‘มหาดไทย’ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

'มหาดไทย'ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน 'ผ้าไทยใส่ให้สนุก'

‘มหาดไทย’ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

กระทรวงมหาดไทย ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ต่อยอดมรดกภูมิปัญญาสู่สากลในการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2568

เพื่อสืบสานและต่อยอดงานผ้าไทยและงานหัตถกรรมตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ผ่านการจัดอบรมพัฒนาลวดลายตามลายพระราชทาน (Coaching) ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือทั่วประเทศ ควบคู่กับการจัดประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ เชิดชูเกียรติผู้สืบสาน ภูมิปัญญา ตลอดจนส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

จากพระปณิธานอันแน่วแน่ในการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งนำไปสู่การยอมรับในระดับสากล ล่าสุดองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และเพื่อสืบสานความสำเร็จพร้อมสนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงเดินหน้าจัดการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีคุณภาพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนสู่ชุมชน และส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส

ในปีนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดงานแถลงข่าวการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมประจำปี 2568 เพื่อคัดเลือกผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวด โดยผู้ชนะการประกวดจะได้รับเหรียญรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสามารถนำผืนผ้าไปเป็นต้นแบบให้แก่ผู้สนใจ โดย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานแถลงข่าวฯ พร้อมด้วย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมด้วยที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ได้แก่ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ ดร. ศรินดา จามรมาน ร่วมเปิดเผยรายละเอียดการประกวดฯ ในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ ห้องแมกโนเลีย บอลรูม ชั้น 10 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญให้กับวงการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชน การประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ในปีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือทั่วประเทศ ให้สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

กระทรวงมหาดไทย มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคนิค ผ้าลายพระราชทานที่ร่วมสมัย และส่งเสริมด้านการตลาด การแข่งขัน การจัดแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ความร่วมมือหลายภาคส่วน กระทรวงมหาดไทยได้ให้การสนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการต่อยอดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน ตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ทรงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน และได้พระราชทาน ‘คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ที่เปรียบเสมือนวิชชาลัยผ้าเคลื่อนที่ได้ลงพื้นที่ไปมอบองค์ความรู้ให้กับช่างทอผ้าทั่วประเทศ เพื่อช่วยพัฒนาองค์ความรู้ กระตุ้นความคิดแนะนำแนวทางการพัฒนาลวดลายผ้าไทย ซึ่งจะช่วยให้ผ้าไทยเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น ทั้งในประเทศและระดับสากล ภายใต้แนวพระดำริ Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถศิลป์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยกับผู้สวมใส่ ทรงสนับสนุนและส่งเสริมการย้อมเส้นใยด้วยสีธรรมชาติ จนกระทั่งนำไปสู่การยอมรับในระดับสากล กระทรวงมหาดไทย จึงช่วยผลักดันและขับเคลื่อนจัดการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีคุณภาพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่ชุมชน และส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส เพื่อเป็นอาชีพของคนไทย ที่มีการรับช่วงต่อรุ่นสู่รุ่น สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

“ด้วยพระปรีชาชาญของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านการออกแบบ หนุนเสริมทำให้สิ่งที่มีอยู่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ทันสมัยขึ้น นับตั้งแต่พระราชทานโครงการพระดำริ  ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และพระราชทานลายผ้าพระราชทานให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ได้ไปสร้างสรรค์และพัฒนา และเมื่อผลิตเสร็จแล้วทุกส่วน ทั้งส่วนราชการ ภาคส่วนต่าง ๆ และพี่น้องประชาชน ก็ได้ไปอุดหนุน ไปซื้อสวมใส่ จากความหลากหลายของลวดลาย และล่าสุด คือ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ พร้อมทั้งพระราชทานพระกรุณาให้เชิญคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในอาชีพ ก็คือ เหล่าผู้เชี่ยวชาญและดีไซเนอร์ ทั้งด้านการพัฒนาลวดลาย การให้สี การพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ และพระองค์ท่านยังทรงเล็งเห็นว่า กระบวนการผลิตผ้าต้องรักษ์โลกด้วย กระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นทำงานแบบทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที มุ่งส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยผลิตภัณฑ์ของคนไทยที่มีคุณภาพ ซึ่งงานผ้าและงานหัตถกรรมของพวกเราคนไทยในปัจจุบัน ได้รับความนิยมชมชอบอย่างหลากหลายเพิ่มมากขึ้น”

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เปิดเผยถึงกำหนดการและแผนการดำเนินงานว่า  “กรมการพัฒนาชุมชนได้วางแผนการจัดประกวดอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ โดยได้เปิดรับสมัครผลงานแล้ว  ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน – 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอและจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีจำนวน  ผู้ส่งผ้าและงานหัตถกรรมเข้าร่วมประกวด จากทั้ง 4 ภาค รวม 76 จังหวัด แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทผ้า จำนวน 8,327 ผืนและงานหัตถกรรม จำนวน 553 ชิ้นงาน รวมทั้งสิ้น 8,880 ผืน/ชิ้นงาน หลังจากนั้นคณะกรรมการจะพิจารณากลั่นกรอง ตามแนวทางและหลักเกณฑ์การประกวดฯ ก่อนรวบรวมผ้าและงานหัตถกรรมส่งเข้าประกวดในระดับภูมิภาคทั้ง  4  ภูมิภาค เริ่มที่ภาคกลาง ในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 จังหวัดนนทบุรี, ภาคเหนือ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 จังหวัดเชียงใหม่, ภาคใต้ วันที่ 7 กันยายน 2568 จังหวัดสงขลา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 13-14 กันยายน 2568 จังหวัดอุดรธานี โดยจะจัดการประกวด  รอบตัดสินระดับภาค (Quarter final) ในวันที่ 22 กันยายน 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะเข้าสู่การประกวดรอบรองชนะเลิศ (Semi-Final) ในวันที่ 23 กันยายน 2568 นอกจากนี้  กรมการพัฒนาชุมชน จะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผลงานการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ในรูปแบบ POP Up Store ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์  ถนนสุขุมวิท

“ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จเป็นองค์ประธานในการตัดสินการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรมรอบตัดสินระดับประเทศ ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม  และในเดือนธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จะจัดให้มีพิธีมอบเหรียญรางวัลพระราชทานฯ จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี  นารีรัตนราชกัญญา สำหรับผู้ที่ชนะการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม และรางวัลชนะการประกวดตามโครงการแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วต่อไป”

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของลายผ้าพระราชทานในปีนี้ว่า “นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานแบบลายผ้า ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ซึ่งทรงออกแบบขึ้นเนื่องในโอกาสที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ   ถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2568   จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงศึกษาค้นคว้าจากศิลปกรรมไทยและผืนผ้าโบราณ นำมาออกแบบต่อยอดให้มีความร่วมสมัย เป็นสากล แต่ยังคงเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อันงดงามของชาติไทย ทั้งในประเภทผ้ามัดหมี่, ผ้ายก, จก, ขิด, แพรวา   และผ้าบาติก ลายที่ 1 ประกอบด้วย ลายดอกพุดตาน, ลายหัวใจดอกพุดตาน, ลายมยุรสิริ, ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568 และลายที่ 2 ประกอบด้วย ลายดอกพุดตาน, ลายหัวใจดอกพุดตาน, ลายช่อดอกพุดตาน, ลายมยุรสิริ, ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568 โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบลายผ้าพระราชทานนี้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อไปยังช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรม ได้นำไปสร้างสรรค์ผลงาน ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และเข้าร่วมการประกวดเพื่อแสดงศักยภาพฝีมือ ให้เป็นที่ประจักษ์” รวมไปถึงหลักเกณฑ์การส่งผลงานเข้าประกวดว่า “หัวใจสำคัญของการประกวดคือการรักษาไว้ซึ่ง  อัตลักษณ์และเทคนิคดั้งเดิม โดยผู้ส่งผ้าเข้าประกวดต้องเป็นผู้ผลิตหรือช่างฝีมือที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่สมัคร และผลงาน ต้องเป็นงานทอมือหรือทำจากมือเท่านั้น โดยใช้เส้นใยธรรมชาติ เช่น ไหมพันธุ์พื้นบ้าน หรือฝ้ายเข็นมือ และย้อมสีธรรมชาติเป็นหลัก โดยต้องระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบ รวมถึงกระบวนการย้อมสีและสูตรที่ใช้ในการย้อมสีธรรมชาติอย่างละเอียด ละเอียด โดยผ้าหรืองานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดสามารถนำลายโบราณของแต่ละท้องถิ่นมาผสมผสานกับผ้าลายพระราชทาน ‘ลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ได้ทุกประเภท สำหรับปีนี้ แบ่งการประกวดประเภทผ้าออกเป็น 14 ประเภท  อาทิ ผ้ามัดหมี่, ผ้าขิด, ผ้าจก, ผ้าบาติก และผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ รวมถึงประเภทงานหัตถกรรมเช่น งานเซรามิก  งานจักสาน ฯลฯ ที่นำลายพระราชทาน ‘ลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ไปต่อยอดได้อย่างโดดเด่นและยอดเยี่ยม ประกอบด้วย หัตถกรรม จากลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, หัตถกรรมจากลายขิดนารีรัตนราชกัญญา, หัตถกรรมจากลายดอกรักราชกัญญา, หัตถกรรมจากลายสิริวชิราภรณ์, หัตถกรรมและผ้าบาติกจากลายชบาปัตตานี และหัตถกรรมจากลายสิริราชพัสตราภรณ์  

“โดยคณะกรรมการจะพิจารณาให้คะแนนจากความกว้างของหน้าผ้าความเรียบร้อยและความสม่ำเสมอ ของการทอ การใช้สีธรรมชาติให้สีได้เหมาะสมกับลวดลายในผืนผ้า ความชัดเจนของลวดลาย ความสวยงาม ความคิดสร้างสรรค์และการประยุกต์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และเรื่องราว (Storytelling) ที่นำเสนอความเป็นมาของชิ้นงาน”

รางวัลการประกวดระดับประเทศ รับพระราชทานรางวัลการประกวด “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และ  งานหัตถกรรม เดือนธันวาคม รางวัลการประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภทรางวัล ดังนี้

ประเภทที่ 1 รางวัลพิเศษ ประกอบด้วย Best of the Best รางวัลชนะเลิศรางวัลเดียวจากในแต่ละประเภท,  การใช้สีธรรมชาติยอดเยี่ยม, ลวดลายตามแบบพระราชทาน, ประเภทงานหัตถกรรม เช่น งานเซรามิก งานจักสาน ฯลฯ  ที่นำลายพระราชทานมาต่อยอดที่มีความโดดเด่น และยอดเยี่ยม ประกอบด้วย หัตถกรรมจากลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, หัตถกรรมจากบาติกลายพระราชทาน หัตถกรรมจากลายขิดนารีรัตนราชกัญญา หัตถกรรมจากลายดอกรักราชกัญญา  หัตถกรรมจากลายสิริวชิราภรณ์ หัตถกรรมและผ้าบาติกจากลายชบาปัตตานี หัตถกรรรมจากลายสิริพัสตราภรณ์และ รางวัลอื่นๆ ตามความเหมาะสมของชิ้นงาน

ประเภทที่ 2 เหรียญรางวัลพระราชทาน โดยรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 เหรียญทองคำ, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เหรียญเงิน รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เหรียญนาก และรางวัลชมเชยใบประกาศเกียรติคุณ

ดร. ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กล่าวเสริมในประเด็นการพัฒนาศักยภาพว่า “เพื่อให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการทั่วประเทศมีความเข้าใจในลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ อย่างลึกซึ้ง และสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพ คณะทำงานโครงการฯ มีแผนการลงพื้นที่จัดกิจกรรม Coaching ให้กับกลุ่มผู้ผลิตและช่างทอผ้าทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศเช่นทุกปีที่ผ่านมา จำนวน 5 จุดดำเนินการ ระหว่างเดือน เมษายน – พฤษภาคม 2568 ได้แก่ ภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานีและอุดรธานี ภาคใต้ จังหวัดสงขลา และ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญและดีไซเนอร์จะเข้าไปให้ความรู้ คำแนะนำ ทั้งในเรื่องการถอดลาย การเลือกใช้สี การพัฒนาเทคนิคให้มีความร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งรากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิม เราเชื่อมั่นว่ากิจกรรมนี้ จะช่วยยกระดับผลงานของผู้เข้าประกวดให้มีคุณภาพสูงขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่อไป”

ร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้ช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในการสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าสู่เวทีการประกวดระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงานที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด ในรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

คุณแหน : 9 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 9 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 9 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • ในโอกาสครบรอบ 2 ปีการก่อตั้ง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม “Collection Climate Action รวมพลังใจ ลดภัยโลกร้อน” วันที่ 18 ส.ค. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมฯ ประธานฯจัดงานฯ เชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนกองทุนสวัสดิการกรมฯ…งานนี้งดรับกระเช้าแสดงความยินดี…
  • 6 ส.ค.ที่ผ่านมา พี่เก่าอย่าง เทอดขวัญ กำภูฯ กับ เตือนใจ ศงสภาต มาร่วมฟัง ครูต้อย-อุมาพร บัวพึ่ง นักร้องแผ่นเสียงทองคำ เจ้าของเพลงดัง “หนึ่งหญิง สองชาย” สาธิตการขับร้องเพลงไทยสากลอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมสมานสามัคคี ข้าราชการเก่า-ใหม่ ที่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซ.อารี…ข่าวว่า กิจกรรมนี้ พรทิพย์ สาริกบุตร ข้าราชการเก่า แต่เป็นนักร้องหน้าใหม่เลือกเพลง “หนึ่งมิตรชิดใกล้” ขึ้นเวทีร้องเพลงต่อหน้าที่สาธารณะเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย…
  • หลังจากป่วยขณะบินไปฝรั่งเศส เมื่อ 3 เดือนก่อน ประภาส จารุประกร เข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ต้องรักษาตัวอยู่ที่นั่นนานกว่าเดือน ซึ่งมี เต็มภักดิ์ สุดที่รักยอดภรรยาดูแลใกล้ชิด มาบัดนี้ได้บินลัดฟ้า กลับมาพักฟื้นที่เมืองไทยแล้ว ด้วยความปลอดภัย…เมื่อวันก่อนยังไปโชว์ฝีมือการเป็นเชฟให้ลูกค้าที่ไปพัก ทัมมารีนบูติก รีสอร์ท @ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย…
  • ปกติเป็นคนใกล้ชิดโซเชียล ประเภท ใครไลน์หา จะ read ทันทีทันใด ถามมาตอบไป ว่องไวแบบถึงลูกถึงคนเสมอ แต่ช่วงนี้ เจ้าตัวยอมรับว่า ทั้ง read and write ไม่ไวเท่าที่ควร ด้วยมีภารกิจควบคุมคนงานรีโนเวทบ้านพักแถวปากเกร็ด และยังต้องดูแลโรงเรียนเล็กๆแถวท่าน้ำนนทบุรีอีกต่างหาก…โชคดีที่มีเพื่อนแสนดี รัก เข้าใจ และให้อภัยเสมอ…
  • ด้วยวัย 75 ปี มนต์ทิพย์ รุจิกัณหะ ยังมีความสุขสนุกสนานเช่นสมัยสาวๆ แม้ต้องขับรถไปไหนมาไหนเอง ก็ยังรับนัดหมู่มวลมิตรท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทั้งกลางวันและกลางคืน ยกเว้นติดนัดหมอเพื่อสุขภาพ จึงจะให้การภาคเสธ…
  • นอกจากจะทำงานประจำเกี่ยวกับธุรกิจการบินแล้ว ปารวี วาสิกะสิน ยังร่วมกับเพื่อนทำ พวงหรีดแนวคิดใหม่ “หรีดบุญ เพื่อการทำบุญและสิ่งแวดล้อม” เป็นการแสดงความระลึกถึงความอาลัยต่อผู้วายชนม์ ได้ทำบุญ และสามารถใส่โลโก้ได้ ลดหย่อนภาษีได้ด้วย หรีดบุญใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการลดต้นทุนและขยะ โดยนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาค รพ. สถาบันการศึกษา มูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์…ช่องทางสั่งทางไลน์ @leadboon หรือโทร.098-896-3500 …
  • เพราะมีเพื่อนพ้องน้องพี่ประสบความสำเร็จในชีวิตพร้อมๆกันหลายคน ธนิต วิจิตรพันธุ์ จึงเป็นเจ้าภาพเปิดแชมเปญและไวน์ แสดงความยินดีกับความสำเร็จของรุ่นน้อง อาทิ ชลวิทย์ สุขอุดม เรียนจบปริญญาเอก เป็นดอกเตอร์หมาดๆ รวมทั้งย้อนดีใจกับ ขจรศักดิ์ นฤภัทร ผู้กำกับละครซีรีย์สร้างสรรค์ และ มานิดา ภรรยาที่ผลิตละครคุณภาพทาง ไทยทีบีเอส เจ้าของหลายรางวัลจาก คมชัดลึกอะวอร์ด โดยมี บุญลาภ ภูสุวรรณ มาร่วมยินดีด้วย ที่เอบิน่า เฮ้าส์ งานนี้ทุกคนได้รับความสุขมากมาย…แถมโต๊ะข้างๆมี ม.ล.ปาราลี ประสมทรัพย์ ,จิตติมา เจือใจ และ อุไรวรรณ ทรงงามฯ นักร้องวัยใกล้เคียง มาประชุมเตรียมคอนเสิร์ตการกุศลฯ ทำให้ได้ฟังเพลงที่ไพเราะ พร้อมทั้งมอบเพลง ประจำสถาบัน มช. “ลาแล้วภูพิงค์ให้ได้ฟังอีกด้วย…ไม่ต้องเล่า ก็เข้าใจได้ว่า ผู้ร่วมงานจะปลื้มปริ่มกันมากมายเพียงใด !!…
  • มูลนิธิโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โดย ดร.วิภาวดี ชีวะผลาบูรณ์ ประธานฯ ,ดวงใจ ตั้งสง่า รองประธานฯ และ ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ฝากเตือนว่ามีการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล Share love for Charity ครั้งที่ 9 เพื่อสมทบกองทุนการศึกษามิสเอ็ดน่า เซระ โคล อนุสรณ์ วันที่ 9 สิงหาคม เวลา 09.00 น. ที่ Blu-O สยามพารากอน..

บารอนเนส

สุขใจที่ได้ทำ ‘บอย – เจี๊ยบ’ เสิร์ฟชาบูหมูกระทะ อิ่มไม่อั้น พร้อมกับส่งกำลังใจทหารชายแดน

สุขใจที่ได้ทำ ‘บอย – เจี๊ยบ’ เสิร์ฟชาบูหมูกระทะ อิ่มไม่อั้น พร้อมกับส่งกำลังใจทหารชายแดน

สุขใจที่ได้ทำ ‘บอย – เจี๊ยบ’ เสิร์ฟชาบูหมูกระทะ อิ่มไม่อั้น พร้อมกับส่งกำลังใจทหารชายแดน

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังคงออกสตาร์ตขับเคลื่อนกำลังใจและรอยยิ้มไปยังโรงเรียนต่างๆอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บอย อนุวัฒน์ และ เจี๊ยบ พิจิตตรา กับโครงการดีๆ อย่าง  #รถกับข้าวบอยเจี๊ยบ ที่เดินหน้าช่วยเหลือสังคมในช่วงเกิดวิกฤติต่างๆ โดยล่าสุดทั้งคู่พา #รถกับข้าวบอยเจี๊ยบ ไปเยี่ยมเยียนกันที่โรงเรียนเมืองเก่ากำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งครั้งนี้ก็ได้ใช้งบส่วนตัวของทั้งคู่รวมถึงทิปทุกบาททุกสตางค์ในการเล่นคอนเสิร์ตของหนุ่มบอย อนุวัฒน์ และผู้ใหญ่ใจดีหลายๆ ท่านที่ให้การช่วยสนับสนุน ผลักดันนำพาความอิ่มอร่อยผ่าน #รถกับข้าวบอยเจี๊ยบ ไปถึงเหล่าน้องๆ ในโรงเรียน จนทำให้ได้เห็นภาพบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ท่ามกลางอาหารกลางวันมื้อพิเศษให้กับน้อง ๆ นักเรียน ซึ่งเมนูที่ทั้งคู่ยกมาฝากน้องๆ วันนี้บอกเลยว่าเป็นเมนูที่ทั้งคู่ถนัดสุดๆ อย่าง “ชาบู หมูกระทะ” เพราะหลังจากสืบทราบจากคณะครูอาจารย์ว่าน้องๆ ยังไม่เคยได้ทาน งานนี้ทั้งคู่เลยจัดเต็มให้อิ่มกันจุกๆเลยทีเดียว

แล้วนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษที่ช่วยสร้างกำลังใจ พร้อมส่งต่อความห่วงใยไปถึงทหารหาญกล้าที่อยู่ชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน รวมทั้งแพทย์ พยาบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของทหารหาญที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ อีกด้วย และด้วยโรงเรียนเมืองเก่ากำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีครูและนักเรียนรวมกันประมาณ 80 คน น้องๆ บางคนเป็นเด็กพิเศษ บางคนเป็นเด็กกำพร้ามีฐานะทางบ้านยากจน งบประมาณในการบริหารจัดการต่างๆ จึงน้อยลงไปด้วยตามจำนวนเด็กๆ รวมไปถึงอาคารเรียนและอุกรณ์การเรียนก็ยังไม่เพียงพอกับการเรียนของน้องๆ งานนี้ บอย และ เจี๊ยบ ก็ไม่นิ่งนอนใจหยิบยื่นน้ำใจส่งต่อโอกาสให้น้องๆ ผ่านโครงการ #รถกับข้าวบอยเจี๊ยบ มอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษา ชุดนักเรียน และการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนให้น้องๆ ได้มีโอกาสมากยิ่งขึ้นอีกเช่นเดียวกัน บอกเลยว่างงานนี้ทั้ง บอย และ เจี๊ยบ นอกจากจะมาช่วยเติมเต็มความสุขและพลังงานให้กับเด็ก ๆ ในเรื่องอาหารเท่านั้น ยังถือว่าได้ช่วยปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกที่ดีงามให้กับเยาวชนอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนคนรุ่นหลังได้ยึดถือเป็นแบบอย่างในอนาคตต่อไป

อิ่มบุญ ! อุ่นใจ!ในคอนเสิร์ตการกุศล ‘พลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยและทหารชายแดน’

อิ่มบุญ ! อุ่นใจ!ในคอนเสิร์ตการกุศล 'พลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยและทหารชายแดน'

อิ่มบุญ ! อุ่นใจ!ในคอนเสิร์ตการกุศล ‘พลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยและทหารชายแดน’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

 ผ่านพ้นไปด้วยความเป็นปลื้มจนลืมเหนื่อยสำหรับกิจกรรม ฟรีคอนเสิร์ตพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยและทหารชายแดน ที่ตลาดสดไอยรา อำเภอ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่มีบรรดาศิลปินจิตอาสาต่างยกพลคนลูกทุ่งทั้งดาวรุ่งดวงใหม่และดาวรุ่งรุ่นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น  ฟิวส์ กิติกร ไหทองคำ,ตลกพันหน้าซาส์ หมาว้อ,สดใส รุ่งโพธิ์ทอง,เก่ง-สัญญา พรนารายณ์,ฝน ธนสุนทร,ยิ่งยง ยอดบัวงาม,วินัย รุ่งประการ,ดวงดี ศรีวิชัย,ใบเฟิร์น สุทธิยา,แคนดี้ รากแก่น,จัสมิน ดีน่า,เพ็ญนภา มุกดามาศ และอรกมากมายหลายท่าน

สำหรับหนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่ทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้น ก็คงหนีไม่พ้นตลกน้ำดี วิลลี่ ผี ก้าบก้าบ ได้กล่าวว่า “งานนี้ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ เฮีย สุวัจน์ อาซ้อ พัชรินทร์ เจ้าของตลาดสดไอยรา และอาจารย์ยอด ไอยรา ซึ่งกรุณาช่วยเป็นผู้ประสานงานรวมทั้ง ผู้บริหาร ตลาดไอยรา ทุกๆท่านขอบคุณทีมงานสายบันเทิงปทุมธานีเครื่องเสียงน้องหนูโปรโมชั่น ขอบคุณพิธีกรคุณแสนรัก เมืองโคราช 

ขอบคุณศิลปินนักร้องลูกทุ่ง-ตลก และจิตอาสาทำความดีเพื่อสังคมสำหรับเงินสดและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่ศิลปินดารานักร้องและประชาชนร่วมบริจาคมียอดมูลค่าทั้งหมด รวม 415,375บาท ซึ่งเราได้นำไปเพื่อบริหารจัดการเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นพวกเราจะขอบันทึกความทรงจำอันนี้ไว้ว่าครั้งหนึ่งพวกเราได้ช่วยทหารชายแดนเพื่อปกป้องประเทศไทยและแผ่นดิน” วิลลี่ ผี ก้าบก้าบ รับทราบครับหมึก มายา รายงาน

‘บุ๋ม ปนัดดา’ฝากตัวในฐานะโฆษกศบ.ทก. ลั่นพร้อมชน’กัมพูชา’

'บุ๋ม ปนัดดา'ฝากตัวในฐานะโฆษกศบ.ทก. ลั่นพร้อมชน'กัมพูชา'

‘บุ๋ม ปนัดดา’ฝากตัวในฐานะโฆษกศบ.ทก. ลั่นพร้อมชน’กัมพูชา’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

8 สิงหาคม 2568 หลังจากที่การแต่งตั้ง “บุ๋ม ปนัดดา” ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี นางสาวไทย ปี 2543 ให้เป็นโฆษกของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.จิตอาสา)

ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

“ในฐานะโฆษกก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับพี่น้องประชาชน ที่ตกลงมาทำหน้าที่ตรงนี้เพราะเราอยู่ในพื้นที่มานาน และเราเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เห็นความอดทนของพี่น้องทหาร และในฐานะที่เป็นจิตอาสาตรงนี้เลยอยากจะเป็นสื่อกลางที่ชัดเจน และเป็นสื่อกลางที่สามารถคุยกับทั้งสื่อ ประชาชนและทหาร ให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงบอกกับการต่างประเทศด้วย ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยของเรา และทางทหารเราก็ประชุมกันเขาก็บอกว่าถ้าจะหาโฆษกที่ชนกับทางกัมพูชาได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นตนเอง ตามข้อตกลงตนเองก็ยินดีที่จะมาช่วยงานตรงนี้ เพื่อประเทศไทยของเรา”

โดยมีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีจำนวนมากเลยทีเดียว

‘มาริษ’ลงพื้นที่‘สุรินทร์’ เตรียมใช้แจงนานาชาติ‘กัมพูชา’ใช้อาวุธระยะไกล โจมตีพลเรือน

‘มาริษ’ลงพื้นที่‘สุรินทร์’ เตรียมใช้แจงนานาชาติ‘กัมพูชา’ใช้อาวุธระยะไกล โจมตีพลเรือน

‘มาริษ’ลงพื้นที่‘สุรินทร์’ เตรียมใช้แจงนานาชาติ‘กัมพูชา’ใช้อาวุธระยะไกล โจมตีพลเรือน

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.17 น.

‘มาริษ’เผยหลังลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่‘สุรินทร์’ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น เตรียมใช้เป็นข้อชี้แจงนานาชาติ‘กัมพูชา’ใช้อาวุธระยะไกล โจมตีพื้นที่พลเรือน ยันพร้อมประสานให้ ICRC-UN มาดูพื้นที่

9 ส.ค.68 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่จังหวัดสุรินทร์ จากเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ว่า เรื่องข้อมูลของการละเมิดสิทธิ และละเมิดกฎสหประชาชาติกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชา เรามีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว เมื่อวันนี้ได้มาเห็นสภาพจริง และมาเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ได้เห็นภาพนอกเหนือจากข้อมูล ก็เป็นภาพที่เห็นชัดเจน รวมถึงการบรรยายสรุปของผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่อธิบายให้เห็นการโจมตีเป้าหมายที่ห่างไกลออกจากเขตแดน ซึ่งตนเองใช้เป็นข้อชี้แจงกับนานาชาติ และองค์กรสหประชาชาติว่าการใช้ประเภทอาวุธระยะไกลของฝ่ายกัมพูชาจะทำให้เกิดปัญหา และจะทำให้ประชาชนพลเรือนได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งเป็นการโจมตีเป้าหมายไปยังพลเรือน แต่ยังไม่สามารถเข้าไปดูพื้นที่กับระเบิด และวันนี้ทราบว่ามีทหารเหยียบกับระเบิดที่วางอยู่ตามแนวชายแดน โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจง และแสดงความผิดหวัง และไม่ปรารถนาที่จะเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างกันให้สำเร็จอย่างยั่งยืน ส่วนนี้เราจะแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธ หรือทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างชัดเจน

นายมาริษ กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ ได้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นในสิ่งที่เราเรียกร้องมาโดยตลอด ว่าเราทำตนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และได้แสดงตนให้ประชาคมโลก ได้ตระหนักว่าเราเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมาย กฎบัตรสหประชาชาติ ธรรมเนียม ในขณะที่อีกฝ่ายมีการละเมิดอยู่ตลอดเวลา เพราะเราเองพยายามเรียกร้องให้เขามาเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การที่เราไปเจรจา GBC แล้วได้ผลสำเร็จ ทำให้เขากลับมานั่งโต๊ะเจรจาทวิภาคี และยืนยันว่าจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้วระหว่างกัน คือ JBC, RBC และ GBC เป็นสิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับ

นอกจากนี้ ตนเองมายืนยันให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ให้การดูแลประชาชนให้สบายใจว่าประเทศสมาชิกอาเซียน มิตรประเทศของเรา สนับสนุนแนวทางที่เราใช้แก้ไขปัญหาระหว่างที่มีการปะทะกัน เป็นไปตามหลักสากลอย่างแท้จริง และมิตรประเทศก็ให้การสนับสนุน ขอให้ทุกท่านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความสบายใจ และแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากมิตรประเทศ

ส่วนจะต้องมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียนที่จะมาติดตามข้อตกลงหยุดยิง นายมาริษ ระบุว่า ขณะนี้กลไกที่เราเรียกร้องมาตั้งแต่ต้น ได้รับการยอมรับ และมันทำให้สบายใจกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับสองประเทศ แต่ทั้งประชาคมโลกด้วย ซึ่งในช่วงที่ตนเองเดินทางไปประชุมที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ ก็ยืนยันแต่แรกว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากสองประเทศ ดังนั้นทั้งสองประเทศต้องเป็นผู้แก้ปัญหา ซึ่งทุกประเทศก็สนับสนุน จึงต้องคุยกันต่อไป โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยหากมีการละเมิด กลไก RBC ก็จะเป็นหลักในการมานั่งพูดคุยกัน

ส่วนจะมีคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross) และองค์กรสหประชาชาติ (UN) มาหรือไม่ นายมาริษ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานอยู่ เราพร้อมอำนวยความสะดวกให้องค์กรทั้งหลาย เรื่อง ICRC เป็นนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล เมื่อมีการปะทะกัน ในการโจมตีเป้าหมายเป็นพลเรือน ทำให้เราพยายามติดต่อ ICRC เขาก็รีบเข้ามาหลังการปะทะคลี่คลาย ได้ให้หน่วยงานทั้งหลาย ทั้ง UN ที่เจนีวา และที่นิวยอร์ก ได้ประสานทั้งหมด และยังมีทูตอีกหลายประเทศที่อยากมาดู เราก็จะประสานให้

‘สุรเดช’ แสดงความเสียใจ 3 นายทหารเหยียบทุ่นระเบิด

'สุรเดช' แสดงความเสียใจ 3 นายทหารเหยียบทุ่นระเบิด

‘สุรเดช’ แสดงความเสียใจ 3 นายทหารเหยียบทุ่นระเบิด

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

‘สุรเดช’แสดงความเสียใจ 3 นายทหารเหยียบทุ่นระเบิดซ้ำอีก ร้องรัฐบาลอย่าเอาชีวิตทหารแขวนบนเส้นด้าย แนะนำเทคโนโลยีทันสมัยจากออสเตรเลียมาช่วยเก็บทุ่นระเบิดแนวชายแดน ยุฟ้องต่างประเทศให้เห็นความไม่จริงใจของเขมร จี้อย่ายอมเจรจาหากไม่ร่วมมือปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 9 ส.ค.นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงเจ้าหน้าที่ทหารเหยียบกับระเบิดที่บริเวณรอยต่อช่องโดเอาว์-กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษเมื่อช่วงเวลา 10.00 น.ที่ผ่านมาว่า ส่วนตัวตนต้องขอแสดงความเสียใจกับทหารทั้ง 3 นายที่เหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บ และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศให้สื่อสารไปยังประเทศต่างๆ ทั้งประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศตัวกลางในการประสานให้ไทยและกัมพูชาได้พูดคุยเพื่อทำข้อตกลงในการหยุดยิงกัน รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนที่เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในการทำข้อตกลง13 ข้อเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมาด้วย

นายสุรเดช กล่าวว่าข้อตกลง 13 ข้อแต่มี 2 ข้อที่ทางกัมพูชาไม่ยอมรับคือการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งในเรื่องของทุ่นระเบิดที่ยังคงฝังอยู่นั้น ในเมื่อเราไม่สามารถไว้วางใจกัมพูชาได้ เราก็ต้องมาเก็บกู้ของเราเองก่อน และในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างนี้เราควรจะต้องมีอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งในหลายประเทศก็มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย เท่าที่ตนติดตามข่าวประเทศที่มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในทางทหารเราก็มีสัมพันธ์ที่ดีกับทางออสเตรเลียอยู่แล้ว สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยเราก็มีอยู่ ดังนั้นเราก็สามารถประสานกับทางสถานทูตได้เลย โดยอาจจะขอให้ผู้เชี่ยวชาญของเขามาดูสถานที่พร้อมนำอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีตรวจจับทุ่นระเบิดมาแสดงให้เราดูก่อนก็ได้
ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเป็นลักษณะเหมือนกับสนามแม่เหล็กที่สามารถจะเช็คสิ่งที่เป็นโลหะได้ว่า อยู่จุดไหนและพื้นที่ไหนที่มีทุ่นแม่เหล็กอยู่จำนวนมากหรือน้อย นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้โดรนเข้ามาตรวจสอบในพื้นที่ที่เป็นภูเขาที่จำเป็นต้องใช้โดนเข้าไปตรวจสอบด้วย ตนคิดว่า เราต้องรีบทำเพราะไม่เช่นนั้นทหารเราจะอันตราย

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของชีวิตคน ชีวิตทหาร เครื่องไม้เครื่องมือที่เรามีอยู่ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ทันสมัยพอ ผมจึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะเราไม่สามารถที่จะเอาชีวิตทหารไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ ได้อีกแล้ว เราต้องระมัดระวังความปลอดภัยให้กับทหารของเรา ด้วยการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยด้วย”

ส่วนประชาชนที่ขณะนี้เริ่มทยอยกลับบ้านแล้วนั้น ตนอยากให้ทางเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบให้เกิดความปลอดภัยก่อนที่จะประกาศให้ประชาชนกลับบ้านตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมาเรายังตรวจพบลูกระเบิดที่ฝังอยู่ตามสถานที่ต่างๆจำนวนมาก ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเองยังคงมีทหารและอาวุธหนักประจำอยู่ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นรถถังหรือฐานยิงจรวด ดังนั้นเราก็ยังคงไว้ใจไม่ได้ รัฐบาลต้องย้ำไปว่ากัมพูชาต้องมีความจริงใจโดยนำอาวุธหนักเหล่านี้ออกไปจากพื้นที่ เพราะหากกัมพูชาเกิดยิงจรวดเข้ามาแล้วใครจะรับผิดชอบชีวิตประชาชน

ส่วนเรื่องคอลเซ็นเตอร์ นั้น นายสุรเดช กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เรายอมไม่ได้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาทำความเสียหายให้กับคนไทยจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลต้องเน้นย้ำไปว่า กัมพูชาต้องดำเนินการปราบปรามไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่เจรจาเด็ดขาด

‘ภูมิธรรม’ลงพื้นที่พนมดงรัก กำชับ‘กต.’เก็บหลักฐานแจงนานาชาติ ชี้มีระเบิด 10 กว่าลูกยังไม่ได้กู้

‘ภูมิธรรม’ลงพื้นที่พนมดงรัก กำชับ‘กต.’เก็บหลักฐานแจงนานาชาติ ชี้มีระเบิด 10 กว่าลูกยังไม่ได้กู้

‘ภูมิธรรม’ลงพื้นที่พนมดงรัก กำชับ‘กต.’เก็บหลักฐานแจงนานาชาติ ชี้มีระเบิด 10 กว่าลูกยังไม่ได้กู้

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

‘ภูมิธรรม’เยี่ยมโรงพยาบาลพนมดงรัก รับฟังอาคารเสียหายหนัก-บุคลากรทางการแพทย์ได้รับผลทางจิตใจ กินยา 51 คน จากระเบิดเหตุปะทะกัมพูชา ก่อนกำชับ‘รมว.กต.’เก็บหลักฐานทั้งหมดแจงนานาชาติ เยี่ยมให้กำลังใจประชาชน-ชรบ. ชี้ ยังมีระเบิดอีก 10 กว่าลูกยังไม่ได้กู้

9 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลพนมดงรัก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอพนมดงรักจังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ หลัง ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน ไทยกัมพูชา 

นายภูมิธรรมได้เยี่ยมชมจุด หลุมหลบภัย ที่เอกชนนำมามอบให้ และเยี่ยมชมอาคาร กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด  ของโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับความเสียหายจากการยิงระเบิดของกัมพูชา   พร้อมรับทราบรายงานความเสียหายจาก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมดงรัก นายภูมิธรรม ยังหันไปกล่าวกับนายมาริต ว่า ขอให้เก็บหลักฐานข้อมูลให้หมด นี่เป็นการยิงแบบนี้ไม่ใช่การล็อกเป้าหมายทางทหาร  เพราะถ้าล็อคเป้าหมายทางทหารจะไม่ได้มาเป็นแบบนี้ อันนี้ยิงมั่วซั่ว ยิงโรงพยาบาลแบบนี้เขาไม่ทำกัน 

จากนั้นเดินมาดูจุดที่ลูก ระเบิดตกหลังหอพักแพทย์พยาบาล ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งระหว่างทาง ที่เดินมาตรวจสอบนายอำเภอพนมดงรักได้หยิบเศษระเบิด BM-21 ที่ยังหลงเหลือในพื้นที่มาให้ นายภูมิธรรมดู จากนั้นไปดูจุดที่ระเบิด โดยผอโรงพยาบาลได้รายงานว่า บุคลากรในโรงพยาบาลไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ เพราะเสียงระเบิด ต้องรับประทานยาถึง 51 คน พร้อมขอบคุณ บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ทิ้งคนไข้แม้จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ อยู่ดูแลจนกว่าจะส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลที่ปลอดภัย

จากนั้นได้เดินมาดูหลุมหลบภัย อีกจุดหนึ่ง พร้อมระบุว่า ส่วนนี้ต้องให้ติดพัดลมไม่เช่นนั้นจะอยู่กันไม่ได้ ขอให้มีการตรวจให้เรียบร้อยจุดไหนที่ต้องมีการซ่อมแซมก็ขอให้บอก

จากนั้นนายภูมิธรรม​ พร้อมคณะเดินทางพบปะให้กำลังใจประชาชน​ และชุดรักษาความปลอดภัย​หมู่บ้าน​ หรือ​ ชรบ.ที่ศูนย์อพยพ​โรงเรียนพนมดงรักวิทยา​ต.จึกแดก​ อ.​พนมดงรัก​ จ.สุรินทร์​

ทันทีที่นายภูมิธรรมเดินทางมาถึงได้สอบถามผู้อำนวยการโรงเรียนว่าในพื้นที่ถูก ระเบิดด้วยหรือไม่​ พร้อมกับทักทายประชาชนบางส่วน​ ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้อพยพออกจากบ้านเรือน​ เนื่องจากเป็นห่วงทรัพย์สิน​ แต่ได้ให้คนในครอบครัวออกจากบ้านเรือน​  ก่อนที่จะรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์​ในพื้นที่จากนายอำเภอพนมดงรัก

นายภูมิธรรม กล่าวขอบคุณ เจ้าหน้าที่ที่ช่วยกันดูแลรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ชุดชรบ.ของหมู่บ้านทั้ง 600 กว่าคน ซึ่งวันนี้ตนและคณะทุกคนอยากมาให้กำลังใจทุกคนจริงๆ​ ซึ่งได้มีการประเมินร่วมกับกองทัพ  แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ยังห่วงใยประชาชน​ และเมื่อสักครู่เดินมามีคนบอกไม่ยอมออกจากบ้าน ช่วยกันดูแลบ้านร่วมกับชุดชรบ.นี่คือจิตใจที่เสียสละ แต่ไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งถือเป็นเกียรติยศต่อชีวิต และเป็นบุญคุณของประเทศที่ประชาชนช่วยกันทำงาน

เมื่อสักครู่ได้ประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัดชายแดนไทย​  -​ กัมพูชา​   ซึ่งถือว่าเป็นการบรรลุขั้นที่ 2 ทำให้หยุดยิงได้ แต่ก็คงต้องติดตามดูอีกครั้ง​ แต่ครั้งนี้ก็เชื่อมั่นเพราะมีการเชิญประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนรวมไปถึงประเทศในกลุ่มอาเซียนมาเป็นสักขีพยานว่าเราได้ตกลงกันเช่นใด ขณะเดียวกันยอมรับว่า​ มีการปรึกษากองทัพภาคที่ 2 เราต้องขอบคุณหน่วยทหารทั้งหมดที่เป็นแนวหน้า รบป้องกันประเทศป้องกันอธิปไตยของประเทศอย่างไม่ต้องห่วงพะวงหลัง​  เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักที่รับผิดชอบพิทักษ์แนวหลัง สร้างความสบายใจและดูแลประชาชนในช่วงที่ต้องประสบภัยต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกันต้องขอบคุณ​ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดปลัดจังหวัด​ ที่สั่งการอย่างรวดเร็ว​ ให้เกิดการดูแลอย่างดียิ่ง​ แม้จะมีข้อบกพร่องบ้าง​ เราก็พยายามจะแก้ไขปัญหา ยกเว้นถ้าเสียหายบกพร่องมาก​ เราก็จะพิจารณาไป​ แต่โดยส่วนรวม​ ก็ถือว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ให้ความเอาใจใส่ และถือประชาชนเป็นหัวใจสำคัญอย่างที่รัฐบาลได้สั่งการมา

เมื่อสักครู่ตนได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลพนมดงรักชื่นชมคุณหมอทั้ง 7 ท่านที่อยู่กับคนไข้จนวินาทีสุดท้ายจึงได้เคลื่อนผู้ป่วยที่มีอาการหนักออกจากโรงพยาบาลส่วนที่เหลือได้ไปอยู่ในหลุมหลบภัยและโรงพยาบาลก็มีผลกระทบ ทำให้ตัวอาคารเสียหาย แต่บุคลากรเหล่านั้นจะมีความเข้มแข็ง แม้บางคนไม่เคยภาวะกึ่งสงครามเช่นนี้​

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวว่า​ รัฐบาลนี้มีความห่วงใยมีการประสานงานกับทางทหารเรียบร้อยและคิดว่าขณะนี้ดูโดยภาพรวมพื้นที่ต่างๆนั้นอยู่ในความปลอดภัย แต่ก็มีบ้างอยู่นอกแนวเขตซึ่งกำลังดำเนินการกู้​ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ต่อเนื่องจากการสู้รบ หากพื้นที่ใดทางหน่วยราชการเขาห้ามเข้าไป​ ก็ขอความร่วมมือจากประชาชนอย่างเคร่งครัดเนื่องจากยังมีลูกระเบิดอยู่ 10 กว่าลูก ซึ่งยังไม่ได้กู้เนื่องจากอยู่ใกล้บริเวณชายแดนมากเกินไปหากเกิดเสียงระเบิดอาจเกิดการเข้าใจผิด ว่าเกิดการยิงและอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ จึงต้องรอให้เข้าสู่สถานการณ์ปกติวันนี้ก่อนแต่ได้มีการมาร์คจุดไว้แล้วขออย่าเป็นห่วง

ขณะเดียวกันนายภูมิธรรม​  ยังกล่าวอีกว่ารัฐบาลมีความห่วงใย รัฐบาลมีการแก้ไขระเบียบเนื่องจากอยู่ในภาวะกึ่งสงคราม โดยมีการปรับเงินเยียวยา สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารและประชาชน​ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สิ้นสุด​ จะต้องดูแลความเดือดร้อนของประชาชน​ ตนเข้าใจดีบางคนอาจไม่เคยเจอสงครามเมื่อปี 2554 เมื่อเจอเสียงปืนเสียงแล้วเก็บกดความรู้สึกเป็นอย่างมากตนเคยเผชิญมา​ ตนรู้สภาพแบบนั้น​ มันรุนแรงและทำร้ายจิตใจทำลายความรู้สึกที่ดีๆในใจเราไปมากน้อยเพียงใด โดยสาธารณสุขจะเข้ามาดูแลทั้งหมด

ขณะที่ชรบ.กระทรวงมหาดไทยรับดูแลอย่างเต็มที่ และเงินช่วยเหลือ​ ทราบมาว่าไม่ได้มีเงินตอบแทน​ แต่มาทำด้วยจิตใจที่เสียสละ โดยในวันอังคารหน้า​ หากไม่มีอะไรผิดพลาดตนจะนำประเด็นเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาค่าตอบแทน เราซาบซึ้งในความเสียสละ​ ได้แต่ดูแลท่านให้ดีที่สุด หลังจากนี้เป็นเรื่องที่เราต้องดูแลให้กำลังใจเยียวยากัน​ หากมีอะไรที่นอกเหนือจากที่พูดไปและสิ่งที่ต้องแก้ไขก็ต้องเต็มที่

นาย​ภูมิธรรม​  ย้ำว่า​ เรายึดมั่นในอธิปไตยของชาติ​  เพราะฉะนั้นข้าราชการทุกหน่วย ทุกส่วน​ พร้อมที่จะทำงานอย่างเข้มแข็งจริงจังแล้วหวังผลสำเร็จให้ได้เกิดประโยชน์กับประชาชนทุกคนที่ได้มากที่สุด​  ความเข้มแข็งความเอาจริงเอาจังของพวกเราทุกคน​ คือชีวิตคือประโยชน์​ และคือสิ่งที่ประชาชนและทหารหาญ หน่วยอาสาสมัครทั้งหมด​ จะได้นั่นคือ​ การที่เราจะได้ใจประชาชน ขอฝากกำลังใจต่อประชาชนและความชื่นชมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลของประเทศทุกคนทุกหน่วย ขอบคุณอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยงานและให้กำลังใจประชาชนรัฐบาล​ จะดูแลท่านอย่างดีที่สุดอย่างสุดความสามารถ อะไรที่เป็นอุปสรรคปัญหาของให้บอก​ เราคือมนุษย์สร้างกฎ​ เพื่อมาดูแลตน​ คงไม่อยู่นิ่งถ้ามีกฎที่เป็นอุปสรรคก็แก้ได้ขอให้นำมาเสนอ

นอกจากนี้นายภูมิธรรม​ ยังย้ำว่า​ การเดินทางลงพื้นที่เก็บหลักฐาน​ เพื่อให้เห็นว่า​ พลเมืองไทยถูกละเมิดจากรัฐบาลกัมพูชา​ หากดูจากโรงเรียน​ โรงพยาบาล​  ก็คิดว่าเป็นปัญหาที่เราพูด​คือความจริง​  ไม่ได้พูดโฆษณาชวนเชื่อแล้วมาทำลายเขา

‘ภูมิธรรม’นำทีมส่งผู้อพยพกลับภูมิลำเนาใน‘สุรินทร์’ ย้ำเตรียมสรุปข้อมูลเยียวยารอบที่ 2 ทุกมิติ

‘ภูมิธรรม’นำทีมส่งผู้อพยพกลับภูมิลำเนาใน‘สุรินทร์’ ย้ำเตรียมสรุปข้อมูลเยียวยารอบที่ 2 ทุกมิติ

‘ภูมิธรรม’นำทีมส่งผู้อพยพกลับภูมิลำเนาใน‘สุรินทร์’ ย้ำเตรียมสรุปข้อมูลเยียวยารอบที่ 2 ทุกมิติ

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

‘ภูมิธรรม’รับทราบรายงานทหารเหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ3 นายที่ศรีสะเกษ สั่งการกองทัพดูแลรักษาอย่างเต็มที่ พร้อมการเยียวยา ขณะที่การลงพื้นที่นำทีมส่งประชาชนผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนาใน จ.สุรินทร์ ย้ำเตรียมสรุปข้อมูลเยียวยารอบที่ 2 ในทุกมิติ ยืนยัน‘กต.’เดินหน้าเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้น

9 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจาก ศบ.ทก.ของรัฐบาลและกองทัพภาคที่2 ว่า ได้มีทหารออกลาดตระเวน บริเวณพื้นที่รอยต่อไทยกัมพูชา โดนเอาว์-กฤษณา และเหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ 3นาย ที่ ชายแดนจังหวัด ศรีสะเกษ ซึ่งได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 ดูแลทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด

ขณะที่  เช้าวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การสู้รบ และการดำเนินการตามแผนปฏิบัติพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พร้อมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้อพยพบริเวณอาคารวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์

ส่วนการลงพื้นที่วันนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า การลงพื้นที่ของคณะวันนี้ด้วยความห่วงใยถึงความยากลำบาก ในขั้นต้นผู้พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังพยายามดูแลพี่น้องประชาชนทุกส่วนอย่างเต็มที่ โดยมีทหารกล้าเป็นแนวหน้าปกป้องดินแดนอธิปไตยของประเทศ “ทุกข์ของพี่น้องประชาชน คือทุกข์อันดับหนึ่งที่ต้องดูแล รวมทั้งทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนด้วย”

“เราก็ได้จัดชรบ. อส. ดูแลบ้านเรือนประชาชนอย่างดี รัฐบาลได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ โดยในเบื้องต้นได้เพิ่มเงินในอำนาจผู้ว่าฯ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เป็น 100 ล้านบาท และได้รับความสนับสนุนจากทุกส่วนราชการและภาคีเครือข่าย….. ตามแผนขณะนี้ อปท. ทั้งหมดลงไปสำรวจความเสียหายของที่พักอาศัยแล้ว หากเสียหายรุนแรงจะหาที่พักให้ก่อนและรีบจัดการซ่อมแซม …. คอยช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน” นายภูมิธรรม กล่าว

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้อนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ได้แก่

1. เห็นชอบหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ

2. ขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉินและอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพิ่มเติมเป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาท

3. อนุมัติปฏิบัตินอกเหนือหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563 โดยเป็นค่าใช้จ่ายในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว ปรับปรุงสถานที่ เครื่องอุปโภคบริโภค และเป็นค่าตอบแทนให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกประเภทที่ได้รับมอบหมายให้ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ด้านนายมาริษ เผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ และเยี่ยมเยียนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ รวมถึงติดตามความคืบหน้า การประเมินความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนเพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับบ้านได้ หลังมีผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) หรือ GBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการหยุดยิง อันจะนำไปสู่สันติภาพและความสงบสุขของชายแดนไทย–กัมพูชา เพราะสันติภาพที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากการหยุดยิง และการแสดงความรับผิดชอบต่อการสูญเสีย

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามและรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพื้นที่ โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาต่อพลเรือน และพื้นที่พลเรือนของไทย รวมทั้งการวางทุ่นระเบิดของกองทัพกัมพูชา ซึ่ง กต. ยังคงเดินหน้าดำเนินการร้องเรียนต่อเวทีสหประชาชาติ และประชาคมโลก เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ และความยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชนไทยผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งทหารไทยที่ได้รับการสูญเสีย และบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนของไทย อันเป็นการรุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพของประเทศ

“กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการร้องเรียนในเวทีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ในประเด็นทุ่นระเบิด และในประเด็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือนของกัมพูชา พร้อมย้ำว่าประเทศไทยเคารพ และพร้อมปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้ง 13 ข้อ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อนำไปสู่ความสงบสันติในภูมิภาค แต่ความสูญเสียต่อพลเรือนที่เกิดขึ้นเป็นข้อเท็จจริงที่ ต้องเกิดความรับผิดชอบ จึงต้องเดินหน้าการทำงานใน 2 ส่วนนี้คู่ขนานกันไป”

ทั้งนี้ ศบ.ทก. ได้ประกาศให้ประชาชนที่เคยอยู่ในพื้นที่ เรดโซน สามารถเดินทางกลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานนี้ ซึ่งมีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่ 4 จังหวัดได้แก่ อุบลฯ ศรีษะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดรถ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน พร้อมทั้งมาตรการเยียวยา ที่วันนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ ได้เรียกประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัด เพื่อเร่งดำเนินมาตราเยียวยา การจ่ายเงินชดเชย บรรเทาความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในพื้นที่ ดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน

‘อดีต สว.’ ถาม ‘มาริษ’ จะฟ้องเอาผิด’ฮุนเซน’กี่โมง หลังทหารไทยเหยียบระเบิดอีก

'อดีต สว.' ถาม 'มาริษ' จะฟ้องเอาผิด'ฮุนเซน'กี่โมง หลังทหารไทยเหยียบระเบิดอีก

‘อดีต สว.’ ถาม ‘มาริษ’ จะฟ้องเอาผิด’ฮุนเซน’กี่โมง หลังทหารไทยเหยียบระเบิดอีก

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2568  นายสมชาย  แสวงการ  อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า เขมรเหลี่ยมจัด ลอบกัด ลากต่างชาติ บีบไทยเจรจา GBC หยุดยิงแต่ไม่ยอมเก็บกู้ระเบิดที่แอบวางทหารเหยียบระเบิดเจ็บหนักอีก3 ถามรมต.ตปท จะฟ้องเอาผิดฮุนเซน อาชญากรสงครามที่UN กี่โมง