‘อนุทิน‘เตรียมฟัง‘ทักษิณ’ปาฐกถาปราบยาเสพติด ยันแนวทางจัดการต้องยึดกฎหมาย

‘อนุทิน‘เตรียมฟัง‘ทักษิณ’ปาฐกถาปราบยาเสพติด  ยันแนวทางจัดการต้องยึดกฎหมาย

‘อนุทิน‘เตรียมฟัง‘ทักษิณ’ปาฐกถาปราบยาเสพติด ยันแนวทางจัดการต้องยึดกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

‘อนุทิน‘ เตรียมเข้าฟัง ‘ทักษิณ’ โชว์วิชั่นปราบยาเสพติด เผยปปส.แจ้งคำเชิญเมื่อเช้า   ยันแนวทางจัดการต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ต้องกังวล  หลังวิจารณ์อาจขุดนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดมาใช้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม   นายอนุทิน  ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เพิ่งได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) เมื่อเช้าวันนี้ ได้เชิญตน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  พร้อมนายภูมิธรรม  เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  นายสมศักดิ์  เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะได้ไปทำงานร่วมกัน  เพราะเรื่องยาเสพติดต้องร่วมกันทำงานทุกภาคส่วน จะต้องไปฟังการปาถกฐาของนายทักษิณ และการรวบรวมประสบการณ์ของทุกคน เพื่อรับฟังทุกอย่างที่เป็นประโยชน์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางเดิมในการปราบปรามสงครามยาเสพติดมาใช้ในยุคปัจจุบัน กังวลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย  เราทำอะไรก็ต้องเป็นไปตามระเบียบอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล

‘รมช.พาณิชย์’ดันกม.สกัดบริษัทนอมินี เชื่อปราบได้หมดภายใน 6 เดือน

‘รมช.พาณิชย์’ดันกม.สกัดบริษัทนอมินี เชื่อปราบได้หมดภายใน 6 เดือน

‘รมช.พาณิชย์’ดันกม.สกัดบริษัทนอมินี เชื่อปราบได้หมดภายใน 6 เดือน

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

‘นภินทร’ เร่งดันกฎหมายสกัดบริษัทนอมินี อีก 2 เดือนชงเข้า ครม. ประสานสภาถก 3 วาระรวด เชื่อ ปราบได้หมดแน่ใน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายนภินทร  ศรีสรรพางค์  รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเรื่องบริษัทนอมินีในประเทศไทยว่า  กระทรวงพาณิชย์ประสานกระทรวงมหาดไทย เรามีรายชื่อบริษัทที่มีบุคคลต่างด้าวถือหุ้น 6 ประเภท ประมาณ 4.6 หมื่นบริษัท และยังมีที่อยู่จัดตั้งบริษัทว่าอยู่ที่ไหน โดยประสานกระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องมายังจังหวัดต่างๆ  เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานคณะทำงานลงไปตรวจสอบบริษัทเหล่านี้ว่าทำธุรกรรม-ธุรกิจ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายบุคคลต่างด้าวหรือไม่ หรือทำธุรกิจต้องห้ามตามกฎหมายต่างด้าว ขณะนี้อยู่ระหว่างแต่ละจังหวัดตั้งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบ ซึ่งตนประสานพาณิชย์จังหวัดให้รายงานตนทุก 3 เดือน  ทั้งนี้ เชื่อว่าบริษัทเล็กๆตามจังหวัดต่างๆ มีอยู่ไม่มาก ภายใน 3 เดือนจะตรวจสอบได้แล้วเสร็จ ส่วนจังหวัดที่มีบริษัทลงทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจำนวนมาก อาจต้องใช้เวลาอีก 3 เดือน จึงจะตรวจสอบเสร็จ

 “หากพบบริษัทใดเกี่ยวข้องกับธุรกิจต้องห้ามของบุคคลต่างด้าว  ต้องไปตรวจสอบในทางลึก ว่าคนไทยที่ถือหุ้นมีการลงเงินจริงหรือไม่ หรือมีสถานะที่ถือหุ้นได้หรือไม่ เกี่ยวพันกับบุคคลต่างด้าวอย่างไร และเข้าไปบริหารงานมากน้อยเพียงใด  ซึ่งจะสื่อให้เห็นว่าเป็นนอมินีหรือไม่ เพื่อให้ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป”

นายนภินทรกล่าว   และว่า ต้องยอมรับกฎหมายไทยตามหลังพฤติกรรมของการค้าในลักษณะนอมินี  โดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกิจของบริษัทที่ทำขึ้นโดยนอมินี  กฎหมายไทยสามารถบังคับได้เพียงว่าให้คนไทยที่เป็นนอมินีขายหุ้น ซึ่งขณะนี้เร่งประสานงานปปง. ให้เพิ่มนอมินีเข้าไปในฐานความผิดของกฎหมายฟอกเงิน  

รมช.พาณิชย์กล่าวอีกว่า  หากมีเรื่องนอมินีเข้าไปอยู่ในกฎหมายฟอกเงิน จะตรวจยึดทรัพย์สินของบริษัทนั้นได้  โดยกฎหมายขณะนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว  อยู่ระหว่างร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกาคาดว่า ไม่เกิน 2 เดือนน่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และตนพยายามจะเสนอในครม.ว่าเมื่อกฎหมายเข้าสู่สภาฯ ให้ครม.มีมติให้ใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภา  เพื่อพิจารณา 3 วาระรวด และประสานงานกับฝั่งวุฒิสภาว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นกฎหมายเร่งด่วน ควรพิจารณา 3 วาระรวด

 นอกจากนี้ จะประสานประธานวิปรัฐบาล เร่งนำกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน เชื่อว่า หากกฎหมายนี้ผ่านได้เร็ว บริษัทต่างด้าวคงไม่กล้าใช้นอมินีคนไทย  และจะปฏิบัติตามกฎหมายไทย  คาดว่า หากสิ่งเหล่านี้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน บริษัทนอมินีน่าจะหมดไปจากประเทศไทย

ตามสูตร!‘ชูศักดิ์’อ้างข้อเท็จจริงเปลี่ยน ค่าเสียหายจำนำข้าว‘ยิ่งลักษณ์’ต้องคำนวณอีกรอบ

ตามสูตร!‘ชูศักดิ์’อ้างข้อเท็จจริงเปลี่ยน ค่าเสียหายจำนำข้าว‘ยิ่งลักษณ์’ต้องคำนวณอีกรอบ

ตามสูตร!‘ชูศักดิ์’อ้างข้อเท็จจริงเปลี่ยน ค่าเสียหายจำนำข้าว‘ยิ่งลักษณ์’ต้องคำนวณอีกรอบ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

‘ชูศักดิ์’ชี้ค่าเสียหายจำนำข้าว‘ยิ่งลักษณ์’ ต้องคำนวณอีกรอบ เหตุข้อเท็จจริงเปลี่ยน ชี้เป็นหน้าที่คณะกรรมการชุดใหม่ ตั้งขึ้นภายใน 60 วัน

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 27 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าเสียหายในคดีจำนำข้าว จีทูจี เพียง 10,028 ล้านบาท และกระทรวงการคลังต้องมีคำสั่งให้ชดใช้ ว่า คดีนี้เป็นคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะเป็นโจทก์ฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนคำบังคับกระทรวง ซึ่งศาลได้ระบุว่าคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาทไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่ง ในส่วนที่เกิน 10,028 ล้านบาท

“หมายความว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ ยกเลิกคำสั่งเดิม เพื่อดำเนินการใหม่ และต้องมีคณะกรรมการเข้าไปดูแลความเสียหาย คำสั่งฉบับเก่าผ่านมาหลายปีแล้ว ศาลตัดสินตั้งแต่ปี 66 ฉะนั้นเป็นเรื่องที่ทนายความต้องไปดูว่าคณะกรรมการบังคับคดีของกระทรวงการคลังในเวลานั้น เขาคิดค่าเสียหายอย่างไร และมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว ซึ่งตนเองไม่ทราบรายละเอียด” นายชูศักดิ์ กล่าว  

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ต้องคำนวณค่าเสียหายหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ต้องคิด เพราะมีข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การขายข้าว สำนวน และคำบังคับคดีในขณะนั้น เป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องรายละเอียด

เมื่อถามถึงทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่มีการอายัดไปแล้ว จะต้องมีการคำนวณใหม่ด้วยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องดูว่าถึงปัจจุบันมีความเสียหายเท่าไหร่ และรัฐได้เงินไปแล้วเท่าไหร่ ต้องไปดูทั้งหมด ส่วนตัวไม่รู้รายละเอียด

เมื่อถามว่า กระทรวงการคลังจะต้องทำคำสั่งใหม่ภายในกี่วัน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คำพิพากษาในข้อ 3 ระบุว่าให้ดำเนินการภายใน 60 วัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะต้องไปดู

‘วิปวุฒิฯ’นัดถกพรุ่งนี้ ปมข้อเรียกร้องชะลอโหวต’องค์กรอิสระ’

'วิปวุฒิฯ'นัดถกพรุ่งนี้ ปมข้อเรียกร้องชะลอโหวต'องค์กรอิสระ'

‘วิปวุฒิฯ’นัดถกพรุ่งนี้ ปมข้อเรียกร้องชะลอโหวต’องค์กรอิสระ’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.48 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการเรียกร้องให้ สว.ชะลอการโหวตเลือกกรรมการในองค์กรอิสระ รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเห็นชอบองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด ว่า ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมกำหนดให้ สว.ต้องมีหน้าที่และทำหน้าที่ หาก สว.ไม่ดำเนินการอาจทำให้มีผู้ร้องข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ และส่วนตัวมองว่ากรณีที่ขอให้ สว.หยุดทำหน้าที่ เพราะมีเรื่องถูกตรวจสอบ แต่ยังไม่มีคำชี้ขาดเป็นที่สุดหรือมีคำสั่งศาลให้หยุดทำหน้าที่ สว.จึงต้องทำหน้าที่ตามที่กติกากำหนดไว้ อีกทั้งการกำหนดวาระที่เกี่ยวข้องกับการเลือกองค์กรอิสระนั้น ได้กำหนดไว้ในวาระประชุมวุฒิสภาแล้วในวันที่ 30 พ.ค.นี้

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่กระแสเรียกร้องให้ สว.ชะลอโหวตกรรมการองค์กรอิสระ ขยายวงไปสู่ภาคประชาชน นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะเรียกเป็นภาคประชาชนได้หรือไม่ แต่ส่วนตัวไม่กังวล เพราะ สว.ต้องทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย และไม่มีสิ่งใดที่ทำนอกเหนือกฎหมายได้

เมื่อถามว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นจะทำให้เป็นปัญหาได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ในรายละเอียดนั้นตนไม่ทราบ ทั้งนี้ ในวันที่ 28 พ.ค.เวลา 09.00 น.จะมีการประชุมวิปวุฒิสภา โดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานฯ คงได้หารือในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ซึ่งอาจจะทบทวน หรือเลื่อน หรืออย่างไร ขอให้ติดตามรายละเอียดอีกครั้งหลังการประชุมวิปวุฒิสภา

​‘นันทนา’เสียงอ่อย! ล่าชื่อร้อง‘สว.’ติดบ่วงคดี‘ฮั้ว’ไม่ถึง 20 คน

​‘นันทนา’เสียงอ่อย! ล่าชื่อร้อง‘สว.’ติดบ่วงคดี‘ฮั้ว’ไม่ถึง 20 คน

​‘นันทนา’เสียงอ่อย! ล่าชื่อร้อง‘สว.’ติดบ่วงคดี‘ฮั้ว’ไม่ถึง 20 คน

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

“นันทนา”ยอมรับมี สว.เข้าชื่อร้อง สว.ติดบ่วงคดีฮั้ว สว.ไม่ถึง 20 คน จ่อแถลงท่าทีต่อไปพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ กล่าวถึงการเข้าชื่อ สว.จำนวน 20 คน เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยต่อสมาชิกภาพของ สว.กลุ่มที่ถูกตรวจสอบในคดีฮั้วเลือก สว.ผ่าน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ว่า ขณะนี้การเข้าชื่อดังกล่าวไม่น่าครบตามที่กำหนด ส่วนจะเดินหน้าเข้าชื่อดังกล่าวต่อหรือไม่ ทางกลุ่มยังอยู่ระหว่างการหารือ และจะแถลงท่าทีอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ค.นี้

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า สำหรับการประชุม สว.ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ ยืนยันต่อการยื่นญัตติ โดย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.พันธุ์ใหม่ เพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาชะลอการลงมติเลือกองค์กรอิสระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงการเปิดสมัยประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 28 – 31 พ.ค.นั้น ในวุฒิสภาได้นัดประชุมเป็นพิเศษ ในวันที่ 29 – 30 พ.ค.โดยในวันที่ 29 พ.ค.ได้กำหนดวาระพิจารณาเรื่องที่สภาฯ ได้ผ่านการพิจารณา ในวันที่ 28 พ.ค.ได้แก่ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และ พ.ร.ก.ปะกอบธุกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ นอกจากนั้นคือ การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นการตั้งคณะทำงานศึกษาคู่ขนานกับที่สภาฯ ได้พิจารณาเนื้อหา และมีรายงานที่ กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ 2 ฉบับ

ขณะที่วันที่ 30 พ.ค.นั้น มีวาระพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ อัยการสูงสุด และลงมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

‘กลาโหม’พร้อมแจงงบปี’69 ให้เป็นไปตามกติกา แม้ถูกฝ่ายค้านพุ่งเป้า

'กลาโหม'พร้อมแจงงบปี’69 ให้เป็นไปตามกติกา แม้ถูกฝ่ายค้านพุ่งเป้า

‘กลาโหม’พร้อมแจงงบปี’69 ให้เป็นไปตามกติกา แม้ถูกฝ่ายค้านพุ่งเป้า

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม  ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายภูมิธรรม  เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม ที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่งบประมาณของกระทรวงกลาโหมว่า ทุกกระทรวงในขณะนี้พร้อมชี้แจงหมด  เพราะนายกรัฐมนตรีเคยประชุมและให้แต่ละฝ่ายช่วยกันชี้แจงแล้ว ฉะนั้น หน้าที่เราคือต้องชี้แจงว่าเราจัดงบประมาณอย่างไรและจัดงบเพื่อทำอะไร จึงขอให้เป็นไปตามกติกา

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรมยังยืนยันด้วยว่าพร้อมที่จะชี้แจงหมด  และในส่วนของกระทรวงกลาโหมเองก็พร้อม

‘สมศักดิ์’กังขาคณะอนุฯตรวจสอบ 3 แพทย์ ก่อนเข้า‘มติแพทยสภา’

‘สมศักดิ์’กังขาคณะอนุฯตรวจสอบ 3 แพทย์ ก่อนเข้า‘มติแพทยสภา’

‘สมศักดิ์’กังขาคณะอนุฯตรวจสอบ 3 แพทย์ ก่อนเข้า‘มติแพทยสภา’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

‘สมศักดิ์’กังขาคณะอนุฯตรวจสอบ 3 แพทย์ ก่อนเข้า‘มติแพทยสภา’ หลังไม่ได้รับเอกสารชี้แจงขั้นตอน แย้มเดินตาม 10 คณะกรรมการ-ขอความเป็นธรรม ย้ำตรวจสอบรอบคอบ เลี่ยงผิด‘ม.157’

เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 27 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ กล่าวถึงกรณีการพิจารณามติของแพทยสภา ในการลงโทษ 3 แพทย์ เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า มติดังกล่าวส่งมาให้ตนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 29 พฤษภาคม นี้ และตามความเห็นของคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษที่ตนตั้งขึ้นมาได้มีการส่งมาให้ตนแล้ว แต่ตนยังไม่ได้ทำการพิจารณา และคาดว่าในช่วงเย็นวันนี้จะพิจารณา

ทั้งนี้ ตนจะพยายามดูแนวทางต่างๆของการทำงาน เมื่อเราให้คณะกรรมการชุดนี้เข้าไปพิจารณา ที่มีทั้งนักกฎหมายและแพทย์ วิธีดำเนินการและเอกสารที่แพทยสภา มีสิ่งใดที่จะต้องพิจารณาว่าจะวีโต้(ยับยั้งหรือปฏิเสธ) หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นของคณะกรรมการเพื่อเป็นแนวทาง หากความเห็นของคณะกรรมการไม่ตรงกับความเห็นของแพทยสภา ซึ่งแพทย์นั้นมีเครดิตอยู่แล้ว แต่ถ้าจะมองว่าเป็นความเห็นย้อนแย้งหรือไม่ ตนไม่กล้าที่จะคิดคนเดียว จึงต้องตั้งคณะกรรมการเข้ามาช่วยดู หากคณะกรรมการเห็นเป็นแนวทางใด แนวทางก็จะเป็นเช่นนั้น

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงไม่ให้อาจารย์แพทย์เป็นผู้พิจารณา นายสมศักดิ์ กล่าวว่า หากให้อาจารย์แพทย์เป็นผู้พิจารณา แล้วจะมีแพทยสภาไว้ทำไม เพราะมีแพทย์คนเดียวที่สามารถชี้นำได้ ซึ่งความเห็นของใครคนใดคนหนึ่งที่จะมีการชี้นำ หากเราเชื่อ แล้วก็จะผิดไปทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ประมาท และช่วยกันตรวจสอบดู ซึ่งไม่ต้องเชื่อตนและไม่ต้องเชื่อใคร แต่ต้องเชื่อข้อเท็จจริงตามเอกสาร และดูแนวทางตามกฎหมายตามความรู้ของแพทย์

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวนี้เสียงแตก รวมถึงล่าสุดที่มีการขอเอกสารเพิ่มเติมจากแพทยสภา กลับไม่มีการส่งให้นั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในการพิจารณามติของแพทยสภามีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอยู่ 4 ชุด ซึ่งมีมติให้ลงโทษ ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ 2 มีความเห็นมาส่วนหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการลงโทษ

“แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนของกรรมการแพทยสภา ซึ่งมีการนำโทษที่เกิดขึ้นมาพิจารณานั้น เรามีความสงสัยว่าถูกพิจารณาในอนุกรรมการด้านจริยธรรม ก่อนที่จะนำเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่หรือไม่ จึงทำการขอเอกสารแต่ก็ได้รับคำตอบว่าเอกสารที่ส่งให้เพียงพอแล้ว เราจึงต้องทำงานหนัก ซึ่งหากพิจารณาผิด หรือกลั่นแกล้งก็จะเกิดการฟ้องร้องทีหลัง จึงต้องหลีกเลี่ยง และตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 ก็จะมีผลกับหลายคนด้วย” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ ระบุว่า ส่วนที่กรรมการเสียงแตก แล้วต้องตีกลับให้ทำเอกสารเหมือนกันทั้งหมดนั้น ไม่มีหรอก เพราะความเห็นของคณะกรรมการทั้ง 10 คน ความเห็นตามหลักการเช่นเดียวกับการพิจารณาขององค์กรอิสระ ซึ่งบางองค์กรจะมีความเห็นแยกเป็นรายบุคคล ประธานจะรวบรวมความเห็น เสียงส่วนใหญ่เป็นอย่างไร ซึ่งก็พยายามทำตามแนวทางของกฎหมายที่มีอยู่ ยืนยันว่าตนจะไม่คิดเองแต่จะพูดตามกฎหมายในส่วนของแพทย์ ส่วนเสียงจะแตกหรือไม่นั้น สามารถมีความเห็นต่างได้ แต่ต้องมีมติออกมา

ส่วนมีมติออกมาแล้วคณะกรรมการมีความเห็นส่วนใหญ่ให้วีโต้ จะยืนตามแนวทางนั้นหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนต้องพิจารณาดู แต่ในแนวปฏิบัติก็คงต้องเชื่อเขา แต่หากออกมาแล้วจะทำให้มีความเห็น ที่เกิดความรุนแรงมากมาย ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะยังพอมีเวลา อย่าไปคิดเอง

ส่วนมีข้อกังขาถึงบุคคลที่แต่งตั้งคณะกรรมการ เพราะบางคนมีการแสดงออกเชิงสนับสนุนนายทักษิณ  นั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่าคณะกรรมการชุดนี้มาจากหลากหลาย บางคนที่ตอนเชิญมาก็ไม่มา หรือไม่มีความพร้อมก็มี เราจึงนำคนที่มีความพร้อม เข้ามาพูดคุยและดูในแนวทางต่างๆ ซึ่งแต่ละคนคงไม่มีความเห็นที่เหมือนกันทั้งหมด และเมื่อตั้งเข้ามาแล้วก็ต้องรับฟังความเห็นของเขา

ส่วนกระแสสังคมที่เอนเอียงไปทางมติของแพทยสภาแล้ว จะกดดันหรือไม่ และหากมีการวีโต้จะทำให้ เกิดผลเสียต่อตัวรัฐมนตรีหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า จะเสียอะไร ตนดำเนินการตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง

เมื่อถามย้ำว่า ความเห็นจะส่งมาเห็นแย้งเป็นรายบุคคลได้หรือไม่ หรือจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด อย่าเพิ่งไปคิดเองเขียนออกนอกลู่นอกทาง ปากคนยาวกว่านกกา ทั้งนี้เมื่อเขาส่งเรื่องมา เป็นเรื่องของคน 4 คนถือว่ามี 4 เรื่อง ซึ่งตามความคิดตนจึงต้องมี 4 เรื่อง จะใช่หรือไม่นั้นตนต้องถามทางแพทยสภา

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเอกสารบางอย่างที่ควรได้รับแต่ยังไม่ได้รับนั้น ตามขั้นตอนการตรวจสอบของกรรมการ 4 ชุด ซึ่งก่อนที่จะมาถึงคณะกรรมการแพทยสภามีการเปลี่ยนอัตราโทษ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจ แต่เรากลับไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งขอให้ความเป็นธรรมกับตนด้วย

‘บิ๊กอ้วน’นั่งหัวโต๊ะประธานถกครม. แทน “อิ๊งค์” 8 รมต.แจ้งลาประชุม

‘บิ๊กอ้วน’นั่งหัวโต๊ะประธานถกครม. แทน “อิ๊งค์”  8 รมต.แจ้งลาประชุม

‘บิ๊กอ้วน’นั่งหัวโต๊ะประธานถกครม. แทน “อิ๊งค์” 8 รมต.แจ้งลาประชุม

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม แทนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม

ก่อนการประชุมบริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  นายภูมิธรรม รับชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ Amazing Thailand Love Wins Festival (Pride Month) จากนั้นเวลา 10.00 น.นายภูมิธรรม เป็นประธานการประชุม ครม. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า  การประชุมครม.วันนี้ มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุม 8 คนประกอบด้วย 1.น.ส.แพทองธาร 2.นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม  3.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  4.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน  5.นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ 6.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 7.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง  ขณะที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

​‘อนุทิน’เมิน‘กุสุมาลวตี’จ้องดับซ่า ลั่น!ยิ่งผ่าแบ่ง‘ภท.’พรรคยิ่งใหญ่ขึ้น

​‘อนุทิน’เมิน‘กุสุมาลวตี’จ้องดับซ่า ลั่น!ยิ่งผ่าแบ่ง‘ภท.’พรรคยิ่งใหญ่ขึ้น

​‘อนุทิน’เมิน‘กุสุมาลวตี’จ้องดับซ่า ลั่น!ยิ่งผ่าแบ่ง‘ภท.’พรรคยิ่งใหญ่ขึ้น

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.26 น.

“อนุทิน”เมิน”กุสุมาลวตี” จ้องดับซ่าเล่นงานยื่นสอบจริยธรรม ขอปล่อยตามกระบวนการ-ไม่ชี้นำอะไร ลั่นยิ่งผ่าแบ่ง”ภท.”พรรคยิ่งใหญ่ขึ้น

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานอำนวยพรผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ผู้สื่อข่าวได้พยายามเข้าไปสอบถามถึงกรณี นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.ยื่นสอบจริยธรรมนายอนุทิน โดยทันทีที่นายอนุทิน ได้ฟังคำถาม ได้เดินฝ่าออกจากวงสัมภาษณ์ทันที พร้อมระบุว่า ที่นี่สุวรรณภูมิ มางานบุญ ไม่คุยเรื่องงานบาป

ผู้สื่อข่าวจึงพยายามมาดักสัมภาษณ์นายอนุทิน บริเวณหน้าประตูทางออกสนามบิน โดยถามว่า ทางฝ่ายของนางกุสุมาลวตี มีท่าทีแข็งกร้าว โดยระบุว่าจะทำให้นายอนุทินหายซ่าให้ได้ นายอนุทิน จึงกล่าวว่า ทุกอย่างพอมันเข้ากระบวนการ เราก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ มีขั้นตอนของมันอยู่ เราไม่ควรไปชี้นำอะไร

เมื่อภามถึงกรณีที่มีสำนักข่าวหนึ่งออกมาวิเคราะห์การเมือง ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากผลักพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล จะมีทฤษฎีอกแตก สส.ส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย ไปสังกัดพรรคใหม่ และร่วมรัฐบาลทันที นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ทำข่าวก็มีหน้าที่วิเคราะห์ไปเรื่อย การวิเคราะห์ก็มีฉากทัศน์ที่ดีที่สุด กับที่แย่ที่สุด เป็นเรื่องปกติ เราไปห้ามเขาไม่ได้ แต่คนที่รู้เรื่องที่สุดคือคนที่ทำงานอยู่ ที่เป็น ครม.และ ครม.ก็มีความสมัครสมานสามัคคีกันดี เมื่อคืนยังได้มีการรายงานเรื่องเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากฝนและน้ำท่วม

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทฤษฎีอกแตกพาภูมิใจไทยเป็นสองฝั่ง เป็นไปได้หรือไม่ นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวย้อนว่า “เคยไหมล่ะ ผ่าแล้วมีแต่ใหญ่ขึ้น ไม่ได้กังวลอะไร ภูมิใจไทยไม่เคยเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้น”

เมื่อถามถึงงบประมาณปี 2569 ที่ 4 กระทรวงที่มีรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่ ได้งบฯ มากที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นกระทรวงศึกษาธิการ รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน ประมาณ 800,000 ล้านบาท ปีนี้ลดลงมาหน่อย ไม่เป็นไร เพราะมีบางหน่วยงานที่แยกออกไป งบไม่มาผ่านทางกระทรวง แต่ก็ถือว่าเยอะแล้ว บริหารจัดการได้ เพราะเราทำมากับมือทุกกระทรวง วางแผนและเตรียมการการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าขาดเหลืออะไรก็ไปขอนายกรัฐมนตรี หากมีความจำเป็นอะไรเร่งด่วน นายกฯ ถืองบกลางอยู่ หากมีความฉุกเฉิน นายกฯ ก็ให้ความสนับสนุนมาโดยตลอด

มั่นใจในความบริสุทธิ์! ‘นภินทร’เตรียมหอบหลักฐาน แจง’กกต.’ปม’ฮั้ว สว.’พรุ่งนี้

มั่นใจในความบริสุทธิ์! 'นภินทร'เตรียมหอบหลักฐาน แจง'กกต.'ปม'ฮั้ว สว.'พรุ่งนี้

มั่นใจในความบริสุทธิ์! ‘นภินทร’เตรียมหอบหลักฐาน แจง’กกต.’ปม’ฮั้ว สว.’พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

“นภินทร”เตรียมหอบหลักฐาน แจง”กกต.”ปม”ฮั้วเลือก สว.”พรุ่งนี้ ลั่น!มั่นใจในความบริสุทธิ์ มีพยานเอกชน-หลักฐานวิทยาศาสตร์ รับจะไปถามข้อเท็จจริงบางอย่าง

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ไปชี้แจงคดีฮั้วเลือก สว.ว่า ในวันที่ 28 พ.ค.ตนจะเดินทางไปด้วยตัวเอง และพร้อมให้การอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรม โดยตนมีพยานบุคคล ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในภาคเอกชนจำนวนมาก ซึ่งพร้อมให้การยืนยันว่าข้อความที่ใส่ร้ายตนนั้นไม่เป็นความจริง รวมถึงจะมีพยานและหลักฐานในทางวิทยาศาสตร์ด้วย ฉะนั้น ตนจึงมั่นใจในข้อมูลและพยานหลักฐานของตน ส่วนข้อกล่าวหาที่กกต.แจ้งนั้น เป็นข้อกล่าวหาในมาตรา 77(1) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ย้ำว่าตนมีพยานหลักฐานพร้อม แต่จะไปขอทราบข้อเท็จจริงบางอย่าง และพร้อมที่จะให้การเป็นหนังสืออย่างละเอียดภายใน 4 – 5 วัน

นายนภินทร กล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน เพราะตนพยายามทำงานในฐานะ รมช.พาณิชย์ และไม่กังวลอะไร ฉะนั้น อย่าคิดอะไรมาก ทุกอย่างจะเป็นไปตามพยานหลักฐาน และมั่นใจว่าหลักฐานที่มีอยู่จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่ได้อยู่ในกระบวนการฮั้ว สว. นายนภินทร กล่าวว่า ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องในการฮั้วเลือก สว.ใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่โดนเรียกไปชี้แจงในครั้งนี้ มองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า เรื่องที่นี้ควรให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ เพราะสิ่งเหล่านี้มีโทษการตัดสินทางการเมือง และคดีอาญา ซึ่งขอให้ดูเรื่องของพยานหลักฐานเป็นหลัก อย่าวินิจฉัยด้วยกระแสหรือความรู้สึก