‘เทพไท’จี้‘เพื่อไทย’หยุดอ้าง‘รัฐประหาร’เล่นงาน ชี้จบไปแล้วตั้งแต่‘ตระบัดสัตย์’ข้ามขั้ว

‘เทพไท’จี้‘เพื่อไทย’หยุดอ้าง‘รัฐประหาร’เล่นงาน ชี้จบไปแล้วตั้งแต่‘ตระบัดสัตย์’ข้ามขั้ว

‘เทพไท’จี้‘เพื่อไทย’หยุดอ้าง‘รัฐประหาร’เล่นงาน ชี้จบไปแล้วตั้งแต่‘ตระบัดสัตย์’ข้ามขั้ว

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.09 น.

‘เทพไท’จี้‘เพื่อไทย’หยุดอ้าง‘รัฐประหาร’เล่นงาน ชี้จบไปแล้วตั้งแต่‘ตระบัดสัตย์’ข้ามขั้ว

25 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “หยุดอ้างรัฐประหาร เล่นงานพรรคเพื่อไทย” ระบุว่า…

หยุดอ้างรัฐประหาร

เล่นงานพรรคเพื่อไทย

ถ้าพูดถึงคดีโครงการจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีนี้ได้จบสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาจำคุกนางสาวยิ่งลักษณ์ 5 ปีในคดีอาญา ส่วนคดีทางละเมิด ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าว 10,028 ล้านบาท และที่เป็นประเด็นปัญหาในตอนนี้ ก็เพราะคดีความผิดทางละเมิดของนางสาวยิ่งลักษณ์ ศาลปกครองสูงสุดได้กลับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ได้ตัดสินให้นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

เมื่อคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของคนในระบอบทักษิณหลายคน แสดงตัว โผล่หน้า แสดงความเห็นในลักษณะเห็นอกเห็นใจนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยบอกว่า ไม่ได้ทำผิดบ้าง ถูกกลั่นแกล้งบ้าง เป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนบ้าง โครงการนี้ก็คุ้มค่าไม่ได้ขาดทุน ซึ่งเป็นการยกเหตุผลต่างๆนานามาอธิบายสร้างความชอบธรรม และพยายามโยนความผิดว่า ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจากคณะรัฐประหาร

 ซึ่งความจริงเรื่องนี้ได้จบสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยกระโดดข้ามขั้ว ตระบัดสัตย์จับมือตั้งรัฐบาลกับคณะรัฐประหาร จึงไม่มีสิทธิ์จะพูดใส่ร้ายหรือโจมตีคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยต่างหากที่จะตอบสังคม เรื่องจุดยืนสมัยเป็นพรรคฝ่ายค้าน ประกาศจะคิดบัญชีกับรัฐบาลคณะรัฐประหาร เรื่องเหมืองทองอัคราบ้าง เรื่องเรือดำน้ำบ้าง เรื่องเงินกู้บ้าง ฯลฯ

ถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยเห็นว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งจากรัฐบาล คสช. ถ้าคิดจะเอาคืน ก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่อาจเพราะดีลับทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของนายทักษิณ ชินวัตร สูงกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อประโยชน์สูงสุดของการได้กลับมาประเทศไทยของนายทักษิณ จึงทำให้เงื่อนไขต่างๆล้มเลิกไป ล้มเลิกแม้กระทั่งนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางการเมือง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยภายใน1ปี หลังจากเป็นรัฐบาลแล้ว จะออกพรบ.นิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดทางการเมือง จะช่วยเหลือผลักดันให้ผู้ต้องคดีมาตรา 112 ได้รับการประกันตัว ซึ่งนโยบายทั้งหมดนี้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำเลย อาจเป็นเพราะดีลลับทางการเมือง หรือเงื่อนไขทางการเมืองจึงทำไม่ได้ หรือพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงจุดยืนไป ก็เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องตอบกับสังคม

แต่ถ้าหากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถที่จะตอบคำถาม หรือแสดงจุดยืนทางการเมืองแบบเดิมที่เคยประกาศไว้ ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของนายทักษิณเพียงคนเดียว พรรคเพื่อไทยก็ไม่ควรออกมาตีโพยตีพาย เรื่องคดีจำนำข้าว และไม่ควรโยนความผิดให้กับใคร ต้องยอมรับในคำพิพากษาทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด จะมาเคลื่อนไหวให้เป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อเรียกความนิยมและความเห็นใจ

ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดมารยาทการเข้าร่วมรัฐบาลตามดีลลับที่ตกลงกันไว้

เปิดผล‘นิด้าโพล’ ปชช.เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ จี้รัฐช่วยด่วน ทำตามสัญญาแจก‘เงินหมื่น’เฟส3-4

เปิดผล‘นิด้าโพล’ ปชช.เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ จี้รัฐช่วยด่วน ทำตามสัญญาแจก‘เงินหมื่น’เฟส3-4

เปิดผล‘นิด้าโพล’ ปชช.เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ จี้รัฐช่วยด่วน ทำตามสัญญาแจก‘เงินหมื่น’เฟส3-4

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.09 น.

เปิดผล‘นิด้าโพล’ ปชช.เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ จี้รัฐช่วยด่วน ทำตามสัญญาแจก‘เงินหมื่น’เฟส3-4

25 พฤษภาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “วิกฤติเศรษฐกิจกับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 และ เฟส 4” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจกับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ พบว่า

+ ร้อยละ 83.66 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

+ ร้อยละ 9.70 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องหาทางแก้ไข แต่ไม่เร่งด่วน

+ ร้อยละ 4.20 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ไม่น่าวิตกกังวลใด ๆ

+ ร้อยละ 2.44 ระบุว่า ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ

สำหรับการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจของประชาชนในขณะนี้ พบว่า

+ ร้อยละ 47.17 ระบุว่า เผชิญกับ วิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน

+ ร้อยละ 29.47 ระบุว่า เผชิญกับ วิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง

+ ร้อยละ 15.80 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ไม่เร่งด่วน

+ ร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจใด ๆ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 ของรัฐบาลให้กับประชาชนกลุ่มอายุ 16-20 ปี ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า

+ ร้อยละ 57.25 ระบุว่า ดำเนินนโยบายต่อไปในปีนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้

+ ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ควรหยุดการดำเนินการในนโยบายนี้ได้แล้ว

+ ร้อยละ 7.63 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี 2569

+ ร้อยละ 1.22 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี 2570

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 4 ของรัฐบาลให้กับประชาชนกลุ่มอายุ 21-59 ปี ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า

+ ร้อยละ 62.98 ระบุว่าดำเนินนโยบายต่อไปในปีนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้

+ ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ควรหยุดการดำเนินการในนโยบายนี้ได้แล้ว

+ ร้อยละ 8.47 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี 2569

+ ร้อยละ 1.60 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี 2570

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนหากนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ตัดสินใจยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท พบว่า

+ ร้อยละ 54.12 ระบุว่า ไม่โกรธเลย

+ ร้อยละ 17.41 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ

+ ร้อยละ 15.27 ระบุว่า โกรธมาก

+ ร้อยละ 13.05 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ

+ ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

โวศึก‘แดง-น้ำเงิน’ ไม่กระทบผลโหวตงบ’69 พท.ดักคอปชน.อย่าป่วน

โวศึก‘แดง-น้ำเงิน’ ไม่กระทบผลโหวตงบ’69 พท.ดักคอปชน.อย่าป่วน

โวศึก‘แดง-น้ำเงิน’ ไม่กระทบผลโหวตงบ’69 พท.ดักคอปชน.อย่าป่วน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โวศึก‘แดง-น้ำเงิน’ ไม่กระทบผลโหวตงบ’69 พท.ดักคอปชน.อย่าป่วน

“อนุสรณ์” ค่ายเพื่อไทย ชี้ เวทีอภิปรายงบฯ ไม่ใช่ ศึกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน แต่คือภารกิจร่วม ของผู้แทนฯ เพื่อประเทศชาติและประชาชน ด้าน “ภูมิธรรม” ชี้ไม่มีปัญหาหลัง ปชน.เตรียมขุนพลชำแหละ”วิสุทธิ์” ยัน สงครามแดง-นํ้าเงิน ไม่กระทบโหวตงบปี 69 เชื่อ พรรคร่วมเห็นประโยชน์ชาติ

วันที่ 24 พ.ค.2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเตรียมขุนพล 40-50 คน เพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า การอภิปรายงบประมาณไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสนามประลองกำลังทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เพราะแท้จริงแล้วงบประมาณคือเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายในสภาควรร่วมกันพิจารณาอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องระดมขุนพลจำนวนมากเพื่อมาแสดงบทบาทการชำแหละหรือเตรียมถล่มกันทางการเมือง แต่ได้มอบหมายให้สส.ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ ความเข้าใจในงบแต่ละด้าน ได้อภิปรายอย่างเต็มที่ ไม่ได้เน้นให้มากด้วยปริมาณ แต่ให้มากและเข้มข้นด้วยเนื้อหาเชิงคุณภาพ เพราะมองว่าการอภิปรายงบประมาณ ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองงบประมาณแทนพี่น้องประชาชนทุกคน ที่จะต้องช่วยกันทำหน้าที่อย่างรอบคอบ รัดกุม ให้แก้ปัญหาตรงเป้า ตรงปัญหา และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยยึดหลักการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

ฝ่ายค้านต้องมีข้อมูลครบ

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 นี้ ถือว่าเป็นสภาที่มีประสบการณ์ในการพิจารณางบประมาณมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว จึงเชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกฝ่ายจะสามารถอภิปรายบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน มีเหตุมีผล และเปิดพื้นที่ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่จะพัฒนากลไกการใช้งบประมาณให้ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชนในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจฐานราก การสาธารณสุข การศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

“วาระการอภิปรายงบประมาณแผ่นดิน เป็นโอกาสของบ้านเมืองไม่ใช่เวทีของการต่อสู้กันทางการเมือง แต่คือการสะท้อนความรับผิดชอบของผู้แทน ที่ต้องร่วมกันพิจารณาอย่างจริงจังและสร้างสรรค์ เพื่อให้เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” นายอนุสรณ์ กล่าว

“ภูมิธรรม”ไม่ให้ราคาปชน.

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความพร้อมในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หลังพรรคประชาชนประกาศเตรียม 50 ขุนพลร่วมอภิปราย และจะช่วยหาเงินผ่านการตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นว่า ไม่มีปัญหา จะเตรียม 50 คน หรือ 100 คนก็เตรียมไป เพราะเป็นหน้าที่ที่เขาต้องตรวจสอบอยู่แล้ว เพียงแต่อยากให้ตรวจสอบอย่างมีเหตุผล หากมีปัญหาอะไรที่ยังไม่สมบูรณ์ก็วิจารณ์มา หรือถ้ามีข้อเสนออะไรก็เสนอมา รัฐบาลก็จะรวบรวมไปดูว่า จะแก้ไข ปรับปรุงอย่างไร ข้อเสนอที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และมองการแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลรับฟังอยู่แล้ว อะไรที่เป็นการวิจารณ์แบบใช้อารมณ์ ความรู้สึก หรือเป็นการวิจารณ์ทั่วไป ก็รับมาอย่างพึงสังวรณ์ เป็นอุทาหรณ์ว่ามีเรื่องที่คนเห็นต่าง แม้ว่าจะใช้อารมณ์วิจารณ์หลายเรื่องก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

”ผมยังอยากให้วิจารณ์กันอย่างตั้งใจเต็มที่ ไม่อยากให้ต้องแสดง ไม่อยากให้เป็นการแสดง รู้ว่า เป็นฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ค้าน ไม่ว่าอยู่แล้ว รัฐบาลก็ไม่มีอะไร ต้องพร้อม เพราะเกิดจากกระบวนการที่ได้ให้รัฐมนตรีประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในแต่ละกระทรวงตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงลงไป และได้มีการทำแผนจากประสบการณ์จริง เรานำเสนอเพื่อให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าออกนอกกติกาก็แล้วกัน“ นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่า กระทรวงกลาโหม เป็นเป้าในการถูกตัดงบประมาณ จนกระทบปฏิทินการซื้ออาวุธทดแทนมาโดยตลอด นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหม จัดงบประมาณแบบเดิม ซึ่งต่างฝ่าย ต่างมอง แต่ขณะนี้เราเข้าใจกันในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ระดับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงว่า ในการจัดวางงบประมาณ ต้องคุยกันทั้งหมด ว่ายุทธศาสตร์แต่ละช่วงเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลง มีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้น คงต้องมาปรับอีกที แต่การปรับทีเดียวคงไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ คงต้องพูดคุย ทำความเข้าใจกัน ตอนนี้ตน และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้คุยกับเหล่าทัพถึงความจำเป็นในการรับมือภัยพิบัติ รวมถึงความท้าทายใหม่ๆ ภัยธรรมชาติ หรือ ความขัดแย้งในโลก หรือ ความเกี่ยวพันทางการค้า ซึ่งขณะนี้ความมั่นคงไม่ได้อยู่ในมิติเดิม ทุกคนก็เข้าใจ

ปรับปรุงงบให้ดีขึ้น

“ดังนั้น การปรับแผนงบประมาณก็จะมีมากขึ้น และให้มีเวลาในการนำเสนองบประมาณล่วงหน้า ไม่ใช่นำเสนอช่วงท้าย เพราะบางครั้งก็ไม่สอดรับกัน ถ้าเสนอล่วงหน้าอาจจะ ทำให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งตนคิดว่า กระทรวงกลาโหม อยู่ระหว่างการปรับกระบวนการต่างๆ ให้รับใช้ประชาชนมากขึ้น และทำหน้าที่ปกป้องประเทศให้ดีที่สุด เช่น เรื่องภัยธรรมชาติ ขณะนี้ก็กลายเป็นภาระที่กลาโหม ต้องรับผิดชอบ เพราะมีความพร้อม มีระเบียบวินัยเพียงพอในการเข้าไปแก้ไขปัญหา จะเห็นได้ว่าเวลาเกิดภัยพิบัติกองทัพก็จะเข้าไปทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง” นายภูมิธรรม กล่าว

ศึกแดงน้ำเงินไม่กระทบโหวด

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเชื่อมโยงสงครามแดง-น้ำเงิน อาจทำให้เกิดการโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2569 ว่า ไม่จริง ในการประชุมวิปฯ ที่ผ่านมา ทุกคนก็ให้ความร่วมมือกันดี มั่นใจว่าทุกพรรคโหวตรับร่างแน่นอน เพราะงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ เชื่อมั่นว่าพรรคร่วมรัฐบาลทุกคน มองเห็นความสำคัญเรื่องนี้ ส่วนประเด็นอื่นเป็นเรื่องเล็ก ติดใจสงสัยอะไรก็ไปว่ากัน แต่ประเทศกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจเยอะ ทั้งเรื่องแผ่นดินไหวและภาษีทรัมป์ เพราะฉะนั้น ต้องใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหา เชื่อว่านักการเมืองทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ดี ใครจะมายุให้ทะเลาะเบาะแว้ง ก็ไม่มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีการซ่อนงบ เตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าพรรคไหน กระทรวงหรือกรมไหน คนที่จะได้เป็นกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.งบฯ ต้องช่วยกันตรวจสอบ เดี๋ยวนี้เราก็ไม่มั่นใจหรอกว่า หน่วยราชการอาจจะซุกอะไรไว้ เราก็ต้องช่วยกันดูแล อย่าไปดูเรื่องพรรคเลย เอาชาติบ้านเมืองให้รอดก่อน ทุกคนต้องร่วมมือกันตรวจสอบการเสนองบ อันไหนจําเป็นก็ทำ อันไหนไม่จำเป็นก็ต้องตัดออกไป

เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีการซุกงบเพื่อนำไปแจกหัวคะแนนเพื่อเตรียมเลือกตั้งใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี เป็นข่าวลือ มีคนเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ก็พยายามยุให้ตีกัน แต่ไม่มีใครตีกันท่ามกลางวิกฤติบ้านเมืองหรอก

ยันจะทำให้ราบรื่นที่สุด

เมื่อถามว่า มั่นใจว่าในการอภิปรายงบฯ ครั้งนี้ จะราบรื่นใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ต้นพยายามจะทำให้ราบรื่นที่สุด “เชื่อว่าทุกพรรคมองประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง กว่าเรื่องส่วนตัวและเรื่องในพรรค” นายวิสุทธิ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า เชื่อว่าไม่มีพรรคไหนเล่นแง่ใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าไม่มีหรอก เพราะเท่าที่ทำงานร่วมกันมาได้ขนาดนี้ ทุกคนก็ยืนยันว่าต้องโหวตผ่านงบประมาณ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ยังคุยกันดีอยู่

อ้างผลพวงมาจากการปฏิวัติ พท.เดินหน้าอุ้ม‘ปู’ คาใจโดนชดใช้หมื่นล้าน

อ้างผลพวงมาจากการปฏิวัติ พท.เดินหน้าอุ้ม‘ปู’ คาใจโดนชดใช้หมื่นล้าน

อ้างผลพวงมาจากการปฏิวัติ พท.เดินหน้าอุ้ม‘ปู’ คาใจโดนชดใช้หมื่นล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อ้างผลพวงมาจากการปฏิวัติ พท.เดินหน้าอุ้ม‘ปู’ คาใจโดนชดใช้หมื่นล้าน ห่วงไม่มีใครกล้าช่วยปชช. ‘หมอวรงค์’ขุดจำนำข้าว ทำชาติขาดทุน5.3แสนล.

แกนนำเพื่อไทย ยังดาหน้าป้อง “ยิ่งลักษณ์” ที่ถูกศาลปกครองสูงสุด สั่งชดใช้ 1 หมื่นล้าน ในคดีจำนำข้าว “อนุสรณ์-วรวัจน์” ประสานเสียง ย้ำเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติ ชี้ต่อไป
คงไม่มีใครกล้าทำนโยบายดีๆ ช่วยประชาชน ด้าน “หมอวรงค์” ตามขุดจำนำข้าวมหาภัย ทำชาติขาดทุน 5.3 แสนล้าน “กรณ์ จาติกวณิช” ยกประกันรายได้ยุคอภิสิทธิ์ ดีกว่าการจำนำยุคปู อดีตสว.สมชาย เตือนรัฐบาลอย่าศรีธนญชัย

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถหักหนี้กับผลประโยชน์ได้ว่า เป็นการมองแบบตัดตอนเพียงเฉพาะด้านบัญชี โดยไม่พยายามมองมิติทางเศรษฐกิจและสังคมจากนโยบายจำนำข้าว ที่สามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้มากกว่า 3.7ล้านครัวเรือน เงินกว่า 6.8 แสนล้านบาท หมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากชนบทโดยตรง สร้างการจ้างงาน กระจายรายได้ และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โครงการรับจำนำข้าว ไม่ใช่โครงการแจกเงินแบบไร้ระบบ แต่เป็นนโยบายเชิงโครงสร้าง ที่มุ่งสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มีเป้าหมายชัด มีระบบตรวจสอบและได้รับการยอมรับจากเกษตรกรทั่วประเทศ มีผลลัพธ์ที่ดีชัดเจน ประเทศไทยสามารถกลับมาครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้

ซัดพวกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นายอนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า การโจมตีนโยบายด้วยวาทกรรมทางการเมืองเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลักดันนโยบายเปลี่ยนประเทศ อาจส่งผลให้ในอนาคตพรรคการเมือง อาจจะไม่กล้านำเสนอนโยบายแบบพลิกประเทศ ที่คิดใหม่ ทำใหม่ มุ่งตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของประเทศ อาจได้รัฐบาลที่ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำอะไรเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบ เพราะจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้าง หรือทำนิติสงคราม ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินติดหล่มในภายหลัง อาจเป็นบรรยากาศที่บั่นทอนระบอบประชาธิปไตยที่ควรเปิดพื้นที่ให้แข่งขันกันด้วยแนวนโยบาย ไม่ใช่ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อทำให้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้

โอดรบ.ไม่ควรเป็นจำเลยการเมือง

“อย่าทำลายบรรยากาศของการแข่งขันกันออกความคิดเชิงนโยบายด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น หากยังเชื่อว่าประชาชนควรมีทางเลือก ควรยอมรับว่านโยบายที่ทำได้จริงและช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น สำเร็จได้โดยรัฐบาลที่กล้าผลักดันนโยบายรัฐบาลนั้น ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นจำเลยทางการเมืองไม่จบสิ้น” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘วรวัจน์’ชี้หลักบริหารรบ.ไม่เคยขาดทุน

ด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทยกล่าวชี้ถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีโครงการรับจำนำข้าววงเงิน10,028 ล้านบาทว่า โดยหลักของการบริหารประเทศนั้น มุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก เม็ดเงินงบประมาณของประเทศจะถูกใช้ไปในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจทั้งหมดจะใช้คำว่าขาดทุนไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าจากรายงานทางการเงินของทางสตง.เองก็ไม่เคยมีรายงานการปิดบัญชีว่า มีการขาดทุนเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าวหรือในระบบงบประมาณของประเทศไทยมาเลย การทำนโยบายของรัฐตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนอย่างโครงการรับจำนำข้าว ก็เหมือนกับทุกนโยบายอื่นๆไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันราคาข้าว ประกันยุ้งฉางหรือโครงการช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆทั่วไป ไม่มีข้อแตกต่าง

โทษคำสั่งม.44เอาผิด‘ยิ่งลักษณ์’

“และที่ยิ่งไปกว่านั้น คือการดำเนินการเอาผิดกับน.ส.ยิ่งลักษณ์นี้ มีการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เข้ามาดำเนินการ ทำให้เกิดบรรทัดฐานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายในสายตาของนานาประเทศอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะแม้เช่นประธานาธิบดีทรัมป์ ถึงจะออกนโยบายใดๆมาแล้วมีความเห็นของประชาชนกลุ่มหนึ่ง บอกว่าผิดพลาดไม่เห็นด้วย ก็ไม่สามารถไปเอาผิดเขาได้ เพราะทำในฐานะผู้บริหารประเทศที่ตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งแน่นอนว่า ทุกนโยบายก็ต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว และการตัดสินการตัดสินใจทางการเมือง จะอยู่ที่ผลการเลือกตั้งของประชาชน แต่การเอาบรรทัดฐานซึ่งไม่ใช่บรรทัดฐานสากลมาบังคับใช้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายได้”นายวรวัจน์ ระบุ

อ้างเหตุปฎิวัติจี้ควรทบทวน

นายวรวัจน์ กล่าวอีกว่าประการสำคัญอีกประการหนึ่งคือโครงการจำนำข้าวไม่ใช่ว่า จะมีโอกาสว่าเสียหายอย่างเดียว แต่มีโอกาสที่จะมีกำไรด้วย เพราะตัวเลขปิดบัญชีระหว่างปี เป็นแค่ตัวเลขในขณะหนึ่งๆเท่านั้น การชี้แจงในกระบวนการว่ามีผลติดลบ เป็นแค่ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น และมีเหตุเกิดขึ้นในระหว่างรอยต่อการปฏิวัติรัฐประหารซึ่งขณะนั้นมีการปิดโกดังข้าวจนทำให้ข้าวเสื่อมราคา แม้ช่วงนั้นจะมีผู้ต้องการซื้อข้าวในราคาที่สูงแต่ก็ไม่สามารถซื้อได้ แต่กลับถูกขายออกไปในราคาที่ต่ำ เหมือนกับข้าวหมดสภาพแล้ว นี่คือปัญหาเชิงการเมืองที่จะพยายามเอาผิดมากกว่าปัญหาในทางปฏิบัติจริง ซึ่งตนเห็นว่าควรจะต้องมีการทบทวนในเรื่องนี้ และดำเนินการตามหลักนิติรัฐ และนิติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่การเอาเหตุผลทางการเมืองในช่วงการปฏิวัติรัฐประหารมามีส่วนในการตัดสินใจ

ชี้คนไม่กล้าทำนโยบายเพื่อปชช.

นายวรวัจน์ กล่าวด้วยว่า ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปในอนาคตจะไม่มีใครกล้าตัดสินใจทำนโยบายดีๆอะไรเพื่อพี่น้องประชาชนเลย เพราะทุกคนจะมัวเกรงว่าหากคิดทำนโยบายอะไรไปแล้ว ถึงแม้จะดีอย่างไร ก็อาจจะถูกนำกลับมาเล่นงานเชิงการเมืองได้อีกในภายหลัง

“ความจริงแล้ว ต้องบอกว่าถ้าถามพี่น้องชาวนาและประชาชน ก็จะได้คำตอบว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดีที่สุดโครงการหนึ่ง ที่พี่น้องชาวนาให้ความชื่นชม และแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้นได้อย่างแท้จริง ดีขึ้นจนกระทั่งรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามารถลดการขาดดุลงบประมาณ เพราะได้รับภาษีเพิ่มมากขึ้น”

พึ่ง ChatGPT ป้อง’ยิ่งลักษณ์’

นายวรวัจน์ยังมองว่าในภาพรวมของทุกประเทศทั่วโลกทุกประเทศต่างก็ดำเนินการในรูปแบบนี้ทั้งหมด คือ โดยการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ จะไม่มีคำว่า ขาดทุน ประเทศไทยเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาต่อการบริหารประเทศในระยะยาว

“ผมได้ลองยกตัวอย่างข้อเท็จจริง โดยให้ลองตั้งคำถามลักษณะนี้กับChatGPTซึ่ง เป็นปัญญาประดิษฐ์ ที่ไม่ได้มีอคติทางการเมืองและไม่ได้เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บทวิเคราะห์ยังออกมาในลักษณะเดียวกันนี้เลย ดังนั้นถ้าว่ากันด้วยหลักจริงๆคำตอบยังไงก็ออกมาตรงกันทั้งโลกครับ“นายวรวัจน์ กล่าว

‘วรงค์’ชี้คนทำทุจริตต้องจ่ายเอง

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดีโพสต์เฟซบุ๊กว่าขอให้ความรู้ทนายและรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง ระบุว่า ขอให้ความรู้กับทนายความ และรัฐมนตรี ของรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง ที่ออกมาพูดว่าจะเอาเงินที่ระบายข้าว18ล้านตัน มาชดใช้แทน ที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ค่าสินไหม(ค่าเสียหาย) 10,028 ล้านบาท

“คนที่มีสติปัญญาปกติ ก็น่าจะรู้ว่า ศาลเห็นว่า การระบายข้าวแบบจีทูจี เป็นการร่วมกันทุจริต ขายข้าวสารราคาถูก ในขณะที่ข้าวสารตลาดราคาสูง เพื่อเลี่ยงการประมูล มีทั้งสิ้น 4สัญญา นำไปสู่ค่าเสียหาย 20,057 ล้านบาท แต่ให้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ 50% คือ 10,028 ล้านบาท ศาลท่านให้ชดใช้เรื่องที่มีการทุจริต”

ส่วนข้าวสารที่เหลือ ที่มีความเสียหาย ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องรับผิดชอบ ข้าวที่เหลือเมื่อขายได้ ต้องไปจ่ายเงินกู้ ที่กู้มาลงทุนทำโครงการรับจำนำข้าว (ราคาข้าวเปลือกในตลาด 10,000บาทต่อตัน แต่รับจำนำ 15,000 บาทต่อตัน)

จำนำข้าวขาดทุนยับ5.36แสนล้าน

นพ.วรงค์ระบุอีกว่าเพื่อให้เห็นภาพ ข้าวสารที่เหลือ หลังจากรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ เข้ามารับต่อ ได้มีการแต่งตั้งกรรมการตรวจนับสต๊อกรวมถึงคุณภาพข้าวในโกดังรัฐบาล โดยมี มล.ปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นประธานในการตรวจนับ ยอดคงเหลือข้าวในสต็อก17.5ล้านตัน คณะกรรมการที่ตรวจนับรายงานว่า มีข้าวที่ผ่านเกณฑ์หรือคุณภาพยังดีอยู่เพียง 2.9 ล้านตัน ส่วนที่เหลือเป็นข้าวที่คุณภาพต่ำและไม่ตรงชนิด

นอกจากนี้ ยังมีสต็อกข้าวที่ไม่สามารถตรวจนับได้ หรือที่เรียกว่า ข้าวกองล้ม เช่น กระสอบแตกเสียหาย มีจำนวนประมาณ 4.25 แสนตัน ซึ่งในทางบัญชีถือว่า ยังเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี ส่วนข้าวที่คุณภาพแย่หรือข้าวเน่านั้น ประเมินว่า มีอยู่จำนวนประมาณ 8 แสนตัน อนุกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าว รอบปีบัญชี2557ได้มีการปิดบัญชีและประเมินว่า โครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีผลขาดทุนทางบัญชี5.36แสนล้านบาท โครงการจำนำข้าว ใช้เงินซื้อข้าวเปลือก 878,000 ล้านบาท

สั่งสอน’ทนาย-รมต.รัฐบาล อิ๊งค์

นพ.วรงค์ย้ำว่าสิ่งที่ทนายและ รัฐมนตรี ที่ออกมาพูดว่า จะเอาข้าวที่เหลือไปขาย และมาใช้หนี้แทนยิ่งลักษณ์ พวกคุณต้องรู้ว่าโครงการจำนำข้าว ใช้เงินซื้อข้าวเปลือก 878,000ล้านบาท เงินพวกนี้เป็นเงินกู้และต้องใช้ภาษีประชาชนมาจ่าย ข้าวสารที่ขายได้ ต้องนำมาชดใช้เงินที่ลงทุนไปซื้อข้าวเปลือกนี้ ส่วนที่โกงจีทูจี ก็ต้องร่วมกันชดใช้กันเอง

“ผมไม่ทราบว่าทนายและรัฐมนตรีที่ออกมาพูดเพราะไม่รู้ หรือตั้งใจมั่ว ส่วนที่นายอนุสรณ์ออกมาตำหนิผมนั้น ผมคิดว่าคนนี้สุดมั่ว ไม่มีข้อมูล ชอบดำน้ำพูด ถ้าคิดว่าจำนำข้าว ได้ประโยชน์ต่อประเทศจริง ให้รัฐบาลอุ๊ง อิ๊งเริ่มทำได้เลย ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำขนาดนี้”นพ.วรงค์ ย้ำ

‘สมชาย’ฉะรบ.’ศรีธนญชัย’

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(อดีต สว.)โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่าฉลาดล้ำ หรือศรีธนนชัยทางกฎหมาย #กลเกมหักล้างคดีจำนำข้าว เห็นกลเกมคนวางแผนจะนำราคาซื้อข้าวเน่านอมินี กกละ 18บาท เป็นหลักฐานใหม่เพื่อฟื้นคดีจำนำข้าว รู้สึกได้ชัดว่า เพราะสังคมไทย มีศรีธนญชัยทางกฎหมายมากเกินไป ลองคิดดูครับเวลานี้ราคาข้าวเปลือกเจ้า:6,100-8,000บาท/ตัน เรียกได้ว่า ราคาข้าวตกต่ำหนักขนาดนี้ ชาวนายากแค้นสุดๆ รัฐบาลคิดไม่ออก ไม่มีปัญญาช่วยเหลือ!แต่กลับคิดสร้างภาพสร้างหลักฐานเท็จ หลอกลวงชาวนา หลอกลวงสังคมเรื่อยไป

นายสมชายระบุว่า จึงขอเสนอรัฐบาลให้ทีมงานสร้างภาพ ช่วยตามบริษัทนอมินีเดิมที่สร้างราคาเทียมวันก่อนช่วยออกแรงรัฐบาลอีกครั้งด้วยการเหมารับซื้อจากชาวนาทั้งประเทศในราคาสูงๆแบบวันประมูลกันเลยครับ ถ้าทำได้จริงจะทำให้ช่วยชาวนาไทยได้ราคาดีแบบเดิมนี้ จะถือได้เป็นการช่วยชาติของแท้ทรู เพราะขนาดข้าวเก่า10ปียังประมูลสู้ราคาตั้งกกละ18บาท แล้วข้าวใหม่หอมกรุ่นปีนี้หุงนุ่มสุดอร่อย บริษัทน่าจะสนใจรับซื้อแพงขึ้นสัก10 เท่านะครับ สาธุ ชาวนาไทยจะได้เป็นมหาเศรษฐีกันเสียที“ชาวนาไทยมีกินมีใช้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีกันค่า”หมายเหตุ ข้าวเปลือกสีเป็นข้าวสารอัตรา2:1

ยกประกันรายได้ดีกว่าจำนำ

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว vs. อภิสิทธิ์ ประกันรายได้” มีเนื้อหาดังนี้

จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผมเห็นมีการตั้งคำถามเปรียบเทียบนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์กับนโยบายประกันรายได้ของคุณอภิสิทธิ์ ผมเลยขอลงข้อสรุปความต่างสองนโยบายนี้เพื่อคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทราบ หรือคนรุ่นเก่าที่อาจจะลืม ส่วนใครที่ไม่อยากรับรู้ ขอให้ข้ามโพสต์นี้ไปเลยครับ

นโยบายประกันรายได้เกษตรกร** ของ **อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ** (รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์, 2551–2554) เป็นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่แตกต่างจาก **นโยบายจำนำข้าว** ของยิ่งลักษณ์ โดยเน้นการอุดหนุนเงินตรงให้ชาวนาแทนการแทรกแซงราคาตลาด

รายละเอียดนโยบายประกันรายได้ของอภิสิทธิ์

1.แนวคิดหลัก ไม่รับซื้อผลผลิตโดยตรง แต่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างเมื่อราคาตลาดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด, ครอบคลุมพืชหลายชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน, เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและผ่านระบบตรวจสอบ

2. ข้อดีของนโยบาย ลดภาระการเก็บสต็อก รัฐไม่ต้องกักตุนสินค้าเหมือนโครงการจำนำข้าว,ลดการทุจริต ระบบโอนเงินตรงถึงเกษตรกรผ่านบัญชีธนาคาร ทำให้ตรวจสอบได้ง่าย ,ไม่บิดเบือนกลไกตลาดราคาขายยังเป็นไปตามอุปสงค์-อุปทาน

3. ข้อจำกัดเกษตรกรบางส่วนไม่ได้รับ ประโยชน์เฉพาะผู้ที่ขึ้นทะเบียนและมีเอกสารถูกต้อง ,งบประมาณสูงแต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นการช่วยเหลือระยะสั้น ไม่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต

เปรียบเทียบกับนโยบายจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์

1. รูปแบบช่วยเหลือ: (อภิสิทธิ์) จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคา(ยิ่งลักษณ์) รัฐรับซื้อข้าวในราคาแพง 2. ผลกระทบการคลัง: (อภิสิทธิ์) ใช้งบประมาณแต่ควบคุมได้ (ยิ่งลักษณ์) ขาดทุนมหาศาลจากสต็อกและทุจริต 3. ผลต่อตลาด: (อภิสิทธิ์) ไม่บิดเบือนกลไกราคา (ยิ่งลักษณ์) กดราคาตลาดโลก ทำไทยเสียส่วนแบ่ง 4. การทุจริต: (อภิสิทธิ์) มีน้อยกว่าเนื่องจากโอนเงินตรง (ยิ่งลักษณ์) มีการโกงจำนวนมาก

บทสรุป นโยบายประกันรายได้ของอภิสิทธิ์ถูกออกแบบมาเพื่อแก้จุดอ่อนของระบบประกันราคาแบบเดิม โดยลดความเสี่ยงการทุจริตและไม่สร้างภาระการเก็บสต็อกสินค้าให้รัฐ อย่างไรก็ตาม มันยังเป็นเพียง**มาตรการบรรเทาปัญหา**มากกว่าการปฏิรูปเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

หลังรัฐประหาร 2557 รัฐบาลคสช. นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ต่อในรูปแบบ “ประกันรายได้เกษตรกร” แทนโครงการจำนำข้าว ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า

อ่านเสร็จแล้วน่าจะมีบางคนไม่พอใจ ขอบอกว่า ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้เขียนเองแม้แต่คำเดียว ผมเพียงกดตั้งประเด็นกับ Deep Seek ว่า “ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว อภิสิทธิ์ ประกันรายได้” หากไม่ถูกใจในประเด็นไหนขอให้ไปเถียงกับ AI เอง

‘เทพไท’มองปมศาลสั่ง‘ปู’ชดใช้

ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราชโพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง“เค้าลางความขัดแย้งรอบใหม่” ระบุว่า หลังจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องชดใช้ค่าเสียหายในโครงการจำนำข้าว จำนวนเงิน10,028ล้านบาท ทำให้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเค้าลางให้เห็นถึงฝ่ายสนับสนุนระบอบทักษิณกับฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณเริ่มประทุขึ้นมาอีกแล้ว

ฝ่ายที่แสดงออกเห็นอกเห็นใจน.ส.ยิ่งลักษณ์มีเพจของพรรคเพื่อไทยโพสต์ว่า“ถูกปล้นความยุติธรรม ครั้งแล้วครั้งเล่า“สส.พรรคเพื่อไทยหรือคนใกล้ชิดน.ส.ยิ่งลักษณ์โพสต์ผ่านสื่อโซเชียลเช่นน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือแกนนำส.ส.ของพรรคเพื่อไทยหลายคน แสดงจุดยืนว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมไปถึงบรรดานายแบก นางแบกหลายคนก็ออกมาแก้ต่างให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าเป็นกระทำเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม และจะนำไปสู่บรรทัดฐานทางการเมืองในอนาคต รัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คงไม่มีใครกล้าสร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเพราะสุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิด เช่นเดียวกับการแสดงออกของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผ่าน Facebook ส่วนตัวด้วย

ซีกป้อง‘ปู’ไม่เห็นด้วยสั่งชดใช้

นายเทพไทกล่าวว่าคนการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ในขณะนี้ ก็แสดงความเห็นใจน.ส.ยิ่งลักษณ์มากกว่าพรรคร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำไป นั่นก็คือน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่ากรณีที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเช่นนี้ ต้องถามว่าเส้นแบ่งความประมาทเลินเล่อของการจำนำข้าว แค่ไหนที่เรียกว่าประมาทและจะมีผลกระทบต่อนักการเมืองซึ่งไม่กล้าทำโครงการใหม่ๆรวมถึงการโพสต์Facebook ของอาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล ที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ได้วิจารณ์เป็นข้อๆบอกว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ควรชดใช้ถึงหมื่นล้าน เปรียบเทียบว่านายกรัฐมนตีที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องชดใช้ค่าเสียหาย มีความผิด แต่นายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหาร รอดทุกคดีไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง

“แม้แต่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีตั้งคำถามว่า ถ้ากรณีโครงการรับจำนำข้าวเป็นความผิดของคนเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ยกตัวอย่างโครงการซื้อเรือดำน้ำที่มีปัญหา เรือซื้อของประเทศจีน เครื่องยนต์ซื้อของเยอรมัน กำลังเป็นปัญหาสร้างความเสียหาย อย่างนี้นายกรัฐมนตรีในยุคนั้น จะรับผิดชอบ หรือมีความผิดด้วยหรือไม่”

เค้าลางความขัดแย้งรอบใหม่ปะทุ

นายเทพไทกล่าวอีกว่านอกจากนี้ยังมีนักวิชาการเสนอความเห็นให้กระทรวงพาณิชย์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย ทำไมไม่รื้อฟื้นหาหลักฐานการนำข้าวดีไปขายในราคาข้าวเสียของรัฐบาลคสช.ทำให้โครงการรับจำนำข้าวว่าเสียหายขาดทุนซึ่งสามารถเอาผิดรัฐบาลได้ ส่วนความเห็นของนักเคลื่อนไหวที่เห็นต่างกับฝ่ายนายทักษิณซึ่งเป็นขาประจำเป็นคนหน้าเดิมต่างก็ยืนยันว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตัดสินคดีได้ถูกต้องเป็นธรรม พร้อมด้วยอธิบายเหตุผลตอบโต้กองเชียร์น.ส.ยิ่งลักษณ์ในทุกประเด็น

“ซึ่งทั้งหมดนี้เห็นว่าเป็นปรากฏเค้าลางความขัดแย้งของผู้ที่สนับสนุนระบอบทักษิณกับฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทักษิณจะปรากฏชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงวันที่13มิถุนายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาการเมือง นัดไต่สวนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ความคิดเห็นของฝ่ายคุณทักษิณ กับฝ่ายที่ไม่เอาคุณทักษิณก็จะชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากดีลการเมืองระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับนายทักษิณ กำลังเลือนลาง จืดจางไปหรือกำลังจะเป็นดีลล่มอยู่ในขณะนี้”นายเทพไทย้ำทิ้งท้าย

ทัวร์นอกระรื่น ‘อุ๊งอิ๊งค์’ลุยต่อ เยือนมาเลเซีย ถกผู้นำอาเซียน

ทัวร์นอกระรื่น ‘อุ๊งอิ๊งค์’ลุยต่อ เยือนมาเลเซีย ถกผู้นำอาเซียน

ทัวร์นอกระรื่น ‘อุ๊งอิ๊งค์’ลุยต่อ เยือนมาเลเซีย ถกผู้นำอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทัวร์นอกระรื่น ‘อุ๊งอิ๊งค์’ลุยต่อ เยือนมาเลเซีย ถกผู้นำอาเซียน

“อุ๊งอิ๊งค์” เตรียมร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 46 มาเลเซีย จับมือกันแก้ปัญหาในทุกมิติของสมาชิกพร้อมร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อประชาชนในภูมิภาคกว่า 670 ล้านคน ย้ำเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของอาเซียน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการออกเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่46 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียในวันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 18.30 น. และจะเข้าร่วมประชุมอาเซียนเช้าวันจันทร์ที่ 26 และวันอังคารที่27 พฤษภาคม นี้ ภายใต้แนวคิดหลัก “การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และความยั่งยืน” (Inclusivity and Sustainability) โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมในกรอบอาเซียน 7 รายการ และเข้าร่วมการประชุม IMT-GT (Indonesia– Malaysia–Thailand Growth Triangle) ระดับผู้นำ ครั้งที่ 16

สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 46 นี้เป็นการประชุมระดับผู้นำวาระแรกของปี โดยนายกรัฐมนตรีจะร่วมกันกับผู้นำอาเซียนกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนอาเซียน ตลอดปี 2568 รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศและในภูมิภาคที่มีผลกระทบต่อภูมิภาค เพื่อกำหนดแนวทางรับมือสำหรับอาเซียน ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้นำอาเซียน 9 ประเทศ และปลัดกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา และเลขาธิการอาเซียน

สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำอาเซียนจะร่วมกันรับรองวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ปี ค.ศ. 2045 ซึ่งจะใช้ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนในอีก 20 ปีข้างหน้า

สำหรับการประชุมในวันอังคาร ที่27 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนได้เชิญผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือ รัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งประกอบด้วย ประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย และนายกรัฐมนตรีจีน เข้าร่วมการประชุมด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยและอาเซียน ในการแสวงหาความร่วมมือและความเป็นพันธมิตรกับประเทศนอกอาเซียนที่มีศักยภาพสูง นายจิรายุกล่าว

สำหรับกำหนดการสำคัญของนายกรัฐมนตรี มีดังนี้ วัน อาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.30 น. นายกรัฐมนตรีจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร บน. 6 ซึ่งจะไปถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในเวลา 21.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น (เวลาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.)

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุม ดังนี้ 1) การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 (Plenary) 2) การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 อย่างไม่เป็นทางการ (Retreat) 3) การพบหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับคณะผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน 4) การพบหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนเยาวชนอาเซียน และ 5) การพบหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน

จากนั้นในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วม พิธีลงนามปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา (Kuala Lumpur Declaration on ASEAN 2045: Our Shared Future) และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และภริยา เป็นเจ้าภาพ

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (ASEAN – GCC Summit) ครั้งที่ 2 จากนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีอิบราฮิมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้นำอาเซียน

โดยในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ – จีน (ASEAN – GCC – China Summit) ก่อนเข้าร่วมการประชุมแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (IMT – GT) จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินกลับโดยจะถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร บน.6 ในเวลา 20.35 น.

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

เรื่องการเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนนั้น เรามีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2471 เป็นกฎหมายกำหนดเรื่องคุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามไว้เป็นหลักการใหญ่ในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรม ฝ่ายพลเรือนโดยรวมข้าราชการฝ่ายพลเรือนในกระทรวงการทหารด้วย แต่ไม่รวมข้าราชการฝ่ายตุลาการ หลังจากนั้น ก็มีการพัฒนาปรับปรุง รูปแบบและหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นข้าราชการพลเรือน จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เป็นฉบับปัจจุบัน และมีการแยกข้าราชการออกเป็นหลายประเภท เช่น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ พนักงาน มหาวิทยาลัย พนักงานราชการ เป็นต้น

ณ เวลานี้ เราจะมาบอกกล่าวกันถึงพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันและมีการปรับปรุงมาแล้วหลายครั้ง แต่สิ่งที่เราจะมาบอกเล่าสู่กันเป็นเรื่องคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนว่าเป็นประการใดครับ

1.ประการแรก ผู้ที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้าม (มาตรา 36 วรรคหนึ่ง) ดังต่อไปนี้

ก.คุณสมบัติทั่วไป

(1)มีสัญชาติไทย

(2)มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี

(3)เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ข.ลักษณะต้องห้าม

(1)เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมือง

(2)เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎก.พ.

(3)เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น

(4)เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘จักรภพ’สยบลือ’ทักษิณ’ออกนอกปท. ซัดฝ่ายแค้นจินตนาการฟุ้งซ่าน

'จักรภพ'สยบลือ'ทักษิณ'ออกนอกปท. ซัดฝ่ายแค้นจินตนาการฟุ้งซ่าน

‘จักรภพ’สยบลือ’ทักษิณ’ออกนอกปท. ซัดฝ่ายแค้นจินตนาการฟุ้งซ่าน

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.36 น.

“จักรภพ”สยบลือ“ทักษิณ”ออกนอกปท. ซัดฝ่ายแค้นจินตนาการฟุ้งซ่าน ลดความหมกมุ่นลงบ้างเต๊อะ 30 พ.ค.มีนัดทานกลางวันรร.ใหญ่กลางกรุง

เมื่อเวลา 20.16 น.วันที่ 24 พ.ค.นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ออกข่าวสนุกกันใหญ่ว่า อดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกไปนอกประเทศเสียแล้ว ระบุเสียด้วยว่าออกไปทางกัมพูชา

เจ้าตัวนั่งหัวเราะอยู่ที่กรุงเทพมหานครนี่เอง พอทำกิจกรรมมาก ก็หาว่าทำเกิน พอเงียบให้ นึกว่าจะสบายใจ ก็ดันเกิดจินตนาการฟุ้งซ่าน เฉพาะกับฝ่ายแค้นที่ผ่านวัยประจำเดือนไปแล้วและกลุ่มตัวกำลังจะสูญพันธุ์

เอาใจคนโรคประสาทนี่ยากจริง ๆ 

ก็วันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ท่านอดีตนายกฯ ก็มีนัดทานกลางวันเรียบร้อยที่โรงแรมใหญ่ในกรุงเทพฯ จะให้ออกไปไหนทำไมจ๊ะ

หันไปทำสิ่งที่เป็นกุศล ลดความหมกมุ่นลงบ้างเต๊อะ

ห่วงประเทศชาติกันบ้างก็ดีนะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 พ.ค.นายทักษิณ มีนัดทานอาหารกลางวัน พูดคุยเรื่องงาน เวลา 12.00 น.ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กทม.โดยก่อนหน้านั้น วันที่ 27 พ.ค.นายทักษิณ จะขึ้นเวทีกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน”ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เวลา 13.40 น.”

.-008 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : จักรภพ เพ็ญแข – Jakrapob Penkair

‘อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ’ชี้ ลำดับเหตุการณ์ก็รู้ ‘ใครรังแก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์’

'อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ'ชี้ ลำดับเหตุการณ์ก็รู้ 'ใครรังแก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์'

‘อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ’ชี้ ลำดับเหตุการณ์ก็รู้ ‘ใครรังแก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์’

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.25 น.

24 พ.ค. 68 นายปกรณ์ ธรรมโรจน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2   โพสต์เฟซบุ๊ก “Pakorn Dharmaroj” ระบุข้อความว่า “ใครรังแก อดีตนายกยิ่งลักษณ์…. น่าเสียดาย ไม่มีการถอดบทเรียน ไม่มีการนำความจริงออกมาตีแผ่ ให้เข้าใจนโยบายประชานิยม ผสมทุจริต เส้นทางสายเวเนซุเอล่า กรีซ อาเจนติน่า ฟิลิปปินส์ ฯลฯ


ดูลำดับเหตุการณ์ คร่าว ๆ ก็บอกได้ว่าใครรังแก อดีตนายกยิ่งลักษณ์….
ใครไปเอาแกมาเป็นนายกฯ แล้วให้ทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือก …
ใครคิด เพื่อไทยทำ บุญทรง กับพวกติดคุก


ภาครัฐ สื่อมวลชน ประชาชน และหมอวรงค์ ช่วยกันตักเตือน ท้วงติง ตั้งแต่ต้นโครงการ … แต่กลับถูกเมินเฉย ปล่อยให้การทุจริตไหลรื่น ตลอดระยะเวลาการเป็นรัฐบาลในยุคนั้น
ดูเหมือนหน่วยงานรัฐ กับสื่อมวลชนที่ตักเตือนท้วงติง จะรักเธอ ยิ่งกว่าพี่ชายของเธอเสียอีก


เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกร โครงการแรกของประเทศไทย ที่เกษตรกรฆ่าตัวตาย แต่ยังมีคนบิดเบือนไปว่า เป็นเพราะการชุมนุมทางการเมือง เพราะฝ่ายที่ต่อต้าน ทำให้เงินไม่พอ
ต้องไปถามบริษัท สยามอินดิก้าฯ ว่าได้ไปเท่าไร ช่วงแรกของโครงการฯ ซื้อข้าวหอมมะลิ ที่ค้างสต๊อกจากโครงการอื่นในคลังสินค้าของรัฐบาล ไปในราคาตันละ 10,000 บาท เท่านั้น
นักการเมืองบางส่วน ก็ยังเชื่อว่าเป็นเรื่องกลั่นแกล้ง ผู้ถูกฟ้องไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วภาษีประชาชน ความเสียหายของชาติบ้านเมือง ชีวิตชาวนาที่ผูกคอตาย ให้ไปเอาคืนจากใคร ก็ต้องตอบคำถามนี้ด้วย


วันที่ 30 เมษายน 2555 หนังสือเตือนจาก ปปช. มีหนังสือถึงนายกฯ บางส่วนระบุว่า


การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก โดยยกระดับราคาให้สูงกว่าระดับราคาตลาดอย่างมาก … โดยราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า ที่ความชื้น 15% ตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่ความชื้น 15% ราคาตันละ 20,000 บาท…


… ข้าวเปลือก 1 ตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 650 กิโลกรัม หากคิดเป็นข้าวสาร 1 ตัน จะมีต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นข้าวเปลือก มูลค่า 23,077 บาท และเมื่อรวมกับค่าสีแปรสภาพ ค่าขนส่งอีกตันละ 1,500 บาท รวมเป็นต้นทุนต่อตันข้าวสาร เท่ากับ 24,577 บาท …


วันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 นายแพทย์วรงค์ฯ เปิดโปงเรื่อง G to G ปลอม
วันที่ 9 ม.ค.56 ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริต รวม 3 ล้านตัน
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 10,500 บาท
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ตันละ 12,000 บาท
วันที่ 11 ม.ค.56 ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริตรวม 2 ล้านตัน
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 10,500 บาท
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ตันละ 12,400 บาท


วันที่ 9 เม.ย.56 ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริต รวม 4 ล้านตัน
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2549/50 – 2552/53 ตันละ 9,000 บาท
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 10,400 บาท
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ตันละ 12,000 บาท
วันที่ 26 มิ.ย.56 ทำสัญญาขายข้าว G to G แบบทุจริต รวม 5 ล้านตัน
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2554/55 และ 2555 ตันละ 9,000 บาท
ข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2555/56 ฤดูการผลิตที่ 1 และ 2 ตันละ 9,500 บาท


หมายเหตุ ใครสนใจไปลำดับเหตุการณ์ หนังสือตักเตือนท้วงติงจากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เต็มไปหมดได้ ในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษา https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/124/4.PDF

.-008

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : Pakorn Dharmaroj

‘วันนอร์’ชม’ชูศักดิ์’ คุมดีเอสไอเหมาะสม เป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง

'วันนอร์'ชม'ชูศักดิ์' คุมดีเอสไอเหมาะสม เป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง

‘วันนอร์’ชม’ชูศักดิ์’ คุมดีเอสไอเหมาะสม เป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.34 น.

“วันนอร์”เผยชม“ชูศักดิ์“ คุมดีเอสไอเหมาะสม เพราะเป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง ยันไม่มีเจตนาแซว “กลัวมวยล้มต้มคนดู” ไม่มองคดีฮั้วเลือก สว.เป็นศึกแดง-น้ำเงิน ย้ำอะไรจะเกิดก็เกิดจากกม.

24 พ.ค. 68 ที่กรุงลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ได้แซว นายนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลดีเอสไอให้ดี เพราะกลัวจะเป็นมวยล้มต้มคนดู ในระหว่างการเปิดสัมมนาให้กับนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 ว่า ไม่มีเจตนาแซว เพราะตนรู้จักกับนายชูศักดิ์เป็นอย่างดี ซึ่งการที่รัฐบาลมอบหมายให้นายชูศักดิ์ กำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ แทน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ก็น่าจะเป็นมีความเหมาะสม เพราะเป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง และเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายชูศักดิ์จะได้เข้าไปช่วยได้เป็นอย่างมาก และมีหลายเรื่องที่ดีเอสไอต้องพิจารณา รวมไปถึงคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งดีเอสไอเข้าไปทำงานร่วมกับ กกต. เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้อง เพราะประชาชนให้ความสนใจกับเรื่องนี้

ส่วนคดีฮั้วเลือกสว.ที่ถูกมองเป็นศึก ระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองไปแล้วนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า แล้วแต่คนจะมอง แต่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย อะไรจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากกฎหมาย ทุกคนต้องได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

‘วันนอร์’ เตรียมใช้เวที ผู้นำอาเซียน-สมัชชารัฐสภาอาเซียน ถกรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ

'วันนอร์' เตรียมใช้เวที ผู้นำอาเซียน-สมัชชารัฐสภาอาเซียน ถกรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ

‘วันนอร์’ เตรียมใช้เวที ผู้นำอาเซียน-สมัชชารัฐสภาอาเซียน ถกรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.33 น.

“วันนอร์” เตรียมใช้เวที ผู้นำอาเซียน-สมัชชารัฐสภาอาเซียน ถกรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ ในนามอาเซียนไปต่อรอง พร้อมเร่งแก้ปัญหาคอลเซนเตอร์-ยาเสพติดในภูมิภาค

24 พ.ค. 68 ที่กรุงลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการเตรียมเข้าร่วมหารือระหว่างผู้นำอาเซียนและคณะผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน ครั้งที่ 14 ในห้วง การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 46 ว่า ฝ่ายบริหาร แบะฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์โลกในครั้งนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ซึ่งกระทบต่อศักยภาพในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาเซียนโดนกันทุกประเทศ กระทบต่อการส่งออกสินค้า เพราะฉะนั้นการประชุมของฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรีของอาเซียน คงจะได้หารือกันอย่างเข้มแข็ง ว่าจะร่วมมือกันอย่างไร ที่จะไปต่อรอง หรือขอความร่วมมือจากสหรัฐฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐสภาอาเซียน ก็จะต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชนเช่นเดียวกับฝ่ายบริหาร แม้เราจะไม่ได้กระทบโดยตรง แต่เมื่อกระทบต่อประชาชน ก็เท่ากับกระทบต่อรัฐสภา ดังนั้นก็ต้องมาคิดร่วมกันว่าจะช่วยฝ่ายบริหารอย่างไรให้ผลกระทบน้อยลงเท่าที่จะทำได้ ความจริงผลกระทบ ไม่ได้เกิดจากการที่ส่งสินค้าไปขายยังสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของการท่องเที่ยว การลงทุน และอีกหลายเรื่อง 

“การประชุมครั้งนี้คงจะได้ข้อสรุปว่าเราจะทำงานร่วมกันอย่างไร เพราะถ้าเรารวมตัวไปต่อรอง ก็ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าต่างคนต่างไปคุย ซึ่งประชากรอาเซียนเมื่อรวมกันแล้วมีมากกว่า 500 ล้านคน และยังเป็นกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญทั้งการค้า การลงทุน จึงเป็นโอกาสดีที่สุดที่ผู้นำอาเซียนและผู้นำรัฐสภาอาเซียน ได้ร่วมกันคิดแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น”นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีวาระต่างๆ เช่นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การสร้างพื้นที่ของแต่ละประเทศให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง และร่วมลงทุนแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาด เชื่อว่าฝ่ายบริหารจะมีเรื่องพูดคุยมากกว่าทางรัฐสภา  แต่อะไรที่ต้องการให้ทางรัฐสภาร่วมมือ ทางรัฐสภาอาเซียนก็ยินดี 

ทั้งนี้ ตนในฐานะผู้แทนรัฐสภาไทย โดยเฉพาะในกรอบการประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียน ก็จะหารือในประเด็นที่เป็นปัญหาของภูมิภาคอาเซียนด้วย อาทิ ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะไทย เมียนมา และกัมพูชา รวมถึงประเทศนอกอาเซียนด้วย ดังนั้นต้องหารือว่าจะแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน อย่างเข้มแข็งได้อย่างไร 

ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศอาเซียน ยังมีการประชุมร่วมกับพันธมิตรอื่น อาทิ อาเซียน +3 ซึ่งในเดือนกันยายนประเทศจีนจะเข้าร่วมประชุม ข้อเสนอที่เกิดขึ้นของสมัชชารัฐสภาอาเซียนก็จะนำเสนอให้กับประเทศพันธมิตรด้วย เพราะจีนก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีเรื่องยาเสพติด ที่เป็นภัยต่ออาเซียนเช่นกัน และต้องร่วมมือแก้ไข