‘ใบตองแห้ง’วิเคราะห์ 4 ข้อ เรื่อง‘อิ๊งค์’มองให้กว้างกว่ารอด-ไม่รอด

‘ใบตองแห้ง’วิเคราะห์ 4 ข้อ เรื่อง‘อิ๊งค์’มองให้กว้างกว่ารอด-ไม่รอด

‘ใบตองแห้ง’วิเคราะห์ 4 ข้อ เรื่อง‘อิ๊งค์’มองให้กว้างกว่ารอด-ไม่รอด

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.44 น.

‘ใบตองแห้ง’วิเคราะห์ 4 ข้อ เรื่อง‘อิ๊งค์’มองให้กว้างกว่ารอด-ไม่รอด

27 สิงหาคม 2568 อธึกกิต แสวงสุข หรือ “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์การเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk หัวข้อ “เรื่องอุ๊งอิ๊ง มองให้กว้างกว่า รอด-ไม่รอด” ระบุว่า…

เรื่องอุ๊งอิ๊ง มองให้กว้างกว่า รอด-ไม่รอด

1.รอดไม่รอดก็ “ตายทางการเมือง” ไปแล้ว

มันจึงมี “ข่าวกอสสิป” กระแสหนึ่งว่า “มีดีลให้รอด แต่รอดแล้วลาออก” (มีคนถามว่าอ้าว ถ้าดีลให้รอดแล้วเชื่อได้ไงว่าจะลาออก ผมกลับย้อนว่า ต้องถามทักษิณอุ๊งอิ๊งมากกว่า เชื่อได้ไงว่าจะรอด โดนหลอกมาหลายครั้งแล้ว)

2.ถ้ารอดแล้วลาออก เป็นทางลงที่สวยงามสำหรับอุ๊งอิ๊ง

แต่สำหรับเพื่อไทย จะดันชัยเกษมต่อ? ยังมีดีลกว่านั้นอีกไหม เจ้าของดีลไฟเขียวให้ชัยเกษมแน่นะ

ถ้าไม่รอดแล้วส่งไม้ให้ชัยเกษม ก็อาการหนักกว่าอีก จะรวมพรรคร่วมเสนอชื่อได้ใหม่ไหม

หรือถ้าแพทองธารรอดแล้วอยู่ต่อ ก็อยู่ในภาวะย่ำแย่ เครดิตติดลบตกต่ำ

ไม่ว่าชัยเกษมหรือแพทองธารอยู่ต่อ รัฐบาลก็ลำบากครือกัน ยักแย่ยักยัน ยุบสภาก็ไม่ได้ เพราะยุบในช่วง 6 เดือนนี้ เพื่อไทยอาจกลายเป็นพรรคต่ำ 100 ยุบช่วงหลังจากนั้นหรืออยู่ครบ ถ้าเข็นไม่ขึ้นก็อาจกลายเป็นพรรคต่ำ 50

เอาภูมิใจไทยกลับมา เสียม๋า เขากระโดง ฮั้ว สว. กลายเป็นขากเสลดแล้วเลียเอง?

ถูกบีบให้เลือกประยุทธ์? (หรือใครตามใบสั่ง) ฉิบหายแน่ อนาคต 25 เสียงแบบพรรคแมลงสาบ (ถ้าประยุทธ์กลับมา พรรคส้มนี่จุดประทัดไชโยโห่ร้องเลยนะ)

3.มองในมุมความเปลี่ยนแปลง อ.เกษียรให้สัมภาษณ์ในบีบีซีไทย ว่า ดีลทักษิณกับ “ผู้กุมอำนาจอธิปไตย” เป็นดีลที่ต้องการ Deep Freeze (แช่แข็งลึก) การเมืองไทย

แต่ปัญหาของดีลคือฝ่ายขวาไม่เป็นเอกภาพ เกลี่ยไม่เรียบ จึงเกิด “นิติสงครามขัดขวางดีล”

ไม่ว่าแพทองธารรอดไม่รอด

ดีลที่ต้องการ “แช่แข็งลึกการเมืองไทย” นี้ก็ประสบความล้มเหลวแล้ว

ไม่ว่าอุ๊งอิ๊งอยู่ต่อ เปลี่ยนคน เปลี่ยนใคร ก็แย่ไปหมด

ไม่มีตัวเลือกให้เจ้าของดีลเลือก

แม้อีกด้านมันแย่สำหรับฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในกระแสคลั่งชาติ

แต่ทหารก็ทำได้แค่ปลุกกระแสนิยมเพื่อขี่คอรัฐบาล ไม่ได้พร้อมจะรัฐประหารเป็นผู้ปกครองประเทศ

4.ความจำเป็นต้องใช้ทักษิณเพื่อไทยนั้นลดลงไปแล้ว

กระแสชาตินิยม ทำลายกระแสความต้องการเปลี่ยนแปลง “เลือกก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม” เมื่อปี 66 ให้โทรมลง (พวกเคยเซลฟีพิธาตอนนี้ไปเซลฟีบุญสิน) พรรคส้มก็อ่อนแรง พลาดเองหลายเรื่อง

แต่อีกด้านหนึ่ง ทักษิณเพื่อไทยก็ไม่ได้น่ากลัว ไม่ได้เข้มแข้งจนเป็นพิษเป็นภัยเหมือนสมัยปี 49-57 ยังเลี้ยงไว้ได้

มันก็เลยแล้วแต่เจ้าของดีลเขาจะเลือกทางไหน

‘ปลอดประสพ’แนะ‘ม็อบชนม็อบ’แก้ศึกหนองจาน หากสุดวิสัยจ่ายค่าชดเชยเขมร-ควักช่วย 1 แสน

‘ปลอดประสพ’แนะ‘ม็อบชนม็อบ’แก้ศึกหนองจาน หากสุดวิสัยจ่ายค่าชดเชยเขมร-ควักช่วย 1 แสน

‘ปลอดประสพ’แนะ‘ม็อบชนม็อบ’แก้ศึกหนองจาน หากสุดวิสัยจ่ายค่าชดเชยเขมร-ควักช่วย 1 แสน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.23 น.

‘ปลอดประสพ’แนะ‘ม็อบชนม็อบ’แก้ศึกหนองจาน หากสุดวิสัยจ่ายค่าชดเชยเขมร-ควักช่วย 1 แสน

27 สิงหาคม 2568 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี” ระบุว่า…

กรณีหนองจาน ตัดใจให้ค่าชดเชย ผมยินดีร่วมออก

วันนี้ขอพูดเรื่องหนองจานที่ชาวเขมรออกมาพะบู๊กับทหารไทยเมื่อวาน โดยจะแนะนำถึงวิธีแก้ไขด้วย

ค่ายอพยพหนองจาน หรือแคมป์ 511 อยู่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นค่ายอพยพชาวเขมรแห่งแรกและมีผู้อพยพเป็นหลักพัน แต่ถูกกองทัพเวียดนามตีแตกในปลายปี 2527 ชาวเขมรจึงย้ายไปเขาอีด่าง

ค่ายอพยพเขาอีด่าง อยู่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากหนองจานประมาณ 20 กม. ถูกก่อตั้งในปี 2522 เป็นค่ายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีขนาด 2.3 ตารางกิโลเมตร และมีผู้อพยพเขมรมาอยู่ 16,000 คน ผู้ดูแลคือ สำนักงานผู้ดูแลผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ และกระทรวงมหาดไทย(ทหารไม่เกี่ยว) ผู้ลี้ภัยเขมรเหล่านี้หนีเขมรแดงและนายฮุนเซ็น มาภายหลังผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรป และที่น่าแค้นก็คือ คนเหล่านี้เพิ่งเดินขบวนในต่างประเทศด่าประเทศไทย

พวกนี้เรียกว่า อกตัญญู

จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี เป็นที่ราบระหว่างเทือกเขาพนมดงรักกับเทือกเขาบรรทัด ดังนั้นหากเกิดสงครามกับญวนหรือเขมร ช่องนี้จะถูกใช้เป็นช่องเดินทัพ ดังนั้นเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ ทหารจึงจัดตั้งกองพลที่ 2 ไว้ที่จังหวัดปราจีนบุรี และศูนย์การทหารม้าและกรมทหารม้าที่ 4 ไว้ที่สระบุรีตรงพระพุทธฉาย

ทางการทหารทราบดีว่า ที่ราบช่องเขาช่วงหลักที่ 47-50 ดังกล่าวนี้ มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาก จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ และเขมรทราบดีเช่นกัน จึงพยายามที่จะมายึดเอาเป็นของตน

กรณีหนองจาน เขมรใช้ระบบโล่มนุษย์เข้ามารื้อถอนรั้วลวดหนาม ไทยอย่าหลงกลไปใช้กลยุทธ์ทางทหารเข้าเผชิญหน้าเป็นอันขาด เพราะมันจะกลายเป็นทหารไทยรังแกประชาชนมือเปล่า

ต้องใช้ระบบม็อบชนม็อบ

ราษฎรไทยเจ้าของเก่าต้องเอาสค.1 และ 2 ไปแสดงกรรมสิทธิ์ และกรมที่ดินก็ต้องรีบออกโฉนดโดยทันที

การแก้ไขปัญหาให้ใช้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองในพื้นที่คือ กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. อปพร. ไปเจรจาและหย่าศึก เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้เขาอาจรู้จักกันและอาจพูดภาษาเขมรได้ กรณีเกิดความรุนแรง ก็เอาตำรวจไปจับกุมดำเนินคดี ซึ่งผมเคยทำแล้วกรณีชาวเขมรมาบุกป่า หรือมาใช้ที่ดินรอบๆฝายต้นน้ำ ที่กรมป่าไม้สร้างตามแนวชายแดน

หากสุดวิสัย ไหนๆเราก็ปล่อยปะละเลยให้เขมรมาอยู่อาศัยถึง 40 ปี เราก็เมตตาจ่ายค่าชดเชยให้เขาเสียแค่ 20-30 ครอบครัว พื้นที่ไม่เกิน 100 ไร่ คิดเสียว่าเป็นค่าชดเชย ค่าเสียโอกาสและค่าโง่ ผมยินดีสมทบ 100,000 บาทครับ  เราอย่าขี้เหนียว อย่ากลัวเสียหน้า และศาลฯ หรือปปช.  ก็อย่ามายุ่ง เพราะนี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองโดยแท้ อเมริกาเขายังซื้อรัฐ TexasและCalifornia จาก Mexico ซื้อ Alaska จากรัสเซียเลย  ยังไงเรารีบเอาแผ่นดินไทยคืนมาก่อน และถ้าหากชาวเขมรหากจะเอาที่มาแลกกับเงิน ผมก็ยินดีจ่ายให้และจะมอบกลับให้กรมป่าไม้ไปปลูกสวนป่าทุกตารางนิ้ว

‘เทพไท’เย้ย‘เพื่อไทย’ระดม สส.ให้กำลังใจ‘อิ๊งค์’ เหมือนดูใจผู้ป่วยหนักกำลังจะสิ้นใจ

‘เทพไท’เย้ย‘เพื่อไทย’ระดม สส.ให้กำลังใจ‘อิ๊งค์’ เหมือนดูใจผู้ป่วยหนักกำลังจะสิ้นใจ

‘เทพไท’เย้ย‘เพื่อไทย’ระดม สส.ให้กำลังใจ‘อิ๊งค์’ เหมือนดูใจผู้ป่วยหนักกำลังจะสิ้นใจ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.55 น.

‘เทพไท’เย้ย‘เพื่อไทย’ระดม สส.ให้กำลังใจ‘อิ๊งค์’ เหมือนดูใจผู้ป่วยหนักกำลังจะสิ้นใจ

27 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก หัวข้อ “ระดม สส.เพื่อไทย ดูใจอุ๊งอิ๊งก่อนตกเก้าอี้” ระบุว่า “มีกระแสข่าวจากพรรคเพื่อไทย ว่าในการประชุมส.ส.ของพรรค มีการแจ้งนัดรวมตัวกัน เพื่อเดินทางไปให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่29 สิงหาคม เวลา 14.00 น.โดยทางพรรคจะจัดรถเดินทางไปพร้อมกัน ส่วนรัฐมนตรีให้ไปคอยอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล  เพื่อฟังผลของศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงหลุด ของนางสาวแพทองธาร”

“ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย มีความวิตกกังวลผลของคดี จึงระดมส.ส.ของพรรคทั้งหมด เพื่อไปให้กำลังใจนางสาวแพทองธารที่ทำเนียบ เหมือนกับบรรยากาศของการดูใจผู้ป่วยหนักและกำลังจะสิ้นใจ ต้องระดมญาติมิตร เพื่อนฝูงไปให้กำลังใจเป็นวาระสุดท้าย อันนี้ก็เช่นเดียวกัน คนของพรรคเพื่อไทยน่าจะรู้ชะตากรรมของตัวเองว่า ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเช่นไร”

“ในขณะเดียวกันโฆษกพรรคเพื่อไทย ก็ได้พูดถึงเรื่องผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า เชื่อมั่นในตัวนางสาวแพทองธาร ที่ได้แถลงต่อศาลรัฐธรรมนูญและเชื่อมั่นว่าความบริสุทธิ์ของนางสาวแพทองธาร คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคุณต่อนางสาวแพทองธาร แต่ถ้าหากว่านางสาวแพทองธารไม่ได้ไปต่อ จะผลักดันให้นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี”

“ซึ่งก่อนหน้านี้แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน เรียงหน้าออกมายืนยันว่า มั่นใจในผลของศาลรัฐธรรมนูญ และนางสาวแพทองธาร จะรอดพ้นจากคำวินิจฉัยไปได้ รวมทั้งไม่ได้มีการเตรียมแผนการทางการเมืองใดๆ ไม่ได้เตรียมบุคคลใดๆไว้ แต่ล่าสุดวันนี้เห็นได้ว่า มีการเปิดเผยออกมาแล้วว่า มีการเตรียมผลักดันนายชัยเกษมเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป”

“แสดงว่าส่วนลึกของคนในพรรคเพื่อไทย ย่อมรู้ดีแก่ใจว่า ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะออกมาเช่นไร และมีโอกาสสูงว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมาในลักษณะที่ทำให้นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ จึงมีการเตรียมการอยู่2เรื่อง คือระดมคนระดมส.ส.พรรคเพื่อไทยไปให้กำลังใจ ดูใจนางสาวแพทองธาร และในขณะเดียวกันก็เตรียมการที่จะให้นายชัยเกษมเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป”

“แต่ว่าทั้งหมดนี้นายชัยเกษม จะได้รับการผลักดันเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมว่า ยังตัดสินใจอุ้มคนของพรรคเพื่อไทย หรือสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อหรือไม่  ก็รอดูบรรยากาศหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว เชื่อว่าเกิดความชุลมุน เกิดเกมต่อรอง เกิดการตั้งเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน ไม่เชื่อก็ขอให้รอดูก็แล้วกัน”

เบรก!รถไฟฟ้า20บ. ดร.สามารถ ชี้! งบชดเชย-สัญญาเอกชน ยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

เบรก!รถไฟฟ้า20บ. ดร.สามารถ ชี้! งบชดเชย-สัญญาเอกชน ยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

เบรก!รถไฟฟ้า20บ. ดร.สามารถ ชี้! งบชดเชย-สัญญาเอกชน ยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.53 น.

“กฎหมายยังไม่เสร็จ” เบรก “รถไฟฟ้า 20 บาท” ดร.สามารถ ชี้! งบชดเชย-สัญญาเอกชน ยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งมีประเด็นหลักที่ ดร.สามารถ ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามไว้ โดยระบุว่า 

ระบุว่า เลื่อน! รถไฟฟ้า 20 บาท

“แม้ช้า… แต่ขอให้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ปีเดียว”

หลายคนเฝ้ารอ 1 ตุลาคม 2568 จะได้ขึ้นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่ถึงวันนี้… ถูกเลื่อนไปเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน 2568

เหตุผลที่ได้ยินคือ… “กฎหมายยังไม่เสร็จ ต้องรอพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (พรบ.ตั๋วร่วม) พรบ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พรบ. รฟม.) และกฎหมายลูก”

ฟังแล้วก็พอเข้าใจได้ แต่สิ่งที่คนอยากรู้จริงๆ ไม่ใช่แค่ว่า ทำไมเลื่อน แต่คือ… หลังจากนี้จะยั่งยืนจริงไหม?

1. คำถามที่อยากได้คำตอบ

(1) รัฐจะชดเชยเอกชนผู้รับสัมปทานอย่างไร? ใช้งบเท่าไหร่? หากในอนาคตมีการปรับขึ้นค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานเดิม การคำนวณเงินชดเชยของรัฐจะต้องปรับตามหรือไม่?

(2) ตกลงกับเอกชนได้แล้วหรือยัง? ได้ยินมาว่า แค่ 1 ปีเท่านั้น… ปีต่อๆ ไปจะยังคง 20 บาทอยู่หรือไม่?

(3) แก้ไขปรับปรุงสัญญาสัมปทานกับเอกชนแล้วหรือยัง?

(4) จะนำเงินจากที่ไหนมาชดเชยให้เอกชน? และเงินจากแหล่งนั้นมีมากเพียงใด?

2. สิ่งที่ผู้ใช้รถไฟฟ้าต้องการ

คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่อยากได้ “โปรโมชั่น 20 บาท ชั่วคราว” แต่ต้องการระบบขนส่งที่ยั่งยืนราคาเป็นธรรม และเข้าถึงได้จริง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ไม่ควรเป็นเพียง “สโลแกนทางการเมือง” แต่ควรเป็นนโยบายถาวรที่ทำให้ชีวิตคนเมืองง่ายขึ้นจริง

3. บทสรุป

เลื่อนเวลา… คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่เลื่อนไม่ได้คือ “ความหวังของผู้ใช้รถไฟฟ้า” ที่หวังจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย… ตลอดไป

ศบ.ทก.เฝ้าระวังพิเศษ‘บ้านหนองจาน’ จับตาแถลง RBC ที่ช่องสะงำ

ศบ.ทก.เฝ้าระวังพิเศษ‘บ้านหนองจาน’ จับตาแถลง RBC ที่ช่องสะงำ

ศบ.ทก.เฝ้าระวังพิเศษ‘บ้านหนองจาน’ จับตาแถลง RBC ที่ช่องสะงำ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.36 น.

ศบ.ทก.เฝ้าระวังพิเศษ‘บ้านหนองจาน’ จับตาแถลง RBC ที่ช่องสะงำ

27 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด มีความสงบเรียบร้อยปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้วที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยที่เคยให้ที่พักพิงเป็นศูนย์อพยพกับชาวกัมพูชาเมื่อหลาย 10 ปีที่ผ่านมาแต่กลับถูกอ้างสิทธิ์จะรุกล้ำในอธิปไตยของไทย

นายจิรายุ ยังกล่าวถึงกรณีชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามและได้ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของไทยที่ บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 ดำเนินการแจ้งความเอาผิด พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ย้ำว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย และจะนำประเด็นนี้เข้าสู่การประชุม GBC ในเดือนกันยายน 

สำหรับวันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวร ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ตรงข้ามช่องจวม จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายไทย และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายกัมพูชา โดยภายหลังการประชุมประมาณ เวลา  12.15 น. – 12.45 น. จะมีการแถลงข่าวร่วม ณ ที่ทำการด่านศุลกากรช่องสะงำ

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เร่งเพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เกมการเมือง-กฎหมาย เสี่ยงเป็น‘ระเบิดเวลา’?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เร่งเพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เกมการเมือง-กฎหมาย เสี่ยงเป็น‘ระเบิดเวลา’?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เร่งเพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เกมการเมือง-กฎหมาย เสี่ยงเป็น‘ระเบิดเวลา’?

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ต้องยอมรับ กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นข้อพิพาทยืดเยื้อมานานเกือบ 50 ปี ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)กับประชาชนผู้ครอบครองและออกโฉนดที่ดินไปแล้วหลายพันไร่ สาระสำคัญอยู่ที่ว่า พื้นที่ดังกล่าวตามกฎหมาย ถือเป็นที่ดินของรัฐที่เวนคืน เพื่อกิจการรถไฟ ต่อมามีการออกโฉนดครอบครองจำนวนมาก เมื่อ ภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทย มาคุมกระทรวงมหาดไทย สั่งเดินหน้าเพิกถอนโฉนดกว่า5,000 ไร่รวม 995 แปลงทันที พร้อมผลักดันให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาตรวจสอบในมิติการฟอกเงินและจัดให้เป็น“คดีพิเศษ”

เรื่องดังกล่าว พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)พร้อมคณะพนักงานสืบสวนคดีที่ 97/2568 ได้ลงพื้นที่แขวงการทางรถไฟลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ตามคำสั่งศาลปกครอง

จากการตรวจสอบ พบว่าแผนที่การรถไฟที่จัดทำร่วมกับสำนักงานที่ดินบุรีรัมย์ แสดงพื้นที่เดิม 5,083 ไร่ แต่ผลการวัดระบบใหม่เมื่อ ก.ค. 2567 เหลือเพียง 4,414 ไร่ นอกจากนี้ ยังพบสิ่งปลูกสร้างบางส่วนทับทางสาธารณะ และการออกโฉนดน่าสงสัยหลายแปลง รวมถึงมีหน่วยงานรัฐ 12 หน่วยงาน ตั้งอยู่ในพื้นที่รถไฟ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง

ทั้งนี้ ยังพบการทำนิติกรรมโฉนดจำนวน 513 ไร่ ที่ได้รับการรับรองแนวเขตจากเจ้าหน้าที่การรถไฟ แต่ยังอยู่ในเขตที่ดินรถไฟ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่ทับทางสาธารณะ เป็นอำนาจของฝ่ายปกครองท้องถิ่นในการดำเนินการตามกฎหมาย โดยจากข้อมูลสำนักงานที่ดินตั้งแต่ปี 2513–2539 มีทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับการรับรองจากการรถไฟ

ดีเอสไอมองว่า หลักฐานทั้งหมดที่เก็บได้จากการลงพื้นที่3วัน จะถูกนำมาวิเคราะห์และมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับเป็นคดีพิเศษ หากพบมูลความผิดชัดเจน

มิติการเมือง: เกมเจาะยางพรรคภูมิใจไทย?

แกนนำพรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะกลุ่มการเมืองในบุรีรัมย์ถูกจับตามองว่าเป็น“เป้าหมายทางการเมือง” ของคดีนี้เพราะพื้นที่เขากระโดงเชื่อมโยงกับฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในจังหวัด

การสั่งให้เปลี่ยน อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ก็ถูกมองว่าเป็นการจัดวาง“มือทำงาน”ให้เดินหน้าเพิกถอนโฉนดอย่างจริงจังตามที่‘มท.1’กำหนดเป้าหมาย  ไม่ใช่เพียงคืนที่ดินให้รัฐ แต่ยังสะเทือนต่อเครือข่ายทางการเมืองของภูมิใจไทย

การพยายามโยงเข้ากับมิติ ฟอกเงิน และคดีพิเศษ ทำให้เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทปกติ แต่เป็นการยกระดับให้มีนัยการเอาผิดทางอาญาซึ่งหากมีการดำเนินคดีจะกระทบภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแกนนำภูมิใจไทยโดยตรง

มิติกฎหมาย : ข้อท้าทายกับดักจ่ายเงินชดเชย

ฝ่ายกฎหมายที่ได้รับผลกระทบย้ำว่า หากจะเพิกถอนโฉนด ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตาม มาตรา 61 พ.ร.บ.ที่ดิน มิใช่อาศัยเพียงคำสั่งฝ่ายบริหาร

หากเพิกถอนโดยไม่รอบคอบ รัฐบาลอาจเผชิญการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย“หลักหมื่นล้านบาท”เพราะประชาชนบางส่วนเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต ได้รับโฉนดจากรัฐเอง

คำถามใหญ่ คือ“กรมที่ดิน”จะนำงบประมาณจากที่ใดมาจ่ายชดเชย หากศาลสั่งให้ต้องชำระจริง นั่นหมายถึงภาระการคลังและแรงกดดันต่อรัฐบาลโดยตรง

ที่สำคัญ เมื่อเพิกถอนไปแล้วที่ดินกว่า 5,000ไร่จะถูกนำไปจัดการอย่างไร?หากไม่มีแผนรองรับชัดเจนก็อาจกลายเป็นข้อครหาว่า“ใช้กฎหมายเล่นงานการเมือง”มากกว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ

มิติของ รฟท. และคำถามเชิงนโยบาย

ทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรงจึงไม่ดำเนินการปกป้องสิทธิในที่ดินตั้งแต่ต้น แต่กลับปล่อยให้มีการออกโฉนดและประชาชนอยู่อาศัย จนกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่

เมื่อรฟท.ขอออกโฉนด“ตามหลังประชาชน”ยิ่งทำให้ข้อพิพาทซับซ้อน และอาจกลายเป็นจุดอ่อนทางกฎหมาย หากศาลเห็นว่าประชาชนครอบครองโดยสุจริต และมีหลักฐานสิทธิชัดเจน

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความคดีเขากระโดง กล่าวถึงการทำงานของชุดสืบสวนสอบสวนคดีที่ดินเขากระโดงที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อรวบรวมหลักฐานพิจารณาจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ว่าดีเอสไอกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ เรื่องเขากระโดง ไม่ใช่คดีพิเศษอะไร เป็นเพียงข้อพิพาทสิทธิในที่ดินที่กฎหมายกำหนดช่องทางไว้ชัดเจน คือ ให้พิจารณาตาม มาตรา 61แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และศาลปกครองชี้แล้วว่า อำนาจเพิกถอนโฉนด เป็นของอธิบดีกรมที่ดิน ไม่ใช่ของดีเอสไอ แต่กลับเห็นความพยายามเร่งเรื่องให้เป็นคดีพิเศษ ทั้งที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เพียงเพราะต้องการสร้างแรงกดดันทางการเมือง

การนำเอกสารอย่างร.ว.9หรือส.ค.1มาโบกเป็นธง ทั้งที่รู้กันดีว่า ไม่ใช่เอกสารกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงแจ้งการครอบครองแบบเดียวกับประชาชนทั่วไปแถมยังมีปัญหามาตราส่วนผิดเพี้ยนในแผนที่ก็สะท้อนเจตนาชัดว่าไม่ได้ทำเพื่อหาความจริงทางกฎหมาย แต่ทำเพื่อสร้างเรื่องให้สังคม เชื่อว่าประชาชนคือผู้บุกรุกทั้งที่ประชาชนถือโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย

ทนายเขากระโดงยังมองว่า“สิ่งที่น่ากังวลคือการเร่งทำคดีนี้ให้กลายเป็นคดีพิเศษเกิดขึ้นหลังเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกกดดันให้เร่งปิดเกม ทั้งที่ความจริงปัญหาคาราคาซังมาหลายสิบปี ทำไมเพิ่งจะเร่งเอาตอนนี้ คำตอบมีเพียงข้อเดียวนี่คือการเมือง ไม่ใช่ความยุติธรรม”

และย้ำว่าหลักกฎหมายชัดเจนว่า ถ้ารัฐต้องการเพิกถอนโฉนด ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการสอบสวนตาม มาตรา 61ให้ครบถ้วน ให้ประชาชนมีสิทธิโต้แย้ง ไม่ใช่ใช้ดีเอสไอมาย่ำยีสิทธิของประชาชน โดยไม่มีเหตุอันควร การกระทำแบบนี้ ไม่ใช่การปกครองโดยกฎหมาย แต่เป็นการปกครองโดยอำนาจทางการเมืองที่พยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ

‘ภูมิธรรม’ไม่แทรกแซง-สั่งเพิกถอนเร็วสุด

และล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการแต่งตั้ง นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี เป็นอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่แล้ว ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงจะเป็นอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการได้ทันที หรือจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล เป็นเรื่องที่อธิบดีกรมที่ดินต้องไปดำเนินการ มันชัดเจนอยู่แล้วในคำสั่งต่างๆของข้อสรุป ที่คณะทำงานดำเนินการแล้ว โดยไม่มีกรอบเวลาอะไร ให้เขาทำตามหน้าที่

เมื่อถามว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ประเมินหรือไม่ว่าขั้นตอนหรือเวลาที่เหมาะสมที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จะใช้เวลานานหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้ำว่า“ผมเคยพูดไปแล้วว่า ให้เร็วที่สุด ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เต็มที่ ให้ศาลรู้ว่าเราได้มาปฏิบัติ ไม่เช่นนั้น จะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน เดี๋ยวเขาก็ทำเอง ผมไม่แทรกแซง”

เมื่อถามว่าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ จะเซ็นเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ทันก่อนวันที่ 29 ส.ค.หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า“ทำได้ทันทีเร็วที่สุด”

ฉากทัศน์ ความเป็นไปได้

ทางที่หนึ่ง : เพิกถอนได้จริง หากกรมที่ดินและ DSI สามารถพิสูจน์ว่าการออกโฉนดไม่ชอบด้วยกฎหมายและประชาชนไม่สุจริตในการครอบครอง อาจมีการเพิกถอนจริง  แต่รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันเรื่องการจ่ายค่าชดเชยจำนวนมหาศาล

ทางที่สอง : ชะลอหรือยื้อเวลา คดีอาจยืดเยื้อเพราะการฟ้องร้องในชั้นศาลปกครองและศาลยุติธรรม ทำให้รัฐบาลใช้เป็น“แรงกดดันทางการเมือง” ต่อภูมิใจไทย  แต่ไม่สามารถเพิกถอนได้จริงในเร็ววัน

ทางที่สาม : ดีลการเมือง กรณีนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองกับภูมิใจไทย  หากรัฐบาลเพื่อไทยต้องการ“ควบคุมเสียง” หรือจัดสมดุลในสภา

สุดท้ายมองแล้ว ปมปัญหาที่ดินเขากระโดงไม่ใช่แค่ข้อพิพาทที่ดินธรรมดา แต่เป็น“ระเบิดเวลา”ที่ผสมทั้งกฎหมาย เศรษฐกิจ และ การเมืองเข้าด้วยกัน การที่ ภูมิธรรม เวชยชัย ยังเดินหน้าชนเต็มตัวทำให้เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นเกมเจาะยาง พรรคภูมิใจไทย อย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการเพิกถอนไม่รอบคอบ รัฐบาล อาจต้องจ่าย“ค่าโง่”เป็นหลักหมื่นล้าน และเสียศรัทธาประชาชน ในฐานะที่ใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือทางการเมือง สุดท้ายกรณีนี้จึงอาจไม่ใช่การปิดเกมภูมิใจไทย แต่กลายเป็นการเปิด“แผลใหม่”ให้รัฐบาลเอง

‘อุ๊งอิ๊งค์’ยังฝัน รอดคดีคลิปเสียง‘หวังได้กลับมาทำงาน’ ‘อ้วน’นำครม.ให้กำลังใจ

‘อุ๊งอิ๊งค์’ยังฝัน รอดคดีคลิปเสียง‘หวังได้กลับมาทำงาน’ ‘อ้วน’นำครม.ให้กำลังใจ

‘อุ๊งอิ๊งค์’ยังฝัน รอดคดีคลิปเสียง‘หวังได้กลับมาทำงาน’ ‘อ้วน’นำครม.ให้กำลังใจ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อุ๊งอํงค์’ยังฝัน รอดคดีคลิปเสียง‘หวังได้กลับมาทำงาน’ ‘อ้วน’นำครม.ให้กำลังใจ อวย29ส.ค.นี้ได้รับข่าวดี ‘หนู’ปัดเตรียมนั่งนายกฯ

ใกล้ถึงวัน ศาลรธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงคุยฮุนเซน “อิ๊งค์” ร่วมประชุมครม.ผ่านซูม“ภูมิธรรม” นำครม.ให้กำลังใจ “อิ๊งค์” ขอ 29 สิงหาคมนี้ได้รับข่าวดี “อิ๊งค์”ขอบคุณทุกกำลังใจ ฝัน“หวังได้กลับมาทำงาน” จับตา“อิ๊งค์”เข้าทำเนียบฯ 29 สิงหาคม ลุ้นคำวินิจฉัยศาล รธน.โดยจะมีรัฐมนตรีร่วมเป็นกำลังใจแกนนำ‘เพื่อไทย’มั่นใจ29ส.ค.บรรยากาศดีแน่ เชื่อประเทศเดินต่อได้ไม่มีแผนสำรองรับมือหลังคำตัดสินคดีนายกฯ29ส.ค.นี้ ด้าน‘สว.สวัสดิ์’ยัน29ส.ค.ไปฟังคำวินิจฉัย คดีคลิปเสียง‘อิ๊งค์’คุย‘ฮุน เซน’ลั่นน้อมรับคำตัดสินศาล ‘อนุทิน’ปัดเตรียมพร้อมนั่ง‘นายกฯ’ไม่มีวอร์รูมลุ้นชี้ชะตา‘อิ๊งค์’คดีคลิปเสียงหลัง29ส.ค.เชื่อทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบ‘ภท.’จับตาผลคดีเล็งยื่นซักฟอก ม.151-152’ดาบสอง

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 26 สิงหาคม2568ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยวันนี้ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ ลาประชุม ขณะที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

ในการประชุม ครม.2สัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธารได้ลาการประชุม และได้ปรากฏตัวอีกครั้งในวันศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียงเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีคลิปเสียงสนทนา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯกับสมเด็จ ฮุนเซน ที่ทางสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)36คน นำโดยพล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การทหารและความมั่นคง วุฒิสภา ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยื่นถอดถอนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ออกจากตําแหน่งจากกรณีขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงโดยศาลได้เปิดไต่สวนเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมาและนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.นี้

ภูมิธรรม’นำครม.ให้กำลังใจ‘อิ๊งค์’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันนี้ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม เข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอ conference เป็นครั้งแรกซึ่งน.ส.แพทองธารได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ต้นจนจบด้วยสีหน้าสดใส

ระหว่างการพิจารณาวาระสำคัญเช่นการพิจารณารายชื่อนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)รุ่น69ประจำปีการศึกษา 2569ซึ่งน.ส.แพทองธารในฐานะที่เคยเรียนหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต(วปอ.บอ.)หรือมินิ วปอ.ได้สอบถามและให้ความคิดเห็นในรายชื่อของนักศึกษาบางคน

ทั้งนี้ก่อนปิดการประชุม ครม.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมครม.ได้เป็นตัวแทนรัฐมนตรีทุกคนกล่าวให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และขอให้วันที่ 29ส.ค.นี้ได้รับข่าวดี นอกจากนี้ ข้าราชการที่เข้าร่วมประชุมได้ให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน

อิ๊งค์’ฝัน‘หวังได้กลับมาทำงาน’

ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า“หวังว่าจะได้กลับมาทำงาน”จากนั้นที่ประชุมได้ปรบมือให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีก่อนปิดประชุมครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ มีรายงานว่าน.ส.แพทองธารจะเดินทางเข้ามาที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามการนัดอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 10 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ โดยจะมีบรรดารัฐมนตรีเดินทางมาร่วมติดตามการอ่านคำวินิจฉัยและเป็นกำลังใจให้กับนายกฯด้วย

ยันอิ๊งค์ส่งแถลงผิดคดีคลิปเสียงแล้ว

ด้านนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าน.สแพทองธารยื่นแถลงปิดคดีเป็นรายลักษณ์อักษรต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีคลิปเสียงตามกำหนดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมแล้ว ซึ่งเรามั่นใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้องตลอด เพราะฉะนั้นก็เชื่อว่าศาลจะพิจารณาอย่างดี ซึ่งในวันนี้นายกฯได้เข้าประชุมครม.ผ่านระบบซูม

เมื่อถามว่าในวันที่ 29 สิงหาคมน.ส.แพทองธารจะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่านายกฯจะไปหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับปัญหาของประเทศชาติในขณะนี้เพราะปัญหาประเทศชาติขณะนี้ยังอยู่เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นการปฏิบัติการทางการทหาร ซึ่งคลี่คลายลงไปมากแล้ว ขณะนี้เป็นเรื่องของการต่างประเทศและเรื่องข้อมูลข่าวสารซึ่งเราทำได้ดีในฐานะที่เราเป็นรัฐบาลอยู่ เราจะปกป้องพื้นแผ่นดินไทย อธิปไตยไทยและผลประโยชน์ของประชาชนไทยถึงที่สุด

หมอมิ้ง’แจงอิ๊งค์ไม่มาทำเนียบเลี่ยงตอบ

เวลา13.45น.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่าขอชี้แจงกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม พูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่พูดอะไรเกี่ยวข้องกับศาล ขอแก้ข่าวตรงนี้ว่าข้อเท็จจริงนายกฯทราบดีว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ การที่น.ส.แพทองธารตัดสินใจเข้าร่วมประชุม ครม.ผ่านระบบซูม ก็เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามสื่อมวลชนที่อาจจะตั้งคำถามมากมาย โดยเกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อรูปคดี ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ชัดเจน

อิ๊งค์’ชี้หากผลตัดสินดี-มีโอกาสกลับมา

ทั้งนี้ในการประชุมครม.วันนี้นายกฯเข้าประชุมในฐานะรมว.วัฒนธรรมเพราะมีวาระที่เกี่ยวข้องและต้องอธิบายชี้แจงก็ทำหน้าที่ตรงนั้น โดยตอนท้ายการประชุมนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการนายกฯได้ถือโอกาสกล่าวให้กำลังใจน.ส.แพทองธาร ซึ่งน.ส.แพทองธารเพียงกล่าวขอบคุณคณะรัฐมนตรีและข้าราชการที่ทำงานให้กับคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ทั้งนี้หากการตัดสินเป็นไปในทางที่ดีก็มีโอกาสที่จะกลับมา ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อพิจารณาของศาลเพราะนายกฯทราบดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลตนขอยืนยันเรื่องนี้

ประเสริฐ’มั่นใจ29สค.บรรยากาศดีแน่

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีช่วงบ่ายวันนี้(26ส.ค.)พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมว่าไม่วาระเรื่องคดีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตรชิน นายกฯที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาใน วันที่ 29ส.ค.นี้ แต่อย่างใดและไม่ทราบว่านายกฯจะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือไม่ เพราะตนไม่ได้พบกับนายกฯมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทย มีความมั่นใจว่าสิ่งที่นายกฯให้การต่อศาล คิดว่าการตัดสินในวันศุกร์นี้น่าจะมีบรรยากาศที่ดีและจะทำให้การบริหารประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้

สุริยะ’ไม่มีแผนสำรองคดีอิ๊งค์

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 ส.ค.รัฐบาลมีแผนสำรองหรือไม่ ว่า ไม่มี มีแผนเดียว เพราะคิดว่าสิ่งที่ น.ส.แพทองธาร ทำไปไม่น่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะหากจะให้ถอดถอนต้องทำผิดจริยธรรมร้ายแรงแต่ดูแล้วไม่เข้าเงื่อนไข

พท.ไร้แผนรับมือตัดสินคดี29ส.ค.

นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาในวันที่ 29 สิงหาคมนี้หากเกิดอุบัติเหตุนายกฯนโยบายต่างๆของพรรคเพื่อไทยจะไปต่อได้หรือไม่ ว่า เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ตนไม่ขอพูดถึงกระบวนการตัดสินของศาล

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะมีการเตรียมรับมือหรือไม่นางมนพรกล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร เนื่องจากเรื่องยังไม่เกิด และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีแผน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ คนที่เป็นนายกฯก็ยังเป็น น.ส.แพทองธารส่วนพรรคเพื่อไทยจะตั้งวอร์รูมคอยมอนิเตอร์คำวินิจฉัยของศาลหรือไม่นางมนพร กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอฟังผลการประชุมส.ส.พรรคช่วงบ่ายแต่ตนขอส่งกำลังใจให้นายกฯ

สว.สวัสดิ์ยันไปฟังศาลชี้ขาด29สค.

ด้านพล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ส.ว.ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การทหารและความมั่นคง วุฒิสภา ในฐานะผู้ยื่นคำร้องของ36สว.กรณีคลิปเสียงสนทนาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.นี้กล่าวว่าตนจะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็พร้อมน้อมรับและเคารพคำตัดสินของศาล ตนมักจะใช้คำพูดเสมอว่าวิญญูชนย่อมจะรู้และชี้แจงว่าการยื่นคำร้องไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือเกลียดชัง แต่เป็นเรื่องของหน้าที่และความเหมาะสม

เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่าการยื่นคำร้องเหมือนการทำนิติสงครามหรือสงครามตัวแทนระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยรวมทั้งความเชื่อมโยงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับวุฒิสภาพล.อ.สวัสดิ์ กล่าวว่า ก็คิดได้ แต่ส่วนตัวในฐานะประธานกมธ.ทหารและความมั่นคงของรัฐ ไม่ทำเรื่องนี้ ตนก็อาจจะโดนด่าเหมือนกันว่าไม่ทำหน้าที่ ซึ่งหากตนไม่ทำแล้วใครจะทำ ส่วนจะผิดหรือจะถูกก็มีคนตัดสินอยู่แล้ว และศาลก็ต้องดูว่าจะผิดจะถูกอย่างไรก็ต้องมีคำตัดสิน ซึ่งเราเคารพคำตัดสินของศาลอยู่แล้ว

รวมพลังแผ่นดิน’บุกปปช.ยื่นฟัน‘อิ๊งค์’

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน นำโดย นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) , นพ.ตุลย์สิทธิสมวงศ์ ,นายคมสัน โพธิ์คง และนายนิติธร ล้ำเหลือ เข้ายื่นเรื่องต่อป.ป.ช.เพื่อขอให้ขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีอาญากรณีคลิปเสียงสนทนาที่ถูกเผยแพร่ซึ่งอ้างว่าเป็นเสียงของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยมีเนื้อหาพาดพิงแม่ทัพภาคที่2(มทภ.2) และมีลักษณะเข้าข่ายทำลายอธิปไตยของประเทศไทย สร้างความเสียหายต่อกองทัพและประชาชน ว่าเข้าข่ายฐานความผิดใดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

ชี้ชัดผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คลิปหลุดดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมในฐานะนายกรัฐมนตรี ในหลายประเด็นอาทิการไม่ปกป้องอธิปไตย เอกราชของราชอาณาจักร การไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศและตำแหน่ง การไม่รักษาความลับราชการ การเปิดเผยข้อมูลให้ศัตรูได้เปรียบในการรบ การกล่าวหาแม่ทัพเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน การยอมรับกระทำการใดๆทุกประการตามคำสั่งของข้าศึก การมีผลประโยชน์ส่วนตนฯลฯอันเป็นการกระทำผิดกฎหมายความมั่นคงตามหมวด 3 เรื่องความผิดต่อความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ผิดประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง อันเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

อนุทิน’ไร้วอร์รูมลุ้นชี้ชะตา‘อิ๊งค์’

ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยปมคลิปเสียงสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ พรรคภูมิใจไทยจะมีการตั้งวอร์รูมติดตามคดีหรือไม่ว่า”ไม่มี วอร์รูมจะไปรบกับใครเล่ามีแต่เลิฟรูม”

ปัดเตรียมนั่ง‘นายกฯ’คนต่อไป

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าเมื่อวานนี้(25ส.ค.)ได้ลงรูปซึ่งถ่ายกับนายสารัชถ์ รัตนาวะดี หรือเจ้าสัวกัลฟ์ กินข้าวอร่อยหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่าเมื่อวันอาทิตย์และไม่เห็นเป็นอะไรเลย เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กเมื่อถามว่าที่มีคนแซวว่าเป็นเพื่อนกันแล้วลบรูปทำไมจังหวะนั้นนายอนุทินได้ใช้มือปัดมือผู้สื่อข่าวออกจากประตูลิฟต์เนื่องจากมือขวางการปิดประตูลิฟต์พร้อมยืนยันว่าไม่มีนัยยะอะไรและมีเพื่อนอีกคนร่วมเฟรมด้วย

ทั้งนี้ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าได้เตรียมความพร้อมในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน ระบุสั้นๆว่า “ไม่มีครับ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอนุทินได้ลงรูปดังกล่าวในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวานนี้(25ส.ค.)ก่อนที่จะลบออกเมื่อคืนที่ผ่านมา

หลัง29สค.เชื่อทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังการประชุมพรรคภูมิใจไทย มีการพูดถึงสถานการณ์การเมืองหลังวันที่ 29 ส.ค.นี้หรือไม่ ว่าไม่มี พวกเราเป็นสส. ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลเป็นอย่างไร สภาฯก็ยังอยู่ยังไม่ได้ถูกยุบ เราก็ต้องทำงานในฐานะสส. อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า ได้มองถึงฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือนายกรัฐมนตรีหลุดออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คิดว่าทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย อย่าให้มีความวุ่นวาย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สุดยอดปรารถนาของทุกคน

ปัดเตรียมพร้อมกรุยทางนั่ง‘นายกฯ’

เมื่อถามย้ำว่าไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า”ไม่มี”เมื่อถามว่าพร้อมหรือไม่หากต้องเป็นนายกฯนายอนุทิน กล่าวว่า”ไม่พร้อมได้อย่างไร พร้อมก็ต่อเมื่อมีสมาชิกมาเป็นลำดับหนึ่งของขั้วนั้นๆถ้าลำดับหนึ่งของขั้วบริหารก็พร้อมเป็น ถ้าเป็นลำดับหนึ่งของขั้วฝ่ายค้านก็พร้อมเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ทุกอย่างมีกฎกติกา และพร้อมเป็นแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทย เมื่อถามว่าถ้าวันนี้มีคนหนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า”ยังไม่มีคนหนุน เอาไว้ให้มันมีก่อน”

ภท.จับตาชี้ชะตาคดีคลิปเสียง29ส.ค.

ด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำวินิจฉัย คดีคลิปเสียงสนทนา ระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า คงไม่ใช่เพียงภูมิใจไทยที่จะเกาะติดคำวินิจฉัย แต่น่าจะเป็นทุกพรรคการเมือง

เมื่อถามว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมืองหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดากล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ถ้าพูดในมุมของการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ เพราะแยกหน้าที่กันชัดเจนกับฝ่ายบริหาร แต่สำหรับฝ่ายบริหารก็แน่นอนว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งสำหรับสภาชุดนี้มีการเปลี่ยนไป 2 ชุดแล้ว ดังนั้นหากจะมีอะไรเกิดขึ้นก็คงเป็นส่วนของฝ่ายบริหาร

เล็งดาบสองยื่นซักฟอกม.151-152

เมื่อถามว่าหากนายกรัฐมนตรีรอดพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อเลยหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ขอรอดูคำวินิจฉัยของศาลก่อน ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ขอให้รอดูวันที่ 29 ส.ค. แต่พรรคภูมิใจไทยยังคงยืนยันเช่นเดิมว่าจะยังคงยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติตาม152 และ ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา151

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ที่สำคัญที่สุดคือความเป็นเอกภาพของประชาชนไทย เอกภาพของรัฐบาลไทยและทหาร ผมคิดว่าวันนี้สิ่งที่ต้องการคือทำอย่างไรให้คนไทยรวมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สำคัญของพี่น้องประชาชนคนไทย”

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ครม.เขี่ย‘ธนพร’ หลุดโผนักเรียนวปอ.69 ‘อิ๊งค์’เรียกชื่อมาดูเอง

ครม.เขี่ย‘ธนพร’ หลุดโผนักเรียนวปอ.69 ‘อิ๊งค์’เรียกชื่อมาดูเอง

ครม.เขี่ย‘ธนพร’ หลุดโผนักเรียนวปอ.69 ‘อิ๊งค์’เรียกชื่อมาดูเอง

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.เขี่ย‘ธนพร’ หลุดโผนักเรียนวปอ.69 ‘อิ๊งค์’เรียกชื่อมาดูเอง

ครม. เขี่ยชื่อ“ธนพร ศรียากูล” หลุดโผนักเรียน วปอ.รุ่น 69 ด้าน“ภูมิธรรม”อ้างมีคนร้องเรียนไม่เกี่ยวกับคดีฟ้องร้องต่อกัน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.68 มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติถอนชื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ออกจากรายชื่อนักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ปี 2569 รุ่น 69 เนื่องจากมีผู้แทนหลายองค์กร ยื่นเรื่องร้องเรียนว่า รศ.ดร.ธนพร ไม่มีความเหมาะสม ที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรดังกล่าวเนื่องจาก สร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กร ทั้งนี้ สืบเนื่องจากในที่ประชุม ครม.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้สอบถามกลางที่ประชุมครม. และให้ความเห็นเกี่ยวกับรายชื่อนักศึกษา วปอ.บางคน ในที่ประชุม ครม. วันนี้ด้วย โดยสอบถามว่าใครเป็นผู้มีอำนาจพิจารณารายชื่อออก

จากนั้น นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แจ้งต่อที่ประชุม ว่า ได้รับการร้องเรียนจากตัวแทนสมาคมประมง อ้างว่ามีผู้ร้องเรียน รศ.ดร.ธนพร ให้คำแนะนำไม่เหมาะสม จนทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประมงเมื่อหลายปีก่อน และ เป็นปัญหาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม. และเป็นคู่กรณีที่เพิ่งจะยื่นฟ้อง หมิ่นประมาท รศ.ดร.ธนพร จากกรณีวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถอนชื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ออกจากรายชื่อนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) รุ่น 69 ว่า มีสมาคมชาวประมงเขาร้องเรียนมา ไปถามเขาดู เมื่อถามว่า ไม่ได้เกี่ยวที่รศ.ดร.ธนพร วิพากษ์วิจารณ์พาดพิงนายภูมิธรรม ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “อันนั้นผมว่าไปในเรื่องคดีแล้ว”

‘สุริยะ’หน้าแตก รถไฟฟ้า20บ.ตลอดสายล่าช้า ขอโทษปชช./ยันพ.ย.ได้ใช้แน่

‘สุริยะ’หน้าแตก รถไฟฟ้า20บ.ตลอดสายล่าช้า ขอโทษปชช./ยันพ.ย.ได้ใช้แน่

‘สุริยะ’หน้าแตก รถไฟฟ้า20บ.ตลอดสายล่าช้า ขอโทษปชช./ยันพ.ย.ได้ใช้แน่

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘สุริยะ’หน้าแตก รถไฟฟ้า20บ.ตลอดสายล่าช้า ขอโทษปชช./ยันพ.ย.ได้ใช้แน่

สุริยะ”กราบขอโทษประชาชน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ล่าช้า คาดใช้ได้กลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ยัน“สายสีแดง-สีม่วง”คงราคาเดิม ด้าน“มนพร” ลั่นต้องทำให้ได้ เหตุเป็นนโยบายเรือธง ยันรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไม่เป็นปัญหาในการผ่านกฎหมายแห่ลงทะเบียนรับสิทธิ์พุ่ง ยอดทะลุ 2.2 แสนคน คมนาคม ยันแอปฯ “ทางรัฐ” ไม่ล่ม ใช้ได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่อาจล่าช้าออกไป ไม่ทันในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ว่า ตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่งรมว.คมนาคม ได้บอกว่าการใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต้องมีการผ่านกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. … ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.) ที่ผ่านมาทราบดีว่ามีปัญหาเรื่ององค์ประชุมสภาฯ ทำให้กฎหมายล่าช้า จึงพยายามคิดแผนสองว่า 1 ต.ค. จะของบกลางเข้ามาช่วยได้หรือไม่ ได้ปรึกษากฤษฎีกา ได้คำตอบว่าหากจะใช้งบกลางต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน จึงไม่เข้าองค์ประกอบ จึงคิดแผนต่อไปกรณีที่กฎหมายไม่ผ่านเราจะออกระเบียบได้หรือไม่เพื่อให้มีผลย้อนหลัง กฤษฎีกาก็บอกว่าทำไม่ได้ เราพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว

“สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้ คือเรามี พ.ร.บ.ตั๋วร่วม คิดว่าจะพยายามผ่านกฎหมายนี้ในสภาฯ ให้จบได้ รวมถึง พ.ร.บ. รฟม. หากผ่านตรงนี้ไปได้ ตามกระบวนการหลังโปรดเกล้าฯ ก็ต้องออกกฎหมายลูก และมีกระบวนการต่าง ๆ เช่นการรับฟังความคิดเห็นใช้เวลา 15 วัน และเพื่อทำให้เร็ว ตนจะเสนอ ครม. ให้เว้นการฟังความคิดเห็น เนื่องจาก โครงการ 20 บาทตลอดสาย เป็นผลบวกกับประชาชน ไม่มีผลลบ ซึ่งกฤษฎีกาบอกว่าทำได้ ถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะสามารถใช้รถไฟฟ้า 20 ตลอดสายได้ ในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ หากถามว่าช้าไปหรือไม่ก็ต้องบอกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับประโยชนที่ประชาชนจะได้รับ ถือว่าเยอะ จึงต้องกราบขอโทษประชาชน ที่รอความหวัง” นายสุรินะ กล่าว

เมื่อถามว่าหลังพ้นวันที่ 30 ก.ย. ประชาชนจะต้องจ่ายค่าโดยสารราคาเต็มใช่หรือไม่ จนกว่ากฎหมายจะผ่าน นายสุริยะ กล่าวว่า ถูกครับ

เมื่อถามถึงสายสีแดง และสายสีม่วง จะต้องมีการขยายเวลาในราคา 20 บาท ใช่หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ยังใช้ราคาเดิมได้ และไม่สิ้นสุดสิ้นเดือน ก.ย. เป็นความเข้าใจผิด ข้อมูลที่ออกไปไม่ถูกต้อง เพราะสามารถใช้ได้เรื่อย ๆ จนกว่า 20 บาทตลอดสายจะมา

เมื่อถามว่าในขั้นวุฒิสภา จะมีอะไรที่ทำให้ล่าช้าหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่าตนเชื่อว่าวุฒิสภาจะมองเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพราะกฎหมายก็เป็นเรื่องของกฎหมาย คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า ในวุฒิสภาถูกมองว่ามีสีน้ำเงินเยอะ นายสุริยะ กล่าวว่า อย่าไปพูดอย่างนั้นเลย ทุกคนที่ได้นับเลือกเข้ามาก็มีวุฒิภาวะ คงจะมองถึงผลประโยชน์ โดยเฉพาะอันนี้ไม่ใช่เรื่องของการเมืองเลย เป็นเรื่องเพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนการลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ประชาชนยังมีเวลา กว่าจะเริ่มใช้ก็เดือนพฤศจิกายน ปัจจุบันมีคนมาใช้รถไฟฟ้าถึง 44 ล้านเที่ยวต่อเดือน

ด้าน นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายพรรคเพื่อไทยทำไม่ได้จริง หลังเลื่อนวันในการดำเนินนโยบายโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จากเดิมกำหนดไว้ที่ 1 ตุลาคม ออกไป ประมาณ 1 เดือน เนื่องจากรอกฎหมายกระทรวงคมนาคม 3 ฉบับ ที่ต้องผ่านสภาฯ ว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ไม่ต้องห่วงเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ ก่อนส่งให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณาต่อ

เมื่อถามว่า กังวลว่าเรื่องนี้จะค้างที่ สว.หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ไม่กังวล ได้ทำความเข้าใจกับ ส.ว.แล้วว่านโยบายดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนความชัดเจนนั้น สว.ก็พยายามเร่งให้เร็วที่สุด เพราะมีไทม์ไลน์ของกระทรวงคมนาคมอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายอาจเป็นเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ยังทำไม่ได้จริง และยังเลื่อนไปเรื่อย นางมนพร กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์เป็นความหลากหลายทางความคิด แต่เรานำนโยบายดังกล่าว เป็นเรือธงของรัฐบาลอยู่แล้วที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งจะเห็นได้จากที่รัฐบาลมีการพยายามผลักดันในเรื่องกฎหมาย และการวางแผนงาน เพื่อให้เกิดโครงการดังกล่าวให้ได้

เมื่อถามย้ำว่า จะได้ใช้ภายในปีนี้ใช่หรือไม่ นางมนพร ยืนยันว่า ภายในปีนี้

เมื่อถามว่าการที่รัฐบาลเสียงปริ่มนํ้า จะเป็นอุปสรรคในการผ่านกฎหมายของโครงการนี้หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า เชื่อว่ารัฐบาลและฝ่ายค้านตั้งใจจะให้เกิดโครงการนี้ แม้แต่ตอนโหวต ฝ่ายค้านก็เห็นด้วย ซึ่งในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) มาตราไหนที่มีความเห็นขัดแย้ง ก็มีทางออกด้วยการเพิ่มประเด็นไป

เมื่อถามถึงกรณีการขยายเวลาต่ออายุ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ของสายสีม่วง และสายสีแดงที่จะหมดอายุภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะมีการเสนอที่ประชุม ครม. เพื่อต่อมาตรการหรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ใช่ เพราะมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวจะมีผลถึงวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ดังนั้นจะมีการหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ภายในวันนี้ รวมถึงหารือกับการรถไฟรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า จะนำเงินส่วนใดมาชดเชยระหว่างรอกฎหมายผ่าน

วันเดียวกัน นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ช่วงเวลาประมาณ 13.06 น. มีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ผ่านแอปฯ ทางรัฐ แล้ว 220,701 คน หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 25 ส.ค. 2568 โดยมั่นใจว่าจำนวนผู้ลงทะเบียนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่า นโยบาย ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุดในทุกด้านอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง แอปฯ ทางรัฐ ยังคงเปิดให้ลงทะเบียนได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาระบบล่มแต่อย่างใดตามที่หลายๆ คนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งเห็นได้จากบริการออนไลน์ภาครัฐอื่นๆ ในแอปฯ ทางรัฐ ประชาชนยังคงใช้งานได้ตามปกติตลอดทั้งวัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงตลอดระยะเวลาการเปิดให้ลงทะเบียน โดยการให้แก้ไขบัตรด้วยตนเองในช่วงแรก พร้อมกับให้ผู้ที่สมัครแอปฯ ทางรัฐใหม่ ไม่ต้องลงทะเบียนที่เคาน์เตอร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน