‘เจิมศักดิ์’แชร์บทความ 32 องค์ประกอบไทยใกล้‘ล่มสลาย’หรือยัง แนะหยุดวงจร‘นิ่ง–แจก–ยอม’

‘เจิมศักดิ์’แชร์บทความ 32 องค์ประกอบไทยใกล้‘ล่มสลาย’หรือยัง แนะหยุดวงจร‘นิ่ง–แจก–ยอม’

‘เจิมศักดิ์’แชร์บทความ 32 องค์ประกอบไทยใกล้‘ล่มสลาย’หรือยัง แนะหยุดวงจร‘นิ่ง–แจก–ยอม’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

‘เจิมศักดิ์’แชร์บทความ 32 องค์ประกอบไทยใกล้‘ล่มสลาย’หรือยัง แนะหยุดวงจร‘นิ่ง–แจก–ยอม’

25 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

ผมได้รับบทความที่ดีมากๆ

ตรงใจที่อยากจะรู้ว่าประเทศไทย

ใกล้ล่มสลายแล้วหรือยัง

ที่ชอบมากคือข้อแนะนำในตอนท้าย

ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน

????????????????????

ประเทศไทย ใกล้ล่มสลายหรือยัง

(เซฟไว้อ่านเพราะยาวมาก ใช้เวลาอ่านอย่างน้อย 10 นาที)

1 เดือนที่ผ่านมา ผมอยู่กับหนังสือ Why Nation Fails เป็นหลักเพื่อพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่หนังสือเขียนไว้และคิดกลับมายังประเทศของเราว่า วันนี้ประเทศไทยของเรามันใกล้ล่มสลายจริงๆ หรือยัง สุดท้ายสามารถสรุปออกมาเป็น checklist ว่า ประเทศๆ นึงจะล่มสลายโดยสมบูรณ์เหมือนกับที่เราเห็นตัวอย่างจากประเทศอื่นมาแล้ว เกิดจาก 6 มิติ 32 องค์ประกอบ ดังนี้

มิติการเมือง ระบบที่ผูกขาดอำนาจอยู่กับคนกลุ่มเดียวยาวนาน

1. มีชนชั้นนำทางการเมืองผูกขาดอำนาจโดยไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล

2. ไม่มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ทุจริตผลการเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติ

3. รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเอื้อให้อำนาจอยู่กับกลุ่มเดิมตลอดไป

4. ศาลและองค์กรอิสระไม่มีความเป็นอิสระ ถูกควบคุมโดยฝ่ายการเมือง

5. ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อถูกควบคุมหรือบิดเบือน

6. ผู้นำใช้อำนาจผ่านความกลัว เช่น การประกาศภาวะฉุกเฉินซ้ำซาก

มิติเศรษฐกิจ ระบบที่ไม่มีแรงจูงใจให้เติบโต

7. ระบบเศรษฐกิจถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มหรือรัฐเอง

8. ธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยากจากอุปสรรคทางกฎหมายหรือใบอนุญาต

9. การลงทุนภาคเอกชนต่ำ เพราะขาดความมั่นใจในสิทธิในทรัพย์สิน แะโอกาสในการเติบโต

10. ระบบภาษีไม่โปร่งใส เอื้อชนชั้นนำ ขูดรีดจากคนตัวเล็ก

11. การคอร์รัปชันฝังลึกในทุกระดับของราชการ ส่งผลต่อต้นทุนการสร้างธุรกิจและคุณภาพชีวิต และทัศนคติต่อการได้มาซึ่งรายได้ ใช้อำนาจ -> ได้เงินง่าย

12. รัฐจงใจให้ค่าครองชีพสูงโดยไม่จำเป็น เช่นค่าไฟ น้ำมัน ประชาชนจ่ายอย่างไม่มีทางเลือก

มิติสังคม ระบบที่บีบให้คนยอมจำนน

13. ประชาชนรู้สึกว่า “ไม่มีประโยชน์” ที่จะพยายาม คนรุ่นใหม่ไม่มีความหวัง ไม่มีแรงบันดาลใจ

14. สังคมเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำที่แก้ไม่ตก

15. สื่อและสังคมไม่ให้ค่าคนทำดี แต่ให้ค่าคนมีเงิน ทำให้คนไม่สนที่มาของรายได้ เลือกที่จะโกงหรือทำผิดกฎหมายได้โดยไม่รู้สึกผิด และเน้นนำเสนอเนื้อหาที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาประเทศ

16. การเคลื่อนไหวของประชาชนถูกปราบปรามหรือดูดกลืน คนส่วนใหญ่เลือกรับสื่อที่ไม่มีประโยชน์กับการพัฒนาประเทศ

17. การย้ายถิ่นฐานของคนเก่ง (Brain Drain) สูงผิดปกติ

มิติการศึกษา สร้างแรงงานเชื่องแทนพลเมืองคิดเป็น

18. ระบบการศึกษามุ่งสอนให้เชื่อฟัง มากกว่าคิดวิเคราะห์

19. ไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับตลาดแรงงาน

20. คนมีวุฒิแต่ไม่มีที่ยืนในระบบเศรษฐกิจ

21. ผู้มีอำนาจใช้นโยบายการศึกษาเพื่อรักษาระบบเดิม เช่น ล้างสมอง ปิดกั้นความรู้ทางการเมือง ให้ความรู้แค่พอเลี้ยงชีพแต่แข่งขันกับใครไม่ได้

มิติการพัฒนาและสถาบัน องค์กรภาครัฐเป็นวงจรอุบาทว์ไม่สิ้นสุด

22. สถาบันรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำ ไม่ได้ทำเพื่อส่วนรวม

23. การปฏิรูปมักเป็น “ภาพลวงตา” ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างจริง

24. โครงการแก้ปัญหาถูกทำเพื่อ “แจกแบบหวังผลระยะสั้น” ไม่ใช่ “สร้างแรงจูงใจเพื่อผลระยะยาว”

25. การเปลี่ยนผู้นำไม่เคยนำไปสู่การเปลี่ยนระบบ

26. รัฐไม่สามารถให้บริการขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สาธารณสุข ความปลอดภัย

27. ความพยายามพัฒนาใหม่ ๆ ทุกด้าน ถูกบล็อกโดยกลุ่มคนเดิมที่เสียประโยชน์

มิติด้านศรัทธา สิ้นหวัง ประชาชนแบ่งแยก ซึ่งเป็นสัญญาณเสื่อมขั้นวิกฤต สู่ภาวะรัฐล้มเหลว

28. การใช้อำนาจทหาร-ความมั่นคงกับประชาชน

29. ความขัดแย้งภายในรุนแรง จนเกิดสงครามกลางเมืองหรือการแบ่งแยกดินแดน

30. ความไว้วางใจต่อสถาบันรัฐและผู้นำใกล้ศูนย์

31. คนจำนวนมากเลือกอยู่เงียบ ๆ ไม่มีศรัทธาต่อการเปลี่ยนแปลง

32. ระบบกฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ หรือเลือกบังคับเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

รวมทั้งสิ้น 32 ข้อ ฉ่ำๆ

หากประเทศใดเข้าข่าย มากกว่า 16 ข้อขึ้นไป เกินครึ่ง) โดยไม่มีแนวโน้มจะเปลี่ยน อาจอยู่ใน “ภาวะถดถอยสถาบัน” (Institutional Decline)

และหากเข้าข่ายเกิน 25 ข้อพร้อมกับวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม

อาจเรียกได้ว่ากำลังเข้า Fail State อย่างแท้จริง

แล้วประเทศไทย ตอนนี้มีกี่ข้อ?

คิดว่า ประเทศไทยเข้าข่ายประมาณ 23–25 ข้อ บางข้อขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน

มิติการเมือง (6/6 ข้อ) ครบ

+ ผูกขาดอำนาจแบบไม่มีกลไกถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ (เช่น ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง)

+ การเลือกตั้งเสรีมีข้อกังขา ทั้งในด้านกติกาและการบังคับใช้

+ รัฐธรรมนูญเอื้อให้อำนาจเดิมอยู่ต่อ เช่น การตั้ง ส.ว. มาเลือกนายก

+ ศาลและองค์กรอิสระถูกมองว่าเอนเอียง และมีการเลือกปฏิบัติ

+ สื่อถูกกดดัน ปิดปาก หรือบิดเบือนผ่านทุนและรัฐ

+ การใช้ความมั่นคง ปราบม็อบ ดำเนินคดีทางการเมือง

มิติเศรษฐกิจ (6/6 ข้อ) ครบ

+ ระบบทุนผูกขาดชัดเจน เช่น ห้างค้าปลีก ค่ามือถือ อุตสาหกรรมอาหาร

+ การออกใบอนุญาต-สัมปทานลำบากสำหรับรายเล็ก ที่ทำให้ยาก เพื่อจะได้คอร์รัปชั่นง่าย

+ นักลงทุนรายย่อยไม่มั่นใจเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดิน-ผังเมือง

+ ระบบภาษีเอื้อรายใหญ่ กดรายย่อย

+ การคอร์รัปชันยังคงอยู่ในระดับ “เป็นปกติ” ในหลายหน่วยงาน ไม่เคยมีการตรวจสอบและลงโทษคนที่เกี่ยวข้อง

+ ค่าครองชีพสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ เช่นค่าเดินทาง ค่าไฟ ค่าการศึกษา

มิติสังคม (4/5 ข้อ)

+ คนจำนวนมากหมดศรัทธาในความพยายาม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ขาดแรงบันดาลใจอยู่มาก

+ ความเหลื่อมล้ำรุนแรง ไทยติด Top 10 ของโลก

+ สื่อขาดความรับผิดชอบต่อสังคม 

+ การเคลื่อนไหวถูกกดด้วยคดี ม.112 ม.116 และกฎหมายม็อบ

+ ยังไม่มี Brain Drain ขนาดรุนแรง คนเก่งยังไม่ย้ายออก แต่คนเก่งข้างนอกไม่กลับมา

มิติการศึกษา (3/4 ข้อ)

+ ระบบการศึกษาเน้นเชื่อฟัง มากกว่าวิเคราะห์

+ ไม่สอดคล้องตลาดแรงงาน

+ วุฒิไม่ช่วยให้เข้าระบบเศรษฐกิจหรือหางานได้จริง

+ มีบางส่วนที่ใช้การศึกษาเพื่อคงระบบเดิม (เช่น หลักสูตรที่หลีกเลี่ยงวิจารณ์การเมือง)

มิติพัฒนาและสถาบัน (4/6 ข้อ)

+ สถาบันรัฐจำนวนมากถูกครอบโดยผู้มีอำนาจ

+ การปฏิรูปบ่อยครั้งไม่เปลี่ยนโครงสร้างจริง

+ โครงการพัฒนา “แจกมากกว่าสร้าง” เช่น โครงการแจกฟรี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

+ เปลี่ยนผู้นำแต่ไม่เปลี่ยนระบบ ได้นายกฯ คนใหม่ภายใต้ระบบนิเวศเดิม

+ บริการพื้นฐานบางอย่างดี เช่น สาธารณสุข แต่ระบบโดยรวมยังมีความเหลื่อมล้ำ

+ ประเทศยังมีโครงการพัฒนาใหม่ ๆ ที่พอเดินได้ แต่ทำโดยเอกชนและสู้ด้วยตัวเอง เช่น Start-up หรือ Soft Power แต่ยังเล็ก

เสื่อมขั้นวิกฤต (2/5 ข้อ)

+ การใช้ทหารไม่ถึงขั้นปราบแบบสมัยก่อน แต่ยังมีการใช้โครงสร้างทหารในการเมือง

+ ยังไม่ถึงขั้นสงครามกลางเมือง

+ ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้ใจรัฐ

+ คนจำนวนนึง “ยอมแพ้” แบบเงียบ และยังมีอีกมากที่บังไม่ยอมแพ้

+ ระบบกฎหมายยังทำงานอยู่ แต่มีการเลือกบังคับใช้ชัดเจน ใครมีเส้นสายคือรอด

รวมทั้งหมด: ประมาณ 23–25 ข้อ จาก 32 ข้อ

บางคนอาจให้มากน้อยกว่านี้ แล้วแต่มุมมองส่วนตัว

สิ่งที่ “น่ากลัวกว่านั้น” และไม่อยู่ในหนังสือ แต่เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามันมีอยู่ในประเทศไทย และสอดคล้องกับแนวคิดของการเป็นประเทศล่มสลาย คือ

1. ระบบอุปถัมภ์ฝังลึก (Neo-feudalism disguised as modernization) คนมีอำนาจเข้าสู่ระบบจากเส้นสายมากกว่าความสามารถ ผ่านการใช้ระบบแต่งตั้งมากกว่าสอบแข่งขัน

2. การใช้พลัง Soft Power ไปควบคุม (Co-opted Culture) และกำหนดทิศทางสื่อ รัฐพยายามครอบการแสดงออก เช่น ข่าว, เพลง, หนัง, หรือคอนเทนต์ เปลี่ยนวัฒนธรรมให้เชื่อง แทนที่จะปล่อยให้สร้างแรงบันดาลใจ เช่น ชีวิตมีแค่นี้ก็พอแล้ว แทนที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตสามารถดีกว่านี้ได้ ถ้าขวนขวายพยายาม

3. การซื้อเวลาแบบสิ้นเปลือง (Policy for Survival) แจกเงิน ใช้เงิน แก้เฉพาะหน้าโดยไม่เปลี่ยนระบบหรือทำโครงสร้างทางสังคมให้ดีขึ้น รวมถึงเอาเงินภาษีไปอุ้มระบบเดิม ไม่ใช่ลงทุนในอนาคต

ถ้าเรามองประเทศไทยผ่านแนวคิดใน Why Nations Fail ซึ่งเน้นว่า โครงสร้างอำนาจ และ สถาบันทางเศรษฐกิจ-การเมือง ส่งผลต่อความล่มสลายของประเทศมากกว่าตัวบุคคล และประเทศไม่ได้ล้มเหลวเพราะประชาชนโง่ หรือกันดาร ไม่มีทรัพยากร แต่เป็นเพราะผู้นำ “จงใจ” ไม่ยอมเปลี่ยนโครงสร้างที่ทำให้ตัวเองเสียอำนาจ

ประเทศไทยวันนี้ เข้าเงื่อนไขหลักของ “ระบบขูดรีด (Extractive Institutions) คือ

1. อำนาจรวมศูนย์แบบไม่มีแรงต้านที่แท้จริง

รัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้ ชนชั้นนำสามารถคุมอำนาจได้ แม้แพ้เลือกตั้ง

องค์กรอิสระ ศาล ส.ว. ไม่ได้มีที่มาแบบประชาชน แต่มีผลต่อโครงสร้างอำนาจโดยตรง

2. เศรษฐกิจผูกขาดแบบเป็นระบบ ทุนใหญ่ไม่กี่กลุ่มครอบตลาดในทุกอุตสาหกรรม

3. ระบบศึกษาและสื่อทำหน้าที่ “เสริมความเชื่อง” มากกว่า “เปิดความคิด” หลักสูตรไม่เปิดพื้นที่ให้คิดวิเคราะห์เรื่องโครงสร้างอำนาจ สื่อถูกควบคุมทั้งทางตรง (กฎหมาย) และทางอ้อม (ทุน)

4. ประชาชนหมดศรัทธาในเกมการเมือง ความหวังของคนรุ่นใหม่ลดลงเรื่อย ๆ ระบบให้สัญญาณว่า “คุณไม่มีอำนาจเปลี่ยนอะไรได้” การลงถนน/ประท้วงกลับถูกดำเนินคดีอย่างหนัก

กลับมาที่คำถามว่า แล้วประเทศไทย “ล่มสลาย” หรือยัง?

ผมคิดว่า ยังไม่ล่มสลายแบบ Fail State เต็มรูปแบบ แต่ก็ใกล้มากแล้ว

เชื่อว่าไม่เกิน 20 ปี หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ที่พูดว่ามีเวลาอีก 20 ปี เพราะยังมีระบบราชการบางส่วนทำงานได้ และภาคเอกชนเรายังมีแรงอยู่

ระบบเศรษฐกิจยังพอหมุนได้ เพราะมีฐานการท่องเที่ยว การผลิต และไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนและใช้ชีวิตของคนหลายๆ ประเทศ เพียงแค่เค้ารอเวลามืดมนของเราหายไปเท่านั้น

ประเทศของเรา แค่กำลังอยู่ใน วงจรอุบาทว์  (Vicious Circle) วงจรแห่งการรวมอำนาจ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อความเจริญและพัฒนา เพราะชนชั้นอำนาจ กลัวการพัฒนาที่สุดจึงต้องใช้กลไกอำนาจครอบงำสถาบันหลักๆ เพื่อปิดกั้นคู่แข่ง กีดกันและกำจัดคนเก่งออกจากระบบ และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หมดโอกาสโงหัวขึ้น

แต่ แต่ แต่

แม้เราจะยังไม่ใช่ แต่ผมว่าเราอยู่ในขั้นตอน “Pre-Failure State” ประเทศที่อยู่ในช่วงก่อนการล่มสลายของความเชื่อมั่น โดยไม่มี “แรงสั่นสะเทือน” จากภายในหรือภายนอกมาพอจะเปลี่ยนแปลงอะไร

มันเหมือนเอาน้ำคลองเน่าๆ มาใส่ขวดนั่นแหละ

ถ้าไม่เขย่าแรง เราจะไม่เห็นก้อนตะกอนปัญหาในขวด

เมื่อไม่ถูกมองเห็น ไม่ถูกกระตุ้น กดดัน ปัญหาจะไม่ถูกแก้

แต่ถ้าเราเชื่อว่าในขวดมันมีตะกอน เราจะเขย่าให้แรงเพื่อจะได้มองเห็น จนทนไม่ได้และหยิบมันออกในที่สุด

แล้วประชาชนอย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง

1. ใช้สื่อในมือให้เป็นประโยชน์ที่สุด แจ้ง แชร์ ฟ้องปัญหาที่อยากให้ถูกแก้ไข พูดให้บ่อย ให้มากจนคนที่เกี่ยวข้องอยู่เฉยไม่ได้ ไม่แนะนำให้ด่า เพราะการด่ามันได้ผลระยะสั้นแต่ไม่จูงใจ และเลิกสนใจข่าวดราม่าเรื่องคนอื่น ยิ่งประชาชนสนใจ สื่อจะยิ่งละเลยบทบาทการนำเสนอเรื่องราวพัฒนาประเทศ

2. ไม่ก้มหัวให้คอร์รัปชั่น ช่วยกันให้ข้อมูลการทุจริตทั้งหมดที่รู้เห็น (ทั้งราชการและเอกชน) ขอให้เชื่อว่ายังมีคนจำนวนนึงที่หน้าไม่ด้านพอที่จะทุจริตเมื่อรู้ว่าคนอื่นกำลังมองเห็น โดยเฉพาะข้าราชการตัวเล็กที่ต้องก้มหน้าทำตามคำสั่งทั้งที่ฝืนใจ คุณคงไม่อยากเป็นแบบนี้ตลอดไปใช่ไหม

3. อย่าเบื่อการเมือง เพราะการเมืองไม่เคยเบื่อคุณ เพราะเมื่อคนดีไม่สนใจการเมือง มันจะเป็นเวลาที่คนชั่วได้อำนาจ ติดตามข่าวสารบ้านเมืองด้วยสายตาวิจารณ์เพื่อพัฒนา ไม่ใช่แชร์ตามกระแส

4. ปกป้อง “สถาบันตรวจสอบ” เช่น สื่อ ศาล องค์กรอิสระ

ประเทศไม่ล่มเพราะคนโกง แต่ล่มเพราะไม่มีใครกล้าหรือสามารถตรวจสอบคนโกง

สนับสนุนสื่ออิสระให้มีบทบาทกับการนำเสนอมากขึ้น เลิกดูสื่อที่เสนอแต่ข่าวดาราเลิกกัน ใครตบกัน หมาข้างบ้านกัดกัน 3 วันไม่จบ ฯลฯ

5. หยุดวงจร “นิ่ง–แจก–ยอม”

คนไทยเคยถูกหลอกว่า “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวรัฐแจก” นี่คือสูตรของ Fail State อย่าให้เศษเงินอุดปากเราได้

6. อย่ากลัวการพูดถึงโครงสร้างอำนาจ ถ้าเราพูดแต่เรื่องคนเลว แต่ไม่พูดเรื่องระบบที่ให้คนเลวขึ้นมา ประเทศจะไม่เปลี่ยน ฝึกให้คนรอบตัวกล้าถามว่า “ทำไมเราต้องอยู่ภายใต้ระบบที่ไม่ให้เราคิดหรือตัดสินใจ?” หรือ เราต้องอยู่กันแบบนี้ไปตลอดจริงๆ หรือ?

7. สร้าง/สนับสนุนระบบเศรษฐกิจทางเลือกและรายย่อย

หากเราทำให้ทุนผูกขาดน้อยลง ระบบจะเปลี่ยนทางได้ง่ายขึ้น ซื้อของจากผู้ผลิตรายย่อย ลดค่านิยมความสบาย เดินไปกินไปซื้อของจากร้านทั่วไปใกล้บ้าน สนับสนุน #เกษตรกร  #สหกรณ์ #วิสาหกิจชุมชน  #ธุรกิจเพื่อสังคม #ธุรกิจขนาดเล็ก #SME #แบรนด์ไทย ให้มากขึ้น ตามกำลังของเรา

หันมากินของง่ายๆ ใกล้บ้าน ลดการสั่ง grab 

เที่ยวในประเทศ ซื้อของไทย แบรนด์ไทย

ซื้อตรงจากร้านเล็กๆ เลิกสั่งผ่าน platform ให้มากที่สุดที่จะทำได้

รู้ว่ามันยาก มันฝืนพฤติกรรมเดิม แต่ถ้าอยากมีอนาคตที่ดี เราต้องอดทนเปลี่ยนตรงนี้ให้ได้

คุณอาจจะไม่รู้ว่า กำไร 100 บาท ของร้านเล็กๆ มันมีค่ามหาศาล

แต่ถ้าเป็นของร้านสะดวกซื้อ มันไม่มีความหมายอะไรเลยกับธุรกิจนั้น

8. “การไม่ยอมจำนน” คือพลังเงียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ระบบจะล่ม เมื่อมันไม่สามารถทำให้เรากลัวได้อีกต่อไป

อย่ายอมแพ้ต่อการกลั่นแกล้งทางกฎหมาย อย่าปรับตัวยอมรับกับความอยุติธรรมจน “ชิน”

อย่ายอมให้ลูกหลานโตมาในประเทศที่บอกว่า “คิดไม่ได้ พูดไม่ได้”

เมื่อไหร่ที่เรายอมแพ้

นั่นคือการนับหนึ่งของการเป็นประเทศที่ล่มสลายโดยสมบูรณ์

Nation Fails ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศใดๆ

และเราทุกคน คงไม่อยากส่งต่อประเทศไทยที่ล่มสลายให้กับลูกหลานของเรา

ด้วยฝีมือของเราเอง

#whynationfails

‘เพื่อไทย’พร้อมถกงบ69 เปิดสมัยวิสามัญ เริ่มที่‘พ.ร.ก.แก้คอลเซ็นเตอร์ ต่อด้วย‘ตั๋วร่วม 20 บาท’

‘เพื่อไทย’พร้อมถกงบ69 เปิดสมัยวิสามัญ เริ่มที่‘พ.ร.ก.แก้คอลเซ็นเตอร์ ต่อด้วย‘ตั๋วร่วม 20 บาท’

‘เพื่อไทย’พร้อมถกงบ69 เปิดสมัยวิสามัญ เริ่มที่‘พ.ร.ก.แก้คอลเซ็นเตอร์ ต่อด้วย‘ตั๋วร่วม 20 บาท’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

‘เพื่อไทย’พร้อมถกงบ69​ หนุนรัฐใช้แก้ปัญหาประชาชนต่อเนื่อง​ เปิดสมัยวิสามัญ เริ่มที่‘พ.ร.ก.แก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์’ก่อน ต่อด้วยเรื่อง‘ตั๋วร่วม 20 บาท’

25 พฤษภาคม 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการเปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญ 28 พ.ค. นี้ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายอื่นๆ ก่อน โดยนายกรัฐมนตรีมีนโยบายแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่าง กฎหมาย 2 ฉบับเพื่อรองรับการแก้ปัญหานี้คือ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  และพ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งได้มีการบังคับใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ต้องขอมติจากสภาจึงพิจารณาเป็นวาระแรกในการเปิดสมัยประชุมวิสามัญในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ซึ่งพ.ร.กทั้ง 2 ฉบับ เกี่ยวข้องกับการที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ ภาคเอกชน ร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย กรณีมีอาชญากรรมทางไซเบอร์ หากไม่ดำเนินการ ตามมาตรการอย่างครบถ้วน จึงเชื่อมั่นว่าสภาผู้แทนราษฎรจะผ่านความเห็นชอบ

นายชนินทร์ ยัง​กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องตั๋วร่วม ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลเพื่อไทยหาเสียงและประกาศไว้ต่อรัฐสภา เพื่อลดภาระและให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทาง ซึ่งจะแก้ปัญหาจราจรลดฝุ่นพิษในพื้นที่เมืองและส่งเสริมการขยายตัวของเมือง ออกไปในพื้นที่ขนส่งสาธารณะเข้าถึงได้ อยากให้ประชาชนเข้าถึงรถไฟฟ้าอย่างเท่าเทียมกันทุกคน จึงสนับสนุนให้เหลือ 20 บาทตลอดสาย ต่อครั้ง ซึ่งนายสุริยะ​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า จะสามารถใช้ได้จริงในเดือนกันยายนนี้

นายชนินทร์ ยังกล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร. บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่าจะพิจารณาช่วงเย็นของวันพุธที่ 28 พ.ค. และลงมติในวันที่ 31 พ.ค. ซึ่งวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านได้พูดคุยแบ่งเวลาอภิปรายฝ่ายละ 20 ชั่วโมง โดยพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการอภิปรายเพื่อสนับสนุนงบประมาณให้รัฐบาลแก้ปัญหาประชาชนต่อเนื่องในปี 2569 รวมถึงท้วงติงเสนอแนะในการจัดทำงบประมาณเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตรงจุดมากที่สุด ขณะที่การจัดทำงบประมาณครั้งนี้สำคัญเพราะเรากำลังเผชิญปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย รัฐบาลจึงต้องพร้อม และงบประมาณก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะแก้ปัญหาให้ราบรื่นลุล่วง

วิเคราะห์ 7 ข้อตีแสกหน้า‘ภูมิธรรม’ เบี่ยงประเด็นโต้ครหา‘นายกฯ’ใช้เงินหลวงไปต่างประเทศ

วิเคราะห์ 7 ข้อตีแสกหน้า‘ภูมิธรรม’ เบี่ยงประเด็นโต้ครหา‘นายกฯ’ใช้เงินหลวงไปต่างประเทศ

วิเคราะห์ 7 ข้อตีแสกหน้า‘ภูมิธรรม’ เบี่ยงประเด็นโต้ครหา‘นายกฯ’ใช้เงินหลวงไปต่างประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

วิเคราะห์ 7 ข้อตีแสกหน้า‘ภูมิธรรม’ เบี่ยงประเด็นโต้ครหา‘นายกฯ’ใช้เงินหลวงไปต่างประเทศ

25 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ระบุว่า…

วันก่อนอ่านการสัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม ซึ่งเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้งบประมาณของนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศ โดยเขาใช้กลยุทธ์สามแนวทาง คือ

การโจมตีผู้วิจารณ์ว่าขาดความรับผิดชอบในสื่อสังคม

การอ้างความมั่งคั่งของนายกฯ ว่าไม่จำเป็นต้องเบียดบังงบประมาณ

และการอ้างความลับทางการทูตที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ลองเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกับสิ่งที่นายภูมิธรรมกำลังพยายามทำ

1.เขาไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ แต่กลับใช้วิธีการเบี่ยงประเด็นแบบเป็นระบบ นี่คือสัญญาณแรกที่เราควรระมัดระวัง เพราะในระบอบประชาธิปไตย การตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้เงินภาษีไม่ใช่การทำลายล้าง แต่เป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชน

2.การที่นายภูมิธรรมเรียกการตรวจสอบว่า “ดราม่า” นั้นสะท้อนความเข้าใจที่บิดเบือนเกี่ยวกับบทบาทของการวิจารณ์ในสังคม เขาทำให้การตั้งคำถามที่ชอบธรรมดูเหมือนเป็นการแสวงหาความโด่งดัง หรือการสร้างความวุ่นวายโดยไม่มีเหตุผล วิธีการนี้เป็นอันตรายเพราะมันพยายามทำให้ประชาชนรู้สึกผิดที่ใช้สิทธิในการตรวจสอบ

3.ประเด็นที่ร้ายแรงที่สุดคือการใช้ความมั่งคั่งเป็นข้อแก้ตัว เหตุผลที่ว่า “คนรวยไม่ต้องขโมย” นั้นขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของการตรวจสอบถ่วงดุล ลองคิดดูว่าหากเราใช้ตรรกะนี้ คนที่มีฐานะดีก็จะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ ในขณะที่คนธรรมดาต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตลอดเวลา นี่เป็นการสร้างกฎเกณฑ์แบบสองมาตรฐานที่ไม่ยอมรับสามารถยอมรับได้

ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างความมั่งคั่งยังเป็นการดูหมิ่นความฉลาดของประชาชน เสมือนว่าเราไม่เข้าใจว่าการทุจริตไม่ได้เกิดจากความยากจนเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากความโลภ ความต้องการอำนาจ หรือแม้แต่ความเคยชินกับการใช้ทรัพยากรของผู้อื่น ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างมากมายของผู้นำที่ร่ำรวยแต่ยังคงใช้อำนาจในทางที่ผิด

4.การอ้างความลับทางการทูตก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ว่าการทูตจะมีส่วนที่ต้องเก็บเป็นความลับจริง แต่การนำข้ออ้างนี้มาใช้ปิดกั้นการตรวจสอบทั้งหมดนั้นเกินขอบเขต ในประเทศที่มีระบบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง แม้การเดินทางของผู้นำจะมีส่วนที่เป็นความลับ แต่การใช้งบประมาณก็ยังคงต้องมีการรายงานและตรวจสอบได้

5.สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการใช้คำว่า “วิญญูชน” เพื่อแบ่งแยกผู้คน เขาสื่อให้เข้าใจว่าคนฉลาดจะไม่วิจารณ์ ส่วนคนที่วิจารณ์นั้นขาดปัญญา นี่เป็นกลยุทธ์ที่อันตรายเพราะมันพยายามสร้างความอับอายให้กับการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็น เหมือนกับการบอกว่าคนดีไม่ควรสงสัยผู้นำ

6.ที่สำคัญที่สุดคือประโยคที่ว่า “การบริหารงานไม่ใช่สิ่งที่จะมาพูดในที่สาธารณะ” นี่เป็นการขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับหลักการของรัฐบาลแบบเปิด ในระบอบประชาธิปไตย การบริหารงานด้วยเงินภาษีต้องสามารถตรวจสอบได้ การปิดบังข้อมูลโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลนั้นเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน

7.การสัมภาษณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างที่ลึกกว่าการเมืองพรรคไหนพรรคหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจยังคงมองการตรวจสอบเป็นภัยคุกคาม ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยที่สุขภาพดี สิ่งนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความโปร่งใสและความรับผิดชอบในสังคมไทย

สำหรับเราในฐานะประชาชน การสัมภาษณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราไม่หลงกลยุทธ์การเบี่ยงประเด็น เราต้องยืนยันสิทธิในการตรวจสอบ ไม่ว่าผู้นำจะร่ำรวยหรือยากจนเพียงใด และไม่ยอมให้การอ้างความลับกลายเป็นเครื่องมือปิดปากการวิจารณ์

เพราะประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง

ต้องอาศัยประชาชนที่กล้าตั้งคำถามและผู้นำที่พร้อมตอบ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อิ๊งค์’รวย! ‘ภูมิธรรม’ชี้‘นายกฯ’ทรัพย์สินมหาศาล ไม่ต้องเบียดบัง‘งบหลวง’เที่ยวต่างประเทศ

‘ชวน-นิพนธ์’นำ‘คณะผู้แทนไทย’ดูงานเทคโนโลยีโดรนจีนที่‘เฉิงตู’

‘ชวน-นิพนธ์’นำ‘คณะผู้แทนไทย’ดูงานเทคโนโลยีโดรนจีนที่‘เฉิงตู’

‘ชวน-นิพนธ์’นำ‘คณะผู้แทนไทย’ดูงานเทคโนโลยีโดรนจีนที่‘เฉิงตู’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

‘ชวน-นิพนธ์’นำ‘คณะผู้แทนไทย’ดูงานเทคโนโลยีโดรนจีนที่‘เฉิงตู’ ชี้ไทยต้องเร่งรับมืออนาคตการเกษตร-ความมั่นคงด้วยนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ

25 พฤษภาคม 2568 นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย และอดีตสส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำคณะผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมการดูงานด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone Technology) ที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีบริษัทชั้นนำจากจีนหลายนำเสนอนวัตกรรมและแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงหลายภาคส่วนในระดับโลก

จากการนำเสนอของบริษัทต่าง ๆ พบว่าจีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในเทคโนโลยีโดรน ทั้งด้านการเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) การขนส่งสินค้า การเฝ้าระวังพื้นที่ และโดรนที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ซึ่งสามารถประมวลผลร่วมกับเครือข่าย 5G ได้แบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะการพัฒนา “โดรนแท็กซี่” ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนทดลองใช้งาน และมีแนวโน้มว่าจะสามารถให้บริการจริงในอนาคตอันใกล้ เพื่อรองรับระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับโครงสร้างเมืองยุคใหม่

สำหรับภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย เทคโนโลยีโดรนจากจีนได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพ่นสารเคมี ตรวจวิเคราะห์สภาพพืชผล และประเมินผลผลิตล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ลดต้นทุนแรงงาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกหนึ่งมิติที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือด้านความมั่นคง โดยจีนได้พัฒนาโดรนสำหรับภารกิจทางยุทธศาสตร์ เช่น การเฝ้าระวังชายแดน การลาดตระเวนทางอากาศ และการส่งสัญญาณภาพจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลกลางและระบบวิเคราะห์ภาพถ่ายอัจฉริยะ ซึ่งขณะนี้ได้ถูกรวมไว้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับชาติของจีนแล้ว

การดูงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าหากประเทศไทยต้องการก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก จำเป็นต้องเร่งปรับตัวในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเกษตรกรและกำลังพลที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งพื้นที่นำร่องสำหรับทดสอบเทคโนโลยี รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ ซึ่งจีนได้ยกระดับตัวเองเป็นศูนย์กลางของการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีโดรนระดับโลกแล้ว ขณะที่ไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น การสร้างความร่วมมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเปิดพื้นที่เรียนรู้จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตรและระบบความมั่นคงของไทยสู่ยุคใหม่อย่างยั่งยืน

‘โฆษก รทสช.’เตรียมเคาะขุนพล‘อภิปรายงบ 69’ แนะฝ่ายค้านไม่ฉวยโอกาสซักฟอก

‘โฆษก รทสช.’เตรียมเคาะขุนพล‘อภิปรายงบ 69’ แนะฝ่ายค้านไม่ฉวยโอกาสซักฟอก

‘โฆษก รทสช.’เตรียมเคาะขุนพล‘อภิปรายงบ 69’ แนะฝ่ายค้านไม่ฉวยโอกาสซักฟอก

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.36 น.

‘โฆษก รทสช.’เผย 27 พ.ค. ประชุมเตรียมขุนพล‘อภิปรายงบ 69’ เน้นอภิปรายสร้างสรรค์ แนะฝ่ายค้านอภิปรายงบประมาณไม่ฉวยโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีประท้วงจะเสียเวลาสภาฯประชาชนเฝ้าดูการทำหน้าที่ สส.

25 พฤษภาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของ ในการอภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28-31 พฤษภาคม 2568 ว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้นัดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติทุกคนให้มาประชุมพร้อมกันในวันอังคารที่ 27 พฤษภาคมนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกำหนดกรอบแนวทางการอภิปรายและการวางตัวผู้อภิปราย ทั้งนี้กรอบแนวทางของพรรคจะยังคงจุดยืนเดิม คือ การอภิปรายให้เห็นถึงการจัดสรรงบประมาณที่ต้องมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

นายอัครเดช กล่าวว่า จากการพิจารณาศึกษารายงานร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ของ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ อย่างเข้มข้นในขณะนี้ก็พบว่า ยังมีบางหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแง่ทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ สส.พรรค ได้เตรียมข้อมูลไว้แล้วเพื่อที่จะอภิปรายพร้อมให้ข้อเสนอกับรัฐบาลทั้งในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ที่เป็นชั้นรับหลักการ วาระแรกที่จะมีขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ และในวาระที่ 2 ในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งจะมีการดำเนินการพิจารณาหลังการลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติในวาระแรก

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า สำหรับการอภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569  พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับการจัดสรรเวลาในการอภิปรายรวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 25 นาที ซึ่งจะส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความเชี่ยวชาญและเจาะลึกเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเป็นอย่างดี เป็นตัวแทนพรรคในการอภิปราย โดยจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดมุ่งเน้นการอภิปรายให้ได้เนื้อหาที่กระชับ สร้างสรรค์ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน รวมถึงการเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและประเทศชาติเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกันตนฝากถึงฝ่ายค้านให้เข้าใจด้วยว่า เวทีการประชุมนี้เป็นการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2569 ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดังนั้นจึงขอให้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นและกรอบแนวทางที่วางไว้ ไม่ใช่การฉวยโอกาสใช้เวทีนี้มาเป็นการอภิปรายโจมตีรัฐบาลหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจแทน ซึ่งนอกจากจะผิดข้อบังคับการประชุมสภาแล้ว ยังจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับการพิจารณาร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว และต่อพ่อแม่พี่น้องที่รับชมการถ่ายทอดสด ทั้งยังทำให้การประชุมอาจเกิดการประท้วง ทำให้เสียเวลาในการพิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์ของประเทศด้วย ส่วนที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านบางคนเริ่มให้ข้อมูลว่าจะอภิปรายอย่างดุเดือดนั้น ตนไม่ติดใจในเรื่องนี้ เพราะอาจเป็นบุคลิกของแต่ละตน แต่ย้ำว่าขอให้อภิปรายอยู่ในประเด็นเท่านั้น

“สิ่งสำคัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ การทำให้งบประมาณได้รับการจัดสรรอย่างเหมาะสมและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการพิจารณาจะไม่มีการพูดเสียดสี การสร้างวาทกรรมทางการเมือง หรือการโจมตีรัฐบาลจากฝ่ายค้าน เพราะตลอดการอภิปรายพี่น้องประชาชนจะได้รับชมถ่ายทอดสดไปพร้อมกัน ซึ่งคาดหวังให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอฝากไปยังทุกฝ่ายให้มุ่งเน้นการให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ” นายอัครเดช กล่าว

‘เพื่อไทย’สงสาร‘ยิ่งลักษณ์’ เห็นช่องขายข้าว 18.9 ล้านตัน เป็นหลักฐานใหม่สู้ต่อ

‘เพื่อไทย’สงสาร‘ยิ่งลักษณ์’ เห็นช่องขายข้าว 18.9 ล้านตัน เป็นหลักฐานใหม่สู้ต่อ

‘เพื่อไทย’สงสาร‘ยิ่งลักษณ์’ เห็นช่องขายข้าว 18.9 ล้านตัน เป็นหลักฐานใหม่สู้ต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

‘เพื่อไทย’สงสาร‘ยิ่งลักษณ์’คดี‘จีทูจี’จำนำข้าว เตรียมใช้ช่องทางกฎหมายสู้ต่อ เห็นช่องขายข้าว 18.9 ล้านตัน เป็นหลักฐานใหม่

25 พฤษภาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงว่า พรรคเพื่อไทยห่วงใยและสงสาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีรับจำนำข้าว เพราะทราบดีว่าเป็นคดีที่เกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติรัฐประหาร และเป็นหนึ่งในเหตุผลของการยึดอำนาจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในปี 2557 ซึ่งเวลาผ่านไปกว่า 10 ปีเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีทีมกฎหมายทีมทนายที่ร่วมต่อสู้คดี และเมื่อคดีถึงที่สุดทางพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องน้อมรับคำตัดสินและจะใช้ช่องทางกฎหมายเท่าที่เหลืออยู่ต่อสู้ในคดีนี้ต่อไป

นายดนุพร กล่าวว่า ทางพรรคเองเป็นกำลังใจให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลังคดีตัดสินมีการสอบถามมายังพรรคเยอะมาก จึงได้มีการพูดคุยกับฝ่ายกฎหมายและผู้ใหญ่ของพรรค พบว่า คดีนี้ยังมีช่องทางที่ยังพอต่อสู้คดีได้ เมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว มีการขายข้าว 18.9 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นหลักฐานใหม่ที่จะนำไปสู่การขอให้ศาลปกครอง พิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดได้ภายใน 90 วันตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2542

“หลักฐานใหม่นี้เป็นการขายข้าวปีที่แล้ว ที่ยังไม่ได้หยิบยกเข้ามาพิจารณาคดี พรรคเพื่อไทยจึงมองว่าเป็นหลักฐานใหม่ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณา จึงจะใช้ช่องทางทางกฎหมาย ในการต่อสู้ต่อไป คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติยึดอำนาจ ผู้นำในขณะนั้นใช้อำนาจตามมาตรา 44 หลายฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีจำนำข้าว แต่แน่นอนว่าเราจะสู้กันไปโดยใช้หลักฐานตามช่องทางกฎหมาย” นายดนุพร กล่าว

นายดนุพร กล่าวว่า ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยหลังมีคำพิพากษาว่า เพจของพรรคมีการลงเรื่องราวเกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น นายดนุพร กล่าวว่า นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ในการหาเสียงเมื่อปี 2554 ส่วนหนึ่งที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาจากนโยบายนี้ อีกทั้งได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าเป็นนโยบายหลักที่จะทำให้เกษตรกรชาวนาลืมตาอ้าปากได้ จึงเป็นเหตุจำเป็นที่พรรคเพื่อไทย ต้องลงชี้แจง พูดถึงข้อเท็จจริงในเรื่องของคดีนี้ ว่าท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไร 

ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คดีมาตรา 112 นายดนุพร กล่าวว่า ในช่วงการเปิดสมัยประชุมสภาฯ 3 กรกฎาคม วันที่ 9 กรกฎาคมจะมีการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ดังนั้นไม่อยากให้ถกเถียงนอกสภาว่ามาตรา 112 เป็นการเมืองหรือไม่ เมื่อมาถึงขั้นตอนพิจารณา จะนำเรื่องนี้ไปพูดคุยถกเถียงอธิบายกันในสภา เพื่อหาข้อสรุปต่อไป

“ส่วนกรณีที่มีนักกฎหมายบางคน ให้ความเห็นว่า การขายข้าวไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานใหม่ได้ เป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา แต่จะพยายามรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนาที่สุดและขอความเมตตาจากศาล” นายดนุพร กล่าว 

เปิดสัญญาจีทูจี! ‘หมอวรงค์’เบิกเนตร‘ยิ่งลักษณ์กับปชช.’ ใครกันแน่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

เปิดสัญญาจีทูจี! ‘หมอวรงค์’เบิกเนตร‘ยิ่งลักษณ์กับปชช.’ ใครกันแน่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

เปิดสัญญาจีทูจี! ‘หมอวรงค์’เบิกเนตร‘ยิ่งลักษณ์กับปชช.’ ใครกันแน่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

เปิดสัญญาจีทูจี! ‘หมอวรงค์’เบิกเนตร‘ยิ่งลักษณ์กับปชช.’ ใครกันแน่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

25 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

#ยิ่งลักษณ์หรือประชาชนผู้จ่ายภาษีใครกันแน่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผมขอขอบคุณท่านอัยการ ที่เป็นเจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว ได้เห็นนักการเมืองและทีมทนายความ พยายามดิ้นรน แถ เพื่อบิดเบือนความจริง ได้ส่งรายละเอียดข้อมูล การทุจริตจีทูจีมาให้ผม ผมขอเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบ ขบวนการโกง

ตามที่ทราบช่วงจำนำข้าว ข้าวสารท้องตลาดราคาสูงขึ้น เพราะรัฐบาลจะเป็นผู้ผูกขาดตลาดข้าวสาร มีขบวนการจีทูจีเก๊ เพื่อขายข้าวสารราคาถูก ให้กับบริษัทใกล้ชิดพรรคเพื่อไทย

การขายรอบแรก 4 สัญญา

สัญญาที่1 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2554 กับบริษัท GSSG จำนวน 2.195 ล้านตัน ข้าวทุกชนิดเฉลี่ยตันละ 10,000 บาท

สัญญาที่2 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2554 กับบริษัท GSSG จำนวน 2 ล้านตัน ข้าวขาว5% ตันละ 16,950 บาท

สัญญาที่3 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 กับบริษัท GSSG จำนวน  2.3 ล้านตัน ข้าวขาว5% ตันละ 13,860 บาท

สัญญาที่4 ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 กับบริษัท HINAN grain and oil จำนวน 65,000 ตัน ปลายข้าวเหนียวตันละ 13,800 บาท

รวมทั้งสิ้น 4 สัญญา 6.5 ล้านตัน เฉพาะการทุจริต 4 สัญญานี้ ศาลปกครองพิพากษาแล้วว่า สร้างความเสียหาย 20,057 ล้านบาท

ถ้าจำกันได้ ช่วงก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายออกมาเตือน และวันที่ 9 ตุลาคม 2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังออกมาพูด พร้อมกับนายบุญทรง ว่าเห็นสัญญา(พูดแบบผิดไปถูกๆ)เพื่อปกป้องการทุจริตครั้งนี้

ที่เลวร้าย เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องรู้ หลังจากที่พวกเราอภิปรายเรื่องการทุจริตจีทูจี โครงการนี้ควรต้องยุติ ตั้งแต่มีการอภิปราย(26 พ.ย.2555) แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มิได้ยำเกรง ยังมีการขายจีทูจีต่อเนื่องไปอีกคือ

สัญญาที่ 5 ลงวันที่ 9 ม.ค.56 ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริต รวม 3 ล้านตัน

ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 10,500 บาท ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ตันละ 12,000 บาท

สัญญาที่ 6 ลงวันที่ 11 ม.ค.56 ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริตรวม 2 ล้านตัน

ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 10,500 บาท ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ตันละ 12,400 บาท

สัญญาที่ 7 ลงวันที่ 9 เม.ย.56  ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริต รวม 4 ล้านตัน ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2549/50 – 2552/53 ตันละ 9,000 บาท ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 10,400 บาทข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ตันละ 12,000 บาท

สัญญาที่ 8 ลงวันที่ 26 มิ.ย.56 ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริต รวม 5 ล้านตัน

ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 9,000 บาท ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ฤดูการผลิตที่ 1 และ 2 ตันละ 9,500 บาท

สิ่งที่น่าสังเกต การขายจีทูจี สัญญาที่5 ถึง 8 ป.ป.ช.ทำไมถึงยังไม่มีการดำเนินคดี และให้สังเกต สัญญาจีทูจีสัญญาที่ 8 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2556 หลังจากนั้น วันที่ 30 มิถุนายน 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงปรับนายบุญทรงออกจากรัฐมนตรีพาณิชย์

สิ่งที่ต้องถามยิ่งลักษณ์ คุณมีเจตนาปล่อยให้บุญทรงโกง ให้เรียบร้อยก่อนหรือไม่ ทำไมจึงปล่อยให้โกงอีก 4 สัญญา 14 ล้านตัน หลังจากจบสัญญาสุดท้าย 26 มิถุนายน 2556 คุณจึงปรับนายบุญทรงออก ในวันที่ 30 เดือนเดียวกัน แสดงว่าคุณจงใจปล่อยให้โกงใช่หรือไม่?

สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มเติม วันที่ 30 เมษายน 2555 หนังสือเตือนจาก ป.ป.ช. มีหนังสือถึงนายกฯ บางส่วนระบุว่า การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก โดยยกระดับราคาให้สูงกว่าระดับราคาตลาดอย่างมาก  โดยราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า ที่ความชื้น 15% ตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่ความชื้น 15% ราคาตันละ 20,000 บาท

ข้าวเปลือก 1 ตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 650 กิโลกรัม หากคิดเป็นข้าวสาร 1 ตัน จะมีต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นข้าวเปลือก มูลค่า 23,077 บาท และเมื่อรวมกับค่าสีแปรสภาพ ค่าขนส่งอีกตันละ 1,500 บาท รวมเป็นต้นทุนต่อตันข้าวสาร เท่ากับ 24,577 บาท

นี่คือความจริงที่ยิ่งลักษณ์ จะต้องรับรู้

คุณจะได้รู้ตัวว่า ใครกันแน่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ระหว่างคุณไม่ได้รับความเป็นธรรม

หรือประชาชนเจ้าของภาษี เป็นผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม

‘ดิเรกฤทธิ์’ข้องใจ! ตลอด 180 วันไม่มีภาพวงจรปิด‘ชั้น 14’ ชี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ

‘ดิเรกฤทธิ์’ข้องใจ! ตลอด 180 วันไม่มีภาพวงจรปิด‘ชั้น 14’ ชี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ

‘ดิเรกฤทธิ์’ข้องใจ! ตลอด 180 วันไม่มีภาพวงจรปิด‘ชั้น 14’ ชี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.13 น.

‘ดิเรกฤทธิ์’ข้องใจ! ตลอด 180 วันไม่มีภาพวงจรปิด‘ชั้น 14’ ชี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ

25 พฤษภาคม 2568 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“ไม่เชื่อว่าจะไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดตลอด 180 วันที่ชั้น 14”

เพราะจะใช้นับเป็นเวลาจำขังต่อเนื่องไม่ได้

และผู้รับผิดชอบต้องรับโทษหนักโดยเจตนา

แต่จำเป็นต้องปกปิดไว้เพราะมันไม่เป็นคุณต่อทั้งนักโทษ ผู้คุมและผู้บังคับบัญชา รวมทั้งญาติที่ไปเยี่ยมจริงหรือไม่ นั่นเอง

‘อดีตสว.’ฟาดจุกๆ! ชาวบ้านสาหัสวิกฤติเศรษฐกิจ ‘นายกฯ’บินดูF-1 ประเทศชาติได้อะไร

‘อดีตสว.’ฟาดจุกๆ! ชาวบ้านสาหัสวิกฤติเศรษฐกิจ ‘นายกฯ’บินดูF-1 ประเทศชาติได้อะไร

‘อดีตสว.’ฟาดจุกๆ! ชาวบ้านสาหัสวิกฤติเศรษฐกิจ ‘นายกฯ’บินดูF-1 ประเทศชาติได้อะไร

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.46 น.

‘อดีตสว.’ฟาดจุกๆ! ชาวบ้านสาหัสวิกฤติเศรษฐกิจ ‘นายกฯ’บินดูF-1 ประเทศชาติได้อะไร

25 พ.ค.68 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รัฐบาลไม่รับรู้วิกฤตเศรษฐกิจ คิดแต่แค่สร้างภาพไปวันๆ ชาวบ้านสาหัสถ้วนหน้า ร้านค้าส่อเจ๊งนับแสนราย SME โรงงานทยอยปิดตัว กำลังซื้อถดถอย นทท. หดหาย นายกบินทัวร์อังกฤษดูแข่งรถสุดหรู formula 1 #ละอายใจบ้างมั้ย #ประเทศชาติได้อะไร

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.มอง‘ฮั้วสว.’สะท้อนสรรหาไม่โปร่งใส จี้ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.มอง‘ฮั้วสว.’สะท้อนสรรหาไม่โปร่งใส จี้ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.มอง‘ฮั้วสว.’สะท้อนสรรหาไม่โปร่งใส จี้ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.29 น.

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.มอง‘ฮั้วสว.’สะท้อนสรรหาไม่โปร่งใส จี้ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง  

25 พฤษภาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศที่สนใจติดตามข่าวการเมือง เรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไร กับ กรณีข่าวฮั้ว สว.” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,211 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 20-23 พฤษภาคม 2568 สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไรต่อกระแสข่าว กรณีฮั้ว สว.กับพรรคการเมือง   

อันดับ 1 ไม่เชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน 56.73%

อันดับ 2 หากผิดจริง อยากให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย นำผู้กระทำผิดมารับโทษ 53.34%

อันดับ 3 ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ สว.และนักการเมืองยิ่งเสื่อมเสีย 52.93%

2. ประชาชนคิดว่ากรณีฮั้ว สว. เกิดจากสาเหตุใด  

อันดับ 1 ระบบการเลือกตั้ง สว. ความไม่โปร่งใสในกระบวนการขั้นตอน 60.36%

อันดับ 2 พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน 59.70%

อันดับ 3 เป็นเกมการเมือง แข่งขันกันระหว่างกลุ่มต่างๆ 57.56%

3. ประชาชนคิดว่าความขัดแย้งจากกรณีฮั้ว สว. จะส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลหรือไม่

อันดับ 1 ส่งผลกระทบ 66.15%

อันดับ 2 ไม่ส่งผลกระทบ  33.85%

4. ประชาชนคิดว่าควรแก้ไขปัญหากรณีฮั้ว สว. อย่างไร

อันดับ 1 เร่งปฏิรูประบบการเลือกตั้ง สว. 61.81%

อันดับ 2 มีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น โปร่งใสมากขึ้น 55.34%

อันดับ 3 รอให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการ 50.87%

5. จากกรณีฮั้ว สว. ประชาชนได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

อันดับ 1 เกิดความไม่ไว้วางใจในสังคม เกิดความขัดแย้งทางความคิด 57.12%

อันดับ 2 ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจในระบบประชาธิปไตย 54.30%

อันดับ 3 ทำให้ประชาชนสนใจติดตามการเมืองมากขึ้น 48.84%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าจากกรณีข่าว ฮั้ว สว. ประชาชนไม่เพียงแค่ไม่เชื่อมั่นในระบบการเมือง แต่ยังต้องการให้ปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้ง สว. และกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส ความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นและความรู้สึกไม่มั่นคงในประชาธิปไตยเป็นสัญญาณที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจก่อนจะกระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาว

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจริญพูล หัวหน้าศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า กรณีข่าว “ฮั้ว สว.” ไม่เพียงแต่สะท้อนปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการสรรหา สว. แต่ยังตอกย้ำถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองไทย สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนดูพัฒนาการทางการเมืองจะเห็นว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 การได้มาซึ่ง สว. สะท้อนถึงอำนาจที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ทั้งการเกิดขึ้นของ “สภาผัวเมีย” หรือ “ปลาสองน้ำ” ล้วนแสดงให้เห็นถึงการแทรกซึมของฝ่ายการเมือง ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ คสช. มีบทบาทในการแต่งตั้งและสรรหา สว. ยิ่งสร้างข้อกังขาต่อความชอบธรรมในการใช้อำนาจ

ทั้งนี้ สถานะของ สว. ที่ควรเป็นกลไกตรวจสอบกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และนำมาซึ่งเรียกร้องให้ปฏิรูประบบการได้มาซึ่ง สว. ดังนั้น ความคาดหวังของประชาชนจึงมิได้อยู่ที่การเปลี่ยนตัวบุคคลเท่านั้น แต่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตยและมีความถูกต้องยุติธรรมในกระบวนการ อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญคือ เราจะปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับบริบททางการเมืองของประเทศไทย