‘นายกฯอิ๊งค์’ซาบซึ้ง ได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก

'นายกฯอิ๊งค์'ซาบซึ้ง ได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก

‘นายกฯอิ๊งค์’ซาบซึ้ง ได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.58 น.

“นายกฯ”โพสต์ ซาบซึ้งได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก เผยทรงมีพระราชประสงค์จะเสด็จฯ เยือนประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตอันใกล้  ชี้เป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนาน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางในการส่งเสริมและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การขายสินค้าไทยในตลาดและห้างสรรพสินค้าต่างประเทศ และขยายแผนการท่องเที่ยวภาคพื้นยุโรป ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และหารือกับผู้บริหาร Formula 1 ณ เมืองมอนติคาร์โล ราชรัฐโมนาโก ระหว่างวันที่ 21 – 25 พฤษภาคม 2568 ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ดิฉันซาบซึ้งที่ได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก โดยได้แลกเปลี่ยนทัศนะอย่างรอบด้านเกี่ยวกับศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน Formula 1 ในฐานะกลไกการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี และความยั่งยืน 

ดิฉันได้ใช้โอกาสนี้ในการแสดงความซาบซึ้งต่อการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของโมนาโกที่มีต่อการพัฒนาและส่งเสริมโครงการ Formula 1 ในประเทศไทย  ความผูกพันอันยาวนานของโมนาโกกับ Formula 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขัน Monaco Grand Prix ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่กำลังริเริ่มพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตของตน 
ประสบการณ์และบทบาทความเป็นผู้นำของโมนาโกในการผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นแบบอย่างที่มีคุณค่าสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาและส่งเสริมระบบนิเวศของมอเตอร์สปอร์ตอย่างยั่งยืนในอนาคต 

ประเทศไทยเชื่อมั่นว่า การจัดการแข่งขัน Formula 1 ในอนาคตจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและกิจกรรมระดับโลก พร้อมทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกค่ะ 

นอกจากนี้ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 ทรงรำลึกถึงการเสด็จฯ เยือนประเทศไทยในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยได้ตรัสถึงความซาบซึ้งในไมตรีจิตและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับตลอดระยะเวลาที่ทรงประทับอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนความประทับใจในมรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของไทย 

ทั้งนี้ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จฯ เยือนประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเคารพซึ่งกันและกันที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างไทยกับโมนาโกด้วยค่ะ 

I am profoundly honoured to be received in audience by His Serene Highness Prince Albert II of Monaco. Our meeting provided an invaluable opportunity to engage in a thoughtful and wide-ranging exchange of views on the strategic potential of Formula 1 as a platform for fostering international collaboration, technological innovation, and sustainable development.

I took the occasion to convey my deep appreciation for Monaco’s enduring support for the development and promotion of Formula 1 initiatives in Thailand. Monaco’s long-standing association with the sport, exemplified by the iconic Monaco Grand Prix, serves as an inspiration for emerging motorsport initiatives around the world. In addition, Monaco’s experience and leadership in balancing heritage with innovation presents a compelling model for Thailand as we continue to cultivate our own motorsport ecosystem.

Thailand sees the opportunity to host a Formula 1 Grand Prix in the future as a key initiative to elevate our profile as a hub for international tourism and global events, while attracting high-value visitors and investors from around the world. 

His Serene Highness graciously recalled with deep fondness his past visit to Thailand, particularly the honour of being received in audience by His Majesty King Bhumibol Adulyadej The Great, especially the gracious hospitality extended to him and the profound cultural richness he experienced during his stay. 

His Serene Highness also expressed a sincere desire to visit to Thailand again in the near future, which underscores the enduring bonds of friendship and mutual respect that exist between the Principality of Monaco and the Kingdom of Thailand.

ภท. เล็งฟ้องกลับ ‘ณฐพร’ ทำพรรคเสียหาย ข้องใจถูก ‘ดีเอสไอ’ ใช้เป็นเครื่องมือเล่นงาน

ภท. เล็งฟ้องกลับ 'ณฐพร' ทำพรรคเสียหาย ข้องใจถูก 'ดีเอสไอ' ใช้เป็นเครื่องมือเล่นงาน

ภท. เล็งฟ้องกลับ ‘ณฐพร’ ทำพรรคเสียหาย ข้องใจถูก ‘ดีเอสไอ’ ใช้เป็นเครื่องมือเล่นงาน

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

‘ภท.’ เล็งฟ้องกลับ ‘ณฐพร’ ทำพรรคเสียหาย ข้องใจถูก ‘ดีเอสไอ’ ใช้เป็นเครื่องมือมาเล่นงาน แลกชนักคดี ‘ฟอกเงินสหกรณ์ฯคลองจั่น’ จวกยับใช้สิทธิต้องมือสะอาด จี้ ‘กรมสอบสวนคดีพิเศษ’ เปิดปากแจงคืบหน้าคดี – สำนวนสอบสวนไปอยู่ในมือได้อย่างไร

24 พ.ค. 68 นายศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เกี่ยวกับคดีฮั้วเลือกสว. โดยเนื้อหาในคำร้องดังกล่าวพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทยว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายพรรคกำลังพิจารณาดำเนินการกับนายณฐพร ในหลายข้อกล่าวหาที่ทำให้หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิ์ ไม่สุจริต  มีวาระซ้อน แบ่งหน้าที่กันทำเป็นกระบวนการ รับงานกันเพื่อมาทำลายพรรคหรือไม่ โดยเฉพาะข้อมูลและพยานหลักฐาน ที่นายณฐพร อ้างว่าได้รับมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ(ดีเอสไอ ) และกกต.  อยากถามว่าได้มาได้อย่างไร และจะใช้เป็นหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 

นายศุภชัย กล่าวต่อมา จากการตรวจสอบข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2564 พบว่า นายณฐพร เป็น 1 ใน14 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฟอกเงินจากการขายที่ดิน ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วงเงิน477 ล้านบาท หลังดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องและส่งให้อัยการพิจารณา แต่จนปัจจุบันคดียังไม่มีความเห็นสั่งฟ้องเพราะอัยการสั่งสอบเพิ่มมาหลายปี สำหรับ คดีดังกล่าว ดีเอสไอ พบเส้นทางการเงินในส่วนของนายศุภชัยมีการโอนแคชเชียร์เช็คให้กับนายณฐพร60ล้านบาทรวมถึงนิติบุคคลต่างๆในเครือข่ายนายศุภชัยอีกจำนวนหลายสิบล้านบาท และนายณฐพร เคยให้สัมภาษณ์ว่าเงินดังกล่าวเป็นค่านายหน้าดำเนินการในการขายที่ดิน (บริษัท อินเตอร์ลาย แอนด์ กฎหมาย) จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อนายณฐพร ซึ่งมีคดีฟอกเงิน ที่ดีเอสไอ ที่ทำหน้าที่สอบสวน และเป็นผู้ฟ้องคดี  มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีสายสัมพันธ์ที่ดีและเกื้อกูลกัน จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นงานพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ 

“หลักกฎหมายเรื่องมือสะอาดเป็นหลักการพื้นฐาน ว่าบุคคลจะเรียกร้องความยุติธรรมจากศาลหรือจะร้องเรียนเรื่องใดบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มือสะอาดเป็นบุคคลที่ไม่มีมลทินมัวหมอง นายณัฐพร ที่อ้างใช้ หน้าที่ ในฐานะคนไทย1ใน65 ล้านคน ใช้สิทธิตามรัฐธรรนูญ ร้องเรียนเรื่องนี้เป็นบุคคลที่มือสะอาด ถูกต้องตามหลักการตรงนี้หรือไม่  และที่ผ่านมาชอบอ้างว่าเป็นอดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ อดีตที่ปรึกษาอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อยากถามว่าทำไมไม่ใช้อดีตผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน ซึ่งไม่ทราบว่าอดีตกับปัจจุบันยังเป็นอยู่หรือไม่ รวมถึงคำถามไปถึง ดีเอสไป คดีความไปถึงไหนแล้ว และยังใช้นายณฐพร เป็นเครื่องมือทางการเมืองครั้งนี้หรือไม่“ นายศุภชัย กล่าว

‘ทวี’ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติด จ.นราธิวาส

'ทวี' ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติด จ.นราธิวาส

‘ทวี’ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติด จ.นราธิวาส

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.42 น.

‘รมว.ยุติธรรม’ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.นราธิวาส ชื่นชม’องค์ การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ’สร้างศูนย์เฝ้าระวังยาเสพติดชุมชน และกลไกแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าโดยประชาชนมีส่วนร่วม

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดนราธิวาส ว่า  พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ที่สถานีตำรวจภูธรจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส จากนั้นเดินทางต่อไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติดพร้อมรับฟังการบรรยายสรุป และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ เป็นการสืบสานองค์ความรู้ท้องถิ่น อัตลักษณ์วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่าของประชาชนในพื้นที่ คำว่า “ดุซงญอ” เป็นมากกว่าชื่อของตำบลหรือหมู่บ้าน หากคือเรื่องราวของผู้คน ความผูกพัน ความรุ่งเรือง และความหวัง นักเขียนท้องถิ่นผู้เป็นบุตรหลานของดุซงญอ อย่างคุณชุมศักดิ์ นรารัตน์วงค์ นักเขียนและสื่อสารมวลชน เคยบรรยายความทรงจำอันจับใจว่า’ดุซงญอ’ในสมัยก่อนเจริญมาก มีโรงหนัง 2 แห่ง มีโรงไฟฟ้าเอง มีประปาหมู่บ้าน โรงแรม โรงเรียนจีน ฯลฯ พ่อเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่มีรถจิ๊ปขับ มีคนขับรถให้เป็นชาวไทยมุสลิม การค้าขายส่วนใหญ่ติดต่อกันระหว่างคนไทยพุทธ มุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน โดยไม่เคยมีปัญหาใดๆเกิดขึ้นด้วยความเอื้ออารี บ้านของเราจะเต็มไปด้วย’ตูปะ’ และของกินในช่วงฮารีรายอจากเพื่อนบ้านมุสลิม ส่วนในตรุษจีน พ่อจะนำขนมเข่งและผลไม้ไปมอบให้พี่น้องมุสลิมฉันญาติมิตร” นี่คือภาพแทนของสังคมที่เคยเติบโตบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเข้าใจ และความหลากหลาย ซึ่งถือเป็น“ทุนทางสังคม” ที่มีค่าที่สุดของพื้นที่ชาย แดนใต้ และเป็นรากฐานของชุมชนที่เข้มแข็ง

รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า เราไม่อาจกล่าวถึงดุซงญอโดยไม่กล่าวถึงเหตุการณ์เดือนเมษายน ปี 2491 บทหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่แสดงออกถึงความเจ็บปวด ความไม่เข้าใจ เพื่อการเรียนรู้และก้าวข้ามด้วยสติและสันติ เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงการลืมอดีต แต่คือการฟังเสียงจากอดีต นำมาออกแบบอนาคตที่เท่าเทียมกว่า เป็นธรรมกว่า และปลอด ภัยสำหรับทุกคน ฉะนั้น“ดุซงญอ” ในวันนี้ จึงไม่ควรเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ของความทรงจำ แต่ควรเป็นเวทีของการพัฒนาคนรุ่นใหม่ด้วย ศาสนา การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะการพัฒนาคน คือหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัย มีทักษะชีวิต มีเวทีสร้างสรรค์ และได้รับการยอมรับในฐานะ“เจ้าของอนาคตของชุมชน” อย่างไรก็ตาม ขณะที่เราร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เราก็ไม่อาจละเลยภัยคุกคามจากยาเสพติดที่กำลังรุกคืบเข้าสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และครอบครัวที่เปราะบาง ล้วนทำให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายค้ายาเสพติดได้ง่ายขึ้น

“ผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยพลังจากชุมชน ศาสนา และครอบครัว อย่างแท้จริง เราต้องส่งเสริมการให้ความรู้ ทักษะชีวิต เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมสร้างศูนย์เฝ้าระวังชุมชน และกลไกแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ และขอแสดงความชื่นชมต่อองค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ ที่ไม่เพียงอนุรักษ์ภูมิปัญญา แต่ยังเป็นเวทีรวมพลังของชุมชนเพื่อรับมือกับปัญหาอย่างรอบด้าน ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางของการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง“ พันตำรวจเอกทวี  กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันพรุ่งนี้(25 พฤษภาคม 2568) พันตำรวจเอกทวี มีกำหนดการเปิดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล Run For Relife ของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการให้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้ก้าวพลาด และสร้างการยอมรับว่าการกลับคืนสู่สังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ณ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จังหวัดนนทบุรี ในเวลา 05.00 น. 

‘ภูมิธรรม’ขอบคุณพลทหาร ที่สมัครใจเข้ามาเป็นทหารใหม่

'ภูมิธรรม'ขอบคุณพลทหาร ที่สมัครใจเข้ามาเป็นทหารใหม่

‘ภูมิธรรม’ขอบคุณพลทหาร ที่สมัครใจเข้ามาเป็นทหารใหม่

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.15 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ซึ่งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลกองร้อยทหารพราน4803 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ บ.ปิเหล็ง ต. มะรือโยออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส  และ  ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลทหารใหม่ ร.151 พัน.3 ณ. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 151  โดย นายภูมิธรรม เวชยชัยได้กล่าวให้กำลังใจกับทหารใหม่ในการฝึก เพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประเทศในยามศึกสงคราม รวมทั้งเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ทั้งนี้ยังได้กล่าวขอบคุณพลทหารที่สมัครใจเข้ามาเป็นทหารใหม่ในครั้งนี้

‘ภูมิธรรม’ลงใต้ ให้กำลังใจ ยันจะดูแลประชาชนทุกศาสนาอย่างดีที่สุด

'ภูมิธรรม'ลงใต้ ให้กำลังใจ ยันจะดูแลประชาชนทุกศาสนาอย่างดีที่สุด

‘ภูมิธรรม’ลงใต้ ให้กำลังใจ ยันจะดูแลประชาชนทุกศาสนาอย่างดีที่สุด

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

“ภูมิธรรม”ลงพื้นที่นราธิวาส ให้กำลังใจ พร้อมให้คำมั่นสัญญา จะคุ้มครองดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น นายภูมิธรรม  เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้กำลังใจประชาชน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยนายภูมิธรรม ได้เดินทางมาเป็นประธานทอดผ้าป่าสามัคคี ที่วัดปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง และได้กล่าวระหว่างการพบปะประชาชนที่จังหวัดนราธิวาสว่า การเดินทางมาในวันนี้ ต้องการมาให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากได้รับทราบถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ได้ติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดเนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญ จำเป็นต้องหาทางแก้ไขโดยเร็ว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานและมีความสลับซับซ้อน แต่ยืนยันว่าจะพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข 

“ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยพื้นฐานของคนไทยที่เป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางความเชื่อทางศาสนา หรือเชื้อชาติก็ตาม  ที่ผ่านมาได้ศึกษาปัญหาเรื่องความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาระยะหนึ่ง และพบว่ามุมมองต่อเรื่องนี้ที่แตกต่างกัน แต่ก็ขอให้คำมั่นว่า จะคุ้มครองดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม”

หลังจากนั้น นายภูมิธรรม ได้เดินทางพบปะและให้กำลังใจกับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และ ประชาชน ที่มัสยิดราชพัฒนา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ต่ออีกด้วย 

‘ภูมิธรรม’ชี้ไม่มีปัญหา หลัง ปชน.เตรียมขุนพลชำแหละร่างพ.ร.บ.งบฯ 69 ขอวิจารณ์สร้างสรรค์​

'ภูมิธรรม'ชี้ไม่มีปัญหา หลัง ปชน.เตรียมขุนพลชำแหละร่างพ.ร.บ.งบฯ 69 ขอวิจารณ์สร้างสรรค์​

‘ภูมิธรรม’ชี้ไม่มีปัญหา หลัง ปชน.เตรียมขุนพลชำแหละร่างพ.ร.บ.งบฯ 69 ขอวิจารณ์สร้างสรรค์​

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

 “ภูมิธรรม” ไม่มีปัญหา พรรคประชาชน​ เตรียมขุนพลชำแหละร่างพ.ร.บ.งบฯ 69 ขอวิจารณ์สร้างสรรค์​  ซัด อย่าให้เป็นการแสดง บอก “กลาโหม” เริ่มปรับตัวแล้ว จัดงบฯสอดคล้องสถานการณ์โลก-ภัยพิบัติ 

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความพร้อมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หลังพรรคประชาชนประกาศเตรียม 50 ขุนพลร่วมอภิปราย และจะช่วยหาเงินผ่านการตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็น ว่าไม่มีปัญหา จะเตรียม 50 คน หรือ100 คนก็เตรียมไป เพราะเป็นหน้าที่ที่เขาต้องตรวจสอบอยู่แล้ว เพียงแต่อยากให้ตรวจสอบอย่างมีเหตุผล และหากมีปัญหาอะไรที่ยังไม่สมบูรณ์ก็วิจารณ์มา หรือถ้ามีข้อเสนออะไรก็เสนอมา รัฐบาลก็จะรวบรวมไปดูว่าจะแก้ไข ปรับปรุงอย่างไร ข้อเสนอที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและมองการแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลรับฟังอยู่แล้ว อะไรที่เป็นการวิจารณ์แบบใช้อารมณ์ ความรู้สึก หรือเป็นการวิจารณ์ทั่วไป ก็รับมาอย่างพึงสังวรณ์ เป็นอุทาหรณ์ ว่ามีเรื่องที่คนเห็นต่าง แม้ว่าจะใช้อารมณ์วิจารณ์หลายเรื่องก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร 

นายภูมิธรรม​ ยังอยากให้วิจารณ์กันอย่างตั้งใจเต็มที่ ไม่อยากให้ต้องแสดง ไม่อยากให้เป็นการแสดง รู้ว่าเป็นฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ค้าน ไม่ว่าอยู่แล้ว รัฐบาลก็ไม่มีอะไรต้องพร้อม เพราะเกิดจากกระบวนการที่ได้ให้รัฐมนตรีประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในแต่ละกระทรวงตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงลงไป และได้มีการทำแผนจากประสบการณ์จริง เรานำเสนอเพื่อให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าออกนอกกติกาก็แล้วกัน

เมื่อถามว่า กระทรวงกลาโหมเป็นเป้าในการถูกตัดงบประมาณ​ จนกระทบปฏิทินการซื้ออาวุธทดแทนมาโดยตลอดนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมจัดงบประมาณแบบเดิม ซึ่งต่างฝ่าย ต่างมอง แต่ขณะนี้เราเข้าใจกันในระดับ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ระดับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงว่าในการจัดวางต้องคุยกันทั้งหมด ว่ายุทธศาสตร์แต่ละช่วงเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลง มีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้น คงต้องมาปรับอีกที แต่การปรับทีเดียวคงไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ คงต้องพูดคุยทำความเข้าใจกัน ตอนนี้ตนและพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้คุยกับเหล่าทัพถึงความจำเป็นในการรับมือภัยพิบัติ รวมถึงความท้าทายใหม่ๆ ภัยธรรมชาติ หรือความขัดแย้งในโลก หรือความเกี่ยวพันทางการค้า ซึ่งขณะนี้ความมั่นคงไม่ได้อยู่ในมิติเดิม ทุกคนก็เข้าใจ 

ดังนั้นการปรับก็จะมีมากขึ้น และให้มีเวลาในการนำเสนองบประมาณล่วงหน้า ไม่ใช่นำเสนอช่วงท้าย เพราะบางครั้งก็ไม่สอดรับกัน ถ้าเสนอล่วงหน้าอาจจะทำให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งตนคิดว่ากระทรวงกลาโหมอยู่ระหว่างการปรับกระบวนการต่างๆ ให้รับใช้ประชาชนมากขึ้น และทำหน้าที่ปกป้องประเทศให้ดีที่สุด เช่น เรื่องภัยธรรมชาติ ขณะนี้ก็กลายเป็นภาระที่กลาโหมต้องรับผิดชอบ เพราะมีความพร้อม มีระเบียบวินัยเพียงพอในการเข้าไปแก้ไขปัญหา จะเห็นได้ว่าเวลาเกิดภัยพิบัติกองทัพก็จะเข้าไปทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

‘รองนายกฯประเสริฐ’ ขับเคลื่อนนโยบาย ‘learn to Earn’ ชูอุบลฯต้นแบบ

'รองนายกฯประเสริฐ' ขับเคลื่อนนโยบาย 'learn to Earn' ชูอุบลฯต้นแบบ

‘รองนายกฯประเสริฐ’ ขับเคลื่อนนโยบาย ‘learn to Earn’ ชูอุบลฯต้นแบบ

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.


‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ ลงพื้นที่อุบลราชธานี ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘Learn to Earn’ ช่วยเด็กนอกระบบกลับสู่การเรียนรู้ ชู ‘อุบลราชธานี’ ต้นแบบ ความร่วมมือสร้างการศึกษายืดหยุ่น เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา

       วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระดับชาติ ลงพื้นที่โรงเรียนวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน ‘Thailand Zero Dropout’ และผลักดันนโยบาย ‘Learn to Earn’ ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา กลับเข้าสู่การเรียนรู้ ควบคู่การฝึกอาชีพ มีรายได้ และได้รับวุฒิการศึกษา โดยมีภาคีจากทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนและออกแบบความร่วมมือ อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด สภาหอการค้า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สภาการศึกษาจังหวัด องค์กรพัฒนาเอกชน สภาเด็กและเยาวชน สส.อุบลราชธานี และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เข้าร่วมประชุม 

นายประเสริฐ กล่าวว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีเด็กและเยาวชนช่วงอายุ 3–18 ปีที่อยู่นอกระบบการศึกษา จำนวน 19,378 คน ขณะนี้สามารถติดตามตัวได้แล้วเกือบทั้งหมด โดยรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งเด็กกลุ่มใดไว้ข้างหลัง ซึ่งการจะช่วยลูกหลานชาวอุบลราชธานีให้กลับมาเรียนรู้ได้ ต้องมีการศึกษาที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงกับอาชีพและการพัฒนาตนเอง เราจึงผลักดันแนวคิด ‘Learn to Earn’ เพื่อให้เด็กมีอนาคต เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา และเติบโตเป็นพลังของจังหวัดต่อไป

นายประเสริฐ กล่าวว่า นโยบายสำคัญที่เน้นย้ำต่อเนื่อง คือ การสร้างระบบการทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ โดยปัจจุบัน ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงอุบลราชธานี ได้แต่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานครบถ้วนแล้ว เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือของภาคีทุกภาคส่วน ให้สามารถยื่นมือไปถึงเด็กทุกคนที่ขาดโอกาส และได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม ตรงกับโจทย์ชีวิตของแต่ละคน ทั้งนี้รัฐบาลกำหนด 4 มาตรการหลัก ตามมติคณะรัฐมนตรี (28 พฤษภาคม 2567) เพื่อเป็นกรอบการขับเคลื่อนงาน ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน , 2) การบูรณาการการช่วยเหลือรายกรณี โดยใช้พื้นที่เป็นฐาน , 3) การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตามโจทย์ชีวิตของเด็กแต่ละคน , 4) การเรียนรู้ควบคู่กับการมีรายได้ (Learn to Earn) 

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังพัฒนา แพลตฟอร์มกลาง ‘Learn to Earn’ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการศึกษา การฝึกอบรม และการจับคู่งาน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กระทรวงดิจิทัลฯ โดยศูนย์ดิจิทัลชุมชน ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงศึกษาธิการ กสศ. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง และเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

“ผมขอให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลเด็กและเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบ เพราะเราทุกคนเป็นเจ้าของเรื่องนี้ร่วมกัน ขอให้การพบกันในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในจังหวัดอุบลราชธานี ภารกิจของเราไม่ใช่แค่ตามหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา แต่คือการร่วมกันสร้างเส้นทางใหม่ที่ให้ทุกคนกลับเข้าสู่การเรียนรู้ และมีเป้าหมายชีวิตที่มั่นคง สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” รองนายกฯ และ รมว.ดีอี กล่าว 

ทั้งนี้ นายประเสริฐ ยังได้มอบวุฒิการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนนอกระบบที่สำเร็จการศึกษา ตามมาตรา 12 จากศูนย์การเรียนในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้จริง โดยจังหวัดอุบลราชธานีถือเป็น พื้นที่ต้นแบบ ที่มีความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ในการออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน ผ่านโมเดลหลากหลายรูปแบบ เช่น ‘โรงเรียนน้อย’ หรือ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ โดยโรงเรียนวารินชำราบ , ห้องเรียนสร้างโอกาสสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม โดยศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, ‘ห้องเรียนหมอลำ’ โดยมูลนิธิปัญญากัลป์ ที่ใช้ศิลปวัฒนธรรมสร้างการเรียนรู้และ Soft Power, ห้องเรียนห้องสมุดบ้านหนังสือช่องเม็ก ที่เปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน เข้าถึงสื่อคุณภาพ, การใช้กีฬาฟุตบอลเป็นตัวเชื่อมให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยแบบเพื่อนช่วยเพื่อน โดยสภาเด็กและเยาวชนตำบลเก่าขาม และ CYC&The Gang

โดย นายประเสริฐ กล่าวถึงศักยภาพของจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่โดดเด่น เช่น ผาแต้ม แม่น้ำโขง ชี มูล ความเป็นศูนย์กลางทางศาสนา รวมถึงการเป็นสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย–ลาว–กัมพูชา ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับแนวทาง Learn to Earn ในการพัฒนาอาชีพด้านสุขภาพ การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว จึงอยากเชิญชวน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และ YEC ให้พิจารณาร่วมกันออกแบบทิศทางของการจัดการศึกษา เรียนรู้ โดยเฉพาะภาคเอกชนจังหวัดอุบลราชธานีที่มีความเข้มแข็ง สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์บนทุนของจังหวัดได้อย่างแท้จริงในที่สุด 
 

เปรียบเทียบชัดๆ ‘ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว vs อภิสิทธิ์ ประกันรายได้’

เปรียบเทียบชัดๆ 'ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว vs อภิสิทธิ์ ประกันรายได้'

เปรียบเทียบชัดๆ ‘ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว vs อภิสิทธิ์ ประกันรายได้’

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว vs. อภิสิทธิ์ ประกันรายได้

จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผมเห็นมีการตั้งคำถามเปรียบเทียบนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์กับนโยบายประกันรายได้ของคุณอภิสิทธิ์ ผมเลยขอลงข้อสรุปความต่างสองนโยบายนี้เพื่อคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทราบ หรือคนรุ่นเก่าที่อาจจะลืม ส่วนใครที่ไม่อยากรับรู้  ขอให้ข้ามโพสต์นี้ไปเลยครับ

**นโยบายประกันรายได้เกษตรกร** ของ **อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ** (รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์, 2551–2554) เป็นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่แตกต่างจาก **นโยบายจำนำข้าว** ของยิ่งลักษณ์ โดยเน้นการอุดหนุนเงินตรงให้ชาวนาแทนการแทรกแซงราคาตลาด  
**รายละเอียดนโยบายประกันรายได้ของอภิสิทธิ์**  

1. **แนวคิดหลัก**  
   – ไม่รับซื้อผลผลิตโดยตรง แต่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างเมื่อราคาตลาดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  
   – ครอบคลุมพืชหลายชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน  
   – เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและผ่านระบบตรวจสอบ  

2. **ข้อดีของนโยบาย**  
   – **ลดภาระการเก็บสต็อก** – รัฐไม่ต้องกักตุนสินค้าเหมือนโครงการจำนำข้าว  
   – **ลดการทุจริต** – ระบบโอนเงินตรงถึงเกษตรกรผ่านบัญชีธนาคาร ทำให้ตรวจสอบได้ง่าย  
   – **ไม่บิดเบือนกลไกตลาด** – ราคาขายยังเป็นไปตามอุปสงค์-อุปทาน  

3. **ข้อจำกัด**  
   – **เกษตรกรบางส่วนไม่ได้รับประโยชน์** – เฉพาะผู้ที่ขึ้นทะเบียนและมีเอกสารถูกต้อง  
   – **งบประมาณสูงแต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม** – เป็นการช่วยเหลือระยะสั้น ไม่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต  

**เปรียบเทียบกับนโยบายจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์**  
1. รูปแบบช่วยเหลือ: (อภิสิทธิ์) จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคา         (ยิ่งลักษณ์) รัฐรับซื้อข้าวในราคาแพง           
2. ผลกระทบการคลัง: (อภิสิทธิ์) ใช้งบประมาณแต่ควบคุมได้        (ยิ่งลักษณ์) ขาดทุนมหาศาลจากสต็อกและทุจริต    
3. ผลต่อตลาด: (อภิสิทธิ์) ไม่บิดเบือนกลไกราคา              (ยิ่งลักษณ์) กดราคาตลาดโลก ทำไทยเสียส่วนแบ่ง   
4. การทุจริต: (อภิสิทธิ์) มีน้อยกว่าเนื่องจากโอนเงินตรง      (ยิ่งลักษณ์) มีการโกงจำนวนมาก                 

 **บทสรุป**  
นโยบายประกันรายได้ของอภิสิทธิ์ถูกออกแบบมาเพื่อแก้จุดอ่อนของระบบประกันราคาแบบเดิม โดยลดความเสี่ยงการทุจริตและไม่สร้างภาระการเก็บสต็อกสินค้าให้รัฐ อย่างไรก็ตาม มันยังเป็นเพียง**มาตรการบรรเทาปัญหา**มากกว่าการปฏิรูปเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน  

หลังรัฐประหาร 2557 รัฐบาลคสช. นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ต่อในรูปแบบ “ประกันรายได้เกษตรกร” แทนโครงการจำนำข้าว ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า  

อ่านเสร็จแล้วน่าจะมีบางคนไม่พอใจ ขอบอกว่า ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้เขียนเองแม้แต่คำเดียว ผมเพียงกดตั้งประเด็นกับ Deep Seek ว่า  “ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว อภิสิทธิ์ ประกันรายได้” หากไม่ถูกใจในประเด็นไหนขอให้ไปเถียงกับ AI เอง

พาแบงก์รัฐช่วยราษฎร์!’เผ่าภูมิ’เดินหน้าอุ้มSMEขอนแก่น ขนทัพ EXIM-SME Bank-บสย. มอบ20มาตรการการเงิน

พาแบงก์รัฐช่วยราษฎร์!'เผ่าภูมิ'เดินหน้าอุ้มSMEขอนแก่น ขนทัพ EXIM-SME Bank-บสย. มอบ20มาตรการการเงิน

พาแบงก์รัฐช่วยราษฎร์!’เผ่าภูมิ’เดินหน้าอุ้มSMEขอนแก่น ขนทัพ EXIM-SME Bank-บสย. มอบ20มาตรการการเงิน

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

‘เผ่าภูมิ‘ ลุยขอนแก่น ’พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์’ จูง ธ. EXIM SME บสย. เข้าช่วยเหลือประชาชนกว่า 20 มาตรการ

24 พ.ค.2568 ดร. เผ่าภูมิ  โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังต้องการเห็นการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้าหาประชาชนให้มากขึ้น เราไม่อยากเห็นภาพการทำงานแบบตั้งรับ รอประชาชนเข้ามาหา เข้ามาปรึกษา เข้ามาขอสินเชื่อ ในฐานะของสถาบันการเงินรัฐต้องเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาประชาชน วิ่งเข้าช่วยประชาชน

วันนี้ตนจึงพาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.หรือ EXIM) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME-D Bank) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาช่วยประชาชน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภายใต้งาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินต่าง ๆ ของทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 3 แห่ง

การจัดงานในครั้งนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 3 แห่ง ได้มีการนำเสนอทั้งมาตรการด้านการเงิน กว่า 20 โครงการ ตามนโยบายรัฐบาลที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เข้าถึงง่าย ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ว่าจะเป็นด้านสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและด้านการค้ำประกันสินเชื่อที่เอื้อให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้สะดวกขึ้น เช่น

– โครงการสินเชื่อของ ธสน. สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจส่งออกและนำเข้าที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม เช่น โครงการสินเชื่อ EXIM First Step Export Financing โครงการสินเชื่อ One SMEs โครงการสินเชื่อ EXIM Green Start โครงการสินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon Financing โครงการสินเชื่อ Green X Transformation เป็นต้น

-โครงการสินเชื่อของ ธพว. เช่น โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจสีเขียว (Green Economy) โครงการสินเชื่อปลุกพลัง SME สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย และโครงการสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไป เป็นต้น

– โครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. เช่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS11 โครงการกระบะพี่ มีคลังค้ำ

– โครงการ บสย. พร้อมช่วย ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของ บสย. เป็นต้น

นอกจากนี้ ในงานมีการจัดบูธให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร พร้อมทั้งจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาทางการเงินตามกลุ่มเป้าหมายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็น EXIM Export Clinic ตรวจสุขภาพธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์ของธนาคาร และให้คำปรึกษาด้านการส่งออกของ ธสน. การให้คำปรึกษาและแนะนำเข้าถึงแหล่งทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ของ ธพว. รวมถึงการให้คำปรึกษา SMEs แบบเจาะลึก โดยผู้เชี่ยวชาญจาก บสย. F.A. Center

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยในการจัดงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ในวันนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ในจังหวัดขอนแก่นและในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้าถึงมาตรการด้านการเงินตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินของทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ เราไม่หยุดแค่นี้ จังหวัดต่อไป…อุบลราชธานี ครับ” ดร.เผ่าภูมิ กล่าว

‘นายกฯ’สั่งตรงจากโมนาโกหลังน้ำท่วมแม่สายมอบ’อนุทิน’ช่วยเหลือด่วน

'นายกฯ'สั่งตรงจากโมนาโกหลังน้ำท่วมแม่สายมอบ'อนุทิน'ช่วยเหลือด่วน

‘นายกฯ’สั่งตรงจากโมนาโกหลังน้ำท่วมแม่สายมอบ’อนุทิน’ช่วยเหลือด่วน

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

‘นายกฯ ‘สั่งตรงจากโมนาโก หลังน้ำท่วมแม่สาย มอบ’อนุทิน’ ช่วยเหลือด่วน พร้อมให้ สธ.ลุยแก้สารปนเปื้อนใน’แม่น้ำกก-แม่สาย’ ลดกังวล และตรวจสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

24 พ.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมแม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นน้ำที่ทะลักจากเมียนมา ลงสู่แม่สายบริเวณใกล้วัดพรหมวิหารอย่างใกล้ชิด แม้ยังอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่างประเทศในการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร และราชรัฐโมนาโก ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานนายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธานคณะกรรมการบรรเทาสาธารณภัย ว่าได้สั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีโดยด่วน และให้กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจ ลดความกลัวในเรื่องน้ำที่มีสารปนเปื้อน และให้ตรวจเช็คสุขภาพ ร่างกายพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป 

ขณะที่นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย กล่าวว่ามวลน้ำที่มีมากทำให้ล้นบิ๊กแบ็คขึ้นมา ส่งผลให้เข้าท่วมพื้นที่ดังกล่าว  นอกจากนี้ ช่วงน้ำท่วมยังมีวัชพืชและขอนไม้ไหลมาติดสะพานอีก ทำให้ต้องเร่งนำเอาวัชพืชและขอนไม้ออกเพื่อให้น้ำไหลระบายได้สะดวก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ระดมบิ๊กแบ็คเพิ่มเติมเพื่อนำไปป้องกันบริเวณริมฝั่งชุมชนเกาะทรายและไม้ลุงขนต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังน้ำลดจะมีการลงพื้นที่ เพื่อเร่งเจรจากับชาวบ้านที่ยังคงเหลืออาศัยอยู่ริมฝั่งอีก 8-9 ราย ให้ย้ายออกและทำการรื้อถอน เพื่อจะได้สร้างแนวพนังกั้นน้ำ รวมทั้งยังจะทำให้แม่น้ำมีความกว้างมากขึ้น

ส่วนกรณีมีการตรวจพบน้ำว่ามีสารปนเปื้อนนั้น ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบแล้ว หากพบว่ามีอาการแผลตุ่มให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ รวมถึงแนะนำให้ประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่มากนัก ให้ไปพักอาศัยอยู่ตามสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้เป็นการชั่วคราว ซึ่งทางเทศบาล ต.แม่สาย ได้จัดสถานที่เอาไว้ที่วัดพรหมวิหาร หอประชุม อ.แม่สาย และภายในสำนักงานเทศบาลแม่สาย จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติการตามข้อสั่งการของนายกฯ โดยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประสานกับหน่วยทหาร และสาธารณสุข ร่วมกับทางมหาดไทยเร่งแก้ไขโดยด่วน รวมทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้กำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงการเกิดอุทกภัย ต้องเตรียมความพร้อมรับมือให้ทันกับสถานการณ์ และให้ประสานกับผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน และหากต้องประกาศพื้นที่ภัยพิบัติให้ทำทันที ส่วนเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย และแม่น้ำกกนั้น ให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ“ นายจิรายุ กล่าว