อีกแล้ว! ‘ประธานฉลาด’ประเดิมชิงปิดประชุม หนีสภาล่ม หลังเช็กองค์ประชุมแล้วเห็นแววไปไม่รอด

อีกแล้ว! 'ประธานฉลาด'ประเดิมชิงปิดประชุม หนีสภาล่ม หลังเช็กองค์ประชุมแล้วเห็นแววไปไม่รอด

อีกแล้ว! ‘ประธานฉลาด’ประเดิมชิงปิดประชุม หนีสภาล่ม หลังเช็กองค์ประชุมแล้วเห็นแววไปไม่รอด

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.16 น.

แก้ไม่หายสภากลับอีหรอบเดิม! ‘ประธานฉลาด’สั่งชิงปิดประชุมหนีสภาล่ม หลังเช็กองค์ประชุมรอบแรกแล้วเห็นแววไปไม่รอด ‘วิสุทธิ์’ฉุนขู่ประจานรายชื่อ คนไม่อยู่ในที่ประชุม   

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทน ราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางราง วาระ 2-3ภายหลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว มีเนื้อหา 165 มาตรา และสมาชิกขอแปรญัตติกว่า 70มาตรา ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ขอร้องสมาชิกอยู่ในห้องประชุมอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องมีการลงมติรายมาตราบ่อยครั้ง กระทั่งเวลา 14.35น. หลังจากที่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้มา 2.30ชั่วโมง สมาชิกขอพักการประชุม เพื่อขอไปรับประทานอาหาร นายวันมูหะมัดนอร์อนุญาตให้พักประชุม 25นาที แล้วกลับมาประชุมอีกครั้งเวลา 15.00น.  ภายหลังกลับมาประชุมใหม่ ปรากฏว่า สมาชิกกลับมาประชุมน้อยกว่าเดิม โดยเมื่อผ่านการประชุมไป 1ชั่วโมง ระหว่างกำลังจะลงมติมาตรา60 และสั่งให้มีการแสดงตนเพื่อตรวสอบองค์ประชุม ผลปรากฏว่า มีสมาชิกแสดงตน 246คน ครบองค์ประชุมพอดี จากจำนวนสส.ทั้งหมด 492คน ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงประธานทำผิดข้อบังคับ เพราะสั่งปิดการแสดงตน เวลา 16.39น. แต่ยังเปิดให้สมาชิกที่มาภายหลังแสดงตนได้อย่างต่อเนื่อง 

กระทั่งเวลา 16.47น.จึงขานว่ามีองค์ประชุม 246คน   ขอให้เจ้าหน้าที่รายงานผลแสดงตนในเวลา 16.39 น. ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ขอร้องนายณัฐวุฒิว่า ขณะนี้ยังพอมีเวลา อยากให้กฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้เร็วที่สุด วันนี้อาจจะผิดพลาดไปบ้าง แต่ถ้าเลิกประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ การที่ตนยังให้แสดงตนอยู่ แม้จะปิดการแสดงตนไปแล้ว พร้อมจะรับผิดชอบ ถ้าทำโดยเจตนาและผิดรัฐธรรมนูญ แต่อะไรที่ผิดโดยไม่เจตนาก็ขออภัย ยืนยันถ้ากระทำผิดกฎหมายก็พร้อมรับผิดชอบ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิยอมให้ดำเนินการประชุมต่อไปได้ และสามารถโหวตลงมติผ่านมาตรา 60 ไปได้ แต่ปัญหาก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะเมื่อเข้าสู่มาตรา63 ก็ยังเกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุมขึ้นมาอีก ทำให้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจทันทีว่า ถ้าองค์ประชุมล่มก็ดี จะได้เปิดเผยชื่อว่าใครไม่อยู่ในห้องประชุม จะเปิดเผยชื่อผ่านสื่อ ใครไม่แสดงตน ประชาชนจะได้ทราบพวกขี้เกียจสันหลังยาว ทั้งที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเดือนๆละเป็นแสน แต่ไม่ทำหน้าที่ สมัยหน้าจะได้ไม่ต้องไปเลือกกลับเข้ามา หากปิดประชุมแล้ว จะขอรายชื่อคนที่ไม่อยู่ในห้องประชุม มาแถลงข่าวให้คนทั้งประเทศรู้ ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครประชาชน กล่าวว่า หน้าที่รักษาองค์ประชุมสำคัญมากสำหรับฝ่ายรัฐบาล ขอบอกตรงไปมาว่า พวกตนขอเป็นเจมส์ เรืองศักดิ์ คือ อยู่แบบไร้ตัวตน ไม่เป็นองค์ประชุมให้ แต่ถ้าองค์ประชุมครบจะร่วมโหวตด้วย หากองค์ประชุมไม่ครบ วิปรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ให้ไปดูที่ลานจอดรถชั้นบี2 กฎหมายนี้ยังไม่ผ่านเลย สส.ขับรถกลับไปแล้วหลายคน ได้ยินบางคนคุยโทรศัพท์ว่า กลับมาไม่ทันแล้ว ตอนนี้อยู่อยุธยาแล้ว หลังจากที่บรรยากาศในที่ประชุมทำท่าจะวุ่นวายขึ้น ในที่สุดนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม จึงสั่งปิดประชุมในเวลา 17.13น. 

‘ศุภชัย’ ข้องใจ ‘ดีเอสไอ’ ดองคดีบริษัทรัฐมนตรี อว. รุกที่สาธารณะใกล้หมดอายุความ

'ศุภชัย' ข้องใจ 'ดีเอสไอ' ดองคดีบริษัทรัฐมนตรี อว. รุกที่สาธารณะใกล้หมดอายุความ

‘ศุภชัย’ ข้องใจ ‘ดีเอสไอ’ ดองคดีบริษัทรัฐมนตรี อว. รุกที่สาธารณะใกล้หมดอายุความ

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.38 น.

รอคำตอบ …“ศุภชัย” ถามดีเอสไอ ปล่อยคดี “บริษัทรัฐมนตรี อว.” บุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ ใกล้หมดอายุ ขยันก่องานใหม่ซุกคดีเก่า สุดท้ายคดีนี้จะลงเอยอย่างไร

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ว่า ดีเอสไอทำงานล่าช้า ในคดีที่ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ จนคดีใกล้จะหมดอายุความ คดีดังกล่าวนี้ควรเรียกว่าคดีนายณฐพร โตประยูร 2 ที่เดินเข้าออกเข้าออกที่ดีเอสไอ โดยดีเอสไอรู้ดีว่า ณฐพร มีหมายจับอยู่ อายุความเหลืออยู่ 14 วัน แต่ไม่ดําเนินการจนตนมากระทุ้ง ในที่สุดดีเอสไอจําต้องจับส่งอัยการฟ้องศาล ตอนนี้ถูกขังอยู่ที่เรือนจํา

นายศุภชัย กล่าวว่า เคยมีเรื่องราวทํานองลักษณะเดียวกันแล้ว ซึ่งน่าตกใจว่าดีเอสไอ กําลังจะมีพฤติการณ์ในการกระทําเช่นนี้อีกหรือไม่ โดยสํานักข่าวอิศรา รายงานข่าวว่า ดีเอสไอ สอบสวนคดี บิ๊กเอกชนขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณะ บริเวณตําบลศรีวิเชียร อําเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี ล่าช้ามาก ป.ป .ช.ส่งสํานวนคืนให้ตั้งแต่ปี 62 ปัจจุบันผ่านมา 6 ปี ยังส่งฟ้องอัยการไม่ได้ เหตุมีเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาหลายครั้งจนใกล้จะหมดอายุความ ทำให้กังขาสาเหตุเพราะรัฐมนตรีรัฐบาลแพทองธาร ร่วมถือหุ้นด้วยหรือไม่

“ผมได้ติดตามค้นหาว่าบิ๊กที่ว่าคือ บิ๊กอะไรบ้าง จนได้ความว่า เรื่องนี้มีการบุกรุกขุดบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เป็นการขุดบ่อน้ำเพื่อมาเป็นน้ำดื่ม แต่เป็นบ่อน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในโรงงาน มีเนื้อที่เกือบ 17 ไร่ เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายอาญา พบว่ามีการกระทําผิดบุกรุกยึดถือครอบครองและทําประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ และมีการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในที่ทําเลเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน สิ่งที่น่าตกใจเพราะคนที่เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้มีอยู่ 4 คนคือ 1.บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีธุรกิจนับแสนล้านบาท 2.นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรี 3.นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และ 4.นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.อว.ในรัฐบาลชุดนี้ ซี่งทั้งคนเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย ยังเปรียบเทียบพฤติกรรมนี้กับคดีของ นายณฐพร โตประยูร ที่ดีเอสไอเคยล่าช้าในการจับกุมตัว แม้จะทราบว่ามีหมายจับอยู่ และตั้งคำถามว่าดีเอสไอกำลังจะปล่อยให้คดีนี้หมดอายุความหรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้ทำให้สังคมสงสัยว่าดีเอสไอทำงานเพื่อรับใช้ฝ่ายการเมืองหรือไม่ และเป็นเพียงเครื่องมือในการเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือเปล่า วันนี้จึงต้องถามว่ามีอีกกี่คดี ในลักษณะเช่นนี้ที่ประชาชนไม่รู้ และนําไปซุกไว้ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานโดยไม่สนใจหรือดีเอสไอมีผลประโยชน์อะไร อยางไร ในการช่วยเหลือเกื้อกูลใคร

“วันนี้ท่านขยันก่องานใหม่ แต่ดีเอสไอคดีค้างเก่าจํานวนมาก ท่านกลับไม่ได้สนใจที่จะดําเนินการ ดีเอสไอต้องตอบประชาชน ว่าคดีนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และอย่าปล่อยให้คดีเงียบหายไป เพราะประชาชนไม่แน่ใจแล้วว่าจะฝากความหวังไว้กับดีเอสไอได้หรือไม่ ผมจะรอคําตอบว่าท่านจะดําเนินคดีนี้อย่างไร อย่านิ่งเฉย อย่าเก็บงําจงตอบมาด้วย” นายศุภชัย กล่าว

‘สภาสูง’ชี้’นันทนา’รอลุ้นผลโดนถอดถอนหรือไม่ หลังเเจงต่อกมธ.จริยธรรม ปมกล่าวหาสว.ขายหมู

'สภาสูง'ชี้'นันทนา'รอลุ้นผลโดนถอดถอนหรือไม่ หลังเเจงต่อกมธ.จริยธรรม ปมกล่าวหาสว.ขายหมู

‘สภาสูง’ชี้’นันทนา’รอลุ้นผลโดนถอดถอนหรือไม่ หลังเเจงต่อกมธ.จริยธรรม ปมกล่าวหาสว.ขายหมู

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.08 น.

‘สภาสูง’ชี้’สว.นันทนา’รอลุ้นผลโดนถอดถอนหรือไม่ หลังเเจงต่อกมธ.จริยธรรม วุฒิฯ เรื่องร้องเรียนเจ้าตัวด้อยค่าสว.อาชีพขายหมู ว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่ ส่วนคำร้อง’นันทนา’ให้ 136 สว.ยุติปฏิบัติหน้าที่คัดเลือกองค์กรอิสระ ชี้ส่อวืด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. เเละคณะ เเถลงข่าวว่า รวบรวมรายชื่อ สว. 21คน ตามมาตรา 82 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้พิจารณาถอดถอน สว. 136 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ว่าส.ว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรือยยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ พร้อมกับขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนการเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ โดยมีเนื้อหาว่าจากการสืบสวนและไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่า สว. 136 คนนั้น มีส่วนสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งถูกแจ้งข้อหาในคดีฮั้วเลือก ส.ว.และฟอกเงิน เเละยืนยันว่าได้รายชื่อครบตามจำนวนที่ต้องการคือ 1 ใน 10 ของเสียง สว. เเล้ว เเละยื่นรายชื่อต่อประธานวุฒิสภาเเล้วนั้น

เเหล่งข่าวจากสว.เเจ้งว่า หลังทราบการเเถลงข่าวของน.ส.นันทนา ทางสว. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเเละรายชื่อสว.136 คน ที่ถูกร้องเรียนนั้น มีชื่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เเละพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งรวมอยู่ด้วย หากพิจารณาคำร้องของ น.ส.นันทนา นั้น  โอกาสที่ประธานวุฒิสภาจะยกคำร้องเเละไม่ยื่นเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็มีโอกาส  ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาความคืบหน้าการทำงานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26กกต.นั้น ว่ามีความคืบหน้าเพียงใด หากกล่าวอ้างลอยๆตามคำร้องเเละการเเถลงข่าววันนี้ของนส.นันทนานั้น คงไม่ถูกต้องนัก เพราะยังอยู่ในขั้นตอนที่หนึ่งจากสี่ขั้นตอนของ กกต.  ซึ่งตอนนี้ตนเองเเละสว.หลายคนยังเเปลกใจกับการดำเนินการของนส.นันทนาที่ไม่ยุติเสียที

“ทราบว่านส.นันทนาเพิ่งไปชี้เเจงต่อคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนกรณี นส.นันทนาด้อยค่าสว.อาชีพขายหมู ว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่  ซึ่งก็ต้องติดตามว่ามติจะออกมาเเบบไหน หากเป็นลบ นส.นันทนา อาจถูกยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ว่ากระทำการขัดจริยธรรมเเละอาจโดนถอดถอนจากตำเเหน่งต่อไป”แหล่งข่าวจากสว. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ช่วงเดือนพ.ค.2568 กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ นำโดย น.ส.นันทนา แถลงความคืบหน้าในการเข้าชื่อ สว. เพื่อขอให้ สว. ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อไม่ให้138สว.ร่วมกับสว.ที่เหลือลงมติเลือกองค์กรอิสระ เเต่การรวบรวมรายชื่อคราวนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ เเละมีการประกาศยุติการเคลื่อนไหวในครั้งนั้นไปเเล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเดือนส.ค.นี้ เป็นต้นไป ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการในการสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ จะต้องพิจารณาบุคคลที่สมัครเข้ารับการสรรหาฯ เป็นกรรมการป.ป.ช.จำนวน 2 คน เเละกกต.2 คนเเทนตำเเหน่งที่ว่างลง ก่อนที่จะส่งให้สว.พิจารณาลงมติ ต่อจากนั้นคณะกรรมการสรรหาจะเปิดให้มีการรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาองค์กรอิสระอื่นๆที่ตำเเหน่ง ว่างลงตามลำดับ

ไทยชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก H5N1 ระบาด

ไทยชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก H5N1 ระบาด

ไทยชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก H5N1 ระบาด

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีก จากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2568 

ด้วยองค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : WOAH) ได้รายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (Highly Pathogenic Avian Infuenza : HPA) ชนิด H5N1 ในพื้นที่ของราชอาณาจักรกัมพูชา

ซึ่งโรคระบาดดังกล่าวสามารถแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางได้ โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคหรือซากของสัตว์ซึ่งป่วยหรือตายโดยโรคระบาดดังกล่าวไปยังท้องที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคระบาดดังกล่าวแพร่กระจายเข้ามา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุขภาพของประชาชนในประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 อธิบดีกรมปศุสัตว์ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ปีก จำพวกนก ไก่ เป็ด ห่าน หงส์ น้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์ ไข่สำหรับทำพันธุ์ รวมถึงซากสัตว์ปีกดังกล่าว ซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากราชอาณาจักรกัมพูชา

ข้อ 2 ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับได้เป็นเวลาเก้าสิบวันนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

โดยให้มีผลใช้บังคับเป็นเวลา 90 วันนับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568

สวนกลับจุก! ‘ศุภชัย’ลั่นพ่อเสียไป35ปี แต่ไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถานเหมือนพี่สาว-พี่เขย-หลานคุณ

สวนกลับจุก! ‘ศุภชัย’ลั่นพ่อเสียไป35ปี แต่ไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถานเหมือนพี่สาว-พี่เขย-หลานคุณ

สวนกลับจุก! ‘ศุภชัย’ลั่นพ่อเสียไป35ปี แต่ไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถานเหมือนพี่สาว-พี่เขย-หลานคุณ

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

แลกกันคนละหมัด! ‘ศุภชัย’โต้‘เดชอิศม์’ทันควันพ่อผมเสียชีวิตไปแล้ว 35 ปี แต่มั่นใจได้คือพ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถานเหมือนพี่สาว-พี่เขย-หลานคุณ จึงไม่ต้องติดคุกแทน ลั่นแต่จะมีคนติดคุก รอดู

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวพาดพิงพ่อตนเอง ว่า “พ่อผมเป็นครูประชาบาลธรรมดา ๆเสียชีวิตไปแล้ว 35 ปีแต่สิ่งซึ่งผมมั่นใจได้ก็คือพ่อผมไม่ทำชั่วบุกรุกโบราณสถานเหมือนพี่สาวคุณ พี่เขยคุณหรือหลานคุณ จึงไม่ต้องติดคุกแทน

ผมไม่ทราบว่าพ่อคุณสอนคุณมาอย่างไร แต่พ่อผมสอนลูกทุกคนให้เป็นคนดี ลูกทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดีซื่อสัตย์สุจริตเป็นทนายความ รับราชการเป็นอัยการ เป็นครู ตำแหน่งสำคัญในรัฐวิสาหกิจ มีหลานก็ประกอบอาชีพการงานที่ดีเป็นผู้พิพากษา เป็นทนายความ นักธุรกิจ และอีกหลายอาชีพ ที่แน่ๆ พ่อผมไม่ได้ทำตัวให้ลูกเห็นว่าประพฤติชั่วเลวทราม หรือประกอบอาชีพสกปรก และไม่เคยทำผิดกฎหมายบ้านเมือง

ในทางตรงกันข้ามเกลียดและขยะแขยงคนประพฤติชั่วที่คิดว่าการมีตำแหน่งใหญ่โตในบ้านเมืองแล้วจะฟอกความสกปรกโสมมของตัวเองให้ขาวได้ นอกจากผมไม่ได้ประพฤติชั่วแล้ว ผมก็จะสอนลูกให้ประพฤติตนเป็นคนดี ผมจะไม่ให้ลูกเปิดบ่อนเพราะเงินที่ได้มาเป็นเงินสกปรก และผมจะไม่ให้ลูกสะใภ้เปิดบ่อนการพนันออนไลน์

ผมเองก็มั่นใจยืนยันว่าผมไม่ได้ประพฤติชั่ว ทำหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจตั้งใจในการทำงานและไม่เคยทุจริต  หรือทำลายบ้านเมือง เป็นสส. ก็ทำหน้าที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน และไม่เคยเบิกเบี้ยประชุมอันเป็นเท็จไม่คบจีนเทา จีนดำทำบ่อนการพนันกับใคร ผมไม่เคยถูก ปปช.ตรวจสอบว่าทุจริตประพฤติมิชอบ 

เรื่องเขากระโดงไม่มีใครบุกรุก ไม่มีใครติดคุก เพราะอยู่ในพื้นที่เขากระโดง เพราะเขามีโฉนด มีเอกสารสิทธิ เขากระโดงไม่มีใครตกเป็นผู้ต้องหา

แต่จะมีคนติดคุกเพราะสั่งให้อธิบดีเพิกถอนโฉนด เอกสารสิทธิที่เขากระโดง รอดู”

อ้าปากค้าง! ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 2 สัปดาห์ ‘อุบลฯ’ เบิกเงินช่วยผู้อพยพแค่ 5.5 หมื่น

อ้าปากค้าง! ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 2 สัปดาห์ ‘อุบลฯ’ เบิกเงินช่วยผู้อพยพแค่ 5.5 หมื่น

อ้าปากค้าง! ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 2 สัปดาห์ ‘อุบลฯ’ เบิกเงินช่วยผู้อพยพแค่ 5.5 หมื่น

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

อ้าปากค้าง! ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 2 สัปดาห์ ‘อุบลราชธานี’ เบิกเงินช่วยผู้อพยพแค่ 5.5 หมื่น ด้าน‘ปธ.กมธ.ปกครอง สภาฯ’ ยังตกใจรายงานผิดหรือไม่ โอดจะอยู่กันได้อย่างไร ชี้ ‘รมช.มหาดไทย’ พูดไม่ผิดเบิกได้ แต่เบิกไปนิดเดียว ฉะทำไมต้องโยนภาระไป‘ท้องถิ่น’ บี้’ภูมิธรรม’ เข้าแจงกมธ.ฯ เหน็บขอให้กล้าเหมือนที่เก่งกับขรก.

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการประชุมกมธ.ฯ ว่า วันนี้ได้มีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์  ซึ่งเป็นจังหวัดตามแนวชายแดนมาชี้แจงเรื่องการใช้งบประมาณสำรองฉุกเฉินทดรองจ่ายให้กับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จำนวน 100 ล้านบาทรวมถึงเชิญรมว.มหาดไทยเข้าชี้แจงด้วย แต่รมว.มหาดไทย มอบหมายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้าชี้แจงแทนนอกจากนี้ ยังมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ.ด้วย ซึ่งที่ประชุมกมธ.ฯ ได้พิจารณาการอนุมัติเงิน 100 ล้านบาทเพิ่มเติม และการดูแลประชาชน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามในสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึงการใช้จ่ายเงิน 100 ล้านบาท ขณะที่รมช.มหาดไทย ที่มาชี้แจงแทนก็ตอบว่าสามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ โดยมีการโฟนอินถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ยืนยันว่าสามารถเบิกจ่ายเงินได้ 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า แต่การประชุม กมธ. เมื่อเช้านี้ พบว่า ตัวเลขการเบิกจ่าย 3 จังหวัด มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วจริงจังหวัดศรีสะเกษ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 46 ล้านบาท และใช้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)  48 แห่งจำนวน 22 ล้านบาท , จังหวัดสุรินทร์ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 55 ล้านบาท และใช้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)  173 แห่ง จำนวน 53 ล้านบาท และจังหวัดอุบลราชธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดให้ข้อมูลว่าเบิกจ่ายไปแล้วจริง เพียง 55,000 บาท จึงกลายเป็นข้อสงสัยว่าที่ผ่านมาประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบอย่างมากอยู่กันได้อย่างไร ทั้งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีก็ยืนยันกลางสภาว่าสามารถเบิกจ่ายได้ ซึ่งตนเห็นว่าไม่ได้เป็นการโกหก แต่ก็ไม่ได้บอกจำนวนว่าเบิกจ่ายไปเท่าไหร่

ประธานกมธ.การปกครอง กล่าวอีกว่า ส่วนเงินที่เหลือไปใช้เงินของ อปท. อีกจำนวน 6.6 ล้านบาท ซึ่ง กมธ. ได้ฝากรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ว่าเงินงบประมาณตรงนี้ รัฐบาลมีความตั้งใจอนุมัติให้ เพื่อดูแลช่วยเหลือประชาชน ขอให้มีการเบิกจ่ายเงินให้ไปถึงมือประชาชน ในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบด้วยความรวดเร็วและสามารถตรวจสอบได้ และเพื่อสามารถใช้จ่ายได้ตามความจำเป็น ไม่ใช่มัวแต่กอดระเบียบเอาไว้ หวงเงินเอาไว้ไม่ยอมใช้จ่าย นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการติดตามกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวานนี้ เรื่องการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ยืนยันว่าเงินที่จะช่วยเหลือประชาชนที่เสียชีวิตไม่ว่าจะเป็นพลเรือน , เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 10 ล้าน และ 8 ล้านบาท จะเป็นเงินคนละส่วนกับ 100 ล้านบาทที่ให้จังหวัดนำไปแก้ไขปัญหา จึงขอย้ำกับทุกจังหวัดและประชาชนให้เกิดความชัดเจน พร้อมกันนี้ได้มีการฝากไปถึงกระทรวงมหาดไทย, อปท. และ ปภ. ซึ่งน่าเห็นใจที่จะต้องใช้เงิน อปท. มาบริหารจัดการดูแลประชาชนในพื้นที่ ตนอยากขอบคุณนายกท้องถิ่นและทีมผู้บริหาร อปท.ทุกแห่ง ที่ใช้เงินงบประมาณของตัวเองในการช่วยเหลือดูแลประชาชน ทั้งๆ ที่มีเงินอยู่จังหวัดละ 100 ล้านบาท 

“คำถามคือทำไมเราถึงต้องให้ภาระในการดูแลพี่น้องประชาชน ไปแบกไว้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แทนที่แต่ละจังหวัดจะมาเร่งเบิกจ่ายและใช้เงินที่ทางรัฐบาล จังหวัดละ 100 ล้านบาทเพื่อไปดูแลพี่น้องประชาชน โดยที่ให้ไปกระทบกับเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน้อยที่สุด ขอให้กระทรวงมหาดไทยไปดูแลระเบียบให้เบิกจ่ายเงินให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินช่วยเหลือสำหรับผู้เสียชีวิต ขอให้สามารถทำได้จริง ทำได้เร็วและถึงมือประชาชน” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่าเงินจังหวัดอุบลราชธานีที่เบิกจ่ายเพียง 55,000 บาท เกิดจากการติดขัดข้อกฎหมายอะไรหรือยังไม่อยากมีการเบิกจ่ายงบประมาณ นายกรวีร์ กล่าวว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ชี้แจงว่าช่วงแรกได้มีการใช้จ่ายเงินของ อปท.ไปก่อน หากเกินกำลังของท้องถิ่นค่อยใช้เงินในส่วนนี้ ตนจึงสงสัยว่า เงินถูกอนุมัติไปตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. จนถึงวันนี้ 6 ส.ค. เบิกจ่ายไปเพียงแค่นี้ เพียงพอหรือไม่ ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจะต้องมีความรอบคอบ ระมัดระวัง ซึ่งแปลกจากที่รัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานียืนยันว่าเบิกจ่ายได้  ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของจังหวัดที่จะต้องเร่งเบิกจ่าย

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสเรียกระดับรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนตัดสินใจมาใน กมธ.หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า วันนี้ก็ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาชี้แจง 2 สัปดาห์ต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยมาเลย 

“อยากจะฝากไปถึงท่าน เวลาท่านเชิญผู้ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ใครไม่มาท่านบอกจะย้าย เวลา กมธ. ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเชิญรัฐมนตรี ก็อยากจะให้รัฐมนตรีมาตอบอยากให้กล้า เหมือนที่กล้ากับราชการด้วย” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่าทำไมระดับรัฐมนตรีถึงประเมินว่าสถานการณ์การเบิกงบยังไหวอยู่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ท่านอาจจะมีภารกิจอื่น เวลาที่มาตอบไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมใหญ่หรือ กมธ. ที่ให้ข้าราชการมาตอบ ก็จะตอบเหมือนทุกอย่างไปได้ดี ทุกอย่างดำเนินไปได้โดยไม่มีปัญหา ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่หน้างาน

เมื่อถามว่าขณะนี้มีกองกำลังฝ่ายกัมพูชาที่มาแทรกซึมอยู่กับพลเรือนฝั่งไทย มีความกังวลหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่ากรณีนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในที่ประชุม เพราะพูดคุยเพียงแค่เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งตนก็มีความเป็นห่วง แต่คิดว่าทางจังหวัด โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และฝ่ายปกครองจะต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบในช่วงนี้ด้วย

เมื่อถามว่างบ 55,000 บาท มีความคลาดเคลื่อนตรงไหน นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนได้ย้ำกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีหลายครั้ง เพราะได้ฟังตัวเลขก็รู้สึกตกใจ ว่ารายงานผิดหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าเบิกไปจำนวนเท่านี้จริงๆ และเป็นข้อมูลล่าสุดถึงวันนี้ด้วย

เมื่อถามว่าการเบิกจ่ายอาจจะเป็นเรื่องการกังวลเกี่ยวกับข้อระเบียบหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า จังหวัดอื่นก็ใช้ระเบียบตัวเดียวกัน เช่น จังหวัดสุรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดก็ชี้แจงว่าเบิกจ่ายได้ และเบิกจ่ายไปแล้ว 50-60 ล้านบาท ซึ่งมีรายการที่จะต้องเบิกจ่าย เพราะพี่น้องประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพ ตนรู้สึกแปลกใจว่าจังหวัดอื่นไม่มีปัญหา ตนจึงอยากฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ระบุว่าหากทำไม่ได้ก็จะหาคนอื่นมาทำ ตนจะรอดูว่าจะทำได้หรือไม่ 

“ขอย้ำว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่เบิกจ่ายเงิน ท่านอาจจะมองว่าใช้เงินต้องรอบคอบต้องมีการตรวจสอบอย่างชัดเจน ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ซึ่งก็เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้” ประธานกมธ.การปกครอง กล่าว

‘ศุภณัฐ’แฉ’กทม.’เคาะงบ 10.4 ล้าน สอดไส้ทริปเที่ยวทิ้งทวนก่อนเกษียณหรือไม่!?

'ศุภณัฐ'แฉ'กทม.'เคาะงบ 10.4 ล้าน สอดไส้ทริปเที่ยวทิ้งทวนก่อนเกษียณหรือไม่!?

‘ศุภณัฐ’แฉ’กทม.’เคาะงบ 10.4 ล้าน สอดไส้ทริปเที่ยวทิ้งทวนก่อนเกษียณหรือไม่!?

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

‘ศุภณัฐ’แฉ’กทม.’เคาะงบ 10.4 ล้าน สอดไส้ทริปเที่ยวทิ้งทวนก่อนเกษียณหรือไม่!? 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน ได้โพสต์ เกี่ยวกับงบเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย มูลค่ารวม 10.4 ล้านบาท ที่ไส้ในเป็นการพาข้าราชการใกล้เกษียณไปเที่ยวทิ้งทวนหรือไม่ โดยระบุว่า “นี่ใช่งบ “เที่ยวทิ้งทวนก่อนเกษียณ” ของ กทม. หรือไม่? ภายใต้โครงการชื่อเท่ๆ “ค่าใช้จ่ายเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย” ที่ผู้ว่า กทม. เสนอเข้าสู่สภา กทม.ในปีงบ 69 มูลค่าราว 10.4 ล้านบาท

ถ้าอ่านแค่ชื่อโครงการ หลายคนคงคิดว่าเป็น งบฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ กทม. เพื่อเตรียมพร้อมให้มาดูแลประชาชนที่เข้าสู่สังคมสูงวัย… แต่เปล่าเลยครับ มันคืองบ “สัมมนา” ภายใต้ชื่อเท่ๆ โดยผมแบ่งงบ 10.4 ล้านบาท นี้เป็น 2 ก้อน

ก้อนที่ 1: ประมาณ 9.4 ล้านบาท
-พาข้าราชการและลูกจ้างประจำ กทม. ที่จะเกษียณในปี 69 (อายุ 59 ปีขึ้นไป)
-จำนวน 1,620 คน
-ไปสัมมนา 3 วัน 2 คืนที่ ประจวบฯ (ซึ่งประจวบเป็นที่ตั้งของ หัวหิน นั่นเอง)
-ทยอยไปเป็นรุ่นๆ รุ่นละ 135 คน ตั้งแต่มกราคม-สิงหาคม
-สัมมนาเสร็จสิงหา เกษียณต่อทันที ในเดือนกันยายน

ถามจริง… ผู้บริหาร กทม. เห็นดีเห็นงามกับการใช้งบ “เที่ยวทิ้งทวน” แบบนี้ได้ยังไง? หรือถ้าบอกว่า “ไม่รู้เรื่อง” – ก็น่ากลัวละว่า งบอื่นจะรู้เรื่องไหม? เพราะอะไรแปลกๆ ก็โยนว่า “หน่วยงานเสนอกันมาเอง” และที่งง คือแทนที่จะไปเตรียมระบบ หาวิธีดูแลคนไทย ดูแลสังคมที่เข้าสูงสังคมสูงวัย แต่กลับไปเตรียมความพร้อมให้ตัวเองเนี้ยนะ?

[ย้อนแย้งยิ่งกว่าเดิม เมื่อเทียบกับ งบก้อนที่ 2]

ก้อนที่ 2: งบ 987,000 บาท
-สำหรับเจ้าหน้าที่อายุ 55-58 ปี
-คนกลุ่มนี้ ยังต้องอยู่ดูแลประชาชนต่ออีก 2-5 ปี
-แต่ได้สัมมนาแบบ ไปเช้า-เย็นกลับ ในกทม.
-มีแค่ 350 คน

– งบก้อนแรก: คนใกล้เกษียณ พาไปประจวบฯ 3 วัน 2 คืน
– งบก้อนสอง: คนยังทำงานต่อ กลับประชุมแบบไปเช้า-เย็นกลับ

นี่มันยังไงกันแน่?? คนทำงาน ไม่ควรต้องสัมมนานานกว่าหลอกหรือ? หรือคนใกล้เกษียณโหลดข้อมูลนานกว่า เลยใช้เวลาสัมมนานานกว่า?

ที่แปลกกว่าคือ กลุ่มที่ 2 แม้ว่าจะไปเช้า-เย็นกลับ แต่ที่เจอคือ ให้ไปสัมมนา “โรงแรมในกทม.” คือสัมมนาในกรุงเทพ และเป็นสัมมนาภายในของ จนท.กทม. กันเองแท้ๆ ไม่มีคนนอก ก็ยังจะไปเสียเงินเช่าโรงแรม

ทั้งที่ กทม. เองมีห้องประชุมเพียบ จะอ้างว่า “หาห้องประชุมไม่ได้” เพราะสัมมนาแต่ละรุ่น มีแค่ 60-80 คนเท่านั้น จะผลาญงบไปเพื่ออะไร?

คำถามต่อมา คือ… ถ้าสัมมนาใน กทม. ได้ แล้วก้อนที่ 1 จะต้องไปประจวบฯ ทำไม??

การสัมมนาที่ดูจะผลาญงบเล่นของ กทม. และยังหาตรรกะรองรับไม่ได้แบบนี้ เอาจริงๆ มันใช่ “งบเที่ยวทิ้งทวน ก่อนเกษียณ” หรือไม่?

คิดว่าประชาชนพิจารณากันเองได้ แต่ที่น่าเศร้าคือ… ผู้บริหาร กทม. เห็นดีเห็นงามกับการใช้งบภาษีร่วม 10 ล้านบาทแบบนี้ใช่ไหม ถึงได้เสนอมาให้สภา กทม. พิจารณา”

‘ภูมิธรรม’รับมอบเงิน 50 ล้านจาก’BTS’ นำช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

'ภูมิธรรม'รับมอบเงิน 50 ล้านจาก'BTS' นำช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ภูมิธรรม’รับมอบเงิน 50 ล้านจาก’BTS’ นำช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.04 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย จากหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชน ผ่านกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

โดยหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชน ที่บริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ประกอบด้วย บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้า BTS มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 50,000,000 บาท , มูลนิธิเรนวูด (ประเทศไทย) มอบเงินช่วยเหลือ 2,573,888 บาท เครื่องมือแพทย์ และเครื่องอุปโภคบริโภค และ สมาคมแต่จิ๋วแห่งประเทศไทย ชมรม 9 สมาคมจีน และสมาคมจีนอำเภอต่างๆ มอบเงินช่วยเหลือ 2,490,000 บาท ขณะที่มูลนิธิเพื่อสัมพันธภาพไทย – จีน ร่วมกับบริษัท หยงซิง สตีล (ไทยแลนด์) จำกัด มอบเงินช่วยเหลือ 3,000,000 บาท โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม

โดย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขอบคุณหน่วยงาน และองค์กรภาคเอกชน ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ต่อไป

– 006

‘เลขาฯ ปชป.’เผย 21 สส.ปชป. รับปากไม่ย้ายพรรค โวมีเสียงสส.เพิ่มแน่สมัยนี้

'เลขาฯ ปชป.'เผย 21 สส.ปชป. รับปากไม่ย้ายพรรค โวมีเสียงสส.เพิ่มแน่สมัยนี้

‘เลขาฯ ปชป.’เผย 21 สส.ปชป. รับปากไม่ย้ายพรรค โวมีเสียงสส.เพิ่มแน่สมัยนี้

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

‘เลขาฯ ปชป.’เผย 21 สส.ปชป. รับปากไม่ย้ายพรรค โวมีเสียงสส.เพิ่มแน่สมัยนี้ ด้าน’สรรเพชญ’บอกอยากอยู่ต่อกับนายกฯ ชาย 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568  ที่รัฐสภา นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาธิปัตย์ ถูกหลายพรรคทาบทามให้ย้ายพรรค ว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. หลังประชุมสส.พรรค มีการนัด สส.พรรคทั้ง 21 คน ให้มาทานข้าวกัน และได้สอบถามโดยให้ สส.พูดความในใจทีละคน ใครจะย้ายพรรคไปไหน ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้บอก โดยสส.เขตทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมดว่า  ขออยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน  โดยสส.พรรคได้ขอความมั่นใจจากตนในฐานเลขาธิการพรรคเช่นกันว่าจะอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ซึ่งตนได้ยืนยันรับปากแล้วว่า ตนจะอยู่ร่วมสู้ด้วยกันต่อไป  ไม่ย้ายไปไหนโดยเด็ดขาด ร่วมสู้กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ก็ประกาศชัดเจน 100 % จะขออยู่ด้วยกันต่อไป ซึ่งตนเชื่อในคำพูดของทั้ง 2 คน โดยย้ำว่า สส.ทุกคนในพรรคยังคงยืนยันว่าอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดิม

“ในการประชุม สส.พรรคเดือนละครั้ง ผมก็ให้ทุกคนได้พูด และย้ำกับ สส.พรรคว่าใครอยากย้าย ก็ขอให้บอกกล่าวกัน แต่สส.ทุกคนยังยืนยันว่า จะอยู่ต่อร่วมสู้ด้วยกัน ส่วนจะได้เสียง สส.เพิ่มขึ้นในการประชุมสภาสมัยนี้ เรื่องนี้ยังเป็นความลับ แต่เพิ่มแน่นอน ขึ้นอยู่กับเวลา” นายเดชอิศม์ กล่าว  

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ส่วนกรณีนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้มาร่วมประชุม สส.เมื่อวานนั้น  ตนก็ได้ข่าวว่า มีพรรคสีน้ำเงินมาทาบทามให้ไปร่วมด้วย  แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้พบกับนายสรรเพชร ที่รัฐสภา จึงได้สอบถามและขอให้บอกตรง ๆ หากต้องการย้ายพรรค แต่นายสรรเพชญ กล่าวยืนยันกับตนว่า  “เขาอยากอยู่กับ นายกฯ ชาย”

‘หมอวรงค์’ ถามตรง! ‘ภูมิธรรม’เล่นปาหี่หรือไม่? ฟ้องแพ่ง-อาญากัมพูชา แทนที่จะฟ้อง’อาชญากรสงคราม’

'หมอวรงค์' ถามตรง! 'ภูมิธรรม'เล่นปาหี่หรือไม่? ฟ้องแพ่ง-อาญากัมพูชา แทนที่จะฟ้อง'อาชญากรสงคราม'

‘หมอวรงค์’ ถามตรง! ‘ภูมิธรรม’เล่นปาหี่หรือไม่? ฟ้องแพ่ง-อาญากัมพูชา แทนที่จะฟ้อง’อาชญากรสงคราม’

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า  ภูมิธรรมเล่นปาหี่หรือไม่

ตามที่นายภูมิธรรมยอมรับ ว่ามีการสั่งการที่ประชุม ครม. มอบหน่วยงานเกี่ยวข้องเล็งฟ้องแพ่ง-อาญา “กัมพูชา” เหตุก่ออาชญากรรมร้ายแรง ย้ำ!ไม่ใช่การฟ้องศาลโลก 

ต้องถามนายภูมิธรรมว่า คุณจะไปฟ้องศาลอะไรที่ไหน ถ้าฟ้องในประเทศไทย คุณจะไปบังคับฮุนเซน ฮุนมาเน็ตได้อย่างไร หรือถ้าคุณไปฟ้องศาลระดับโลก คุณจะไปฟ้องกับศาลพระภูมิที่ไหน

ในเมื่อทั้งฮุนเซนและฮุนมาเน็ต เขาจงใจยิงมาที่ร้านสะดวกซื้อ บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล ทำให้ประชาชนที่บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก ล้วนเข้าข่ายเป็นอาชญากรสงคราม(War Crime)

ทำไมคุณภูมิธรรม ไม่ฟ้องเขาในข้อหาอาชญากรสงคราม (War Crime) ซึ่งสามารถฟ้องได้ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ(ICC หรือ International Criminal Court) ซึ่งกัมพูชาถือได้ว่าลงสัตยาบัน และเป็นรัฐภาคีต่อ ICC แล้ว

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ลงสัตยาบัน เป็นรัฐภาคีต่อICC แต่ไทยเราสามารถยื่นเรื่องนี้ต่อ UNSC (คณะมนตรความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ) เพื่อมีมติส่งเรื่องต่อICCได้ แม้จะยากหน่อย อย่างน้อยกัมพูชาจะได้รู้ว่าไทยเราเอาจริง

การที่คุณภูมิธรรม สั่งฟ้องแพ่งฟ้องอาญาต่อเขมร ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสภาพบังคับ แทนที่จะฟ้องเรื่องอาชญากรสองคราม คุณทำแบบนี้ มันเหมือนกับว่า คุณกำลังเล่นปาหี่หลอกลวงประชาชนหรือไม่ สิ่งที่ควรทำไม่ทำ แต่ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ