‘หลวงพ่อวิทยา’ฉุนคำสั่งรัฐบาล กวาดล้าง’เหวี่ยงแห’ ทำพระทั้งประเทศ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอาชญากร

'หลวงพ่อวิทยา'ฉุนคำสั่งรัฐบาล กวาดล้าง'เหวี่ยงแห' ทำพระทั้งประเทศ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอาชญากร

‘หลวงพ่อวิทยา’ฉุนคำสั่งรัฐบาล กวาดล้าง’เหวี่ยงแห’ ทำพระทั้งประเทศ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอาชญากร

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.17 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 พระวิทยา กิจฺจวิชฺโช หรือ พระครูนิรมิตวิทยากร เจ้าอาวาสวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน อ. แม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  ว่า นี่! พระสงฆ์กำลังกลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่า จะเป็นอาชญากรกันทั้งประเทศแล้วหรือ?

จากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๒๒/๒๕๖๘ ลงนามโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่กำลังสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายระส่ำระสายให้แก่คณะสงฆ์ไทยอย่างรุนแรง

แต่เดิมเราเข้าใจว่า จะมีการตรวจสอบวัดที่ตำรวจมีเบาะแสอยู่ในมือ มีพยานหลักฐานบ่งชี้ชัดว่า มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีความเกี่ยวข้องกับการทำทุจริตฟอกเงิน หรือมีพระภิกษุที่เสพเมถุนแล้วไม่ยอมสึก หรือเป็นอาชญากรหลบหนีคดีมาบวช

ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็สมควรแท้ที่จะต้องถูกตรวจสอบ ถ้ามีพยานหลักฐานชี้ชัดว่า มีการกระทำผิดกฎหมายจริง ก็ให้จับสึกไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลย อย่างนี้ถือเป็นการช่วยกันกำจัดมารศาสนา ก็ไม่ว่ากัน เราก็เห็นดีด้วยที่ผู้เช่นนั้นสมควรจะต้องถูกตรวจสอบ

แต่มาตอนนี้ การกลับกลายเป็นว่า ตำรวจมีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแต่ละจังหวัด ให้แจ้งเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ โดยขอความร่วมมือในการตรวจสอบวัดทุกวัดในเขตปกครอง โดยขอข้อมูลของวัด และบุคคลในวัด ทุกวัดทั่วประเทศ ตามแบบฟอร์มในภาพ  โดยอ้างว่า เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา

เราก็ไม่เข้าใจว่า การตรวจสอบแบบเหวี่ยงแหเช่นนี้ โดยไม่เลือกผิดเลือกถูก ไม่เลือกดีเลือกชั่ว นี้ มันจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา หรือว่าเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงในพระพุทธศาสนากันแน่ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน

คิดว่า ตำรวจจะเล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุไหม? ขอให้ชาวพุทธที่เป็นนักกฎหมายที่เป็นคนดี ออกมาวินิจฉัยให้ด้วย พระสงฆ์จะปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างไร ข้อมูลส่วนบุคคลตำรวจมาขอได้ด้วยหรือ? ไม่ผิดกฎหมาย PDPA หรอกหรือ?

พระในประเทศไทยมีประมาณ ๓-๔ แสนรูป วัดมีประมาณ ๔๐,๐๐๐ วัด และวัดที่เป็นข่าวถูกดำเนินคดีมีไม่ถึง ๒๐๐ วัด แต่ตำรวจเล่นเหวี่ยงแหตรวจสอบหมดทุกวัดทั่วประเทศ ตำรวจต้องการข้อมูลวัด ข้อมูลบุคคลในวัด ทำราวกับว่า วัดและบุคคลในวัดเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นอาชญากร อันนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไหม ใครเป็นนักกฎหมายช่วยอธิบายให้ฟังที

ข้อมูลพื้นฐานของวัดก็มีส่งรายงานให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแต่ละจังหวัดตามปกติทุกปีอยู่แล้ว ทำไมไม่ไปขอที่นั่น และบางวัดเป็นครูบาอาจารย์ เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีลูกศิษย์ลูกหาเคารพนับถือมากมาย ตำรวจจะเข้าไปตรวจสอบวัดท่าน ตำรวจสงสัยว่าท่านเป็นอาชญากรหรือ?  ตำรวจมีความเคารพในพระสงฆ์บ้างหรือเปล่า? ทำไมตำรวจจึงทำร้ายจิตใจชาวพุทธที่เขาเคารพครูบาอาจารย์ อย่าทำให้คนไทยต้องเกลียดตำรวจไปมากกว่านี้เลย 

ขยะเน่าเหม็นที่ซุกอยู่ในกรมตำรวจ ไม่มีให้เก็บกวาดแล้วหรือ? ก่อนที่จะไปปัดกวาดลานวัดทั่วประเทศ เก็บปัดกวาดขยะภายในบ้านตัวเองให้สะอาดก่อนดีกว่าไหม?

พระท่านมีศีล ๒๒๗ แต่อาจมีบกพร่องบ้างตามวิสัยของปุถุชน พระก็มีดีมีชั่วเป็นเรื่องปกติธรรมดา ตำรวจก็ยังมีตำรวจดีตำรวจชั่วเช่นกัน แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ ตลอดจนศาสนวัตถุต่าง ๆ ภายในวัด พระท่านก็ไม่ได้ของบจากรัฐบาลมาใช้มาสร้าง ล้วนเกิดจากศรัทธาของชาวพุทธช่วยกันบริจาคถวายด้วยความเคารพเลื่อมใสทั้งนั้น

แต่ตำรวจกินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน จะทำอะไรก็ควรนึกถึงจิตใจของประชาชนบ้าง

พระสังฆาธิการทุกรูป ไม่ว่าจะตำแหน่งใดล้วนเสียสละเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ ทำงานกันเหนื่อยยากลำบาก เงินสนับสนุนก็มีเพียงนิตยภัต เดือนละ ๒,๐๐๐ บ้าง ๓,๐๐๐ บ้าง ๔,๐๐๐ บ้าง เราเป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นโท มีนิตยภัตเดือนละ ๓,๑๐๐ บาท ไม่พอยาไส้ เพียงค่าน้ำมันรถเดินทางไปปฏิบัติงาน ก็ไม่พอแล้ว ก็ต้องอาศัยเงินส่วนตัวที่ญาติโยมถวายไว้นั่นแหละ จึงช่วยทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

พอมีพระบางรูปเป็นข่าวทำไม่ดีเกิดขึ้น สื่อก็ตีข่าวกันยกใหญ่ จนผู้คนที่ยังเข้าไม่ถึงธรรม ก็ด่าว่าพระ มองเห็นพระกลายเป็นพระไม่ดีไปเสียทั้งหมด เกิดกระแสต่อต้านไม่ศรัทธาพระ ไม่ทำบุญตักบาตร ไม่ถวายปัจจัย ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องของภูมิจิตภูมิธรรมที่อยู่ภายในใจของแต่ละคนมีสูงต่ำไม่เท่ากัน ถ้าใครไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว ก็ถือเป็นกรรมของผู้นั้น

ก็ยังมีชาวพุทธอีกเป็นจำนวนมากที่เขาเข้าใจ และรู้จักแยกแยะดีชั่วได้ ยังคงอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย พระพุทธศาสนาจึงยังดำรงคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ถ้ามีแต่คนจำพวกศรัทธาคับแคบ หรือศรัทธาหัวเต่าผลุบ ๆ โผล่ ๆ ศาสนาพุทธคงหายสาบสูญไปนานแล้ว

ศาสนาพุทธจะดำรงคงอยู่ในโลกนี้ไปจนถึง พ.ศ.๕๐๐๐ พระศาสดาตรัสพยากรณ์ไว้แล้ว ไม่มีผิดพลาด ใครที่คิดร้ายทำลายพระพุทธศาสนา ผู้นั้นก็จะถึงความวิบัติฉิบหายไปเอง ชาวพุทธจงวางใจ ขอให้ช่วยกันทำดีในปัจจุบันให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ทำดีอย่างไรได้ก็ทำไป เดี๋ยวผลดีมันเกิดตามมาเอง คนที่ทำชั่วก็จะได้รับผลชั่วเอง ไม่ต้องไปโกรธเขา

ดังนั้น ตำรวจจะทำอะไรกับพระสงฆ์ จงทำด้วยความเคารพยำเกรงในฐานะที่พระสงฆ์เป็นผู้ทรงศีลมากกว่า ถึงใจไม่เคารพก็ไม่เป็นไร แต่การแสดงออกมันต้องมีสัมมาคารวะ อย่าลืมว่า ตำรวจเป็นผู้บำบัดทุข์บำรุงสุขให้กับประชาชน นั่นคือ หน้าที่ของตำรวจ เว้นไว้แต่กับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ตำรวจก็ทำหน้าที่รักษากฎหมายให้ยุติธรรม  อย่าทำเกินหน้าที่

ตามคำสั่งสำนักนายรัฐมนตรี ข้อ ๒.๒ ให้คณะกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฏ ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการจัดระเบียบพระภิกษุสงฆ์ บุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องศาสนสถานทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย

ตำรวจมีดีอะไร จึงจะมาจัดระเบียบพระภิกษุสงฆ์ พระธรรมวินัยสมบูรณ์หมดทุกอย่างแล้ว อีกทั้งยังมีมหาเถรสมาคมคอยปกป้องพระธรรมวินัย ตำรวจสามารถขอความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมได้ อย่าคิดเองเออเองโดยพลการ

ตำรวจควรไปตรวจสอบบัญชีของนิติบุคคลอื่น ๆ ที่ทำธุรกิจด้วยว่า มีการทำบัญชีเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งบุคลากรในศาสนาอื่น ๆ ว่า จะมีผู้ต้องสงสัยเป็นอาชญากรหลบซ่อนอยู่หรือไม่ เพื่อความปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน อย่าเก่งแต่กระทำกับพระภิกษุที่ไม่มีทางสู้ เพราะพระสงฆ์ท่านมีพระธรรมวินัยเป็นบรรทัดฐาน จึงไม่สามารถโต้ตอบทำร้ายใครได้

นี่ กระมัง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีใครมาทำลายพระพุทธศาสนาได้ นอกจากชาวพุทธทำลายกันเอง จึงขอฝากฝังพระพุทธศาสนาไว้กับชาวพุทธทุกคน อย่าให้บุคคลผู้ไม่หวังดีแอบแฝงเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนาให้อันตรธานไปเสียก่อนเวลาอันควร

คำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานให้เหมาะสม อย่างมีสัมมาคารวะ และถูกกาละเทศะ คุณจะได้เห็นพระสังฆาธิการทยอยลาออกกันค่อนประเทศ แล้วรัฐบาลนี้ กับพวกตำรวจที่คุกคามข่มขู่พระสงฆ์ จะไม่ได้รับความร่วมมือใด ๆ จากพระสงฆ์อีกเลย และจะมีอันเป็นไปตามกรรมที่ทำไม่ดีกับพระสงฆ์

ขอให้พระสงฆ์ทั่วประเทศ จงพร้อมเพรียงกันด้วยสามัคคีธรรม ลุกขึ้นปกป้องพระธรรมวินัย ขอให้พระสัทธรรมจงตั้งอยู่ยั่งยืนนาน

‘ฮักชุมชน’ ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

'ฮักชุมชน' ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

‘ฮักชุมชน’ ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

“ฮักชุมชน” ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา สร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น

สมาคมฮักชุมชน พร้อมคณะทำงานโครงการ “ขับเคลื่อนการเรียนรู้เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา” ในตำบลศรีดงเย็น และตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงพื้นที่ค้นหาและสร้างความเข้าใจเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยน้ำดิบ ตำบลศรีดงเย็น และอาศรมพระธรรมจาริกบ้านป่าหนา ตำบลแม่ทะลบ
โครงการมีเป้าหมายหลัก 4 ข้อ คือ 1.สร้างกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ
2.พัฒนาพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้ 3.ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทชีวิต และ 4.สรุปและสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อขยายผลในอนาคต

นางสาวรักชนก จินดาคำ นายกสมาคมฮักชุมชน เผยว่า จากการลงพื้นที่พบว่า เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล หลายคนต้องออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีค่ารถ ครอบครัวไม่สนับสนุน หรือไม่เห็นเป้าหมายของการเรียน บางคนต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันก็มีเด็กที่แม้ไม่ได้เรียนในระบบ แต่ยังพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่ออ่านออก เขียนได้ และพัฒนาตนเองต่อไป

ข้อค้นพบเหล่านี้จะถูกนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับศักยภาพและวิถีชีวิตของแต่ละคน โดยมีเครือข่ายในพื้นที่ร่วมหนุน ทั้งอำเภอไชยปราการ พระสงฆ์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ผู้นำชุมชน กลุ่มฮักครอบครัวสันทราย/แม่ทะลบ อสม. และจิตอาสา เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เข้าถึงการศึกษา เท่าทันสื่อ มีพื้นที่ปลอดภัย และโอกาสในอนาคต โครงการนี้ยึดหลักสำคัญว่า “วุฒิต้องได้ ไส้ต้องเต็ม เป็นเรื่องสื่อ ยึดถือพื้นที่ปลอดภัย” หมายถึง เด็กต้องได้วุฒิการศึกษา มีความเป็นอยู่ที่ดี รู้เท่าทันสื่อ และมีพื้นที่ที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และเติบโต

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะ ตอบโจทย์ความต้องการประเทศ ที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

9 สิงหาคม 2568 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน อว. แฟร์(SCI POWER FOR FUTURE THAILAND) งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจําปี 2568 National Science and Technology Fair 2025) และพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)เป็นประธานเปิดงาน

ในปีนี้งาน อว.แฟร์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Creators of Tomorrow” ที่สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “นักสร้างสรรค์แห่งอนาคต” โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างความร่วมมือในหลากหลายมิติ เพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่ง สอวช. ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนากำลังคนตอบโจทย์ประเทศ มาร่วมออกบูทในงานดังกล่าวด้วย

สำหรับบูทของ สอวช. ในปีนี้ เปิดพื้นที่ชวนคนรุ่นใหม่ ครู ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา และแรงงานยุคใหม่ มาร่วมค้นหาตัวตน ทักษะ แนวทางการพัฒนาตนเอง เพื่อไปสู่เส้นทางอาชีพที่เป็นที่ต้องการของประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน กับบูทนิทรรศการสุดล้ำในชื่อ “The Nexploration Valley: ค้นหาตัวตน ค้นพบจุดหมาย” ที่ภายในบูทของ สอวช.ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจและตัวอย่างผลการศึกษา กลไก และนโยบายสำคัญระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงความท้าทายด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ผลการสำรวจความต้องการกำลังคนทักษะสูง Thailand Talent Landscape ของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในช่วงปี พ.ศ. 2568–2572 ที่เป็นฐานข้อมูลเชิงลึกด้านกำลังคน เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานไทยรองรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ยุคดิจิทัล หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด และการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงนโยบายและกลไกเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้ง Thailand Job Guarantee ประกาศทักษะที่พึงประสงค์เพื่อพัฒนากำลังคน และ STEMPlusPlatform แพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และผู้เรียนเข้าด้วยกัน รองรับการพัฒนาทักษะ อบรมงานจริง และสร้างความร่วมมือวิจัย (R&D) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคนไทยสู่เวทีโลก

นอกจากเนื้อหาสาระที่เข้มข้นแล้ว สอวช. ยังสร้างสรรค์กิจกรรมแบบ Interactive ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ร่วมสนุก ฝึกทักษะ และค้นหาตัวตน ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรม AI Photobooth ถ่ายภาพสวมบทบาทอาชีพตามคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบพร้อมรับภาพเก๋ ๆ และข้อมูลอาชีพจาก Thailand Talent Landscape กลับบ้านได้ฟรี กิจกรรม Soft Skill Exploration ค้นหาศักยภาพและทักษะในตัวคุณ ทั้งการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ผ่านเกมและกิจกรรมสุดท้าทาย และกิจกรรม Job Journey Playground สนุกกับเกมบันไดงู พร้อมกับเรียนรู้อาชีพและทักษะ เปิดมุมมองใหม่ต่อสายอาชีพแห่งอนาคต

ดร.สุรชัย ได้กล่าวถึงความท้าทายในการพัฒนากำลังคนของไทยว่า ประเทศไทยต้องเร่งรับมือกับหลายปัจจัย อาทิ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด, การขยับขั้วเศรษฐกิจโลกที่เปิดโอกาสให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและพลังงาน, การเข้าสู่สังคมสูงวัย, ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในสาขา STEM และดิจิทัล

“เราจำเป็นต้องสร้างระบบพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ตลาดแรงงาน จึงอยากเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชม และร่วมสนุกกับกิจกรรมในบูทของ สอวช. ในงาน อว.แฟร์ ที่ปีนี้เราตั้งใจจะสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการค้นหาอาชีพ พัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะ ให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมบูทสอวช. ซึ่งจะเป็นเสมือนพื้นที่ให้ทุกคนได้เห็นทางเลือกของตนเองในอนาคต และกล้าที่จะเริ่มต้นอย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “อว.แฟร์ 2025” ได้ตั้งแต่วันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 เวลา เวลา 09.00 – 20.00 น. (วันที่ 17 สิงหาคม 2568 เปิดจนถึงเวลา 18.00 น.) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 1-4 ชั้น G โดยบูทของ สอวช. คือบูท D3 ตั้งอยู่ในโซน D: The Valley of Growth นอกจากนี้ยังสามารถดูรายละเอียดของงานเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.mhesifair.com และเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/MHESIThailand

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ ‘รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม’ ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ 'รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม' ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ ‘รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม’ ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

*กลุ่มพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมเข้าร้อง”รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม”ช่วยเคลียร์ปมให้อำนาจตำรวจเข้าตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัดสร้างความวิตกเกรงผิดไม่รู้ตัวถึงขั้นติดคุก*

“ดร.นิยม เวชกามา” หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ตันเจริญ) กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า เร็วๆนี้จะมีกลุ่มพระสงฆ์ซึ่งเล่าเรียนมีคุณวุฒิระดับปริญญาตรีโทเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยคหลายรูป ขอเข้าพบท่านรัฐมนตรีสุชาติ ตันเจริญ และตน เพื่อแสดงความห่วงใย กรณีที่ทางตำรวจจะเข้าตรวจสอบบัญชีเงินและทรัพย์สินต่างๆของวัด โดยเฉพาะเจ้าอาสวัดและไวยาวัจกรทั่วประเทศ (โปรดอ่านเอกสารประกอบ) จนกลายเป็นกระแสว่อนไปทั่วโลกโซเชี่ยล เช่น 

“สถานการณ์คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลในขณะนี้ อยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอ และน่าจะอ่อนแอที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าจำความได้ มุมสะท้อนสภาพปัญหา มองให้เห็นดั่งความเป็นจริง ปัญหาเกิดขึ้นแก่พระสงฆ์บางกลุ่ม  แม้จำนวนจะไม่มากนัก ที่พลาดพลั้ง ทำความผิด แต่ผลกระทบทั่วทั้งสังฆมณฑล จนทำให้หลายคน หลายกลุ่ม จึงตีความเหมารวมทั้งคณะสงฆ์”

“คำถามคือ มันสมควรแล้วหรือ ตัวอย่างที่สำคัญเช่น สำนักงานตำราจแห่งชาติ ประกาศเป็นหมายมั่น ให้ตรวจสอบและเริ่มดำเนินการตรวจสอบบัญชีวัด บัญชีเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร ทั่วทั้งประเทศ (ผิด/ไม่มีความผิดใดๆ)”

“ที่สำคัญคือ แทบจะยังไม่มีใคร คณะใด กลุ่มใดได้ออกมาทำหน้าที่ปกป้อง แสดงความเห็นใด ๆ เพื่อหาทางออกในประเด็นดังกล่าว เพื่อระงับเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นบ้างเลยหรือ ? หรือว่า ถ้าแสดงความเห็น คัดค้าน ไม่เห็นด้วยจะถูกมองว่า มีความผิดกินปูนร้อนท้อง จะถูกตรวจสอบก่อนก็เลยปล่อยไปตามยถากรรม อย่างนั้นหรือ (เอาตัวเองให้รอดก่อน)”

“ในทางกลับกัน อีกมุมที่น่าคิดสมมุติว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานอื่น ๆ กระทำผิดดังกล่าว คำถามคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องประจาน ประกาศให้สาธารณชนรับรู้และต้องตรวจสอบบัญชีทุกสถานีตำรววจทั้งประเทศและบัญชีของตำรวจทุกคนด้วยหรือไม่”

 “คำถามต่อที่น่าสนใจคือ มันสมควรหรือไม่ถึงกับทำกันอย่างวุ่นวายทั้ประเทศ

วัดทุกวัด/พระสงฆ์ทุกรูปต้องรับผลต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่ถูกที่ควรและยุติธรรมที่สุดควรจะเป็นอย่างไร”

“มหาเถรสมาคม สายปกครองสูงสุดมีความคิดเห็นอย่างไร คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลรู้สึกอย่างไร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีแนทางในการดำเนินการอย่างไร รัฐมนตรีที่รับผิดชอบสำนักงานพระพุทธศาสนามีความเห็นประการใด พี่น้องชาวพุทธที่รักแลหวงแหนพระพุทธศาสนาคิดเห็นอย่างไร”

ดร.มหานิยม กล่าวว่า ข้อความเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความปริวิตกในวงการสงฆ์ไทย หลังเกิดคดีฉาวเรื่องพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปไปมีสัมพันธ์กับสีกาแบบชู้สาวหรือฉันสามีภรรยา และยังมีเรื่องบัญชีเงินๆทองๆจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้วงการสงฆ์มัวหมอง สร้างความสะเทือนใจในหมู่พุทธศาสนิกชน

“ผมในฐานะชาวพุทธและทำงานด้านพุทธศาสนาและวงการพระสงฆ์มานาน อยากจะเรียนให้ทราบว่า กรณีเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันเป็นเพียงความผิดเฉพาะบุคคล เฉพาะวัดบางแห่ง เท่านั้น ชาวพุทธอย่าได้เหมารวม”

“พระสงฆ์ไทยหลายแสนรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยังมีอีกมากมาย รวมทั้งวัดอีกไม่น้อยเป็นหมื่นๆวัด ที่ยังเป็นสถานที่จรรโลงจิตใจให้กับพุทธศาสนิกชน จึงไม่ควรจะเหมารวมทั้งหมด”

 “ในขณะเดียวกัน ท่านรัฐมนตรีสุชาติ ตันเจริญ และผม ก็พร้อมที่จะเข้ามาประสานแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน จึงขอให้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โปรดใช้สติ พิจารณา อย่าถึงกับต้องเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา”

“และผมขอเป็นกำลังใจให้กับบรรดาพระสงฆ์ ทั้งประเทศที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว อยู่เป็นมิ่งขวัญให้กับชาวพุทธต่อไปอย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องการที่จะช่วยเหลือจรรโลงวงการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป”

 “ซึ่งที่ผ่านมาทุกท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วถึงผลงานต่างๆที่ได้ทำมาและจะยังเดินหน้าต่อไปครับ” ดร.มหานิยมกล่าว

เกิดเหตุกราดยิงใกล้ม.เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ตร.เสียชีวิต 1 นาย คาดมือปืนพุ่งเป้าโจมตีศูนย์ควบคุมโรค

เกิดเหตุกราดยิงใกล้ม.เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ตร.เสียชีวิต 1 นาย คาดมือปืนพุ่งเป้าโจมตีศูนย์ควบคุมโรค

9 ส.ค. 2568 10:41 น.

เกิดเหตุกราดยิงใกล้ม.เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ตร.เสียชีวิต 1 นาย คาดมือปืนพุ่งเป้าโจมตีศูนย์ควบคุมโรค

เกิดเหตุกราดยิงใกล้มหาวิทยาลัยในเมืองแอตแลนตา และใกล้สำนักงานศูนย์ควบคุมโรค ของสหรัฐฯ ทำให้มีตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ขณะที่มือปืนถูกยิงเสียชีวิต  เบื้องต้นคาดอาจมีปมโควิด-19 และวัคซีนเป็นแรงจูงใจ

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงใกล้มหาวิทยาลัยเอมอรี ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมือปืนถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับอาคารสำนักงานใหญ่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention-CDC)

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาสมมติฐานว่ามือปืนอาจป่วยหรือเชื่อว่าตนเองป่วย และโทษว่าเป็นผลจากวัคซีนโควิด-19 โดยมีพยานซึ่งเป็นพนักงาน CDC ระบุว่า เห็นชายคนหนึ่งเดินเข้าใกล้อาคารและยิงใส่ ส่วนพนักงานร้านค้าใกล้เคียงเล่าว่าได้ยินเสียงปืนดังต่อเนื่องเหมือนเสียงดอกไม้ไฟ ทำให้พวกเขารีบล็อกประตูหลบในร้าน

ในส่วนของผู้เสียชีวิต เป็นตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ แต่เขามีภรรยาที่ตั้งครรภ์ และลูกอีก 2 คน โดยเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าตำรวจที่เสียชีวิตอยู่ในพื้นที่เพราะเหตุใดในช่วงเกิดเหตุ ในขณะที่มือปืนเป็นผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียวและเสียชีวิตแล้ว โดยมือปืนพกอาวุธหลายชนิด ทั้งปืนพก 2 กระบอก ปืนไรเฟิล 1 กระบอก และปืนลูกซอง 1 กระบอก และขณะเกิดเหตุเขาสวมหน้ากากคล้ายหน้ากากศัลยแพทย์

ทางด้านนายอังเดร ดิกเกนส์ นายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตา ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่เจ้าหน้าที่รู้จัก และอาจมีความสนใจในบางเรื่อง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตามทางสำนักงานสืบสวนจอร์เจีย จะเป็นหน่วยงานหลักในการสอบสวนคดีนี้.

“ทรัมป์” ยืนยันนัดพบ “ปูติน” ที่อะแลสกา เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้

"ทรัมป์" ยืนยันนัดพบ "ปูติน" ที่อะแลสกา เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้

9 ส.ค. 2568 06:25 น.

“ทรัมป์” ยืนยันนัดพบ “ปูติน” ที่อะแลสกา เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่รัฐอะแลสกา

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อเจรจายุติสงครามยูเครน ในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่รัฐอะแลสกา ถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกของสองผู้นับตั้งแต่ปี 2562

รายงานข่าวระบุว่า การนัดพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเส้นตายที่ทรัมป์ตั้งไว้ให้ปูตินตกลงหยุดยิงผ่านไปโดยไร้ความคืบหน้า ซึ่งทรัมป์เคยระบุว่าข้อตกลงใกล้จะสำเร็จ และอาจมีการ แลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย โดยปูตินได้แจ้งต่อนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษของทรัมป์ระหว่างพบกันในกรุงมอสโก เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า รัสเซียต้องการให้ยูเครนถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ได้แก่ โดแนตสก์ และลูฮันสก์ ซึ่งรัสเซียครองพื้นที่ส่วนใหญ่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ารัสเซียมีแผนอย่างไรต่อภูมิภาคเคอร์ซอนและซาปอริชเชีย ซึ่งมอสโกครองบางส่วนอยู่เช่นกัน โดยบางฝ่ายมองว่าปูตินอาจตรึงแนวรบไว้ตามสภาพปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าอาจมีการถอนกำลังออกในอนาคต ขณะที่รัฐบาลยูเครนยืนยันมาโดยตลอดว่าการยอมแลกดินแดนหรือทำข้อตกลงใดๆ โดยที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในโต๊ะเจรจา ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้.

“จิม โลเวลล์” วีรบุรุษนักบินยาน “อะพอลโล 13” เสียชีวิต ในวัย 97 ปี

“จิม โลเวลล์” วีรบุรุษนักบินยาน "อะพอลโล 13" เสียชีวิต ในวัย 97 ปี

9 ส.ค. 2568 05:19 น.

“จิม โลเวลล์” วีรบุรุษนักบินยาน “อะพอลโล 13” เสียชีวิต ในวัย 97 ปี

จิม โลเวลล์ นักบินอวกาศผู้สร้างตำนานของสหรัฐฯ ผู้พาภารกิจ “อะพอลโล 13” ฝ่าหายนะกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยเมื่อปี 1970 เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี 

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา แถลงข่าวการจากไปของ จิมส์ อาร์เธอร์ โลเวลล์ จูเนียร์ หรือ จิม โลเวลล์ นักบินอวกาศผู้เป็นตำนาน จากภารกิจ ยาน “อะพอลโล 13” (Apollo 13) โดยระบุว่าเขาเสียชีวิตในวัย 97 ปี

นาซาระบุว่า เขาเสียชีวิตในวันที่ 7 สิงหาคม ที่เมืองเลค ฟอเรสต์ รัฐอิลลินอยส์ แต่ไม่ได้เปิดเผยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต

โดยโลเวลล์ เป็นผู้บังคับการภารกิจอะพอลโล 13 ซึ่งเดิมมีเป้าหมายลงจอดบนดวงจันทร์ แต่ต้องยกเลิกกลางทางหลังเกิดเหตุระเบิดบนยาน ขณะอยู่ห่างจากโลกหลายแสนไมล์ เขาและลูกเรืออีก 2 คนสามารถนำยานกลับลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างปลอดภัยต่อหน้าผู้ชมทางโทรทัศน์นับสิบล้านคนทั่วโลก โดยองค์การนาซา ยกย่องว่าเขา คือผู้ที่เปลี่ยนโศกนาฏกรรมให้เป็นความสำเร็จ

นอกจากภารกิจอะพอลโล 13 โลเวลล์ยังเป็นหนึ่งในลูกเรือของ อะพอลโล 8  ซึ่งเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่โคจรรอบดวงจันทร์ และยังเป็นบุคคลแรกที่เดินทางไปดวงจันทร์ถึงสองครั้ง แต่ไม่เคยได้ลงจอด

ทางด้านครอบครัวของโลเวลล์ออกแถลงการณ์ว่า จะคิดถึงความมองโลกในแง่ดีที่ไม่เคยสั่นคลอน อารมณ์ขัน และวิธีที่เขาทำให้ทุกคนรอบตัวเชื่อว่าทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ พร้อมระบุว่าเขาเป็นคนพิเศษอย่างแท้จริง.

“ฮุนเซน” เดือด โพสต์จวกมหาวิทยาลัยรามฯ ไม่ต้องเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ ทิ้งลงส้วมไปตั้งแต่ปี 2551

"ฮุนเซน" เดือด โพสต์จวกมหาวิทยาลัยรามฯ ไม่ต้องเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ ทิ้งลงส้วมไปตั้งแต่ปี 2551

8 ส.ค. 2568 23:56 น.

“ฮุนเซน” เดือด โพสต์จวกมหาวิทยาลัยรามฯ ไม่ต้องเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ ทิ้งลงส้วมไปตั้งแต่ปี 2551

“ฮุนเซน” เดือด โพสต์ตอบโต้มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังมีมติถอนปริญญากิตติมศักดิ์อดีตนายกฯกัมพูชา โดยฮุนเซนระบุว่าไม่จำเป็นต้องเพิกถอน เพราะได้ “ทิ้งลงส้วมไปแล้ว” ตั้งแต่ปี 2551 

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เดือดผ่านโซเชียลมีเดีย ตอบโต้มหาวิทยาลัยรามคำแหงของไทย หลังมีมติเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ โดยฮุนเซนระบุว่าไม่จำเป็นต้องเพิกถอน เพราะได้ “ทิ้งลงส้วมไปแล้ว” ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งอ้างว่าเป็นช่วงที่ไทยเคลื่อนกำลังทหารเข้ารุกล้ำพื้นที่ปราสาทพระวิหารของกัมพูชา

ฮุนเซนระบุว่า “วันนี้ได้ยินข่าวว่ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทย ซึ่งจำชื่อไม่ได้ มีมติถอนปริญญากิตติมศักดิ์ของผม ขอชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องทำ เพราะผมทิ้งมันลงส้วมตั้งแต่ปี 2551 แล้ว ปริญญานั้นไม่มีคุณค่าสำหรับผม”

อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชายังย้ำว่าไม่ได้ภาคภูมิใจกับกระดาษที่มีชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พร้อมระบุว่า สติปัญญาของเขาไม่ได้เกิดจากสถาบันการศึกษาของไทย แต่เกิดจากคำสอนของประชาชนและโรงเรียนในกัมพูชา

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 ออกมติเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จฮุน เซน โดยเห็นว่า ฮุน เซนแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณที่เคยระบุไว้ในมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ เมื่อปี 2544 ที่ระบุว่า เป็นผู้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ  

โดยระบุว่า ฮุน เซน มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

ในที่ประชุมระบุอีกว่า ฮุน เซนส่งเสริมให้รุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย จนนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่ฮุน เซนเคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดังนั้นหากปล่อยให้สมเด็จฮุน เซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ต่อไป ย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาที่เคยดำเนินการมาแล้ว.

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

9 สิงหาคม 2568 นางณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เปิดกิจกรรมวันผึ้งโลก ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ ณ จริงใจ มาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตอกย้ำบทบาท “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” สู่โลกการเกษตรอย่างยั่งยืน  ที่ปัจจุบันความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้แมลงผสมเกสร เช่น ผึ้ง ช่วยเพิ่มผลผลิตพืชไร่และผลไม้หลากหลายชนิดได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจการเกษตร และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และมีแนวโน้มเติบโตในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง และยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อผึ้งและแมลงช่วยผสมเกสร ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดในการส่งเสริมการเลี้ยงแมลงผสมเกสร เป็นหนึ่งในวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมของไทยและโลก การส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้ง เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเกษตรแบบยั่งยืน และส่งเสริมการเลี้ยงให้ได้รับมาตรฐาน GAP ซึ่งการเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเข้าใจปัญหา และเข้าใจวงจรชีวิตของแมลงอย่างแท้จริง กิจกรรมสำคัญภายในงานกิจกรรมหนึ่งคือ การเสวนา การรับมือเท่าทันภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ จากผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงเศรษฐกิจ ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้ข้อสรุปที่สำคัญ ดังนี้

#ภูมิอากาศป่วน วงจรชีวิตผึ้งสะเทือน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและการอยู่รอดของผึ้ง อุณหภูมิสูงกว่าปกติทำให้รังร้อนเกิน 35 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำให้ผึ้งต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการระบาย  สความร้อน ส่งผลให้หาอาหารได้น้อยลง

รวมถึงภาวะฤดูกาลเลื่อนจากโลกร้อน ทำให้เวลาการออกดอกของพืชไม่ตรงกับช่วงผึ้งออกหาน้ำหวาน ส่งผลต่อการผสมเกสรและลดปริมาณน้ำผึ้ง ขณะเดียวกัน ความเครียดจากสภาพอากาศยังทำให้ผึ้งอ่อนแอ ติดโรคง่าย และไวต่อพาหะนำโรค ผลรวมของปัจจัยเหล่านี้กำลังคุกคามความอยู่รอดของผึ้ง แมลงเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ ส่งผลความสามารถหาอาหารของผึ้ง ลดความสามารถในการผสมเกสร

ทั้งนี้ผึ้งยุคโลกร้อนถือเป็นความท้าทายของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม โดยสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ ต้นทุนการจัดการที่สูงขึ้น ทางออกคือ เกษตรกรต้องลงทุนในวิธีเลี้ยงผึ้งที่ปลอดภัย เช่น การติดตั้งรังผึ้งในพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ การใช้เซ็นเซอร์ตรวจสภาพรัง หรือการเคลื่อนย้ายรังตามฤดูกาล ไปยนหาอาหารแหล่งใหม่ให้กับผึ้ง รวมถึงความเสี่ยงจากโรคและศัตรูผึ้ง อากาศแปรปรวนทำให้แมลงพาหะและโรคผึ้งระบาดบ่อยขึ้น เกษตรกรต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อควบคุมโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ นอกจากนี้การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งผึ้งเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ หากผึ้งลดลงจะกระทบต่อการผสมเกสรของพืชป่า ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลงและระบบนิเวศเสียสมดุล เมื่อผลผลิตพืชลดลง อาจกระทบต่อปริมาณและคุณภาพอาหารในตลาด ซึ่งเชื่อมโยงถึงผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเกษตรแม่นยำปกป้องผึ้งเมื่อเทคโนโลยีจับมือสิ่งแวดล้อมส่งเสริมให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)

ใช้ข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อวางแผนปลูกพืชและจัดรอบการปล่อยผึ้งผสมเกสรให้สอดคล้องกับช่วงออกดอกของพืชมากที่สุด ใช้การตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณผึ้ง พร้อมส่งข้อมูลผ่านระบบ IoT และแอปพลิเคชัน แจ้งเตือนเมื่อสภาพรังเสี่ยงต่อความร้อนสูงหรือความชื้นไม่เหมาะสม รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตร โดยเชื่อมความร่วมมือระหว่าง ผู้วิจัย และหน่วยงานรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลโรคผึ้ง ผลผลิต และสภาพอากาศ ช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำและลดความสูญเสีย การผลิตที่ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตร

ขณะเดียวกันจะต้องมีความเชื่อมความร่วมมือระหว่าง ภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผลผลิต และสภาพอากาศ ช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่งเสริมการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ โดยสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เปิดรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ผ่านช่องทางต่างๆ  ได้แก่ 1. มาแจ้งด้วยตนเอง ณ สถานที่รับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ได้แก่ ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ (ตามที่ตั้งแปลง) หรือจุดนัดหมายที่สำนักงานเกษตรอำเภอกำหนด 2. แจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่าน e-Form ทบก. (https://efarmer.doae.go.th) และ 3. Farmbook Application (สำหรับเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม)

ส.ป.ก.ออกแถลงการณ์ยืนหยัดหลักการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่เคยมีนโยบายเอื้อนายทุน

ส.ป.ก.ออกแถลงการณ์ยืนหยัดหลักการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่เคยมีนโยบายเอื้อนายทุน

ส.ป.ก.ออกแถลงการณ์ยืนหยัดหลักการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่เคยมีนโยบายเอื้อนายทุน

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

ตามที่มีข่าวปรากฏกรณีการเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี (ส.ป.ก.สระบุรี) บางราย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ และมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน   

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ขอเรียนชี้แจงให้ทราบ ดังนี้ 1.) ส.ป.ก.ยึดมั่นในเจตนารมณ์และภารกิจหลัก คือ “การจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร”  ผู้ยากจน/ผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือผู้มีที่ดินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ ให้สามารถมีที่ดินเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น  ส.ป.ก. ขอยืนยันว่า…ส.ป.ก.ไม่เคยมีนโยบายหรือการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนหรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่เกษตรกร 2.) การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่สะท้อนถึงนโนบายของ ส.ป.ก.ทั้งองค์กร ซึ่ง ส.ป.ก. รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด 3.) การดำเนินการทางกฎหมาย่และวินัยของ ส.ป.ก.   พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ได้บังคับใช้กฎหมายในการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่และโปร่งใส เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจน และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ควบคู่กันนี้  ส.ป.ก.ได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามขั้นตอนกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ก่อนแล้ว และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากพบว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการลงโทษต่อไป 4 .) ส.ป.ก. ได้ทบทวนและยกระดับมาตรการป้องกัน โดยจะนำกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นมาทบทวน และปรับปรุงกระบวนการทำงาน การตรวจสอบและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความรัดกุมอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น

-(016)