กกต. เผยเงื่อนไขจัดการเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ พื้นที่ต้องปลอดภัย 100%

กกต. เผยเงื่อนไขจัดการเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ พื้นที่ต้องปลอดภัย 100%

กกต. เผยเงื่อนไขจัดการเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ พื้นที่ต้องปลอดภัย 100%

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.20 น.

‘เลขากกต.’เผยเงื่อนไขจัดการเลือกตั้งสส. ศรีสะเกษ เขต 5 พื้นที่ต้องปลอด ภัย 100% คาดเคาะกำหนดวันเข้าคูหาใหม่ได้ในเร็วๆนี้ พร้อมใช้เวลา 20 วันให้ผู้สมัครทำกิจกรรมได้ เตือนระวังเรื่องการแจกของในช่วงนี้

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. พันตำรวจโทระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ รองเลขาธิการกกต. พร้อม ร้อยตำรวจเอกมนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้ตรวจการ เขตตรวจการที่ 8 และคณะ เดินทางลงพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 5 (ประกอบด้วยอำเภอขนหาญและอำเภอภูสิงห์) เพื่อตรวจติดตาม  พร้อมให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง สส. ในพื้นที่ และติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

โดยมี นายเอกฤกษ์ พร้อมชัยอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษ กกต.
ประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ เขตเลือกตั้งที่ 5
ในการนี้ เลขาธิการ กกต. ได้รับฟังข้อมูลจริงจากพื้นที่เกี่ยวกับความพร้อมด้านความปลอดภัยและการจัดการเลือกตั้ง พร้อมทั้งหารือกับจังหวัดศรีสะเกษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนดำเนินการเลือกตั้ง สส. จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 ให้เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยสุด

โดย นายแสวง ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดเลือกตั้งสส.ศรีสะเกษ เขต 5 ว่า จริงๆสำนักงาน กกต. วันนี้มาเพื่อรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่หลังมีข้อตกลงหยุดยิง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ รองผู้ว่าฯ และผู้บังคับการ กรรมการผู้อำนวยการเขตและผู้ตรวจการการเลือกตั้งร่วมให้ข้อมูล ซึ่งจากการได้รับฟังสถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ทางเราก็บอกความต้องการ เงื่อนไขที่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ว่าจะเป็นวันไหน ซึ่งเงื่อนไขคือต้องใช้เวลาให้พอกับกิจกรรมที่เหลือก่อนวันเลือกตั้งโดยรวมประมาณ 20 วัน ถ้านับจากวันที่กกต.จะ กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไปจนถึงวันเลือกตั้งให้เพียงพอกับกิจกรรมที่เหลืออยู่ 

อย่างไรก็ตาม เราจะรอความชัดเจนจาก ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ ว่าจะจัดให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่ เป็นวันไหนอย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดวันที่อนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่อย่างเป็นทางการ วันแต่โดยพฤตินัย มีประชาชนบางส่วนที่กลับเข้าบ้านเรือนแล้วสะท้อนถึงความมั่นใจในฝ่ายบ้านเมืองที่จะดูแลความปลอดภัย

“เงื่อนไขที่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ที่สำคัญก็คือต้องปลอดภัย 100% ถึงจะให้มีการเลือกตั้ง” นายแสวง กล่าว และว่าการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นแน่นอนและคิดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อคืนประชาชนเข้าไปอยู่ในพื้นที่ได้หมด นั่นคือเขารู้สึกปลอดภัยแล้วฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายบ้านเมือง ทหาร ตำรวจ โดยฝ่ายปกครองก็จะดูแลในส่วนนี้ด้วย และในระดับนโยบายก็มีการเจรจากัน ความสัมพันธ์สงบ อย่างน้อยประชาชนต้องปลอดภัย เราจะไม่เอาประชาชนไปเสี่ยงในวันเลือกตั้ง ส่วนจะเป็นกันยายนหรือไม่ยังบอกไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องการเวลา 20 วัน นับจากวันที่ประกาศกำหนดวันลงคะแนนจนถึงวันเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตจะเป็นคนเสนอกำหนดวันเลือกตั้งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่

เมื่อถามถึงข้อระมัดระวังของผู้สมัครรับเลือกตั้ง คืออะไร นายแสวง กล่าวว่าจริงๆ การเลือกตั้งในช่วงมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งก็จะมีข้อกำหนดว่าทำอะไรได้บ้าง หรือทำอะไรไม่ได้บ้าง รวมถึงประชาชนก็ด้วยเช่นกัน เข้าใจว่าผู้สมัครเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องพึงระวัง เพราะช่วงนี้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งผู้สมัครห้ามไปแจกของ ต้องระมัดระวังในเรื่องนี้

เมื่อถามถึงการอำนวยความสะดวกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นายแสวง กล่าวว่า จริงๆ หน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้ไกล ทุกแห่งเป็นหน่วยเลือกตั้งเดิมที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เราจะเน้นที่ความปลอดภัยซึ่งเป็นความปลอดภัยที่ไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่เราก็มั่นใจในฝ่ายความมั่นของบ้านเมืองที่จะดูแล ซึ่งการที่ประชาชน ทยอยกลับเข้าพื้นที่บางส่วนก็สะท้อนว่า มีความรู้สึกปลอดภัยแล้ว เมื่อมีความรู้สึกปลอดภัยทุกอย่างก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ

 หลังจากนั้น เลขาธิการกกต. พร้อมคณะ เดินทางไปมอบสิ่งของและเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

มอบเหรียญบางระจัน เชิดชูเกียรตินักรบภาค 2

มอบเหรียญบางระจัน เชิดชูเกียรตินักรบภาค 2

มอบเหรียญบางระจัน เชิดชูเกียรตินักรบภาค 2

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.47 น.

รองแม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมภารกิจ ปลัดกระทรวงกลาโหม เยี่ยมให้กำลังใจ และมอบเหรียญบางระจัน เชิดชูเกียรติทหารกล้า ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

กระทรวงกลาโหม นำโดย ปลัดกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และมอบ “เหรียญบางระจัน” เพื่อเชิดชูเกียรติทหารกล้าผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินเกิดด้วยชีวิต และเป็นขวัญกำลังใจกับกำลังพลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและญาติของกำลังพลที่เสียชีวิต

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ รองปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา และมอบ “เหรียญบางระจัน” พร้อมประกาศนียบัตรให้กับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและให้กับญาติของกำลังพลที่ผู้เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดยมี พลตรี นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 พลตรี ปิยะพณห์ ฐิตวัฒนานนท์ รองแม่ทัพน้อยที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ ทภ.2 ร่วมภารกิจ ดังนี้

1. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
– มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้กับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 5 คน ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
– มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้กับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 4 คน ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์
– มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้กับญาติกำลังพลที่เสียชีวิต 7 คน และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 56 คน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22

2. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
– มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้กับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 7 คน ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี
– มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้กับญาติกำลังพลที่เสียชีวิต 8 คน และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 51 คน ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2

สำหรับ “เหรียญบางระจัน” เป็นเหรียญที่จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้เป็นเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติราชการสนาม หรือมีผลงานสมควรได้รับการยกย่อง โดยชื่อ “เหรียญบางระจัน” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อให้คนไทยได้ระลึกและจดจำเกียรติประวัติที่วีรชนแห่งบ้านบางระจันได้สร้างไว้แด่ชนชาติไทยรุ่นหลัง และความหมายเชิงคุณค่าที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ที่ได้รับเหรียญว่า เกิดมาไม่เสียชาติเกิด เพราะได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานเฉกเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษไทยได้กระทำมาแล้วในอดีต
กระทรวงกลาโหม “ขอร่วมสดุดีวีรบุรุษทหารกล้าผู้สละชีพปกป้องแผ่นดินไทย และทหารหาญผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อรักษาแผ่นดินไทยด้วยเลือดเนื้อทุกท่าน” วีรกรรมของท่านจะจารึกอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนานเท่านาน
 

เชิดชูทหารกล้า เหตุสู้รบไทย-กัมพูชา มอบ’เหรียญบางระจัน’ ให้ญาติทหารเสียชีวิต-เจ็บ 138 คน

เชิดชูทหารกล้า เหตุสู้รบไทย-กัมพูชา มอบ'เหรียญบางระจัน' ให้ญาติทหารเสียชีวิต-เจ็บ 138 คน

เชิดชูทหารกล้า เหตุสู้รบไทย-กัมพูชา มอบ’เหรียญบางระจัน’ ให้ญาติทหารเสียชีวิต-เจ็บ 138 คน

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.49 น.

กลาโหมเชิดชูทหารกล้าเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ญาติทหารที่เสียชีวิต และทหารบาดเจ็บรวม 138 คน ยกเป็นแบบอย่างความกล้าหาญปกป้องอธิปไตย-รักษาผืนแผ่นดิน 

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหม นำโดยพลเอกสนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และพลเอก ธราพงษ์ มะละคำ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เดินทางลงพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานีและนครราชสีมา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล พร้อมทั้งมอบ “เหรียญบางระจัน” เพื่อเชิดชูเกียรติทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

ประกอบด้วยกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 5 คน ,โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ 4 คน รวมทั้งมอบ “เหรียญบางระจัน” ให้กับญาติกำลังพลที่เสียชีวิต จำนวน 7 คน และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 56 คน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22

นอกจากนี้ยังได้ไปมอบ “เหรียญบางระจัน” ให้กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 7 คน ณ โรงพยาบาลสุรนารีรวมทั้งญาติกำลังพลที่เสียชีวิต จำนวน 8 คน   และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 51 คน ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2

สำหรับ “เหรียญบางระจัน” เป็นเหรียญที่จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้เป็นเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติราชการสนาม หรือมีผลงานสมควรได้รับการยกย่อง 

โดยชื่อ “เหรียญบางระจัน” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อให้คนไทยได้ระลึกและจดจำถึงเกียรติประวัติที่วีรชนแห่งบ้านบางระจันได้สร้างไว้แด่ชนชาติไทยรุ่นหลัง และความหมายเชิงคุณค่าที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ที่ได้รับเหรียญว่า เกิดมาไม่เสียชาติเกิด เพราะได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตทำหน้าที่รักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานเฉกเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษไทยได้กระทำมาแล้วในอดีต

กระทรวงกลาโหมขอร่วมสดุดีวีรบุรุษทหารกล้าผู้สละชีพปกป้องแผ่นดินไทย และทหารหาญผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อรักษาแผ่นดินไทยด้วยเลือดเนื้อทุกท่าน วีรกรรมของท่านจะจารึกอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนานเท่านาน

‘มาริษ’ แจงโทรเคลียร์ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ถูกบิดคำพูด ย้ำไม่ได้วิจารณ์เชิงลบ

'มาริษ' แจงโทรเคลียร์ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ถูกบิดคำพูด ย้ำไม่ได้วิจารณ์เชิงลบ

‘มาริษ’ แจงโทรเคลียร์ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ถูกบิดคำพูด ย้ำไม่ได้วิจารณ์เชิงลบ

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

‘มาริษ’ แจงโทรเคลียร์ ‘วิเวียน’ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ถูกบิดเบือนคำพูด ย้ำไม่ได้วิจารณ์เชิงลบ แต่ห่วงภาวะผู้นำทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะมีอุปสรรคขัดขวาง

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีบางสื่อบิดเบือนคำพูดของ ดร.วิเวียน บาลากริชนาน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ ซึ่งตนไม่สบายใจตั้งแต่ต้น  และได้สะท้อนไปว่าการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้มักจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และจะมีคนเอาคำพูดท่านไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีทางการเมือง 

นายมาริษ เปิดเผยว่า ตนได้คุยโทรศัพท์กับนายวิเวียนเพื่อแสดงความห่วงกังวล เขาก็ยอมรับ แล้วอนุญาตให้ตนช่วยชี้แจง อธิบายกับสื่อมวลชนที่เป็นสื่อหลัก เพราะข้อความที่แปลผิดได้แพร่สะพัดอยู่ในโซเชียลมีเดีย 

“นายวิเวียนไม่ได้มีความประสงค์ที่จะไปตั้งคำถามในเรื่องภาวะผู้นำของใครทั้งสิ้น เขาเพียงแต่พูดว่า อยากเห็นการทูตทำงานอย่างเต็มที่ เพราะการทูตจะแก้ไขปัญหาได้หากอยู่ในจุดที่สมดุลย์ และเมื่อไรที่ภาวะผู้นำถูกขัดขวางไม่ว่าจะด้วยปัจจัยอะไรก็ตาม มันจะมีผลกระทบให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น“

นายมาริษ กล่าวย้ำว่า เพราะฉะนั้นสิ่งนายวิเวียนพูด จะพยายามสื่อสารเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักว่า อยากเห็นผู้นำได้ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีอุปสรรคขัดขวางซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาลุล่วงไปได้อย่างสมบูรณ์

‘โหรวันชัย’มาแล้ว! อ้างญาณจากชั้นฟ้า ‘สทร.’ยังอยู่ต่อ แน่นปึ๊ก ทั้งวาระนี้และหน้า

'โหรวันชัย'มาแล้ว! อ้างญาณจากชั้นฟ้า 'สทร.'ยังอยู่ต่อ แน่นปึ๊ก ทั้งวาระนี้และหน้า

‘โหรวันชัย’มาแล้ว! อ้างญาณจากชั้นฟ้า ‘สทร.’ยังอยู่ต่อ แน่นปึ๊ก ทั้งวาระนี้และหน้า

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 นายวันชัย สอนศิริ ทนายความชื่อดัง และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า   “ท่านยมและท่านทูต ไม่ได้กระซิบและสื่ออะไรกับผม แต่ผมรู้ด้วยณานจาก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน 14 ช่องบาดาลว่า สทร.ยังดำรงคงอยู่และอยู่ต่อไปในครั้งนี้ และครั้งหน้า เขายังแน่..และยังแน่น.. ปึ๊ก ปึ๊ก ปึ๊ก!” 

‘รมว.ทวี’ลงพื้นที่จ.อุบลฯ เยี่ยมเรือนจำ นำ‘เสก โลโซ’สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารและผู้อพยพ

‘รมว.ทวี’ลงพื้นที่จ.อุบลฯ เยี่ยมเรือนจำ นำ‘เสก โลโซ’สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารและผู้อพยพ

‘รมว.ทวี’ลงพื้นที่จ.อุบลฯ เยี่ยมเรือนจำ นำ‘เสก โลโซ’สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารและผู้อพยพ

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

‘รมว.ทวี’ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางอุบลราชธานี นำ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจ-มอบสิ่งของจำเป็นแก่ทหารและผู้อพยพ

 วันที่ 9 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุบลราชธานี ว่าพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นางสุนีย์ สอดส่อง ภริยา และ นายรวิศ สอดส่อง ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยช่วงเช้าแวะรับประทานอาหารพื้นเมือง ที่ร้านอาหารมอร์นิ่งอุบลทูเดอะมูน ร่วมกับ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย ที่มาให้การต้อนรับ และรับประทานอาหารร่วมกัน ก่อนเดินทางต่อไปยังเรือนจำกลางอุบลราชธานี ถ.พโลชัย ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางอุบลราชธานี พบปะและให้กำลังใจผู้ต้องราชทัณฑ์ พร้อมกันนี้ ได้เยี่ยมชมห้องสมุดเรือนจำกลางอุบลราชธานีที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ต่อจากนั้น ได้นำนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ร่วมกิจกรรมพูดคุยสร้างแรงบัลดาลใจและขับร้องเพลงร่วมกับวงเรือนจำกลางอุบลราชธานี โดยมีว่าที่ร้อยตรีกรกฎ ประเสริฐวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม, นางสาวปทิตตา โฉมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี, นางสาวจำปา ไขแสง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุบลราชธานี, นายอำนวย เปรมกิจพรพัฒนา ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี, นายภัคภพ อินทองคำ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดอุบลราชธานี, นางศุภร ศรีธัญรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม มาให้การต้อนรับ พร้อมกันนี้  นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สส.อุบล ราชธานี พรรคเพื่อไทย และนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง  นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร สส.อุบลราชธานี นายสมศักดิ์ บุญประชม สส.อุบลราช ธานี  มาร่วมการทำกิจกรรมการลงพื้นที่ร่วมกับพันตำรวจเอกทวี ด้วย

 พันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า เรือนจำอุบลราชธานีมีผู้ต้องโทษ 5,500 คน ได้เริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถด้านดนตรี เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ โดยมีการเชิญ เสก โลโซ เข้าไปให้คำแนะนำและเป็นแรงบันดาลใจ เป้าหมายคือการเปลี่ยนบทบาทของเรือนจำจากสถานที่คุมขังให้เป็น”สถานที่สร้างคน” และเมื่อพ้นโทษออกไปสามารถเป็นพลเมืองที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้ต่อไป ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ที่มีการสู้รบ อย่างเช่น จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการอพยพผู้ต้องราชทัณฑ์ออกจากเรือนจำเพื่อความปลอดภัย และย้ายไปยังสถานที่ที่เหมาะสมกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง

 พันตำรวจเอกทวี กล่าวถึง การดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์ในพื้นที่ชายแดนด้วยว่า สำหรับผู้ต้องราชทัณฑ์ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนและมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบ ครัว รัฐบาลได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจและให้กำลังใจ โดยจะมีการจัดให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้พบกับผู้ลี้ภัยที่เคยผ่านสถานการณ์เดียวกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกันและเห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดนตรีบำบัดและจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด โดยมีศิลปินอย่าง เสก โลโซ เข้าไปช่วยดูแลและให้กำลังใจทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชน

 โดยพันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจความทุกข์ของประชาชน อย่างน้อยที่สุด เมื่อประชาชนมีความทุกข์เรื่องการจ่ายเงินเยียวยา รัฐบาลจะต้องมีความรวดเร็ว เป็นไปตามนโยบายการดูแลและการเยียวยาประชาชนและเจ้าหน้าที่ ซึ่งการเยียวยาผู้เสียหายตามกฎหมายกระทรวงยุติธรรม ผู้เสียหายทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในประเทศไทย สามารถแจ้งความเพื่อรับการช่วยเหลือตามกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมได้ โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือ 200,000 บาท และผู้บาดเจ็บประมาณ 100,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยผู้เสียหายจะต้องนำหลักฐานการแจ้งความมาแสดงเพื่อยื่นขอรับความช่วยเหลือ นอกเหนือจากเงินเยียวยาตามกฎหมายปกติแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเยียวยาเฉพาะกิจเพิ่มเติมสำหรับเหตุการณ์สู้รบ โดยประชาชนจะได้รับเงินช่วยเหลือ 800,000 บาท และเจ้าหน้าที่ทหารจะได้รับ 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นระเบียบที่เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี 2559 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และ สมช. ฯลฯ ร่วมกันกำหนด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง

 รายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังด้านทักษะพิเศษ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาชายแดน พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นให้กับทหารและประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ณ โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย อ.เมือง จ.ศรีสะ เกษ โดยนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วย

กต.ประณาม’กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ละเมิดอนุสัญญาครั้งที่ 3

กต.ประณาม'กัมพูชา' ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ละเมิดอนุสัญญาครั้งที่ 3

กต.ประณาม’กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ละเมิดอนุสัญญาครั้งที่ 3

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ เรื่องการประท้วงต่อเหตุการณ์ครั้งที่ 3 ในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ดังนี้ 

ตามที่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 111 รวม 3 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในดินแดนของไทยในพื้นที่บริเวณรอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระบิดเรียบร้อยแล้ว ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล นั้น หลักฐานทุ่นระเบิดที่พบสอดคล้องกับผลการตรวจสอบการ พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกองทัพบก่อนหน้านี้ว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ดังนั้น การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่นี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นการละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างชัดเจน ไทยอยู่ระหว่างการมีหนังสือประท้วงเรื่องดังกล่าวไปยังกัมพูชา และประธานอนุสัญญาฯ

การกระทำดังกล่าวเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินการตามมาตรการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทยจึงขอเรียกร้องฝ่ายกัมพูชาหยุดการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที และให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดนตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันภายในกรอบทวิภาคี และตามที่ฝ่ายไทยได้เสนอต่อที่ประชุม GBC ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ตอบสนอง

กลุ่ม‘สว.อิสระ’ไม่หวั่นถูกกล่าวหาปลอมลายเซ็นส่งศาลรธน.สั่ง 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

กลุ่ม‘สว.อิสระ’ไม่หวั่นถูกกล่าวหาปลอมลายเซ็นส่งศาลรธน.สั่ง 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

กลุ่ม‘สว.อิสระ’ไม่หวั่นถูกกล่าวหาปลอมลายเซ็นส่งศาลรธน.สั่ง 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

‘สว.อิสระ’ไม่หวั่นถูกกล่าวหาปลอมลายเซ็นส่งศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ระบุเป็นบทเรียนลุยต่อ 13 ส.ค.เอามาเซ็นชื่อต่อหน้าสื่อ ชี้ สว.อิสระมีเกือบ 60 คนขอกำลังใจให้ออกมาสู้ หลังเจอสกัดทุกทาง 

9 สิงหาคม 2568 น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. กลุ่มอิสระ  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมี สว.จำนวนหนึ่งอ้างว่าถูกปลอมลายเซ็น เพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้ สว.ที่ต้องคดีฮั้วเลือกจำนวน 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ว่า เขาคิดว่ามีการปลอมลายเซ็น หลังจากส่งรายชื่อไปแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวจากนี้จะให้เซ็นใหม่เอาหลักฐานไปเซ็นต่อหน้าสื่อมวลชนเลย ส่วนคนที่ออกมาร้องเรียนหรือจะฟ้องร้องก็ให้เขาฟ้องไปไม่มีปัญหา การส่งเอกสารก็ส่งไปให้แต่ละคนเซ็นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ออกมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ตนก็งงเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น

เมื่อถามว่ายืนยันว่าลายเซ็นทั้งหมดเป็นลายเซ็นจริงหรือไม่ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า ตนยืนยันไม่ได้ เพราะการเอาไปให้แต่ละคนก็มีทีมดำเนินการ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องลับตั้งแต่ต้น เมื่อเขาเอาไปให้เซ็นแล้วก็ส่งกลับมารวมกัน ของตนก็ได้รับแบบเดียวกันและเซ็นไป ตนไม่ได้เป็นคนจัดการรวบรวมรายชื่อ แต่ทุกคนร่วมมือกันคนละไม้คนละมือ เพราะเราเป็น สว.อิสระไปบังคับใครไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นก็เอาเรื่องนี้เป็นบทเรียน เพราะเป้าหมายจริงๆ ของเราอยู่ที่วันที่ 13 ส.ค. หรือข่วงสัปดาห์หน้าอยู่แล้ว ซึ่งจะมีการเตรียมรายชื่อใหม่อีกครั้ง ในความเป็นจริงเรามีรายชื่อครบอยู่แล้ว แต่มันก็มีการข่มขู่กันเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าประชาชน และสื่อคงเข้าใจดีอยู่แล้ว

น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า สว.กลุ่มอิสระมีทั้งหมดเกือบ 60 คน บางคนเขาก็ยังรอดู รอกำลังใจ เพราะตอนนี้มีการข่มขู่กันแบบอุตลุดทั้งทางไลน์และช่องทางต่างๆ โดยหลักการเมื่อยื่นรายชื่อไปแล้ว มันถอนไม่ได้ แต่เมื่อมีการอ้างว่าปลอมลายเซ็นก็ว่ากันไป แต่ในส่วนของตนดูเอกสารอ่านรายละเอียดเข้าใจแล้วก็เซ็น เพราะมันเป็นความจริงที่สังคมเข้าใจได้อยู่แล้ว ประชาชนก็เห็นแล้ว ตนจึงพูดว่ามองจากดาวอังคารก็เห็นได้เลยว่าต้องควรทำอย่างไร การที่เรายื่นเรื่องไปนั้น เราไม่ได้ให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเลย แต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเรื่องที่อนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26 ได้พิจารณาแล้วเสร็จ และส่งไปให้เร่งรัดการดำเนินการ ในระหว่างนี้ถ้าไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ให้หยุดการสรรหาองค์กรอิสระไปก่อน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณา อย่าให้พวกเราต้องไปสรรหาองค์กรอิสระเพื่อจะมาตัดสินเราเองเลย

“อยากให้กำลังใจ คนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจก็ให้ตัดสินใจได้ เรื่องนี้เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเอง เพราะเราเป็น สว.อยู่แล้ว ให้หยุดก็อาจจะทำงานไมได้ด้วยซ้ำไป แต่เราต้องการให้ทุกคนได้เคลียร์ปัญหาที่ประชาชนส่วนใหญ่คาใจ เวลาไปตลาดก็มีคนถามว่าเราเป็น สว.ฮั้วหรือเปล่า ไปงานเลี้ยงรุ่นเขาก็ถาม อธิบายจนปากฉีกถึงใบหู เขาก็ไม่เข้าใจ ทุกคนเข้าใจว่า สว.ชุดนี้เป็น สว.ฮั้วทั้งหมด ซึ่ง สว.โดยหลักการต้องเป็นอิสระ เรื่องนี้จึงต้องตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม และเชื่อว่าความยุติธรรมมีจริงในโลก ถ้าผิดก็ต้องรับผิด ถ้าถูกก็เป็นต่อและจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของตัวเองด้วยซ้ำ ว่าเราไม่ผิด และสามารถทำงานต่อได้อย่างเต็มที่ จะได้ไม่มีใครมาขัดขวางว่าเราทำเพราะอย่างนี้ หรือมีใบสั่งจากดินแดนบางแห่ง ” น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว

‘พิชิต’ฉุนจัด! ซัดรัฐบาลขี้ขลาด นัดรวมพล 13 ส.ค.นี้ หลังทหารไทยเหยียบระเบิดเจ็บ 3 นาย

'พิชิต'ฉุนจัด! ซัดรัฐบาลขี้ขลาด นัดรวมพล 13 ส.ค.นี้ หลังทหารไทยเหยียบระเบิดเจ็บ 3 นาย

‘พิชิต’ฉุนจัด! ซัดรัฐบาลขี้ขลาด นัดรวมพล 13 ส.ค.นี้ หลังทหารไทยเหยียบระเบิดเจ็บ 3 นาย

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.51 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  หยุดยิง แต่ไม่หยุดขาขาด รัฐบาลขี้ขลาดยอมกัมพูชา 13 ส.ค. มารวมคนไทยหัวใจนักสู้ หน้าทำเนียบรัฐบาล 9.00 น. รัฐบาลทำไรบ้าง นอกจากหยุดยิงไม่มีเงื่อนไข แต่ระเบิดของกัมพูชายังระเบิดขาทหารไทยอยู่ #ใส่รองเท้าผ้าใบพกใจมาร่วมกัน #13สคหน้าทำเนียบ #คปท”

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้  พิชิต ไชยมงคล ได้โพสต์ว่า  ทหารไทยเหยียบกับระเบิด เจ็บอีก 3 นาย หยุดยิง แต่ไม่หยุดวางระเบิด รัฐบาลไม่รู้ข้อนี้หรือไง

ย้อนเล่า‘พระมหากรุณาธิคุณ’แด่ชาวเขมร เรื่องจริงที่ใครหลายคนอาจไม่รู้

ย้อนเล่า‘พระมหากรุณาธิคุณ’แด่ชาวเขมร เรื่องจริงที่ใครหลายคนอาจไม่รู้

ย้อนเล่า‘พระมหากรุณาธิคุณ’แด่ชาวเขมร เรื่องจริงที่ใครหลายคนอาจไม่รู้

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

9 ส.ค. 68 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความว่า “จำได้ว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เคยเล่าให้เธอฟังเรื่องหนึ่ง…

ครั้งนั้นฉันมีกิจธุระต้องเข้าไปประชุมในบริเวณวังสวนจิตรลดา..ได้พบท่านผู้หญิงหลายท่านผู้ที่ตามเสด็จใกล้ชิดสมเด็จพระพันปีหลวงเมื่อครั้งรัชกาลก่อน…

ท่านผู้หญิงฯ เล่าให้ฟังว่า…สมัยที่ชาวกัมพูชานับหมื่นนับแสนอพยพเข้ามาในเมืองไทย ซึ่งทางสภากาชาดไทยร่วมกับ UNHCR ได้เตรียมที่ทางไว้ดูแลด้วยมนุษยธรรมที่บริเวณเขาอีด่าง…จ.ปราจีนบุรี (ปัจจุบันแยกเป็น จ.สระแก้ว)…

ในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย จึงทรงเสด็จไปด้วยพระองค์เอง เพื่อทอดพระเนตรและมีพระราชเสาวนีย์ให้ดูแลชาวกัมพูชาเหล่านั้นเป็นอย่างดี….

ทรงเข้าไปมีพระราชปฏิสันถารกับชาวกัมพูชาทั้งเด็กทั้งคนชราจำนวนมากด้วยพระพักตร์ที่เมตตาและรอยแย้มพระสรวลอันอบอุ่น….

ดังที่เราๆ ได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์และภาพยนตร์กันมาบ้าง…

ท่านผู้หญิงฯ เล่าว่า ทุกอย่างก็พอจะเตรียมพร้อมสมบุกสมบันกันได้…ยกเว้นเรื่องหนึ่งที่ลืมได้ยาก บนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง…นอกจากสมเด็จพระราชินีนาถ…ส่วนใหญ่ก็เป็นเหล่าท่านผู้หญิงที่ถวายงาน…

เมื่อถึงบริเวณค่ายอพยพ…ที่มีทั้งฝุ่น และที่พักอันบอบบาง ลมจากใบพัดเฮลิคอปเตอร์จะสร้างฝุ่นที่ตลบอบอวล และอาจทำให้ที่พักของพวกเขาพังลงได้….

จึงต้องถอยออกมา หาที่จอดเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้เสด็จฯลง พร้อมคณะข้าราชบริพารได้….

แต่โดยรอบมีแต่ป่าหญ้าสูงท่วมหัว นักบินกราบบังคมทูลว่า ลงจอดไม่ได้เพราะจะมีอันตรายกับเฮลิคอปเตอร์ทั้งลำ…. ลงได้ต่ำสุดก็ประมาณ เกือบสองเมตร หรือประมาณความสูงเลยหัวคน ท่านผู้หญิงฯเล่าว่า…ท่ามกลางความระทึกใจนั้น ก็มีเสียงรับสั่งว่า
 

“ไม่เป็นไร ฉันจะโดดลง”

โดยไม่ลังเลพระทัย…ทรงโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์….สู่พื้น
ท่านผู้หญิงทุกท่าน…จึงโดดลงตามเสด็จด้วยตามลำดับ..

ภาพนิ่งและภาพยนตร์ที่เราเห็น ๆ กัน…..เกิดขึ้นไม่กี่นาทีหลังจากวินาทีนั้น….” 

.-008 

ข้อมูลจาก : Nitipong Honark 
ภาพจาก : เรื่องเล่า ภาพเก่า ในอดีต ๒.