นักวิชาการชี้’ศาลฎีกา’เพิกถอนสิทธิสมัคร สว.10 ปี ปมจับคู่แลกคะแนนในการเลือกตั้ง

นักวิชาการชี้'ศาลฎีกา'เพิกถอนสิทธิสมัคร สว.10 ปี ปมจับคู่แลกคะแนนในการเลือกตั้ง

นักวิชาการชี้’ศาลฎีกา’เพิกถอนสิทธิสมัคร สว.10 ปี ปมจับคู่แลกคะแนนในการเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.06 น.

นักวิชาการชี้’ศาลฎีกา’เพิกถอนสิทธิสมัคร สว.10 ปี ปมจับคู่แลกคะแนนในการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “จับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกันในการเลือก สว. เป็นการการกระทำมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ลต สว 47/2568 ระหว่าง กกต. ผู้ร้อง นางสาวกัญจน์ปรียา ปิยทัศน์ภูรี ที่ 1 นางสาวเบญจวรรณ อินทรารักษ์สกุล ที่ 2 ผู้คัดค้าน ว่า การจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกันในการเลือก สว. เป็นการการกระทำมิชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

ผู้เขียนพิจารณาแล้ว มีข้อมูลและความเห็นดังนี้

1)คดีนี้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. กลุ่ม 4 กลุ่มการสาธารณสุข จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ในการเลือกระดับจังหวัด ผู้คัดค้านทั้งสองสนทนาแลกเปลี่ยนคะแนนกันหรือสมยอมกันในการลงคะแนนเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. และเป็นการแนะนำตัวที่มิได้เป็นการปฏิบัติตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด เป็นการทุจริตการเลือก อันทำให้การเลือก สว. เป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเทื่องธรรม ฝ่าฝืน พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 36 และมาตรา 62 และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 ข้อ 11 (1) (6) ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสอง

2) ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านทั้งสองสนทนาผ่านแอพพลิเคชันไลน์ เป็นการสมยอมโดยจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับคะแนนซึ่งกันและกัน เป็นผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แม้จะไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน

การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับห้าคนแรกเป็นผู้ได้รับเลือกขั้นต้นของกลุ่มที่ 4 กลุ่มการสาธารณสุข การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ทำให้ผู้สมัครรายอื่นได้รับความเสียหายและไม่เป็นธรรม และทำให้เจตนารมณ์ของการเลือก สว. ที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ซึ่งต้องการคนดี และบุคคลที่เหมาะสมซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนในวุฒิสภาเสียไป

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก สว. อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ฝ่าฝืน พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 62 พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเวลา 10 ปี

3) ความจริง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการเลือก สว. ปัญหาอื่นๆ อีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ศาลปกครองกลางคำพิพากษาเพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 บางข้อ หรือความเห็นส่วนตัวของนายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงาน กกต. ต่อการเพิกถอนระเบียบดังกล่าว แต่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึง เพราะเห็นว่า หากนำมากล่าว จะทำให้บทความยืดยาวเกินไป ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งได้นำขึ้นเว็บแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568

4) คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้นับเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยคดีเลือก สว. ได้ละเอียดและครบถ้วน ตรงตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 62 ของ พรป. สว. 2561 ที่บัญญัติว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรืออันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กรณีนี้กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้เพียงว่า “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (reasonable ground to believe) ซึ่งหมายถึง มีหลักฐานเพียงพอที่จะให้เชื่อโดยมีเหตุอันสมควรเท่านั้น แตกต่างจากคดีอาญาที่โจทก์จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากข้อสงสัยอันสมเหตุสมผล (beyond a reasonable doubt) ว่า จำเลยกระทำความผิดจริง ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้

5) แม้จะเป็นที่น่าเสียดายตามข่าวเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ว่า การยื่นคำร้องของ สว. เสียงข้างน้อย ต้อง “วืด” ไปอีกครั้ง คดีสอย สว. ล็อตใหญ่มากกว่าร้อยคนเดินทางไปไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีเหตุการณ์พิสดารเกิดขึ้น ทำให้เสียงของ สว. ที่เข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญมีไม่ถึง 20 คน เพราะมี สว. คนหนึ่งขอถอนชื่อออกโดยอ้างว่า เข้าใจผิดในสาระสำคัญ และมี สว. บางคนอ้างว่าเป็นลายเซ็นปลอม ตนไม่ได้เซ็นชื่อ และได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจไว้เป็นหลักฐานแล้ว ทั้ง ๆ ที่พึงไปแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ปลอมเอกสาร ซึ่งมีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 ดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง100,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา

อย่างไรก็ตาม ขอให้ สว. เสียงข้างน้อยพยายามเดินหน้าต่อไป โดยศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 47/2568 (คดีแลกเปลี่ยนคะแนนกัน) เป็นแนวทางและเป็นกำลังใจ แม้ประเด็นที่กล่าวหาจะแตกต่างกัน แต่พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรงกว่า และกระทบต่อหลักนิติธรรมและความมั่นคงของประเทศเป็นร้อยเท่าพันทวี”

‘ศบ.ทก.’รายงานเหตุชายแดนตลอดช่วงคืน-เช้า สถานการณ์ปกติ ย้ำพื้นที่ลาดตระเวนเขตไทย100%

'ศบ.ทก.'รายงานเหตุชายแดนตลอดช่วงคืน-เช้า สถานการณ์ปกติ ย้ำพื้นที่ลาดตระเวนเขตไทย100%

‘ศบ.ทก.’รายงานเหตุชายแดนตลอดช่วงคืน-เช้า สถานการณ์ปกติ ย้ำพื้นที่ลาดตระเวนเขตไทย100%

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.32 น.

‘ศบ.ทก.’รายงานเหตุชายแดนตลอดช่วงคืน-เช้า สถานการณ์ปกติ เผย ทภ.2 ดูแลทหารเหยียบกับระเบิดอย่างใกล้ชิด ย้ำพื้นที่ลาดตระเวนอยู่เขตไทย 100% เตรียมประท้วงนานาชาติ เขมรใช้ทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา (วันเสาร์ที่ 9 ส.ค.2568) จนถึงช่วงเช้า (วันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค.2568) เวลา 07.00 น. สถานการณ์ตามแนวชายแดน 7 จังหวัดไม่มีเหตุการณ์ปะทะใด ๆ

ขณะที่ วานนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจาก ศบ.ทก. ว่าได้มีทหารออกลาดตระเวน บริเวณพื้นที่รอยต่อ โดนเอาน์ – กฤษณา เหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 ดูแลทหารกล้าที่จะได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ศบ.ทก ยืนยันว่าพื้นที่ที่ทหารลาดตระเวนนั้น อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย 100% ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่า กองทัพกัมพูชาเป็นผู้ละเมิดอธิปไตยเข้ามาวางกับระเบิดในช่วงก่อนการหยุดยิง

ทั้งนี้ ได้เตรียมการประท้วงทั้งระดับชายแดน และระดับนานาชาติกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งขัดต่อข้อตกลงสนธิสัญญาออตตาวา อย่างชัดเจน

ขอทำเพื่อชาติ ‘บุ๋ม’พร้อมอัดโฆษกมาลี ย้ำต้องสื่อสารความจริง

ขอทำเพื่อชาติ ‘บุ๋ม’พร้อมอัดโฆษกมาลี ย้ำต้องสื่อสารความจริง

ขอทำเพื่อชาติ ‘บุ๋ม’พร้อมอัดโฆษกมาลี ย้ำต้องสื่อสารความจริง

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขอทำเพื่อชาติ ‘บุ๋ม’พร้อมอัดโฆษกมาลี ย้ำต้องสื่อสารความจริง

“ภูมิธรรม” บอกตั้ง “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นโฆษก ศบ.ทก.สมน้ำสมเนื้อกับ “มาลี” ชี้กองทัพพร้อมประสานข้อมูลเต็มที่ ด้านโฆษกบุ๋ม ระบุถึงเวลาต้องสื่อสารความจริง ขณะที่“เจี๊ยบ- อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล”แนะต้องสุขุม มีข้อมูลแม่น และภาพลักษณ์มืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ ไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 9 ส.ค.ที่กองบินตำรวจ ถ.รามอินทรา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตั้งนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นโฆษกจิตอาสา ศูนย์บริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีความไม่เหมาะสมเรื่องของข้อมูล และความน่าเชื่อถือ ว่า นางสาวปนัดดา เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และมีความสนใจในเรื่องบ้านเมือง ซึ่งข้อมูลด้านการทหารอาจจะรู้ไม่เยอะเท่ากับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่มีความตั้งใจ อีกทั้งการเข้ามารับตำแหน่งก็เป็นการเสนอจากผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งต้นคิดว่าเรื่องของการได้ข้อมูลเมื่อทางทหารสนับสนุนก็จะสามารถทำงานได้ดี

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชาเป็นผู้หญิง เราไม่อยากให้รู้สึกเหมือนว่าใช้โฆษกทหารที่เป็นผู้ชายไปโต้แย้ง เราอาจจะเสียเปรียบกว่า ซึ่งเห็นว่านางสาวปนัดดามีความเหมาะสมอยู่แล้ว ส่วนเรื่องข้อมูลก็ให้ประสานกับกองทัพอย่างเต็มที่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตรงนี้ตนคิดว่าสมน้ำสมเนื้อ

เมื่อถามย้ำว่าข้อมูลที่นางสาวปนัดดา จะพูดออกมา เป็นการกลั่นกรองมาจากทางกองทัพใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ก็ประมาณนั้น รอที่ผ่านมามีการประสานและนำข้อมูลไปช่วยเหลืออยู่แล้ว.

นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นโฆษกจิตอาสา ศูนย์บริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โพสต์เฟสบุ๊คว่า ตัวบุ๋มเอง เป็นเพียงโฆษก ศบ. ทก. ภาคประชาชน ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเป็นทางการ ทำหน้าที่ในมุมจิตอาสา เลยไม่เข้าใจว่า มันทำให้บางกลุ่มต้องรวมพลัง ดาหน้ามาโจมตีด้วยเหตุผลอะไรนะคะ

อยากเรียนแจ้งว่า ถ้าถึงเวลาต้องสื่อสารจริง บุ๋มเข้าใจดีค่ะ ว่าต้องทำหน้าที่เจรจา แนะนำเสนอในข่าวที่เป็นความจริง ไม่เน้นการปะทะ มุ่งเน้นเสรีภาพและการทูต เลยไม่เข้าใจว่า ยังไม่ทันจะปฏิบัติหน้าที่แม้แต่ครั้งเดียว ก็กลายเป็นเป้านิ่งให้โจมตีเพราะอะไร

เหตุผลเดียวที่รับปากมาช่วยกองทัพ เพราะมีใจรักในแผ่นดินเกิด และอยากใช้ปากเสียงของตนเองชี้แจงในมุมที่ประเทศเราตกอยู่ในข้อครหาผิด ๆ เท่านั้นเองค่ะ

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ “เจี๊ยบ” อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นถึงการแต่งตั้ง น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม” ให้ทำหน้าที่โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)

อมรัตน์ เขียนข้อความระบุว่า “หน้าที่โฆษก” คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ #ไทยกัมพูชา #ปนัดดา

ข้อความดังกล่าวเชื่อมโยงกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของปนัดดา หลังเข้ารับตำแหน่งโฆษก ศบ.ทก. โดยเธอกล่าวว่า “พี่ ๆ ทหารบอกว่า ถ้าหาโฆษกที่ชนกับทางนั้นได้มันที่สุดก็คือดิฉัน ยินดีมาช่วยงานเพื่อประเทศไทย”

ผ่อนปรนบินโดรน เพื่อทำการเกษตร แจ้งล่วงหน้า12ชม. ฝ่าฝืนมีโทษหนัก

ผ่อนปรนบินโดรน เพื่อทำการเกษตร แจ้งล่วงหน้า12ชม. ฝ่าฝืนมีโทษหนัก

ผ่อนปรนบินโดรน เพื่อทำการเกษตร แจ้งล่วงหน้า12ชม. ฝ่าฝืนมีโทษหนัก

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่อนปรนบินโดรน เพื่อทำการเกษตร แจ้งล่วงหน้า12ชม. ฝ่าฝืนมีโทษหนัก

รัฐบาลผ่อนปรน “บินโดรนเพื่อการเกษตร” 11 สิงหาคมนี้ ย้ำต้องขึ้นทะเบียน-แจ้งการบินและบินได้ระหว่างเวลา 06.00–18.00 น. ขณะที่โดรนประเภทอื่นยังคงห้ามบินทั่วประเทศถึงวันที่ 15 ส.ค 68

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ ศบ.ทก. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทำให้ที่ผ่านมาได้มีการประกาศห้ามบินอากาศยานไร้คนขับทุกประเภททั่วประเทศเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ออกประกาศฉบับที่ 3 ผ่อนปรนให้สามารถทำการบินโดรนเพื่อการเกษตรได้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

สำนักงานการบินพลเรือนฯ ระบุว่า ยังคงห้ามบินโดรนทุกประเภททั่วราชอาณาจักร จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การผ่อนปรนสำหรับโดรนเพื่อการเกษตรต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้
– ผู้บังคับโดรนและตัวโดรนต้องขึ้นทะเบียนกับ CAAT ครบถ้วน และยังไม่หมดอายุ
– ได้รับอนุญาตปฏิบัติการบินเพื่อการเกษตรจาก CAAT
– ไม่มีประวัติฝ่าฝืน หรือถูกเพิกถอนสิทธิการบิน
– ทำการบินได้เฉพาะในพื้นที่เกษตรของตน หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่
– แจ้งการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ https://uasportal.caat.or.th/ หรือแอปพลิเคชัน UAS Portal ของ CAAT และอีเมล ศตอ.น. antidrone.police@gmail.com และตำรวจท้องที่ หรือกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน
– ความสูงการบินไม่เกิน 30 เมตร
– ทำการบินได้ระหว่างเวลา 06.00–18.00 น. เท่านั้น (ห้ามบินกลางคืน)
– ใช้เพื่อโปรย หว่าน สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ สารเคมี เพื่อการเกษตร น้ำ หรือปุ๋ยเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อถ่ายภาพหรือสำรวจ

โดยพื้นที่ต้องห้ามบินโดรนทุกประเภทโดยเด็ดขาด ได้แก่ พื้นที่หวงห้าม/อันตรายตามประกาศใน AIP Thailand (16 พื้นที่หลัก เช่น ศรีษะเกษ นครสวรรค์ จันทบุรี ตราด ราชบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี ฯลฯ) จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (7 จังหวัด) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี อำเภอเมือง จ.ระยอง รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง รวมถึงพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ หากมีผู้ฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำลายหรือตอบโต้อากาศยาน รวมถึงใช้ระบบต่อต้านอากาศยานไร้นักบิน (Anti-Drone System) ได้ โดยหากประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบการฝ่าฝืน สามารถแจ้งได้ที่ CAAT โทร. 02-568-8851 (ในเวลาราชการ) อีเมล uas_us@caat.or.th หรือ ศตอ.น. โทร. 02-126-7846 อีเมล antidrone.police@gmail.com รวมถึงสถานีตำรวจ หน่วยทหาร หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

“รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนและความจำเป็นของประชาชน จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของประเทศกับการสนับสนุนการดำเนินชีวิตและอาชีพของประชาชน ซึ่งการผ่อนปรนครั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคการเกษตรให้ดำเนินงานได้ต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลผลิต โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมาตรการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับมาตรการให้เหมาะสมตามความจำเป็นต่อไป” นายจิรายุกล่าว

‘ภท.’สู้ไม่ถอย ย้ำเพิกถอน‘เขากระโดง’ ต้องเจอกันที่ศาลเท่านั้น

‘ภท.’สู้ไม่ถอย ย้ำเพิกถอน‘เขากระโดง’ ต้องเจอกันที่ศาลเท่านั้น

‘ภท.’สู้ไม่ถอย ย้ำเพิกถอน‘เขากระโดง’ ต้องเจอกันที่ศาลเท่านั้น

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภท.’สู้ไม่ถอย ย้ำเพิกถอน‘เขากระโดง’ ต้องเจอกันที่ศาลเท่านั้น


รับงานใครมา! “ศุภชัย” ตอก “อดีตอธิบดีกรมที่ดิน” ปมที่ดินเขากระโดง ชี้หลักฐาน ย้อนแย้งกับคำพูดปัจจุบัน ปี’55 เห็นชอบตั้งคณะกรรมการตาม ม.61 มีความเห็นไม่เพิกถอน แต่ปี’68 กลับบอกเพิกถอนได้ทันที “ทนายคดีเขากระโดง” กาง 5 ข้อ ซัด “ภูมิธรรม” ฟังข้อมูลด้านเดียวจาก “ใบสั่ง” จี้เปิดใจฟังข้อเท็จจริง-หลักฐานประวัติศาสตร์รอบด้าน ย้ำการพิสูจน์ที่ดินต้องทำที่ศาล

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย(ภท.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่นายบุญเชิด คิดเห็น อดีตอธิบดีกรมที่ดินออกมากล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61ว่าที่นายบุญเชิดได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า กรณีที่ดินเขากระโดง ไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 61แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อธิบดีกรมที่ดิน สามารถใช้อำนาจเพิกถอนเอกสารสิทธิได้ทันที วันเดียวก็จบซึ่งความคิดเห็นของอดีตอธิบดีคนนี้ถูกนำไปเผยแพร่อย่างมากมาย

‘ศุภชัย’ตอก‘อดีตอธิบดีกรมที่ดิน’

นายศุภชัยกล่าวอีกว่าแต่เอกสารที่นำมาแสดงให้ปรากฏนี้ เป็นหลักฐานอีกด้านหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับความเห็นของอดีตอธิบดีกรมที่ดิน เพราะในกรณีเขากระโดงเดียวกันนี้ ขณะที่นายบุญเชิด คิดเห็น ตอนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดินในปี พ.ศ.2555 ได้เห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61และเห็นชอบว่าไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน และเห็นชอบด้วยว่าการรถไฟฯต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลเป็นรายๆไป หากเห็นว่ามีผู้มีเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ดินการรถไฟฯซึ่งความเห็นชอบของอธิบดีกรมที่ดินในวันนั้น กับความเห็นของอดีตอธิบดีกรมที่ดินในวันนี้ ซึ่งเป็นคนๆเดียวกัน ในกรณีเดียวกัน กลับแตกต่างกันคนละด้านอย่างสิ้นเชิง

‘ทนายคดีเขากระโดง’ซัด‘มท.1’

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความคดีพิพาทที่ดินเขากระโดงเปิดเผยว่าขอเรียนชี้แจงท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1)เรื่อง“พระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ กับที่ดินเขากระโดง”ว่าด้วยความเคารพ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเอกสารราชการสมัยรัชกาลที่ 5 ยืนยันชัดเจนว่า พระองค์ไม่เคยมีพระราชประสงค์จะยกที่ดินเขากระโดงทั้งหมดให้กรมรถไฟหลวงหรือการรถไฟฯ ครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จ จึงขอชี้แจงเป็นข้อๆ ดังนี้

แจงละเอียดยิบเป็น5ประเด็น

1.พระราชดำริเมื่อ พ.ศ. 2451พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำริผ่านเจ้ากรมโยธาธิการ ตามคำขอของเจ้ากรมรถไฟ ว่าพื้นที่สองข้างทางรถไฟควรใช้เท่าที่จำเป็น ข้างละประมาณ 20 วา (ราว 40 เมตร) เขตสถานีไม่เกินข้างละ 40 วา (ราว 80 เมตร) ส่วนพื้นที่รกร้างนอกเหนือจากนี้ที่ขอข้างละ 5 เส้น (ราว 200 เมตร) พระองค์ “ไม่เห็นชอบ” และให้ยกเลิก

2.หลักฐานชัดเจนเอกสารหนังสือตอบข้อหารือของพระองค์ถึงนายแอร์ไวเลอร์ เจ้ากรมรถไฟหลวงในขณะนั้น แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ที่ดินนอกเหนือความจำเป็นไม่ได้อยู่ในพระราชประสงค์ให้ครอบครอง

3.ความแตกต่างกับพระราชกฤษฎีกาปี 2462พระราชกฤษฎีกาที่ท่านรัฐมนตรีอ้างถึง ออกในรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2462) ไม่มีปรากฏในราชกิจจานุเบกษาว่ามีการจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินเขากระโดงตาม พ.ร.บ. จัดวางรางแลทางหลวง พ.ศ. 2464 แต่อย่างใด

4.กรอบกฎหมายชัดเจนพ.ร.บ.จัดวางรางแลทางหลวงฯ หมวด 2 ได้กำหนดวิธีการได้มาซึ่งที่ดินของการรถไฟฯ ไว้อย่างชัดเจน ว่าต้องได้มาโดยการซื้อ เวนคืน หรือรับโอนตามขั้นตอน ไม่ใช่การอ้างครอบครองทั้งหมดเพราะเป็น “พระราชประสงค์”

ย้ำพิสูจน์ที่ดินต้องทำที่ศาล

5.ข้อเสนอแนะท่านรัฐมนตรีอาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงควรเปิดใจรับฟังหลักฐานประวัติศาสตร์และข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน การตัดสินใจและการสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดจาก“ใบสั่ง”หรือคำบอกเล่าฝ่ายเดียว

“การพิสูจน์สิทธิในที่ดินต้องทำในศาล ด้วยพยานหลักฐานที่ครบถ้วนและหากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยถูกนำเข้าสู่คดีเดิม ควรใช้เป็นฐานในการพิจารณาอย่างเปิดเผย โปร่งใส และเป็นธรรม”ทนายคดีเขากระโดง กล่าว

เลือกซ่อมสส.เขต7เชียงรายเดือด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเพิกถอนสถานะการเป็น ส.ส.และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลานาน 10 ปี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ทำให้พ้นจากส.ส.เชียงรายและหลุดจากอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้มอบหมายให้ กกต.ประจำ จ.เชียงราย ดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยกำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งระหว่างวันที่ 13-17 ส.ค.นี้ และกำหนดให้จัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 ก.ย.2568 ต่อไป สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.เชียงราย ประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ(ยกเว้น ต.บุญเรือง) และ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 นายพิเชษฐ์ ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยและได้คะแนนนำเป็นอันดับ 1 จำนวน 31,588 คะแนน รองลงมา คือ นายประหยัด เสียงดัง ผู้สมัครจากพรรคประชาชน(เดิมพรรคก้าวไกล) จำนวน 25,889, และน.ส.มิรันตี บุญแก้ว จากพรรคภูมิใจไทย 18,153 คะแนน

พท.จ่อส่ง‘สจ.ต้น’ลงชิงรักษาเก้าอี้

สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้มี กระแสว่า ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทยแทนนายพิเชษฐ์ คือ นายวราวุฒิ ไชยวงค์ หรือ สจ.ต้น อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เขต อ.เชียงของ ลูกหม้อเก่าของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีข่าวว่าบ้านแม่จัน ให้การสนับสนุนด้วย แต่ต้องรอมติพรรคก่อน

ปชน.ต้องวัดใจลุ้น‘ประหยัด-สจ.เอ’

ส่วนคู่แข่งเก่าคือพรรคประชาชน คาดว่าจะส่ง นายประหยัด ลงแก้มือ เพราะมีบทบาทในงานมวลชนและงานของพรรคมาตั้งแต่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่

ทั้งนี้ มีกระแสว่าพรรคประชาชนอาจส่ง นายวสุพล จตุรคเชนทร์เดชาหรือสจ.เอปัจจุบันเป็นรองประธานสภาอบจ.เชียงราย และสจ.เขต 1 อ.เชียงของ ลงสมัครแทนได้เช่นกัน โดยมีข่าวลือว่าคนในพรรคกำลังถกเถียงกันในเรื่องนี้อย่างหนักเพราะถือว่านายประหยัดอยู่คู่กับพรรคมาโดยตลอด

‘เด็กลุงป้อม’โดดลงชิงเลือกซ่อม

ผู้สมัครที่ค่อนข้างเป็นไปได้มากที่คือ น.ส.มิรันตี บุญแก้ว ซึ่งได้ย้ายขั้วไปซบ พรรคพลังประชารัฐแล้ว และได้ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวขณะไปพบพล.อ.ประวิตร วงค์สุวรรณ หัวหน้าพรรค โดยเจ้าตัวก็ได้ประกาศจะลงสมัครรับเลือกตั้งต่อหน้าลุงป้อมอีกด้วย

ขณะที่คนอื่นๆจะได้ความชัดเจนในวันสมัครรับเลือกตั้งวันที่ 13-17ส.ค.นี้ต่อไป โดยคาดว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพราะหมดอดีต ส.ส.ผู้ที่เคยมีชื่อชั้นสูงไปแล้ว จึงเหลือผู้สมัครใหม่และผู้ที่เคยสอบตกซึ่งต่างมีชื่อชั้นในระดับเดียวกันลงแข่งขันกัน

วาทะเด็ด : 10 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 10 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 10 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“หวังว่าข้อตกลงหยุดยิงจะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนตามแนวชายแดนทั้งสองฝั่งได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย เพราะการอพยพจากภัยสงครามต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตัวเอง อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาในที่สุด”

นายกัณวีร์ สืบแสง
สส.พรรคเป็นธรรม

บึ้มข้อเท้าขาด1/บาดเจ็บอีก2นาย ทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนวรบด้านศรีสะเกษระอุซ้ำ

บึ้มข้อเท้าขาด1/บาดเจ็บอีก2นาย ทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนวรบด้านศรีสะเกษระอุซ้ำ

บึ้มข้อเท้าขาด1/บาดเจ็บอีก2นาย ทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนวรบด้านศรีสะเกษระอุซ้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บึ้มข้อเท้าขาด1/บาดเจ็บอีก2นาย ทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนวรบด้านศรีสะเกษระอุซ้ำ ‘ทบ.-บัวแก้ว’ประณามเขมรยับ เป็นอุปสรรคต่อการหยุดยิง ‘บิ๊กอ้วน’ยึดกลไกRBCแก้ไข

แนวรบพระวิหารด้านศรีสะเกษระอุ! ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเท้าขาด 1 นายเจ็บ 2 นาย ขณะลาดตระเวนเส้นทางวางลวดหนามป้องกันพื้นที่บริเวณ
รอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา โฆษก ทบ.–บัวแก้ว ซัด กัมพูชาใช้อาวุธซ่อนรูปอุปสรรคสำคัญต่อการหยุดยิง-แก้ปัญหาสันติ ขณะที่ “บิ๊กอ้วน” ยังใจเย็นขอยึด
หลักการขอใช้กลไก RBC แก้ไขปัญหา

วันที่ 9 ส.ค.68 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกประกาศข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเหตุเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 สิงหาคม 2568 โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดลาดตระเวนของกองร้อยทหารพรานที่ 111 ได้เกิดเหตุเหยียบกับระเบิดในระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและวางลวดหนามป้องกันพื้นที่รอยต่อชายแดนบริเวณโดนเอาว์-กฤษณา (ข้างภูมะเขือ) จังหวัดศระสะเกษ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เร่งให้การช่วยเหลือและนำกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลในพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อทำการรักษา

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 กรณีมีกำลังพลของหน่วยกองร้อยทหารราบที่ 111 ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดในขณะทำการลาดตระเวนเส้นทางเพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์-บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นายได้แก่ 1.จ่าสิบเอก ธานี พาหา ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ป้องกัน ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ข้อเท้าซ้ายท่อนล่างขาด 2.พลทหาร ภาคภูมิ ไชยสุระ ตำแหน่งพลปืนเล็ก บาดเจ็บบริเวณแขนและด้านหลัง และ 3.พลทหาร ธนันชัย ไกรวงค์ ตำแหน่งพลปืนเล็ก ได้รับแรงอัดและบาดเจ็บบริเวณแก้วหู

“ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลในพื้นที่ และนำส่งโรงพยาบาลทหารภาคสนามทันที โดยได้ส่งต่อ จ่าสิบเอก ธานี พาหา ไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน” พล.ต.วินธัย กล่าว

แฉเขมรใช้อาวุธซ่อนรูป

พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้สังคมภายในประเทศและในสังคมโลก ทั่วไปเข้าใจได้ว่า การใช้อาวุธต่อกันยังคงมีอยู่ เป็นลักษณะของการพยายามที่จะใช้อาวุธต่อกันในแบบซ่อนรูป สิ่งนี้อาจนับเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิง และการแก้ไขปัญหาในแบบสันติวิธี รวมถึงแสดงถึงว่าที่ผ่านมากัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มในการใช้อาวุธก่อนมาตลอด ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

เปิดภาพเขมรซุกระเบิด

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 68 หน่วยทหารช่างได้เข้าดำเนินการทำพื้นที่ให้ปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในบริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเคยเป็นที่มั่นของฝ่ายทหารกัมพูชา จากการตรวจสอบพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN-2 จำนวน 18 ทุ่น แบ่งเป็น จำนวน 16 ทุ่น บรรจุอยู่ในกระสอบ ยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมระเบิด และจำนวน 2 ทุ่น วางแบบเร่งด่วน โดยไม่ฝังกลบ บริเวณรอบบ่อน้ำ อยู่ในสภาพพร้อมระเบิด หน่วยทหารช่างได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดทั้ง 18 ทุ่นเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันยังพบลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด และลูกจรวด RPG จำนวนมาก ซึ่งจากหลักฐานดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาของฝ่ายทหารกัมพูชาอย่างชัดเจน

ทุ่นระเบิด PMN-2เพียบ

ขณะที่ เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก ทันกระแส” ได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติงานของทหารช่างจากกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งได้รับภารกิจให้เข้าไปทำความสะอาดและเก็บกู้อาวุธหลังเหตุการณ์ปะทะบริเวณภูมะเขือ โดยในภาพแสดงให้เห็นถึงการค้นพบสรรพาวุธและสิ่งปนเปื้อนจำนวนมาก โดยเฉพาะทุ่นระเบิด PMN-2 ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าวมีการตั้งข้อสังเกตถึงคำกล่าวของ นายเฮง รัตนา ผอ.สำนักงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAC) ที่เคยระบุว่าไม่มีการใช้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงานของทหารช่างไทยในครั้งนี้จึงสวนทางกับคำกล่าวอ้างของทางการกัมพูชาอย่างชัดเจน

โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ระบุว่า พล.อ.รัด ดารารัด รองปลัดกระทรวงกลาโหม ได้หารือกับผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) และกล่าวอ้างว่าทหารกัมพูชา 18 นายถูกควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายด้วย โดยยืนยันว่าการควบคุมตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายเป็นไปตามหลักกฎหมายสากล และอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของอนุสัญญาเจนีวา ไม่ใช่การควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายตามที่ได้มีการกล่าวอ้าง

“การควบคุมตัวนี้จำเป็นต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าสถานการณ์การหยุดยิงจะสงบลงอย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเหล่านี้กลับไปทำการสู้รบกับฝ่ายไทยอีก ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักสากล” โฆษกกองทัพบก กล่าว

เป็นระเบิดชนิดเดียวกัน

ต่อมาเวลา 14.00 น.วันเดียวกันนี้ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยระบุว่าเมื่อเวลา 10.00 น.กำลังพลจาก ร้อย.ร.111 ได้นำกำลังพลลาดตระเวนเส้นทาง เพื่อวางลวดหนามป้องกันพื้นที่บริเวณรอยต่อช่องโดนเอาว์ – กฤษณา โดยมี จ.ส.อ.ธานี พาหา เป็นหัวหน้าชุด และกำลังพล 2 นาย ระหว่างตรวจสอบเส้นทางได้ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด สันนิฐานขั้นต้นจากเศษชิ้นส่วนที่พบ ในที่เกิดเหตุ คาดว่าจะเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN 2 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดของ พัน.ร.11 เก็บกู้ได้ในพื้นที่โดยรอบภูมะเขือ ในห้วงวันที่ 8 – 9 สิงหาคม 2568 โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 3 นายดังกล่าว ปัจจุบันทหารทั้ง 3 นายได้นำกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

ในด้านการช่วยเหลือประชาชน กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการหารือร่วมกับส่วนราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัดที่รองรับประชาชนในศูนย์พักพิง เพื่อประเมินสถานการณ์ ความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่อย่างรอบด้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดจุดหรือพื้นที่ที่ปลอดภัยเพียงพอต่อการอพยพประชาชนกลับภูมิลำเนา

ส่วนการดูแลผู้อพยพ ส่วนราชการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ยังคงให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในพื้นที่รวบรวมพลเรือนใน 4 จังหวัด จำนวน 267 จุด จากเดิม 307 จุด ปัจจุบันมียอดรวม 51,104 คน ลดลงจากวันที่ 8 สิงหาคมจำนวน 6,594 คน และมีการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของส่วนราชการในพื้นที่ โดยการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในการปฏิบัติตามขั้นตอน โดยเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข่าวสารจาก ผู้นำชุมชนอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ขอบคุณจิตอาสา 904 จิตอาสาพระราชทาน ประชาชนจิตอาสา หน่วยงานราชการทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ เสียสละเวลา กำลังกาย และกำลังใจ ในการดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวทั้ง 4 จังหวัดด้วย

“ภูมิธรรม”รับเสียใจ

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เกี่ยวกับกรณีที่กำลังพลทหารเหยียบกับระเบิดในพื้นที่รอยต่อช่องโดนเอาว์-กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษว่า ได้รับรายงานเรียบร้อยแล้ว เป็นกองร้อย ร.111 ขณะนี้กำลังตรวจสอบ ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่ใช่ในหมู่บ้าน แต่เป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินการเจาะเป็นช่อง เพื่อเป็นการป้องกันการหลุดรอดเข้ามา และตนขอแสดงความเสียใจกับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ทางปฏิบัติไม่ใช่การที่จะนำไปสู่ความเข้าใจกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรามีการบันทึกรายละเอียดส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ เพราะเราต้องบันทึกเรื่องนี้เพื่อนำเข้าสู่อนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่เราต้องดำเนินการตรวจและระมัดระวัง เคลียร์พื้นที่อื่นตามไป ซึ่งจังหวัด.สุรินทร์ มีการเคลียร์พื้นที่ไปแล้วกว่า 400 ลูก

ยังใจเย็นขอถกในRBC

เมื่อถามว่าการกู้ทุนระเบิดเป็นหนึ่งในสองเงื่อนไขที่กัมพูชาไม่รับ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันต่อในการประชุม RBC และได้มอบให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ เพราะขณะนี้ส่งเรื่องให้เรียบร้อยแล้ว และจะดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งเราจะต้องแจ้งตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เห็นว่าข้อเท็จจริงคืออะไร

ส่วนเหตุการณ์นี้จะทำให้สถานการณ์ชายแดนกลับมาบานปลายจนเกิดเหตุปะทะขึ้นอีกครั้งหรือไม่นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า นี่ไม่ใช่เป็นการยิงเข้ามาใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและได้เกิดขึ้นแล้ว ถือเป็นหนึ่งหลักฐานที่เราจะเสนอให้เห็นว่า “มีเรื่องนี้เกิดขึ้นอยู๋”

กต.ประท้วงกำพูชา

ด้านกระทรวงการต่างประเทศออก แถลงการณ์ เรื่องการประท้วงต่อเหตุการณ์ครั้งที่ 3 ในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตามที่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 111 รวม 3 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในดินแดนของไทยในพื้นที่บริเวณรอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระบิดเรียบร้อยแล้ว ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล นั้น หลักฐานทุ่นระเบิดที่พบสอดคล้องกับผลการตรวจสอบการ พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกองทัพบก่อนหน้านี้ว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ดังนั้น การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่นี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นการละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างชัดเจน ไทยอยู่ระหว่างการมีหนังสือประท้วงเรื่องดังกล่าวไปยังกัมพูชา และประธานอนุสัญญาฯ

การกระทำดังกล่าวเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินการตามมาตรการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทยจึงขอเรียกร้องฝ่ายกัมพูชาหยุดการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที และให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดนตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันภายในกรอบทวิภาคี และตามที่ฝ่ายไทยได้เสนอต่อที่ประชุม GBC ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ตอบสนอง

อัดเขมรก่ออาชญากรรมสงคราม ‘มาริษ’เครื่องร้อน สั่งเร่งรวบรวมหลักฐานคดี

อัดเขมรก่ออาชญากรรมสงคราม ‘มาริษ’เครื่องร้อน สั่งเร่งรวบรวมหลักฐานคดี

อัดเขมรก่ออาชญากรรมสงคราม ‘มาริษ’เครื่องร้อน สั่งเร่งรวบรวมหลักฐานคดี

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อัดเขมรก่ออาชญากรรมสงคราม ‘มาริษ’เครื่องร้อน สั่งเร่งรวบรวมหลักฐานคดี ฟ้ององค์กรประชาคมโลก เดินหน้าเผด็จศึก‘ฮุนเซน’ เชิญกาชาดสากลเยือน11ส.ค.

“มาริษ” เผยความคืบหน้าฟ้องกัมพูชา กับองค์กรระหว่างประเทศ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และศึกษาเคสตัวอย่างจากคดีที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ หวั่นกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะที่ 11-14 ส.ค. นี้ กต. เตรียมนำผู้แทน ICRC ลงพื้นที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลฯ

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 9 ส.ค.ที่กองบินตำรวจ ถ.รามอินทรา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยก่อนเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์ และการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ถึงความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐานที่จะฟ้องร้องผู้สั่งการฝ่ายกัมพูชา ในส่วนขององค์กรระหว่างประเทศ และภายในประเทศ ว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน วันนี้จึงลงพื้นที่ร่วมกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะรวบรวมหลักฐาน โดยในส่วนการฟ้องร้องภายในประเทศ จะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายในประเทศ ในส่วนการฟ้องร้องในองค์กรระหว่างประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาเคสต่างๆ เนื่องจากมีหลายเคสที่มีการฟ้องร้องในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการฟ้องร้องในองค์กรระหว่างประเทศมีหลายระดับ และมีขั้นตอนอีกมาก แม้เราจะมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว แต่ยังมีกรอบที่องค์กรระหว่างประเทศ ที่เขาจะใช้ประกอบการพิจารณาคดีประเภทอาชญากรรมสงคราม (Criminal of War) จึงต้องรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด พร้อมย้ำว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษา และมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานในประเทศเพื่อกำหนดขั้นตอนต่อ

นายมาริษ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างการประสานงาน ในการเตรียมการนำคณะผู้แทนกาชาดสากล หรือ ICRC ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ระหว่าง 11-14 ส.ค นี้ เพื่อเยี่ยมและสัมภาษณ์ประชาชนไทย รวมถึงสถานพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบ จากการโจมตีพื้นที่เป้าหมายที่เป็นพลเรือน ของกัมพูชา.

ภูมิธรรมเชื่อมั่นทหารไทย

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อมูลอ้างว่าทหารไทย ใช้หนังสติ๊กยิงยั่วยุทหารกัมพูชา อาจนำไปสู่การใช้อาวุธหนักในการตอบโต้ จนอาจจะกลายเป็นสงครามใหญ่อีกครั้ง ว่า ตนเองยังไม่ทราบในเรื่องของข้อเท็จจริง ขอไปดูรายละเอียดก่อน ซึ่งวันนี้เราขอให้มีความจริงจังจริงใจในการแก้ปัญหา

ส่วนเรื่องการใช้หนังสติ๊กเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราไม่ทราบ ทุกฝ่ายต้องไปตรวจสอบคนของตัวเอง หากอะไรที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อกันหรือเป็นเงื่อนไขก็ไม่ควรทำ แต่เราเข้มงวดคนของเราอยู่แล้ว พร้อมเชื่อว่าคนของเรามีวินัย

ส่วนจะมีการสั่งให้ผู้บังคับบัญชาไปตรวจสอบว่าคนของเรามีการใช้หนังสติ๊กจริงหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ผู้บังคับบัญชาก็จะไปดูข้อเท็จจริง และก็จะจะมีการพูดคุยกันได้ น่าจะไม่มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะมีการแถลงตอบโต้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้หรือไม่ เพราะอาจจะถูกนำไปบิดเบือน และเผยแพร่ต่อนานาชาติ นายภูมิธรรม ระบุว่า ก็ต้องดูไปตามสถานการณ์ว่ามีการพูดไปมากแค่ไหน พูดไปไกลอย่างไรไม่ใช่เราจะโต้ทุกประเด็น ไม่เช่นนั้นจะคุยกันไม่ได้

ภูมิธรรมบินถึงสุรินทร์

เวลา 09.45 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมานิษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ เกี่ยสกับสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา โดยจุดแรกเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

บอกห่วงใยประขาชน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราด้วยความห่วงใยเราทราบดีว่าประชาชนทุกคนมีความยากลำบากในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของเราเลย เป็นเรื่องที่ส่วนอื่นนอกประเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นคู่ขัดแย้งของเราทำขึ้น สร้างขึ้น และทำให้ประชาชนเดือดร้อน ในขั้นต้น พวกเราทุกคนหน่วยหลัง ได้ทำการดูแลแผนพิทักษ์ส่วนหลังทั้งหมด พยายามดูแลทุกส่วนอย่างเต็มที่ ส่วนแนวหน้า ทหารกล้าของเรา ได้ทำหน้าที่พยายามปกป้องดินแดนอธิปไตยของประเทศ และพยายามที่จะพิทักษ์รักษาดูแลครอบครัว บ้านเรือนทุกอย่างของประชาชนอย่างดี วันนี้เราทราบว่าประชาชนคิดถึงบ้าน ขณะที่ออกมาแล้วนั้น เราพยายามที่ชรบ. อส. ตำรวจตระเวนชายแดนและตำรวจทุกภาคส่วน หรือฝ่ายปกครอง ดูแลรักษาบ้านเรือนของประชาชนอย่างเต็มที่ รัฐบาลห่วงใยอย่างยิ่ง และมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็คอยช่วยเหลือประชาชนในขั้นต้นที่เกิดเหตุการณ์ เราได้เพิ่มเงินให้จังหวัดให้ทุกวันจังหวัดทั้ง 7 จังหวัดชายแดน และเพิ่มเงินดูแลจาก 20 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาท และช่วยดูแลศูนย์อพยพทั้งหมด เราเห็นอกเห็นใจ ทุกข์ของประชาชนคือทุกข์อันดับหนึ่ง ที่เราต้องดูแล รวมทั้งทรัพย์สินของประชาชนว่าทุกคนอยากกลับบ้านเต็มที่แล้วเต็มตามแผนตนจะมีการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดสี่จังหวัดอีสานใต้และชี้แจงกฎเกณฑ์กติกา ขณะนี้ท้องถิ่นทั้งหมดลงไปดูสำรวจพื้นที่บ้านเรือนที่เสียหายถ้าเสียหายรุนแรงพยายามหาที่พักให้ก่อนและมีการซ่อมแซมระดมทหารทหารช่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรืออาชีวะทั้งในจังหวัดมาคอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนก่อน รัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้เซ็นเรื่องให้ที่ประชุมครม. ได้มีการปรากฏเกณฑ์ในการช่วยเหลือเพราะกระเพราะภัยพิบัติครั้งนี้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภัยปกติไม่ใช่ภัยที่จะเกิดขึ้นได้ตามปกติเป็นภัยที่เกิดขึ้นที่ยากลำบากนานครั้งที่จะเกิดแต่เมื่อเกิดเกิดขึ้นมาแล้วเสียหายถึงชีวิตและประชาชนและผู้ปฏิบัติงานของรัฐทุกภาค

ให้ผู้ว่าใช้งบฉุกเฉินได้

ส่วนมีการลือมาเป็นสิ่งที่ไม่จริงบ้างผิดๆบ้าง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน อยากทำให้ทุกคนทราบ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้คืนกับสู่สภาวะปกติเร็วที่สุด คือเห็นชอบหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณี การชายแดนไทยกัมพูชาในกรณีที่เสียชีวิตและทุพพลภาพเจ้าหน้าที่รัฐทหารตำรวจจ่ายให้รายรับ 10 ล้านบาทจากที่เคยได้หนึ่งล้านบาท ประชาชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะให้รายรับแปดล้านบาท กรณีบาดเจ็บมากเจ้าหน้าที่รัฐเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจรายละ 500,000 บาทประชาชนรายละ 400,000 บาท และอนุมัติขยายวงเงินทดลองผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉินในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรีและตราด เพิ่มเติมเป็น 100 ล้านบาท

สั่งภาครัฐช่วยเหลือเต็มที่

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมบัญชีกลาง ขออนุมัติ นอกเหนือหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดลองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เป็นค่าใช้จ่ายในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวปรับปรุงสถานที่ เครื่องอุปโภคบริโภค และตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ประสบภัย ในวันพรุ่งนี้ตนจะประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานกระทรวงคมนาคมให้นำรถ ยานพาหนะ นำพานำประชาชนกลับบ้านด้วยความปลอดภัย นอกจากนั้นได้สั่งการให้กรมป้องกัน และบรรเทาสารธารณภัย และกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นดำเนินตามระเบียบข้อบังคับเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืองบประมาณในส่วนของของปอพอ ให้มาช่วยเหลือเยียวยาตามสมควร ให้ช่วยเหลือประชาชนโดยทันที

พร้อมกันนี้ การสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่อำนวยความสะดวกจัดรถส่งพี่น้องประชาชนให้กลับถึงบ้าน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนสภาพความพร้อมของการใช้งานของไฟฟ้า ประปา

ขอให้ประชาชนอดใจรอ

นอกจากนี้ สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องรีบจัดการให้ประชาชนโดยเร็ว หลังจากให้งบประมาณแล้ว ให้อำนาจในการตัดสินใจแล้ว เชื่อว่าผู้ว่าราชการจังหวัด มีจิตใจที่รักราษฎรในปกครองของตนเอง จะดูแลช่วยกันอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความห่วงใยและพยายามดำเนินการต่างๆอย่างเต็มที่ สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วคือ ความห่วงใยที่รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนให้ความสำคัญและให้ความใส่ใจเป็นอย่างดี และในวันพรุ่งนี้รัฐมนตรีทุกคนจะเข้าพื้นที่หลังจากได้ประกาศสั่งการแล้วดำเนินการแล้ว ยังมีอะไรที่ติดขัดบกพร่องเป็นปัญหาหรือไม่จะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาฝากกำลังใจให้ความรู้สึกห่วงใยส่วนหลังทั้งหมด ตอนนี้รออีกนิดนึงรอให้แต่ละพื้นที่ดูตามความเป็นจริง ที่ไหนปลอดภัยแล้ว อันไหนที่เป็นปัญหาอุปสรรคจะได้แก้ไขจะได้ส่งพี่น้องประชาชนกลับบ้านอย่างช้าในวันพรุ่งนี้จะได้กลับบ้านทุกคน พร้อมได้ประสานกับกองทัพ ทั้งแม่ทัพภาคที่สอง และแม่ทัพภาคที่หนึ่ง ที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมด ขอประชาชนอดใจรออีกนิด

ประชุมผู้ว่าภาคอีสาน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ในการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ ก่อนให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้านเรือน

นายภูมิธรรม กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมผู้ว่าทั้ง 4 จังหวัดชายแดน เพื่อทำความเข้าใจและตกลงกันให้ชัด จะดำเนินการต่อจากนี้ไปอย่างไร เนื่องจากภารกิจของเราตามแผนที่จะตกลงกันไว้ คือเป็นผู้พิทักษ์ส่วนหลัง มีหน้าที่ในการที่จะดูแลส่วนหลังให้ดีที่สุด

ฉะนั้นการมาวันนี้ เป็นสถานการณ์หลังจาก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตกลงหยุดยิง พร้อมกล่าวย้ำว่า ขณะนี้เราเชื่อมั่น โดยได้พิจารณากับฝ่ายกองทัพ ว่าน่าจะปลอดภัย ประชาชนสามารถกลับบ้านได้

นายภูมิธรรม ยังกล่าวชื่นชมทุกคน พยายามตั้งใจเรียนเต็มที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นแม่ทัพหลังในแต่ละจุด จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดเพื่อตอบสนองประชาชน

พร้อมกับประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) งดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าและน้ำ 2 เดือน คือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมทในพื้นที่ประสบภัย ทั้งบ้านเรือนประชาชนและศูนย์อพยพ

ปกป้องอธิปไตยไทย

ขณะที่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัด ว่า ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะปกป้องอธิปไตยของประเทศ ปกป้องความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย ในส่วนของการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน รัฐราชการและรัฐบาล รัฐบาลประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตั้งแต่เริ่มข้อขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นกรอบของกระทรวงการต่างประเทศและทางกองทัพ มีความร่วมมือผลักดัน สอดรับซึ่งกันและกัน ทำให้ภาพของประเทศไทยในสายตาสากลดีมาก ไม่มีประเทศใดกล่าวตำหนิการใช้สิทธิในการตอบโต้เพื่อที่จะป้องกันตนเอง

โดยหลังจากเหตุปะทะยุติลง มีหลายองค์กรระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่รัฐบาลไทยได้พูด คือเรื่องการให้ความช่วยเหลือ ตนไม่อยากให้ใช้คำว่าแค่มนุษยธรรม เพราะรัฐบาลต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว ฉะนั้นในกลุ่มของต่างประเทศ ทุกประเทศชื่นชมการทำงานของทุกท่าน ซึ่งการที่ทุกภาพส่วนผนึกกำลังกัน และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้นดีเป็นอย่างมาก

ยี่ยมรพ.พนมดงรัก

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลพนมดงรัก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอพนมดงรักจังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ หลัง ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน ไทยกัมพูชา

โดยนายภูมิธรรมได้เยี่ยมชมจุด หลุมหลบภัย ที่เอกชนนำมามอบให้ และเยี่ยมชมอาคาร กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด ของโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับความเสียหายจากการยิงระเบิดของกัมพูชา พร้อมรับทราบรายงานความเสียหายจาก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมดงรัก นายภูมิธรรม ยังหันไปกล่าวกับนายมาริต ว่า ขอให้เก็บหลักฐานข้อมูลให้หมด นี่เป็นการยิงแบบนี้ไม่ใช่การล็อกเป้าหมายทางทหาร เพราะถ้าล็อคเป้าหมายทางทหารจะไม่ได้มาเป็นแบบนี้ อันนี้ยิงมั่วซั่ว ยิงโรงพยาบาลแบบนี้เขาไม่ทำกัน

จากนั้นเดินมาดูจุดที่ลูก ระเบิดตกหลังหอพักแพทย์พยาบาล ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งระหว่างทาง ที่เดินมาตรวจสอบนายอำเภอพนมดงรักได้ หยิบเศษระเบิด BM-21 ที่ยังหลงเหลือในพื้นที่มาให้ นายภูมิธรรมดู จากนั้นไปดูจุดที่ระเบิด โดยผอโรงพยาบาลได้รายงานว่า บุคลากรในโรงพยาบาลไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ เพราะเสียงระเบิด ต้องรับประทานยาถึง 51 คน พร้อมขอบคุณ บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ทิ้งคนไข้แม้จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ อยู่ดูแลจนกว่าจะส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลที่ปลอดภัย

ภาพชัดแล้วฟ้องนานาชาติ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่จังหวัดสุรินทร์ จากเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ว่า เรื่องข้อมูลของการละเมิดสิทธิ และละเมิดกฎสหประชาชาติกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชา เรามีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว เมื่อวันนี้ได้มาเห็นสภาพจริง และมาเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ได้เห็นภาพนอกเหนือจากข้อมูล ก็เป็นภาพที่เห็นชัดเจน รวมถึงการบรรยายสรุปของผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่อธิบายให้เห็นการโจมตีเป้าหมายที่ห่างไกลออกจากเขตแดน ซึ่งตนเองใช้เป็นข้อชี้แจงกับนานาชาติ และองค์กรสหประชาชาติว่าการใช้ประเภทอาวุธระยะไกลของฝ่ายกัมพูชาจะทำให้เกิดปัญหา และจะทำให้ประชาชนพลเรือนได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งเป็นการโจมตีเป้าหมายไปยังพลเรือน แต่ยังไม่สามารถเข้าไปดูพื้นที่กับระเบิด และวันนี้ทราบว่ามีทหารเหยียบกับระเบิดที่วางอยู่ตามแนวชายแดน โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจง และแสดงความผิดหวัง และไม่ปราถนาที่จะเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างกันให้สำเร็จอย่างยั่งยืน ส่วนนี้เราจะแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธ หรือทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างชัดเจน

การเดินทางมาครั้งนี้ ได้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นในสิ่งที่เราเรียกร้องมาโดยตลอด ว่าเราทำตนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และได้แสดงตนให้ประชาคมโลก ได้ตระหนักว่าเราเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมาย กฎบัตรสหประชาชาติ ธรรมเนียม ในขณะที่อีกฝ่ายมีการละเมิดอยู่ตลอดเวลา เพราะเราเองพยายามเรียกร้องให้เขามาเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การที่เราไปเจรจา GBC แล้วได้ผลสำเร็จ ทำให้เขากลับมานั่งโต๊ะเจรจาทวิภาคี และยืนยันว่าจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้วระหว่างกัน คือ JBC, RBC และ GBC เป็นสิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับ

นอกจากนี้ ตนเองมายืนยันให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ให้การดูแลประชาชนให้สบายใจว่าประเทศสมาชิกอาเซียน มิตรประเทศของเรา สนับสนุนแนวทางที่เราใช้แก้ไขปัญหาระหว่างที่มีการปะทะกัน เป็นไปตามหลักสากลอย่างแท้จริง และมิตรประเทศก็ให้การสนับสนุน ขอให้ทุกท่านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความสบายใจ และแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากมิตรประเทศ

ส่วนจะต้องมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียนที่จะมาติดตามข้อตกลงหยุดยิง นายมาริษ ระบุว่า ขณะนี้กลไกที่เราเรียกร้องมาตั้งแต่ต้น ได้รับการยอมรับ และมันทำให้สบายใจกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับสองประเทศ แต่ทั้งประชาคมโลกด้วย ซึ่งในช่วงที่ตนเองเดินทางไปประชุมที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ ก็ยืนยันแต่แรกว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากสองประเทศ ดังนั้นทั้งสองประเทศต้องเป็นผู้แก้ปัญหา ซึ่งทุกประเทศก็สนับสนุน จึงต้องคุยกันต่อไป โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยหากมีการละเมิด กลไก RBC ก็จะเป็นหลักในการมานั่งพูดคุยกัน

ประสานยูเอ็นเข้ามาดูแล

ส่วนจะมีคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross)และองค์กรสหประชาชาติ (UN) มาหรือไม่ นายมาริษ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานอยู่ เราพร้อมอำนวยความสะดวกให้องค์กรทั้งหลาย เรื่อง ICRC เป็นนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล เมื่อมีการปะทะกัน ในการโจมตีเป้าหมายเป็นพลเรือน ทำให้เราพยายามติดต่อ ICRC เขาก็รีบเข้ามาหลังการปะทะคลี่คลาย ได้ให้หน่วยงานทั้งหลาย ทั้ง UN ที่เจนีวา และที่นิวยอร์ก ได้ประสานทั้งหมด และยังมีทูตอีกหลายประเทศที่อยากมาดู เราก็จะประสานให้

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

เรื่องการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องการให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ และผู้เสพยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพจากการใช้ยาเสพติดเข้าทำงาน หรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ กำหนดเรื่องการให้โอกาสกับผู้เสพ หรือผู้ติดยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพจากการใช้ยาเสพติด มีสิทธิสมัครสอบแข่งขันหรือคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ดังนั้น ส่วนราชการจึงสามารถบรรจุนาย ก. เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1011/ล 441 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2558)

7.เรื่องที่ 6 ส่วนราชการแห่งหนึ่งได้หารือโดยแจ้งว่า จังหวัด พ. ได้สั่งบรรจุการแต่งตั้งนาย ก. ให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการที่โรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 ต่อมาได้รับการแจ้งผลการตรวจสอบประวัติการกระทำผิดว่า นาย ก. เคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดอาญาข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนให้จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กรณีนี้ นาย ก. จะเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 36 ข แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หรือไม่อย่างไร และจะบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้หรือไม่ อย่างไร

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของนาย ก. ถือเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม อันเป็นลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 36 ข (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้ว ซึ่งมาตรา 67 บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใด หากภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตาม มาตรา 36 ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน” ดังนั้น กรณีนี้ ปลัดกระทรวงจึงต้องมีคำสั่งให้ นาย ก. ออกจากราชการโดยพลัน ตามนัย มาตรา 67 และหากนาย ก. ประสงค์จะขอบรรจุกลับเข้ารับราชการ ก็ให้ดำเนินการตามข้อ 5 (2)ของระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการ กรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ต่อไป

(หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ล716 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2558)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘สมคิด’แจงยิบ! มีเหตุผลย้าย’ผู้ว่าฯอุบล’ เผยเร็วๆนี้อาจมีโยกย้ายล็อตใหญ่

'สมคิด'แจงยิบ! มีเหตุผลย้าย'ผู้ว่าฯอุบล' เผยเร็วๆนี้อาจมีโยกย้ายล็อตใหญ่

‘สมคิด’แจงยิบ! มีเหตุผลย้าย’ผู้ว่าฯอุบล’ เผยเร็วๆนี้อาจมีโยกย้ายล็อตใหญ่

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.01 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กแสดงความคิดเห็นกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งย้ายผู้ว่าฯอุบลฯ 

โดยระบุว่า  ผู้ว่า

ผมอยู่แวดวงการเมืองมานานพอสมควร ก็ผ่านผู้ว่าฯเมืองอุบล มาหลายท่าน เห็นมาก็พอสมควร ผมมองว่า ผู้ว่าฯมาบริหารระบบของ จว.จะเก่งไม่เก่ง ดีไม่ดี มันอยู่ที่ตัวคน อยู่ที่ตัวเขาเอง ผู้ว่าฯต้องไม่สร้างความแตกแยก..นั่นคือนักบริหาร

คนที่ถูกย้ายไปช่วยราชการล่าสุด ก็อยู่ที่ตัวเขาเอง คนย้ายมิใช่อยู่ๆจะใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งย้ายได้เลย เขามีเหตุมีผล มีข้อมูล มีหลักฐาน ทั้งการร้องเรียน การทำงาน และเมื่อบริหารสถานการณ์ไม่ตรงเป้าหมาย ก็โยกออกไป เป็นธรรมดา

บางคนโทรมาต่อว่าผมว่า การเมืองรังแกข้าราชการ ผมก็บอกว่า คิดดีๆนะ คิดให้ละเอียด ว่าท่านคนนี้ย้ายมาจากใหน มาเพราะอะไร ใครให้มา ทั้งศาลากลาง ทั้งจังหวัดรู้ดี ผมก็พอรับรู้ได้ แต่ไม่เคยไปข้องแวะ เพราะงานไม่ได้พบเจอกัน..ทำไมไม่คิดว่า เพราะการทำงาน หากบอกว่าการเมือง ทำไมไม่คิดว่าท่านก็มาแบบการเมือง

บางคนบอกอยากได้ผู้ว่าเป็นคนอุบล ผมก็ยิ้มรับ เพราะผมไม่ได้คิดว่า ผู้ว่าฯ เป็นคนที่ใหน คนที่ใหนก็ได้ ขอให้เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน อยา่แบ่งพรรค แบ่งพวก ที่สำคัญให้เกียรติผู้ร่วมงาน อย่าด่าหยาบคาย ดูถูกผู้ใต้บังคับบัญชา ทำงานให้ดี คนอุบลฯเขาก็รักเอง

หากบอกว่าการเมืองรังแก เหตุการณ์ที่สภา(31 กค) ตอนถามกระทู้สด กับ รมช มหาดไทย สส.ที่ถล่มเรื่องเบิกจ่ายเงินคือ สส.พรรค ภท ที่คนอุบลเขาก็รู้ทุกคนว่า ผู้ว่าฯมาจากสายน้ำเงิน..รมช มหาดไทย จากพรรค พท เป็นคนโทรหาผู้ว่าฯจนมีเสียงในสภาฯ ( ผมก็เพิ่งเคยเห็น) ซึ่งผู้ว่าฯยิ่งกว่าได้ชี้แจง

บางคนบอกว่าย้ายได้ไง?ทำไม่เข้า ครม./ เขาย้ายไปช่วยราชการ ไม่มีกำหนด / เดี๋ยวย้ายล๊อกใหญ่ก็จะมีเร็วไปนี้ เพราะมีผู้ว่าฯ เกษียณ 13 ท่าน..ก็รอดูใครจะมาจะไป

รับราชการการโยกย้ายที่ทั้งปกติ และย้ายแบบไม่ปกติ อยู่ที่ตนเอง และอยู่ที่ผู้บังคับบัญชา ถ้าให้เล่าให้หมดคงอ่านกันตาเหลือก…เอาว่า เคสนี้ ผมว่าฝ่ายนโยบาย ตัดสินใจถูก ตามสถานการณ์  ท่านอาจได้ไปเป็นผู้ว่าฯที่อื่นก็ได้ ///..ใครจะรู้ ///