​‘สว.อิสระ’ยื่น‘ปธ.วุฒิฯ’ ส่งศาลรัฐธรรมนูญสอย 136 สว.แล้ว

​‘สว.อิสระ’ยื่น‘ปธ.วุฒิฯ’ ส่งศาลรัฐธรรมนูญสอย 136 สว.แล้ว

​‘สว.อิสระ’ยื่น‘ปธ.วุฒิฯ’ ส่งศาลรัฐธรรมนูญสอย 136 สว.แล้ว

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.14 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และ นต.วุฒิพงษ์ พงศ์สุวรรณ สว.พร้อมตัวแทนกลุ่ม สว.อิสระ ยื่นรายชื่อ สว.ถึง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาถอดถอน สว. 136 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ว่าด้วย สว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรืออยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ พร้อมกับขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนการเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ

โดย น.ส.นันนทนา กล่าวว่า ยืนยันว่าได้รายชื่อครบตามจำนวน ที่ต้องการคือ 1 ใน 10 ของเสียง สว. แต่ยังไม่สามารถบอกตัวเลขที่แท้จริงได้ เพราะยังมีคนขอเพิ่มชื่อเข้ามาเรื่อยๆ

ทั้งนี้ กลุ่ม สว.อิสระ ได้ยื่นรายชื่อ สว.และคำร้องถึงนายมงคลทันทีหลังแถลงข่าวเสร็จ จากที่ก่อนหน้านี้ น.ส.นันทนา ระบุว่าจะยื่นรายชื่อถึงประธานวุฒิสภาสัปดาห์หน้า

‘มทภ.2’ลั่น!!! กองทัพไม่ถอยกำลัง 11 จุด เขตอธิปไตยไทย

'มทภ.2'ลั่น!!! กองทัพไม่ถอยกำลัง 11 จุด เขตอธิปไตยไทย

‘มทภ.2’ลั่น!!! กองทัพไม่ถอยกำลัง 11 จุด เขตอธิปไตยไทย

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.03 น.

“มทภ.2″ลั่น!!! กองทัพไม่ถอยกำลัง 11 จุด เขตอธิปไตยไทย หวัง”จีบีซี”ได้ข้อสรุปที่ดี สั่งกำลังพลโรยปูนขาวฆ่าเชื้อ หลังกลิ่น”ศพทหารกัมพูชา”ฟุ้งภูมะเขือ

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่า วานนี้ (5 ส.ค.) ได้ไปตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่า พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีกลิ่นศพทหารกัมพูชาอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเราได้ประสานไปยังกองทัพกัมพูชา ให้จัดทีมมาเก็บศพทหารของตนเองที่เสียชีวิตกลับไปทำพิธีเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีกระแสว่ามีการสั่งให้กำลังพล นำปูนขาวไปเทป้องกันเชื้อโรค พลโท บุญสิน กล่าวว่า เราหาวิธีดับกลิ่น เพื่อไม่ให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษ โดยเฉพาะโรคระบาดต่างๆ

เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ ไม่ได้สั่งให้ทหารไทยไปเก็บศพทหารกัมพูชา พลโท บุญสิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของทหารกัมพูชา และเราไม่มีคำสั่งให้ไปเก็บศพทหารกัมพูชาแต่อย่างใด โดยให้กัมพูชาดำเนินการเอง

เมื่อถาม ปัญหาช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี วานนี้มีเหตุกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย เรื่องการรื้อรั้วลวดหนาม พลโท บุญสิน กล่าวว่า เขาพยายามขึ้นมา มีกระทบกระทั้งนิดหน่อย แต่ไม่พกอาวุธขึ้นมา แต่เรายืนยันว่ามีความจำเป็น เพื่อป้องกันการวางกำลังของฝ่ายเรา ยืนยันช่องอานม้าไม่มีอะไร และทหารกัมพูชาก็กลับลงไปแล้ว

เมื่อถามว่า อนาคตอาจมีปัญหาขึ้นอีกหรือไม่ เพราะกัมพูชาเรียกร้องให้ทหารไทยออกจากช่องอานม้า พลโท บุญสิน กล่าวว่า เป็นปกติ แต่เราไม่ถอย ซึ่งทั้ง 11 จุด เราทำแบบเดียวกัน คือ การวางรั้วลวดหนาม และนำกำลังไปวางไว้ บนภูมะเขือ ก็เช่นกัน มีการวางกำลัง เพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่เรียบร้อยต่อแผ่นดิน และยืนยันว่า เราอยู่ในเขตประเทศไทย ไม่ได้รุกล้ำหรือยึดพื้นที่นอกประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและกองทัพอยู่แล้ว

เมื่อถามอีกว่า มีโอกาสจัดระเบียบชายแดนหรือไม่ พลโท บุญสิน กล่าวว่า ส่วนของกองทัพ เราจัดระเบียบไปเรื่อยๆ ส่วนการเจรจาอะไรที่ยั่งยืนก็ให้เป็นเรื่องของรัฐบาล

เมื่อถามว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการทั่วไปชายแดนไทย – กัมพูชา (จีบีซี) อาจได้ข้อสรุป และนำเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เบื้องต้นเป็นอย่างไรบ้าง พลโท บุญสิน กล่าวว่า หวังว่าทิศทางจะดีขึ้น เพราะเราไม่อยากให้ใช้กำลังต่อกันอยู่แล้ว ซึ่งต้องดูว่าจะลงตัวอย่างไร ส่วนจุดยืนของกองทัพ ยืนยันว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูง เราเห็นพ้องต้องกันว่า เราจะไม่ถอยกำลัง อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น

‘ปธ.วิปค้าน’ปูดกลางสภาฯ ทีมงานในกลุ่ม‘ปธ.-รองปธ.สภาฯ’ใช้ตำแหน่งหาผลประโยชน์

‘ปธ.วิปค้าน’ปูดกลางสภาฯ ทีมงานในกลุ่ม‘ปธ.-รองปธ.สภาฯ’ใช้ตำแหน่งหาผลประโยชน์

‘ปธ.วิปค้าน’ปูดกลางสภาฯ ทีมงานในกลุ่ม‘ปธ.-รองปธ.สภาฯ’ใช้ตำแหน่งหาผลประโยชน์

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

“ปธ.วิปค้าน”ปูดกลางสภาฯ ทีมงานในกลุ่ม”ประธานฯ-รองปธ.สภาฯ”ใช้ตำแหน่งหาผลประโยชน์ จี้”วันนอร์”จัดการ เผยมีคดีฉ้อโกงเสียหาย 20-30 ล้านแล้ว ขณะที่”ปธ.สภาฯ”ลั่นส่งรายชื่อมาเลยเป็นใคร รับลูกพร้อมตรวจสอบ ลั่นสภาฯต้องโปร่งใส

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) หารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลในวงงานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนคิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะในสมัยประชุมที่ผ่านมาเราก็ประสบปัญหาว่าตำแหน่งต่างๆ ที่มีการแต่งตั้งในกรรมาธิการ อาจจะมีหลายคนที่แอบแฝงเข้ามาเพื่อนำตำแหน่งไปหาผลประโยชน์ ตนเข้าใจว่าในสภาฯ ชุดนี้ ในหลายคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก็แก้ปัญหาด้วยการที่เวลากรรมาธิการคนใดเป็นผู้แต่งตั้งกรรมาธิการคนนั้นเข้ามา หากมีปัญหาก็จะรู้ว่าต้องรับผิดชอบอย่างไร และจัดการปัญหาได้

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า เข้าใจว่าทั้งประธานและรองประธานสภาฯ มีภารกิจหลายอย่าง ที่จะเป็นต้องตั้งกรรมการและอนุกรรมการ มาขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ ในสภาฯ ซึ่งตนได้รับการร้องเรียนมาว่า มีกรรมการบางคนในกลุ่มของประธานและรองประธานสภาฯ นำตำแหน่งไปหาผลประโยชน์ และขณะนี้ก็มีคดีเป็นคดีฉ้อโกงที่วงเงินความเสียหายไม่ต่ำกว่า 20 – 30 ล้านบาท

“ผมคิดว่าพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) เราน่าจะมีประธานและรองประธานสภาฯ ครบทั้ง 3 ท่าน จึงอยากให้ประธานสภาฯ นำรายชื่อกรรมการและอนุกรรมการทั้งหมดมาทบทวนอีกครั้ง และมาตรวจสอบว่ารายชื่อต่างๆ ถูกเสนอมาโดยใคร และมีปัญหาในเรื่องประวัติหรือเรื่องการนำตำแหน่งไปหาผลประโยชน์หรือไม่ ส่วนที่ผมได้รับร้องเรียนผมก็ยินดีให้ข้อมูลกับประธานฯ ถึงรายชื่อนั้น จะได้ทำการตรวจสอบต่อไป และหวังว่าพรุ่งนี้ เมื่อมีประธานและรองประธานสภาฯ ทั้ง 3 ท่านแล้ว จะได้ทำงานขับเคลื่อนสภาฯ ด้วยความเข้มข้น ให้ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่ขับเคลื่อนงานต่างๆ มีคุณภาพทำงานอย่างสุจริตแท้จริง” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

ขณะที่ นายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงว่า ขอให้เอารายชื่อมาให้ตน ถ้าทราบเกี่ยวกับการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือกรรมการต่างๆ ในชุดของประธานและรองประธานสภา หรือต่อไปอาจจะเป็นเรื่องของที่ปรึกษาหรือฝ่ายคณะทำงานของสภาฯ หรือกรรมาธิการด้วยก็ดี เพราะเราต้องการให้สภาฯ ของเรามีความโปร่งใส เพราะเราต้องการตรวจสอบฝ่ายอื่น เพราะฉะนั้นฝ่ายเราต้องมีการตรวจสอบด้วย บางครั้งก็มีการมาแสวงหาผลประโยชน์โดยที่ผู้แต่งตั้งอาจจะไม่ทราบก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันสอดส่องดูแลด้วย

“ถ้า สส.คนอื่นมีข้อมูลว่ามีการแสวงหาผลประโยชน์ในการแต่งตั้ง หรือการทำงานในสภาฯ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานชุดไหนก็แล้วแต่ ขอให้แจ้งเป็นการภายในมายังผม หรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ได้ เรายินดีที่จะตรวจสอบและต้องดำเนินการ ที่จะไม่ให้มีการแสวงผลประโยชน์ในสภาฯ ต่อไป” ประธานสภาฯ กล่าว

อัพเดท’GBC’ คืบหน้าในทางที่ดี จ่อเข้าที่ประชุม สมช.บ่ายนี้

อัพเดท'GBC' คืบหน้าในทางที่ดี จ่อเข้าที่ประชุม สมช.บ่ายนี้

อัพเดท’GBC’ คืบหน้าในทางที่ดี จ่อเข้าที่ประชุม สมช.บ่ายนี้

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

อัพเดท”GBC” คืบหน้าในทางที่ดี อยู่ในขั้นตรวจเอกสาร เตรียมเข้าที่ประชุม สมช.บ่ายนี้

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) ที่ประเทศมาเลเซีย เข้าสู่วันที่ 3 เริ่มขึ้นใน เวลา 08.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อหาข้อสรุปแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา

โดยล่าสุด มีรายงานว่า การหารือภายใต้กรอบ GBC ณ เวลา 10.10 น.วันนี้ การประชุมเลขานุการของสองฝ่าย มีความคืบหน้าในทางที่ดี และในขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร เพื่อนำเข้าขบวนการของแต่ละประเทศ เพื่อนำให้ประธาน GBC พิจารณาต่อเพื่อนำไปสู่การลงนามในขั้นต่อไป ในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อสรุปทั้งหมดนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกมนตรี นั่งเป็นประธานในช่วงบ่ายวันนี้

‘จักรภพ’ชี้นิมิตหมายดี! ไทยประชุมนักลงทุน ย้ำเศรษฐกิจต้องปรับตัวและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

'จักรภพ'ชี้นิมิตหมายดี! ไทยประชุมนักลงทุน ย้ำเศรษฐกิจต้องปรับตัวและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

‘จักรภพ’ชี้นิมิตหมายดี! ไทยประชุมนักลงทุน ย้ำเศรษฐกิจต้องปรับตัวและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.27 น.

“จักรภพ”ชี้นิมิตหมายดี! ไทยประชุมนักลงทุน และพัฒนานักเรียนอาชีวะให้มีทักษะแรงงานสูงรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ย้ำเศรษฐกิจไทยต้องปรับตัวและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 นายจักรภพ เพ็ญแข ที่ปรึกษาเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมระดับสูงกับนักลงทุนชั้นนำจาก 30 บริษัท ในงาน “Prime Minister Meets Investors: Confidence in Thailand’s Future – Prime Minister’s Dialogue with Global Investors” ที่จัดขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันนี้ ว่า การพบกันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพอใจในผลการเจรจาเรื่องภาษี 19% ซึ่งเป็นระดับที่ยอมรับได้มากกว่ากรอบเดิมที่เคยสูงถึง 36% พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยยังคงได้ประโยชน์จากข้อเสนอของสหรัฐอเมริกา เช่น การคงต้องเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าบางประเภท ซึ่งเป็นโอกาสให้เอกชนไทยสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ โดยเน้นว่าขณะนี้ไทยควรดำเนินการปรับตัวอย่างเต็มที่ เพื่อให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่เน้นว่าสหรัฐฯ คือผู้กำหนดทิศทางหลักในนโยบายเศรษฐกิจของไทย เรามองว่าสหรัฐฯ คือตลาดใหญ่ตลาดหนึ่งเท่านั้น ไทยเราจะมองหาตลาดอื่นๆ ต่อไปด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาทักษะแรงงานอาชีวศึกษา จำนวน 1,880 คน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในรูปแบบทวิภาคี นักเรียนสามารถฝึกงานในโรงงานโดยไม่เสียเวลาระหว่างเรียน ฝึกฝนทักษะให้สามารถต่อยอดในบริษัทเดิมหรือบริษัทใหม่ รวมทั้งสร้างแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือให้มีความพร้อมรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ

นายจักรภพ ย้ำว่า การพัฒนาระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน รายย่อย กลาง และรายใหญ่ พร้อมเน้นความสำคัญของการทำงานเป็นทีมเพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศ โดยระบุว่า โลกเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้รอประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว เราต้องปรับตัวและใช้พลังทุกด้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเป็นหนึ่งในเวทีโลก

‘คปท.’ยกขบวนเดินเท้าบุก’UN’ เรียกร้องออกมาตรการกดดันเขมร ปมโจมตีพลเรือนไทย

'คปท.'ยกขบวนเดินเท้าบุก'UN' เรียกร้องออกมาตรการกดดันเขมร ปมโจมตีพลเรือนไทย

‘คปท.’ยกขบวนเดินเท้าบุก’UN’ เรียกร้องออกมาตรการกดดันเขมร ปมโจมตีพลเรือนไทย

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

‘คปท.’ยกขบวนเดินเท้าบุก’UN’ เรียกร้องออกมาตรการกดดันเขมร ปมโจมตีพลเรือนไทย

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กองทัพธรรม ศปปส. เดินเท้าจากสะพานชมัยมรุเชฐ ไปยังหน้าตึกสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN) เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้อง ให้สหประชาชาติ มีมาตรการกดดัน กรณีการสู้รบระหว่างไทยกัมพูชา ที่ทหารกัมพูชา ยิงระเบิดปืนใหญ่ตกยังบ้านเรือนพลเรือน โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน ทำให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต

ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงทางสงคราม ที่ต้องไม่ทำให้พลเรือนได้รับความเสียหาย รวมทั้งไม่พุ่งเป้าโจมตีไปยังสถานที่ที่เป็นจุดของพลเรือน โรงพยาบาล สถานศึกษา

โดยมีเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนท้องถิ่นสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้รับหนังสือ โดยจะส่งหนังสือไปยังสำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยตามขั้นตอนต่อไป

สมช.จ่อถกข้อสรุปก่อนปิด GBC พรุ่งนี้ คาดหาช่องฟ้อง’กัมพูชา’

สมช.จ่อถกข้อสรุปก่อนปิด GBC พรุ่งนี้ คาดหาช่องฟ้อง'กัมพูชา'

สมช.จ่อถกข้อสรุปก่อนปิด GBC พรุ่งนี้ คาดหาช่องฟ้อง’กัมพูชา’

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

สมช. จ่อถกข้อสรุป ก่อนปิด GBC พรุ่งนี้ คาดหาช่องฟ้องศาลระหว่างประเทศ ด้าน “มาริษ” รับ กำลังศึกษาอยู่ “หมอมิงค์”เผย ที่ประชุมครม.กำชับทุกฝ่ายที่เกี่ยวดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

6 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกัมพูชา จากเหตุการณ์ก่อความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะยื่นเรื่องไปศาลไหน ยังศึกษาอยู่ แต่เราจะยื่นฟ้ององค์กรระหว่างประเทศแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 16.00 น. จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม เพื่อรวบรวมข้อมูลจากคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่มีการประชุมของฝ่ายเลขานุการ ซึ่งข้อสรุปในที่ประชุม สมช.วันนี้ จะเป็นตัวชี้วัดการประชุมจีบีซีในวันที่ 7 สิงหาคม ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ประเทศจะหารือกัน 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวด้านความมั่นคง กล่าวถึงการยื่นฟ้องกัมพูชาต่อองค์กรระหว่างประเทศว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล และดูเรื่องข้อกฎหมาย ยอมรับว่ามีช่องอยู่ หากใช้การฟ้องร้องระหว่างประเทศ ส่วนการฟ้องจะผูกมัดให้ไทยยอมรับอำนาจศาลโลกหรือไม่นั้น จะต้องดูอย่างถี่ถ้วน ว่าหากใช้แล้วจะมีผลผูกมัดไปถึงเรื่องอื่นหรือไม่

ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งแพ่งและอาญา กรณีที่กัมพูชาก่อสถานการณ์ความรุนแรง บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในส่วนนี้ต้องรอที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พิจารณา โดยจะเชิญเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาหารือด้วย ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวานคือให้ดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

ไขก๊อก‘สมาชิก รทสช.’ ​‘โกวิทย์ พวงงาม’เปิดใจ ปัดโดดหนี‘แพแตก’

ไขก๊อก‘สมาชิก รทสช.’ ​‘โกวิทย์ พวงงาม’เปิดใจ ปัดโดดหนี‘แพแตก’

ไขก๊อก‘สมาชิก รทสช.’ ​‘โกวิทย์ พวงงาม’เปิดใจ ปัดโดดหนี‘แพแตก’

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

“โกวิทย์ พวงงาม”ไขก๊อก”สมาชิก รทสช.” ปัดโดดหนี”แพแตก” แจงแค่น้อยใจนิดๆ อุดมการณ์ไม่ตรงกัน หวังดัน”กระจายอำนาจ-การศึกษา” เชื่อประชาชนแคลงใจร่วมรัฐบาลมีเงื่อนไขหรือไม่

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายโกวิทย์ พวงงาม สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมแถลงว่า ตนได้ไปลาออกกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วานนี้ (5 ส.ค.) เป็นที่เรียบร้อย วันนี้จึงได้ออกมาสื่อสารกับประชาชนว่า ตนยังเคารพกรรมการบริหารพรรค และพรรค ตนยังให้กำลังใจและคอยเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการกระจายอำนาจเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างชาติสร้าง ยอมรับว่า เป็นความน้อยใจนิดๆ แต่พรรคการเมืองต้องเป็นพรรคที่แสวงหาการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่มีความรู้ความสามารถ และสร้างเอกภาพของพรรค แต่ข่าวที่ออกมาของพรรคแบ่งเป็นกลุ่มเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ก็ยังเรียกร้องให้พรรครวมไทยสร้างชาติสร้างเอกภาพ ตนออกมาแล้วพูดอะไรมากไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตนจะเป็นอิสระจากการเมืองและเป็นนักวิชาการในฐานะที่เคยสอนระดับมหาวิทยาลัย แล้วทำประโยชน์ให้กับประเทศในเรื่องการกระจายอำนาจ การศึกษาที่ตนถนัดแต่ก็ยังเป็นห่วงบ้านเมืองที่มีปัญหา 2 – 3 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องที่ 1 เศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการ เศรษฐกิจไม่ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจยังตกต่ำ เรื่องที่ 2 การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐบาลไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาพูดหรือผลักดันเป็นวาระ หรือนโยบายให้ชัดเจน เรื่องที่ 3 วิกฤตศรัทธาของรัฐบาล นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตนลาออกเพราะพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ชัดเจนในเรื่องร่วมรัฐบาลว่าจะมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข เป็นความเคลือบแคงสงสัยของประชาชนท่ามกลางภาวะวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาลปัจจุบัน กรณีพิพาทระหว่างชายแดนไทย – กัมพูชา

เมื่อถามว่า ที่ออกมาเกิดจากแรงกดดันภายในพรรคหรือความน้อยเนื้อต่ำใจ นายโกวิทย์ กล่าวว่า ประเด็นถูกบีบไม่มีเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ สิ่งที่ตนคาดหวังคืออุดมการณ์การกระจายอำนาจที่ไม่ตอบสนองจากพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของการศึกษา ส่วนการร่วมรัฐบาลตนยังเคลือบแคลง

เมื่อถามย้ำว่า เป็นการโดดออกมาก่อนหรือไม่ เพราะประเมินว่าพรรครวมไทยสร้างชาติอาจจะแตก นายโกวิทย์ กล่าวว่า ไม่คิดอย่างนั้น การตัดสินใจทางการเมืองเป็นเรื่องอุดมการณ์ ก็มีหลายพรรคที่ชวน ยืนยันไม่ได้ชิงออก เพราะพรรคยังมีจุดเด่นจุดดี

ปลุกความเชื่อมั่น! ‘ภูมิธรรม’เปิดทำเนียบฯ ถกซีอีโอ 31 บริษัทยักษ์

ปลุกความเชื่อมั่น! 'ภูมิธรรม'เปิดทำเนียบฯ ถกซีอีโอ 31 บริษัทยักษ์

ปลุกความเชื่อมั่น! ‘ภูมิธรรม’เปิดทำเนียบฯ ถกซีอีโอ 31 บริษัทยักษ์

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.33 น.

ปลุกความเชื่อมั่น! “ภูมิธรรม”เปิดทำเนียบฯ ถกซีอีโอ 31 บริษัทยักษ์ ยันรัฐบาลพร้อมปรับกลไก-พัฒนาบุคลากร สู้”ภาษีทรัมป์”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการหารือระดับสูงนักลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทย ในงาน “Prime Minister Meets Investors: Confidence in Thailand’s Future – Prime Minister’s Dialogue with Global Investors” โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง นายสุชาติ ชมกลิ่นรมช.พาณิชย์ นายนฤตม์ เทอดเสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ผู้บริหารบริษัทชั้นนำ กว่า 31 บริษัท จาก 4 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green Economy) ร่วมหารือ

นายภูมิธรรม กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกคน ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้มาร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูง จากกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก ที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย การรับมือกับความไม่แน่นอนจากอัตราภาษีสหรัฐฯที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลก จากการที่สหรัฐฯประกาศอัตราภาษีใหม่และประเทศไทย ถูกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้า 19% ซึ่งรัฐบาลไทยเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลก เราจึงมุ่งมั่นที่จะอาศัยโอกาสนี้ในการปรับปรุงกลไกต่างๆเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจที่ดำเนินการในประเทศไทยสอดคล้องกับกติกาโลก และลดความเสี่ยงต่างๆที่จะส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจ

นายภูมิธรรม กล่าวว่า รัฐบาลมีความจริงใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการธุรกิจของท่านให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านระเบียบที่เอื้ออำนวยในการประกอบธุรกิจ การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และการเดินหน้าเจรจาเปิดตลาดการค้ากับ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก การสร้างความสามารถในการเข้าถึงตลาดโลก

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อตกลงทางการค้า 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ และเร่งเจรจาความ ทางการค้าเพิ่มเติมกับหลายประเทศ รวมทั้งกลุ่มอียูเกาหลีใต้ และแคนาดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบของผู้ประกอบการและการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปยังผู้ประกอบกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และการพัฒนากลไก พลังงานสะอาด เพื่อรองรับธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามแนวทางESG ที่รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างกลไกเพื่อรองรับการดำเนินงานธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริการกลไกUtility Green Tariff แบบที่1 หรือ UGT1 ให้บริการพลังงานสะอาดพร้อมเอกสารรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยมีบริษัทให้ความสนใจกว่า 40 ราย และปีนี้เราตั้งเป้าที่จะเปิดให้บริการ Utility Green Tariff  แบบที่2 UGT 2 ที่เป็นพลังงานสะอาด สามารถระบุแหล่งที่มาและแหล่งพลังงานใหม่

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังมีกลไก Direct Power Purchase Agreement หรือ Direct PPA ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถทำสัญญาซื้อไฟจากผู้ผลิตได้โดยตรง โดยผู้ผลิตสามารถส่งพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ ผ่านสายส่งของรัฐโดยจะเริ่มให้บริการพลังงานสะอาด 2,000 เมกะวัตต์ กับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้พลังงานสูง และมี Commitment ในระยะยาว ทั้งนี้หากการให้บริการล็อตแรกเป็นไปด้วยดี รัฐบาลพร้อมที่จะพิจารณาขยายกลไกให้ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นต่อไป

– 006

‘เขมร’ไม่ปลื้ม!! ลั่นผิดหวัง หลังไทยเล็งฟ้องแพ่ง-อาญา’กัมพูชา’ก่ออาชญากรรมร้ายแรง

'เขมร'ไม่ปลื้ม!! ลั่นผิดหวัง หลังไทยเล็งฟ้องแพ่ง-อาญา'กัมพูชา'ก่ออาชญากรรมร้ายแรง

‘เขมร’ไม่ปลื้ม!! ลั่นผิดหวัง หลังไทยเล็งฟ้องแพ่ง-อาญา’กัมพูชา’ก่ออาชญากรรมร้ายแรง

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

‘เขมร’ไม่ปลื้ม!! ลั่นผิดหวัง หลังไทยเล็งฟ้องแพ่ง-อาญา’กัมพูชา’ก่ออาชญากรรมร้ายแรง บอกไร้มูลความจริง

จากกรณีเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งดำเนินคดีกัมพูชาทางกฎหมายทั้งแพ่ง และอาญา ฐานใช้กำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทยจนเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กำลังพลและทางราชการเป็นจำนวนมากนั้น อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ภูมิธรรม​’เล็งฟ้อง​แพ่ง​-​อาญา’กัมพูชา’เหตุก่ออาชญากรรม​ร้ายแรง​ 

ล่าสุดวันที่ 6 ส.ค.2568 เวลา 07.00 น. ในการแถลงข่าวช่วงเช้าของฝั่งกัมพูชา ชุม ซอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า “กัมพูชาได้รับทราบด้วยความผิดหวัง” ต่อรายงานเกี่ยวกับการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกัมพูชาที่รัฐบาลไทยประกาศ

“มาตรการทางกฎหมายนี้ไร้ซึ่งมูลความจริงโดยสิ้นเชิง และแสดงให้เห็นถึงความพยายามโดยเจตนาที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ ออกไปจากนโยบายที่เป็นปรปักษ์ของไทยต่อกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีดินแดนกัมพูชาโดยไม่มีการยั่วยุ”