‘รัฐบาล’คุมเข้ม เปิดเทอมทุกพื้นที่ในโรงเรียนต้องปลอด’บุหรี่ไฟฟ้า’

'รัฐบาล'คุมเข้ม เปิดเทอมทุกพื้นที่ในโรงเรียนต้องปลอด'บุหรี่ไฟฟ้า'

‘รัฐบาล’คุมเข้ม เปิดเทอมทุกพื้นที่ในโรงเรียนต้องปลอด’บุหรี่ไฟฟ้า’

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

‘รัฐบาล’เดินหน้ามาตรการคุมเข้ม เปิดเทอมทุกพื้นที่ในโรงเรียนต้องปลอด’บุหรี่ไฟฟ้า’ย้ำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พบเห็นมีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องถูกโทษทางวินัยขั้นเด็ดขาด  

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนยังคงมีแนวโน้มพบการขยายตัวเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างน่าเป็นกังวล ด้วยรูปทรงที่มีลักษณะเอกลักษณ์เป็นตัวการ์ตูนหรืออาร์ตทอยมาพร้อมกับการแต่งกลิ่นให้มีลักษณะที่น่าดึงดูด ราคาไม่แพง และมาพร้อมกับการโฆษณาบนโลกออนไลน์   ที่มุ่งเจาะกลุ่มตลาดลูกค้ากลุ่มเด็กและเยาวชน  ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้โดยง่าย 

นายคารม  กล่าวว่า เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสังคมที่ปลอดบุหรี่ไฟฟ้าและแนวร่วมที่เข้มแข็งในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างทั่วถึง ทุกพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานศึกษาและสถานที่ทำงานในพื้นที่บริเวณส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าผลักดันมาตรการให้สังคมปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชน และบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้

1.สร้างความตระหนักรู้เท่าทันพิษภัยและโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งต่อสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารทุกระดับ และเจ้าหน้าที่ อาทิ สอดแทรกเนื้อหาหรือหลักสูตรการเรียนการสอน กิจกรรม สื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ

2.ให้ผู้รับผิดชอบสถานศึกษาหรือสถานที่ทำงาน จัดให้มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้โดยชัดเจนว่าเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

3.ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นสอดส่อง ดูแลหรือป้องกันมิให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งการสูบ จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง หรือสนับสนุนอย่างหนึ่งอย่างใด

4.หากมีกรณีตรวจพบ หรือมีการร้องเรียนกล่าวหา หรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามอำนาจหน้าที่ทันที

“รัฐบาลขอย้ำว่าผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานส่วนราชการในสังกัด องค์กรในกำกับ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นถือปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด หากพบว่าพื้นที่ใดมีเจ้าหน้าที่มีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีการขายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าจะต้องถูกดำเนินการทางวินัยตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายอย่างถึงที่สุด” นายคารม  กล่าว 

‘นพ.วรงค์’ดึงคำสอนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ ให้กำลังใจ ‘กรรมการแพทยสภา’ สอบ ‘ป่วยทิพย์ ชั้น 14’

'นพ.วรงค์'ดึงคำสอนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ ให้กำลังใจ 'กรรมการแพทยสภา' สอบ 'ป่วยทิพย์ ชั้น 14'

‘นพ.วรงค์’ดึงคำสอนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ ให้กำลังใจ ‘กรรมการแพทยสภา’ สอบ ‘ป่วยทิพย์ ชั้น 14’

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

‘นพ.วรงค์’ยกคำสอนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ ให้กำลังใจ ‘กรรมการแพทยสภา’ สอบ ‘ป่วยทิพย์ ชั้น 14’

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า #ให้กำลังใจกรรมการแพทยสภาทุกท่าน

ผมนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกแพทยสภา หมายเลข12497 อยากจะสื่อสารไปยังท่านอาจารย์ ในฐานะกรรมการแพทยสภาทุกท่าน

อาจารย์คงทราบดีว่า วิชาชีพแพทย์ เป็นวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบสูง บนเป็นความเป็นความตายของเพื่อนมนุษย์ วิชาชีพแพทย์ จึงได้รับความน่าเชื่อถือจากประชาชน

ผมจำได้เสมอตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนแพทย์ เมื่อผู้ป่วยมีปัญหา สิ่งที่อาจารย์สอนพวกเราคือต้องตรวจคือ vital sign (สัญญาณชีพ) เพื่อประเมินผู้ป่วย ว่าอยู่ในสภาพวิกฤติหรือไม่

อาจารย์จะย้ำเรื่องทุกอย่างต้อง knowledge base และ ให้discussกับอาจารย์ได้ แต่ต้องมี reference สิ่งนี้จึงทำให้พวกเรา กล้าที่จะถกกับอาจารย์ บนฐานของเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์

ผมจำได้ว่า นักเรียนแพทย์ในช่วงนั้น อาจารย์จะปลูกฝังคำสอนของสมเด็จพระราชบิดา ให้พวกเรายึดถือผลประโยชน์ของเพื่อนมนุษน์ รวมทั้งการปลูกฝังจริยธรรมทางการแพทย์ ให้กับพวกเรา
ที่เกริ่นมาเสียยาว เพราะคนไทยทั้งประเทศ รอคอยสิ่งที่ท่านอาจารย์จะต้องตัดสินใจ ที่มีเพื่อนแพทย์บางคน ทำให้วงการแพทย์ของเราเสื่อมเสีย โดยอาจจะหวังลาภ ยศ สรรเสริญ

สิ่งที่เพื่อนแพทย์เหล่านี้ทำ ในทางวิชาการผมเชื่อว่า สิ่งที่อาจารย์สอนมา เพื่อนแพทย์ 100ทั้ง100ดูออกหมด ว่ามีการนำวิชาชีพแพทย์ ไปช่วยนักการเมือง โดยหาเหตุผลต่างๆนาๆ เพราะมีนักการเมือง ไม่ต้องการอยู่ราชทัณฑ์

ผมสังเกตดูว่า รอบนี้ เพื่อนแพทย์เรา ซึ่งล้วนถูกปลูกฝังมาคล้ายไปกัน จึงมีความตื่นตัวมาก ที่ต้องการรักษาเกียรติยศแห่งวิชาชีพ ไม่ต้องการไปปกป้องผู้ใด ตัดสินตรงไปตรงมา อธิบายประชาชนได้ทุกอย่าง

จึงอยากให้กำลังใจอาจารย์ ดำเนินการแบบที่อาจารย์เคยสอน อิงหลักวิชาการ ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ ผมเชื่อว่าความศรัทธา ความน่าเชื่อถือ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของอาจารย์ทั้งหลายในฐานะกรรมการแพทยสภา จะอยู่ในความรู้สึกที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ

จับตาศึก สว. ‘แดง-น้ำเงิน’ สู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน บทสรุปจะลงเอยแบบไหน?

จับตาศึก สว. 'แดง-น้ำเงิน' สู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน บทสรุปจะลงเอยแบบไหน?

จับตาศึก สว. ‘แดง-น้ำเงิน’ สู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน บทสรุปจะลงเอยแบบไหน?

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาระบุว่า “คดีฮั้ว สว. แดง-น้ำเงิน สู้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน” การเปิดศึกฮั้ว สว. ระหว่างฝ่ายสีแดงกับฝ่ายน้ำเงิน ตั้งแต่เริ่มต้นมีการวิเคราะห์ว่า จะจบด้วยการฮั้วอำนาจกันของ 2 ฝ่าย เป็นเกมการต่อรองทางการเมืองหรือไม่ นับตั้งแต่มีการชงเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อให้คดีฮั้ว สว. ฟอกเงิน อั้งยี่ เป็นคดีพิเศษให้ได้ แต่ในที่สุดมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่2 มีมติให้รับเป็นคดีพิเศษเฉพาะคดีฟอกเงินและอั้งยี่เท่านั้น

หลังจากนั้น สว. สายสีน้ำเงิน 81 คน ลงชื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้สอบสวนการปฎิบัติหน้าที่ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะกรรมการคดีพิเศษ 11 คน และขอให้สอบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 รวมถึง พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร และสมาชิกวุฒิสภารวม 42 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้แล้ว

จนทำให้มีการเห็นว่าคดีนี้มีการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างระหว่างฝ่ายสีแดงกับสีน้ำเงินมาโดยตลอด ฝ่ายสีน้ำเงินใช้กลไกของฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และความเคลื่อนไหวของ สว. สายสีน้ำเงินกดดัน การทำหน้าที่ของDSI ส่วนฝ่ายสีแดง ก็ใช้DSIทำงานสืบสวนสอบสวน หาพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน ใช้กฎหมายเล่นงาน อาจถึงขั้นแจ้งข้อหาดำเนินคดี สว. จนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้สมัคร สว. จำนวนหนึ่ง ยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากกรณีที่ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.มหาสารคาม ร้องเรียนอธิบดีDSI หลังเข้าแจ้งความกรณีฮั้วเลือก สว. แล้วเจ้าหน้าที่รัฐ(นายอำเภอ) ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ขอสำเนาการแจ้งความ หวั่นไม่ได้รับความปลอดภัย

ล่าสุด DSI เข้าไปลงพื้นที่ไปสอบผู้สมัคร สวในจังหวัดอำนาจเจริญ ก็โดนนายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ทำหนังสือลับ ด่วนที่สุดที่ อจ 0018.2/3 ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องรายงานเหตุกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และข่มขู่อดีตผู้สมัคร สว. 2 ราย จน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกมายืนยันว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของ DSI จริง และไม่มีการข่มขู่บังคับ ผู้สมัคร สว.แต่อย่างใด จน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องออกมาเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ว่าถ้าไม่ให้ความร่วมมือ หรือขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของ DSI จะมีความผิดตามมาตรา 22 มีโทษจำคุก 1 ปีถึง 10 ปีได้ แต่นายอนุทิน ชาญวีรกุูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ถ้า DSI จะเข้ามาขอความร่วมมือในพื้นที่ ก็ต้องทำตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่าทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกุูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่างก็ปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฎิบัติหน้าที่เช่นกัน เชื่อว่าเรื่องคดีฮั้วสว. เป็นการใช้อำนาจรัฐของแต่ละฝ่าย เหมือนกับมีดาบคนละเล่มฟาดฟันกัน รอดูว่าจุดจบฝ่ายใดจะชัยชนะ หรือสู้กัน จนบาดเจ็บสาหัส ต้องเจรจาสงบศึกกัน

สำนักงาน กกต. เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล วันที่ 11 พ.ค. 2568

สำนักงาน กกต. เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล วันที่ 11 พ.ค. 2568

สำนักงาน กกต. เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล วันที่ 11 พ.ค. 2568

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.00 น.

สำนักงาน กกต. เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล วันที่ 11 พ.ค. 2568

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล ในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08:00 – 17:00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อ ทั้งนี้ การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของชุมชนท้องถิ่นของเรา

สำหรับเอกสารที่ใช้แสดงตน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการลงคะแนนเสียง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องนำเอกสารหรือหลักฐานที่แสดงตนต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ดังนี้

  1. บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุได้)
  2. หนังสือเดินทาง (Passport)
  3. ใบขับขี่ (Driver’s License)
  4. บัตรที่ออกโดยหน่วยงานราชการ (มีภาพถ่าย เลขประจำตัวประชาชน)
  5. แอปพลิเคชันที่ใช้แสดงตน เช่น บัตรประชาชนดิจิทัล (ThaID), ใบขับขี่ออนไลน์ ,บัตรประจำตัวคนพิการออนไลน์

ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาลในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 สามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 4 – 10 พฤษภาคม 2568 และในช่วงหลังวันเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 – 18 พฤษภาคม 2568 ตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 1/8 หรือทำเป็นหนังสือซึ่งอย่างน้อยต้องระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้านให้ชัดเจน พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ด้วยเหตุใด โดยยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยตนเอง หรือทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งเหตุผ่านเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือทางเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย www.bora.dopa.go.th

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444

‘พริษฐ์’เปิดเอกสาร! สภาใช้งบ 104.5 ล้าน จ้างออกแบบที่จอดรถ ทั้งที่ไม่มีโครงการในงบปี 2567-2568

'พริษฐ์'เปิดเอกสาร! สภาใช้งบ 104.5 ล้าน จ้างออกแบบที่จอดรถ ทั้งที่ไม่มีโครงการในงบปี 2567-2568

‘พริษฐ์’เปิดเอกสาร! สภาใช้งบ 104.5 ล้าน จ้างออกแบบที่จอดรถ ทั้งที่ไม่มีโครงการในงบปี 2567-2568

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.43 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เปิดเอกสาร: รัฐสภาเดินหน้าจ้างบริษัทออกแบบอาคารที่จอดรถ ด้วยงบประมาณ 104.5 ล้านบาท ทั้งที่ไม่ปรากฏโครงการใน พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 & 2568 ที่สภาอนุมัติ” ระบุว่า ในบรรดา 15 โครงการของอาคารรัฐสภาที่ผมได้แชร์ก่อนหน้านี้ โครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุด คือ “โครงการก่อสร้างอาคารจอดรถรัฐสภา (เพิ่มเติม)” ซึ่งมีการวางเป้าว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมด 4,588 ล้านบาท โดยทางหน่วยงานมีการทำคำขอไว้ที่ 1,529 ล้านบาท สำหรับ งบ 69

แม้โครงการดังกล่าว ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2569 โดย ครม. แต่เป็นที่ชัดเจนว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทางหน่วยงานมีความประสงค์จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปอย่างแน่นอน เพราะเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางหน่วยงานเพิ่งได้มีการประกาศผู้ที่ชนะการเสนอราคา (กิจการค้าร่วม กลุ่มบริษัท AGCC) สำหรับการจ้างออกแบบก่อสร้างอาคารจอดรถดังกล่าว ด้วยงบประมาณ 104.5 ล้านบาท ทั้งๆที่รายการดังกล่าว (เท่าที่ผมได้ตรวจสอบ) ไม่เคยปรากฎอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณ 2567 หรือ 2568 เลย ( https://shorturl.at/Kfmni )

แม้ผมเข้าใจว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย เผอิญกับปัญหาเรื่องการหาที่จอดรถที่สภา (เช่น เจ้าหน้าที่สภา หน่วยงานที่มาชี้แจง ประชาชนที่มาทำธุระที่สภา) แต่ด้วยขนาดของโครงการ ผมเห็นว่าการพิจารณาต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และชี้แจงต่อคำถามดังต่อไปนี้ เป็นอย่างน้อย:

1. หน่วยงานควรบริหารพื้นที่อาคารจอดรถที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูง (เช่น การหยุดกันพื้นที่จอดรถมากเกินจำเป็น) ก่อนที่จะไปพิจารณาลงทุนก่อสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติม – คำถามคือเราได้ทำการศึกษาแล้วหรือยัง ว่าข้อมูลสถิติเรื่องจำนวนที่จอดรถ (supply) และความต้องการ (demand) ที่ผ่านมา เป็นเช่นไร และเรามีทางเลือกอะไรบ้างในการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากที่จอดที่มีอยู่แล้ว?

2. หน่วยงานควรต้องย้อนกลับไปตรวจสอบแบบเดิมของอาคารรัฐสภาก่อน ว่าได้มีการคาดการณ์เรื่องจำนวนที่จอดรถและความต้องการไว้ที่เท่าไหร่ เหตุใดถึงเกิดข้อผิดพลาดที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องจำนวนที่จอดรถเมื่อมีการเริ่มใช้งานอาคารอย่างเต็มรูปแบบ และ (หากมาจากข้อผิดพลาด) ฝ่ายไหนจะต้องรับผิดชอบอย่างไร?

3. หน่วยงานควรต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกๆฝ่าย แต่เหตุใด หน่วยงานถึงได้มีการเดินหน้าเรื่องการจ้างบริษัทออกแบบ ทั้งๆที่ไม่ปรากฎใน พ.ร.บ. งบประมาณ 2567 & 2568 ที่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติ (ซึ่งเข้าใจว่าหน่วยงานคงใช้กลไกการโอนงบประมาณมาจากโครงการอื่น ผ่านการทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ หรือ ขอความเห็นชอบจาก ครม.)?

ประเด็นเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทางผม และ กมธ. จะสอบถามและคาดหวังจะได้คำตอบที่ชัดเจนในการประชุม กมธ. พัฒนาการเมืองฯ กับตัวแทนสภา วันพฤหัสบดีนี้

‘ธนกร’ขอบคุณรัฐบาล! คิดถูกชะลอแจกเงินหมื่นเฟส 3

'ธนกร'ขอบคุณรัฐบาล! คิดถูกชะลอแจกเงินหมื่นเฟส 3

‘ธนกร’ขอบคุณรัฐบาล! คิดถูกชะลอแจกเงินหมื่นเฟส 3

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.31 น.

“ธนกร” ขอบคุณรัฐบาลชะลอจ่ายเงินดิจิทัลฯเฟส 3 ไปก่อน หนุน รับฟังทุกหน่วยงานภาคสังคมรอบด้าน ฝาก เปิดแผนเจรจาสหรัฐให้ชัด สร้างความเชื่อมั่นคนไทย-นักลงทุน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชี รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณนางสาวแพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่การประชุมครม.วันนี้ยังไม่มีการเสนอวาระพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเงินดิจิทัลเฟส 3 ออกไปก่อนเพื่อรอรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ตนสนับสนุนให้เปิดกว้างในการรับฟังความเห็นภาคประชาชนด้วย เพื่อให้เกิดความครบถ้วนรอบด้าน เนื่องจากขณะนี้มี สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรก จึงสมควรที่รัฐบาลจะต้องมีการพิจารณาใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดความรอบคอบที่สุด

ทั้งนี้ในส่วนของการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเรื่องมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยที่ใกล้ครบกำหนด 90 วันในการชะลอมาตรการนั้น นายธนกรกล่าวว่า  ขอให้นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปเจรจา เปิดเผยแผนการเจรจาที่เป็นทางการ ให้เกิดความชัดเจน แม้จะมีการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการและอาจมีดีลลับก็ตาม แต่ขอให้เปิดเผยในเวลาที่เหมาะสมซึ่งมองว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคธุรกิจ รวมถึง หน่วยงานราชการ รวมถึง จะทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ มั่นใจ ในรัฐบาลด้วย  

“ขอขอบคุณท่านนายกฯและครม.ที่รอรับฟังความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนในเรื่องเงินดิจิทัลเฟส 3 ผมเสนอให้รับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคม ประชาชนคนไทยทั้งประเทศด้วย เพื่อให้เกิดความรอบด้าน เนื่องจากเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ ขอให้มีการใช้จ่ายที่คุ้มค่า และเกิดประโยชน์จริง กระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามวัตถุของรัฐบาล  และหากจะพิจารณาโครงการคนละครึ่งกลับมา เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอีกครั้ง ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้“ นายธนกร ย้ำ 

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’ดึงดัน‘กาสิโน’เสี่ยงเจอลุกฮือต้านขับไล่

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’ดึงดัน‘กาสิโน’เสี่ยงเจอลุกฮือต้านขับไล่

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’ดึงดัน‘กาสิโน’เสี่ยงเจอลุกฮือต้านขับไล่

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

ยิ่งนับวันกระแส ‘กฎหมายกาสิโน’ ไม่เงียบหายลงไป กลับยังร้อนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากซีกพรรคเพื่อไทย หลังจากนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร สั่งให้ สส.พรรคเพื่อไทย ให้ลงพื้นที่ไปอธิบายและทำความเข้าใจกับประชาชนในช่วงปิดสมัยประชุมสภา เพื่อให้เข้าใจถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ) พร้อมให้ไปรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนด้วยนั้น

และแล้วเริ่มปรากฏภาพชัดเจนขึ้น เห็นได้จากทุกคนในพรรคเพื่อไทยต่างพูดในทิศทางเดียวกันว่าจากการลงพื้นที่ของ สส.ส่วนมาก บอกประชาชน ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีสัญญาณดี ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยก็หวังจะนำเสียงสะท้อนของประชาชนไปเป็นข้ออ้างในการเดินหน้าดันกฎหมายฉบับนี้ให้ได้

แม้มีเสียงสะท้อนจากพรรคการเมือง กลุ่มต้านกาสิโนกลุ่มต่างๆล้วนวิพากษ์วิจารณ์มองว่า รัฐบาลแพทองธาร ไม่สนใจและไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง รวมถึง ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีอย่างต่อเนื่องแทบก่อเหตุกับประชาชนคนเปราะบางทั้งไทยพุทธ-มุสลิม

ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างกว้างขวางการออกกฎหมายเปิดกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย ท่าทีคนที่อำนาจเหนือนายกฯอย่าง นายทักษิณ ชินวัตร ยังคงแสดงความมั่นใจว่าเสียงในสภาผู้แทนราษฎรจะเพียงพอให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่สนใจเสียงสะท้อนภาคประชาชนภายนอกสภา จะมีกระแสต้านแค่ไหน

กระแสวิพากษ์จากสังคมครอบคลุม หลายมิติโดยเฉพาะด้านศีลธรรม ถือเป็นประเด็นหลักที่หลายภาคส่วนพร้อมใจลุกขึ้นมาแถลงการณ์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ทั้งผู้นำศาสนาทุกศาสนา องค์กรทางจริยธรรมรวมถึงเครือข่ายแพทย์และสาธารณสุขต่างออกมาคัดค้านและเตือนถึงผลกระทบทางสังคมที่อาจตามมาหากรัฐบาลผลักดันให้มีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายเกิดขึ้นจริงในประเทศ

กลุ่มศาสนา มองว่าการเปิดกาสิโนขัดกับหลักคุณธรรมพื้นฐาน ที่เน้นการลดละกิเลสและความโลภขณะที่แพทย์ และนักวิชาการด้านสาธารณสุข เตือนถึงผลเสียต่อสุขภาพจิตของประชาชน ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการพนันเรื้อรังและผลกระทบต่อครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เยาวชนและผู้มีรายได้น้อย แม้รัฐบาลจะพยายามยกเหตุผลอ้างด้านเศรษฐกิจ การดึงดูดนักลงทุนหรือการจัดเก็บภาษีจากกาสิโนแต่กลับละเลยต่อคำเตือนที่สะท้อนออกมาในเชิงคุณค่าทางสังคม

กระทั่งวันนี้ เมื่อดูท่าทีรัฐบาลไม่มีแนวโน้มถอย หรือถอนร่างดังกล่าวออกจากสภา ทำให้กลุ่มที่ต่อต้านจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โดยอาศัยเครื่องมือ ทั้งภายในและภายนอกสภาเพื่อขัดขวางทุกรูปแบบ

แม้ในระบอบประชาธิปไตยเสียงในสภา เป็นเครื่องมือในการออกกฎหมาย ก็จริง แต่อย่าลืมเสียงจากประชาชนภายนอกก็มีส่วนสำคัญ เพราะหากเรื่องกาสิโน กลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อหลักศีลธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศโดยตรง ย่อมไม่อาจมองข้ามได้ หากรัฐบาลยังคงดึงดันเดินหน้าโดยไม่ฟังเสียงของสังคมทุกฝ่าย ก็อาจต้องเผชิญกับแรงต้านที่รุนแรงและลุกลามเกินกว่าจะควบคุมได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่พอใจที่รุนแรงยิ่งขึ้นในกลุ่มประชาชนและกลายเป็นชนวนใหม่ของการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในอนาคตได้

ล่าสุด นายสรวงค์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลเตรียมเปิดเวทีแจงกาสิโน ให้คนกลางเป็นเจ้าภาพ โดยยืนยัน รัฐบาลพร้อมแลกเปลี่ยนฟังความเห็นกลุ่มต้าน อีกทั้งบอกว่าคนที่ออกมาต่อต้านมีไม่ถึง 10%ที่ได้อ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ นักวิชาการและแกนนำก็น่าจะได้อ่านอยู่ แถมยังย้ำว่า “อย่าปิดกั้นโอกาสของประเทศไทยอีกเลย”

และเรื่องนี้ ถ้าทั้งนายใหญ่อย่าง นายทักษิณ ชินวัตร พร้อมทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย ประเมินกระแสต้านผิดพลาด แล้วนายกฯ แพทองธาร ยังดึงดัน จะผลักดันกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ให้สำเร็จให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้ โดยไม่ฟังเสียงต่อต้านและคัดค้านกาสิโน จากประชาชนทุกกลุ่มต่างๆทั่วประเทศ รวมถึงภายในพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคโดยไม่ยอมฟังเหตุผลใดๆ

จากนี้ไป ขอให้จับรอดูว่า เมื่อไหร่ที่ในสภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ คาดว่าจะมีพลังมวลชนต่อต้านกาสิโน จะลุกฮือพร้อมๆ กันทั่วประเทศ และเป็นไปได้ ที่มวลชนอาจจะขยายวงกว้างมากกว่าการต่อต้าน ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย’ ในอดีตเสียอีกด้วยซ้ำ

ฉะนั้นเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ก็พร้อมจะเกิดขึ้น เพียงรอสถานการณ์สุกงอม เมื่อไหร่ทุกลุ่มหมดความอดทนต่อรัฐบาลชุดนี้ ที่มุ่งจะทำตามความต้องการให้ได้ โดยไม่สนใจต่อการแก้ปัญหาต่างๆแล้วเกิดวิกฤติศรัทธาภายในประเทศ คงจะอยู่บริหารประเทศต่อไปลำบากแน่นอน ถึงเวลานั้น นายกฯ แพทองธาร อาจถึงทางตันต้องลาออก หรือ ยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

ณ วันนี้ยังไม่สายเกินไป ที่จะถอนฟืนออกจากกองไฟ ก่อนแผ่นดิน จะลุกเป็นไฟ เพราะ ‘กาสิโน’ จะกลายเป็นประเด็นร้อนก่อชนวนทำให้มวลชนทุกกลุ่มพร้อมใจลุกฮือออกมาชุมนุมทั่วประเทศขับไล่รัฐบาลชุดนี้ ถึงวันนั้นอาจจะสายเกินไป และไม่มีใครหยุดยั้งได้ ถึงขั้นประชาชนชุมนุมขับไล่พ้นแผ่นดินไทย

ทีมข่าวแนวหน้า

‘ทวี’งัดก.ม.ขู่ผวจ.อำนาจเจริญ ศึกฮั้วสว.บานปลาย

‘ทวี’งัดก.ม.ขู่ผวจ.อำนาจเจริญ  ศึกฮั้วสว.บานปลาย

‘ทวี’งัดก.ม.ขู่ผวจ.อำนาจเจริญ ศึกฮั้วสว.บานปลาย

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ทวี’งัดก.ม.ขู่ผวจ.อำนาจเจริญ ศึกฮั้วสว.บานปลาย หลังดีเอสไอลงพื้นที่สอบพยาน ‘อนุทิน’ยัน‘มท.-ยธ.’ไร้ขัดแย้ง เหน็บคนยุแหย่เห็นดีกันไม่ได้

“ทวี” ขู่ฟัน “ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ” เป็นอุปสรรคสอบ “ฮั้วสว.” ระวังโดนม.22 โทษหนักจำคุก 1-10 ปี เร่งสอบหนังสือร้องเรียนปลัด มท.ยอมรับทั้ง 3 คนเป็นจนท.ดีเอสไอจริง ลงพื้นที่สอบพยานหลังถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพล “อนุทิน” แจง“ทวี” ชี้แจงขั้นตอนกฎหมาย ไม่ได้ขู่ฟันผู้ว่าฯอำนาจเจริญ ยันหนักแน่น“มหาดไทย-ยุติธรรม” ไม่มีปัญหาทำงานคดีฮั้วสว. เหน็บคนเขย่าเห็นคนดีกันไม่ได้ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว“ปลัดมท.”เผย ยังไม่เห็นหนังสือ สั่งกำชับ ทุกพื้นที่ต้องไม่มีแอบอ้าง ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

จากกรณีนายณรงค์ เทพเสนา ผวจ.อำนาจเจริญ ทำหนังสือลับถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่อง รายงานเหตุกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ ขอสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 2 ราย ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ไม่ได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเครื่องหมายใดๆ ที่แสดงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยได้เข้าไปในบ้านของอดีตผู้สมัคร สว. และถอดปลั๊กไฟของกล้องวงจรปิด เพื่อไม่ให้มีการบันทึกภาพและเสียงและพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าว พร้อมทั้งได้บังคับให้อดีตผู้สมัคร สว. รับสารภาพว่าได้กระทำความผิดในการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 6พฤษภาคม2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวว่าว่า ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว พนักงานสอบสวนได้เดินทางไปตรวจสอบที่ จ.อำนาจเจริญ และพยานบุคคลกว่า 10 ปาก ซึ่งพยานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องหนังสือของผู้ว่าฯ นั้น กำลังตรวจสอบ เนื่องจากโดยหลักการสอบสวนคดีพิเศษ เรามีกฎหมายมาตรา 22 ถ้าเป็นคดีพิเศษผู้ว่ามีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน หากมีการประสานงานไปต้องให้ความร่วมมือ ถ้าไม่ร่วมมือจะมีโทษที่เกี่ยวข้องจำคุก1-10 ปี ซึ่งได้ให้อธิบดีดีเอสไอใช้กฎหมายและข้อบังคับ เพราะที่อำนาจเจริญมีพยานกว่า 300 ปาก แต่ไม่จำเป็นต้องสอบทั้งหมด เนื่องจากได้หลักฐานที่เป็นพยานวัตถุ เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ สามารถย้อนกลับไปดูในที่เกิดเหตุได้ รวมถึงร่องรอยทางโทรศัพท์

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ทั้งนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวน แต่ถ้ามีอุปสรรคก็ขอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ใช้กฎหมายและข้อบังคับ ที่ออกในปี 2547 ดำเนินคดีได้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ 3 คน ที่ลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และถูกร้องเรียน เป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจริงหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ยอมรับว่า เป็นพนักงานสอบสวนของดีเอสไอจริง และได้รับความร่วมมือดี

เมื่อถามว่า เหตุใดผู้ว่าฯ อำนาจเจริญ ถึงได้แจ้งว่ามีการข่มขู่พยาน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่ายังไม่เคยแจ้งมาที่ตน หากผู้ว่าฯ พบการข่มขู่ ขอให้รายงานมาที่ตน อีกทั้งพนักงานสอบสวนของดีเอสไอลงพื้นที่อำนาจเจริญตามคำเรียกร้องของพยาน ว่าถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จึงอยากให้ดีเอสไอไปสอบปากคำ ขณะเดียวกันไม่มีเงินที่จะเดินทางมาที่ กทม.เมื่อถามว่า ขั้นตอนคดีการฮั้วเลือก สว. จะเสร็จแล้วหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า อยู่ในกระบวนการของพนักงานสอบสวน ตนไม่สามารถแทรกแซงได้ แต่ไม่มีปัญหาและอุปสรรค

เมื่อถามว่า คดีนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย พ.ต.อ.ทวี ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการเมือง ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน เพราะเรื่องเป็นคดีพิเศษก็ว่ากันไป ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน จะทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย ข้อบังคับ และพยานหลักฐาน ไม่ได้ เช่นเดียวกันบุคคลจะมีอิทธิพลเหนือกฎหมายไม่ได้

เมื่อถามว่า ทางดีเอสไอเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา 138 สว.และอีก 2สว.สำรอง พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องไปถามอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งขณะนี้ก็ทำงานหนัก และให้คำนึงว่าเรื่องนี้ประชาชนให้ความสนใจ ขอให้ทุกขั้นตอนมีพยานค้ำยันทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงเส้นทางการเงิน และการใช้โทรศัพท์ติดต่อ ประกอบกับหลักและเหตุผล

เมื่อถามว่า จะมีโอกาสแจ้งข้อกล่าวหาภายในสัปดาห์นี้หรือไม่หลังครบ 2 เดือนแล้ว พ.ต.อทวี กล่าวว่า มีรายงานว่ามาจะเร่งรัดตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคม ก็รอดูอยู่ ทั้งนี้ ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องการสอบพยานมากนัก เพราะกลัวมีข้อครหาว่าการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว ส่วนการเรียกผู้ถูกกล่าวหามาให้ข้อมูลนั้น ก็ให้รอหมายเรียก ยังไม่แน่ชัดว่าจะทยอยออก หรือออกครั้งเดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การสอบสวนจะเชื่อมโยงไปยังนักการเมืองหรือไม่นั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า หากถึงใครก็ดำเนินการหมด ไม่มีละเว้นใคร เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีชื่อรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เคยออกจากปากตน

ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เตรียมขู่ฟันผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ที่เป็นอุปสรรคต่อการสอบคดีฮั้วสว. ว่า สื่อถามแบบนี้อีกแล้ว ตนไปอ่านข่าว และดูเทปสัมภาษณ์ไม่มีการพูดขู่ฟันผู้ว่าฯที่ไหน ท่านเพียงแต่อธิบายข้อกฎหมาย ถ้าใครไม่ให้ความร่วมมือก็อาจเข้าข่ายถูกดำเนินคดี ซึ่งท่านไม่ได้ฟันผู้ว่าฯ ฟันได้อย่างไรคนละหน่วยงานกัน ซึ่งคนที่ฟันผู้ว่าฯได้คือปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าฯมีหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชน เมื่อประชาชนแจ้งความร้องเรียนมาก็ดำเนินการตามข้อเท็จจริง ซึ่งแต่ละวันผู้ว่าราชการจังหวัด รายงานเรื่องเข้ามาที่ผู้บังคับบัญชาเยอะมาก

เมื่อถามว่า ต่อไปหากดีเอสไอ ขอความร่วมมือเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือกตั้งสว. จะมีการดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องทำตามกฏหมายทุกอย่าง ถ้าไม่ทำตามก็ต้องเป็นไปตามที่รมว.ยุติธรรม กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อถามว่า ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พูดคุยกับพ.ต.อ.ทวีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คุย เพราะไม่ได้นั่งใกล้กัน

เมื่อถามว่า มีการมองว่าขณะนี้กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงยุติธรรมกำลังสู้กันจากเรื่องคดีฮั้วสว. มองอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เขาก็อยากเขย่า ดีกันไม่ได้ ดีแล้วมีคนเดือดร้อน ดีกันแล้วเกิดความอึดอัดไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว จริงๆคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความกลมเกลียวกันดีไม่มีปัญหากันเลย

นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือลับที่ผู้ว่าฯ อำนาจเจริญ แจ้งไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็คงมีการเสนอขึ้นมา โดยเป็นรายงานจากจ.อำนาจเจริญทั้งนี้ ทราบว่าคนที่ได้รับการข่มขู่ได้ไปแจ้งความตามกฏหมายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมายอยู่แล้ว เพราะว่าการที่เราจะไปเคหะสถานของคนอื่น ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่แล้วอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ผิดตามกฎหมายแล้ว เพราะถือว่าแอบอ้าง แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ต้องมีหมายค้นหรือหมายเรียกอะไรก็แล้วแต่คงต้องมีการกำชับทุกที่ว่ามีการแอบอ้างไม่ได้ แต่ถ้าเป็นไปตามข้อกฎหมายเจ้าหน้าที่มาตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องก็ต้องให้ความร่วมมือ เมื่อถามว่า มีรายงานว่ามีพื้นที่อื่นที่เกิดลักษณะเหมือนที่ จ.อำนาจเจริญหรือไม่ ปลัดมหาดไทย กล่าวว่า ยังไม่มี ซึ่งจ.อำนาจเจริญ แจ้งเข้ามารายแรก ก็เห็นตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าวเมื่อถามว่า ก่อนที่หนังสือจะถึงเป็นทางการมีการสั่งการอะไรเบื้องต้นหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ยัง ต้องรอดูหนังสือที่ทางกองการจะเสนอมา

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้รับรายงานเบื้องต้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมพยานหลักฐานการสอบสวนแล้วยืนยันได้ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 รายดังกล่าว คือ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอส่วนภาค กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ได้ลงพื้นที่ไปยังสถานที่ดังกล่าวจริง เพื่อสอบสวนปากคำพยาน โดยไม่ได้มีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ไม่มีการข่มขู่คุกคามพยาน เพราะเป็นการซักถามข้อมูลตามปกติ อีกทั้งปัจจุบันนี้ หากพยานรายใด หรือผู้ใดยืนยันว่าตนถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่บังคับให้รับสารภาพ หรือไม่เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจริง หรือเป็นผู้ที่ไม่สุจริต คงจะมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหว นำมาเป็นหลักฐานได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ หลักการสอบสวนปากคำพยาน ต้องดำเนินการด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ไม่มีความจำเป็นต้องข่มขู่เช่นนั้น ทั้งนี้ มองว่าหนังสือและรายละเอียดที่ปรากฏออกมา เหมือนเป็นการดิสเครดิตการทำหน้าที่ของดีเอสไอหรือไม่

ยินดีให้ตรวจสอบ ‘วันนอร์’งง‘ศาลาแก้ว’สร้างทำไม

ยินดีให้ตรวจสอบ  ‘วันนอร์’งง‘ศาลาแก้ว’สร้างทำไม

ยินดีให้ตรวจสอบ ‘วันนอร์’งง‘ศาลาแก้ว’สร้างทำไม

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปธ.สภาฯยินดีให้ตรวจสอบงบปรับปรุงรัฐสภา เพื่อความโปร่งใส แจงขั้นตอนยังต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายด่าน ปรับลดได้อีก งงเหมือนกัน “ศาลาแก้ว” สร้างไว้ทำไม แต่จะปล่อยให้เป็นอนุสาวรีย์ก็เสียประโยชน์ ต้องทำให้สมบูรณ์จนท.-สส.-ปชช.ได้ใช้

เมื่อวันที่ 6พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์  มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำคำของบประมาณเพื่อมาปรับปรุงอาคารและสถานที่รัฐสภา ซึ่งมีจำนวนสุงถึงกว่า 2 พันล้านว่า ความจริงไม่ได้เป็นการต่อเติม เพราะอาคารรัฐสภาสร้างเสร็จ ตรวจรับแล้วแต่ที่เป็นข่าวเท่าที่ตนติดตามเป็นการเพิ่มเติมสิ่งที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ เช่น ห้องประชุมชั้นบี2ที่สร้างเสร็จแล้วจุได้1,500 คนแต่ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ ไม่มีเวที ไม่มีจอ ไม่มีเครื่องเสียง ไฟไม่สว่าง คณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการสภาผูแทนราษฎร ตลอดผู้บริหารสภาฯ เห็นว่าควรทำให้สมบูรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ ก่อนหน้านี้เราทำงานมา5-6ปี ไม่มีใครกล้าไปทำ เพราะยังไม่มีการส่งมอบ เกรงจะเป็นปัญหา นอกจากนี้ยังมีห้องประชุมชั้นบี1 ที่เป็นลักษณะเดียวกันด้วย ก็ต้องทำให้สมบูรณ์ รวมถึงศาลาแก้ว ที่ไม่สามารถใช้งานได้ ก็อยากต่อเติมให้สมบูรณ์

ประธานสภาฯกล่าวต่อว่า ขณะที่ขั้นตอนของบประมาณ เป็นการเสนอไปยังสำนักงบประมาณ สำนักงบฯต้องตัดตอนไปอีกหลายอย่าง บางอย่างจำเป็นแต่ราคาไม่ตรงมาตรฐานราคาก็ต้องตัดออก เมื่อผ่านสำนักงบฯ รัฐบาลจะส่งมาให้กมธ.งบประมาณของสภาฯพิจารณา ก็จะตัดอีกรอบ ตนถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในการตรวจสอบงบของสภาฯให้โปร่งใสมากที่สุด เพราะเราเป็นหน่วยงานของนิติบัญญัติการที่สส.ทุกคน ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านช่วยกันตรวจสอบให้โปร่งใส เป็นเรื่องดี หากในขั้นตอนการใช้งบฯ เมื่อได้รับงบฯมาแล้ว การประมูล การประกวดราคา ไม่โปร่งใส ก็อยากให้สส.ตรวจสอบ

“ทางเลขาธิการสภาฯแจ้งผมแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนคำของบบางอย่างก็ไม่ได้ เช่น ที่จอดรถ ไม่ได้ทั้งหมด เพราะยังจำเป็นน้อย บางอย่างที่จำเป็น ก็ให้เป็นบางส่วน ผมเชื่อเมื่อเข้าสู่กมธ.งบประมาณฯ คงตัดลดงบฯอีก หากสส.ฝ่ายค้านยังติดใจ สามารถสงวนคำแปรญัตติในชั้นกมธ.มาอภิปรายตัดลดงบฯในสภาฯได้อีกรอบ สำหรับสภาฯไม่มีปัญหา อยากให้ทุกฝ่ายตรวจสอบให้เกิดประโยชน์เต็มที่ ผมอยากเรียนว่าสภาฯเป็นสถาบันของชาติ อยากให้เห็นว่าทำอะไรด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง สมบูรณ์ มีศักดิ์ศรี เมื่อประชาชนเข้ามาจะได้เห็นว่าสภาฯเป็นสถาบันที่สง่างาม มีศักดิ์ศรีเป็นเกียรติเป็นศรีต่อผู้ที่มาใช้ไม่ใช่แค่สส. แต่ประชาชนเข้ามาใช้ได้ รวมถึงผู้นำ ทูตที่เข้ามาเยี่ยมชมสภาฯ เราจึงอยากทำอะไรให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ใช่ทำแค่พอเสร็จ ต้องทำให้เกิดความภาคภูมิใจในสถาบันนิติบัญญัติของชาติ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการของบฯเผื่อตัดใช่หรือไม่ ประธานสภาฯกล่าวว่า คำขอทุกอย่างมีมาตรฐาน สำนักงบฯจะดูความจำเป็นของงบฯก่อนใหญ่ ไม่ได้ให้ทุกอย่าง แต่ให้ตามความจำเป็น ส่วนราคาจะถูกจะแพง ขึ้นอยู่กับระเบียบกฎหมายว่าด้วยราคากลางที่มีกำหนดอยู่ สำนักนายกฯที่ดูแลการจัดซื้อ กรมบัญชีกลาง กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมก็ต้องให้กรมศิลปากรมาช่วยกำหนดด้วย ย้ำว่าทุกอย่างต้องโปร่งใส เราเห็นด้วยที่สส. หรือสื่อมวลชนจะตรวจสอบทุกอย่างของสภาฯ เพราะเราตรวจสอบคนอื่น ตัวเราก็ต้องได้รับการตรวจสอบให้โปร่งใสด้วย

ถามถึงศาลาแก้วที่วิจารณ์กันยังไม่ได้ใช้งานแต่กลับของบฯปรับปรุง นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่าศาลาแก้ว ยังไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่ทราบว่าตอนที่สร้างสร้างไว้ทำไม เพราะดูอาคารรัฐสภากับศาลาแก้วไม่รู้ว่าสัมพันธ์กันอย่างไร แต่เมื่อสร้างเสร็จและตรงนั้นเป็นลานสำหรับที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ส่วนศาลาแก้วอาจเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ 2 ข้าง เมื่อมีพิธีต่างๆอาจต้องใช้ศาลาแก้ว ฉะนั้น ที่มีงบเข้าไปเป็นการปรับปรุงให้ใช้งานได้

“ทำแล้วไม่ได้ใช้งานกลายเป็นอนุสาวรีย์เปล่าๆอย่างนั้น ไม่ได้ประโยชน์ และสภาฯในยุคที่ผมและเลขาธิการสภาฯเข้ามาบริหาร เราไม่ได้เป็นคนจัดสร้าง แต่เราจะเอาสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ใช้เป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่รัฐสภา และประชาชนด้วย” ประธานสภาฯ กล่าว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการปรับปรุงอาคารรัฐสภา หลังประชาชนตั้งข้อสังเกตเพิ่งสร้างมาได้ 6 ปี แต่ต้องของบประมาณปรับปรุงใหม่ว่า ไม่ใช่การรีโนเวท แต่เท่าที่ทราบคือขอเพิ่มงบสร้างพิพิธภัณฑ์ และตนถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานรัฐสภาคนที่ 2 แล้ว ซึ่งรับผิดชอบแค่เรื่องพิพิธภัณฑ์ ผลการก่อสร้างอะไรเพิ่มเติมตนไม่รู้เรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การใช้งานมาแค่ 6 ปี อาคารรัฐสภามีความเสื่อมโทรมจนถึงขั้นต้องปรับปรุงแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินมองว่า มีผู้มาใช้งานเป็น 10,000 คน ก็ต้องเสื่อมโทรมเป็นธรรมดา ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งานหนักมากทั้งเจ้าหน้าที่และสมาชิกรัฐสภา และประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ และร่วมกิจกรรมต่างๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่อาคารแบบนี้จะต้องซ่อมบำรุง รีโนเวท ปรับปรุง อย่างเช่นลิฟท์ที่ใช้เป็น 1,000 เป็น 10,000 เที่ยวต่อวัน เมื่อถามว่า แต่บริษัทที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารรัฐสภา เป็นบริษัทชิโนไทย นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า “ผมเกี่ยวอะไร ไม่รู้จัก ออกมานานแล้ว”

‘วัยโจ๋’ฝันค้าง แจกเงินหมื่นเฟส3ยังไม่เข้าครม. ‘อิ๊งค์’อ้างต้องฟังข้อมูลรอบด้าน

‘วัยโจ๋’ฝันค้าง  แจกเงินหมื่นเฟส3ยังไม่เข้าครม.  ‘อิ๊งค์’อ้างต้องฟังข้อมูลรอบด้าน

‘วัยโจ๋’ฝันค้าง แจกเงินหมื่นเฟส3ยังไม่เข้าครม. ‘อิ๊งค์’อ้างต้องฟังข้อมูลรอบด้าน

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯ เผยดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 3 ยังไม่เข้าครม. อ้างต้องรอฟังข้อมูลความเห็นให้รอบด้านก่อน ยังไม่ฟันธงยกเลิกหรือไปต่อ ด้านปลัดฯคลัง ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง ต้องพิจารณารอบคอบ แจกแน่! “เผ่าภูมิ” ยืนยันแจกเงิน 10,000 บาท แก่กลุ่มเยาวชน 16-20 ปี ภายในไตรมาส 2 ตามไทม์ไลน์เดิม ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมงบ 1.57 แสนล้านบาท พร้อมรับมือความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินนวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ยังอยู่ระหว่างรวบรวมความคิดเห็น เพราะมีเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทางสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นเข้ามาแน่นอนว่าเรารับฟังอยู่แล้ว แต่ความตั้งใจเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อมีปัจจัยแทรกเข้ามาเราต้องดูว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เราต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้รู้จากทุกหน่วยงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะยกเลิกโครงการดังกล่าวในส่วนที่เหลือ เพื่อเตรียมงบประมาณไว้รับมือกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เรายังไม่ได้มีมติจะยกเลิกใดๆแต่อยู่ในส่วนรับฟังความคิดเห็นก็ต้องฟังให้ครบก่อนว่าความจำเป็นมีมากแค่ไหนในเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินก้อนนี้สามารถทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนทั้งประเทศอันนี้คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

“เราต้องมองเป้าหมายว่าทำเพื่ออะไร ทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สุดท้ายเมื่อดูความเห็นทั้งหมดออกมาว่าอย่างไร อันนี้ไม่สามารถเป็นฝ่ายบริหารฝ่ายเดียวที่จะบอกว่าเราตัดสินใจแล้วทำได้เลยต้องดูเรื่องอื่นประกอบด้วย แต่ยืนยันว่าขณะนี้โครงการยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยู่คือเรารับฟังความคิดเห็นอยู่” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าเฟส 3 จะชะลอไปก่อนหรือเป็นตามกำหนดการเดิม น.ส.แพทองธาร ตอบว่า อันนี้เรายังฟังความคิดเห็นไม่ครบ มันมีปัจจัยอื่นแทรกเข้ามาเรื่องของภาษี จึงต้องรอก่อนว่าหากรับฟังความคิดเห็นครบจำอย่างไรต่อถึงกำหนดได้ว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราต้องได้ข้อมูลครอบก่อนถึงจะแจ้งได้ ถ้าให้พูดไปเลยรับปากอย่างนี้อย่างนั้นมันไม่ได้เพราะกำลังรอรับฟังความคิดเห็น

ต่อข้อถามว่าหากไม่ได้เดินหน้าโครงการนี้ต่อจะกระทบรัฐบาลหรือไม่เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อันนี้ต้องปรับความเข้าใจเพราะมีปัจจัยที่เข้ามาแบบที่เราไม่คาดคิด ทั่วโลกไม่ใช่แค่ประเทศเรา ต้องฟังกันด้วยเหตุและผล แน่นอนว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนอย่างไรต้องมีคำอธิบายจากรัฐบาลแน่นอนอยู่แล้ว

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต10,000 บาท ยังอยู่ในกระบวนการสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง โดยได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ ทำให้การพิจารณาเรื่องการใช้จ่ายต้องมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น โดยงบประมาณที่จะนำมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว 1.57 แสนล้านบาท

นายลวรณ กล่าวถึงแนวทางการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่ายังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งประเด็นที่เราต้องพิจารณาคือเรื่องของแผนการใช้จ่าย ซึ่งจะต้องมีความชัดเจน โดยการกู้เงินนั้นจะต้องนำมาใช้เพื่อการลงทุน แต่การลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับความจำเป็นที่ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจในขณะนี้ ดังนั้นโครงการลงทุนก็อาจจะลดขนาดลง

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่า โครงการเติมเงิน 1หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เฟส3 ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆให้รอบคอบ ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เนื่องจากต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือการควบคุมเข้ามากระทบ และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการในมิติต่างๆโดยเฉพาะงบประมาณอย่างรอบคอบมากที่สุด ไม่ใช่แค่งบประมาณที่จะใช้รอบรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต วงเงิน 1.57แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงงบประมาณทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อาทิ งบประมาณปี2569 ที่จะต้องพิจารณาให้รับมือสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะจากความเสี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีข้อสรุป

“ดังนั้นเรื่องประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย จึงอยู่ในช่วงฝุ่นตลบ หากอัตราภาษีที่สหรัฐฯ จะเก็บจากไทยออกมาน้อย ก็มีผลกระทบน้อย แต่หากออกมาเยอะ ผลกระทบก็มาก จึงยังไม่สามารถประเมินได้และยากที่จะบอกว่า รัฐบาลต้องใช้เม็ดเงินเท่าไหร่ในการเข้าไปอุดช่องโหว่ให้เศรษฐกิจจากปัจจัยดังกล่าว ถามว่าดิจิทัลวอลเล็ต จะเข้า ครม.สัปดาห์หน้าเลยหรือไม่ ผมคงยังตอบไม่ได้ ต้องรอดูเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานทั้งหมดด้วย เราคงไม่สามารถคาดการณ์ในมิติดังกล่าวได้ว่าความคิดเห็นต่างๆจะเข้ามาครอบคลุมในช่วงไหน อย่างไร แต่ยืนยันว่า ณ ปัจจุบันโครงการยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” รมช.คลัง กล่าว