ขุดเจออีก! ภาพ‘นันทนา’โผล่‘เขมร’ ร่วมคณะ‘ม.เกริก’มอบปริญญา‘ฮุน เซน’ ชาวเน็ตกดดันเพิกถอน

ขุดเจออีก! ภาพ‘นันทนา’โผล่‘เขมร’ ร่วมคณะ‘ม.เกริก’มอบปริญญา‘ฮุน เซน’ ชาวเน็ตกดดันเพิกถอน

ขุดเจออีก! ภาพ‘นันทนา’โผล่‘เขมร’ ร่วมคณะ‘ม.เกริก’มอบปริญญา‘ฮุน เซน’ ชาวเน็ตกดดันเพิกถอน

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

ขุดเจออีก! ภาพ‘นันทนา’โผล่‘เขมร’ ร่วมคณะ‘ม.เกริก’มอบปริญญา‘ฮุน เซน’ ชาวเน็ตกดดันเพิกถอน

9 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์ได้เปิดเผยข้อมูลกรณี รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เคยร่วมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกริก เดินทางไปมอบ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการสื่อสารทางการเมือง ให้กับ “สมเด็จฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ถึงกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยขณะนั้น รศ.ดร.นันทนา ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกและเผยแพร่โดยสื่อกัมพูชาหลายแห่ง อาทิ information.gov.kh, pressocm.gov.kh และ cpp.org.kh ซึ่งระบุชัดถึงการมอบปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้นำกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสถานการณ์ตึงเครียดและการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ชาวเน็ตจำนวนมากได้เรียกร้องให้ รศ.ดร.นันทนา และมหาวิทยาลัยเกริก ออกมาแสดงท่าทีหรือดำเนินการต่อปริญญากิตติมศักดิ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอน หรือการชี้แจงเหตุผลที่ยังคงเกียรติยศนี้ไว้  //-005

‘ทนายคดีเขากระโดง’กาง 5 ข้อ ซัด‘ภูมิธรรม’ฟังข้อมูลด้านเดียวจาก‘ใบสั่ง’

‘ทนายคดีเขากระโดง’กาง 5 ข้อ ซัด‘ภูมิธรรม’ฟังข้อมูลด้านเดียวจาก‘ใบสั่ง’

‘ทนายคดีเขากระโดง’กาง 5 ข้อ ซัด‘ภูมิธรรม’ฟังข้อมูลด้านเดียวจาก‘ใบสั่ง’

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

‘ทนายคดีเขากระโดง’ซัด‘ภูมิธรรม’ฟังข้อมูลด้านเดียวจาก‘ใบสั่ง’ จี้เปิดใจฟังข้อเท็จจริงและหลักฐานประวัติศาสตร์รอบด้าน ย้ำการพิสูจน์ที่ดินต้องทำที่ศาล

9 สิงหาคม 2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความคดีพิพาทที่ดินเขากระโดง เปิดเผยว่า ขอเรียนชี้แจงท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) เรื่อง “พระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ กับที่ดินเขากระโดง” ว่า ด้วยความเคารพ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเอกสารราชการสมัยรัชกาลที่ 5 ยืนยันชัดเจนว่า พระองค์ไม่เคยมีพระราชประสงค์จะยกที่ดินเขากระโดงทั้งหมดให้กรมรถไฟหลวงหรือการรถไฟฯ ครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จ จึงขอชี้แจงเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1.พระราชดำริเมื่อ พ.ศ. 2451พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำริผ่านเจ้ากรมโยธาธิการ ตามคำขอของเจ้ากรมรถไฟ ว่าพื้นที่สองข้างทางรถไฟควรใช้เท่าที่จำเป็น ข้างละประมาณ 20 วา (ราว 40 เมตร) เขตสถานีไม่เกินข้างละ 40 วา (ราว 80 เมตร) ส่วนพื้นที่รกร้างนอกเหนือจากนี้ที่ขอข้างละ 5 เส้น (ราว 200 เมตร) พระองค์ “ไม่เห็นชอบ” และให้ยกเลิก

2.หลักฐานชัดเจนเอกสารหนังสือตอบข้อหารือของพระองค์ถึงนายแอร์ไวเลอร์ เจ้ากรมรถไฟหลวงในขณะนั้น แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ที่ดินนอกเหนือความจำเป็นไม่ได้อยู่ในพระราชประสงค์ให้ครอบครอง

3.ความแตกต่างกับพระราชกฤษฎีกาปี 2462พระราชกฤษฎีกาที่ท่านรัฐมนตรีอ้างถึง ออกในรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2462) ไม่มีปรากฏในราชกิจจานุเบกษาว่ามีการจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินเขากระโดงตาม พ.ร.บ. จัดวางรางแลทางหลวง พ.ศ. 2464 แต่อย่างใด

4.กรอบกฎหมายชัดเจนพ.ร.บ. จัดวางรางแลทางหลวงฯ หมวด 2 ได้กำหนดวิธีการได้มาซึ่งที่ดินของการรถไฟฯ ไว้อย่างชัดเจน ว่าต้องได้มาโดยการซื้อ เวนคืน หรือรับโอนตามขั้นตอน ไม่ใช่การอ้างครอบครองทั้งหมดเพราะเป็น “พระราชประสงค์”

5.ข้อเสนอแนะท่านรัฐมนตรีอาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงควรเปิดใจรับฟังหลักฐานประวัติศาสตร์และข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน การตัดสินใจและการสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดจาก “ใบสั่ง” หรือคำบอกเล่าฝ่ายเดียว

“การพิสูจน์สิทธิในที่ดินต้องทำในศาล ด้วยพยานหลักฐานที่ครบถ้วน และหากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยถูกนำเข้าสู่คดีเดิม ควรใช้เป็นฐานในการพิจารณาอย่างเปิดเผย โปร่งใส และเป็นธรรม” ทนายคดีเขากระโดง กล่าว

‘วินทร์ เลียววาริณ’ เล่าย้อนอดีต ‘สิงคโปร์’ ผู้นำฉลาด-ไม่โกงกิน-ทำงานเพื่อชาติ

'วินทร์ เลียววาริณ' เล่าย้อนอดีต 'สิงคโปร์' ผู้นำฉลาด-ไม่โกงกิน-ทำงานเพื่อชาติ

‘วินทร์ เลียววาริณ’ เล่าย้อนอดีต ‘สิงคโปร์’ ผู้นำฉลาด-ไม่โกงกิน-ทำงานเพื่อชาติ

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.35 น.

9 ส.ค. 68 นายวินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2556 ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วันนี้ 9 สิงหาคม เมื่อ 60 ปีก่อน ถนนในเมืองสิงคโปร์เงียบเหงา เพราะผู้คนกลัวว่าจะเกิดเหตุร้าย หลังจากทางการได้รับจดหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหพันธรัฐมาเลเซีย สั่งให้ตำรวจเปลี่ยนเจ้านาย ไปขึ้นตรงต่อรัฐบาลสิงคโปร์แทน และเตรียมรับเหตุร้าย

เวลาสิบโมงเช้า เสียงประกาศทางวิทยุกระจายเสียงก้องไปทั่วคาบสมุทรมาลายา ทำให้คนมาเลย์และสิงคโปร์สะดุ้งตกใจ มันเป็นคำประกาศของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตุนกู อับดุล ระห์มาน ข้อความว่า “สิงคโปร์จะยุติการเป็นรัฐหนึ่งของมาเลเซีย และจะเป็นประเทศเอกราชตลอดกาล เป็นอิสระจากมาเลเซีย และรัฐบาลมาเลเซียขอรับรองสถานะประเทศสิงคโปร์ และจะทำงานร่วมกันอย่างมีมิตรภาพ” เป็นประกาศสามภาษา มาเลย์ อังกฤษ และจีนกลาง ออกอากาศซ้ำทุกครึ่งชั่วโมง และส่งข่าวไปให้สำนักข่าวทั่วโลก แปลว่ามาเลเซียประกาศหย่าขาดกับสิงคโปร์

นี่เป็นข่าวที่ผู้นำรัฐสิงคโปร์ ลีกวนยูคาดไม่ถึง เขาแปลกใจว่าทำไม ตุนกู อับดุล ระห์มาน จึงรีบประกาศว่าประเทศแม่คือมาเลเซียประกาศตัดหางปล่อยวัดรัฐสิงคโปร์ มันเป็นเวลาสองปีหลังกำเนิดสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งรวมรัฐสิงคโปร์ด้วย มีความขัดแย้งกันหลายเรื่อง แต่ลีกวนยูไม่คาดว่าจะมีประกาศปุบปับอย่างนี้ ลีกวนยูเล่าว่า บางประเทศเกิดมาพร้อมเอกราช บางประเทศต้องต่อสู้เพื่อจะได้มา แต่สิงคโปร์ถูกโยนเอกราชมาให้ ธรรมเนียมปฏิบัติของคนมาเลย์คือผู้ชายสามารถหย่าภรรยาได้ โดยแค่เอ่ย “Talaq” (แปลตรงตัวว่าปลดปล่อย หมายถึง “ผมขอหย่าคุณ”) สามครั้ง ก็เท่ากับการหย่าเสร็จสิ้นโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายหญิง

มาเลเซียก็เอ่ย “Talaq” กับสิงคโปร์ในวันนั้น

ในปี 1965 สิงคโปร์ยังเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย แต่ความไม่ลงรอยระหว่างสองประเทศที่มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ทำให้ไปต่อไม่ได้รัฐสภามาเลเซียโหวตให้ขับสิงคโปร์ออกไป สิงคโปร์ไม่เคยคิดจะแสวงหาเอกราช หรือแยกทางกับมาเลเซีย แต่ในเมื่อมันเป็นหมากตาบังคับ พวกเขาก็ต้องเดินหมากต่อไป

เวลาก่อนเที่ยง ลีกวนยูปรากฏตัวที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์สิงคโปร์เพื่อแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถามเขาว่า “คุณพอบอกได้ไหมว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างที่ทำให้เกิดการประกาศเช้านี้?”
ลีกวนยูอธิบายความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างมาเลย์กับสิงคโปร์ที่ดำเนินมานาน กล่าวว่า “ตลอดชีวิตของผม ผมเชื่อเรื่องการรวมตัวกัน และความเป็นหนึ่งของสองเขต ประชาชนเชื่อมกันทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง…” พูดถึงตรงนี้เขาก็กลั้นก้อนสะอื้น บอกว่า “ผมขอหยุดสักครู่ได้ไหม?” ความรู้สึกท่วมท้นภายในทำให้เขาน้ำตาซึม และพูดต่อไม่ได้

มันไม่ใช่การถ่ายทอดสด สถานีจะแพร่ภาพตอนหกโมงเย็น ลีกวนยูขอให้ผู้อำนวยการสถานีวิทยุและโทรทัศน์สิงคโปร์ตัดท่อนที่เขาซับน้ำตาออก แต่ผู้อำนวยการบอกว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง ประการหนึ่งเพราะผู้สื่อข่าวทั่วโลกจะรายงานข่าวนี้ การตัดภาพท่อนนี้ออกไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น อีกประการ มันแสดงถึงความจริงใจ

รายงานข่าวผู้นำสิงคโปร์ท่วมท้นด้วยความรู้สึกภายในแพร่ไปทั่วโลก หลายคนในมาเลเซียมีความเห็นว่า การร้องไห้ของผู้ชายส่อถึงความอ่อนแอ แต่ผู้ชมทางตะวันตก อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ดูเข้าใจดีกว่า

9 สิงหาคมจึงกลายเป็นวันชาติสิงคโปร์แบบถูกโยนมาให้ ไม่มีใครในโลกในวันนั้นเชื่อว่าประเทศใหม่นี้ไปรอด

แต่เกมพลิก สิงคโปร์กลายเป็นชาติที่รุ่งเรืองที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย พาสพอร์ตที่ดีที่สุดในโลก ปลอดคอร์รัปชั่น ปลอดยาเสพติด สิงคโปร์โมเดลกลายเป็นโครงสร้างที่เติ้งเสี้ยวผิงนำไปใช้เปลี่ยนจีนหน้ามือเป็นหลังมือ

เป็นไปได้อย่างไร?

คำตอบคือเพราะสิงคโปร์มีจุดเดียวที่แตกต่างจากรัฐอื่น นั่นคือผู้นำที่ชาญฉลาด ไม่โกงกิน และทำงานเพื่อชาติจริงๆ ก็ขอแสดงความยินดีต่อวันเกิดครบรอบ 60 ปีของประเทศสิงคโปร์ในวันนี้วินทร์ เลียววาริณ

9 สิงหาคม 2025

อ่านที่มาและที่ไปของเรื่องนี้ได้อย่างละเอียดในเล่ม สร้างชาติจากศูนย์
สารคดีเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของลีกวนยู รัฐบุรุษผู้สร้างชาติสิงคโปร์จากศูนย์ ที่เหมาะสำหรับผู้นำองค์กร ผู้บริการ นักการเมือง
21 เรื่อง ราคา 300 บาท = เรื่องละ 14.2 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว


(ซื้อเดี่ยว) เว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/248/สร้างชาติจากศูนย์
Shopee https://shopee.co.th/product/90206829/29061345680/
อีบุ๊ค The Meb https://www.mebmarket.com/ebook-320521-สร้างชาติจากศูนย์” 

‘อัษฎางค์’วิเคราะห์ ปม’หมอบี-หลวงพ่ออลงกต’ เป็นการ ‘ศรัทธา VS ระดมทุน’?

'อัษฎางค์'วิเคราะห์ ปม'หมอบี-หลวงพ่ออลงกต' เป็นการ 'ศรัทธา VS ระดมทุน'?

‘อัษฎางค์’วิเคราะห์ ปม’หมอบี-หลวงพ่ออลงกต’ เป็นการ ‘ศรัทธา VS ระดมทุน’?

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

9 ส.ค. 68 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า “ศรัทธา Vs ระดมทุน #อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

กรณี “หมอบี” และ “หลวงพ่ออลงกต” วัดพระพุทธบาทน้ำพุ : ศรัทธา การระดมทุน และคำถามเชิงโครงสร้าง

กรณีความขัดแย้งที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างบุคคลที่มีชื่อเสียงกับวัดพระพุทธบาทน้ำพุ ได้จุดกระแสตั้งคำถามต่อวิธีการระดมทุนและการใช้ “ภาพความทุกข์” ของผู้ป่วย HIV ในการสร้างแรงศรัทธาและรับบริจาค มีข้อกล่าวหาว่าอาจมีการ “จัดฉาก” หรือ “คัดเลือกผู้ป่วย” เพื่อให้ภาพที่นำเสนอมีพลังทางอารมณ์สูง และมีข้อสงสัยว่าอาจมี “ผลประโยชน์ร่วม” ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีคำตัดสินที่ชัดเจนจากศาลหรือองค์กรกำกับดูแล

จากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะและคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางราย พบว่ามีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดการบัญชีการเงิน เช่น การใช้บัญชีส่วนบุคคลรับบริจาคแทนบัญชีของวัด การเบิกจ่ายเงินสด หรือยอดรายรับ–รายจ่ายที่ไม่ตรงกัน ทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่มีข้อสรุปเชิงยุติธรรม แต่ในเชิงโครงสร้างการกำกับดูแล นับเป็น “สัญญาณความเสี่ยง” ที่สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถาม

บริบทโรค HIV ที่เปลี่ยนไป แต่ภาพจำยังเหมือนเดิม
• ในอดีต: วัดพระพุทธบาทน้ำพุมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในช่วงที่ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ถูกตีตรา ขาดการเข้าถึงการรักษา และไร้ที่พึ่ง ระบบหลักประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุม ทำให้สถานที่ลักษณะนี้เป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของผู้ป่วยจำนวนมาก
• ปัจจุบัน: ระบบสาธารณสุขไทยพัฒนาขึ้นอย่างมาก ผู้ติดเชื้อทุกคนมีสิทธิ์รับยาต้านไวรัสฟรี ยาสูตร Single Tablet Regimens ทำให้สุขภาพแข็งแรง และภายใต้หลัก “U=U” (Undetectable = Untransmittable) ผู้ติดเชื้อที่รักษาต่อเนื่องสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่แพร่เชื้อ
• ผลที่เกิดขึ้น: ภาพผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากจึงไม่ใช่ “สภาพปกติ” ของผู้ติดเชื้อในยุคนี้ จึงเกิดคำถามว่าผู้ป่วยในวัดปัจจุบันสะท้อนสภาพความจำเป็นจริงหรือเป็นเพียงบางกรณีที่ถูกนำมาใช้เป็นภาพสื่อสารระดมทุน

คำถามต่อบทบาทของวัดพระพุทธบาทน้ำพุ
• เมื่อระบบสาธารณสุขสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น การมีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากในวัดจึงกลายเป็นคำถามว่า “ยังจำเป็นอยู่หรือไม่” หรือเป็นการใช้ภาพความทุกข์ซึ่งอาจมีผลต่อแรงศรัทธาและการบริจาค
• คำถามเชิงนโยบายและจริยธรรมจึงไม่ใช่เพียง “จำเป็นไหม” แต่รวมถึง “การเล่าเรื่องและการใช้เงินช่วยจริงผู้ป่วยหรือไม่” และ “เคารพสิทธิ–ศักดิ์ศรีของผู้ป่วยเพียงใด”
• ข้อกล่าวหาเรื่องการจัดฉากผู้ป่วยเพื่อเรียกเงินบริจาคและข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ร่วม สะท้อนความจำเป็นที่ต้องตรวจสอบว่า “การบริจาคนั้นช่วยปลายทางจริงหรือไม่”
• มีลักษณะคล้ายการใช้เครื่องมือมาร์เก็ตติ้งขององค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) เช่น การเล่าเรื่อง (storytelling) การสร้างความเร่งด่วน (urgency) ช่องทางโอนชัดเจน และการเรียกร้องให้ลงมือทันที (call-to-action) แต่ยังไม่พบ “โครงสร้างหลัก” ที่เทียบเท่ามาตรฐาน NPO เต็มรูปแบบ (เช่น นิติบุคคลแยก, บอร์ดอิสระ, งบตรวจสอบ, นโยบาย COI/Consent เคร่งครัด)

กรอบนิติศาสตร์: ช่องว่างการกำกับดูแล
• วัดกับสถานะทางกฎหมาย: วัดอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ไม่ใช่ พ.ร.บ. มูลนิธิหรือสมาคม จึงไม่มีข้อบังคับด้านธรรมาภิบาลแบบ NPO (เช่น บอร์ดบริหารอิสระ, การตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภายนอก, นโยบาย COI)
• ช่องว่างสำคัญ: การรับเงินบริจาคโดยใช้บัญชีส่วนตัว การเบิก–จ่ายที่ไม่มีระบบอนุมัติหลายชั้น และการไม่เปิดเผยรายงานการเงินต่อสาธารณะ อาจไม่ผิดกฎหมายสงฆ์โดยตรง แต่ขัดกับมาตรฐานความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังจากองค์กรที่รับเงินบริจาคจำนวนมาก
• ข้อเสนอเชิงกฎหมาย: หากวัดยังต้องการระดมทุนในลักษณะองค์กรสาธารณกุศล ควรพิจารณาจัดตั้งนิติบุคคลแยกเพื่อรองรับเงินบริจาค พร้อมบังคับใช้หลักการธรรมาภิบาลแบบเดียวกับ NPO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

กรอบสิทธิมนุษยชน: ศักดิ์ศรีของผู้ป่วยกับการใช้ภาพความทุกข์
• การใช้ภาพอนาถซ้ำ: การนำเสนอภาพผู้ป่วยในสภาพย่ำแย่ต่อสาธารณะซ้ำ ๆ อาจสร้างอคติและตีตราผู้ติดเชื้อ HIV ว่ายังอยู่ในภาวะหมดหนทาง ทั้งที่ส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้
• หลักการสิทธิ: การขออนุญาต (Informed Consent) จากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อนำภาพไปใช้ในบริบทการระดมทุน
• ผลกระทบทางสังคม: แม้มีเจตนาช่วยเหลือ แต่หากขาดกรอบจริยธรรม อาจซ้ำเติมการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) และบั่นทอนการยอมรับของสังคมต่อผู้ติดเชื้อในระยะยาว
• มาตรฐานสากล: หลักสิทธิมนุษยชนขององค์การอนามัยโลกและ UNAIDS กำหนดให้การสื่อสารเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อต้องหลีกเลี่ยงการเหมารวม (Stereotyping) และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

บทสรุป: ศรัทธากับความโปร่งใส
คำถามที่สังคมควรถามจึงไม่ใช่เพียง “วัดยังจำเป็นหรือไม่” แต่รวมถึง
1. วิธีการเล่าเรื่องและภาพที่ใช้ระดมทุนเคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วยหรือไม่
2. โครงสร้างการใช้เงินและการตรวจสอบมีมาตรฐานเพียงใด
3. ศรัทธาจะยืนยาวได้อย่างไร หากขาดความโปร่งใสและกลไกกำกับดูแล
ในยุคที่โรค HIV ไม่ใช่โรครอความตายอีกต่อไป องค์กรศาสนาที่ดูแลผู้ป่วยต้องปรับบทบาทให้สอดคล้องกับบริบทสาธารณสุขปัจจุบัน เช่น เป็นศูนย์ฟื้นฟู ฝึกอาชีพ หรือศูนย์ให้คำปรึกษา มากกว่าพึ่งพาการสร้างภาพความทุกข์เพื่อขับเคลื่อนการบริจาคเพียงอย่างเดียว การทำบุญในอนาคตควรเป็นเช่นไร และสังคมพร้อมหรือยังที่จะกำหนดมาตรฐานใหม่ ที่ทำให้ศรัทธาดำรงอยู่คู่กับความโปร่งใส”

‘ภูมิธรรม’เสียใจทหารเหยียบทุ่นระเบิด สั่ง‘กต.’เก็บหลักฐาน ยื่นร้องเขมรผิดอนุสัญญาออตตาวา

‘ภูมิธรรม’เสียใจทหารเหยียบทุ่นระเบิด สั่ง‘กต.’เก็บหลักฐาน ยื่นร้องเขมรผิดอนุสัญญาออตตาวา

‘ภูมิธรรม’เสียใจทหารเหยียบทุ่นระเบิด สั่ง‘กต.’เก็บหลักฐาน ยื่นร้องเขมรผิดอนุสัญญาออตตาวา

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.19 น.

‘ภูมิธรรม’รับเสียใจเหตุ 3 ทหารเหยียบทุ่นระเบิดชายแดนศรีสะเกษ สั่ง‘กต.’เก็บหลักฐาน ยื่นร้องผิดอนุสัญญาออตตาวา ขอใช้กลไก RBC เคลียร์เหตุ เชื่อไม่บานปลายเกิดปะทะรอบ 2

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 9 สิงหาคม 2568 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุเจ้าหน้าที่ทหารเหยียบกับระเบิด ที่บริเวณรอยต่อช่องโดเอาว์ – กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมาว่า ตนได้รับรายงานเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นกองร้อย ร.111 ขณะนี้กำลังตรวจสอบ ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่ใช่ในหมู่บ้าน แต่เป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินการเจาะเป็นช่อง เพื่อเป็นการป้องกันการหลุดรอดเข้ามา แต่ถึงอย่างไรตนขอแสดงความเสียใจกับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ทางปฏิบัติไม่ใช่การที่จะนำไปสู่ความเข้าใจกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เรามีการบันทึกรายละเอียดส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ เพราะอย่างไรเราก็ต้องบันทึกในเรื่องนี้ เพื่อจะนำเข้าสู่อนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่เราก็ต้องดำเนินการตรวจและระมัดระวัง เคลียร์พื้นที่อื่นตามไป ซึ่งจังหวัดสุรินทร์ได้มีการเคลียร์พื้นที่ไปแล้วกว่า 400 ลูก

พร้อมย้ำว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องกับการปะทะ ที่รุนแรงและมีการวางกับระเบิด ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องที่นำไปพูดคุยการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC  ส่วนในแง่ของกองทัพให้พูดคุยกันว่า มีตรงจุดไหนบ้างที่จะได้ช่วยกันแก้ไข

เมื่อถามว่าการกู้ทุ่นระเบิดเป็นหนึ่งในสองเงื่อนไขที่กัมพูชาไม่รับ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันต่อในการประชุม RBC

เมื่อถามว่าการดำเนินการด้านการต่างประเทศจะต้องร้องไปยังประเทศอื่นหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า  มอบให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ เพราะขณะนี้ส่งเรื่องให้เรียบร้อยแล้ว และจะดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งเราจะต้องแจ้งตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เห็นว่าข้อเท็จจริงคืออะไร

เมื่อถามว่า เหตุการณ์นี้จะทำให้สถานการณ์ชายแดนกลับมาบานปลาย จนเกิดเหตุปะทะขึ้นอีกครั้งหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า นี่ไม่ใช่เป็นการยิงเข้ามาใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและได้เกิดขึ้นแล้ว ถือเป็นหนึ่งหลักฐานที่เราจะเสนอให้เห็นว่า มีเรื่องนี้เกิดขึ้น

‘ภูมิธรรม’ให้ความมั่นใจปชช.กลับบ้านได้ สั่งงดเก็บ‘ค่าน้ำ-ค่าไฟ’ 2 เดือน

‘ภูมิธรรม’ให้ความมั่นใจปชช.กลับบ้านได้ สั่งงดเก็บ‘ค่าน้ำ-ค่าไฟ’ 2 เดือน

‘ภูมิธรรม’ให้ความมั่นใจปชช.กลับบ้านได้ สั่งงดเก็บ‘ค่าน้ำ-ค่าไฟ’ 2 เดือน

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

‘ภูมิธรรม’ประชุมผู้ว่าฯ​ 4 จังหวัดชายแดน​ไทย-กัมพูชา ให้ความมั่นใจขณะนี้ปลอดภัยประชาชนกลับบ้านได้ สั่งงดเก็บ‘ค่าน้ำ-ค่าไฟ’ 2 เดือน ก.ค.-ส.ค. ลั่นใช้เงินช่วยประชาชนไม่ต้องเหนียม แต่อย่ารั่วไหล เชื่อ ครม.ไม่ขัดของบจัดซื้อยุทโธปกรณ์เสริมเขี้ยวเล็บกองทัพตามสมควร ‘มาริษ’ เผยภาพลักษณ์ไทยในสายตาสากลดีมาก​ ไม่มีใครตำหนิ

9 ส.ค.68 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ นาย​ภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ​ เสงี่ยมพงษ์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงการ​ต่างประเทศ​ น.ส.จิราพร​ สินธุ​ไพร​ รัฐมนตรี​ประจำ​สำนักนายกรัฐมนตรี​ พร้อมคณะ​ ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา​ ในการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประเมินสถานการณ์​ในพื้นที่​ ก่อนให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้าน​เรือน

นายภูมิธรรม​ กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมผู้ว่าทั้ง 4 จังหวัดชายแดน เพื่อทำความเข้าใจและตกลงกันให้ชัด​ จะดำเนินการต่อจากนี้ไปอย่างไร เนื่องจากภารกิจของเราตามแผนที่จะตกลงกันไว้ คือเป็นผู้พิทักษ์ส่วนหลัง มีหน้าที่ในการที่จะดูแลส่วนหลังให้ดีที่สุด ฉะนั้นการมาวันนี้ เป็นสถานการณ์หลังจาก พลเอกณัฐ​พล​ นาค​พาณิชย์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทน​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตกลงหยุดยิง​ พร้อมกล่าวย้ำว่า​ ขณะนี้เราเชื่อมั่น​ โดยได้พิจารณากับฝ่ายกองทัพ ว่าน่าจะปลอดภัย ประชาชนสามารถกลับบ้านได้

นาย​ภูมิธรรม​ ยังกล่าวชื่นชม​ทุกคน พยายามตั้งใจเรียนเต็มที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นแม่ทัพหลังในแต่ละจุด จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดเพื่อตอบสนองประชาชน

ขณะที่ รมว.ต่างประเทศ​ กล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ ว่า​ ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะปกป้องอธิปไตยของประเทศ ปกป้องความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย  ในส่วนของการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน รัฐราชการและรัฐบาล​ รัฐบาลประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตั้งแต่เริ่มข้อขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา​ ไม่ว่าจะเป็นกรอบของกระทรวงการต่างประเทศและทางกองทัพ มีความร่วมมือผลักดัน สอดรับซึ่งกันและกัน ทำให้ภาพของประเทศไทยในสายตาสากลดีมาก​ ไม่มีประเทศใดกล่าวตำหนิการใช้สิทธิในการตอบโต้เพื่อที่จะป้องกันตนเอง

หลังจากเหตุปะทะยุติลง​ มีหลายองค์กรระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่รัฐบาลไทยได้พูด คือเรื่องการให้ความช่วยเหลือ ตนไม่อยากให้ใช้คำว่าแค่มนุษยธรรม เพราะรัฐบาลต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว ฉะนั้นในกลุ่มของต่างประเทศ ทุกประเทศชื่นชมการทำงานของทุกท่าน​ ซึ่งการที่ทุกภาพส่วนผนึกกำลังกัน และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้นดี​เป็นอย่างมาก​

นายภูมิธรรม​ จึงกล่าวเสริมว่า​ ไม่ว่าประชาชนจะกลับบ้านแล้ว แต่ปัญหาของประชาชนจะดำเนินยังอยู่ ไม่ใช่ว่าปิดศูนย์แล้วจะจบกัน เยียวยาต่างๆจะต้องลงไปให้ถึงหมู่บ้านทุกหมู่บ้านทันทีโดยเร็ว ไม่มีการหยุดต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามที่เป็นข้อสั่งการและเป็นกฎหมายของประเทศที่ได้ระบุไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม​ ปลัดกระทรวง​มหาดไทย​ ให้ข้อมูลว่า​ จังหวัดศรีสะเกษ​ เบิกจ่ายเป็นอันดับ 1​ เบิกจ่ายแล้ว 62 ล้านบาท​ ถือว่ามีประสิทธิภาพ ในส่วนพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี​ มีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นจาก​ 5.5 หมื่นบาท​ เป็น​  1.5 ล้าน​บาทแล้ว​ แต่ก็ยังถือว่าอย่างน้อย​ จึงขอให้เร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้ประชาชน​

นาย​ภูมิธรรม​ จึงกล่าวอีกว่า ขอบคุณทุกส่วนที่ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้ตนฟังแล้วจังหวัดสุรินทร์ก็ดำเนินการได้ค่อนข้างดี จึงอยากให้เป็นแบบในการทำงานและสามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการช่วยเหลือประชาชน นำประชาชนเป็นศูนย์กลางทำให้ดีที่สุด และอย่างที่บอกเงินที่ให้มาถ้าไปใช้จ่ายให้กับประชาชน ไม่ต้องเหนียม ทำได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าอย่าให้เกิดการรั่วไหลหรือเป็นปัญหา จึงขอให้ทุกคนเข้มงวดดูแลในเรื่องนี้

นาย​ภูมิธรรม​ ยังระบุอีกว่า ข้อสั่งการในการดำเนินการครั้งนี้​ คือ​ ต้องอำนวยความสะดวกประชาชนกลับบ้าน ส่วนกลางได้ประสานงานขั้นต้นให้กระทรวงคมนาคมโดยการขนส่งทางบก และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นปัญหากับหน่วยงานในพื้นที่ เราสามารถช่วยเหลือได้ในสิ่งต่างๆ ที่เรามีก็ให้เร่งดำเนินการ​ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ของประชาชนด้วย​ 

ก่อนย้ำว่า ​เงินที่เหลือหากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้​ เพราะฉะนั้น ผู้ว่านายอำเภอ จะต้องประสานระดมทรัพยากรมาจัดสรรให้ได้ตามกรอบระเบียบในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน​ พร้อมกับประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) งดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าและน้ำ 2 เดือน คือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ในพื้นที่ประสบภัย ทั้งบ้านเรือนประชาชนและศูนย์อพยพ

นอกจากนี้ยังอยากให้ประสานงานกับอาชีวศึกษา​ เพื่อเข้ามาสร้าง​ และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนด้วย​ พร้อมกับสำรวจอาชีพและการสาธารณสุข​ ที่แม้จะไม่มากนัก​ แต่อย่าทอดทิ้ง​ เนื่องจากมีผู้สูงอายุ​ยังคงเสียขวัญ​

ขณะเดียวกันการพูดกับต่างประเทศ ต้องมีหลักฐาน​ ไม่ใช่พูดเลื่อนลอย เหมือนกับต่างประเทศ การเก็บภาพบันทึกจะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ระยะยาว​ จึงจะต้องรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มีการวางแผนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน​ พร้อมฝากกระทรวงการต่างประเทศ อย่าให้เกิดสงคราม​ เพราะหากเกิดสงครามแล้วก็เหนื่อย​ ไม่มีใครอยากให้เกิด​

ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านหรือ ชรบ.​ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอังคารหน้า ที่ทำงาน 6 ชั่วโมงขึ้นไปไม่ถึง 12 ชั่วโมงจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทนวันละ 120 บาท แต่หากเกินจาก 12​ ชั่วโมงขึ้นไป เราจ่ายให้เป็นวันละ 240 บาท ซึ่งงบประมาณในการจัดการคำนวณและประมาณ 117 ล้านบาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ ชรบ. ยอดรวมเท่าที่สำรวจมาข้างต้นใน 7 จังหวัดชุด ชรบ.มีอยู่ประมาณ 32,740 นาย โดยแหล่งงบประมาณจะจัดหาให้ส่วนกลางเป็นผู้รับผิดชอบ

นาย​ภูมิธรรม​ ยังกล่าวถึง เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์หรือโดรน​ ที่จะเพิ่มตนให้มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น​ เราก็พร้อมที่จะอนุมัติให้ เพราะขณะนี้ตนคิดว่าประชาชนทั้งประเทศก็มีความเข้าใจ​ ไม่ได้คิดว่าจะมาขัดขวางอะไร​ เพราะฉะนั้นกองทัพเสริมความเข้มแข็งให้ตามความสมควร​ ที่จะทำให้การปกป้องอธิปไตยได้ดีขึ้นรักษาชีวิตของทหารและประชาชนของเราครม.ก็คงไม่มีปัญหาก็ยินดี​  

นายภูมิธรรม ยังกล่าวว่า ทุกคำสั่งการหลังจากนี้ไปขอให้คำนึงถึงอธิปไตยของประเทศเป็นหลักสำคัญ เพราะไม่มีใครยอมให้มาบุกรุกล้ำอธิปไตยของเราได้และชีวิตทรัพย์สินของประชาชนถือเป็นหัวใจ ตนเป็นผู้ที่ต้องการความสำเร็จเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ความสำเร็จที่มุ่งมั่นในครั้งนี้ เราทำได้เท่ากับเรารักษาชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างเต็มที่ จึงขอให้ตรงนี้เป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

ในช่วงท้าย นาย​ภูมิธรรม​ กล่าว​ว่า ขอสดุดีวีรชนของประเทศ​ และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและผู้ประสบปฏิบัติงานในทุกกรมกอง​ ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนช่วยในการพิทักษ์รักษาแผ่นดินชีวิตของประชาชนและอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ​  //-005

‘สส.กรวีร์’ตั้งคำถาม? หรือไม่จำเป็นต้องมี ‘รมว.กลาโหม-นายกฯ’ หลังเหตุปะทะหายเงียบ

'สส.กรวีร์'ตั้งคำถาม? หรือไม่จำเป็นต้องมี 'รมว.กลาโหม-นายกฯ' หลังเหตุปะทะหายเงียบ

‘สส.กรวีร์’ตั้งคำถาม? หรือไม่จำเป็นต้องมี ‘รมว.กลาโหม-นายกฯ’ หลังเหตุปะทะหายเงียบ

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

9 ส.ค. 68 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสวต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตั้งแต่เกิดเหตุประทะกันจนถึงวันนี้ เราไม่มีรมว.กลาโหม และไม่มีนายกรัฐมนตรี หลายคนจึงสงสัย เอ๊! หรือไม่จำเป็นต้องมีก็ได้?”

.-008 

เพจดังงัด‘ไทม์ไลน์’ โต้ครหา 8 ปี‘ลุงตู่’ไม่ทำ เ_..อะไร

เพจดังงัด‘ไทม์ไลน์’ โต้ครหา 8 ปี‘ลุงตู่’ไม่ทำ เ_..อะไร

เพจดังงัด‘ไทม์ไลน์’ โต้ครหา 8 ปี‘ลุงตู่’ไม่ทำ เ_..อะไร

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

เพจดังงัด‘ไทม์ไลน์’ โต้ครหา 8 ปี‘ลุงตู่’ไม่ทำ เ_..อะไร

9 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก Bangkok I Love You โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

สองสามวันที่ผ่านมามีคนพยายามโจมตี ลุงตู่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างๆนานา โดยเฉพาะการไปขุดซากวาทกรรมของเกรียนคีย์บอร์ดที่บอกว่า “8 ปี ไม่ทำเหี้ยอะไรเลย” ซึ่งเป็นวาทะกรรมของพวกที่อยู่ในกะลาอคติโง่ๆ ไม่ยอมรับรู้อะไรเลย ดังนั้นแอดขอสรุปผลงานลุงคร่าวๆดังนี้

ตลอด 9 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง ประเทศไทยผ่านวิกฤติอะไรมาเยอะมากทั้งเรื่องภายใน และ ภายนอกประเทศ แอดสรุปให้แยกเป็นปีๆตามนี้

2557 : พลเอกประยุทธ์ เข้าสู่ตำแหน่งเพื่อ ระงับสงครามกลางเมืองประเทศไทย, ประเทศไทยแตกแยกจนแทบจะเกิดสงครามการเมือง , เกิดวิกฤติของพี่น้องเกษตรกร , ถูกลดระดับความพยายามตอบสนองต่อการค้ามนุษย์ลงไปอยู่กลุ่มที่ 3 หรือ Tier 3

2558 : เกิดวินาศกรรมกลางกรุงเทพ มีคนเจ็บ ตาย มากมาย , ต่างจังหวัดยังประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ ,ปัญหาวิกฤตการบิน จนได้รับธงแดง

2559 : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต ผลัดเปลี่ยนรัชกาล , ก้าวแรกของสังคมไร้เงินสด เมื่อมีการเปิดให้ใช้บริการพร้อมเพย์

2560 : พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช , มหาอุทกภัยภาคใต้ , ปธน. สหรัฐฯ กล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีของไทยในด้านการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อย

2561 : วิกฤติสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน , UNESCO ขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมโลก , ปลดล็อค “ธงแดง” ICAO , ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทีมหมูป่าทั้ง 13 คนที่ถ้ำหลวง , เริ่มต้นใช้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580

2562 : พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ,  เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป , เกิดเหตุลอบวางระเบิด 9 จุด 5 พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร  ,อุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานี นับเป็นอุทกภัยใหญ่สุดในรอบ 20 ปี , UNESCO ขึ้นทะเบียน การนวดแผนไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมโลก , IMF ชื่นชมเสถียรภาพและบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ , เริ่มโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง เปรมประชากร คลองลาดพร้าว

2563 : วิกฤติการณ์โรคระบาด โควิด19 ในทุกพื้นที่ของโลกทำลายทุกภาคส่วน ประเทศไทยประกาศปิดประเทศ , มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ยกประเทศไทยติดในอันดับ 6 ประเทศที่รับมือกับโรคระบาดได้ดีที่สุดในโลก , เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่ของ กรุงเทพมหานคร , เปิดตัวโครงการคนละครึ่ง , การบินไทยล้มละลาย

2564 : วิกฤติการณ์โรคระบาด โควิด19 ทวีความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นในหลายประเทศ , ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ส่งหนังสือตรงถึงรองนายกฯ อนุทิน ชื่นชมความเข้มแข็งไทยรับมือโควิด19 , จัดตั้งโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” (Phuket Sandbox) ต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศอีกครั้ง

2565 : ฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดิอาระเบีย ครั้งแรกในรอบ 32 ปี , ‘WHO’ ยกย่อง ‘ประเทศไทย’ เป็นต้นแบบ ‘จัดการโควิด-19’ , เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับ โควิด19 , ประกาศเปิกประเทศไทยเต็มรูปแบบ , เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 ที่กรุงเทพมหานคร , นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 11 ล้านคน , สงคราม รัสเซีย – ยูเครน , วิกฤติพลังงานโลก , เริ่มก่อสร้าง รถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย เชียงของ , IMF ชื่นชมไทย ‘บริหารหนี้สาธารณะได้ดี’ , ประกาศ “กลยุทธ์ 3 แกน เร่งพัฒนาประเทศไปข้างหน้า , รัฐชนะคดีโฮปเวลล์ ไม่ต้องเสียค่าโง่ 2.4 หมื่นล้าน

2566 : เปิดใช้งาน โมโนเรลสายแรกของประเทศไทย ,เปิดหน้าดินก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่ บ้านไผ่ – นครพนม , เปิดใช้งาน อาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังที่ 1 (อาคาร SAT 1  ) , เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป, การบินไทยฟื้นฟูกิจการและกลับมามีกำไร , พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาพ้นจากตำแหน่ง

เปิดภาพทหารไทยสร้างบังเกอร์คอนกรีต ยึดคืน‘ภูมะเขือ’เบ็ดเสร็จ 100%

เปิดภาพทหารไทยสร้างบังเกอร์คอนกรีต ยึดคืน‘ภูมะเขือ’เบ็ดเสร็จ 100%

เปิดภาพทหารไทยสร้างบังเกอร์คอนกรีต ยึดคืน‘ภูมะเขือ’เบ็ดเสร็จ 100%

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.54 น.

9 ส.ค. 68 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “อยากให้พี่น้องคนไทยได้เห็นภาพนี้ และร่วมภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจให้กับทหารที่ชายแดน ไทยกัมพูชา ที่ภูมะเขือด้วยครับ ธงชาติไทยปักถาวรปลิวไสวบนยอดภู ประกาศก้องให้รู้ว่าที่นี่คือเขตดินแดนไทยจะไม่ใครรุกล้ำได้อีก 

“ภูมะเขือ” คือยอดสูงข่มอยู่บนแนวสันปันน้ำตามแผนที่1:50,000 ที่ทหารไทยยึดคืนจากทหารกัมพูชาได้เมื่อ09.20 น 26กรกฎาคม2568 หลังจาก ผลักดันทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่สำเร็จ ได้นำธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเขาแล้วนั้น 

ขณะนี้ข่าวดีคือ หน่วยทหารช่างได้เข้าปฏิบัติการก่อสร้างด้วยการเกรดพื้นที่ ขุดคูเลต แนวป้องกันและสร้างบังเกอร์คอนกรีตให้กับฐานที่มั่นถาวรทางทหารไทย เป็นที่มั่นใจให้กับคนไทยทั้งประเทศได้รับทราบทั่วกันว่า ดินแดนที่เคยถูกทหารกัมพูชาบุกรุกล้ำเข้ามาตั้วแต่2551นั้นได้ถูกยึดคืน100%แล้ว และทหารไทยจะทำหน้าที่ถาวรปกป้องภูมะเขือและเขตแดนไทย-กัมพูชาไม่ให้ถูกรุกรานได้อีกอย่างแน่นอนครับ

ขอแดงความชื่นชมและให้กำลังใจทหารกล้าทุกท่านครับ

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

#รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย

สมชาย แสวงการ
9 สค 2568″

‘ภูมิธรรม’ลงพื้นที่ให้กำลังใจ‘ชาวสุรินทร์’ ประสานนำยานยนต์พากลับบ้าน กางเกณฑ์เยียวยา

‘ภูมิธรรม’ลงพื้นที่ให้กำลังใจ‘ชาวสุรินทร์’ ประสานนำยานยนต์พากลับบ้าน กางเกณฑ์เยียวยา

‘ภูมิธรรม’ลงพื้นที่ให้กำลังใจ‘ชาวสุรินทร์’ ประสานนำยานยนต์พากลับบ้าน กางเกณฑ์เยียวยา

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.37 น.

‘ภูมิธรรม’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ‘ชาวสุรินทร์’ ประสานกระทรวงคมนาคมนำยานยนต์พาผู้อพยพกลับบ้านโดยเร็วที่สุด สั่งการ‘ผู้ว่าราชการจังหวัด’ดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ให้ใช้งบอย่างเต็มที่ พร้อมประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนภูมิภาค ละเว้น‘ค่าไฟ-ค่าน้ำ’ในช่วงที่เกิดการปะทะ

9 สิงหาคม 2568 เวลา 09.45 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา โดยจุดแรกเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

เมื่อเดินทางถึงมีนายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  พร้อมด้วย  นาย ชูชัย มุ่งเจริญพร เขต 2 พรรคเพื่อไทย มาให้การต้อนรับ 

นายภูมิธรรม กล่าวว่า  เราด้วยความห่วงใยเราทราบดีว่าประชาชนทุกคนมีความยากลำบากในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของเราเลย เป็นเรื่องที่ส่วนอื่นนอกประเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นคู่ขัดแย้งของเราทำขึ้น สร้างขึ้น และทำให้ประชาชนเดือดร้อน ในขั้นต้น พวกเราทุกคนหน่วยหลัง ได้ทำการดูแลแผนพิทักษ์ส่วนหลังทั้งหมด พยายามดูแลทุกส่วนอย่างเต็มที่ ส่วนแนวหน้า ทหารกล้าของเรา ได้ทำหน้าที่พยายามปกป้องดินแดนอธิปไตยของประเทศ และพยายามที่จะพิทักษ์รักษาดูแลครอบครัว บ้านเรือนทุกอย่างของประชาชนอย่างดี วันนี้เราทราบว่าประชาชนคิดถึงบ้าน ขณะที่ออกมาแล้วนั้น เราพยายามที่ชรบ. อส.  ตำรวจตระเวนชายแดนและตำรวจทุกภาคส่วน หรือฝ่ายปกครอง ดูแลรักษาบ้านเรือนของประชาชนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ รัฐบาลห่วงใยอย่างยิ่ง และมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็คอยช่วยเหลือประชาชนในขั้นต้นที่เกิดเหตุการณ์  เราได้เพิ่มเงินให้จังหวัดให้ทุกวันจังหวัดทั้ง 7 จังหวัดชายแดน และเพิ่มเงินดูแลจาก 20 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาท และช่วยดูแลศูนย์อพยพทั้งหมด  เราเห็นอกเห็นใจ ทุกข์ของประชาชนคือทุกข์อันดับหนึ่ง ที่เราต้องดูแล รวมทั้งทรัพย์สินของประชาชนว่าทุกคนอยากกลับบ้านเต็มที่แล้วเต็มตามแผนตนจะมีการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดสี่จังหวัดอีสานใต้และชี้แจงกฎเกณฑ์กติกา ขณะนี้ท้องถิ่นทั้งหมดลงไปดูสำรวจพื้นที่บ้านเรือนที่เสียหายถ้าเสียหายรุนแรงพยายามหาที่พักให้ก่อนและมีการซ่อมแซมระดมทหารทหารช่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรืออาชีวะทั้งในจังหวัดมาคอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนก่อน รัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้เซ็นเรื่องให้ที่ประชุมครม. ได้มีการปรากฏเกณฑ์ในการช่วยเหลือเพราะภัยพิบัติครั้งนี้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภัยปกติไม่ใช่ภัยที่จะเกิดขึ้นได้ตามปกติเป็นภัยที่เกิดขึ้นที่ยากลำบากนานครั้งที่จะเกิดแต่เมื่อเกิดเกิดขึ้นมาแล้วเสียหายถึงชีวิตและประชาชนและผู้ปฏิบัติงานของรัฐทุกภาค

ส่วนมีการลือมาเป็นสิ่งที่ไม่จริงบ้างผิดๆบ้าง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน อยากทำให้ทุกคนทราบ  รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้คืนกับสู่สภาวะปกติเร็วที่สุด คือเห็นชอบหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณี การชายแดนไทยกัมพูชาในกรณีที่เสียชีวิตและทุพพลภาพเจ้าหน้าที่รัฐทหารตำรวจจ่ายให้รายรับ 10 ล้านบาทจากที่เคยได้หนึ่งล้านบาท ประชาชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะให้รายรับแปดล้านบาท กรณีบาดเจ็บมากเจ้าหน้าที่รัฐเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจรายละ 500,000 บาทประชาชนรายละ 400,000 บาท และอนุมัติขยายวงเงินทดลองผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉินในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรีและตราด เพิ่มเติมเป็น  100 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมบัญชีกลาง ขออนุมัติ นอกเหนือหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เป็นค่าใช้จ่ายในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวปรับปรุงสถานที่ เครื่องอุปโภคบริโภค และตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ประสบภัย ในวันพรุ่งนี้ตนจะประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานกระทรวงคมนาคมให้นำรถ ยานพาหนะ นำพานำประชาชนกลับบ้านด้วยความปลอดภัย นอกจากนั้นได้สั่งการให้กรมป้องกัน และบรรเทาสารธารณภัย และกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นดำเนินตามระเบียบข้อบังคับเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืองบประมาณในส่วนของของปอพอ ให้มาช่วยเหลือเยียวยาตามสมควร ให้ช่วยเหลือประชาชนโดยทันที

พร้อมกันนี้ การสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่อำนวยความสะดวกจัดรถส่งพี่น้องประชาชนให้กลับถึงบ้าน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนสภาพความพร้อมของการใช้งานของไฟฟ้า ประปา

ทั้งนี้ เมื่อวานตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเตรียมพิจารณาลดค่าหรืออาจจะละเว้น ค่าไฟฟ้าและน้ำประปา ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ ขณะนี้กำลังให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ไปหาแนวทางดำเนินการอยู่

นอกจากนี้ สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องรีบจัดการให้ประชาชนโดยเร็ว  หลังจากให้งบประมาณแล้ว ให้อำนาจในการตัดสินใจแล้ว เชื่อว่าผู้ว่าราชการจังหวัด มีจิตใจที่รักราษฎรในปกครองของตนเอง จะดูแลช่วยกันอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความห่วงใยและพยายามดำเนินการต่างๆอย่างเต็มที่ สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วคือ ความห่วงใยที่รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนให้ความสำคัญและให้ความใส่ใจเป็นอย่างดี และในวันพรุ่งนี้รัฐมนตรีทุกคนจะเข้าพื้นที่หลังจากได้ประกาศสั่งการแล้วดำเนินการแล้ว ยังมีอะไรที่ติดขัดบกพร่องเป็นปัญหาหรือไม่จะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาฝากกำลังใจให้ความรู้สึกห่วงใยส่วนหลังทั้งหมด  ตอนนี้รออีกนิดนึงรอให้แต่ละพื้นที่ดูตามความเป็นจริง ที่ไหนปลอดภัยแล้ว อันไหนที่เป็นปัญหาอุปสรรคจะได้แก้ไขจะได้ส่งพี่น้องประชาชนกลับบ้านอย่างช้าในวันพรุ่งนี้จะได้กลับบ้านทุกคน  พร้อมได้ประสานกับกองทัพ ทั้งแม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 1 ที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมด ขอประชาชนอดใจรออีกนิด

จากนั้น นายภูมิธรรม ได้พาคุณยายที่จะเดินทางกลับบ้านวันนี้ พาขึ้นรถของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลด้วย