะแนวคิดเหล่านี้ มักเกิดขึ้นใน “โรงเรียนท้องถิ่น” ที่รัฐเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะโรงเรียนศาสนา ที่กลายเป็นพื้นที่ของการสร้างฐานอุดมการณ์อย่างแนบเนียนและต่อเนื่อง

เด็กชนชั้นกลาง: จุดเปราะบางของสงครามอุดมการณ์
สิ่งที่ข้าพเจ้าขอขยายความเพิ่มเติม คือการทำความเข้าใจกลุ่ม “เยาวชนชนชั้นกลาง” ซึ่งกำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งขบวนการใต้ดิน และกลุ่มผู้มีอิทธิพลจากต่างประเทศ
เยาวชนกลุ่มนี้มีต้นทุนชีวิตดี — มีการศึกษา มีช่องทางเข้าถึงทุน ครอบครัวมั่นคง และมีความฝันอยากเปลี่ยนโลก แต่สิ่งที่ขาด คือ “ภูมิคุ้มกันทางอุดมการณ์” และ “การรู้เท่าทันเกมโครงสร้างทางการเมือง”

มาสโลว์: ทำไมเด็กชนชั้นกลางจึงตกเป็นเป้าหมาย?
หากอธิบายด้วย ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ซึ่งแบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่:
1. ความต้องการพื้นฐานทางกายภาพ (อาหาร น้ำ ที่พักอาศัย)
2. ความมั่นคงปลอดภัย (ชีวิตมั่นคง งานมั่นคง)
3. ความรักและความเป็นเจ้าของ (กลุ่ม เพื่อน ครอบครัว)
4. การได้รับการยอมรับ (ชื่อเสียง ความเคารพ)
5. การเติมเต็มตนเอง (ความหมายในชีวิต อุดมการณ์ ความฝัน)
คนยากจนส่วนใหญ่อยู่ในขั้นที่ 1–2 คือแสวงหาแค่ปัจจัยพื้นฐานเพื่อความอยู่รอด แต่ เด็กชนชั้นกลาง ที่พื้นฐานชีวิตดีแล้วนั้น จะเริ่มมองไปยังขั้นที่ 4 และ 5 — พวกเขาอยากเป็นที่ยอมรับ อยากเปลี่ยนแปลงสังคม อยากมีอุดมการณ์ และต้องการ “ความหมายในชีวิต”
และเมื่อพวกเขา “ขาด” ความรู้หรือภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม สิ่งที่เติมเต็มความฝันเหล่านี้ได้ก็คือ อุดมการณ์จากภายนอก — โดยเฉพาะอุดมการณ์ที่ท้าทายระบบเดิม

BRN เข้าใจเด็กกลุ่มนี้ดี
BRN ไม่ได้เลือกเด็กจากหมู่บ้านที่ขาดแคลนที่สุด แต่เลือกเด็กที่ “มีฝัน มีพลัง และมีศักยภาพเป็นผู้นำ” เพื่อปั้นให้เป็นแกนนำในท้องถิ่น — แกนนำที่สามารถแปรเปลี่ยนทิศทางความคิดของชุมชนทั้งชุมชนได้

บทเรียนจากตะวันตก: การปั้นผู้นำผ่าน NGO
ในอีกด้านหนึ่ง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา องค์กรจากฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ก็ใช้วิธี “ปลูกฝัง” ผู้นำแห่งอนาคตอย่างแนบเนียน ผ่านทุน NGO และโครงการที่ดูดีในนามของ “ประชาธิปไตย” และ “สันติภาพ”
พวกเขาไม่ได้เลือกเด็กที่ลำบาก แต่กลับเลือกเด็กที่มีพื้นฐานดี — ลูกคนรวย ลูกผู้นำทางธุรกิจ — เพราะรู้ว่าเด็กเหล่านี้จะกลายเป็น “เสียงของสังคม” ในอนาคต เป็น opinion leader หรือแม้กระทั่งเป็นนักการเมือง
พวกนี้เปรียบเสมือนเป็นยอดพีระมิด
เมื่อเด็กเหล่านี้ถูกปลูกฝังแนวคิด “กระจายอำนาจ” (decentralize) โดยไม่สนใจรากเหง้าทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมของชาติ อีก 30 ปีข้างหน้า สังคมก็จะเปลี่ยนไปในแบบที่ “เขา” ออกแบบไว้หมดแล้ว

กลไกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากเด็กที่มีฝัน
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากผู้หิวโหยอีกต่อไป แต่เริ่มจาก “ผู้มีฝัน” ที่ยังรู้ไม่พอ
เด็กเหล่านี้จะถูกผลักดันเข้าสู่กิจกรรม เช่น:
ทุนฝึกอบรมต่างประเทศ
โครงการแลกเปลี่ยน
เครือข่ายเยาวชนระดับภูมิภาค
กิจกรรม Mock Parliament ที่ให้ลองเป็น “นักการเมือง” ตั้งแต่วัยเรียน
คำถามที่ปลูกฝังผ่านกิจกรรมเหล่านี้คือ:
> “ถ้าคุณเป็นผู้นำ… คุณจะเปลี่ยนประเทศยังไง?”
“คุณกล้าที่จะตั้งคำถามกับระบบเดิมไหม?”
“คุณจะกล้าต้านความเชื่อของพ่อแม่ไหม ถ้าคิดว่ามันไม่ยุติธรรม?”
คำถามเหล่านี้ปลุก “ความกล้าในแบบเปลือยเปล่า” — ซึ่งหากไม่ได้รับการชี้นำที่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นดาบที่หันมาแทงระบบของชาติเอง

ทั้งหมดนี้คือข้อคิดจากบทความของ ดร.ซาช่า เฮลบาร์ต ที่ข้าพเจ้าอยากนำมาแลกเปลี่ยนในมุมมองของตนเอง
ใครสนใจสามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ:
https://www.isranews.org/…/spe…/137255-saschabrn.html…

ขอบคุณเนื้อหา : ปราชญ์ สามสี

ด่วน! พรุ่งนี้กกต.จ่อฟัน 60 สว.ดัง ล็อตแรก ดีเอสไอเตรียมดำเนินคดีฮั้ว-ยื่นเพิกถอนสิทธิ

ด่วน! พรุ่งนี้กกต.จ่อฟัน 60 สว.ดัง ล็อตแรก ดีเอสไอเตรียมดำเนินคดีฮั้ว-ยื่นเพิกถอนสิทธิ

ด่วน! พรุ่งนี้กกต.จ่อฟัน 60 สว.ดัง ล็อตแรก ดีเอสไอเตรียมดำเนินคดีฮั้ว-ยื่นเพิกถอนสิทธิ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.57 น.

จ่อฟันสว.ล็อตแรก 60 คน ยื่นศาลฎีกานักการเมืองฯให้เพิกถอนสิทธิแล้ว หลังชุดสืบสวนไต่สวน กกต. – DSI สรุปดำเนินคดีฮั้ว

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ได้ดำเนินการสอบสวน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568;และใช้ประกอบการไต่สวนของ กกต. รวมเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนภายหลังรับเป็นคดีพิเศษ มีการสอบปากคำพยานทั่วประเทศ สอบปากคำพยานกลุ่ม สว.สำรอง ตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรมธนาคารของบุคคลในขบวนการ ข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์ รวมทั้งรับโอนสำนวนการสอบสวนจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ และ สภ.โกสุมพิ สัย ตามที่มีผู้กล่าวหาในความผิดฐานอั้งยี่ มาสอบสวนรวมสำนวนในคดีพิเศษดังกล่าวนั้น 

ความคืบหน้าล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน และมีกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่มาจาก กกต. และดีเอสไอ รวม 7 ราย ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.67 กระทั่งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน การสอบสวนปากคำพยาน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวของกลุ่มคณะบุคคล , การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่สะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ตั้งแต่การเลือก สว. ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ , การกาคะแนน การนับผลคะแนนที่มีการเลือกหมายเลขเดียวกัน ซ้ำ ๆ กันหลายชุด เป็นต้น 

เมื่อได้นำข้อมูลไปวิเคราะห์แล้วพบการกระทำที่เข้าข่ายมีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปด้วยสุจริตหรือเที่ยงธรรม พบการกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 จึงส่งหลักฐานและข้อมูลทั้งหมดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบการพิจารณาตามกฏหมายเลือกตั้ง อาทิ การพิจารณาเพิกถอนสิทธิ สว. นั้น ล่าสุดมีเสียงลือสะพัดว่าบรรดา 138 สว. พูดกันว่ามีการเคลียร์กันแล้ว ข้างบนเคลียร์กันแล้ว หลังรู้ตัวว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะถูกเจ้าหน้าที่ กกต. เรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายเลือกตั้ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ที่มีเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอ รวม 7 ราย ได้ดำเนินการเก็บพยานหลักฐานสำคัญเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการตรวจสอบเชิงลึกอย่างละเอียดรอบคอบ ตามพฤติการณ์ที่ปรากฏจากคำให้การของพยานและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.68) กกต. จะมีการทยอยเรียกแจ้งข้อกล่าวหาบรรดาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ล็อตแรกจำนวน 60 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็น สว.คนดัง ตามความผิดกฎหมายเลือกตั้ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย

มาตรา 32 ห้ามมิให้กรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ประธานและกรรมการในคณะกรรมการระดับจังหวัดหรือในคณะกรรมการระดับอำเภอ ผู้อำนวยการการเลือก หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งของคณะกรรมการ คณะกรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการระดับอำเภอ ผู้อำนวยการการเลือก หรือคำสั่งของศาลอันเกี่ยวกับการเลือกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

กรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ประธานและกรรมการในคณะกรรมการระดับจังหวัดหรือในคณะกรรมการระดับอำเภอ ผู้อำนวยการการเลือก หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งของคณะกรรมการหรือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หากได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง

มาตรา 36 ผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้สมัคร จะช่วยเหลือผู้สมัครในการแนะนำตัว ต้องปฏิบัติตามวิธีการและเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง มาตรา 32

มาตรา 62 เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 42 วรรคสอง แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา ว่าผู้นั้นกระทำความผิดให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งอยู่ในบัญชีสำรองด้วย และเมื่อศาลฎีกา มีคำพิพากษาว่าผู้นั้นกระทำความผิด ให้คณะกรรมการสั่งลบรายชื่อผู้นั้นออกจากบัญชีสำรอง และให้นำความในมาตรา 46 วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

มาตรา 70 ผู้สมัครผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

มาตรา 77 ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี (1) จัด ทำให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

รายงานข่าว ระบุอีกว่า ซึ่งบุคคลที่จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา ล้วนมีพฤติการณ์และพยานหลักฐานชัดเจนว่ากระทำความผิด ไม่ได้ถูกเลือกเป็นสว.โดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ คือ มาโดยการฮั้ว ซึ่งกระบวน การหลังจากนั้น วุฒิสภาที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจะต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับ กกต. เพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เนื่องจาก กกต. เป็นระบบไต่สวน ฉะนั้น หากเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาแล้วไม่มาพบเจ้าหน้าที่ ก็ถือว่าประสงค์ไม่ให้การชี้แจง แต่จะไม่ถึงขั้นขอศาลออกหมายจับ แต่ กกต. จะเป็นผู้ดำเนินการพิจารณาเรื่องการทุจริตเพื่อออกใบแดง และส่งเรื่องเพิกถอนสิทธิ สว. ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อไป

รายงานข่าว ระบุด้วยว่า ส่วนกรณีที่ดีเอสไอดำเนินการเรื่องความผิดคดีอาญาอื่น คือ ฐานฟอกเงินและอั้งยี่นั้น สำนวนนี้ดีเอสไอคือหัวเรือหลัก ในการสอบสวนบุคคลที่ร่วมกระทำทุจริต รับเงิน เป็นกลุ่มโหวตเตอร์ พลีชีพ จัดฮั้ว ซึ่งเบื้องต้นมีจำนวนหลายร้อยคน ดังนั้น เมื่อสอบสวนเสร็จสิ้น ดีเอสไอต้องสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่ออัยการส่งศาลอาญารัชดาภิเษก ซึ่งฐานความผิดอาญานี้ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถสู้ได้ถึง 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และศาลฎีกา