‘อิ๊งค์’ยิ้มแย้ม! นั่งหัวโต๊ะถก คกก.วัฒนธรรมแห่งชาติ

'อิ๊งค์'ยิ้มแย้ม! นั่งหัวโต๊ะถก คกก.วัฒนธรรมแห่งชาติ

‘อิ๊งค์’ยิ้มแย้ม! นั่งหัวโต๊ะถก คกก.วัฒนธรรมแห่งชาติ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงวัฒนธรรม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 เพื่อประกาศผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2567 โดย น.ส.แพทองธาร มีท่าทีผ่อนคลาย สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวสวัสดีคณะกรรมการและทักทายสื่อมวลชน ก่อนเปิดประชุมว่า เราไม่ได้เจอกันมาพักหนึ่ง วันนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการติดภารกิจ มอบหมายให้ตนมาปฎิบัติหน้าที่ประธาน โดยวาระการประชุมมีทั้งเรื่องพิจารณาขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมประจำปี 2569 รวมถึงวาระลับ และวาระปกติ

‘สว.’เตือน‘SMEsไทย’ใกล้ม้วย-ถูกต่างชาติถล่มทุกทาง ชง ‘พิมพ์เขียว’ หาทางกู้วิกฤต

‘สว.’เตือน‘SMEsไทย’ใกล้ม้วย-ถูกต่างชาติถล่มทุกทาง ชง ‘พิมพ์เขียว’ หาทางกู้วิกฤต

‘สว.’เตือน‘SMEsไทย’ใกล้ม้วย-ถูกต่างชาติถล่มทุกทาง ชง ‘พิมพ์เขียว’ หาทางกู้วิกฤต

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

‘สว.’เตือน‘SMEsไทย’ใกล้ม้วย-ถูกต่างชาติถล่มทุกทาง ชง ‘พิมพ์เขียว’ หาทางกู้วิกฤต

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม2568 ที่รัฐสภา นายโสภณ มะโนมะยา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ วุฒิสภา แถลงผลการศึกษาของกมธ.ฯว่า ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ติดตามผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และพบว่าผู้ประกอบการ SMEs ของไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างหนัก เพราะต้องแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลของตนเอง และใช้ช่องว่างทางกฎหมายของไทยเข้ามาแย่งชิงตลาด ทำให้ความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของผู้ประกอบการไทยลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง

ด้านนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. ในฐานะรองเลขานุการกมธ.ฯ เปิดเผยว่า ผลการศึกษาได้ถูกจัดทำเป็นพิมพ์เขียวเพื่อพลิกสถานการณ์ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies), การควบคุมการนำเข้าสินค้าออนไลน์ราคาถูกและไร้มาตรฐาน, การป้องกันธุรกิจนอมินี และการจัดระเบียบตลาด E-commerce เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ขณะที่นายนิรัตน์ อยู่ภักดี สว. ในฐานะประธานกมธ.ฯ วุฒิสภา กล่าวเสริมว่า ผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้มาจากการจัดสัมมนาในหัวข้อ “ปลดล็อกศักยภาพ SMEs ไทยสู่เวทีการค้าที่เป็นธรรม” ที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ โดยคณะอนุกรรมาธิการติดตามความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงานของไทย ซึ่งมีนายโสภณ เป็นประธานคณะอนุฯ ได้จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน 

“ข้อมูลที่ได้จะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการของไทย” นายนิรัตน์กล่าว

นายนิรัตน์ กล่าวด้วยว่า SMEs เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ คิดเป็นกว่า 99% ของวิสาหกิจทั้งหมด และสร้าง GDP ประมาณหนึ่งในสามของประเทศ ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวผ่านภาวะวิกฤตนี้ไปได้ 

พักหนี้-เว้นค่าเช่า! การเคหะฯช่วยเหลือ ปชช. 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

พักหนี้-เว้นค่าเช่า! การเคหะฯช่วยเหลือ ปชช. 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

พักหนี้-เว้นค่าเช่า! การเคหะฯช่วยเหลือ ปชช. 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.00 น.

การเคหะฯ เปิดมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา พักหนี้-เว้นค่าเช่า บรรเทาภาระช่วงวิกฤต

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย- กัมพูชา อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและรักษาคุณภาพชีวิตให้มั่นคง

รัฐบาล โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนใน 7 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ตราด จันทบุรี และสระแก้ว ครอบคลุม 3 ด้านหลัก คือ

1.ยกเว้นค่าเช่า สำหรับลูกค้าเช่ารายย่อยและเช่าจัดประโยชน์ ฟรี 3 เดือน (ย้อนหลัง 1 ส.ค. – 31 ต.ค.2568) พร้อมยกเว้นค่าปรับกรณีชำระหนี้ค้างในช่วงดังกล่าว

2.พักชำระหนี้เช่าซื้อ สำหรับลูกค้าเช่าซื้ออาคารในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้สิทธิพักชำระ 3 เดือน (ย้อนหลัง 1 ส.ค. – 31 ต.ค.2568) และยกเว้นค่าปรับ 100%

3.สนับสนุนการยังชีพ โดยจัดถุงยังชีพช่วยเหลือ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ลูกค้า กคช.ที่พักอาศัยในพื้นที่ชายแดน (2) กลุ่มเปราะบางในโครงการ กคช.และ (3) ผู้ที่อพยพเข้ามาอาศัยกับญาติในโครงการ กคช.เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ

“รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

โอกาสใหม่’ลูกหนี้-เจ้าหนี้’ รัฐบาลเปิดเวทีไกล่เกลี่ยใหญ่ 29-30 ส.ค.นี้

โอกาสใหม่'ลูกหนี้-เจ้าหนี้' รัฐบาลเปิดเวทีไกล่เกลี่ยใหญ่ 29-30 ส.ค.นี้

โอกาสใหม่’ลูกหนี้-เจ้าหนี้’ รัฐบาลเปิดเวทีไกล่เกลี่ยใหญ่ 29-30 ส.ค.นี้

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัด มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครั้งใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แก้ไขปัญหาหนี้อย่างเป็นธรรม ลดภาระและคืนความมั่นคงในชีวิต โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมทั้งหนี้ กยศ. บัตรเครดิต เช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้ภาคเกษตรกรรม

ทั้งนี้ จากสถิติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ปีงบประมาณ 2568 (ต.ค.2567 – ก.ค.2568) มีการไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้วกว่า 29,260 เรื่อง รวมมูลหนี้กว่า 1,590,527,409.82 บาท สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการนี้ช่วยเหลือประชาชนได้จริงและเป็นทางออกที่เป็นรูปธรรม

“การแก้ไขปัญหาหนี้ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ เป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อดึงเข้าสู่ระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรม ช่วยทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ พร้อมขยายความช่วยเหลือครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงทางออนไลน์” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

สำหรับ มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สิน จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ โดยมีสถาบันการเงินและธนาคารเข้าร่วม ให้คำปรึกษาและปรับโครงสร้างหนี้แก่ผู้ที่สนใจ เข้าร่วมฟรี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมบังคับคดี โทร. 1111 กด 79

“ทุกคนที่มีปัญหาหนี้ยังมีทางออก ขอให้มั่นใจในความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเปิดโอกาสใหม่ให้ประชาชนได้เริ่มต้นชีวิตทางการเงินอย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

‘คณะรวมพลังฯ’พร้อมแล้ว 29 ส.ค.หลังรู้ผลคำพิพากษาคดี‘คลิปเสียง’ แถลงท่าทีประชาชน

‘คณะรวมพลังฯ’พร้อมแล้ว 29 ส.ค.หลังรู้ผลคำพิพากษาคดี‘คลิปเสียง’ แถลงท่าทีประชาชน

‘คณะรวมพลังฯ’พร้อมแล้ว 29 ส.ค.หลังรู้ผลคำพิพากษาคดี‘คลิปเสียง’ แถลงท่าทีประชาชน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.40 น.

‘จตุพร’ลั่นพร้อมแล้ว 29 ส.ค. หลังรู้ผลคำพิพากษา ‘คณะรวมพลังฯ’นัดแถลงท่าทีประชาชน ระบุกำหนดแนวทางรองรับไว้หมด ลั่น‘นายกฯอิ๊งค์’อย่าลาออก ขออยู่ฟังคำตัดสินพร้อมกัน ฟาด รมต. 20 บาททุกสายเหลว แถ-ขอโทษ เลื่อนอีก อ้างกฎหมายไม่พร้อม ซัดบอกลงทะเบียนให้วุ่นกันทำไม

27 สิงหาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อวันที่ 26 ส.ค.68 โดยระบุว่า ขณะนี้คณะรวมพลังแผ่นดินฯ และฝ่ายประชาชน เตรียมตัวพร้อมรอศาล รธน.นิจฉัยนายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร วันที่ 29 ส.ค.นี้ ในคดีถอดถอนข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมการเมืองและไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่

“ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ต้องรอดูอารมณ์ของพี่น้อง ประชาชน เพราะเราจะไม่ก้าวไปไกลกว่าสถานการณ์และเกินกว่าความรู้สึกเนื้อแท้ของประชาชน สิ่งสำคัญถ้าแต่ละองค์กรไม่ทำหน้าที่แล้ว ท่ามกลางกระแสรักชาติขึ้นสูงสุด สถานการณ์จะไปไกลมาก”

นายจตุพร ย้ำถึงความพร้อมของประชาชนว่า ถ้าผลพิพากษาออกมา นายกฯ อุ๊งอิ๊ง รอดคดีคลิปเสียงที่สนทนากับอังเคิลสมเด็จฮุนเซน ส่วนประชาชนต้องตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ของประเทศที่ล้มเหลว แต่หากไม่รอด คนจะเป็นนายกฯ ใหม่มาจากพรรคเดียวกัน คงไม่หลุดพ้นสถานการณ์อันเลวร้ายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแล้ว ประชาชนจะคิดอ่านและตัดสินใจอนาคตกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวลือผสมความเชื่อส่วนตัวแล้ว กระแสสังคมมีทั้งคาดกันว่า นายกฯ อุ๊งอิ๊ง รอดและไม่รอดคดี ส่วนคณะรวมพลังแผ่นดินขอร้องนายกฯ อย่าลาออกก่อน 29 ส.ค. เพราะต้องการฟังคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการและวินิจฉัยกลางของศาล รธน. เพื่อเป็นบรรทัดฐานของบ้านเมืองในอนาคต อีกอย่างถ้าลาออกก่อนศาลมีคำตัดสินแล้ว สิ่งที่พูดกับอังเคิลฮุนเซน ศาล รธน.จะวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสิ้นเชิง

นายจตุพร เชื่อว่า คนไทยไม่ได้ด้านชา แต่เฝ้ารอคิดอ่านให้ถึงวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. เพื่อคิดอ่านกันว่า ถ้านายกฯ รอดจะทำอย่างไร หรือไม่รอดแล้วให้นายชัยเกษม นิติศิริ แคนดิเดตนายกฯ คนที่สามของพรรคเพื่อไทยมาจะทำหน้าที่นายกฯ รวมทั้งการรักษาดินแดนที่ถูกกัมพูชารุกเข้าครอบครอง โดยใช้ MOU 43-44 เป็นเครื่องมือ ส่วนไทยกลับนิ่งเฉยมาเนินนาน จนทำให้ชายแดนเข้าสู่สงครามแย่งดินแดนของสองประเทศ

“ส่วนสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นใด ต้องรอให้บ้านเมืองได้เห็นถึงความล้มเหลวถึงขีดสุดจะได้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร แบบไหน อย่างไร เพื่อให้คนรับผิดแก้ปัญหาในเวลาต่อมาได้คิดอ่านกันไป ว่าประเทศควรอยู่กันด้วยสถานการณ์แบบนี้หรือไม่”

นายจตุพร กล่าวถึงความตึงเครียดตามชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เรื่องดินแดนและอาณาเขตไม่ใช่ต้อมาเกรงใจกัน เมื่อรุกมาตารางนิ้วเดียวก็ยอมไม่ได้ สิ่งสำคัญการปล่อยปละละเลยจนมาถึงขณะนี้ แต่กลับพยามกอดความเสียหาย และไม่ยอมปรับหลักการการเจรจา MOU 43-44 ทั้งที่เสียเปรียบ ถูกละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า

ส่วนกรณีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าอ้างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับยังไม่แล้วเสร็จ แล้วให้ประชาชนไปลงทะเบียนใช้รถไฟฟ้า 20 บาททำไม และรู้ได้อย่างไรว่ากฎหมายจะผ่าน ทำเป็นวุ่นวายกัน เหมือนให้ลงทะเบียนรับแจกเงินหมื่นแล้วไม่ได้ใช้

“เมื่อกฎหมายไม่ผ่าน ทำไมไม่พูดก่อนว่ารอกฎหมายก่อน แต่มาพูดให้ลงทะเบียนเพื่อต้องการแถ เอาเรื่องนี้มากลบเรื่องนี้ แล้วเหลวอีก ถ้าสำเร็จคนจับอะไรก็ต้องสำเร็จ บอกวันไหนก็ต้องเป็นวันนั้น แต่วันนี้เราอยู่ในสภาพสิ้นหวังกับรัฐบาลพันธุ์แบบนี้” นายจตุพร กล่าว

ได้ไม่คุ้มเสีย! รบ.เตือน ปชช.’สแกนม่านตาแลกรับเงิน’อันตราย

ได้ไม่คุ้มเสีย! รบ.เตือน ปชช.'สแกนม่านตาแลกรับเงิน'อันตราย

ได้ไม่คุ้มเสีย! รบ.เตือน ปชช.’สแกนม่านตาแลกรับเงิน’อันตราย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.39 น.

“รัฐบาล”เตือนประชาชน สแกนม่านตาแลกรับเงิน อันตราย-ได้ไม่คุ้มเสีย เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล ส่งผลกระทบระยะยาวในอนาคต

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมถือเป็นกำลังที่มีความสำคัญ และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของทั้งภาคธุรกิจและชีวิตประจำวัน อาทิ การดำเนินธุรกิจ การสื่อสาร การศึกษา การทำงาน และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่หลากหลายจนมีความครอบคลุมไปจนถึงด้านความปลอดภัย อย่างการเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากของระบบ “การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ (Biometrics)” ผ่านรูปยืนยันตัวตนด้วยการสแกนลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้า หรือไปจนถึงเทคโนโลยีล่าสุดอย่างการสแกนม่านตา แต่ในขณะเดียวกันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ได้สร้างความท้าทายใหม่ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยล่าสุดจากข้อมูลของ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) มีการรายงานว่า พบการชักชวนให้ประชาชนสแกนม่านตาแลกรับเงิน 500 – 1,000 บาท ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย โดยอ้างถึงว่าจะไปแลกเหรียญคริปโต ซึ่งผู้ที่สแกนม่านตาจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินรายละ 1,000 บาท ภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ผู้แนะนำสมาชิกจะได้รับเงิน 500 บาทต่อราย สูงสุดไม่เกิน 10 ราย

นายอนุกูล กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลถือเป็นสิ่งที่มีมูลค่าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพ อย่างเช่น ลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า การจดจำเสียง และส่วนสำคัญที่สุดอย่าง “ม่านตา” ที่ถือว่าเป็นข้อมูลทรัพย์สินดิจิทัลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูงสุด เนื่องจากยากต่อการเปลี่ยนแปลง มีความเฉพาะตัวเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถนำไประบุและยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นๆ ได้อย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้เท่าทันต่อความสำคัญของความปลอดภัยที่เหมาะสม รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพ ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลขั้นสูงสุด การยินยอมให้เก็บ หรือสแกนจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเสี่ยง ดังนี้ 1.การรั่วไหลของข้อมูล หากข้อมูลรหัส Iris Code ที่ถูกสร้างขึ้นเกิดการรั่วไหล แฮกเกอร์หรือผู้ไม่หวังดีอาจนำข้อมูลนี้ไปใช้ในทางที่ผิดได้ในอนาคต 2.การถูกสวมรอย ข้อมูลม่านตาเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ หากถูกขโมยไป อาจนำไปสู่การสวมรอยทำธุรกรรมทางการเงินหรือเข้าถึงบริการต่างๆ ที่ใช้ และ 3.การสร้าง Deepfake ข้อมูลชีวภาพสามารถนำไปใช้ในการสร้าง Deepfake เพื่อก่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่ซับซ้อนและจับตัวได้ยาก

“ข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งการเก็บรวบรวม การใช้ หรือการเปิดเผยจะต้องมีความเข้มงวด ซึ่งในหลายๆ ประเทศ เช่น สเปน บราซิล อินเดีย และเยอรมนี ยังไม่อนุญาตให้มีการสแกนม่านตาเพื่อเก็บข้อมูลบุคคลในลักษณะนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลในระดับสากลและจากรณีดังกล่าวที่ได้เกิดขึ้น รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักว่าข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพที่ได้ทำการแลกเปลี่ยนกับเพียงผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย อาจได้ไม่คุ้มเสีย หากเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต อาจเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้และไม่อาจจะสามารถแก้ไขได้อีกเลย” นายอนุกูล กล่าว

ลุยสู้ยกเลิก’MOU43-44′ พปชร.ไม่ทนกับคำพูด’ตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง’

ลุยสู้ยกเลิก'MOU43-44' พปชร.ไม่ทนกับคำพูด'ตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง'

ลุยสู้ยกเลิก’MOU43-44′ พปชร.ไม่ทนกับคำพูด’ตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

พปชร.ไม่ทนกับคำพูด “ตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง” ลุยสู้ยกเลิก MOU 43-44 เท่านั้น เหตุทำไทยเสียเปรียบทั้งทางกฎหมาย เขตแดน และทรัพยากรธรรมชาติ ย้ำทุกฝ่ายเร่งเปิดเจรจาจัดทำ MOU ใหม่ เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไทย – กัมพูชา ปี 2543 และ 2544 ปัญหาที่สำคัญคือเรื่องเอกสารและแผนที่ที่ใช้กำหนดเขตแดน โดยเฉพาะการนำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำฝ่ายเดียวมาใช้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเส้นสันปันน้ำตามสนธิสัญญา 1904 และ 1907 และไทยไม่มีโอกาสตรวจสอบก่อน ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา ขณะที่แผนที่ 1:50,000 ของไทยซึ่งถูกต้องกว่า กลับไม่ได้บรรจุใน MOU ส่งผลให้กัมพูชาสามารถอ้างสิทธิ์พื้นที่ได้โดยง่าย

ดร.มล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า MOU 2544 ยังสร้างความเสียหายรุนแรงกว่า MOU 2543 เพราะกัมพูชาขีดเส้นเขตทางทะเลเอง ข้ามพื้นที่เกาะกูดเข้าสู่น่านน้ำไทย ซึ่งผิดกฎหมายสากล ไม่มีประเทศใดยอมรับ การขีดเส้นเช่นนี้ยังขัดกับพระบรมราชโองการในรัชกาลที่ 9 แล้ว ที่อดีตนายกฯ มาบอกว่า คุยไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง อย่างนี้ประชาชนไม่สบายใจแน่นอน เพราะโอกาสเราเสี่ยงสูญเสียมันเยอะ ยืนยันแหลักการแบ่งเขตทางทะเลตามแผนที่สยาม – ฝรั่งเศสปี 1927 ที่ผลไปค้นพบแต่กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้อ้างอิง ทำให้ไทยเสี่ยงเสียสิทธิ์ในพื้นที่เศรษฐกิจจำเพาะและทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทย มูลค่ากว่า 20 ล้านล้านบาท

รองเลขาธิการฯ ย้ำว่า MOU ทั้งสองฉบับไม่เคยผ่านการให้สัตยาบันจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2540 , 2550 และ 2560 จึงเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น การดำเนินการโดยไม่มีความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้ไทยเสียเปรียบและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะกัมพูชาถือสิทธิ์ตาม MOU เดิมไม่ยอมเจรจาใหม่

“ทางออกที่ถูกต้องคือไทยต้องยกเลิก MOU 43–44 อย่างเป็นทางการ และแจ้งให้กัมพูชาทราบว่าจำเป็นต้องร่าง MOU ฉบับใหม่ ภายใต้กระบวนการรัฐสภาและหลักกฎหมายสากล เพื่อให้การแบ่งเขตแดนและการใช้ทรัพยากรเป็นธรรม โปร่งใส และคุ้มครองผลประโยชน์สูงสุดของชาติ” ดร.มล.กรกสิวัฒน์ กล่าว

UNHCR ชื่นชมไทย ต้นแบบดูแลมนุษยธรรม หลังปลดล็อคผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้

UNHCR ชื่นชมไทย ต้นแบบดูแลมนุษยธรรม หลังปลดล็อคผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้

UNHCR ชื่นชมไทย ต้นแบบดูแลมนุษยธรรม หลังปลดล็อคผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

รัฐบาลเปิดโอกาสให้สิทธิผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้ ขณะที่ UNHCR ชื่นชมประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบในการดูแลมนุษยธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แถลงชื่นชมรัฐบาลไทย ให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่พำนักระยะยาวในไทย โดยวานนี้ (26 ส.ค.68) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงานในประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย และมีส่วนช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

“UNHCR ระบุว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่ยึดมั่นในหลักการด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตของไทยอีกด้วย ผู้ลี้ภัยนอกจากจะสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการบริโภค และส่งเสริมการสร้างงาน ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของ GDP และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศ”

นโยบายใหม่นี้ ถือเป็นการต่อยอดความเป็นผู้นำและบทบาทสำคัญในการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยของไทยที่มีมานานกว่า 50 ปี ซึ่งจะถือเป็นมาตรฐานใหม่ในภูมิภาคสำหรับการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยั่งยืน โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน และอาจเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ที่เผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย

“รัฐบาลให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมแก่คนต่างด้าวกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบัน องค์กรระหว่างประเทศและองค์การนอกภาครัฐต่างๆ ปรับลดงบประมาณส่งผลรัฐบาลไทย ต้องรับภาระในการดูแลคนต่างด้าวเพิ่มขึ้น ดังนั้น ครม.จึงเล็งเห็นว่าเพื่อบรรเทาภาระของรัฐและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จึงผ่อนผันให้กลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำงานเพื่อให้สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

อนึ่ง ปัจจุบันพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา มีจำนวนทั้งสิ้น 9 แห่ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี และมีจำนวนผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 77,718 คน โดยเป็นวัยทำงานจำนวน 42,601 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2568)

เลคเชอร์ 4 ข้อ ครม.ตัดชื่อ‘ธนพร’เรียน วปอ. เกมการเมือง เอาคืน

เลคเชอร์ 4 ข้อ ครม.ตัดชื่อ‘ธนพร’เรียน วปอ. เกมการเมือง เอาคืน

เลคเชอร์ 4 ข้อ ครม.ตัดชื่อ‘ธนพร’เรียน วปอ. เกมการเมือง เอาคืน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

‘นักวิชาการ’เลคเชอร์ 4 ข้อ ครม.ตัดชื่อ‘ธนพร’เรียน วปอ. เกมการเมือง เอาคืน

27 สิงหาคม 2568 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wanwichit Boonprong ระบุว่า…

มีเพื่อนๆ หลายคนมาสอบถามผม ว่าคิดเห็นอย่างไร เรื่อง ครม.ตัดชื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล “พี่จ้ะ” ออกจากรายชื่อผู้มีสิทธิ์นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ประจำปี 2568-69 ผมมองว่า เป็นเรื่องที่ “ผิดปกติ” ไม่ควรจะถูกแทรกแซงหรือเกิดเรื่องแบบนี้ได้เลย

ผมในฐานะผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยแห่งนี้ ควรจะออกมาเขียน หรือสะท้อนอะไรบ้าง การคัดเลือกของผู้ที่จะมาเรียน นั้นเข้มข้นมาก โดยเฉพาะคนนอกสายนักวิชาการ หรือพลเรือนทั่วไป ผมจะแจงเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. เงื่อนไขในใบสมัคร ที่แตกต่างจากหลักสูตรอบรมอื่นๆ มีความยาก และกำหนดคุณสมบัติ “เฉพาะ” ที่ต้องมี ตัวอย่างเช่น

1.1 มีชื่อหัวข้องานวิจัย ที่จะศึกษา , กรอบแนวคิดการวิจัย 8-10 หน้าด้านยุทธศาสตร์, ด้านความมั่นคงในมิติต่างๆ  ที่ผู้สมัครทุกคนต้องยื่นประกอบ ถ้าไม่มีจะถูกคัดออกเลย อย่างผมเป็นนักวิชาการอยู่แล้ว เลยมั่นใจว่าจะต้องผ่านการคัดเลือกค่อนข้างสูง

1.2 การแสดงให้เห็นว่ามีกิจกรรม ที่เป็นไปในลักษณะการพิทักษ์รักษา เชิดชู สถาบันหลักของชาติ ต้องมีเอกสาร หลักฐานว่าเคยดำเนินการมา ข้อนี้ผู้สมัครหลายคนอาจไม่มี จึงไม่ได้รับการพิจารณา ในส่วนของผม เคยได้รับเชิญเป็น วิทยากรบรรยายให้แก่หน่วยงานความมั่นคงของชาติแห่งหนึ่ง  ในหัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทย”  ถือว่าผมโชคดีที่ผมมีและตรงคุณสมบัติข้อนี้พอดี

2. คณะกรรมการ ที่เป็นคณาจารย์ของ วปอ.จะคัดกรองตรวจสอบหลักฐานผู้สมัครทุกคน ก่อนจะสรุปคัดรายชื่อผู้มีคุณสมบัติให้ คณะกรรมการสภา วปอ. ในขั้นตอนสุดท้าย

3. ขั้นตอนต่อมา จะพิจารณาโดยคณะกรรมการสภา วปอ.จะมีทั้งหมด 18 ท่าน

รมว.กลาโหมเป็นประธาน และกรรมการท่านอื่นๆ อาทิเช่น  ผบ.สูงสุด, เสนาธิการทหาร, ผบ.สปท., เลขาฯ สมช. เป็นต้น โดยจะดูพิจารณาทีละรายชื่อ และอาจมีการทักท้วง หรือเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นรายบุคคล ดังนั้นขั้นตอนนี้ค่อนข้างเข้มข้น เมื่อได้รายชื่อผู้เหมาะสมแล้ว จะรับรองรายชื่อและเป็นมติของที่ประชุมโดยแต่ละรุ่น จะอยู่ในราวๆ 290-300 คน

4. ขั้นตอนสุดท้ายจะต้องผ่านความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรี เสียก่อน โดยมารยาท จะรับรองรายชื่อทั้งหมด แทบไม่เคยมี หรือดึงรายชื่อออกเลย ยกเว้นบุคคลท่านนั้นบังเอิญต้องไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการองค์กรอิสระ ในรัฐธรรมนูญ จะขัดกับคุณสมบัติ หลักการ และไม่สามารถเข้าเรียนเต็มเวลาได้ หรือ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับโปรดเกล้าฯ ไปปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูตในต่างประเทศ ต้องพ้น หรือลาออกไป ซึ่งเคยมีเกิดขึ้นหลังจากได้เข้าศึกษามาสักระยะนึง จึงจะมีเคสแบบนี้บ้างแต่ไม่เยอะ

ที่ผมบอกว่าเป็น การเมืองค่อนข้างแน่ เพราะ นายกรัฐมนตรีในอดีตทุกคนจะให้เกียรติ รัฐมนตรีฯ กลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาก จะไม่ล้วงรายชื่อ จะยัดชื่อใครเข้า-ออก เขาไม่ทำกัน

อย่างกรณีของผม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คุณเศรษฐา ทวีสิน ก็ไม่ตั้งข้อสังเกต หรือมีอคติ ทั้งๆที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ท่าน และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ถือว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติคณะกรรมการสภา วปอ.มาก  การคัดชื่อ “พี่จ้ะ” ออก เพราะมีสมาคมประมงฯ ร้องเรียนมันจึงดูแปลกๆ และพิลึกมาก เอ่อ ถ้าแกมีรายชื่อแคนดิเดทจะเป็น รมช.เกษตร ก็ว่าไปอย่าง แต่ตัดโอกาสคนที่เข้าเรียนนี่สิ

ทั้งๆ ที่ ชื่ออาจารย์ธนพร ผ่านความเห็นชอบจาก มติ สภา วปอ. ไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีในพรรคเพื่อไทยหลายคนเคยร่วมงานกับพี่จ้ะ น่าจะการันตีคุณสมบัติของพี่จ้ะได้ดี ครม.ควรจะแสดงความใจกว้าง ต้องคิดว่าถ้าพี่จ้ะ แกมาเรียน วปอ. 68 จะมีพื้นที่สื่อน้อยลง หรือเข้าใจการทำงานของภาครัฐ และฝ่ายการเมืองมากขึ้นก็ได้

ผมมองเป็นอื่นไม่ได้เลยว่า นี่คือการ “เอาคืน”  และเป็นการไม่ไว้หน้า สภาฯ วปอ. ด้วย

ผมกับพี่จ้ะในเรื่องการเมืองเราอาจเห็นตรงกัน หรือไม่ตรงกันบ้าง แต่เรื่องสถาบัน-กองทัพ ผมไม่สงสัยในคุณสมบัติของแกในด้านนี้

ป.ล. ทีเจ้าของบ่อน, มาเฟีย ผู้กว้างขวาง ยังมีวาสนามาเป็น รัฐมนตรีได้เลย สังคมก็เตือนแล้วนะ ทำไมยังกล้าแต่งตั้งกันได้ (ไม่รู้ยุคไหนนะครับ)

ทุบเปรี้ยง!‘นักประวัติศาสตร์’อธิบาย‘สนธิสัญญา’ ลั่นไทยบอกเลิก MOU43 ได้โดยฝ่ายเดียว

ทุบเปรี้ยง!‘นักประวัติศาสตร์’อธิบาย‘สนธิสัญญา’ ลั่นไทยบอกเลิก MOU43 ได้โดยฝ่ายเดียว

ทุบเปรี้ยง!‘นักประวัติศาสตร์’อธิบาย‘สนธิสัญญา’ ลั่นไทยบอกเลิก MOU43 ได้โดยฝ่ายเดียว

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.31 น.

ทุบเปรี้ยง!‘นักประวัติศาสตร์’อธิบาย‘สนธิสัญญา’ ลั่นไทยบอกเลิก MOU43 ได้โดยฝ่ายเดียว

27 สิงหาคม 2568 นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thepmontri Limpaphayorm ระบุว่า…

สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ MOU43

อนุสัญญา,สนธิสัญญาคือหลักฐานชั้นต้น

รายงานการประชุมจากกรรมการปักปัน คือหลักฐานชั้นรอง

บันทึกวาจา แผนที่กำกับหลักเขตและแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 คือ หลักฐานชั้นสาม

เรียนประวัติศาสตร์มาต้องจัดชั้นหลักฐานให้เป็นจึงจะเข้าใจนะครับว่า จะใช้อ้างอิงได้อย่างไร

ดังนั้นข้อบทในอนุสัญญาและสนธิสัญญาจึงสำคัญกว่ารายงานการประชุมของกรรมการปักปัน บันทึกวาจาแผนที่กำกับหลักเขต และแผนที่มาตราส่วน 1:200,000

ในแต่ละชั้นของหลักฐานต้องถูกตรวจสอบตามวิธีทางประวัติศาสตร์ สังเคราะห์ วิเคราะห์ เข้าใจ เวลา สถานที่บริบทสังคม วัฒนธรรม ศาสนาและการเมือง รวมถึงกฎหมายที่ใช้เป็นพื้นฐาน

อนึ่ง อนุสัญญา,สนธิสัญญาใดๆแม้เป็นหลักฐานชั้นต้นก็มีอายุเวลาคือการก่อกำเนิด การนำไปใช้เป็นผลและการสิ้นสุดลงตามยุคสมัย

ถ้าเข้าใจเรื่องนี้การเรียนประวัติศาสตร์มาก็สัมฤทธิพลใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยและสามารถโต้แย้งได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล

ดังนั้นการยกเลิก MOU43 ก็ทำได้และบอกเลิกได้โดยฝ่ายเดียวตามสนธิสัญญาเวียนนา พ.ศ.2512 ที่ว่ารัฐภาคีคู่สัญญาละเมิดข้อตกลงตามข้อบทที่ห้าของ MOU43 กว่า 600 ครั้งจนก่อให้เกิดความขัดแย้งกลายเป็นชนวนเหตุแห่งสงคราม 5 วัน