ครม.ไฟเขียวแก้สัญญา‘เรือดำน้ำ’ เปลี่ยนใช้เครื่องยนต์จีน CHD620 แทนเครื่องยนต์เยอรมัน

ครม.ไฟเขียวแก้สัญญา‘เรือดำน้ำ’ เปลี่ยนใช้เครื่องยนต์จีน CHD620 แทนเครื่องยนต์เยอรมัน

ครม.ไฟเขียวแก้สัญญา‘เรือดำน้ำ’ เปลี่ยนใช้เครื่องยนต์จีน CHD620 แทนเครื่องยนต์เยอรมัน

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

ครม.ไฟเขียวแก้สัญญา”เรือดำน้ำ” เปลี่ยนใช้เครื่องยนต์จีน CHD620 แทนเครื่องยนต์เยอรมัน หลังจ่ายแล้ว 10 งวด 7.7 พันล้าน เหลือค้างจ่าย 5.5 พันล้าน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแก้สัญญาโครงการเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ที่ไทยลงนามรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับประเทศจีน เปลี่ยนใช้เครื่องยนต์จีน CHD620 จากเดิมเป็นเครื่องยนต์เยอรมัน MTU396 พร้อมแก้ไขขยายเวลาต่อเรือไปอีก 1,217 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า โครงการซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T ก่อนหน้านี้กองทัพเรือได้ลงนามในสัญญากับบริษัท CSOC สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ต่อเรือดังกล่าวเมื่อปี 2560 แต่ติดปัญหาที่ทางจีนไม่สามารถหาเครื่องยนต์ MTU 396 ของเยอรมนี ตามที่ระบุไว้ตามสัญญามาติดตั้งให้ได้ ทำให้การต่อเรือต้องหยุดชะงักไปในช่วงปี 2564 โดยปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 64% อนุมัติจ่ายเงินไปแล้ว 10 งวด จากทั้งหมด 18 งวด วงเงินรวม 7,700 ล้านบาท และยังคงค้างจ่ายอีก 40% วงเงิน 5,500 ล้านบาท

‘เสธ.เบิร์ด’ชี้คนกัมพูชาเริ่มเห็นความจริง ลั่นวันเกิด’ฮุนเซน’เหมือนจุดจบตระกูลฮุนในเขมร

'เสธ.เบิร์ด'ชี้คนกัมพูชาเริ่มเห็นความจริง ลั่นวันเกิด'ฮุนเซน'เหมือนจุดจบตระกูลฮุนในเขมร

‘เสธ.เบิร์ด’ชี้คนกัมพูชาเริ่มเห็นความจริง ลั่นวันเกิด’ฮุนเซน’เหมือนจุดจบตระกูลฮุนในเขมร

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

‘เสธ.เบิร์ด’ผ่าเล่ห์เขมร เล่นบทเรียกร้องสันติภาพ ผลักไทยเป็นผู้รุกราน ก่อนเคลื่อนกำลังพลถมชายแดน ชี้คนกัมพูชาเริ่มเห็นความจริง ลั่นวันเกิด’ฮุนเซน’เหมือนจุดจบตระกูลฮุนในเขมร ซัดไม่มีใครเชื่อลมปาก’มาลี’แล้ว

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2568 พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ให้เกียรติสัมภาษณ์ในรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ซึ่งดำเนินรายการโดย “บุญระดม จิตรดอน” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงกรณีที่กัมพูชา พยายามสร้างภาพเรียกร้องสันติภาพ ว่า ในการปะทะกันเขมรพยายามจะเล่นบทเรียกร้องสันติภาพ ทั้งการที่ ฮุน มาเนต ออกมาโพสต์อ้างว่ากว่าจะเข้าใจคุณค่าสันติภาพ เมื่อตอนที่สูญเสียไปแล้ว รวมถึงเรื่องม็อบจัดตั้งโดยน้องสาวของฮุน มาเนต ประมาณ 100 คน ในช่วงเวลาสั้น เพื่อเอาภาพการเรียกร้องสันติภาพในกรุงพนมเปญ รวมทั้งเฟกนิวส์ข่าวการลอบสังหารฮุน เซน และฮุน มาเนต เพื่อต้องการสร้างภาพ 1.เขาต้องการสันติภาพ  2.ต้องการให้ไทยดูเป็นคนรุกรานก่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมการเคลื่อนกำลังของเขาเข้าสู่แนวหน้าด้วย ทั้งที่ความจริงเขาทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ทำผิดตั้งแต่สัญญาหยุดยิง มีการเพิ่มกำลังตลอด

เมื่อถามว่า แสดงว่าทางกัมพูชาวางแผนไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า พล.ต.วันชนะ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเป็นแบบนั้น คือวาดภาพทุกอย่างเสร็จแล้ว และมีการยั่วยุตลอด ตนมองว่าเขาคิดแล้วว่า การเจรจาในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แถลงมาแล้วเขาอาจจะไม่ยอมรับก็ได้ เพราะจริงๆ เขาไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย แต่ฝ่ายเราได้เตรียม 7-8 ข้อ ซึ่งเขาอาจจะยอมรับบางข้อหรือไม่รับบางข้อก็ได้

“เขาพยายามแสดงตัวว่าเปิดเผย พอเวลาเราขอย้ายไปประชุมที่มาเลเซีย เขาก็พยายามโชว์เก๋าว่า ขอจีนกับสหรัฐฯ เข้ามาด้วย พยายามสร้างตัวเองว่าเปิดเผย ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดี เพราะถ้าจีน และสหรัฐฯ เข้ามา เขมรไม่สามารถบิดพลิ้วข้อตกลงได้ เพราะก่อนหน้านี้เขมรชอบแถลงเพิ่มเติมตลอด ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของเขาตามที่ผมเข้าใจ คือเขาไม่สนใจสังคมโลกเลย เขาสนใจอย่างเดียวคือคนในเขมรต้องรักเขา เขาก็ปั่นข่าวคนภายในเขมร”

เมื่อถามว่าทำไมเขาเล่นใหญ่ได้ขนาดนี้ พล.ต.วันชนะ กล่าวว่า ตนว่าวันเกิดปีนี้ของฮุน เซน เขาจะจดจำไปตลอดชีวิตว่า พลาดแล้ว ไม่น่าเลย เชื่อว่าเขากำลังคิดอยู่ในใจว่า ทำไมถึงลุกลามได้ขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เขาพยายามเรียกร้องให้สังคมนานาชาติล้อมประเทศไทย แต่ตอนนี้เกมพลิก นานาชาติไม่ได้ล้อมไทย แต่กลายเป็นล้อมเขมร ทั้งการเปิดโปงเรื่องสแกมเมอร์ เป็นดินแดนการหลอกลวงระดับโลก มันเริ่มเปิดแล้วใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนเริ่มเห็นมากขึ้น รวมถึงคนในเขมรเริ่มเห็นธุรกิจครอบครัวที่มันเป็นธุรกิจที่เข้าสู่ครอบครัวตัวเอง โดยที่ประชาชนทุกคนลำบาก เพราะเขาคิดว่าก่อนหน้านี้ปะทะกันนิดหน่อยก็จบแล้ว แต่พอถูกเปิดขึ้นเรื่อยๆ เขาก็หยุดไม่ได้

“ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นวันเกิดที่เขาคิดเลยว่าไม่น่าเลย ต้องจดจำไปตลอดชีวิต คล้ายกับว่าเป็นจุดเริ่มต้นจุดจบของตระกูลฮุนในเขมร หากเรื่องราวเหล่านี้ถูกขยายต่อเรื่อยๆ โดยสิ่งบอกเหตุที่ผมรู้สึกคือแรงงานเขมรที่อยู่ในไทยประมาณ 1 ล้านคน เขาไม่ได้ออกมาก่อม็อบอะไรในประเทศไทยเลย แสดงว่าจริงๆ แล้วเขารู้ว่าฮุน เซนเป็นอย่างไร มีการส่งข่าวของเขากลับไปสู่ครอบครัว วันนี้ผมว่าเริ่มมีมากขึ้น แม้ข่าวทางการเขมรล็อกได้หมด แต่ระหว่างบุคคลเขาล็อกไม่ได้”   

นอกจากนี้ พล.ต.วันชนะ ยังกล่าวถึงข่าวเฟกนิวส์ที่กัมพูชากำลังปั่นว่าไทยจะบุกโจมตีเพื่อให้เกิดสงครามอีกครั้ง หลังเจรจา ว่า เรื่องนี้เป็นข่าวปลอม 100 เปอร์เซ็น สิ่งที่เขมรปั่นออกมานั้น เป็นการสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนย้านกำลัง เป็นการสร้างความชอบธรรมเพื่อผลักภาระผู้รุกรานให้ประเทศไทย หลอมตัวเองใหม่ให้กลายเป็นผู้รักสันติภาพ และต่อไปนี้การพูดต่างๆ ที่ออกมาจาก พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา มองว่าไม่มีใครเชื่อแล้ว ประมาณการได้เลยว่าเป็นข่าวเท็จ

ชมคลิปเต็ม : สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง : พล.ต.วันชนะ สวัสดี 05/08/68

​‘อนุทิน’กระตุกเตือน‘อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่’ ยกอดีตย้อนเกล็ด​‘เซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า’ติดคุกกันมาแล้ว

​‘อนุทิน’กระตุกเตือน‘อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่’ ยกอดีตย้อนเกล็ด​‘เซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า’ติดคุกกันมาแล้ว

​‘อนุทิน’กระตุกเตือน‘อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่’ ยกอดีตย้อนเกล็ด​‘เซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า’ติดคุกกันมาแล้ว

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

“อนุทิน”กระตุกเตือน”อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่” ดูปมที่ดิน”เขากระโดง”ตามกฎหมาย ยกอดีตย้อนเกล็ด!เซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า-เกิดความเสียหาย ติดคุกกันมาแล้ว ชี้คนระดับ”ภูมิธรรม”พูดก็ต้องเชื่อ ใช้มาตรฐานเดียวกับ”คดีอัลไพน์” ปัด”อธิบดี ปภ.”ถูกเด้งไม่เกี่ยว”สายสีน้ำเงิน” ลั่นรู้อยู่เป็นเด็กใคร ไม่ขัดถูกตรวจสอบ”สนามบินขนงพระ”

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่หากอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ เซ็นเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง จะมีผลอย่างไรต่อไป ว่า ต้องดูตามกฎหมาย ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้า เซ็นแล้วผิดกฎหมาย ทำไปด้วยเจตนารมณ์ที่ไม่บริสุทธิ์ จงใจทำให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นการกลั่นแกล้งกัน ก็ให้ดูว่าในสมัยก่อนมีอธิบดีกรมที่ดิน อดีตปลัดกระทรวง ต้องถูกโทษจำคุกเรื่องแบบนี้ เราก็เห็นกันมาหมดแล้ว เที่ยวไปเพิกถอนมติหรืออะไรต่างๆ ก็เห็นตัวอย่างกันมาหมดแล้ว ถ้าใครที่ทำเพื่อที่ต้องการจะมาดำรงตำแหน่งนี้ ก็ไม่มีใครห้าม และไม่มีอะไรมาห้ามให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายไม่ให้เขาดำเนินคดีกลับ

เมื่อถามว่า เรื่องที่ดินเขากระโดง จะอยู่แค่ระดับอธิบดีหรือฝ่ายการเมืองจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ ส่วนนี้ต้องไปถามผู้ที่เสียหาย

เมื่อถามว่า นายภูมิธรรมประกาศใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีที่ดินอัลไพน์ เชื่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าคนระดับท่านพูดก็ต้องเชื่อ แต่ขอให้ท่านทำให้เร็วเหมือนกับเรื่องเขากระโดง

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่มีการเดินหน้าเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ทำให้ 4 อธิบดี ถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง เหมือนเป็นการล้างบาง นายอนุทิน กล่าวว่า อธิบดีกรมที่ดินขอย้ายตัวเอง เพราะปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อสั่งการ

เมื่อถามว่า อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดนโยกย้ายอีกหนึ่งตำแหน่ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้ไม่รู้ว่าโดนเรื่องอะไร เมื่อถามต่อว่า เป็นการตั้งใจล้างบางสายสีน้ำเงินหรือไม่ นายอนุทิน ตอบทันทีว่า อธิบดี ปภ.ไม่ใช่สายสีน้ำเงิน ซึ่งอธิบดี ปภ.อยู่กับ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่เป็นเด็กติดตามกันมา ซึ่งตัวนายเสริมศักดิ์เองก่อนหน้านี้ก็มีมีข่าวว่าจะมานั่งเป็น มท.1 – มท.2 ด้วยซ้ำ อันนี้จึงไม่เกี่ยวกับสายสีน้ำเงินแน่นอน และไม่เกี่ยวกับตนแน่นอน เพราะใครๆ ก็รู้ว่าอธิบดี ปภ.ทำงานมาตั้งแต่เป็นรุ่นเด็กอยู่แล้วว่าอยู่กับใครมา

เมื่อถามว่า สุดท้ายที่ดินเขากระโดงจะต้องรื้อหรือจะยื้อกันไปอีกนาน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าจะใช้คำว่ายื้อถูกหรือไม่ เพราะเรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องของกฎหมาย สมัยตนอยู่กระทรวงมหาดไทยก็ยังเรียกอธิบดีกรมที่ดินมาถาม ว่าถ้าตนไม่ใช่ มท.1 ผลจะเป็นแบบนี้หรือไม่ ท่านก็ยังยืนยัน นอนยัน นั่งยัน ว่าก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็น มท.1 ผลของคณะกรรมการมาตรา 61 ก็เป็นเช่นนี้ ตนยังบอกให้ทุกคนเป็นพยานบันทึกกันไว้ ซึ่งตนก็มีบันทึกไปที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอให้ดำเนินการทุกอย่างในเรื่องนี้ เพราะเป็นที่สนใจของประชาชน และเป็นเรื่องที่มีความกังขาขอให้ทำให้ถูกต้องทุกอย่าง ใครที่คิดว่าทำถูกต้องตามกฎหมายก็ทำไป และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำ ถ้าทำไม่ผิดมันก็ไม่ผิด

เมื่อถามว่า ถ้าประชาชนที่ได้รับโฉนดอย่างถูกต้อง ถูกเพิกถอนสิทธิ์ จะมีคำแนะนำอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ควรต้องหาวิธีแก้ไขกันต่อไป เพราะไม่ใช่แค่ชาวบ้าน แต่เศรษฐกิจก็จะพังไปหมด ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่มีโฉนดหมดแล้ว คงไม่มีใครโง่ที่จะซื้อที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องของที่ดินไม่ใช่การโอนเฉพาะ 2 ฝ่าย เจ้าหน้าที่กรมที่ดินต้องรับรู้ ไม่ใช่ว่าโอนวันนี้อีก 3 ปี 5 ปี จะไปเพิกถอน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครกล้าลงทุน

“หากไม่ลงทุน ทุกอย่างก็กระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เอาชัวร์ๆ ซื้อบนถนนสีลม สุขุมวิท เท่านั้นหรือ อีกหน่อยตำบลปากช่อง เขาค้อ สันกำแพง ก็ไม่มีใครกล้าไปลงทุน ถ้าทำแบบนี้ ทุกอย่างต้องมีความชัดเจน” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญมีการคุ้มครองอยู่แล้ว แต่บางคนก็ตีลูกมึนไปทำความเดือดร้อนให้ประชาชน ขออย่าลืมว่าเขากระโดงมีกว่า 900 ครอบครัว ไม่ใช่จ้องแต่ครอบครัวการเมือง แล้วได้รับผลกระทบไปด้วยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร

เมื่อถามว่า จะให้มีการฟ้องร้องกลับหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่มีที่ดินตรงนั้น คงตอบแทนไม่ได้ แต่เห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการคุ้มครอง ไม่ใช่พอถึงเวลาก็เอาเงินภาษีประชาชนมาเวนคืน

เมื่อถามถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่ตรวจสอบสนามบินขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา อาจรุกล้ำทางสาธารณะ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเด็นนี้ก็ให้หน่วยงานตรวจสอบ และมีเอกสารหลักฐานที่จะต้องไปชี้แจง

เมื่อถามต่อว่า ดีเอสไอควรจะไปตรวจสอบรีสอร์ทบนที่ดินของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ พร้อมย้อนว่า “ชอบถามแบบนี้” ก่อนกล่าวต่อว่า หากจะทำก็ต้องทำให้เท่าเทียมกันทุกคน แต่การเที่ยวไปตรวจที่ตรงนั้นตรงนี้ แล้วอีกหน่อยใครจะกล้าลงทุน เศรษฐกิจก็นิ่งหมด พร้อมย้ำว่า เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะมีการเปลี่ยนมือ การลงทุน การขาย การได้กำไร คนถึงจะไปจับจ่ายใช้สอย ใช้เงิน เศรษฐกิจต้องหมุนด้วยเงิน

“ฉะนั้น หากทำแบบนี้ อีกหน่อยมีคนนำที่ดินต่างจังหวัดมาขายใครจะกล้าซื้อ แล้วโฉนดถูกต้องหรือไม่ใครจะทราบเพราะบางโฉนดออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2480 จะไม่ถูกได้อย่างไรก็ต้องอนุมานว่าถูกไว้ก่อน จึงขออย่าใช้กลไกทางราชการมากลั่นแกล้งทางการเมือง แบบนี้ถือว่าไม่มีประโยชน์ เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้างก็โดนกลับ ประเทศไทยก็ไม่สงบสุข ทีนี้รู้หรือยังทำไมประเทศไทยไม่สงบสุข เพราะคนแบบนี้ไง” นายอนุทิน กล่าว

‘ผบ.ทร.’เตรียมแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำ-อนุมัติโครงการซื้อเรือฟริเกต

'ผบ.ทร.'เตรียมแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำ-อนุมัติโครงการซื้อเรือฟริเกต

‘ผบ.ทร.’เตรียมแจงเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำ-อนุมัติโครงการซื้อเรือฟริเกต

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาในการเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำว่า เท่าที่ทราบทาง ครม.น่าจะอนุมัติแล้ว

ส่วนเรือฟริเกตซึ่งมีการแก้ไขให้อนุมัติหลัก 2 ลำนั้น ก็เป็นสิ่งที่กองทัพเรือเสนอ ต้องรอฟังผลที่ออกมาเป็นอย่างไรโดยจะให้ทางกองประชาสัมพันธ์กองทัพเรือทำรายละเอียดชี้แจงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง 

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล 'สมเด็จพระพันปีหลวง' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล “สมเด็จพระพันปีหลวง” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 

6 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ http://www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2568 

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดถือ อันเป็นทางเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยชอบ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง PLAY STORE และ APP STORE

.012

​ม.นครพนม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ‘ลงแขกดำนา’ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ‘ลงแขกดำนา’ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ‘ลงแขกดำนา’ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาผู้ต้องขัง

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับ เรือนจำกลางนครพนม จัดกิจกรรมสืบสานประเพณี “ลงแขกดำนา” ประจำปีการศึกษา 2568 ณ แปลงนาใหญ่ ภายในเรือนจำกลางนครพนม โดยมี  ผศ.ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี และ นายฉลาด อ่อนหัวโทน ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครพนม ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยบุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่เรือนจำ และนักศึกษาผู้ต้องขังทั้งชายและหญิง เข้าร่วมกิจกรรมรวม 161 คน

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาซึ่งอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง ได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่นา ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมด้านการเกษตรของไทย และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานท้องถิ่น

อาจารย์สรินทรเทพ สายเนตร ภูกฤตธาดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาสหวิทยาการศึกษา คณะเกษตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กิจกรรมลงแขกดำนา ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในรายวิชาภาคปฏิบัติ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยนครพนมกับเรือนจำกลาง ซึ่งจัดการเรียนการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หลักสูตร “เกษตรศาสตร์” โดยมีนักศึกษาในระบบจากเรือนจำ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางนครพนม เรือนจำจังหวัดสกลนคร และเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร รวมประมาณ 350 คน ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

หลักสูตรดังกล่าวเปิดรับผู้เรียนที่มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และมีโทษไม่ต่ำกว่าระยะเวลาการศึกษา (3 ปี) โดยเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ด้านอาหาร สัตวศาสตร์ พืชศาสตร์ ประมง และด้านช่าง ซึ่งผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษาที่สามารถนำไปใช้สมัครงาน หรือแม้กระทั่งสอบเข้ารับราชการได้

สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในระหว่างศึกษา หากมีความประสงค์สามารถโอนย้ายเข้าสู่ระบบการเรียนปกติที่คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ทันที โดยไม่เสียสิทธิ์ทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาในรุ่นแรกของโครงการกำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 ของภาคเรียนที่ 2

กิจกรรม “ลงแขกดำนา” ครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จของการบูรณาการการเรียนรู้ควบคู่กับการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างของการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและคืนคนดีสู่สังคม

ศนอ.โชว์ศักยภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตฯ ผ่านงาน ‘Future Food Future Opportunity’

ศนอ.โชว์ศักยภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตฯ ผ่านงาน 'Future Food  Future Opportunity'

ศนอ.โชว์ศักยภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตฯ ผ่านงาน ‘Future Food Future Opportunity’

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โชว์ศักยภาพ – นางศิรินันท์  ทับทิมเทศ  นักบริหารพิเศษและรักษาการผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) วว. พร้อมคณะนักวิจัย โชว์ศักยภาพของ ศนอ. เนื่องในการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความสำเร็จการดำเนินกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งอาหารอนาคต ประจำปี 2568 ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Future Food  Future Opportunity โอกาสใหม่อาหารไทยด้วยพลังพันธมิตร” เพื่อเสริมแกร่ง SMEs ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ  แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงทพฯ

มทร.กรุงเทพเติมเต็มความรู้วินัยทางการเงินให้นักศึกษา

มทร.กรุงเทพเติมเต็มความรู้วินัยทางการเงินให้นักศึกษา

มทร.กรุงเทพเติมเต็มความรู้วินัยทางการเงินให้นักศึกษา

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ จับมือธนาคาร LH Bank และNIDA จัดโครงการส่งเสริมวินัยทางการเงินส่วนบุคคล เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักศึกษา

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กล่าวว่า ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและระบบการเงินมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น การมีความรู้ทางการเงิน และการมีวินัยทางการเงินถือเป็นทักษะสำคัญที่ประชาชนทุกช่วงวัยควรมี โดยเฉพาะนักศึกษาและเยาวชน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงวัยทำงานจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการรายได้ ค่าใช้จ่าย การออม และการวางแผนการเงินในระยะสั้นและระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินเกินตัวและที่สำคัญเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตให้แก่ตนเองด้วย

ดังนั้นทางสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ จึงได้ร่วมกับ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA จัดโครงการส่งเสริมวินัยทางการเงินส่วนบุคคล สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม Auditorium อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ มทร.กรุงเทพ ซึ่งได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อาจารย์ณัฐพงษ์ อภินันท์กูล  CFP กรรมการและเลขาธิการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน อาจารย์จากสาขาบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ  NIDA และตัวแทนจากธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH Bank) มาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้

“การดำเนินความร่วมมือดังกล่าว เพื่อเป็นการส่งเสริมวินัยทางการเงินส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจและสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง อันจะเป็นรากฐานที่ดีในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันสนับสนุนการพัฒนาสังคมไทยให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับบุคคลและระดับประเทศ รวมทั้งยังเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านการเงินส่วนบุคคลแก่ผู้เข้าร่วมอบรม  พร้อมทั้งส่งเสริมวินัยทางการเงิน และการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน  สร้างความตระหนักเกี่ยวกับการใช้จ่าย การออมเงิน และการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมวินัยทางการเงินที่ดีในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวมด้วย” อธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าวทิ้งท้าย

‘ในหลวง-พระราชินี’ มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ให้กำลังพล-ราษฎรที่บาดเจ็บ ชายแดนไทย – กัมพูชา

'ในหลวง-พระราชินี' มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ให้กำลังพล-ราษฎรที่บาดเจ็บ ชายแดนไทย – กัมพูชา

‘ในหลวง-พระราชินี’ มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ให้กำลังพล-ราษฎรที่บาดเจ็บ ชายแดนไทย – กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

‘ในหลวง-พระราชินี‘ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่บาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย

วันที่ 5 สิงหาคม 2568  เวลา  11.00  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   จ่าสิบโท นฤชา  ศรีเมืองบุญ  และพลทหาร พงษ์เพชร  หมั่นหินราช    กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

‘มหานิยม เวชกามา’ ปลื้ม! หลังครม.ไฟเขียว ‘การพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ’

‘มหานิยม เวชกามา’ ปลื้ม! หลังครม.ไฟเขียว ‘การพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ’

‘มหานิยม เวชกามา’ ปลื้ม! หลังครม.ไฟเขียว ‘การพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

5 สิงหาคม 2568 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) มอบหมายให้ นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รอง ผอ.สคทช. เข้าร่วมชี้แจง “(ร่าง) มาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ” ในการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

นายสุริยนฯ รอง ผอ.สคทช. กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ในฐานะหน่วยงานฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เร่งขับเคลื่อนการดำเนินการในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกัน และการพิสูจน์สิทธิในการครอบครองที่ดินจนเป็นข้อพิพาทระหว่างที่ดินของรัฐกับรัฐ หรือที่ดินของรัฐกับประชาชน สำหรับการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐนั้น สืบเนื่องจาก สคทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับวัดหลายแห่งทั่วประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งต่อมาได้ถูกประกาศให้เป็นเขตที่ดินของรัฐ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าอนุรักษ์ โดยวัดเหล่านี้มักไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน เนื่องจากอยู่ก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐ

วัดส่วนใหญ่จึงไม่สามารถดำเนินการออกเอกสารสิทธิได้ตามขั้นตอนปกติ ทำให้เกิดข้อจำกัดทั้งด้านการใช้ประโยชน์ การพัฒนา การปกป้องสิทธิของวัด และเกิดข้อพิพาทกับหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรักษาพื้นที่  การแก้ไขปัญหาโดยใช้มาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ โดยใช้วิธีการตรวจสอบร่องรอยการทำประโยชน์ในภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี มาตราส่วน 1:4000 ปี พ.ศ.2545 หรือ พ.ศ.2546 หรือพยานหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบ แต่เนื่องจากพระสงฆ์ธรรมยุตินิกายเป็นพระสงฆ์ที่จาริกปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ถ้ำ หรือเพิงหิน จึงไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์หรือสิ่งก่อสร้างในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร  สคทช. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจัดตั้งคณะทำงานศึกษาหลักการ วิธีการและเงื่อนไขการพิสูจน์สิทธิในที่ดินวัด รวมทั้งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหา และจัดทำมาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่ชัดเจน และสามารถนำไปสู่การออกเอกสารประเภทโฉนดที่ดินเพื่อธรณีสงฆ์ได้ซซึ่งเรื่องนี้ เลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนา ได้นำเสนอ  แนวทางแก้ไข ต่อมหาเถรสมาคมและในที่ประชุมรับทราบ ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 5/2567 มติที่ 146/2567 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ณะรัฐมนตรีเห็นชอบ (ร่าง) มาตรการฯ ตามที่ สคทช. เสนอ โดยมอบหมายให้ สคทช. ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำคู่มือสำหรับปฏิบัติงานและแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัด (คพร.จังหวัด) ใช้มาตรการนี้เป็นแนวทางในการพิจารณาพิสูจน์สิทธิให้กับวัดในพื้นที่ทันที..”

นายสุริยน พัชรครุกานนท์  กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า  “ร่างมาตรการดังกล่าวจะช่วยแก้ไขปัญหาวัดที่ครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนการประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นที่ดินของรัฐ ทำให้สามารถพิสูจน์สิทธิได้อย่างเป็นธรรม จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินของวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลดข้อขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พระพุทธศาสนา ไม่เป็นการสร้างภาระเกินสมควรแก่วัด และสามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้โดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคุ้มครองและสนับสนุนบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางศาสนาและจิตใจของประชาชน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีผลทำให้ทุกหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรักษาที่ดินของรัฐ จะต้องอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและรับรองข้อมูลตามอำนาจหน้าที่ เพื่อสนับสนุนการออกเอกสารสิทธิ์ให้วัดที่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรการนี้ต่อไป..”

ขณะที่ ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมผลักดันเรื่องปัญหาที่ดินวัด และที่พักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในเขตที่ดินของรัฐประมาณ 10,000 กว่าแห่งมาตั้งแต่ต้น กล่าวด้วยความดีใจว่า โดยก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้ทำหนังสือเรียนไปยัง “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีใจความว่า สคทช.ได้ดำเนินการศึกษาและจัดทำร่างมาตรการการพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดินของวัดในพื้นที่ของรัฐเพื่อออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับวัด(ที่ดินวัด)ในพระพุทธศาสนา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้วัดที่มีการตั้งอยู่จริง และมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะศาสนกิจมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกรณีที่วัดตั้งอยู่ก่อนที่ที่ดินดังกล่าวจะตกเป็นที่ดินของรัฐ และมีหลักฐานทางราชการหรือหลักฐานอื่นที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ์ได้ เช่น แผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายเก่า เอกสารทางวัด หนังสือราชการของหน่วยงานรัฐ หรือคำรับรองจากประชาชนในท้องถิ่น ได้รับการพิจารณาออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์สิทธิ์เพื่อออกโฉนดที่ดินยังคงอิงกับร่องรอยการใช้ประโยชน์ในลักษณะเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะการใช้ประโยชน์ของวัดที่มักเป็นพื้นที่ลานหิน ต้นไม้ ทางเดิน หรือศาสนสถานถาวร จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเฉพาะในการรับรองสิทธิ์ของวัดในลักษณะดังกล่าว  การดำเนินการมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

1. สำนักงาน ได้จัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำร่างมาตรการดังกล่าวแล้วเสร็จ

2. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างมาตรการ

3. ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

4. เดิมกำหนดเสนอคณะรัฐมนตรีในการประชุมวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ จึงต้องแจ้งเวียนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันความเห็นอีกครั้ง

5. ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมความเห็นยืนยันจากรัฐมนตรีใหม่ หากได้รับครบถ้วนแล้วจะสามารถเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ทันที

เพื่อให้การดำเนินการออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับวัดในพระพุทธศาสนาเป็นไปอย่างถูกต้อง ชอบธรรม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของการใช้พื้นที่ รวมถึงกรณีของวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ที่ได้ยื่นคำร้องพิสูจน์สิทธิ์ไว้แล้ว

ดร.มหานิยม กล่าวต่ออีก ว่า ล่าสุดจากการดำเนินการเร่งรัดโดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล “นางสาวแพทองธาร ชินวัตร” และ “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี ครม.ได้อนุมัติแล้ววันนี้ ตามที่ สคทช.เสนอ โดยเฉพาะ วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ก็ได้รับอนุมัติตามที่ดินที่วัดครอบครองอยู่แล้วด้วย

-(016)