ป้อง‘เขมร’รุกราน! ‘ผบ.ทสส.’หนุน ทบ.สร้างรั้วแข็งแรงบ้านหนองจาน

ป้อง‘เขมร’รุกราน! ‘ผบ.ทสส.’หนุน ทบ.สร้างรั้วแข็งแรงบ้านหนองจาน

ป้อง‘เขมร’รุกราน! ‘ผบ.ทสส.’หนุน ทบ.สร้างรั้วแข็งแรงบ้านหนองจาน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

“พล.อ.ทรงวิทย์”ใช้เวทีประชุม ผบ.ทสส.อินโด-แปซิฟิก แจงยิบชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่นหนุน ทบ.สร้างรั้วแข็งแรงบ้านหนองจาน ป้องกันกัมพูชารุกราน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ให้สัมภาษณ์กล่าวภายหลังร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ประจำปี 2568 ว่า ในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่างๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชา เท่านั้น

โดยหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืนในการเป็นคนกลางขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลายหลายด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ.ทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่า ทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทย รวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถ ภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้

ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ทหาร ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุนระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศ ให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย

พล.อ.ทรงวิทย์ ยังย้ำว่า ไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตย โดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้

ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกรานนั้น พล.อ.ทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ (26 ส.ค.) ได้ให้เสนาธิการ ลงไปในพื้นที่ ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชน และปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

สภาฯขลุกขลัก!ผ่านร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ‘ ฝ่ายค้าน’ชิงดักคอคุยกันให้เคลียร์ก่อน อย่าชิงสั่งปิดประชุม

สภาฯขลุกขลัก!ผ่านร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ‘ ฝ่ายค้าน’ชิงดักคอคุยกันให้เคลียร์ก่อน อย่าชิงสั่งปิดประชุม

สภาฯขลุกขลัก!ผ่านร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ‘ ฝ่ายค้าน’ชิงดักคอคุยกันให้เคลียร์ก่อน อย่าชิงสั่งปิดประชุม

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

สภาฯขลุกขลัก! ผ่านร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ‘ฝ่ายค้าน’ชิงดักคอคุยกันให้เคลียร์ก่อน อย่าสั่งปิดประชุมเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว
 
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 11.00น.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมซึ่งเป็นวารพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในวาระ2-3 ต่อเนื่องจากการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว 

ก่อนเข้าสู่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอให้ประธานให้คำมั่น อย่าสั่งปิดประชุมเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว ถ้าจะปิดประชุมต้องหารือร่วมกันทุกฝ่ายก่อน ขอคำยืนยันจะไม่เกิดเหตุการณ์สั่งปิดประชุมเกิดขึ้นอีก ไม่ใช่เรื่องการประสานงานผิดพลาดแน่ๆ ลูกหาบอย่าโทษฝ่ายค้าน ถ้ามีประเด็นพาดพิงฝ่ายค้าน การประชุมวันนี้ไม่ราบรื่นแน่ 

ขณะที่วันวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงว่า ถ้าองค์ประชุมครบทุกอย่างก็ประสานกันด้วยความเรียบร้อย อยากพิจารณากฎหมายให้ได้มากที่สุด

จากนั้นจึงเข้าสู่การลงมติมาตรา35 ร่างพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ซึ่งเป็นไปอย่างขลุกขลัก เพราะสส.ฝ่ายค้านไม่ร่วมแสดงตนเป็นองค์ประชุมให้ ต้องเสียเวลารอสส.ฝ่ายรัฐบาลมาแสดงตนเป็นองค์ประชุมเกือบ 10นาที จึงมีผู้มาแสดงตน 248คน เกินองค์ประชุม 246คน อย่างฉิวเฉียดเพียง 2เสียงเท่านั้น  

ทั้งนี้ ภายหลังสส.อภิปรายครบถ้วนทั้ง 54 มาตราแล้ว ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบผ่านร่างพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในวาระที่3 ด้วยคะแนนเสียง  382 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 5 – 002

‘กมธ.ทหาร’เกาะติด ปมน้ำมันในกองทัพหาย 2 หน่วย กว่า 2 แสนลิตร

'กมธ.ทหาร'เกาะติด ปมน้ำมันในกองทัพหาย 2 หน่วย กว่า 2 แสนลิตร

‘กมธ.ทหาร’เกาะติด ปมน้ำมันในกองทัพหาย 2 หน่วย กว่า 2 แสนลิตร

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

“กมธ.ทหาร”เกาะติดปมน้ำมันในกองทัพหาย 2 หน่วย กว่า 2 แสนลิตร จ่อใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ ตัวแทน มทบ.18 – กรมพลาธิการ ทบ.แจง

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.ฯ และนายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ ร่วมแถลงกรณีปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงของหน่วยทหารในพื้นที่ จ.สระบุรี และ จ.นนทบุรี สูญหายนานหลายปียังไร้ความคืบหน้า

โดย นายเชตวัน กล่าวว่า สืบเนื่องจากช่วงปลายปี 66 ผอ.กองเชื้อเพลิงคนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง พบว่าน้ำมันจากกรมพลาธิการทหารบก จ.นนทบุรี หายไปจากคลังจัดเก็บจำนวน 1 หมื่นลิตร จึงไม่กล้าเซ็นรับ และไม่มีรายงานการสอบสวน มีการยื้อออกไปจนมีการสั่งซื้อน้ำมันจากเอกชนรายใหญ่ ลงวันที่ 9 พ.ย.66 จำนวน 9,000 ลิตร นำส่งคืนคลังในวันที่ 10 พ.ย.66 อ้างเหตุผลว่าจะมีการจัดประชุมสัมมนา ประเด็นสำคัญคือ คนสั่งซื้อไม่ได้มีตำแหน่งที่มีอำนาจสั่งซื้อน้ำมัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการสั่งซื้อเพื่อชดใช้น้ำมันส่วนที่หายไป หรือไม่ ซ้ำยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนถือว่าซื้อคืนแล้วจบง่ายๆ แบบนี้หรือ กระทั่งเวลาผ่านไปเป็นปี กำลังพลที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม จึงร้องเรียนต่อกองทัพบก เมื่อต้นเดือน ก.ค.68 ต่อมาวันที่ 28 ก.ค.68 ทางกองทัพจึงสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ โดยก่อนหน้านี้ไม่ตั้งกรรมการสอบ แถมไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ทั้งที่หลายคนคงตั้งคำถามต่อผลสอบดังกล่าว ว่าน้ำมันที่หายไปไม่รู้ว่าหายไปเมื่อไหร่ และหายไปอยู่ไหน แต่เมื่อมีคนซื้อมาคืนแบบนี้ถือว่าไม่ทุจริตใช่หรือไม่ หรือจะใช้มาตรฐานเดียวกับนาฬิกายืมเพื่อน คืนเสร็จแล้วไม่มีความผิดหรือไม่

“ส่วนกรณีน้ำมันดีเซลที่หายไปจาก มทบ.ที่ 18 จ.สระบุรี จำนวนกว่า 215,000 กว่าลิตร ในปี 2565 กมธ.ทหาร สภาฯ เคยทำหนังสือทวงถามถึงรัฐมนตรีกลาโหม คือ นายสุทิน คลังแสง ในขณะนั้น และผู้บัญชาการทหารบกถึง 3 ครั้ง แต่ได้รับการตอบกลับมาว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมา 3 ปี ยังไม่ได้รับหนังสือชี้แจงแต่อย่างใด กมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากกองทัพ และ รมว.กลาโหม จึงขอใช้อำนาจของ กมธ.ทำหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ 2 หน่วยงานช่วยแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป” นายเชตวัน กล่าว

ขณะที่ นายเอกราช กล่าวว่า วันที่ 28 ส.ค.นี้ กมธ.ทหาร สภาฯ จะเชิญตัวแทน มทบ.18 และกรมพลาธิการทหารบก เข้าชี้แจงเรื่องนี้ หวังว่าทั้งสองหน่วยงานจะให้ความร่วมมือ และหากไม่มาชี้แจง กมธ.ทหารฯ คงต้องใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ ให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวต่อไป

‘มทภ.2’แถลง 11 ข้อผลถก RBC ตามคาด‘กัมพูชา’โยน GBC เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์

‘มทภ.2’แถลง 11 ข้อผลถก RBC ตามคาด‘กัมพูชา’โยน GBC เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์

‘มทภ.2’แถลง 11 ข้อผลถก RBC ตามคาด‘กัมพูชา’โยน GBC เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘แม่ทัพภาคที่ 2’แถลง RBC ไทย-กัมพูชา 11 ข้อ ‘ห้ามโจมตีที่ตั้งทหาร-ยั่วยุ-อย่าปั่นเฟกนิวส์-เร่งตอบสนองการประท้วง’ ตามคาด‘กัมพูชา’โยน GBC เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์

27 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ที่ทำการด่านศุลกากรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีษะเกษ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ร่วมกับ พลโท โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วม

พลโทบุญสิน กล่าวว่า ที่ประชุมได้ลงนามข้อตกลงร่วมกัน11ข้อ คือ

1. ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย -กัมพูชา (GBC)ในห้วงที่ผ่านมา มีผลบังคับใช้ และทั้งสองฝ่ายยอมรับทุกข้อ

2. ขอให้ทั้งสองฝ่ายได้ตกลง เรื่องการสื่อสารตามปกติ หมายถึง การติดต่อสื่อสารระหว่าง กำลังทหารในพื้นที่ให้มีมากขึ้น

3. ขอให้ทั้งสองฝ่าย เข้มงวด การออกข้อความที่เป็นเท็จในสังคม การสื่อสารทางออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ขอความร่วมมือโดยให้ ทั้งสองฝ่ายดูข้อเท็จจริง ดูมวลชนฝ่ายตัวเอง โดยฝ่ายไทยได้ขอให้ทำฝ่ายกัมพูชาไปกำกับดูแลในส่วนนี้ เพื่อระมัดระวังในการออกข้อมูลที่เป็นเท็จซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่เรียบร้อยในประเทศ

4. ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ขยายความขัดแย้ง โดยการกระทำใดๆ ไม่มีการยั่วยุทางด้านการทหาร รวมถึงการใช้พลเรือน ยั่วยุ เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

5 การดำเนินการใดๆ ต่อที่ตั้งทางทหารของแต่ละฝ่าย ต้องได้รับความคุ้มครอง ให้มีความปลอดภัย โดยไม่กระทำต่อที่ตั้งของแต่ละฝ่าย  โดยใดๆก็ตาม หมายถึง การปรับปรุงฐานที่มั่น ต้องได้รับความคุ้มครอง เช่น การทำบังเกอร์ ห้ามมีการยั่วยุและทำร้ายซึ่งกันและกันในที่ตั้ง พร้อมขอให้ทั้งสองฝ่ายมีการลาดตระเวนเช่นเดิม ส่วนพื้นที่ในที่ตั้งหน่วยทหารต่างฝ่ายให้มีการปรับปรุงตามสมควร ไม่ให้มีการใช้อาวุธต่อที่ตั้งทหารซึ่งกันและกัน

6. ให้ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงการพัฒนาเชิงบวก ปฏิสัมพันธ์ในแง่ที่ดี หมายความว่า พบปะกัน พัฒนาความสัมพันธ์ไปในทิศทางที่ดี โดยขอความร่วมมือทหารระดับล่าง จนถึงระดับสูง ขอให้เพิ่ม การพบปะพัฒนาสัมพันธ์ ให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน

7. ให้ทั้งสองฝ่าย ร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามมนุษยธรรมซึ่งทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา จึงขอความร่วมมือไม่ให้ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

โดยทางฝ่ายกัมพูชา ได้เสนอว่า ในประเด็นนี้ ขอนำไปสู่การประชุมGBCครั้งหน้า เนื่องจากเป็นระดับนโยบาย

แต่ในส่วนฝ่ายไทยยืนยันการประชุมในครั้งนี้ว่า ให้งดการใช้ทุ่นระเบิด ตามหลักอนุสัญญาออตตาวา

8. ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบจัดตั้งชุดประสานงานซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว แต่จะเพิ่มขึ้นไปอีก แต่จะไปตกลงกันในเรื่องรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้น จะจัดให้ฝ่ายละ 4 นาย ซึ่งปกติก็ประสานงานกันอยู่แล้วในระดับผู้การกรม ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีอะไรเสียหาย

9. ทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันที่จะให้ความร่วมมือในการปราบปราม ป้องกัน อาชญากรรม ข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ สแกมเมอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบ ค้าอาวุธ รวมถึงกิจกรรมที่ผิดกฎหมายข้ามแดนทั้งหมด

โดยฝ่ายไทยยืนยันที่จะดำเนินการเรื่องนี้ทันที แต่ฝ่ายกัมพูชาขอให้นำประเด็นนี้เข้าสู่ในการประชุมGBC

10. ทั้งสองฝ่ายยืนยันความสำคัญ ตอบสนองต่อการประท้วง เกี่ยวกับข้อพิพาทต่างๆ ขอให้รีบดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งต่อเรื่องนี้ ฝ่ายไทยขอกำหนดเวลาในห้วงแรก แต่ฝ่ายกัมพูชา เสนอว่า การกำหนดห้วงเวลาให้ไปหารือในการประชุมGBC หมายความคือ หากมีการกระทำผิดเอ็มโอยู หรือข้อตกลงต่างๆ มีการรุกล้ำอธิปไตย เมื่อมีการประท้วงทางเอกสารแล้ว ให้อีกฝ่ายได้ตอบสนอง ต่อปัญหานั้นให้รวดเร็ว โดยขอให้กำหนดเป็นห้วงเวลา ตอบรับการแก้ปัญหาที่มีความขัดแย้งกัน เช่น การทำผิดเอ็มโอยู43 มีการก่อสร้าง ในพื้นที่ ฝ่ายไทยได้ทำหนังสือประท้วงไป ฝ่ายกัมพูชาก็ขอให้ไปหารือในการประชุมGBC

11. ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบให้มีการจัดประชุมRBCขึ้น ตามห้วงเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 

พลโทบุญสิน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ฝ่ายไทยได้เสนอว่า การจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์(IOT)ชุดปัจจุบันสามารถทำงานได้ดี เช่น ผู้ช่วยทูตทหาร จึงเห็นชอบว่าให้คงคณะIOT ชุดนี้ต่อไป เพียงแต่ข้อนี้ ไม่ได้อยู่ใน บันทึกการประชุม มีเพียง 11 ข้อ ที่อยู่ในบันทึก การประชุม เพื่อเจตนาที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

‘ธนกร’หนุน’สุริยะ’ เร่งดัน กม.รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านสภาฯ ทันใช้ 15 พ.ย.นี้

'ธนกร'หนุน'สุริยะ' เร่งดัน กม.รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านสภาฯ ทันใช้ 15 พ.ย.นี้

‘ธนกร’หนุน’สุริยะ’ เร่งดัน กม.รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านสภาฯ ทันใช้ 15 พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

“ธนกร”หนุน”สุริยะ” เร่งดัน กม.รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านสภาฯ ทันใช้ 15 พ.ย.นี้ ยันรัฐบาลไม่เอื้อกลุ่มทุน ชี้ประโยชน์ ปชช.โดยตรง โต้ฝ่ายค้านอย่าตีกินการเมือง เชื่อ สส.-สว.ไม่ขวาง ร่วมโหวตผ่านฉลุยไม่สะดุด

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ว่า หลังจากที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมายอมรับและขอโทษประชาชนที่กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับออกไม่ทัน จึงทำให้เกิดความล่าช้า ต้องเลื่อนการใช้สิทธิ์จากวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ไปเป็น 15 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งตนเห็นถึงความตั้งใจของนายสุริยะ และกระทรวงคมนาคม ที่ได้เร่งผลักดันนโยบายดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากต้องการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้ถูกลง ที่ตอนนี้ประชาชนต้องจ่ายสูงสุดถึง 192 บาท ถือเป็นภาระที่หนักพอสมควร โดยโครงการนี้เชื่อว่าจะช่วยลดภาระค่าเดินทางได้มาก และกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ด้วย

โดยตนขอสนับสนุนให้กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.) ออกมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งทั้ง 2 ฉบับ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรกและชั้นกรรมาธิการแล้ว รอการพิจารณาในสภาวาระ 2 – 3 และในชั้นวุฒิสภาเท่านั้น

ทั้งนี้ นายธนกร ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่การเอื้อกลุ่มทุนอย่างที่ฝ่ายค้านกล่าวหา ซึ่งการจะดำเนินนโยบายนั้นต้องมีความรอบคอบอยู่บนหลักการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการใช้งบประมาณที่โปร่งใส เพื่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว เมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านสภาแล้ว คาดว่าประชาชนจะสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ได้ทันตามกำหนดใหม่คือ 15 พฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 10 สาย ได้ทันที

“เรื่องนี้เป็นประโยชน์ของประชาชนโดยตรง วาระแรกร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม พรรคประชาชน (ปชน.) เองก็โหวตเห็นชอบด้วย มาถึงวันนี้กฎหมายมีความล่าช้า เพราะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเรื่องการใช้งบประมาณ พรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายก็ไม่ควรออกมาโจมตีรัฐบาล เพียงเพราะหวังคะแนนนิยมหรือฉวยโอกาสตีกินทางการเมืองแบบนี้ โดยเชื่อว่า สส.และ สว.จะเห็นตรงกัน พร้อมขอทุกฝ่ายร่วมโหวตให้ผ่านร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ 2 วาระในคราวเดียว ไม่มีฝ่ายใดขัดขวางหรือทำให้สะดุด เพราะโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจริงๆ” นายธนกร กล่าว

29 ส.ค.‘อิ๊งค์’พร้อมรมต.เพื่อไทย เข้าทำเนียบฯ แถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัยคดีคลิปเสียง

29 ส.ค.‘อิ๊งค์’พร้อมรมต.เพื่อไทย เข้าทำเนียบฯ แถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัยคดีคลิปเสียง

29 ส.ค.‘อิ๊งค์’พร้อมรมต.เพื่อไทย เข้าทำเนียบฯ แถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัยคดีคลิปเสียง

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

ศุกร์แห่งชาติ! 29 ส.ค.‘อิ๊งค์’พร้อมรมต.เพื่อไทย เข้าทำเนียบฯเตรียมแถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัยคดีคลิปเสียง

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 27 ส.ค.68 ที่กระทรวงวัฒนธรรม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 เพื่อประกาศผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2567

น.ส.แพทองธารมีท่าทีผ่อนคลาย สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวสวัสดีคณะกรรมการและทักทายสื่อมวลชนก่อนเปิดประชุมว่า เราไม่ได้เจอกันมาพักหนึ่ง วันนี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมในฐานะประธานคณะกรรมการติดภารกิจมอบหมายให้ตนมาปฏิบัติหน้าที่ประธาน โดยวาระการประชุมมีทั้งเรื่องพิจารณาขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมประจำปี 2569 รวมถึงวาระลับ และวาระปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร วันที่ 29 ส.ค. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปสนทนาของน.ส.แพทองธาร กับ ฮุน เซน เวลา 14.30 น. น.ส.แพทองธาร จะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00น. โดยมี รมต.พรรคเพื่อไทย เข้าไปร่วมรับฟังคำวินิจฉัยด้วย เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว น.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

‘สภาฯ’หวิดล่ม! ‘ฝ่ายค้าน’เดินเกมไม่ลงชื่อร่วมเป็นองค์ประชุม

‘สภาฯ’หวิดล่ม! ‘ฝ่ายค้าน’เดินเกมไม่ลงชื่อร่วมเป็นองค์ประชุม

‘สภาฯ’หวิดล่ม! ‘ฝ่ายค้าน’เดินเกมไม่ลงชื่อร่วมเป็นองค์ประชุม

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

“สภาฯ”หวิดล่ม! “ฝ่ายค้าน”เดินเกมไม่ลงชื่อร่วมเป็นองค์ประชุม “วิโรจน์”ยกคำ”วิสุทธิ์”ย้อนเกล็ด ขี้เกียจสันหลังยาว ทำ”พท.-รทสช.”ประท้วงวุ่น

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 10.45 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในช่วงที่ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย (พท.) หารือเป็นคนสุดท้าย เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนชาวสุรินทร์ ที่ยังกังวลและหวาดผวากับการสู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา แต่ถูก นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นประท้วง การทำหน้าที่ของประธานไม่เป็นกลาง ว่าเวลา สส.คนอื่นหารือก็ใช้เวลา 2 นาที แต่นายครูมานิตย์ ใช้เวลาหารือประมาณ 5 นาที และพูดวนเวียนซ้ำซากไปเรื่อยๆ ถ้าพูดกันตรงๆ ตอนนี้ถ้าดูจากหน้าจอ มีผู้มาประชุมจำนวน 240 คน ซึ่งยังไม่ครบองค์ประชุมที่ต้องใช้ 246

“ไม่ต้องถาม เพราะเห็น สส.หลายคนไปโพสต์ว่า พรรคฝ่ายค้านไม่มาลงชื่อ ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ขอบอกแบบไม่มีเม้ม ว่าผมมาแล้ว แต่ไม่ลงชื่อ เพราะถ้าลงชื่อจะไม่มีทางรู้เลยว่า สส.ฝ่ายรัฐบาล รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีพฤติกรรมที่ขอใช้คำพูดของ ท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานวิปรัฐบาล ว่าขี้เกียจสันหลังยาวหรือป่าว ขอให้รีบโทรกันมา ตอนนี้อยู่สายเอเซีย สายใต้ ให้รีบมา” นายวิโรจน์ กล่าว

ทำให้ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประท้วงว่า สิ่งที่นายวิโรจน์พูดว่า สส.ฝั่งรัฐบาลสันหลังยาว ท่านต้องเข้าใจว่าตอนนี้หน้าฝน มีปัญหาเรื่องการเดินทาง พื้นที่ท่านฝนอาจจะไม่ตก แต่ฝั่งธนฯ ฝนตกเยอะ รถติดเยอะมาก เพราะฉะนั้นท่านอย่าเอาสิ่งนี้มาเป็นเรื่องการเมืองให้มากเกินไป ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเรารอ และขอให้ประธานวินิจฉัยให้ชัด ไม่เช่นนั้นพวกเราเสียชื่อหมด เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น ประชาชนดูอยู่ เขารู้ว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร ตอนนี้ประชาชนเริ่มเบื่อพวกเรา สส.ทั้งสภา เพราะฉะนั้นอย่าทำอย่างนี้

ขณะที่ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่างก็กินเงินเดือนภาษีของประชาชน ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ ตัดบทไม่ให้พูด โดยบอกว่าประเด็นนี้น่าจะจบได้แล้ว เพระาหมดการหารือแล้ว

ทั้งนี้ นายครูมานิตย์ ชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะดึงเวลา และอภิปรายซ้ำซาก เพราะเป็นเรื่องของชีวิตคนคนตาย คนหวาดผวา คิดว่า สส.น่าจะเข้าใจปัญหาเรื่องเหล่านี้ ตนจึงจำเป็นต้องขอเป็นคนสุดท้ายในการหารือ ถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก

ส่วน นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ชี้แจงเรื่ององค์ประชุมว่า ขอขอบคุณฝ่ายค้านที่ร่วมเป็นองค์ประชุมในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผ่านกฎหมายสำคัญได้ และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากฝ่ายค้าน และกฎหมายการขนส่งทางราง ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ประชาชนรออยู่ ซึ่งโครงการที่รัฐบาลตั้งใจทำ และถ้ามาดูในรายละเอียด กรุงเทพฯ มี สส.พรรคเพื่อไทย แค่คนเดียว ที่เหลือมาจากพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด ดังนั้น หาก สส.จากพรรคฝ่ายค้าน ไม่เป็นองค์ประชุม ก็คงต้องตอบคำถามสังคมกันเอง

นายวันมูหะมัดนอร์ พยายามควบคุมการประชุมให้เกิดความเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ของประชาชน และแจงว่า ขณะนี้มีผู้เข้าประชุมคบองค์ประชุม ขอเปิดประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป แต่ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน ลุกขึ้นแย้งว่า คิดว่าการประชุมวันนี้ไม่ราบรื่นแน่นอน ที่มีวาระที่เกี่ยวข้องถ้าเกิดมีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นนโยบายเรือธงของท่านจริง คิดว่าถ้าท่านมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ถ้ามากันการพิจารณาก็ไปไกลแล้วไม่ต้องมาขอโทษกัน

ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ขอให้ยุติการอภิปราย เพราะมองว่าครบประเด็นแล้ว แต่ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.พรรคประชาชน ลุกประท้วงประธานสภาฯ ข้อหาไม่เป็นกลางและพยายามพูดแข่ง จนนายวันมูหะมัดนนอร์ พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “จะต่อว่า หรือให้ว่าไปตามระเบียบ หากต่อว่าฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้ว่าผิดระเบียบข้อบังคับ ว่ากันได้ ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือทุกมาตรา หากองค์ประชุมไม่ครบเดินต่อไปไม่ได้ ไม่ว่าครบหรือไม่ครบด้วยเหตุใด หากครบเดินต่อไป ไม่ได้รอให้ครบ หากไม่ครบต้องเตรียมไม่เปิดประชุม เมื่อครบต้องเปิดประชุมตามข้อบังคับ

ทำให้นายเอกราช ยืนยันการประท้วง และขอให้นายวัชระพล ถอนคำพูดที่กล่าวหา สส.กทม.พรรคประชาชน ไม่เป็นองค์ประชุม ซึ่งนายวัชระพลพยายามแก้เกี้ยวก่อนจะถอนคำพูด จากนั้นที่ประชุมได้ดำเนินการต่อซึ่งเป็นวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. ต่อเนื่องในมาตรา 35 ซึ่งเป็นการลงมติ ทั้งนี้ พบว่ามีการใช้เวลารอองค์ประชุมเกือบ 10 นาที โดยผลมีผู้แสดงตน 248 คน ซึ่งเกินองค์ประชุมที่ต้องใช้ 246 คน มาเพียง 2 เสียงเท่านั้น

‘อิ๊งค์’ส่งตัวแทนไปศาลรธน. เข้าทำเนียบฯลุ้นคำวินิจฉัย ‘พท.’พร้อมโหวต‘ชัยเกษม’หากผลเป็นลบ

‘อิ๊งค์’ส่งตัวแทนไปศาลรธน. เข้าทำเนียบฯลุ้นคำวินิจฉัย ‘พท.’พร้อมโหวต‘ชัยเกษม’หากผลเป็นลบ

‘อิ๊งค์’ส่งตัวแทนไปศาลรธน. เข้าทำเนียบฯลุ้นคำวินิจฉัย ‘พท.’พร้อมโหวต‘ชัยเกษม’หากผลเป็นลบ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

‘สมคิด’เผย‘แพทองธาร’เข้าทำเนียบฯ ลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญศุกร์นี้ ‘รมต.-สส.’เพื่อไทย เตรียมแห่เข้ามาให้กำลังใจ โต้ข่าวทุ่ม 2 พันล้านพลิกขั้ว ยันพรรคร่วมแน่นปึ้ก พร้อมโหวต‘ชัยเกษม’หากผลเป็นลบ เย้ย‘ภูมิใจไทย’ชิงเก้าอี้นายกฯยาก เสียงไม่พอ 

27 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม จะเดินทางมายังทำเนียบฯ ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. เพื่อมาฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะมีรัฐมนตรีมารอและร่วมนั่งฟังด้วย จากนั้นในช่วงเวลา 15.00 – 16.00 น.  สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) จะแวะมาให้กำลังใจ ซึ่งไม่ว่าผลออกมาบวกหรือลบ ไม่ใช่ปัญหา เพราะจะมาให้กำลังใจอยู่ดี ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญ น.ส.แพทองธารคงจะส่งตัวแทนไปฟังคำวินิจฉัย

นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าหาก น.ส.แพทองธารไปต่อไม่ได้จะมีการทุ่มเงินเพื่อซื้อ สส.มาโหวตให้กับฝั่งตัวเองนั้น เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวเชิงแหล่งข่าว แต่เรื่องจริงไม่น่าเป็นเช่นนั้น เพราะคะแนนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังเป็นตัวเลขเดิม หากผลออกมาเป็นลบกับ น.ส.แพทองธาร ก็โหวตนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯอีกคนของพรรค พท. แต่ถ้าเป็นบวกก็ทำงานต่อ ยืนยันรัฐบาลไม่ได้วิตกอะไร ดังนั้น ที่มีคนไปปั่นกระแสว่ามีจำนวนเงิน 2 พันล้านบาท ก็เป็นการสร้างกระแสธรรมดา ยืนยันพรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่น ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ตนได้คุยกับวิปรัฐบาลแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่วนคนที่คาดหวังว่าจะซื้อนู่นซื้อนี่มาเพื่อเป็นนายกฯ ก็หวังกันไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาใช่หรือไม่หากเปลี่ยนมาเป็นนายชัยเกษม นายสมคิด กล่าวว่า เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่เป็นปัญหา ทุกอย่างทำงานเหมือนเดิม แต่หาก น.ส.แพทองธารไมได้ไปต่อ ก็อาจเสียเวลาสัก 2-3 สัปดาห์ เพื่อเลือกนายกฯโดยเร็ว เมื่อถามว่า จะมีการจัดดินเนอร์พรรคร่วมเพื่อย้ำความสัมพันธ์หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย แต่หัวหน้าวิปของแต่ละพรรคได้คุยกันแล้ว รวมถึงเรื่องการผ่านกฎหมายต่างๆ แม้เสียงจะไม่เยอะมาก แต่เราสามารถเลือกนายกฯได้เหมือนเดิม ส่วนเรื่องซื้อเสียงนั้น คิดได้แต่ทำไม่ได้

เมื่อถามย้ำว่า ไม่กังวลว่าจะมีการพลิกขั้วใช่หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ไม่มี จะไปพลิกทำไม อย่างไรตัวเลขก็ค้ำกันอยู่ สมมุติพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เสนอชื่อ ถ้าพรรค พท.ไม่ยกมือให้แล้วจะไปอย่างไร คิดว่าพรรคประชาชน (ปชน.) จะเลือกหรือ ถ้าเลือกแล้วจะพอหรือไม่ อัตราเสี่ยงสูงมากกว่า ก็เดินไปแบบนี้แหละ ส่วนรัฐบาลจะครบเทอมหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง จะอยู่นานหรือไม่ ก็อยู่ที่ผลงาน ไม่ได้อยู่ที่ใครมาต่อว่า ไปตัดสินกันที่สนามเลือกตั้งดีกว่า ขอให้ฝ่ายค้านอดทนอีกนิด เชื่อว่าไม่เกินเดือน พ.ค.70 ได้เลือกตั้งแน่นอน อย่าไปรีบร้อน อยากฝากไปถึงคนที่ปั่นข่าวเรื่อง 2 พันล้านบาทว่าเก็บเงินไว้ให้ลูกกินขนมดีกว่า

เมื่อถามว่า หากคำตัดสินออกมาเป็นบวก คิดว่ารัฐบาลจะเดินหน้าต่อได้อีกนานหรือไม่ เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าผลงานไม่ออก นายสมคิด กล่าวว่า ผลงานต้องทยอยออกอยู่แล้ว เช่น เรื่องยาเสพติด ส่วนเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเดี๋ยวก็ออก ช้าแค่ตรงกฎหมาย แต่ถ้าไม่ออกเลยก็เป็นไปตามธรรมชาติของรัฐบาล

‘สมคิด’ฮึ่ม!ไม่ถอนแจ้งความเอาผิด’ฮุน เซน’ปมแพร่คลิปเสียง คาดขั้นตอนจากนี้ออกหมายจับ

'สมคิด'ฮึ่ม!ไม่ถอนแจ้งความเอาผิด'ฮุน เซน'ปมแพร่คลิปเสียง คาดขั้นตอนจากนี้ออกหมายจับ

‘สมคิด’ฮึ่ม!ไม่ถอนแจ้งความเอาผิด’ฮุน เซน’ปมแพร่คลิปเสียง คาดขั้นตอนจากนี้ออกหมายจับ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

‘สมคิด’ฮึ่ม!ไม่ถอนแจ้งความเอาผิด’ฮุน เซน’ปมแพร่คลิปเสียง คาดขั้นตอนจากนี้ออกหมายจับ หลังเข้าให้ปากคำอัยการสูงสุดแล้ววันนี้

 เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ ตนได้เดินทางไปให้ปากคำต่อสำนักงานอัยการสูงสุดฝ่ายคดีพิเศษ จากกรณีที่ตนได้เข้าแจ้งความกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินคดีกับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา กรณีเผยแพร่คลิปเสียงสนทนากับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 68 ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ได้มีการสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลและคิดว่าครบถ้วนแล้ว จึงให้ตนไปให้ปากคำเพิ่มเติม 

 นายสมคิด กล่าวว่า ทั้งนี้ โดยหลักที่ตนไปแจ้งความสมเด็จ ฮุน เซน นั้น ในแง่ของการทำลายความมั่นคงของประเทศโดยใช้กฎหมายไทย ส่วนความผิดทางคอมพิวเตอร์นั้นถือว่าไม่ใหญ่มาก แต่ว่าอื่น ๆ จะตามมาอย่างเช่น ความผิดด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นความผิดที่ถอนแจ้งความไม่ได้ วันนี้ตนจึงไปยืนยันในเอกสารว่า อย่างไรตนก็จะไม่ถอนแจ้งความ ให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป

 นายสมคิด กล่าวว่า ทั้งนี้ คาดว่าขั้นตอนของเอกสารจะจบภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งก็คงจะมีการแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาคือสมเด็จ ฮุน เซน ที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนของอัยการที่จะดูแลเรื่องนี้ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เงียบไป เพราะตั้งแต่ไปแจ้งความก็ได้มีการประสานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเอกสารไปให้ตำรวจไซเบอร์ ขั้นตอนต่อไปก็คงจะเป็นการออกหมายจับ สมเด็จ ฮุน เซน ซึ่งแน่นอนว่าไม่เข้ามาในประเทศไทยอยู่แล้ว ส่วนที่กัมพูชาไปร้องตนที่กระทรวงการต่างประเทศว่า ตนผิดขั้นตอนทางการทูตนั้นความจริงไม่มีอะไร ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศก็ชี้แจงไปแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ก็รอเดินต่อไปของอัยการสูงสุด 

‘อดีตแกนนำพิราบขาว’ให้กำลังใจ’ศาล รธน.’ ซัด’อิ๊งค์’ไร้ประสบการณ์ ทำ ปชช.สิ้นหวัง

'อดีตแกนนำพิราบขาว'ให้กำลังใจ'ศาล รธน.' ซัด'อิ๊งค์'ไร้ประสบการณ์ ทำ ปชช.สิ้นหวัง

‘อดีตแกนนำพิราบขาว’ให้กำลังใจ’ศาล รธน.’ ซัด’อิ๊งค์’ไร้ประสบการณ์ ทำ ปชช.สิ้นหวัง

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.17 น.

“อดีตแกนนำพิราบขาว”ยื่นหนังสือหนุนให้กำลังใจ”ศาล รธน.”เพื่อดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ซัด”แพทองธาร”ไร้ประสบการณ์บริหาร ทำประชาชนสิ้นหวัง ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาการเมือง-เศรษฐกิจ-ชายแดน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำพิราบขาว 2006 ยื่นหนังสือเพื่อให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่เพื่อดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ และรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ ความถูกต้อง ภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้นักการเมืองและคณะผู้บริหารบ้านเมืองต้องมีคุณธรรม มีมาตรฐานทางจริยธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

โดย นายนพรุจ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ของประเทศที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตหลายๆด้าน ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง อีกทั้งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี จนเกือบเข้าสู่สภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และความเชื่อมั่นความศรัทธาต่อนักการเมือง โดยมีผลจากวิกฤตความสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนซึ่งเกี่ยวกับเรื่องเอกราชอธิปไตยของชาติ ทั้งนี้ ตนในฐานะตัวแทนภาคประชาชนนอกสภาขอมอบกำลังใจให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่เสียสละเพื่อแผ่นดินไทย

นายนพรุจ ยังกล่าวอีกว่า ที่มีนักวิพากษ์วิจารณ์ออกมาวิเคราะห์ตามสื่อเกี่ยวกับนายกฯซึ่งมีทั้งบอกว่ารอดและไม่รอด ทั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายใด ตนขอไม่ก้าวล่วง แต่ส่วนตัวจากที่ได้สัมผัสกับประชาชน ตนไม่ได้มองนายกฯเรื่องคดีความ แต่มองเป็นเรื่องความไร้เดียงสา อ่อนหัด พูดง่ายๆว่าถ้าเป็นบริษัท นายกฯก็อยู่ในฐานะพนักงานฝึกหัด ดังนั้น ประเทศไทยในขณะนี้เข้าสู่วิกฤตด้านต่างๆ และพฤติกรรมต่างๆของนายกฯแสดงถึงความอ่อนด้อยในการบริหาร นอกจากนี้ ยังเห็นว่าไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ก็อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสินเหมือนตน ที่ต่อสู้คดีจนไปถึงศาลฎีกา เมื่อผลออกมาก็น้อมรับและเข้าไปในเรือนจำ ส่วนเรื่องต่างๆที่ผ่านมาก็ถือว่าเราแพ้คดีความ การยอมรับก็เพื่อให้กลไกของกฎหมาย การดำเนินคดีต่างๆได้ดำเนินต่อไป ฉะนั้นเราจะต้องไม่เป็นอุปสรรค

“วันนี้ในความรู้สึกของประชาชนผลการตัดสินจะรอดหรือไม่รอด จะเกิดคำถามกับประชาชน ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีเลยว่า ถ้ายังมีนายกฯ ที่ชื่อ “แพทองธาร” และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะยิ่งบั่นทอน ความศรัทธาต่อความเป็นนักการเมืองทั้งสภา และรัฐสภามากกว่า” นายนพรุจ กล่าว

– 006