ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2

ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2

ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คณะกรรมการฯ) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบมติคณะกรรมการฯ ในคราวการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ดังนี้

1.1 รายงานความคืบหน้าการขอรับจัดสรรและผลการอนุมัติจัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท (โครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568  และการมอบหมายคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2

1.2 หลักการและแนวทางการทบทวนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน 42,000 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน กับเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การรับมือ กับผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ (2) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้ผลกระทบจากนโยบายภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประเทศสหรัฐอเมริกา (3) การพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้ได้ผล ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน

1.3 มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ศึกษาแนวทางการทบทวนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ด้านการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เป็นต้น

2. เห็นชอบข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2 [กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (กองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.)] วงเงินไม่เกิน 18,488.3679 ล้านบาท 

โดยอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) และ กยศ. นำโครงการที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ตามข้อ 6 ของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ พ.ศ. 2567 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ) เพื่อดึงดูดและรักษาการลงทุนจากผู้ประกอบรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่นการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การท่องเที่ยวระดับคุณภาพ การแพทย์ครบวงจร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ เศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น) ด้วยการบรรเทาผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา และมาตรการภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax)และเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 

โดยกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ จะให้การสนับสนุนในลักษณะเงินอุดหนุนตามสัดส่วนที่กำหนด สำหรับการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากรไทย การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา การลงทุนเพื่อการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการลงทุนเพื่อยกระดับสู่ industry 4.0 เป็นต้น 
งบประมาณ 10,000 ล้านบาท

2) โครงการการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวในปี 2568 (กยศ.)เพื่อให้เงินกู้ยืมที่เป็นค่าครองชีพและค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา สำหรับนักเรียน/นักศึกษา ที่เป็นผู้กู้ยืมเงินรายใหม่/ผู้กู้ยืมเงินรายเก่า ซึ่งจะทำให้นักเรียน/นักศึกษาได้ศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่พักการศึกษาหรือเลิกการศึกษาในปีการศึกษา 2568 ซึ่งเป็นการลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อวางรากฐานเติบโตของประเทศ งบประมาณ 8,488.3679 ล้านบาท

โดยมอบหมายให้ สงป. ดำเนินการให้หน่วยรับงบประมาณ จัดทำข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2 ตามแบบฟอร์มการพิจารณาโครงการ ตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2568 และรายละเอียดข้อมูลมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ กค. นำเสนอข้อเสนอโครงการ/รายการ กระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2 ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติหลักการของข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวต่อไป พร้อมทั้งเสนอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมาย สกท. และ กยศ. นำโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเสนอขอรับจัดสรรงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ  ตามข้อ 6 ของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ พ.ศ. 2567 กฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด 

และให้กระทรวงหน่วยงานต้นสังกัดกำกับดูแล ติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รอบคอบ และเกิดความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ

พร้อมทั้ง มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ศึกษาแนวทางการทบทวนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ด้านการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้ผลกระทบจากนโยบายภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tarff) ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เป็นต้น

หนุนทุกคนยกเว้น’พท.’ !! ชี้’ปธ.-รองปธ.สภาฯ‘ควรมาจาก3พรรคการเมือง ด้าน’ไชยชนก‘ลั่นไม่ไว้ใจ

หนุนทุกคนยกเว้น'พท.' !! ชี้’ปธ.-รองปธ.สภาฯ‘ควรมาจาก3พรรคการเมือง ด้าน’ไชยชนก‘ลั่นไม่ไว้ใจ

หนุนทุกคนยกเว้น’พท.’ !! ชี้’ปธ.-รองปธ.สภาฯ‘ควรมาจาก3พรรคการเมือง ด้าน’ไชยชนก‘ลั่นไม่ไว้ใจ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

‘ภูมิใจไทย’มีมติหนุนทุกคนชิงเก้าอี้‘รองประธานสภาฯคนที่1’ยกเว้น’เพื่อไทย‘ ชี้’ปธ.-รองฯ‘ควรมาจาก3พรรคการเมือง ด้าน’ไชยชนก‘ลั่นแรงไม่ไว้ใจ แย้มเหตุเป็นความรู้สึกเดียวกันกับปชช.ทั้งประเทศ ขอไม่ลงลึก บ้านเมืองมีปัญหาเยอะมากแล้ว ปัดเดินเกมเสี้ยมยุให้’รัฐบาล’แตกกัน

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคภูมิใจไทย กรณีการโหวตเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 7 ส.ค.นี้ว่า พรรคภูมิใจไทย มีมติไม่ส่งใครลงชิงตำแหน่งดังกล่าว แต่ถ้าใครจะเสนอตัวลงแข่งชิงรองประธานสภาฯ คนที่1 พรรคภูมิใจไทยพร้อมโหวตสนับสนุนให้ทุกคน ยกเว้นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย 

เมื่อถามว่า เหตุใดถึงไม่โหวตให้แคนดิเดตรองประธานสภาฯ คนที่1 จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พวกเราได้เห็นความแปลกประหลาดตั้งแต่มีสภาฯ ชุดนี้ เราเปลี่ยนรองประธานฯ มาแทบจะทุก 6 เดือน ที่ผ่านมาเรามีประธาน และรองประธานสภาฯ เป็น 3 พรรคการเมืองตลอด และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งมีการโหวตเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ที่ของเป็นพรรคเพื่อไทยไปแล้ว ดังนั้นสัปดาห์นี้ก็คงเป็นพรรคที่ 3 ดังนั้น เราพร้อมโหวตให้ทุกคน ที่ไม่ใช่จากพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างที่น.ส.แนน บุณย์ธิดา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวอยู่ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวแทรกขึ้นมาว่า เพราะเราไม่ไว้ใจ 

เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรม ติดต่อมาขอคะแนนเสียงโหวตแล้วหรือไม่ กล่าวว่า ยัง ขอรอดูหน้างานก่อนว่าเป็นอย่างไร เมื่อถามว่าเป็นเกมยุแยงให้รัฐบาลแตกกันหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่ใช่เกม เพราะถ้าเป็นเกมเราคงไม่มาบอก เราชัดเจนอยู่แล้ว และไม่ได้มีการหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะเสนอชื่อชิงประธานสภาฯ คนที่1 เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เสนอบุคคลของพรรคอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ทางนายไชยชนก ระบุว่าไม่ไว้ใจทางพรรคเพื่อไทย นายไชยชนก กล่าวว่า น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับประชาชนทั้งประเทศ ตนไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะไม่อยากให้สถานการณ์ตรึงเครียด เพราะบ้านเมืองเรามีปัญหาเยอะมากอยู่แล้ว

มทภ.2 รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จากผู้แทนคณะรวมพลังแผ่นดินฯ

มทภ.2 รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จากผู้แทนคณะรวมพลังแผ่นดินฯ

มทภ.2 รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จากผู้แทนคณะรวมพลังแผ่นดินฯ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

5 ส.ค. 68 ที่กองทัพภาค2 พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่2 ได้รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จากผู้แทนคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ที่นำน้ำใจจากแนวหลังสู่แนวหน้า ส่งเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม ยารักษาโรคฯลฯให้กับกองทัพภาคที่2 เพื่อส่งต่อให้ทหารไทยที่ชายแดนและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยตามศูนย์อพยพต่อไป  

สรุปการดำเนินงานคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำเงินที่พี่น้องประชาชนบริจาคสนับสนุนภารกิจกองทัพ ดังนี้ 

1.โดรนตรวจการณ์ และอุปกรณ์เสริม 
2. รถขุดตัก 4 คัน
3. เครื่องอุปโภคบริโภค รถบรรทุกขนาด 10 ตัน 5 คัน และ 1 รถตู้

ขอมูลจาก : สมชาย แสวงการ

‘สว.’หนุน’หวยเกษียณ’ 111 ต่อ 1 ‘เผ่าภูมิ’เตรียมเปิดขายไตรมาส 4 ปีนี้

'สว.'หนุน'หวยเกษียณ' 111 ต่อ 1 'เผ่าภูมิ'เตรียมเปิดขายไตรมาส 4 ปีนี้

‘สว.’หนุน’หวยเกษียณ’ 111 ต่อ 1 ‘เผ่าภูมิ’เตรียมเปิดขายไตรมาส 4 ปีนี้

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.19 น.

‘สว.’หนุน’หวยเกษียณ’โหวตวาระ 1 ผ่านฉลุย 111 ต่อ 1 เสียง ‘เผ่าภูมิ’ชูแนวคิด’ซื้อหวย-เงินไม่หาย-กลายเป็นเงินออม’ จ่อเปิดขายไตรมาส 4 ปีนี้

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือ หวยเกษียณ ที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ และได้ลงมติเห็นชอบหลักการในวาระที่ 1 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 111 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียงงดออกเสียง 2 เสียง และตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา 21 คน ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3

“หวยเกษียณ” เป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่รวมเอาลักษณะการชอบลุ้นโชคของคนไทยมาเป็นแรงจูงใจในการเก็บออม สามารถถอนเงินที่ซื้อสลากทั้งหมดออกมาได้ตอนเกษียณ เพื่อสร้างการออมมิติใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท เพื่อขายให้กับประชาชนทุกคนที่มีสัญชาติไทย และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน

2. สามารถซื้อหวยเกษียณได้ทุกวัน ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้เลย โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออมในบัญชีส่วนตัวของตนเอง แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม

3. รางวัลของ “ทุกวันศุกร์” กำหนดดังนี้
3.1. รางวัลที่ 1 (เป็นเลข 6 หลัก) รางวัล 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
3.2. รางวัลที่ 2 (เป็นเลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว) รางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
3.3. รางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี)

4. หากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด รางวัลที่ออกไม่หมดนั้นจะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) ในงวดถัดไปทั้งหมดทันที

5. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตบวกกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม

6. ประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปี ซื้อได้ด้วยด้วย แต่ต้องออมไว้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ ทุกรอบต้องออมไว้ 5 ปี

7. หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อหวยเกษียณทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

ซื้อหวย-เงินไม่หาย-กลายเป็นเงินออม ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ “หวยเกษียณ” เจอกันภายในไตรมาส 4 ปีนี้

มทภ.2 ใส่เสื้อผ้ายันต์ชาวบ้านบางระจัน รับมอบของส่งให้ทหารแนวหน้า

มทภ.2 ใส่เสื้อผ้ายันต์ชาวบ้านบางระจัน รับมอบของส่งให้ทหารแนวหน้า

มทภ.2 ใส่เสื้อผ้ายันต์ชาวบ้านบางระจัน รับมอบของส่งให้ทหารแนวหน้า

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

5 ส.ค. 68 รายงานแจ้งว่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 รับมอบสิ่งของใช้จำเป็นพระครูวิชิตวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี พร้อมด้วยชาวบ้านบางระจันแต่งกายชุดไทยย้อนยุคเป็นนักรบโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องแต่งกาย และเงินช่วยเหลือ เพื่อนำไปส่งต่อให้ทหารในพื้นที่ชายแดน รวมถึงทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา

โดย พล.ท.บุญสิน ได้ลองใส่เสื้อเกาะผ้ายันต์ชาวบ้านบางระจันของพระอาจารย์ธรรมโชติด้วยตนเอง ก่อนจะรับพรจากพระครูวิชิตวุฒิคุณให้แคล้วคลาดปลอดภัย

ปชน. ไม่ขัด ครม.ไฟเขียวซื้อกริพเพนเพิ่ม ย้ำจุดยืนเดิมไม่เปลี่ยนตามกระแสเชียร์ทหาร

ปชน. ไม่ขัด ครม.ไฟเขียวซื้อกริพเพนเพิ่ม ย้ำจุดยืนเดิมไม่เปลี่ยนตามกระแสเชียร์ทหาร

ปชน. ไม่ขัด ครม.ไฟเขียวซื้อกริพเพนเพิ่ม ย้ำจุดยืนเดิมไม่เปลี่ยนตามกระแสเชียร์ทหาร

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

‘ปชน.’พร้อมหนุน’รัฐบาล’ ใช้ทุกกลไก ทั้ง แพ่ง-อาญายื่นฟ้องต่อ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ปมเหตุการณ์ปะทะชายแดน ไม่ขัด ครม. ไฟเขียวซื้อกริพเพนเพิ่ม ย้ำ ‘ปชน.’ ไม่เคยขวางงบอาวุธที่จำเป็น แต่ต้องดูเป็นรายกรณี ย้ำจุดยืนพรรคคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนตามกระแส

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการ เรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย จากกรณีที่กัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทย ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ทั้งใน และระดับโลก รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ด้วย

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูในรายละเอียดมาก แต่เป็นไปตามที่ได้กล่าวไปว่า มี 3 ช่องทางหลัก หากครม.จะดำเนินการในส่วนนั้น เราก็ไม่ได้ติดขัดอะไร สิ่งสำคัญที่สุด คือการแสดงให้องค์กรระหว่างประเทศ หรือศาลเห็นถึงหลักฐานและข้อเท็จจริง ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับภาครัฐของเรา ที่ผ่านมาจะเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐของเรา มีการเก็บหลักฐานข้อเท็จจริงมาโดยตลอดอยู่แล้ว และพร้อมจะใช้ทุกกลไก ทั้งทางแพ่งและอาญา ในการยื่นฟ้องต่อผู้นำกัมพูชา เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เราทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เรื่องหลักฐานเชิงประจักษ์ คงไม่พ้นมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายความมั่นคงส่วนทางพรรคประชาชนชนเอง หากได้รับการร้องขอหลักฐานอะไร เราพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ 

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่าหากพบความเชื่อมโยงระหว่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับผู้นำกัมพูชา จะกลายเป็นข้อได้เปรียบของฝ่ายไทยนั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นเรื่องที่นานาประเทศ ต่างต้องการจะปราบปราม และยังเป็นนโยบายที่พรรคประชาชนได้ดำเนินการมาโดยตลอด หากเรามีหลักฐานสนับสนุน ซึ่งเราก็คงมีอยู่ในระดับหนึ่ง และได้รับการร้องขอจากหน่วยงานของรัฐ ก็คงไม่ได้ติดขัดอะไร และเชื่อว่าเพื่อนๆ สมาชิก พร้อมสนับสนุนงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ 

เมื่อถามถึงกรณีที่ ครม.อนุมัติงบประมาณ ในการซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพ อย่างกริพเพน และเรือดำน้ำ มองว่าจะเป็นปัญหาในระยะยาว หรือยังมีความจำเป็นอยู่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องวางในหลักการให้ชัดก่อนว่า ตนเองและพรรคประชาชน เราไม่เคยต่อต้านการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความจำเป็น แต่ต้องพิจารณาเป็นเรื่องต่อเรื่อง ชิ้นต่อชิ้นไป ที่ผ่านมาอย่างเรือฟริเกต และกริพเพน เราก็สนับสนุนมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ปีงบประมาณก่อนๆ ด้วยซ้ำ

“ดังนั้น ไม่อยากให้มองว่า เรื่องนี้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นจากภัยความมั่นคงของประเทศ แล้วทำให้อยู่ดีๆ สส.ของพรรคประชาชนปรับหลักคิดหันมาสนับสนุน ยืนยันว่า ที่ผ่านมา เราไม่เคยคัดค้านการซื้ออาวุธที่จำเป็น แต่ดูเป็นรายกรณีไป อย่างล่าสุดที่ตนพูดในจังหวัดตราด ก็ได้รับเสียงสะท้อนมาจากในพื้นที่ ว่าตอนนี้มีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ตนเองก็ไม่สามารถไปตอบได้ว่า ยุทโธปกรณ์อะไร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ต่อภัยความมั่นคงในปัจจุบัน เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จำเป็นต้องเสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากในอนาคตกองทัพมีบทบาทนำ จะทำให้การทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตัดลดงบประมาณของกองทัพยากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ มองว่า ไม่เกี่ยวยกตัวอย่าง หากวันนี้ ยังมีการเสนองบซื้อเรือดำน้ำ ที่อาจจะไม่ได้มีเครื่องยนต์มาด้วย อย่างปีที่ผ่านมา ก็คงไม่ได้มีเหตุผลอะไร ที่ สส.จะผ่านงบประมาณแบบนี้ ขอย้ำว่า ต้องดูเหตุผลความจำเป็น 

ส่วนจุดยืนของพรรคปชน.ต่อกองทัพ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เราพร้อมสนับสนุนในการทำหน้าที่ของกองทัพในการปกป้องประเทศ แต่เราไม่เห็นด้วยที่กองทัพจะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะฉะนั้น เห็นด้วยกับการทำกองทัพให้ทันสมัย เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย รวมถึงอนุมัติงบประมาณให้มีการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความจำเป็น และตอบโจทย์ต่อยุคสมัยปัจจุบัน สิ่งที่นอกเหนือไปจากนี้ เช่น การที่กองทัพมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งควรเป็นหน้าที่รัฐบาล ก็อาจจะต้องปรับ ทำอย่างไรให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และทำให้รัฐบาลพลเรือน มีบทบาทนำ 

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกองทัพนั้น นายณัฐพงษ์ เชื่อว่า ที่ผ่านมา นายสหัสวัตก็ได้มีการโพสต์ชี้แจง และขอโทษไปแล้ว และพรรคเองได้ดำเนินการทางวินัยอย่างได้สัดส่วนไปแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้อาจจะต้องให้ประชาชนที่รู้สึกเกิดความไม่ค่อยสบายใจจากการสื่อสารดังกล่าว ก็เป็นเสียงสะท้อนที่พักประชาชนรับมาปรับปรุง พร้อมน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ และดำเนินการทุกอย่างโดยที่ไม่ได้ปกป้องคนของตัวเอง อยากให้ทุกคนติดตามการวางตัวและการทำงานของพวกเราต่อไปในอนาคต

เมื่อถามว่าการแสดงความคิดเห็นของนายสหัสวัต แยกออกจากจุดยืนของพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า นายสหัสวัตอาจจะเห็นว่า เป็นการโพสต์ในพื้นที่ส่วนตัว แต่การครองตนของ สส.เมื่อเรามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร การแสดงออกในทุกเวที ย่อมสะท้อนการเป็นผู้แทนและตัวแทนของพรรค เพราะฉะนั้น เนื้อหาที่เขามีการสื่อสารออกไป ตนเชื่อว่า ให้ดูจากสิ่งที่ตนเอง หรือตัวแทนอย่างเป็นทางการของพรรคแถลง ทั้งจุดยืนของพรรค และนโยบายของพรรค ที่ได้นำเสนอต่อประชาชนดีกว่า 

‘วัชระ’ให้ถ้อยคำ คกก.สืบสวน ปม 2 หมอตำรวจ ช่วยเหลือ’ทักษิณ’พักชั้น 14

'วัชระ'ให้ถ้อยคำ คกก.สืบสวน ปม 2 หมอตำรวจ ช่วยเหลือ'ทักษิณ'พักชั้น 14

‘วัชระ’ให้ถ้อยคำ คกก.สืบสวน ปม 2 หมอตำรวจ ช่วยเหลือ’ทักษิณ’พักชั้น 14

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

‘วัชระ’เข้าให้ถ้อยคำ’คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตร.’ ปม 2 หมอตำรวจ ช่วยเหลือ’ทักษิณ’พัก รพ.ตร. ชั้น 14 จนถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ – พร้อมร้องให้รื้อฟื้นคดียิงถล่มวัดพระแก้วปี 53 หลังยังจับมือใครดมไม่ได้

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส. พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มี พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน กรณี พล.ต.ท. โสภณรัชต์ สิงหจารุ และ พล.ต.ท. ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ ซึ่งเป็นแพทย์ใหญ่ตำรวจที่ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย หลังจากที่แพทยสภาได้มีมติลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมแก่ทั้งสองราย เนื่องจากการช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” เข้าพักในโรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 โดยไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงทางการแพทย์

นายวัชระ กล่าวว่า การให้ข้อมูลในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบวินัยแพทย์ตำรวจ 2 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษา นายทักษิณ โดยแม้ตนจะไม่ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ข้อมูลที่นำมาให้ในวันนี้ ได้รับมาจากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งยืนยันว่ามีแพทย์ 4 รายมีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษาดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ ตนเองเคยให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมาธิการการตำรวจ และทางแพทยสภาได้เชิญไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติม โดยได้ระบุชื่อแพทย์ทั้ง 4 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่เป็นไปตามจริยธรรมทางการแพทย์หรือไม่ จนนำไปสู่การพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตแพทย์ของ 2 รายในที่สุด

อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ยังระบุอีกว่า แม้จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์โดยตรง หรือแม้กระทั่งนายชัยชนะ เดชเดโช ที่เป็นคณะกรรมาธิการตำรวจ จะขึ้นไปตรวจสอบชั้น14รพ.ตำรวจ แต่ก็ขึ้นไม่ได้และไม่ได้ข้อมูล แต่จะว่าไม่รู้อาการเลยก็คงจะไม่ได้ เพราะจากที่ได้ติดตามทราบว่า สภาพร่างกายของนายทักษิณ ที่ปรากฏต่อสาธารณะก็สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีอาการป่วยหนัก และหลังจากได้รับการพักโทษ ก็สามารถปรากฏตัวและมีบทบาททางการเมืองได้ทันที

นายวัชระ กล่าวยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาเอาผิดเป็นการส่วนตัวกับสองแพทย์ตำรวจ และหลังแพทยสภามีมติลงโทษ ตนเองก็ไม่ยื่นต่อศาลปกครองเพื่ออุทธรณ์คำสั่งให้ลงโทษหนักกว่านี้้ โดยตนเองน้อมรับและเคารพมติของแพทยสภาถือว่าเพียงพอแล้ว ส่วนการพิจารณาทางวินัยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้องตนเองไม่อาจก้าวล่วงได้ เพียงแต่มาให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ก็ได้นำมติของแพทยสภา และรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร มามอบให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาด้วย

ในวันเดียวกัน นายวัชระ  ยังเตรียมยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอให้รื้อฟื้นการสอบสวนใน 2 คดีสำคัญ ได้แก่ คดีคนร้ายยิง RPG ใส่วัดพระแก้ว เมื่อปี 2553 เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถจับมือใครดมได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการจนสุดทางยังจับคนร้ายตัวจริงไม่ได้และคดียังอยู่ในอายุความ และคดีคนเสื้อทุบรถยนต์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าทั้งสองคดีไม่มีความคืบหน้าเพราะมีข้าราชการตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว พร้อมขอให้มีการดำเนินการภายใน 15 วัน พร้อมชี้แจงต่อสาธารณชน

‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบ กองทัพขอจัดซื้อเรือดำน้ำ ปัดให้รายละเอียด บอกเป็นความลับทางราชการ

'ภูมิธรรม' เผย ครม.รับทราบ กองทัพขอจัดซื้อเรือดำน้ำ ปัดให้รายละเอียด บอกเป็นความลับทางราชการ

‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบ กองทัพขอจัดซื้อเรือดำน้ำ ปัดให้รายละเอียด บอกเป็นความลับทางราชการ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

“ภูมิธรรม” เผย ครม.รับทราบ กองทัพขอจัดซื้อเรือดำน้ำ ปัดให้รายละเอียด บอกเป็นความลับทางราชการ 

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 15.50 น. วันที่ 5 ส.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาการจัดซื้อเรือดำน้ำ ตามที่กองทัพเรือเสนอ ว่า  ครม.ได้รับทราบ ตอนนี้อยู่ที่รายละเอียดที่ยังค้างอยู่ ต้องไปว่ากันให้จบ จริงๆเรื่องนี้ตนได้ชี้แจงมาเยอะแล้ว 

เมื่อถามว่า กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน 1 ฝูงบิน จำนวน 4 เครื่อง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ต้องไปว่ากันตามระเบียบตามกฎหมาย เรื่องนี้ ไม่มี ตนขอไม่คุย  เมื่อถามว่าจะใช้คำว่า ครม.อนุมัติเลยใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่คุยๆ สองเรื่องนี้ไม่คุย 

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ทางกองทัพขอยุทโธปกรณ์เพิ่ม นายภูมิธรรม กล่าวทันทีว่า “เรื่องนี้ไม่คุย กองทัพกำลังรบกันอยู่ เป็นเรื่องความลับทางราชการ ไม่คุยเกี่ยวกับเรื่องเครื่องมือยุทโธปกรณ์ใดๆทั้งนั้น”

เมื่อถามย้ำว่าแต่ก็รับทราบตามแนวทางของกองทัพใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ยกสองมือขึ้นมาโบก พร้อมกล่าวว่า ไม่คุยๆ ถ้าไม่มีเรื่องอื่นจะไปแล้ว 

‘ภูมิธรรม’ตอบแล้ว! ย้ำย้าย’อธิบดี ปภ.-กรมที่ดิน’ ทำตามเงื่อนไขการทำงาน

'ภูมิธรรม'ตอบแล้ว! ย้ำย้าย'อธิบดี ปภ.-กรมที่ดิน' ทำตามเงื่อนไขการทำงาน

‘ภูมิธรรม’ตอบแล้ว! ย้ำย้าย’อธิบดี ปภ.-กรมที่ดิน’ ทำตามเงื่อนไขการทำงาน

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

“ภูมิธรรม” ย้ำ ย้ายอธิบดีปภ.-กรมที่ดิน ทำตามเงื่อนไขการทำงาน ลั่น อย่าคิดทำอะไรต้องไปทำร้ายคน

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 15.50.น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุม ครม. มีมติ โยกย้ายนายภาสกร บุญญลักษณ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ไปนั่ง ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า “ทำไมล่ะ ก็ว่ากันตามระบบระเบียบที่มีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร”

เมื่อถามว่า ไม่ได้เป็นการไปสางข้าราชการ เครือข่ายสีน้ำเงินใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบ ” คุณอย่าคิดว่า ผมทำอะไรต้องไปทำร้ายคนดิ ผมทำตามเงื่อนไขของการทำงาน ” 

ด่ากราดเป็นเหตุ! ร้อง’วุฒิสภา’สอบจริยธรรมร้ายแรง’สว.เศรณี’ปมด่ากราดรปภ.

ด่ากราดเป็นเหตุ! ร้อง'วุฒิสภา'สอบจริยธรรมร้ายแรง'สว.เศรณี'ปมด่ากราดรปภ.

ด่ากราดเป็นเหตุ! ร้อง’วุฒิสภา’สอบจริยธรรมร้ายแรง’สว.เศรณี’ปมด่ากราดรปภ.

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

ด่ากราดเป็นเหตุ! ‘กลุ่มธรรมาภิบาลฯ’ร้อง’วุฒิสภา’สอบจริยธรรมร้ายแรง’สว.เศรณี’ปมด่ากราดรปภ.ไม่เปิดทางให้เข้าสภาฯ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2568  นายสุนทร บุญยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายกลุ่มธรรมาภิบาลเครือข่ายภาคประชาชนด้านทุจริตและคอร์รัปชั่น ทำหนังสือถึง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์และการกระทำของสมาชิกวุฒิสภาว่าเข้าข่ายขัดต่อประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่

โดยนายสุนทร กล่าวว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวที่มีบุคคลผู้มีใบหน้าคล้าย นายเศรณี อนิลบล สว. ได้แสดงพฤติกรรมที่อาจไม่เหมาะสมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านทางเข้าอาคารรัฐสภาฝั่งวุฒิสภาจากกรณีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ยอมเปิดแผงเหล็กกั้นจราจรให้รถยนต์ที่กำลังขับอยู่เข้าไปในอาคารรัฐสภาในทันที โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขอให้จอดรถและขอให้เปิดกระจกรถเพื่อตรวจสอบบุคคลที่กำลังเข้าไปในอาคารรัฐสภาตามระเบียบและมาตรฐานการดูแลและรักษาความปลอดภัยตามหน้าที่ ทำให้ชายคนดังกล่าวไม่พอใจและต่อว่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายและรุนแรงในลักษณะดูหมิ่นซึ่งหน้าพร้อมชี้หน้าข่มขู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนดังกล่าว 

ต่อมานายเศรณีได้ยอมรับต่อสื่อมวลชนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงและยอมรับว่าตนเป็นบุคคลตามตามที่เป็นข่าวและคลิปวีดีโอจริง จากพฤติการณ์และข้อเท็จจริงเบื้องต้น การกระทำของนายเศรณี อาจเข้าข่ายกระทำผิดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ พ.ศ.2563 ส่วนที่ 2 จริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ18 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ดังนั้น กลุ่มธรรมาภิบาลฯจึงขอให้ท่านพิจารณาตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวของนายเศรณี อาจชัดต่อประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่และส่งเรื่องให้คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่โดยเร็วต่อไป