ขึ้นทางด่วนฟรี! รัฐบาลอำนวยความสะดวกหยุดยาว ‘วันแม่’ 9-12 ส.ค.นี้

ขึ้นทางด่วนฟรี! รัฐบาลอำนวยความสะดวกหยุดยาว 'วันแม่' 9-12 ส.ค.นี้

ขึ้นทางด่วนฟรี! รัฐบาลอำนวยความสะดวกหยุดยาว ‘วันแม่’ 9-12 ส.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.14 น.

รัฐบาล อำนวยความสะดวกเดินทางหยุดยาว 4 วันนี้ 9-12สค.ขึ้นทางด่วนฟรีช่วงวันแม่แห่งชาติ 3 สายทาง รวม 63 ด่าน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง

8 ส.ค. 68 เวลา 09.00 น. ทางนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลประกาศให้วันจันทร์  ที่ 11 สิงหาคม 2568 เป็นวันหยุดพิเศษ ทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องกันรวม 4 วัน (9-12 สิงหาคม 2568) เพื่อให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์สถานการณ์ “คนไทย” เดินทาง “ท่องเที่ยวภายในประเทศ” วันหยุดยาวช่วงวันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2568 จะสร้างรายได้สะพัดทั่วประเทศ 13,750 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวคนไทยเที่ยวเมืองไทยตลอด 3 วัน ไม่ต่ำกว่า 3.16 ล้านคน  กระจายการเดินทางแต่ละภูมิภาค ในจังหวัดยอดนิยมทั้งเมืองหลัก

นายอนุกูล กล่าวว่า วันอังคารที่ ???????? สิงหาคม ???????????????? เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ออกประกาศแจ้งยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษ (ขึ้นทางด่วนฟรี) รวม 3 สายทาง ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ของวันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม 2568 ดังนี้

1. ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จำนวน 21 ด่าน

2. ทางพิเศษศรีรัช จำนวน 32 ด่าน

3. ทางพิเศษอุดรรัถยา จำนวน 10 ด่าน

ย้อนเกล็ด‘ฮุน เซน’ต่างหากควรอยู่ในถังส้วม ปริญญากิตติมศักดิ์ไม่เหมาะกับคนสติไม่สมบูรณ์

ย้อนเกล็ด‘ฮุน เซน’ต่างหากควรอยู่ในถังส้วม ปริญญากิตติมศักดิ์ไม่เหมาะกับคนสติไม่สมบูรณ์

ย้อนเกล็ด‘ฮุน เซน’ต่างหากควรอยู่ในถังส้วม ปริญญากิตติมศักดิ์ไม่เหมาะกับคนสติไม่สมบูรณ์

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.46 น.

‘ราเมศ’ป้อง‘รามคำแหง’ ย้อน‘ฮุน เซน’ควรอยู่ในถังส้วมมากกว่า ชี้ปริญญากิตติมศักดิ์ไม่เหมาะกับคนสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์  จี้‘โฆษกรัฐบาล’ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทย

9 สิงหาคม 2568 นายราเมศ รัตนะเชวง อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการนายชวน หลีกภัยอดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความด้อยค่าพาดพิงมหาวิทยาลัยรามคำแหงว่า ตนในฐานะศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอประนามการพูดจาด้อยค่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงของนายฮุนเซน และการกระทำของนายฮุนเซนทำให้เห็นชัดว่าพฤติกรรมและแนวคิดของนายฮุนเซนสมควรแล้วที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเพิกถอน ปริญญาบัตร (กิตติมศักดิ์) เพราะสิ่งที่มีค่าไม่ควรมอบให้กับคนที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์

นายราเมศ กล่าวว่า การด้อยค่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งวุฒิภาวะ นายฮุนเซนคงไม่ทราบว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมากมายไปรับใช้ประเทศชาติ ทั้งทำงานรับราชการอยู่ในทุกกระทรวง ทุกกรม เป็นตำรวจ พนักงานอัยการ ผู้พิพากษา ทนายความ เป็นนักการเมือง เป็น สส. เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงทำงานอยู่ในภาคเอกชนในทุกแห่งหนของประเทศ เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการศึกษา ด้วยค่าเทอมที่ถูก ลูกชาวบ้านก็มีโอกาสเข้าศึกษา มีคุณภาพทางด้านวิชาการ คนที่จะจบรามคำแหงต้องใช้ความพยายามในการศึกษาเพราะต้องวางแผนการเรียนการสอบด้วยตนเอง

“การด้อยค่าของนายฮุนเซนจึงกระทบต่อความรู้สึกของคนในประเทศ และเชื่อว่าหลายคนคิดตรงกันว่า สิ่งที่จะไปอยู่ในถังส้วมควรจะเป็นนายฮุนเซนมากกว่า” นายราเมศ กล่าว

นายราเมศ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยขณะนี้เหมือนไม่มีรัฐบาล เพราะไม่มีปากมีเสียงที่จะออกมาชี้แจงความจริงต่อกรกับนายฮุนเซนและคนในฝั่งกัมพูชาให้เกิดความชัดเจนหนักแน่นเลย การสื่อสารต่อสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศสอบตกสิ้นเชิง โฆษกรัฐบาลควรออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศไทยในทุกเรื่องที่ถูกกล่าวหา ออกมาในนามรัฐบาลแต่เหมือนเกรงใจกันเราเป็นโจทก์อย่าทำให้เราต้องตกเป็นจำเลย ถ้ายังเป็นเช่นนี้รัฐบาลก็ควรลาออกไปให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน

ทุบเปรี้ยง! ‘จตุพร’เชื่อเขมรพลิ้วหนีข้อตกลง GBC ส่อทำไทยเสียหายซ้ำซาก

ทุบเปรี้ยง! ‘จตุพร’เชื่อเขมรพลิ้วหนีข้อตกลง GBC ส่อทำไทยเสียหายซ้ำซาก

ทุบเปรี้ยง! ‘จตุพร’เชื่อเขมรพลิ้วหนีข้อตกลง GBC ส่อทำไทยเสียหายซ้ำซาก

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.31 น.

‘จตุพร’เชื่อ‘กัมพูชา’พลิ้วหนีข้อตกลง‘จีบีซี’ คาดคำสัญญาไร้ความหมาย ส่อทำไทยเสียหายซ้ำซาก วอนประชาชนกลับบ้านถ้าใช้ชีวิตประมาทอาจสุ่มเสี่ยงภัย ย้ำ‘อุ๊งอิ๊งค์’ยังเป็นนายกฯ คนไทยรับไม่ไหว กระตุ้นอารมณ์สุดทน ออกมาลงถนนมากมาย

9 สิงหาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 โดยคาดว่าการเจรจา จีบีซี (GBC) ระดับรัฐมนตรีกลาโหมระหว่างไทย-กัมพูชาจะสร้างความเสียหายให้ไทยอีก คาดกัมพูชาละเมิดข้อตกลงตามเดิม

“ถ้าคำสัญญาไม่รักษาไว้แล้วย่อมไม่มีความหมายใดๆ และการละเมิด ซึ่งเกิดความเสียหายมีมาตั้งแต่นายภูมิธรรม เวชยชัย (รักษาการนายกฯ และ รมว.มหาดไทย) ประชุมหยุดยิงไม่มีเงื่อนไขกับฮุน มาแนต นายกฯ กัมพูชาเมื่อ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ประเทศมาเลเซีย แล้ว”

นายจตุพร กล่าวว่า การทำสงครามในโลกนั้น หากยังไม่รู้แพ้-ชนะกันแล้ว ในทางปฏิบัติจะเจรจายุติกันได้ยาก เพราะสงครามมีบาดแผลที่นักการเมืองคิดกันง่ายๆ ไม่เข้าใจความรู้สึก กระทั่งสั่งให้ยุติการรบที่ยุทธภูมิปราสาทตาควาย ดังนั้น ใน 11 สมรภูมิไทยชนะศึก 10 แห่ง แต่มาเสียทีกัมพูชา 1 แห่ง คือ สมรภูมิปราสาทตาควาย ซึ่งยึดไม่ได้เบ็ดเสร็จ

“การเจรจาระดับนายกฯ ไทย-กัมพูชา เมื่อ 28 ก.ค. นั้น ยังไม่ได้รับการปฏิบัติ แล้วข้อตกลงประชุม จีบีซี ระดับ รมว.กลาโหม จะได้รับการปฏิบัติเหรอ สิ่งสำคัญรัฐบาลไทยยินดีกับความสำเร็จในการเจรจา ยิ่งทำให้ทหารแนวหน้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลำบากมากขึ้น”

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งสำคัญ หากประชาชนออกจากศูนย์พักพิงกลับเข้าพื้นที่บ้านตัวเองแล้ว คงไม่แตกต่างจากเป็นตัวประกันเข้าไปอีก เพราะที่ผ่านมาการสู้รบกัน กัมพูชาไม่เลือกโจมตีเฉพาะพื้นที่ทหารเท่านั้น แต่ยิงใส่โรงเรียน ปั้มน้ำมัน บ้านเรือนประชาชน  ดังนั้น จึงขอประชาชนอย่าประมาทกลับบ้านไปรับความเสี่ยงจากการสู้รบ

นายจตุพร เชื่อว่า สถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่จบกันง่ายๆ ขอนักการเมืองและรัฐบาลอย่ามองแบบโลกสวย ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง อีกอย่างต้องไม่ลืมว่า แหล่งพลังงานและฐานทัพทหารคือหัวใจของมหาอำนาจ ดังนั้น สงครามระหว่างประเทศย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

สำหรับไทย-กัมพูชา ปัญหาการปักปันเขตแดนทั้งทางบกและทะเลยังไม่เป็นที่ยอมรับทั้งสองประเทศ แล้วยังมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เป็นผลประโยชน์พลังงาน ถ้าแก้ปัญหาด้วยการเจรจา MOU 43 และ MOU 44 ตกลงกันไม่ได้ ย่อมสุ่มเสี่ยงเกิดการสู้รบตามมาอีก ดังนั้น จึงเป็นสถานการณ์ที่ประมาทกันไม่ได้เลย

ส่วนนายภูมิธรรม จะฟ้องสมเด็จฮุน เซน ด้วยกฎหมายไทยนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เลอะเทอะที่สุด ถ้าคิดกลับกัน กัมพูชาก็สามารถฟ้องไทยตามกฎหมายกัมพูชาได้เช่นกัน จึงเป็นการแก้ปัญหาแบบเสียเวลา และกระทำไปเพื่ออะไรก็ยังไม่ได้อะไรเลย ซึ่งคำพูดเช่นนี้ไม่เป็นคุณกับไทยเลย เพราะดีไม่ดีแล้ว ถ้าฟ้องกันไปมายังจะถูกลากไปถึงคดีใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อีกด้วย ดังนั้น สถานการณ์ของไทยต้องคิดมากกว่าภาวะปกติ เพราะรัฐบาลรอวันไป และยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นแนวทางประชาธิปไตย ถ้ายังเป็นไปตามโครงสร้าง และกลไกการเมืองแบบเดิมแล้ว คงแก้ไขอะไรไม่ได้อีกตามเดิม

อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคเพื่อไทยดันนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ คนที่สาม ขึ้นเป็นนายกฯ แล้ว ปัญหาคงเป็นแบบเดิมเช่นกัน เพราะไม่สามารถเจรจากับกัมพูชาได้ ดังนั้น ไทยต้องออกจากกลไกที่เป็นเผด็จการปลอม และประชาธิปไตยปลอมๆ ซ้ำร้ายยังใช้ทุนการเมืองเดียวกัน จนทำให้บ้านเมืองแก้ไขอะไรไม่ได้

นายจตุพร กล่าวว่า เราเห็นแล้วว่าไทย-กัมพูชาเจรจากันมา 3 ครั้ง กัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเลย หากสถานการณ์เรียบร้อยกันจริงแล้ว ไทยจะตั้งคุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ขึ้นมาเป็นโฆษกจิตอาสาเพื่อปะทะกับโฆษกกองทัพกัมพูชาทำไม สิ่งสำคัญ กองทัพภาค 2 ยืนยันว่า กัมพูชายังเพิ่มกำลังพลชายแดน ซึ่งแสดงถึงคำสัญญาไม่เคยมีอยู่จริงกับกัมพูชา จึงกังวลและไม่ประสงค์ให้ประชาชนกลับไปสุ่มเสี่ยงชีวิตในพื้นที่ของตัวเองอีก

“ดังนั้น ขอให้เอาความชัวร์เป็นที่ตั้ง และเรียนไปยังพี่ น้อง ให้อดทน รักษาชีวิตกันเอาไว้ เพราะถ้ากลับไปบ้านแล้ว จะเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 ในขณะนี้”

นายจตุพร กล่าวถึงการยกเลิก MOU 43 ว่า ความคิดของผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศไทย มีความเห็นไม่ควรยกเลิก ซึ่งเป็นความเห็นแตกต่างจากตน เพราะตนเห็นว่า เมื่อข้อตกลงใดมีการละเมิดและไม่มีสภาพบังคับ ถ้ายังถือไว้ไทยยิ่งเสียเปรียบ

“ดังนั้น หากรัฐบาลยังไม่มีความเห็นใหม่แล้ว ควรเงียบปากกันเอาไว้บ้าง ขออย่าคิดมักง่าย เอาแต่ความสะดวก ถ้าประชาชนหลงเชื่อจะใช้ชีวิตด้วยความประมาท และไทยยังเสียประโยชน์อีก เมื่อบอกว่า กรอบข้อตกลงถูกละเมิดมากว่า 600 ครั้ง แล้วไทยยังจะมารักษากรอบไว้ทำไม การที่เขาละเมิดเพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับกรอบนี้ จึงออกนอกกรอบตลอดเวลา ปัญหาคือ ไทยยังสบายดีหรือเปล่า”

นายจตุพร กล่าวถึงคดีถอดถอนนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร ที่อยู่ระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า การจะลาออกจากนายกฯ ได้ส่ออาการมาแล้ว ดังนั้น ควรตัดสินก่อนทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อยังอยู่ในไทย เพราะศาลฎีกานักการเมืองจะตัดสินคดีชั้น 14 ในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นสิ่งชี้วัดการตัดสินใจนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ อย่างไรก็ตาม คงรอให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดวันวินิจฉัยคดีนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ ก่อน จึงจะประเมินสถานการณ์กันได้ว่า นายกฯ จะตัดสินใจเช่นไร แต่ที่ชัดเจนคือ นายกฯ ไม่ใช่คนป๊อบปูลาร์ หรือเป็นคนที่ไทยขาดไม่ได้

“สิ่งสำคัญ นายกฯ ยิ่งเป็นคนที่สังคมรับไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้ายังรอดคดีและอยู่เป็นนายกฯ ต่ออีก อารมณ์สะสมของคนจะลงถนนกันมากมาย ส่วนการลาออกจากนายกฯ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน หรือไม่รอดคดีแล้ว ถ้าการเมืองยังเป็นแบบเดิมๆ อีก สถานการณ์คงเต็มไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น” นายจตุพร กล่าว 

‘เขมร’เล่นใหญ่! สั่งขึ้นป้ายบิลบอร์ด LED ขอบคุณ ‘ทรัมป์’ ทั่วกรุงพนมเปญ

'เขมร'เล่นใหญ่! สั่งขึ้นป้ายบิลบอร์ด LED ขอบคุณ 'ทรัมป์' ทั่วกรุงพนมเปญ

‘เขมร’เล่นใหญ่! สั่งขึ้นป้ายบิลบอร์ด LED ขอบคุณ ‘ทรัมป์’ ทั่วกรุงพนมเปญ

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.13 น.

เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force เผย Hun Manet นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งขึ้นป้ายบิลบอร์ด LED ขอบคุณทรัมป์ทั่วกรุงพนมเปญ!
นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีของกัมพูชาผู้นี้ ยังสั่งให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องของกัมพูชา ร่วมออกอากาศถ่ายทอดสด เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติเชิงสารคดีของ ปธน.ทรัมป์ โดยขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่เข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติเหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา และยังนำเสนอเรื่องฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเสนอชื่อ ปธน.ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพอีกด้วย

.-008

‘มาริษ’เผยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล-ศึกษาเคสตัวอย่าง ฟ้องกัมพูชาต่อองค์กรระหว่างประเทศ

‘มาริษ’เผยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล-ศึกษาเคสตัวอย่าง ฟ้องกัมพูชาต่อองค์กรระหว่างประเทศ

‘มาริษ’เผยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล-ศึกษาเคสตัวอย่าง ฟ้องกัมพูชาต่อองค์กรระหว่างประเทศ

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.08 น.

‘มาริษ’เผยความคืบหน้าฟ้องกัมพูชากับองค์กรระหว่างประเทศ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน-ศึกษาเคสตัวอย่างจากคดีที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ หวั่นกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะที่ 11-14 ส.ค.นี้ กต.เตรียมนำผู้แทน ICRC ลงพื้นที่‘สุรินทร์-ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี’

9 ส.ค.68 ที่กองบินตำรวจ ถ.รามอินทรา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยก่อนเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์ และการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ถึงความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐานที่จะฟ้องร้องผู้สั่งการฝ่ายกัมพูชา ในส่วนขององค์กรระหว่างประเทศ และภายในประเทศ ว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน วันนี้จึงลงพื้นที่ร่วมกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะรวบรวมหลักฐาน โดยในส่วนการฟ้องร้องภายในประเทศ จะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายในประเทศ ในส่วนการฟ้องร้องในองค์กรระหว่างประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาเคสต่างๆ เนื่องจากมีหลายเคสที่มีการฟ้องร้องในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการฟ้องร้องในองค์กรระหว่างประเทศมีหลายระดับ และมีขั้นตอนอีกมาก แม้เราจะมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว แต่ยังมีกรอบที่องค์กรระหว่างประเทศ ที่เขาจะใช้ประกอบการพิจารณาคดีประเภทอาชญากรรมสงคราม (Criminal of War) จึงต้องรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด พร้อมย้ำว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษา และมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานในประเทศเพื่อกำหนดขั้นตอนต่อ

นายมาริษ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างการประสานงาน ในการเตรียมการนำคณะผู้แทนกาชาดสากล หรือ ICRC ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ระหว่าง 11-14 ส.ค นี้ เพื่อเยี่ยมและสัมภาษณ์ประชาชนไทย รวมถึงสถานพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบ จากการโจมตีพื้นที่เป้าหมายที่เป็นพลเรือน ของกัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ บอกตั้ง ‘บุ๋ม ปนัดดา’ สมน้ำสมเนื้อกับ ‘มาลี’

'ภูมิธรรม' บอกตั้ง 'บุ๋ม ปนัดดา' สมน้ำสมเนื้อกับ 'มาลี'

‘ภูมิธรรม’ บอกตั้ง ‘บุ๋ม ปนัดดา’ สมน้ำสมเนื้อกับ ‘มาลี’

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.41 น.

“ภูมิธรรม” บอกตั้ง “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นโฆษก ศบ.ทก. สมน้ำสมเนื้อกับ “มาลี” ชี้กองทัพพร้อมประสานข้อมูลเต็มที่ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 9 ส.ค.ที่กองบินตำรวจ ถ.รามอินทรา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตั้งนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นโฆษกจิตอาสา ศูนย์บริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีความไม่เหมาะสมเรื่องของข้อมูล และความน่าเชื่อถือ ว่า นางสาวปนัดดา เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และมีความสนใจในเรื่องบ้านเมือง ซึ่งข้อมูลด้านการทหารอาจจะรู้ไม่เยอะเท่ากับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่มีความตั้งใจ อีกทั้งการเข้ามารับตำแหน่งก็เป็นการเสนอจากผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งต้นคิดว่าเรื่องของการได้ข้อมูลเมื่อทางทหารสนับสนุนก็จะสามารถทำงานได้ดี

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชาเป็นผู้หญิง เราไม่อยากให้รู้สึกเหมือนว่าใช้โฆษกทหารที่เป็นผู้ชายไปโต้แย้ง เราอาจจะเสียเปรียบกว่า ซึ่งเห็นว่านางสาวปนัดดามีความเหมาะสมอยู่แล้ว ส่วนเรื่องข้อมูลก็ให้ประสานกับกองทัพอย่างเต็มที่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตรงนี้ตนคิดว่าสมน้ำสมเนื้อ

เมื่อถามย้ำว่าข้อมูลที่นางสาวปนัดดา จะพูดออกมา เป็นการกลั่นกรองมาจากทางกองทัพใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ก็ประมาณนั้น รอที่ผ่านมามีการประสานและนำข้อมูลไปช่วยเหลืออยู่แล้ว

‘ภูมิธรรม’เชื่อทหารไทยมีวินัย หลัง‘ฮุน เซน’อ้างยิง‘หนังสติ๊ก’ยั่วยุทหารกัมพูชา

‘ภูมิธรรม’เชื่อทหารไทยมีวินัย หลัง‘ฮุน เซน’อ้างยิง‘หนังสติ๊ก’ยั่วยุทหารกัมพูชา

‘ภูมิธรรม’เชื่อทหารไทยมีวินัย หลัง‘ฮุน เซน’อ้างยิง‘หนังสติ๊ก’ยั่วยุทหารกัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.38 น.

‘ภูมิธรรม’เชื่อมั่นทหารไทยมีวินัย หลัง‘ฮุน เซน’อ้างยิง‘หนังสติ๊ก’ยั่วยุ อาจนำไปสู่สงคราม ส่วนจะแถลงโต้หรือไม่ ต้องดูตามสถานการณ์ ไม่ใช่โต้ได้ทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นก็จะคุยกันไม่ได้

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 9 ส.ค.ที่กองบินตำรวจ ถ.รามอินทรา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อมูลอ้างว่าทหารไทย ใช้หนังสติ๊กยิงยั่วยุทหารกัมพูชา อาจนำไปสู่การใช้อาวุธหนักในการตอบโต้ จนอาจจะกลายเป็นสงครามใหญ่อีกครั้ง ว่า ตนเองยังไม่ทราบในเรื่องของข้อเท็จจริง ขอไปดูรายละเอียดก่อน ซึ่งวันนี้เราขอให้มีความจริงจังจริงใจในการแก้ปัญหา

ส่วนเรื่องการใช้หนังสติ๊กเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราไม่ทราบ ทุกฝ่ายต้องไปตรวจสอบคนของตัวเอง หากอะไรที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อกันหรือเป็นเงื่อนไขก็ไม่ควรทำ แต่เราเข้มงวดคนของเราอยู่แล้ว พร้อมเชื่อว่าคนของเรามีวินัย

ส่วนจะมีการสั่งให้ผู้บังคับบัญชาไปตรวจสอบว่าคนของเรามีการใช้หนังสติ๊กจริงหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ผู้บังคับบัญชาก็จะไปดูข้อเท็จจริง และก็จะจะมีการพูดคุยกันได้ น่าจะไม่มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะมีการแถลงตอบโต้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้หรือไม่ เพราะอาจจะถูกนำไปบิดเบือน และเผยแพร่ต่อนานาชาติ นายภูมิธรรม ระบุว่า ก็ต้องดูไปตามสถานการณ์ว่ามีการพูดไปมากแค่ไหน พูดไปไกลอย่างไรไม่ใช่เราจะโต้ทุกประเด็น ไม่เช่นนั้นจะคุยกันไม่ได้

ถอดคำแถลงผลGBC ‘บิ๊กเล็ก’ไร้โทษทหารไทย ย้ำชัดเหตุปะทะเกิดจาก‘ผู้นำ-ทหารกัมพูชา’

ถอดคำแถลงผลGBC ‘บิ๊กเล็ก’ไร้โทษทหารไทย ย้ำชัดเหตุปะทะเกิดจาก‘ผู้นำ-ทหารกัมพูชา’

ถอดคำแถลงผลGBC ‘บิ๊กเล็ก’ไร้โทษทหารไทย ย้ำชัดเหตุปะทะเกิดจาก‘ผู้นำ-ทหารกัมพูชา’

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.23 น.

ถอดคำแถลงผลGBC ‘บิ๊กเล็ก’ไร้โทษทหารไทย ย้ำชัดเหตุปะทะเกิดจาก‘ผู้นำ-ทหารกัมพูชา’        

9 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่มีการเผยแพร่คำแถลงผลการประชุม GBC ของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาการ รมว.กลาโหม และผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) โดยเฉพาะกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์คำกล่าวของ พล.อ.ณัฐพล ที่ว่ากรณีการเกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มีการกล่าวโทษ “ทหารไทย” ตามแนวชายแดนละเมิดข้อตกลงหยุดยิง “เป็นการดำเนินการโดยพลการของหน่วยงานในพื้นที่” นั้น

ล่าสุดจากการตรวจสอบร่างคำแถลงของ พล.อ.ณัฐพล พบว่า คำกล่าวที่สมบูรณ์มี 2 ส่วน คือ

1.มีลักษณะการแจ้งต่อประชาคมโลกว่าที่ผ่านมากัมพูชาทำให้คนไทยสงสัยในความจริงใจ โดยพล.อ.ณัฐพล ระบุว่า “ผมได้ย้ำในที่ประชุมว่า นับตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามสิ่งที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เรื่องการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด”

“อย่างไรก็ดี พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดการหยุดยิง หลังเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นที่สุด และตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แม้ปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนมีความสงบ แต่…

(1) ฝ่ายกัมพูชายังคงเสริมกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่

(2) ยังมีการใช้อากาศยานไร้คนขับเข้ามาสอดแนมในพื้นที่ต่าง ๆ ของไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่ยั่วยุและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน

(3) นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและข่าวเท็จต่าง ๆ ซึ่งไม่สร้างสรรค์และไม่ช่วยทำให้เกิดบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจาและการฟื้นฟูความไว้วางใจ”

2.มีลักษณะรักษาบรรยากาศการเจรจา GBC โดย พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า…

“จากการประชุมร่วมกันในครั้งนี้ (เน้น) ฝ่ายกัมพูชาระดับนโยบาย ได้แสดงให้เห็นความจริงใจต่อมาตรการหยุดยิงที่ได้ตกลงกันไว้ การกระทำที่ละเมิดการหยุดยิงที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นการดำเนินการโดยพลการของ หน่วยงาน(ทหารกัมพูชา) ในพื้นที่”

ทั้งนี้ พบว่าโซเชียล ได้ตัดมาเฉพาะช่วงท้ายที่ระบุว่า “เป็นการดำเนินการโดยพลการของหน่วยงานในพื้นที่…” ทั้งๆที่ความจริง เป็นการพูดถึง “ทหารกัมพูชา-กองทัพกัมพูชา-ผู้นำกัมพูชา ในภาพรวม”

‘ภูมิธรรม’ ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมประชาชนศูนย์อพยพ-คุยผู้ว่าฯ 4 จังหวัดอีสานใต้

'ภูมิธรรม' ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมประชาชนศูนย์อพยพ-คุยผู้ว่าฯ 4 จังหวัดอีสานใต้

‘ภูมิธรรม’ ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมประชาชนศูนย์อพยพ-คุยผู้ว่าฯ 4 จังหวัดอีสานใต้

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.20 น.

“ภูมิธรรม-มาริษ-จิราพร”เปลี่ยนลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมประชาชน-คุยผู้ว่าฯ 4 จังหวัดอีสานใต้ ก่อนเริ่มส่ง ปชช.บางส่วนกลับบ้าน เล็งใช้งบกลางเยียวยาเพิ่มกลุ่มบ้านเสียหายหมด

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 9 ส.ค.ที่กองบินตำรวจ ถ.รามอินทรา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยเปลี่ยนจากกำหนดการเดิมที่จะไปจังหวัดศรีสะเกษ ว่า ในพื้นที่ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยกลับบ้านแล้ว และเรายังมีความเป็นห่วงอยู่ จากการตรวจสอบสามารถเดินทางกลับบ้านได้แล้ว จึงไปที่จังหวัดสุรินทร์ เพราะยังมีประชาชนที่อาจไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ จึงเลือกไปที่นี่เพื่อจะชี้แจงสถานการณ์ต่างๆ ให้ประชาชนเข้าใจและยังมีอีกหลายภารกิจ

เมื่อถามว่า หากลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์วันนี้พบเห็นสภาพพื้นที่สามารถให้จังหวัดดำเนินการส่งกลับบ้านได้เลยหรือไม่ หรือจะพิจารณาเป็นรายศูนย์อพยพ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราสรุปภาพรวมไว้อยู่แล้ว โดยให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ อบต.ต่างๆ ลงไปสำรวจสภาพ คิดว่าสามารถส่งกลับได้ในวันนี้

โดยวันนี้ได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด 4 จังหวัดอีสานใต้ เพื่อวางแผนเตรียมการให้เรียบร้อย หากวันนี้ลงไปดูแล้วเรียบร้อย วันพรุ่งนี้เช้าคงทยอยปิดศูนย์อพยพ และเดินทางกลับได้ ยกเว้นบ้านที่ เสียหายยังไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ จะหามาตรการช่วยเหลือต่อไป

เมื่อถามว่า บ้านบางหลังเสียหายทั้งหมดจะมีการเพิ่มเติมมาตรการเยียวยาหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ดูระเบียบ และจะปรับปรุงเริ่มตั้งแต่การใช้งบกลางเยียวยาเพิ่มเติมผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ส่วนอื่นๆ ก็จะดูแลลดหลั่นกันมาตามระเบียบ ซึ่งวันนี้จะไปชี้แจงในเรื่องนี้ให้เข้าใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการเดินทางลงพื้นที่ ของคณะนายภูมิธรรมวันนี้มีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์รมว.ต่างประเทศ น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ร่วมคณะไปด้วย
สำหรับกำหนดการลงพื้นที่จุดแรก นายภูมิธรรม และคณจะไปพบปะให้กำลังใจและมอบสิ่งของให้ประชาชน ที่ศูนย์อพยพชั่วคราว มหาวิทยาลัยราชมงคลอีสานวิทยาเขตสุรินทร์ อ.เมือง ก่อนส่งประชาชนจากศูนย์อพยพเดินทางกลับบ้าน และรับฟังสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ 

จากนั้นเดินทางไปที่โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ต.บักได อ.พนมดงรัก เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์และผลกระทบจากเหตุปะทะบริเวณชายแดน และเดินทางต่อไปที่โรงเรียนพนมดงรักวิทยา ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก เพื่อมอบชุดเครื่องแบบให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)และรับฟังสถานการณ์และการดูแลความปลอดภัยจากนายอำเภอพนมดงรัก ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

‘ดร.สามารถ’ยก ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้คำลวงด้วย ‘พลังความจริง’

'ดร.สามารถ'ยก 'บุ๋ม ปนัดดา' ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้คำลวงด้วย 'พลังความจริง'

‘ดร.สามารถ’ยก ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้คำลวงด้วย ‘พลังความจริง’

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.01 น.

9 ส.ค. 68 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ศึกความจริงชายแดน! “บุ๋ม ปนัดดา” ลุยสู้คำลวงด้วย “พลังความจริง”

ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” ก้าวขึ้นรับบทโฆษกจิตอาสา ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ภารกิจของเธอชัดเจน… นำความจริงสู้กับคำลวง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศ

1. ทำไมต้องเป็น “บุ๋ม”?
คุณบุ๋มรับภารกิจชี้แจงต่อชาวโลก ไม่ใช่แค่เรื่องพูดเก่ง แต่คือเรื่องพูดแล้วคนเชื่อ คุณบุ๋มลงพื้นที่จริง เห็นปัญหาของพี่น้องประชาชนชายแดนมาด้วยตัวเอง เธอมีจุดแข็งคือ มีฐานแฟนคลับและผู้ติดตามจำนวนมาก การสื่อสารชัดเจน มีเครดิตจากการทำงานสาธารณะมานาน “น่าเชื่อถือ” เธอตั้งใจใช้โซเชียลมีเดียเป็นสนามรบข้อมูล ตอบโต้ข่าวบิดเบือนแบบทันทีทันใด

2. ศึกข่าวชายแดน “ความจริง vs คำลวง”
ในขณะที่โฆษกฝั่งตรงข้ามคือ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแถลงข่าวบิดเบือน จนสื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ข้อมูลหลายครั้งถูกจับได้ว่าโกหก” แต่เธอมีจุดแข็งคือ ปล่อยข้อมูลรวดเร็ว

3. นี่คือเกมยาว… ฝั่งที่ถือ “ความจริง” อยู่ในมือ มีโอกาสชนะเสมอ
ถ้าคุณบุ๋มทำสำเร็จ ผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้

(1) สร้างเครดิตให้ไทยในสายตานานาชาติ เมื่อข้อมูลถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา สื่อต่างประเทศจะมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ทันที

(2) เพิ่มความมั่นใจของประชาชน เพราะรู้ว่ามีคนพร้อมออกมาปกป้องความจริงแทนพวกเขา

(3) ลดพื้นที่ข่าวลวง การตอบโต้ด้วยข้อมูลจริงทันที จะทำให้ข่าวบิดเบือนแพร่กระจายยากขึ้น

4. กุญแจสู่ชัยชนะ ผมมั่นใจว่าคุณบุ๋มมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว

(1) เอาความจริงสู้คำลวง: ทุกข้อมูลต้องมีแหล่งอ้างอิง
(2) ตรงไปตรงมา: ไม่อ้อมค้อม ไม่หลบ ไม่เลี่ยงคำถาม
(3) ใช้โซเชียลเป็นอาวุธ: Live อัปเดตสถานการณ์ ทำอินโฟกราฟิกสั้นๆ ให้แชร์ง่าย
(4) สื่อสารอย่างมีหัวใจ: ให้ความเคารพต่อเพื่อนบ้าน แม้ต้องโต้แย้ง

5. นี่คือ “สงครามแห่งศรัทธา” นี่ไม่ใช่แค่ศึกโฆษก แต่มันคือ สงครามศรัทธาระหว่างความจริงกับคำโกหก และวันนี้ คนไทยทั้งประเทศมี คุณบุ๋ม เป็นตัวแทนที่พร้อมยืนหยัดด้วยความจริง

วันนี้ “บุ๋ม ปนัดดา” ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อให้โลกเห็นว่า ประเทศไทย… ยืนอยู่บนความจริง ความจริงไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันคืออาวุธที่ปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของประเทศ
ผมเชียร์ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” เต็มที่ เพราะเมื่อความจริงชนะ… ประเทศไทยก็ชนะด้วย