ภาพเก่าตั้งแต่ต้นปี 67!! โฆษกสถานทูตจีนฯ แจงปมข่าวจีนบริจาคโดรนหนุนเขมรรบชายแดน

ภาพเก่าตั้งแต่ต้นปี 67!! โฆษกสถานทูตจีนฯ แจงปมข่าวจีนบริจาคโดรนหนุนเขมรรบชายแดน

ภาพเก่าตั้งแต่ต้นปี 67!! โฆษกสถานทูตจีนฯ แจงปมข่าวจีนบริจาคโดรนหนุนเขมรรบชายแดน

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

โฆษกสถานทูตจีนฯ แจงปมข่าวจีนบริจาคโดรนหนุนเขมรรบชายแดน ชี้เป็นภาพเก่าบ.จีนสาธิตบินโดรน ตั้งแต่ต้นปี 67 ยันจีนไม่มีแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวใดๆ พร้อมหนุนยุติขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย” ได้เผยแพร่บทสนทนาของโฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทย ขณะตอบคำถามประเด็นมีรายงานข่าวอ้างว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ทางจีนได้บริจาคโดรนให้แก่ประเทศกัมพูชา เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการชายแดน

โดยโพสต์ได้ ระบุคำตอบของโฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทย ว่า หลังจากตรวจสอบแล้ว พบว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเท็จ ภาพที่ใช้ในรายงานดังกล่าวถูกถ่ายในระหว่างกิจกรรมสาธิตการบินที่จัดขึ้นโดย China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC) ที่ประเทศกัมพูชาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ฝ่ายจีนขอยืนยันว่านับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร จีนได้ดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อลดความตึงเครียดด้วยวิธีของตนเอง จีนไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ ในเรื่องนี้ และสนับสนุนอาเซียนในการอำนวยความสะดวกในการยุติสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านแนวทางของอาเซียน

เราพร้อมที่จะรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา และมาเลเซีย เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการเสริมสร้างการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณคุณภาพจาก : นิตินัย พราวพัน

‘ปริญญา’ขนเพื่อน สว.โร่แจง เหตุร่วมสังฆกรรมชงศาล รธน.สอย 136 สว.

'ปริญญา'ขนเพื่อน สว.โร่แจง เหตุร่วมสังฆกรรมชงศาล รธน.สอย 136 สว.

‘ปริญญา’ขนเพื่อน สว.โร่แจง เหตุร่วมสังฆกรรมชงศาล รธน.สอย 136 สว.

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.35 น.

“ปริญญา”ขนเพื่อน สว.โร่แจง เหตุร่วมสังฆกรรมชงศาล รธน.สั่ง 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่จากคดีฮั้ว ยันยื่นตาม รธน. เปล่าโกรธเคืองส่วนตัว จำเป็นต้องทำตามหลักการ ย้ำเป็นความรับผิดชอบเชิงสถาบัน ไม่ใช่กล่าวหาเพื่อน-จ้องล้มล้างใคร

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมด้วย สว.ส่วนหนึ่ง ได้แก่ นายนิคม มากรุ่งแจ้ง , นายเอกชัย เรืองรัตน์ , นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ , นายชวพล วัฒนพรมงคล , นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ แถลงถึงกรณีการลงชื่อในหนังสือเพื่อยื่นถึงประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้ 1.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของการเป็น สว.ทั้ง 136 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113 และ 2.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ สว.ทั้ง 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรืออย่างน้อยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

โดย นายปริญญา กล่าวถึงจุดยืนการยื่นเรื่องมาตรา 82 ตามรัฐธรรมนูญ ของกลุ่ม สว.ว่า การที่ตนต้องดำเนินการอื่นเรื่องพิจารณาการกระทำของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 136 คนนั้น มิได้เกิดจากความโกรธเคืองส่วนตัว หรือมีเจตนาทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของใครทั้งสิ้น แต่เกิดจากความจำเป็นทางหลักการ และความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ที่ต้องรักษาระบบรัฐสภาให้ดำรงอยู่ภายได้หลักนิติธรรรม ความโปร่งใส และความเป็นธรรม ดังนั้น จึงเห็นว่าการยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบ เป็นกระบวนการปกติภายใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความรับผิดชอบเชิงสถาบัน ไม่ใช่การกล่าวหาเพื่อน หรือกระทำเพื่อล้มล้างใคร ตนขอเรียนว่า การตราจสอบคือวิถีของประชาธิปไตย และหากทุกอย่างชัดเจนโปร่งใส ก็เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพื่อแยกพวก แบ่งฝักฝ่าย หรือตัดไมตรีกัน

“ผมยังคงเคารพ และเห็นคุณค่าของมิตรภาพที่มีร่วมกันเสมอ และขอเรียนให้ทุกท่านเข้าใจว่า สิ่งที่กระทำไป เป็นไปเพื่อความสุจริตและธรรมาภิบาล เพื่อรักษาองค์กรเท่านั้น” นายปริญญา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ เป็นการแถลงภายหลัง สว.กลุ่มดังกล่าว เข้ายื่นหนังสือร่วมกับ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ผ่านกลุ่มงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานวุฒิสภา เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้

โดนแล้ว! ศาลสั่งจำคุก 8 เดือน ‘กิตติศักดิ์’ อดีต สว.ตัวตึง ปรับ 6 หมื่น คดีหมิ่นประมาท

โดนแล้ว! ศาลสั่งจำคุก 8 เดือน 'กิตติศักดิ์' อดีต สว.ตัวตึง ปรับ 6 หมื่น คดีหมิ่นประมาท

โดนแล้ว! ศาลสั่งจำคุก 8 เดือน ‘กิตติศักดิ์’ อดีต สว.ตัวตึง ปรับ 6 หมื่น คดีหมิ่นประมาท

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

อดีต สว.กิตติศักดิ์  สว.ตัวตึง  ศาลพิจิตรสั่งจำคุก  8 เดือน  โทษจำคุก ให้รอลงอาญา 2 ปี  ปรับเข้าศาล 6 หมื่นชดใช้ผู้เสียหาย 5 หมื่น

วันที่ 6 สิงหาคม 2568  นายพร ปั้นเพ็ง ไวยาวัจกรวัดบางคลาน อำเภอโพทะเลจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า หลังจากที่  ตนเอง และภรรยา ได้เข้าแจ้งความ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง เป็น สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ในข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ได้กล่าวหาตนเองในรายการหนึ่ง ว่า ผมและภรรยาเกาะวัดกิน

ปรากฏว่า วันนี้เวลา 09.00น. ศาลจังหวัดพิจิตร ได้พิจารณาคดีพิพากษา ให้นาย กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ  อดีตสว จำเลย  จำคุก 8 เดือน ปรับ 6 หมื่น จ่ายค่าเสียหายให้กับ นายพรและภรรยา อีก 5 หมื่น โทษจำคุก  ให้ รอลงอาญา จำนวน 2 ปี    

นายพร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ตนเข้ามาช่วยกิจการวัดตั้งแต่ ปี 2519 แต่ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นไวยาวัจกรวัดบางคลาน ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้อง ตนไม่เคยหาผลประโยชน์ในวัด เพราะเข้ามาทำด้วยใจ อีกทั้ง ผมกับภรรยาเป็นอดีตข้าราชการบำนาญ ซีแปด ตนและภรรยา มีเงินเดือนกิน การกล่าวหาของนายกิตติศักดิ์ สร้างความเสียหายให้คนที่ได้ฟัง และคนอื่นๆ เข้าใจผิด

ผู้สื่อข่าวรายรายงานเพิ่มเติมอีกว่า นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ อดีตสว  ตัวตึง พร้อมพวก  ยังมี คดีกับวัดบางคลานอีก 1 คดี คือ  จ้างวานชายชุดดำทำร้ายชาวบ้านไวยาวัจกรวัดบางคลาน ซึ้งอยู่ระหว่าง รออัยการส่งฟ้อง

‘ภูมิธรรม’​ยันปัญหาศูนย์​อพยพขอคืนพื้นที่​ ผู้ว่าฯ​ต้องประเมินความปลอดภัย​เอง

‘ภูมิธรรม’​ยันปัญหาศูนย์​อพยพขอคืนพื้นที่​ ผู้ว่าฯ​ต้องประเมินความปลอดภัย​เอง

‘ภูมิธรรม’​ยันปัญหาศูนย์​อพยพขอคืนพื้นที่​ ผู้ว่าฯ​ต้องประเมินความปลอดภัย​เอง

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

“ภูมิธรรม”ยันปัญหาศูนย์​อพยพขอคืนพื้นที่​ ผู้ว่าฯ​ต้องประเมินความปลอดภัย​เอง บอกเป็นตัวแทนรัฐบาลทำงานพื้นที่​ ซัด​ทำไม่ได้ก็ให้คนอื่นมาทำ​ ก่อนไล่​​อดีต สส.​คุยพ่อเมือง​เอง​ หลังปูดเงินไม่ถึงมือประชาชน​ ก่อนถก สมช.​-ครม.ชุดเล็ก มี​สรุปความเห็นฝ่ายเลขาฯ​ ก่อนเจรจาจีบีซี 7 ส.ค.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิ​ธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี​ กล่าวถึงกรณี​ปัญหาศูนย์​อพยพ​ที่บางพื้นที่ต้องการพื้นที่คืน โดยเฉพาะพื้นที่โรงเรียน เพื่อเปิดการเรียนการสอน เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยมีสถานที่รองรับแล้วหรือไม่ ​ว่า เรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ประสานงาน และดูแลบังคับบัญชาข้าราชการในจังหวัด ต้องไปทำหน้าที่ร่วมประเมินสถานการณ์กับทหาร และหน่วยงานอื่นๆ​ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่​  ซึ่งมีอดีตสส.และอีกหลายคน ออกมาพูดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าเงินไม่ถึงมือประชาชน ถือเป็นปัญหาของผู้ว่าราชการจังหวัด

“ผมบอกไปแล้วให้ทำหน้าที่ให้ดี เพราะประชาชนเขาทุกข์ยากเดือดร้อน ไม่ใช่​ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้​ แล้วมันก็จะมีปัญหา​ ถ้าผู้ว่าฯ​ไม่สามารถทำหน้าที่ได้​ ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว​ว่าต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่​ ไม่ต้องให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์​ ดูแลพี่น้องประชาชน​ให้ดี  เขาทุกข์และลำบากมามากแล้ว​ ต้องดูแลเขาให้เต็มที่​ ขณะนี้รัฐบาลพยายามทำในหลายเรื่อง​ ทั้งเรื่องการเยียวยาและเรื่องอื่นๆ ถ้าผู้ว่าฯอยู่ตรงนั้น แล้วไม่สามารถเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการบริหารได้ก็ต้องพิจารณา​ว่า​ บกพร่องเรื่องอะไร​ เห็นหลายคนออกมาพูด​ ให้ไปคุยกับผู้ว่าฯ​อยู่ในจังหวัดประสานงานกันอยู่แล้ว ทำไมถึงยังมาเป็นแบบนี้​ ให้แจ้งมาให้ชัดเจนว่าผู้ว่าฯมีปัญหา หรือหน่วยไหนมีปัญหา”

นาภูมิธรรม​ กล่าวย้ำว่า “เรื่องนี้ได้กำชับไปแล้วทำหน้าที่ไม่ได้ก็อย่างที่บอก ต้องทำหน้าที่ให้ได้ เพราะเป็นตัวแทนของรัฐบาล ดูแลประชาชนในพื้นที่ ทำไม่ได้ก็ให้คนอื่นมาทำ โอเคไหม”

ขณะที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา (จีบีซี) วันนี้ที่จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.​) และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเล็ก​เพื่อนำความเห็นของคณะเลขานุการที่ร่วมประชุม​จีบีซีในช่วงเช้า มาพิจารณา ซึ่งตอนนี้ตนยังไม่ได้รับรายงาน จึงขอรอให้เขาส่งมา

เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ต้องโทรกลับไปขอความเห็นที่พนมเปญจะทำให้การประชุมจีบีซีไม่ราบรื่นหรือไม่ นายภูมิธรรม​ กล่าวว่า ตนไม่ได้อยู่ตรงนั้นจึงยังไม่ได้เห็น

ชายแดนปกติ! ศบ.ทก.ปลดล็อก’โดรนเกษตร’ บินเฉพาะกลางวัน 6.00-18.00 น.

ชายแดนปกติ! ศบ.ทก.ปลดล็อก'โดรนเกษตร' บินเฉพาะกลางวัน 6.00-18.00 น.

ชายแดนปกติ! ศบ.ทก.ปลดล็อก’โดรนเกษตร’ บินเฉพาะกลางวัน 6.00-18.00 น.

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

“ศบ.ทก.” แถลงสถานการณ์ชายแดนปกติ ปลดล็อกบินโดรนเกษตร หลัง 15 ส.ค. ย้ำต้องลงทะเบียนถูกต้อง บินเฉพาะกลางวัน 6.00-18.00 น. เผยวงถก GBC ล่าช้า เหตุฝ่ายเลขานุการกัมพูชาตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องส่งเรื่องให้พนมเปญ ขณะไทยประชุมสมช. ร่วม ครม.นัดพิเศษ บ่ายนี้ ก่อนนำข้อสรุปเข้า GBC นัดสุดท้าย 7 ส.ค. ด้าน “มาระตี” ซัดเขมรปล่อยเฟกนิวส์ช่วงเจรจา 

6 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า มีเรื่องที่แจ้งให้ทราบ 4 เรื่อง 1.ที่ผ่านมาสถานการณ์โดยทั่วไปอยู่ในสภาพปกติ มีการเสริมที่มั่นทางทหารในพื้นที่บางส่วนแต่ไม่มีการเสริมกำลังทหารแต่อย่างใด นอกจากนี้ที่ผ่านมาเราได้ตรวจพบการใช้โดรนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ไทยเองยังคงประกาศไม่ให้มีการบินโดรนทุกชนิดทั้งประเทศ โดยฝ่ายความมั่นคงยังคงเข้มงวดในการสกัดกั้นและตรวจสอบ รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องด้วย โดยจะมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 ส.ค.

นอกจากนี้สถานการณ์บริเวณช่องอานม้าที่มีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามตัดลวดหนามที่ทหารไทยวางไว้ตามขอบเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งปัจจุบันกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการกระทบกระทั่งใดๆ สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ และขณะนี้ฝ่ายไทยได้ดำเนินการวางลวดหนามชุดใหม่ทดแทนชุดเดิมที่ถูกตัดไปเรียบร้อย 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เรื่องที่ 2. การดำเนินการกับบุคคลที่ถูกจับกุมและเป็นคนต่างด้าว ขอยืนยันให้ประชาชนมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเข้มงวดในการตรวจตราและดำเนินการจับกุมต่อบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามีการจับกุมและดำเนินคดีไปบ้างแล้ว โดยหลักการปฏิบัติคือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการปฏิบัติการเชิงรุกและตรวจค้นขยายผลโดยการสืบสวนสอบสวนขยายผลเกี่ยวกับผู้ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือคนต่างด้าวแฝงตัวเข้ามา เพื่อเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงและมีการประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ

โดยแจ้งเบาะแสรายละเอียดต่างๆให้ฝ่ายความมั่นคงรับทราบ เป็นลักษณะการแชร์ข้อมูลเพื่อเป็นการป้องกันป้องปรามในการที่จะใช้ข่าวหรือการรายงานข่าวบิดเบือนหรือที่จะมีผลด้านความมั่นคง ซึ่งทั้งนี้หากมีการตรวจสอบแล้วและฝ่ายความมั่นคงพิสูจน์ทราบแล้วไม่มีประเด็นใดๆที่น่าเป็นห่วงก็จะถูกผลักดันออกนอกประเทศและขึ้นทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และหากตรวจพบว่าบุคคลนั้นเข้าเมืองผิดกฎหมายแล้วมีการกระทำที่ผิดกฎหมายในด้านอื่นๆก็จะดำเนินการตามคดีข้อกฎหมายต่างๆของไทยที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า 3.ประเด็นการใช้โดรนที่ผ่านมาซึ่งมีการตรวจพบการใช้โดรนเพิ่มมากขึ้น ขอเน้นย้ำว่าประเทศไทยยังไม่อนุญาติให้มีการบินโดรนทุกชนิดทั่วประเทศจนถึงวันที่ 15 ส.ค.68 ตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 30 ก.ค.68 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามวันนี้ในที่ประชุม ศบ.ทก.ได้พูดคุยเรื่องการผ่อนปรนสำหรับการบินโดรนเพื่อการเกษตรในบางพื้นที่ ภายหลังวันที่ 15 ส.ค.68 โดยเห็นพ้องว่าเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้โดรนเพื่อการเกษตรและมีความเดือดร้อน ซึ่งประเด็นสำคัญในการหารือคือโดรนเกษตรต่างๆที่จะทำการบินต้องผ่านการขึ้นทะเบียนผู้บังคับหรือผู้ควบคุมอากาศยาน และในการลงทะเบียนโดรนจะต้องลงอย่างถูกกฎหมายผ่านระบบ UAS Portal ของสำนักงานการบินพลเรือน

โดยการบินนั้นสามารถบินได้เฉพาะในเวลากลางวันตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ซึ่งการลงทะเบียนนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย จึงอยากแจ้งให้เกษตรรับทราบว่าเราได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องการผ่อนปรนมาตรการบินโดรนเกษตร แต่ทั้งนี้ขอย้ำว่าต้องภายหลังวันที่ 15 ส.ค.จะมีการออกประกาศให้ประชาชนรับทราบต่อไป และขอเน้นย้ำอีกเรื่องหนึ่งคือปัจจุบันตามข้อกฎหมายผู้ที่ซื้อโดรนหรือ UVA (อากาศยานที่ไม่มีนักบินควบคุม) มีหน้าที่ลงทะเบียน ณ จุดขายคล้ายกับการซื้อซิมโทรศัพท์มือถือซึ่งเรายังคงดำเนินการมาตรการนี้ต่อเนื่อง 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า และเรื่องสุดท้าย 4.ในเวทีประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) ความคืบหน้าเมื่อคืนวันที่ 5 ส.ค.คณะเลขานุการของทั้งสองฝ่ายได้ประชุมเจรจากันถึงเวลา 00.15 น.ของเช้าวันที่ 6 ส.ค. เนื่องจากฝ่ายเลขานุการกัมพูชาไม่สามารถตัดสินใจได้ในบางหัวข้อ ต้องส่งเรื่องต่างๆนี้กลับไปให้ทางกรุงพนมเปญพิจารณาก่อน จนทำให้เกิดความล่าช้าในการตกลงใจ จนกระทั่งเมื่อเช้าวันที่ 6 ส.ค.ข่าวดีสองฝ่ายสามารถสรุปข้อตกลงได้ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารให้ประธานทั้งสองฝ่ายพิจารณา ตนเน้นย้ำว่าเป็นข้อตกลงของฝ่ายเลขานุการร่วมสองฝ่าย ยังไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้ายของการประชุมนี้

โดยฝ่ายไทยจะนำเรื่องที่เป็นข้อสรุป ข้อตกลงกับฝ่ายกัมพูชามาให้ทางประธานไปพิจารณาก่อนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ช่วงบ่ายวันที่ 6 ส.ค. ซึ่งการประชุมนี้จะเป็นการประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) วาระพิเศษด้วย เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ก่อนที่ประธานฝ่ายไทยจะเดินทางไปประชุม GBC วันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นการบ่งบอกให้เห็นถึงระเบียบและกลไกต่างๆของการทำงานของเราว่าการตัดสินใจหรือตกลงใจจะต้องผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไรบ้าง คือผ่านสมช.และครม.ให้ความเห็นชอบ ก่อนนำไปหารือในเวที GBC วันที่ 7 ส.ค.

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาอยากแจ้งข่าวดีของไทย ทางรมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ติดต่อโดยตรงไปยังคณะเลขานุการ GBC ฝ่ายไทยเพื่อติดตามความคืบหน้าในการเจรจา พร้อมส่งกำลังใจและชื่นชมการทำงานอย่างหนักถึงวินาทีสุดท้ายของทีมไทยแลนด์ของเรา ขอให้ประสบความสำเร็จในการเจรจาเพื่อบรรลุและปกป้องผลประโยชน์ของไทย โดยเรื่องนี้ทางทีมโฆษก ศบ.ทก.จะเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมประชุม GBC และจะรายงานให้ประชาชนทราบต่อไป อย่างไรก็ตามอย่างที่ได้เน้นย้ำทุกๆวันทุกๆครั้งที่มีการแถลงข่าวคือให้ติดตามข้อมูลจากศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจะเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงต่างๆให้กับพี่น้องประชาชนได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประชุม GBC ในวันที่ 7 ส.ค. จะมีการนำข้อมูลต่างๆมาอัพเดทให้พี่น้องประชาชนรับทราบด้วย

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชาที่อยู่ระหว่างการควบคุมตัว 18 นาย ขอย้ำว่าเป็นข้อริเริ่มของฝ่ายไทยเอง เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินการตามหลักมนุษยธรรม และหลักปฎิบัติของ ICRC อย่างครบถ้วนและเคร่งครัด สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการเชิงรุกเพื่อประสานงานกับสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย และสำนักงานใหญ่ของ ICRC ที่นครเจนีวาอย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมความร่วมมือในการชี้แจงเพิ่มเติม เกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องต่างๆ ของฝ่ายไทย 

นางมาระตี กล่าวว่า สำหรับการจัดประชุมออนไลน์กับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก ในวันที่ 7 ส.ค. 2568 นั้น จะเน้นยํ้าการดำเนินการเชิงรุกในการชี้แจงข้อเท็จจริง ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และพิสูจน์ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลและสื่อมวลชนต่างประเทศ ตลอดจนประชาคมโลกเข้าใจผิด จากการบิดเบือนข้อมูลเท็จของฝ่ายกัมพูชา ที่มีออกมาอย่างแพร่หลายมากจนถึงปัจจุบัน ยํ้าว่าหลักการของไทยคือยุติความขัดแย้งโดยสันติวิธี และกลับสู่การเจราจากับฝ่ายกัมพูชา ด้วยความจริงใจและความสุจริตใจ 

 นางมาระตี กล่าวด้วยว่า อาจรู้สึกว่าช่วงเวลานี้การเผยแพร่ข่าวปลอมจากฝ่ายกัมพูชา และการใส่ร้ายฝ่ายไทย ถึงขั้นมีการแต่งนิยาย  มีความถี่เป็นพิเศษ ในช่วงอยู่ระหว่างการเจรจาตามกรอบจีบีซี ขอย้ำว่าฝ่ายไทยเชื่อมั่นในการรักษาบรรยากาศที่ดี โดยไม่ใส่ร้ายอีกฝ่าย เป็นส่วนสำคัญในการลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่ประโยชน์ของฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว บรรยากาศที่จะเอื้อต่อการประชุมจีบีซีนั้นมีความสำคัญมาก ซึ่งจะยกระดับเป็นการหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศ จึงขอให้ทีมเจรจา ประสบความสำเร็จในภารกิจนี้.

‘ภูมิธรรม’สั่งคุมเข้ม! หลังจับสายลับ-ยึดโดรนปริศนาหลายร้อยลำ

‘ภูมิธรรม’สั่งคุมเข้ม! หลังจับสายลับ-ยึดโดรนปริศนาหลายร้อยลำ

‘ภูมิธรรม’สั่งคุมเข้ม! หลังจับสายลับ-ยึดโดรนปริศนาหลายร้อยลำ

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.51 น.

“ภูมิธรรม”ยันช่วงนี้เข้มงวดเป็นพิเศษ หลังจับสายลับ-ยึดโดรนปริศนาหลายร้อยลำ ขอดูข้อเท็จจริงโยง”กัมพูชา”หรือไม่

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ลำดวน ควบคุมตัวสายลับกัมพูชา ซึ่งเป็นทหารหน่วย BHQ องครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน ได้ใน จ.บุรีรัมย์ ว่า ให้ทางราชการดำเนินการไป ตอนนี้เรามีความระแวดระวังเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพราะที่มีข่าวออกมาเยอะมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ถึงแม้จะยังยืนยันในข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าเป็นของคนนั้นคนนี้ แต่เราก็ทราบว่ามีลักษณะเข้ามาเป็นพิเศษ ซึ่งตอนนี้เราก็ได้มีมติไปแล้วในเรื่องความเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องโดรน ยกเว้นในเขตพื้นที่ที่ออกนอกเขต 7 จังหวัดชายแดน ที่เป็นพื้นที่การเกษตร ก็สามารถขอได้เป็นรายๆ พร้อมย้ำว่า ช่วงนี้ เราต้องเข้มงวดกันหน่อย เพราะยังไม่รู้ว่าการเจรจาจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามกรณี ที่มีการตรวจยึดโดรนกว่า 200 ลำ ได้ที่ จ.สมุทรปราการ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนั้นจับไปแล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังสอบสวนอยู่ ขอให้ผลสอบสวนเสร็จค่อยว่ากัน เราได้รับทราบว่ามีการจับกุมไปเมื่อคืนวันที่ 5 ส.ค.ซึ่งทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รายงานมา เมื่อถามว่า จะต้องใช้เวลานานหรือไม่ในการตรวจสอบว่ามีการเชื่อมโยงไปถึงกัมพูชา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริง ถ้าข้อเท็จจริงไปถึง โยงไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่ก็จบไป

‘นิพนธ์’ถึงบางอ้อ! ที่แท้’พท.’ใช้’มท.’ปลดล็อกพนัน เดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ เต็มสูบ

‘นิพนธ์’ถึงบางอ้อ! ที่แท้'พท.'ใช้'มท.'ปลดล็อกพนัน เดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ เต็มสูบ

‘นิพนธ์’ถึงบางอ้อ! ที่แท้’พท.’ใช้’มท.’ปลดล็อกพนัน เดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ เต็มสูบ

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

‘นิพนธ์’ถึงบางอ้อ! ที่แท้’เพื่อไทย’ยอมสละ’พรรคร่วมฯ’แลก’มหาดไทย’ใช้’ปลดล็อกพนัน’ เดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เต็มสูบ ห่วง‘รัฐบาล’ปลดล็อกโป๊กเกอร์ยังไร้กลไกรับมือปัญหาการพนัน ลั่นไม่รู้พรุ่งนี้ปลดล็อกอะไรอีก

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกข้อห้ามการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ โดยระบุว่า แม้เข้าใจดีว่าโป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะ “กีฬา” และหลายประเทศจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ รวมถึงรัฐบาลไทยเองก็มีแนวนโยบายในการจัดการแข่งขันเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของการพนัน ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่มีระบบช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ที่ติดการพนันอย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงจนกลายเป็นความท้าทายที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข รวมถึงปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการทุจริตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ตนจึงรู้สึกแปลกใจว่า เมื่อประเทศกำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้าอย่างมากมาย เหตุใดนายภูมิธรรม จึงเลือกดำเนินการในลักษณะที่จะยิ่งเพิ่มภาระและสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมากขึ้นไปอีก

นายนิพนธ์ ระบุว่า แม้ “โป๊กเกอร์” จะถูกจัดให้เป็นกีฬาในระดับสากล แต่ในประเทศไทยก็เคยอยู่ในบัญชีการพนันประเภท ข. ซึ่งหมายถึงอนุญาตให้เล่นได้เฉพาะในโอกาสพิเศษ และต้องขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาโดยองค์ประกอบตามความหมายของ “การพนัน” แล้ว หากมีการเดิมพัน มีเงินรางวัล และมีความเสี่ยงในพฤติกรรม ก็ยังเข้าเกณฑ์ว่าเป็นการพนันได้เช่นกัน ดังนั้น การปลดล็อกโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม อาจกลายเป็นการเปิดประตูให้กับปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ซึ่งยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเช่นนี้ ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ

“รัฐบาลควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ไม่ใช่ออกคำสั่งปลดล็อกแบบลักหลับหรือแบบลอยตัว โดยไม่มีมาตรการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย มาตรการป้องกัน หรือระบบฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์ ยังระบุด้วยว่า การดำเนินการเช่นนี้ ทำให้ตนเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงต้องการกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วน ถึงขั้นยอมแลกกับการให้พรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งถอนตัว จนเสียงในสภาไม่มั่นคง สภาล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเป้าหมายแท้จริงคือการ “ปลดล็อกการพนัน” ซึ่งหากกระทรวงมหาดไทยยังอยู่ในมือของนายอนุทิน รัฐมนตรีคนก่อน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้

“เห็นคำแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็นึกว่าจะเป็นการแถลงเรื่องเพิกถอนโฉนดเขากระโดงเสียอีก แต่กลับกลายเป็นคำสั่งปลดล็อกให้ “โป๊กเกอร์” กลายเป็นการพนันที่ถูกกฎหมายนี่คือสิ่งที่สังคมไม่คาดคิด และตั้งคำถามได้ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นอันดับแรก วันนี้ปลดล็อกการพนัน แล้วพรุ่งนี้จะปลดล็อกอะไรอีกหรือไม่ หรือว่านี่คือคำตอบว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยต้องทวงคืนกระทรวงมหาดไทยให้ได้ เพื่อเดินหน้าเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์อย่างเต็มรูปแบบ” นายนิพนธ์กล่าว

‘อิ๊งค์’ยินดีสภาฯผ่าน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ก้าวสำคัญของการคุ้มครอง-ส่งเสริมวิถีชีวิต

'อิ๊งค์'ยินดีสภาฯผ่าน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ก้าวสำคัญของการคุ้มครอง-ส่งเสริมวิถีชีวิต

‘อิ๊งค์’ยินดีสภาฯผ่าน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ก้าวสำคัญของการคุ้มครอง-ส่งเสริมวิถีชีวิต

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘อิ๊งค์’ ยินดี หลังสภาฯ ผ่าน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ก้าวสำคัญของการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

6 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. …. ซึ่งผ่านการพิจารณาและแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 421 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียง นับเป็นก้าวสำคัญในการตรากฎหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ฉบับแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม สร้างความเสมอภาค และส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ โดยระบุว่า “วันนี้คือหมุดหมายสำคัญของสังคมไทย รัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นสิ่งที่พี่น้องชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์รอคอยมานาน เพื่อให้มีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม เข้าถึงโอกาสอย่างเต็มภาคภูมิ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดิฉันเชื่อมั่นว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์บนฐานทุนวัฒนธรรม และทำให้วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์จะได้รับการคุ้มครอง”

นางสาวแพทองธาร กล่าวด้วยว่า “องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์ให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ การผ่านพระราชบัญญัติในช่วงเดือนสิงหาคมมีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่พร้อมโอบรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม สร้างสังคมแห่งความเสมอภาค ยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกกลุ่มคน ดิฉันจึงขอแสดงความยินดีและบอกกับพี่น้องชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยว่า นี่เป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทยที่จะโอบรับพี่น้องทุกกลุ่มวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันเป็นพลังสร้างสรรค์ชาติของเรา”

พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มีเจตนารมณ์ให้เป็นกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิทางวัฒนธรรม ตามหลักการมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 คือการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม โดยคุ้มครองชาวไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อสร้างโอกาสแห่งการพัฒนาของประเทศ และสร้างความเสมอภาค ด้วยความเท่าเทียมอย่างเป็นธรรม โดยจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยทุนวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากลในฐานะประเทศที่โอบรับความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์และวิถีวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบ มีสาระสำคัญ ในการกำหนดหลักพื้นฐานแห่งสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุความแตกต่างทางเชื้อชาติ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมกับสร้างกลไกการส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกำหนดให้จัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแนวทางหรือมาตรการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งมีการกำหนดให้มีการจัดตั้งเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในการเข้าถึงทรัพยากร เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม ที่ให้หลักประกันว่าชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จะมีความมั่นคงในชีวิต สามารถประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติจะถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป และถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ฮือฮา!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ เปิดตัวลงสมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคภูมิใจไทย

ฮือฮา!! 'จุรี นุ่มแก้ว' เปิดตัวลงสมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคภูมิใจไทย

ฮือฮา!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ เปิดตัวลงสมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคภูมิใจไทย

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

ฮือฮา!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ดาวติ๊กต็อก เปิดตัวลงสมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคภูมิใจไทย 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 เฟซบุ๊ก “เฉลียว คงตุก” ผู้สื่อข่าวอาวุโส ได้โพสตค์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า ” จุรี ดาวติ๊กต๊อก เปิดตัวลงสมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคภูมิใจไทย ทำสนามคึกคักขึ้น 

พลันที่ปรากฏชื่อ “จุรี นุ่มแก้ว” หรือในแอคเคานต์ TikTok ว่า @maxtrai ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.เขต 2 สงขลา สังกัดพรรคภูมิใจไทย ชื่อของจุรีก็กลายเป็นคาดิเดทคนสำคัญในเขต 2

เขต 2 สงขลาถือเป็นเขตเมืองหาดใหญ่ ปัจจุบันมี “ศาสตรา ศรีปาน” เป็น สส.สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และศาสตราเป็น สส.สมัย 2 สมัยแรกเกิดจากพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การสนับสนุนของ ”ผู้การฯชาติ“ พันเอกพิเศษสุชาติ จันทรโชติกุล นักการเมืองอาวุโสของสงขลา

เส้นทางชีวิตและอาชีพของจุรีน่าสนใจไม่น้อย จากเด็กบ้านนอกในท้องทุ่งนา อ.ระโนด จ.สงขลาต่อสู้ดิ้นรนกับชีวิตที่เกิดมาในครอบครัวยากจน แต่เคยสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ แต่ชีวิตอาจจะไม่ชอบระบบราชการ ผันตัวเองไปเป็นผู้ประกาศข่าวในช่องโทรทัศน์แห่งหนึ่ง หลังชนะการประกวดภายในองค์กร 

แต่ชีวิตในวงการผู้ประกาศข่าวจุรีคิดว่าในสถานการณ์หนึ่งไม้น่าจะมั่นคง ตัดสินใจเด็ดขาดดีดตัวเองออกมา เก็บกระเป๋า หิ้วครอบครัวกลับบ้าน กระโดดเข้าสู่วงการออนไลน์ ชีวิตเคยพบกับความลำบากอย่างมาก เริ่มจากทำงานหาเช้ากินค่ำ พยายามเลี้ยงครอบครัว มีลูก 3 คน สถานการณ์ชีวิตไม่ง่ายเลย 

ความมุมานะ ตั้งใจสร้างคอนเท้นท์ จุรีกลายเป็นดาว TikTokกลายเป็นเน็ตไอดอลชื่อดังบน TikTok โดยใช้ชื่อ “ป้าจุรี” หรือ “จุรี นุ่มแก้ว” ในบุคลิกของสาวประเภทสอง ทั้งๆที่มีครอบครัว มีลูกแล้ว จุรีถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตในภาคใต้ ภาษาใต้ และประสบการณ์ชีวิตที่เข้าถึงง่าย สะท้อนปัญหาของสังคม ชุมชน ผ่านตัวละครเสริม เช่น ”น้าเถี้ยน“ เป็นต้น

จุรี สร้างรายได้สูงมากจากช่องทางออนไลน์ มีรายงานว่าสะสมรายได้จาก TikTok ได้ราว 56 ล้านบาท 

จุรีสนใจการเมืองมาตั้งแต่ต้น เมื่อจังหวะปะเหมาะ ก็กระโดดเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะผู้สมัคร สส. เขต 2 จ.สงขลา โดยสังกัดพรรคชาติพัฒนากล้า (หรือ ชพก.) แม้การประเดิมสนามจะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่คะแนนที่ได้ไม่น่าเกลียด เป็นการลงสนามที่ไม่มีเครือข่าย ไม่มีตัวช่วยอะไร เป็นการลงสมัครในภาวะที่ยังไม่พร้อม แต่การลงสมัครรอบใหม่ มีเวลาสำหรับเตรียมตัว มีเครือข่ายท้องถิ่น ที่สมาชิกสภาองค์กรบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ในเขตหาดใหญ่ และสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่หลายคนเข้ามาช่วย ทำให้จุรีโดดเด่นขึ้นมาในสนามเขต 2

แต่ในช่วงนี้เมื่อเปิดตัวออกมาขนาดนี้แล้วว่าจะลงสมัคร สส.จุรีต้องปรับตัว ปรับบุคคลิกในเข้ากับการเป็นนักการเมือง ที่สำคัญคือ การแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาชาติบ้านเมืองเมือง หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในสงขลาเอง อันเป็นการแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง เพื่อไว้เป็นข้อมูลสำหรับประชาชนประกอบการตัดสินใจเลือก หรือไม่เลือก”

‘พิชัย’เผยเจรจา’ภาษีสหรัฐฯ’ ยังอยู่ระหว่างคุยรายละเอียด คาดเสร็จภายในเดือนนี้

'พิชัย'เผยเจรจา'ภาษีสหรัฐฯ' ยังอยู่ระหว่างคุยรายละเอียด คาดเสร็จภายในเดือนนี้

‘พิชัย’เผยเจรจา’ภาษีสหรัฐฯ’ ยังอยู่ระหว่างคุยรายละเอียด คาดเสร็จภายในเดือนนี้

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

“พิชัย”เผยเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างคุยรายละเอียด คาดเสร็จภายในเดือนนี้ พร้อมเดินหน้าวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ หวังดันจีดีพีโต 3-5% ชี้งบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้าน ใช้แก้ปัญหา”ไทย-กัมพูชา”ได้

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้ที่จะเก็บจากไทย 19% ว่า ในขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะส่งเรื่องไปที่สภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากยังมีขั้นตอนในการทำงานกับทางสหรัฐฯ โดยขณะนี้ยังมีการเจรจากันในรายละเอียดหัวข้อต่างๆ ซึ่งจะเริ่มทำจากนี้ต่อไป

เมื่อถามว่า ทางสหรัฐฯ ได้กำหนดระยะเวลาในการทำงานหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ทางสหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดระยะเวลา แต่พยายามจะทำให้เสร็จภายในเดือนนี้ ซึ่งหลายประเทศอยู่ในขั้นตอนทำรายละเอียด เพราะทางสหรัฐฯ เองก็มีเจ้าหน้าที่น้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ใครจะเป็นผู้ดูแล ในฐานะรองนายกฯ จะดูเองหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หากจะทำให้สำเร็จต้องใช้เวลาระยะหนึ่งถึงจะไปสู้ประเทศอื่นๆ ได้ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องดูหลายส่วน บางเรื่องเอกชนทำ บางเรื่องรัฐบาลทำ ทั้งหมดต้องมองภาพเดียวกันว่า จะเริ่มต้นจากเรื่องไหน แล้วมาดูว่าใครจะทำแค่ไหน

เมื่อถามว่า หลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตัวเลขจีดีพีของไทยจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 3 – 5% หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า หากไม่มีอุปสรรคอะไรก็น่าจะอยู่ในระดับนั้น โดยเราต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจของไทย ถ้าแก้ไม่ได้ก็จะลำบาก

เมื่อถามว่า จะมีการจัดตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ (AMC) เพื่อมาดูแลหนี้ครัวเรือนของประชาชนหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องนี้กำลังดูอยู่ ขอคุยกับสถาบันการเงินว่า รูปแบบจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า งบที่ใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 ที่เหลืออีก 25,000 ล้านบาท นายพิชัย กล่าวว่า ยังมีอีกหลายโครงการที่จำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้ เช่น นำมาใช้เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ก็สามารถนำมาใช้ได้