คนไทยรวมพลังร้องเพลงชาติ ‘หนองจาน’เดือด! ชูธงไตรรงค์ยันอธิปไตยไทย

คนไทยรวมพลังร้องเพลงชาติ ‘หนองจาน’เดือด! ชูธงไตรรงค์ยันอธิปไตยไทย

คนไทยรวมพลังร้องเพลงชาติ ‘หนองจาน’เดือด! ชูธงไตรรงค์ยันอธิปไตยไทย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยรวมพลังร้องเพลงชาติ ‘หนองจาน’เดือด! ชูธงไตรรงค์ยันอธิปไตยไทย ‘บิ๊กเล็ก’ฮึ่มฟันอาญาม็อบเขมร ป่วนชายแดนรื้อรั้วลวดหนาม

บิ๊กเล็ก”เดินหน้าเอาผิดอาญาม็อบเขมร ป่วนรื้อลวดหนามชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ฐานทำลายทรัพย์สินราชการ ลั่นจะมาทำแบบนี้ในพื้นที่ปท.ไทยไม่ได้ เล็งเพิ่มกำลังตำรวจควบคุมมวลชน หนุนคำสั่งมทภ.2 ทหารเขมรล้ำอธิปไตยยิงตอบโต้ได้ทันที แม้อยู่ระหว่างเจรจาหยุดยิง ด้านทภ.1เฝ้าระวังชายแดนบ้านหนองจาน 24 ชม. ย้ำแนวลวดหนามยังอยู่เหมือนเดิม ขณะที่เสธ.เบิร์ดลุยบ้านหนองจาน ย้ำแผ่นดินไทย ซัดฮุนเซน ไม่โง่แต่ขี้โกง จี้อพยพคนเขมรกลับประเทศ ส่วนชาวไทยกว่า 500 คน มาตามนัดรวมตัวร้องเพลงชาติชูธงไตรรงค์เหนือศีรษะ แสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ว่าแผ่นดินนี้คือแผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์ความวุ่นวายหลังชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้วจะมีมาตรการอย่างไรว่า โฆษกกองทัพบกชี้แจงแล้ว เป็นไปตามนั้นเลย

ยันแก้ปัญหาบ้านหนองจานถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวย้ำว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่กระทบกันอยู่ ก็ต้องแก้ไปตามสภาพการณ์ เราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง ทำทุกอย่างภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย

สั่งฟันอาญาเขมรรื้อลวดหนามบ้านหนองจาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหมรักษาราชการแทนรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ประเด็นเดียวกันว่า จากที่ได้รับรายงานคือผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วจะเดินทางมาพบประชาชนคนไทยในบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ทางกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพาจึงได้วางแนวรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันชาวบ้านชาวกัมพูชาเกรงจะเข้ามารบกวน จึงได้วางแนวลวดหนามเพิ่มเติม ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่วางไว้เดิม ตนได้ให้แนวทางไปว่า การปฏิบัติในพื้นที่ประเทศไทยจะทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายอาญา ฐานความผิดทำลายทรัพย์สินทางราชการ และขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมขึ้นอีก ซึ่งผู้ที่จะแจ้งความเป็นใครก็ได้ เป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 หรือจ.สระแก้ว ก่อนย้ำว่าต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเพราะประชาชนรับไม่ได้

สั่งเพิ่มกำลังตำรวจรับมือม็อบเขมร

พล.อ.ณัฐพลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สั่งการให้ทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปด้วย เพราะนี่คือพื้นที่อธิปไตยของไทย เขาจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าการปฏิบัติการหลังจากนี้จะเป็นในลักษณะการปราบกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า กองทัพภาคที่ 1 เริ่มใช้ LRAD หรือเครื่องมือที่ช่วยสลายการชุมนุมในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะต้องเตรียมกำลังเพิ่มเติม พิจารณาใช้ตำรวจ เพราะกำลังทหารอาจจะดูรุนแรงเกินไป

เมื่อถามว่า ชาวกัมพูชามีความพยายามใช้ชาวบ้านเป็นโล่กำแพงมนุษย์ เข้ามาสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ไทย มีรายงานหรือไม่ว่ามีทหารกัมพูชาอยู่เบื้องหลัง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ต้องมีข้อมูล เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ให้กองทัพภาคที่ 1 ทำหนังสือประท้วงไป และเรื่องนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม GBC ในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ด้วย แย่างไรก็ตามไม่ได้รอการประชุม GBC เพราะสั่งให้ทำหนังสือประท้วงไปเรียบร้อยแล้ว

ถามต่อว่า จะถึงขั้นใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือแก๊สน้ำตาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจากการประชุม RBC ของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา มีข้อตกลงว่าจะมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ประสานงานในพื้นที่ วันนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ยอมรับว่าเมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) กองทัพภาคที่ 1 ได้พูดคุยกับทางกัมพูชา เหตุการณ์จึงคลี่คลายลงในตอนหลัง เนื่องจากกัมพูชาเข้าใจแล้วว่าไม่ได้เป็นการวางเพื่อสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่เป็นการวางป้องกันเฉพาะกรณี

หนุนยิงทันทีถ้าเขมรล้ำพื้นที่

ถามถึงว่า ในพื้นที่เขาพระวิหาร มีรายงานสถานการณ์เข้ามาบ้างหรือไม่เนื่องจากมีการรายงานว่า กัมพูชาเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า มี เราได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนเจรจาก็เจรจาไป ส่วนเตรียมกำลังก็เตรียมกำลังไป เราต้องไม่ยอมมาปฏิบัติการอะไรทางทหารในพื้นที่เป็นอันขาด

ถามอีกว่า จากที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาระบุว่าหากมีการล้ำพื้นที่ จะไฟเขียวให้ยิงตอบโต้ได้ในทันที พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า แน่นอน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วจะหยุดยิงตลอดไป หากเขาล่วงล้ำอธิปไตยก็ทำตามอำนาจหน้าที่ได้เลย กฎใช้กำลังของกระทรวงกลาโหมให้อำนาจไว้แล้ว ผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพภาค มีอำนาจทำได้ ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วก็ไม่ยิง ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน ไทยเราเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด

สุรินทร์เตรียมพร้อมศูนย์อพยพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งจะเตรียมพร้อมอพยพประชาชนอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เช่นเหตุการณ์เมื่อคืนที่จ.สุรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์เตรียมศูนย์อพยพเพิ่มเติม ยอมรับว่าทำให้คนในพื้นที่แตกตื่นเหมือนกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไร เป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ เพราะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์อะไรไว้ล่วงหน้า

ส่วนกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งหนังสือมายังผู้ว่าฯสระแก้ว เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ต้องแยกกัน การออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดเป็นเรื่องกระทรวงมหาดไทย แต่เรื่องความมั่นคงปกป้องอธิปไตยเป็นเรื่องกระทรวงกลาโหม โดยมีกระทรวงมหาดไทยสนับสนุนต้องแยกออกจากกัน เรื่องเอกสารสิทธิ์ก็ว่ากันไป การปกป้องอธิปไตยกระทรวงกลาโหมไม่ยอมอยู่แล้ว

สั่งเข้มห้ามล้ำแดน-ย้ำชายแดนวาระปท.

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงข้อสั่งการนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีถึงการแก้ปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชาว่าให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนทรัพยากรต่างๆให้กองทัพ ทั้งนี้ นายภูมิธรรม ขอบคุณทหารที่ประจำอยู่ชายแดนทั่วประเทศไทยในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ต้องอดทนอดกลั้นจากการยั่วยุของฝ่ายเขมร ทั้งปฏิบัติการทางทหารและการใช้โล่มนุษย์ ที่อาศัยประชาชนนำหน้าเคลื่อนไหวด้วยวิธีการต่างๆ ในการนี้ หากกองทัพต้องการสนับสนุนอุปกรณ์หรือทรัพยากรเร่งด่วนใดๆขอให้แจ้ง ศบ.ทก. ดำเนินการประสานจัดการให้ทันที โดยให้หน่วยงานต่างๆ ยึดถือว่าสถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องสำคัญของประเทศนอกจากนี้ ยังสั่งการให้ศบ.ทก. ประสานการปฏิบัติให้มีผลสัมฤทธิ์ กระชับความเป็นเอกภาพทั้งการทหาร การต่างประเทศ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ รวมถึงการปฏิบัติการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงมาตรการอื่นอาทิ เข้มงวดกับปฏิบัติการห้ามไม่ให้พลเรือนกัมพูชารุกล้ำเขตแดนอย่างผิดกฎหมาย และการติดตามเร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมด้านสแกรมเมอร์

ทบ.ยันบ้านหนองจานเขตอธิปไตยไทย

จากกรณีพลโท (หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาชี้แจงเหตุชาวเขมรขัดขวางการวางลวดหนามของทหารไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จ.สระแก้ว พื้นที่เขตอธิปไตยของไทยชัดเจนโดยพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงตอบโต้หลายประเด็น ดังนี้

1.กรณีฝ่ายเขมรกล่าวหา ทหารไทยพยายามลักลอบวางลวดหนามในพื้นที่หมู่บ้านโจกเจย ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย และถูกประชาชนกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาตรวจพบและสกัดกั้นนั้นขอยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ถูกเขมรรุกล้ำเข้ามาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี เนื่องจากเคยถูกใช้เป็นพื้นที่รองรับผู้อพยพชาวเขมรที่หนีภัยสงคราม และหลังสงครามสิ้นสุด ชาวเขมรบางส่วนไม่ยอมอพยพกลับ ส่งผลให้กลายเป็นปัญหายืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน

แฉซ้ำเขมรใช้ปชช.รุกแดนไทยตั้งชุมชน

2.กรณีเขมรเรียกร้องไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะการประชุม RBC ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาและกองทัพภาคที่ 1 ของไทยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะไม่ขยายขอบเขตข้อพิพาทด้านพื้นที่ ขอย้ำว่า การดำเนินการของไทยไม่ได้เป็นการขยายข้อพิพาท แต่เป็นพื้นที่พิพาทเดิมที่ไทยประท้วงอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี ภายใต้กรอบ MOU 43 ซึ่งเขมรเพิกเฉยไม่แก้ไข และแม้ฝ่ายไทยเสนอที่ประชุม RBC ครั้งล่าสุดให้จัดระเบียบพื้นที่พิพาทร่วมกัน แต่ฝ่ายเขมรไม่ยอมตอบรับ

3.กรณีเขมรระบุว่าปัญหาพื้นที่พิพาทควรแก้ไขผ่านกลไก JBC ตามเจตนารมณ์ MOU 2000

ไทยยืนยันมาตลอดว่าพร้อมใช้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในการแก้ปัญหา แต่ระหว่างรอสำรวจจัดทำหลักเขตแดน จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข MOU 43 ซึ่งกำหนดห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ อย่างไรก็ตาม เขมรกลับละเมิดข้อตกลง โดยสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานและสร้างบ้านเรือนในพื้นที่พิพาทต่อเนื่องจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ไทยได้ประท้วงมาตลอด อีกทั้งในบางส่วนของพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตที่เขมรอ้างสิทธิ์ หากแต่เป็นดินแดนของประเทศไทยชัดเจน

ทั้งนี้ โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นการแก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ภายใต้กรอบข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน พร้อมทั้งเคารพกลไก JBC และ RBC ขณะเดียวกัน ไทยไม่อาจเพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นซ้ำซากจากฝ่ายเขมร จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปกป้องสิทธิอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง โดยไทยพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงและประสานความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และรักษาสันติภาพตามหลักสากล

มทภ.1เฝ้าระวังเข้มชายแดนสระแก้ว24ชม.

ล่าสุด จากเหตุการณ์วุ่นวายชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว กรณีฝ่ายกัมพูชาเข้าใจผิด หลังทหารไทยวางแนวลวดหนามเพื่อความปลอดภัยชั่วคราว ระหว่างคณะจังหวัดสระแก้วเข้าตรวจพื้นที่ที่ดินของประชาชน ช่วงเวลา 15.00 น.เมื่อวานนี้ ( 25 สิงหาคม) ทำให้กองทัพภาคที่ 1 เพิ่มการเฝ้าระวัง และเกาะติดสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่า เหตุการณ์พื้นที่บ้านหนองจานขณะนี้เหตุการณ์ทั่วไปปกติ สำหรับแนวรั้วลวดหนามที่ดำเนินการอยู่แล้ว ยังอยู่เหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เสธ.เบิร์ดลุยบ้านหนองจานย้ำแผ่นดินไทย

วันเดียวกัน ที่บ้านหนองจาน ต.โดนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่บ้านหนองจานว่า จุดที่เรายืนอยู่ขณะนี้คือ บ้านหนองจานอยู่ในเขตประเทศไทยปัจจุบันตอนนี้ หลักเขตที่ไทยและกัมพูชายอมรับตรงกันคือหลักเขตที่ 46 และ 47 ซึ่งมีหลักเขตอยู่จริง แต่พื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ระหว่างหลักเขตพื้นที่ 46 และ 47 เราอ้างสิทธิ์ไม่ตรงกัน หมายความว่ามีพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันอยู่ แต่สิ่งที่แน่ที่สุดคือ หลักเขตที่กัมพูชาเซ็นยอมรับเมื่อปี 2549 ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ มีหมู่บ้านของเขาที่ล้ำมาในแผ่นดินไทยชัดเจน ตนฝากไปถึงว่าผู้ที่มาเซ็นยอมรับไว้เมื่อปี 2549 ว่าคุณต้องจัดการกับหมู่บ้านเหล่านี้ โดยทำแผนอพยพประชาชนให้แล้วเสร็จ และต้องมีเวลากำหนด คุณต้องอพยพออกไป เพราะนี่เป็นการละเมิดอย่างชัดเจน

พล.ต.วันชนะกล่าวต่อว่า แต่หมู่บ้านแห่งนี้อาจมีข้อแตกต่างจากบ้านหนองหญ้าแก้วนิดหน่อยคือ บ้านหนองหญ้าแก้วไม่ได้เป็นพื้นที่ศูนย์อพยพมาก่อน แต่พื้นที่บ้านหนองจานเป็นศูนย์อพยพมาก่อน แต่ตนยืนยันเหมือนเดิมว่าพื้นที่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้เป็นแผ่นดินไทย สิ่งที่เราได้เปรียบคือไม่ว่าคุณจะยอมรับหลักเขตหรือไม่ แต่ตรงนี้คุณล้ำเขตแดนแน่นอน ฮุนเซนไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนโกง มันถึงพยายามจะฮุบเอาแผ่นดินของไทยไป

ซัด‘ฮุนเซน’คนโกง-จี้เขมรอพยพออกไป

“เราอยากเรียกร้องให้อพยพประชาชนชาวเขมรที่ล่วงล้ำแผ่นดินไทยออกไป ซึ่งมีประมาณ 50 ครัวเรือนในพื้นที่เกือบ 60 ไร่ ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงนั้น เราจะใช้สิทธิ์ผลักดันต่อไป ฮุน เซน ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนขี้โกง แม้กระทั้งเส้นที่เขาอ้างสิทธิ์ก็ยังล้ำมาในแผ่นดินไทย จึงเรียกร้องให้เขาทำแผนอพยพประชาชนออกไป ส่วนพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์ต้องมาคุยกันต่อในการประชุม JBC จุดที่เราเรียกร้องอยู่นอกเหนือ MOU43 เพราะเขาล้ำมาในแผ่นดินไทย ถ้าเขายังไม่ยอมทำ เราก็ต้องทำแผนของเรา เพื่อผลักดันเขาออกไป”พล.ต.วันชนะกล่าว

สุรินทร์เปิดศูนย์พักพิงฯ7แห่งสำรอง18แห่ง

ที่จ.สุรินทร์ผู้สื่อข่าวรายงานว่าด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาด้านจ.สุรินทร์ ยังไม่ปกติไม่น่าไว้ใจ เพราะกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายยังตรึงกำลังอยู่ที่มั่นเดิม รวมทั้งมีการยั่วยุและลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดบนผืนแผ่นดินไทยของทหารกัมพูชา นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งถึงนายอำเภอเมืองสุรินทร์ให้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 7 แห่งรองรับผู้อพยพได้ประมาณ 2 หมื่นคน และสำรองอีก 18 แห่งรองรับประชาชนที่จะอพยพจากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศโดยยึดหลักปฏิบัติตามแผนอพยพประชาชนกรณีภัยทางอากาศจังหวัดสุรินทร์ และ แผนรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพิทักษ์พื้นที่หลังจ.สุรินทร์โดยเคร่งครัดส่วนการขออนุมัติงบฯสร้างบังเกอร์หลบภัย จ.สุรินทร์เสนอกระทรวงมหาดไทยแล้ว พร้อมแจ้งขอความอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านชายแดนขณะที่บางครัวเรือนที่มีกำลังทรัพย์พอได้สร้างบังเกอร์หลบภัยประจำบ้านเองเป็นการเร่งด่วนแล้ว ขณะนี้มีการอพยพของชาวบ้านออกจากพื้นที่มาโดยตลอด

ไทยรวมพลร้องเพลงชาติบ้านหนองจาน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้วว่า เวลา 12.30 น. ประชาชนไทยประมาณ 500 คน มารวมตัวกันบริเวณชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง ชูธงไตรรงค์เหนือศีรษะและร่วมกันร้องเพลงชาติไทย เสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เพื่อแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ว่าแผ่นดินนี้คือแผ่นดินไทยและพร้อมยืนหยัดเคียงข้างกองทัพในการปกป้องอธิปไตย นอกจากนี้ ชาวบ้านยังจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่มและสิ่งของจำเป็นไปมอบให้ทหาร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และพลโทวันชนะ สวัสดี นำคณะลงพื้นที่ พบมีชาวกัมพูชาสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเขตไทย 18 หลัง ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน ซึ่งกองทัพจะนำปัญหาเข้าที่ประชุม JBC เพื่อให้รัฐบาลกัมพูชาแก้ไขและรับผิดชอบต่อประชาชนของตัวเอง ถ้าไม่ดำเนินการ ไทยมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะขับไล่ผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรม

‘มาริษ’ เผย สวีเดน ห่วงสถานการณ์ชายแดน หลังเขมรใช้โล่มนุษย์ยั่วยุ จ่อยกหารือเวที UN พรุ่งนี้

'มาริษ' เผย สวีเดน ห่วงสถานการณ์ชายแดน หลังเขมรใช้โล่มนุษย์ยั่วยุ จ่อยกหารือเวที UN พรุ่งนี้

‘มาริษ’ เผย สวีเดน ห่วงสถานการณ์ชายแดน หลังเขมรใช้โล่มนุษย์ยั่วยุ จ่อยกหารือเวที UN พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.16 น.

“มาริษ” เผยสวีเดนกังวล สถานการณ์ ไทย-กัมพูชา หลังกัมพูชาใช้โล่มนุษย์ยั่วยุในพื้นที่ ต่อเนื่อง เตรียมยกเรื่องนี้ หารือเวที UN ที่เจนีวา พรุ่งนี้

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  กล่าว ภายหลังหารือทวิภาคีกับ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน โอกาสเดินทางเยือนสวีเดนอย่างเป็นทางการ  

โดยเปิดเผยว่าตนได้ อธิบายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าใจถึงถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ชายแดนไทย – กัมพูชา  โดยเฉพาะกรณีมีการยั่วยุโดยใช้พลเรือนเป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง  ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว  ว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กัมพูชาพยายามใช้ ซึ่งขัดต่อความตกลงใน กฎบัตรสหประชาชาติเป็นอย่างมาก เหมือนกับใช้ประชาชนและพลเรือนเป็นโล่มนุษย์ เพื่อที่จะทำให้สถานการณ์มันแย่ลงไปอีก ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งประเทศสวีเดนก็เข้าใจ 

อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้ ประเด็นที่หน่วยงานในพื้นที่ต้องช่วยกันระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน เพราะเมื่อมีพลเรือนเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการทำงานของทางทหารก็จะยากลำบาก อาจจะนำไปสู่การสร้างความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหน่วยงานที่เป็นพลเรือนในพื้นที่ก็จำเป็นจะต้องเข้ามาดูแลและแก้ไขสถานการณ์ตรงนี้

และพรุ่งนี้( 27 ส.ค. ) ตนจะมีโอกาสได้ชี้แจงกับที่ประชุมของ UN ที่นครเจนีวา  สวิตเซอร์แลนด์ ก็จะนำประเด็นนี้ ยกขึ้นแสดงความห่วงกังวลว่าการใช้วิธีเอาพลเรือนมาเป็นตัวกดดัน หรือมาสร้างความตึงเครียด หรือขยายความตึงเครียดบริเวณชายแดนมากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ และเป็นการขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ กับความกฎหมายระหว่างประเทศ

ส่วนการจะกลับมายกระดับความสัมพันธ์ ของไทยกับกัมพูชาได้หรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า กัมพูชาจะต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีความจริงใจ ในการแก้ไขปัญหา เพราะแม้ขณะนี้จะไม่มีการกระทบกระทั่งกันทางทหาร แต่ยังมีการใช้พลเรือนเป็นโล่มากดดัน ทำให้เรายังไม่มีความเชื่อมั่นว่ากัมพูชามีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา  

ดังนั้นจึงยังจะไม่มีการส่งทูตไทยกลับไปประจำที่กัมพูชา แต่ขณะนี้ก็ได้ติดตามอยู่ตลอดเวลาเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความมั่นใจ ว่าเขามีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน เราก็จะค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป

นายมาริษย้ำว่า การใช้มนุษย์เป็นโล่ป้องกันไม่มีใครใช้อยู่แล้ว ไม่ควรใช้พลเรือนมาเป็นตัวสร้างให้เกิดปัญหา และในการพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสวีเดน ก็กังวลกับสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นการทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งตรงนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การพิจารณาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรจะเป็นไปในทิศทางใด” 

ส่วนการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ  JBC ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนหน้านั้น นายมาริษกล่าวว่า มีเป้าหมาย สำคัญอยู่สองด้านคือวางแนวทางที่จะเจรจากันในเรื่องของเขตแดน  และต้องพูดคุยกันเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกัน รวมทั้งเรื่องของการใช้ประชาชนและพลเรือนมากดดัน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ดังนั้นต้องมีการพูดคุยกัน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ 

เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างรอยร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชามากยิ่งขึ้น จะสื่อสารอย่างไร ไปถึงประชาชนในพื้นที่ นายมาริษกล่าวว่า ไทยกับกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ชายแดนติดกันมานานแล้ว ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็มีการกระทบกระทั่งการเป็นธรรมดา หากเปรียบเทียบก็เสมือนกับคนในครอบครัวที่ มีการกระทบกระทั่งกัน แต่ต้องตระหนักว่าสุดท้ายก็จะต้องอยู่ร่วมกัน ดังนั้น เป็นเรื่องที่ต้อง คำนึงว่าจะทำอย่างไรต่อไปให้คนรุ่นหลังได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลไทยต้องการเห็นการพูดคุย และหาทางออกแบบสันติวิธี

‘วุฒิสภา’ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ยกเลิก MOU 43-44 มีชื่อ ‘หมอตุลย์-คำนูณ-เทพมนตรี-อ.วีระ’ร่วมด้วย

‘วุฒิสภา’ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ยกเลิก MOU 43-44 มีชื่อ ‘หมอตุลย์-คำนูณ-เทพมนตรี-อ.วีระ’ร่วมด้วย

‘วุฒิสภา’ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ยกเลิก MOU 43-44 มีชื่อ ‘หมอตุลย์-คำนูณ-เทพมนตรี-อ.วีระ’ร่วมด้วย

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.09 น.

‘วุฒิสภา’มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู 43-44  มีชื่อ ‘ หมอตุลย์-คำนูณ-อ.วีระ’ โผล่ร่วมสัดส่วนคนนอก 

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ประชุมวุฒิสภา ได้ประชุมลับพิจารณาญัตติเรื่องขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกMOU2543 และMOU2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. เป็นผู้เสนอ 

โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ในที่สุดมีมติเห็นชอบให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ จำนวน 25 คน  โดยแบ่งสัดส่วน กมธ.จาก สว. 15 คน ประกอบด้วย   1. น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย 2. นายชินโชติ แสงสังข์3. นายชิบ จิตนิยม 4. นายนพดล อินนา 5.นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด 6. นายชวภณ วัธนเวคิน 7. นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ 8. นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย9. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล 10. นายชัยธัช เพราะสุนทร 11. พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ12. นายนิรัตน์ อยู่ภักดี 13. นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว 14. นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก 15. พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา

ขณะที่สัดส่วนบุคคลภายนอก (ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) จำนวน 10 คน ได้แก่ 16. พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ 17. พล.อ.บัณฑิต สุวัฑฒน 18. พล.ร.อ. วีระพันธ์ สุขก้อน 19. พล.ท. ชาคร บุญภักดี 20. นายดุลยภาค ปรีชารัชช 21.นายเทพมนตรี ลิมปพยอม 22.นายวีรพันธ์ มาไลยพันธ์ 23.นายคำนูณ สิทธิสมาน 24. นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ 25.นายวีระ ธีระภัทรานนท์  โดยมีระยะเวลาในการดำเนินงาน 90 วัน

รมว.กต. หารือทวิภาคี ‘รมว.กต.สวีเดน’ เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ

รมว.กต. หารือทวิภาคี ‘รมว.กต.สวีเดน’ เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ

รมว.กต. หารือทวิภาคี ‘รมว.กต.สวีเดน’ เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.50 น.

’รมว.กต.‘ หารือทวิภาคี ‘รมว.กต.สวีเดน’ เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ นวัตกรรม สตาร์ทอัพ 

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีระหว่างอาหารกลางวันกับนางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาศักยภาพ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ นวัตกรรม สตาร์ทอัพ การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการขยายโอกาสการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย – อียู การสนับสนุนของสวีเดนในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย และการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าสู่เขตเชงเกนของผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย อีกทั้งยังแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศด้วย

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามในเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย – สวีเดน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองร่วมกันในการส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ การค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ การเปลี่ยนผ่านสีเขียว นวัตกรรม การศึกษา และความสัมพันธ์ระดับประชาชน
 

‘มาริษ’ร่วมงานเลี้ยงผู้นำภาคธุรกิจและวิชาการของสวีเดน

'มาริษ'ร่วมงานเลี้ยงผู้นำภาคธุรกิจและวิชาการของสวีเดน

‘มาริษ’ร่วมงานเลี้ยงผู้นำภาคธุรกิจและวิชาการของสวีเดน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.48 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเช้ากับผู้นำภาคธุรกิจและวิชาการของสวีเดน โดยมีนายมาร์คัส วอลเลนเบิร์ก ประธานคณะกรรมการธนาคาร Skandinaviska Enskilda Banken (SEB) เป็นเจ้าภาพ

รมว.กต. ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมโอกาสด้านการค้าและการลงทุน พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือและการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมนวัตกรรม และขยายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยด้วย
 

‘บิ๊กเต่า’เข้าทำเนียบฯ รายงานคดีวัดพระบาทน้ำพุ เตือน’นอมินีถือครองที่ดิน-ทรัพย์สิน’รายงานตัวด่วน

'บิ๊กเต่า'เข้าทำเนียบฯ รายงานคดีวัดพระบาทน้ำพุ เตือน'นอมินีถือครองที่ดิน-ทรัพย์สิน'รายงานตัวด่วน

‘บิ๊กเต่า’เข้าทำเนียบฯ รายงานคดีวัดพระบาทน้ำพุ เตือน’นอมินีถือครองที่ดิน-ทรัพย์สิน’รายงานตัวด่วน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“บิ๊กเต่า” ควง “เลขาฯ ป.ป.ท.” เข้าทำเนียบฯ รายงานคืบหน้าคดีวัดพระบาทน้ำพุ จ่อแถลงใหญ่แจงทุกประเด็น บอกตอนสึก “ทิดอลงกต” ยังยิ้ม ชี้เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ศาสนายังอยู่ เตือนนอมินีถือครองที่ดิน-ทรัพย์สิน รายงานตัวจนท. ยังมีโอกาสไม่ถูกดำเนินคดี

เมื่อเวลา17.30 น.วันที่ 26 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าภายหลังนายอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ลาสิกขา

ต่อมาเวลา 19.10 น. ภายหลังการหารือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า มารายงานกรณีนายอลงกต ซึ่งนายภูมิธรรม ขออย่าให้กระทบกระเทือนกับพี่น้องประชาชน อย่าให้เสื่อม ทั้งนี้นายอลงกตได้อัดคลิปวิดีโอพูดถึงความถูกผิดเพื่อแจ้งให้ประชาชนว่าตนเองทำไม่ถูกเยอะ ในส่วนที่ทำถูกก็เป็นบุญ ในส่วนที่ทำผิดก็ต้องรับโทษ ซึ่งนายอลงกตยอมรับการสึกโดยที่ยังยิ้มอยู่ พร้อมสอนพระสอนคนด้วย นายอลงกตมีความห่วงใยความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา ทั้งนี้คลิปดังกล่าวประชาสัมพันธ์ฝ่ายสอบสวนกลางจะนำมาเผยแพร่

เมื่อถามว่าเรื่องเงินทองที่ต้องไปดูเส้นทางการเงิน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า หลักฐานตั้ง 30 ปี เราเพิ่งเริ่มเปิดแผลเรามีการค้น 17 จุดเพื่อเอาหลักฐานและไปสอบปากคำ หาเส้นเงิน หาผู้กระทำความผิด เราต้องการเอาทรัพย์สินของวัดทั้งหมดที่ไปอยู่ในกระเป๋าคนอื่นกลับมาเป็นของวัดให้หมด เราเลยดำเนินการเรื่องคดีฟอกเงิน โดยจะให้ทุกคนที่ถือครองทรัพย์สินที่ดินของวัดเอากลับมาวางบนโต๊ะให้หมด ถ้าใครไม่เอามาจะถูกดำเนินคดี ตนจึงแจ้งเตือนไปว่าใครที่ถือครองทรัพย์สินของวัดไม่ว่าจะเป็นอะไร วันนี้ทิดอลงกตได้สึกไปแล้ว ให้ท่านนำของเหล่านี้มาคืนเจ้าหน้าที่และแสดงตัวบอกที่มาที่ไป ท่านก็จะยังมีคำว่าเจตนากับไม่เจตนา ท่านยังมีโอกาสที่จะไม่ถูกดำเนินคดีแต่ถ้าท่านยังดื้อหรือไม่ยอมที่ดินอันนี้ก็จะกลับไปทำลายท่าน หรือทรัพย์สินอื่นที่จะกลับไปทำลายท่าน ตนขอเตือนให้เอามาคืนและให้มาแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่

เมื่อถามว่าเท่าที่เราดูเส้นเงินได้ประเมินหรือไม่ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า มีเส้นเงินเป็นมูลค่าหลายพันล้าน เมื่อถามว่าในขบวนการนี้นอกจากนายอลงกตมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องเยอะหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เป็นเหมือนบริษัทหนึ่งที่ตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อหาเงิน ที่ตั้งเพจ ชมรมขึ้นมาเพื่อหาเงินเหมือนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินเข้ามาร่วม 30 ปี จนเงินไม่รู้จะกองเอาไว้ที่ไหนก็มีการถ่ายออกไปซื้อทรัพย์สินให้คนอื่นถือครอง ทั้งนี้เราจะมีการแถลงข่าวใหญ่ตอบสังคมให้ทราบทุกประเด็น ทั้งเรื่องความเป็นมาชีวิตนายอลงกตว่าทำไมมาบวช ทำไมเลขใบสุทธิไม่ตรงกับเลขประจำตัวประชาชน เรื่องผู้หญิงที่เกิดขึ้น รวมถึงการโกงของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี ความชัดเจนจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำเอกสารทั้งหมดเสร็จแล้ว ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ตอนที่เราไปคุยกับนายอลงกตให้สึกเราคุยกันว่าช่วงแรกของชีวิตท่านช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ทำให้ศรัทธาหลั่งไหลเข้ามาจนล้นและไม่รู้จะเก็บไว้ไหน ทำให้เป็นกิเลสจนนายอลงกตนำเงินไปถ่ายเป็นที่ดิน สนามบอล ร้านอาหาร เหมือนเป็นการฟอกเงินด้วย

ด้านนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวว่า หลวงพ่ออลงกตพยายามให้เราแยกว่าความผิดที่เกิดขึ้น มันเป็นความผิดของปัจเจกบุคคล แม้ว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาก็จริง แต่ศาสนายังอยู่ ท่านทำผิดท่านก็ได้รับบทลงโทษไป ซึ่งก่อนที่เราจะมาที่ทำเนียบรัฐบาลได้มีการพูดคุย หลังจากที่ได้ลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ยอมรับและบอกเองว่าท่านยอมรับในเรื่องทางโลก ส่วนเรื่องทางธรรมที่ท่านได้ศึกษามา ท่านก็ได้ยอมรับกฎแห่งกรรมที่ท่านได้ทำเอาไว้ เอาล่ะ บางเรื่องมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ท่านก็อยากจะบอกกับทุกคนว่าการเป็นพระไม่ควรที่จะไปติดยึดหรือยึดถือในเรื่องของเงินทองอะไรต่างๆ สำหรับคลิปที่จะเผยแพร่มีความยาว 6-7 นาที ซึ่งท่านได้ระบายความรู้สึกให้ฟัง ซึ่งท่านสึกแล้วดูมีความสุขท่านยิ้ม

‘บิ๊กเต่า’ลั่นหวังเปลี่ยนวงการตำรวจ พ้นระบบอุปถัมภ์ ย้ำถ้าใครเก่งกว่า ยินดีให้ก้าวหน้า

‘บิ๊กเต่า’ลั่นหวังเปลี่ยนวงการตำรวจ พ้นระบบอุปถัมภ์ ย้ำถ้าใครเก่งกว่า ยินดีให้ก้าวหน้า

‘บิ๊กเต่า’ลั่นหวังเปลี่ยนวงการตำรวจ พ้นระบบอุปถัมภ์ ย้ำถ้าใครเก่งกว่า ยินดีให้ก้าวหน้า

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.19 น.

‘บิ๊กเต่า’ เปิดใจเหตุร้อง ‘ภูมิธรรม’ หวังเปลี่ยนวงการตำรวจพ้นระบบอุปถัมภ์ ลั่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ใช้กฎหมาย-ความสามารถเป็นตัวชี้วัด ย้ำถ้าใครเก่งกว่าพร้อมยินดีให้ก้าวหน้า

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 19.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายก ฯ และประธานกรรมการข้าราชการตำรวจและกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หลังทำหนังสือร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2568 ว่า วันนี้ตนมารายงานเรื่องวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ไม่มีการพูดเรื่องนี้ แต่นายภูมิธรรมรับเรื่องไว้แล้ว และบอกอย่างเดียวว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน 

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้เสียกำลังใจหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้การทบทวนเรื่องนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ตนและข้าราชการได้รับสิทธิ์ทุกคน ซึ่งระบบการแต่งตั้งนั้นมันเป็นกฎหมาย เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมีสิทธิ์ และนายภูมิธรรมเป็นประธาน ก.ตร. ต้องให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว เชื่อว่านายภูมิธรรมเป็นผู้ใหญ่และมีเหตุผล สิ่งที่ตนร้องไปอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมตำรวจที่ยังใช้ระบบอุปถัมภ์อยู่ ตนอยากให้ใช้ความรู้ความสามารถ ตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ว่าคนที่ตั้งใจทำงานมีความรู้ความสามารถจะได้รับการตอบแทน จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่ให้เอาความรู้ความสามารถไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือเฉพาะกลุ่ม

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ถ้าความยุติธรรมไม่มี มันจะเกิดการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม อยู่ไปเพื่อรอหรือวิ่งเต้น ตนอยากให้ทุกคนแข่งกันทำงานเพื่อประชาชน ใครทำไม่ดีก็ตั้งคณะกรรมการ ถ้าทำดีทำขยันก็ได้รางวัลไป มันต้องมีเหยื่อล่อ ทุกคนที่ทำงานไม่มีหรอกจะพูดว่าไม่หวังที่จะเจริญก้าวหน้าทุกคนหวัง

“แต่ผมได้รับร้องเรียนจากเพื่อนพี่น้อง ระบบความเป็นธรรมของเรานั้นแก้กฎหมายก็ยังเหมือนเดิม ฉะนั้นอยากให้ทำตามกฏหมาย รูปแบบของการประเมินที่เคยทำมา และมันตรวจสอบได้โดยคะแนนว่าคนนี้น้อยคนนั้นมาก ตรวจสอบเป็นรายบุคคลแล้วจะรู้ว่าใครมีผลงาน ฉะนั้นหากระบบคุณธรรมไม่เกิด ประชาชนก็ไม่ได้รับความยุติธรรม ผมเป็นหนังหน้าไฟมาวันนี้ ผมทำงานและเห็นการเปลี่ยนแปลงมาหลายองค์กร แต่หันหน้ามาดูองค์กรของเราเองมันไม่เปลี่ยน ผมก็อยากให้มันเปลี่ยน ผมไม่ได้ไม่เป็นไร จำคำพูดไว้ ถ้าเขาพิจารณาแล้วผมไม่ได้ และมีคนมีความสามารถเหนือผมได้ไป ยินดีด้วย พูดไว้ตรงนี้ไม่งอแง นี่เป็นหนังสือร้องเรียนฉบับแรกในชีวิต“พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ตนถูกรังแกตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่สกัดตนและเอามาอยู่ที่นครบาล ซึ่งบอร์ด ก.ตร. ชุดใหญ่ช่วยตนไว้ เขาบอกว่าตนทำงานไม่มีความผิดจะย้ายได้อย่างไร ซึ่งสาเหตุที่ตนถูกย้ายมาจากคดีใหญ่คดีหนึ่ง ซึ่งเขาห้ามไม่ให้ตนพูดตอนที่ตนจะถูกย้ายนั้น ตนรู้เลยว่ามีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ซึ่งตนบอกถึงเรื่องราวไปกับผู้ใหญ่ทั้งหมดแล้วแต่ยังถูกเสนอย้าย ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันหมด 

‘สงครามตัวแทน’ ‘ดร.ปณิธาน’ชำแหละ กัมพูชารบไทยครบ 1 เดือน

‘สงครามตัวแทน’ ‘ดร.ปณิธาน’ชำแหละ กัมพูชารบไทยครบ 1 เดือน

‘สงครามตัวแทน’ ‘ดร.ปณิธาน’ชำแหละ กัมพูชารบไทยครบ 1 เดือน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ในหัวข้อ “กัมพูชารบไทยครบ 1 เดือน: Getting not to yes! (ตอนที่ 1/3)*” โดยระบุว่า

1. ไทยอยู่ในสภาวะสงคราม แต่หลายคนไม่ยอมรับ – “We are at war, but some don’t admit it”

นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นเวลากว่า 1 เดือนมาแล้วที่กัมพูชาและไทยได้เข้าสู่ ”สงครามผสมแบบรอบด้าน“ อย่างชัดเจนโดยที่หลายคนไม่ได้คาดคิดมาก่อน สงครามดังกล่าวเป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามระหว่างประเทศที่เรียกกันว่า “สงครามแบบเบ็ดเสร็จ” (Total War) หรือ ”สงครามรูปแบบผสม“ (Hybrid Warfare) ที่มักเรียกกันในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างเป็นอย่างมากจากสงครามคอมมิวนิสต์ สงครามกองโจร สงครามกลางเมืองในอินโดจีนหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาที่มักคุ้นกันกว่า 50 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยบางส่วนไม่คิดว่าประเทศอยู่ในสภาวะสงครามแบบใหม่ดังกล่าว จึงไม่ได้มีการเตรียมการหรือทำอะไรเป็นพิเศษเพื่อรองรับสถานการณ์ใหม่นี้ตั้งแต่แรก ทำให้ไทยไม่สามารถสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ได้ตั้งแต่แรกมากนักและปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดสันติภาพได้อย่างที่ตั้งใจ

ปัจจัยอะไรที่กำหนดว่าเป็นสงครามระหว่างประเทศหรือสงครามแบบเบ็ดเสร็จนั้น ความขัดแย้งกัมพูชา-ไทยในครั้งนี้ ก็ครบถ้วนตามองค์ประกอบ เช่น

1.1) ทั้งสองประเทศใช้กำลังทหารจำนวนมากในการสู้รบ ทั้งประจำการและไม่ประจำการ โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชามี “ทหารบ้าน” หรือ “ทหารถิ่น” ที่เป็นชาวบ้านหรือเขมรแดงเก่าจำนวนมากและทั้งสองฝ่ายก็ได้ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์มากมายหลายชนิด ทั้งเก่าและใหม่ ทั้งราคาถูกหรือหาซื้อได้ในเชิงพาณิชย์ เช่น กับระเบิด (ฝ่ายกัมพูชา) โดรน อุปกรณ์นำวิถี หรือที่ใช้เทคโลโลยีทหาร เช่น จรวดหลายลำกล้อง (ฝ่ายกัมพูชา) ปืนใหญ่ หรือเครื่องบินรบสมรรถนะสูงชี้เป้าด้วยดาวเทียม ที่จัดซื้อจัดหามาจากสหรัฐฯ จีน รัสเซีย และอีกหลายประเทศ โจมตีกันอย่างรุนแรง ทั้งบริเวณตามแนวชายแดนหลายจังหวัด ทั้งข้ามพรมแดนจนยึดพื้นที่ของกันและกันไว้ได้บางส่วน มีเชลยศึกเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง และมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่สู้รบนับแสนคนและปัจจันก็ยังมีผู้อพยพพลัดถิ่นอยู่ในพื้นที่อีกด้วย

สงครามกัมพูชา-ไทยครั้งนี้ ยังมีการสู้รบกันในโลกไซเบอร์สมัยใหม่ด้วย มีการโจมตีเครือข่ายออนไลน์ของระบบราชการ มีการปล่อยข่าวลวงข่าวปลอมไม่เว้นแต่ละวัน ที่สำคัญมีการปล่อยคลิปลับการสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับนายฮุน เซ็น ประธานองคมนตรีและประธานพฤฒสภาของกัมพูชา ส่งผลให้นรม.ของไทยต้องคดีและต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อรอคำพิพากษาของศาล มีการโจมตีกล่าวหากันในสังคมออนไลน์ระหว่างประชาชนบางกลุ่มในสองประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการปิดด่านตลอดแนวชายแดน มีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตและระงับกิจกรรมต่าง ๆ ข้ามพรมแดนหลายชนิดลงชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและต่อประชาชนทั้งสองฝ่ายเป็นอันมาก ก่อนที่จะมีการพักรบชั่วคราวในวันที่ 29 กรกฎาคม และมีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 สิงหาคม รวม 13 ข้อ ล่าสุดยังมีการตกลงกันเพิ่มอีก 2 ข้อคือ การกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปราบอาชญากรรมข้ามชาติในการประชุมระดับ RBC แต่ “สันติภาพบนแผ่นกระดาษ” นี้ ก็ยังไม่ทำให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริงระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน

1.2) สงครามครั้งนี้มีทหารและประชาชนของทั้งสองประเทศเสียชีวิตกว่าสองพันคน (ตามการประเมินขั้นต้นของสหรัฐฯ และหลายฝ่าย) โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่ได้สูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งตัวเลขความสูญเสียในระดับนี้สามารถจัดได้แล้วว่าเป็นสงครามระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะไม่ได้มีการประกาศสงครามกันก็ตาม เหตุเพราะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน ด้วยการกระทำของกองกำลังทหารแห่งชาติข้ามพรมแดน ตามนิยามของสงครามระหว่างประเทศที่ใช้กันโดยทั่วไป

1.3) สหประชาชาติ โดยคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ก็ได้เรียกประชุมฉุกเฉินในวันที่ 25 กรกฎาคมภายใต้หัวข้อ “ภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของนานาชาติ” ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นหัวข้อที่ชัดเจนว่าเป็นสถานะการสงคราม แตกต่างจากหัวข้ออื่น ๆ เมื่อปี 2554 หรือ 2551 โดยในครั้งนี้ได้ระบุให้ทั้งไทยและกัมพูชาเข้าร่วมประชุมตามข้อบังคับ ซึ่งไทยก็ได้ชี้แจงว่าถูกกัมพูชารุกรานและละเมิดอธิปไตย ทำให้มีทหารและพลเรือนของไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก (ปัจจุบันรวมแล้วเกือบ 300 คน) จึงจำเป็นต้องป้องกันตัวเองตามมาตราที่ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ การชี้แจงที่ชัดเจนและแข็งขันเป็นครั้งแรกนี้ ทำให้ UNSC ไม่มีข้อมติที่ชัดเจนที่เป็นโทษกับไทยหรือเป็นคุณกับกัมพูชาตามที่รัฐบาลกัมพูชาได้คาดหวังไว้

แต่ที่สำคัญ สงครามครั้งนี้มีหลายประเทศได้เข้ามาแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทางของความขัดแย้ง รวมทั้งกดดันให้มีการยุติการรบ มีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงอย่างเร่งรีบและไม่รัดกุม ซึ่งหมดนี้ ไม่ได้ช่วยให้ไทยได้เปรียบอะไรมากนักเมื่อเทียบกับกัมพูชา ตัวอย่างเช่น มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนและนรม.อันวาร์ อิบราฮิมด้วยตนเอง ได้เร่งรัดให้ไทยยอมรับข้อตกลงอย่างน่าเคลือบแคลงใจ สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ ก็ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้เป็นคุณกับไทยมากนัก แต่มุ่งเน้นที่จะลดบทบาทของจีนในกัมพูชาลงให้ได้ รวมทั้งปธน.ทรัมป์นั้น ก็ต้องการรางวัลสันติภาพเป็นการส่วนตัว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ต้องการเข้ามาปกป้องกัมพูชาตั้งแต่แรกในฐานะที่กัมพูชาเป็นบริวารหรือหลังบ้านที่ไม่ทิ้งกัน แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็ยังต้องการรักษาความสัมพันธ์ปกติไว้กับไทยด้วย ส่วนฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง นั้น แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ต้องการปกป้องมรดกทางอาณานิคมและผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะการสนับสนุนสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านจีนและต้องการผลประโยชน์ด้านการลงทุนและพลังงานจากกัมพูชา

อาเซียนในฐานะผู้สังเกตการณ์ 8 ประเทศ (Interim Observer Team – IOT) และเป็นแกนกลางในการแก้ปัญหานั้น สมาชิกแต่ละชาติต่างก็ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในกัมพูชา จึงไม่ได้ประจานหรือประณามหรือกดดันกัมพูชาอย่างชัดเจนในการกระทำอันป่าเถื่อนที่ได้สังหารประชาชนชาวไทย และกล่าวได้ว่าอาเซียนภายใต้การนำของประธาน นายอันวาร์ อิบราฮิม นรม.มาเลเซีย มีส่วนในการลดทอนความเป็นเอกภาพและสันติภาพขององค์การอาเซียนที่เป็นแกนหลักของความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของภูมิภาคด้วย แต่ก็ยังดีที่ว่าเมื่อคณะ IOT ได้เข้าตรวจสอบสถานการณ์จริงในพื้นที่แล้ว โดยเฉพาะจากฝั่งชายแดนไทย ความเป็นจริงก็ปรากฏชัดขึ้น ยากที่จะปฏิเสธหรือเพิกเฉยแบบที่ผ่านมาได้ และเช่นเดียวกันกับกลุ่มผู้ช่วยทูตทหาร คณะทูตานุทูต คณะของประเทศภาคีสนธิสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด Ottawa ก็ได้มีส่วนช่วยกดดันให้กัมพูชาปรับท่าทีให้ดีขึ้นต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ทั้งหมดนี้ สะท้อนการแข่งขันแย่งชิงความได้เปรียบในด้านภูมิยุทธศาสตร์ของโลกและของภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้นมากในปัจจุบัน รวมทั้งการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองของแต่ละประเทศในกัมพูชาได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเตือนให้ไทยได้ตระหนักว่าในเวทีการเมืองระหว่างประเทศนั้น อย่าไปเรียกร้องความจริงใจจากใคร อย่าไปคิดว่าชาติไหนจะมาช่วยไทยโดยไม่หวังต่างตอบแทน และที่สำคัญคืออย่าไปคิดว่าไทยยังเป็นที่รักที่ใคร่ของชาติใดเป็นพิเศษอีกต่อไป ถึงแม้ว่าเรายังมีมิตรมากกว่าศัตรูเมื่อเทียบกับหลายประเทศก็ตาม และสงครามกัมพูชา-ไทยในครั้งนี้ ได้กลายเป็น “สงครามตัวแทน” หรือ Proxy War ไปแล้วโดยปริยาย

* กรุณาติดตามตอนที่ 2/3

2. ไทยอยู่ในสภาวะอ่อนแอเกินกว่าที่จะเดินไปสู่สันติภาพที่แท้จริง – “We are at war with ourselves – Too weak to win the peace” ได้ในโพสต์ต่อไปครับ

‘สมชัย’หวด’อิ๊งค์’ คิดเล็กคิดน้อย-คับแคบ จะทำงานใหญ่ได้อย่างไร

'สมชัย'หวด'อิ๊งค์' คิดเล็กคิดน้อย-คับแคบ จะทำงานใหญ่ได้อย่างไร

‘สมชัย’หวด’อิ๊งค์’ คิดเล็กคิดน้อย-คับแคบ จะทำงานใหญ่ได้อย่างไร

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.43 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียนตามตรง ผมไม่ทราบและไม่มีความรู้จริง ๆ ว่า ใครจะเรียนหรือไม่ได้เรียน วปอ. ต้องเอาชื่อเข้าพิจารณาในระดับคณะรัฐมนตรี

ผมว่า ครม. น่าจะพิจารณาวาระที่มีความสำคัญกว่านี้ แต่ถ้าประเทศไทย คนเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ต้องหยิบเรื่อง การเสนอถอนชื่อใครสักคนจากรายชื่อผู้เข้าเรียนหลักสูตร วปอ. ปี 2569 ดูจะว่างงาน และทำเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมเกินไปไหม

วัน ๆ หากคิดแค่เรื่องพวกนี้ คิดเล็กคิดน้อย คับแคบ จะทำการงานใหญ่ได้อย่างไร

– 006

เรื่องละเอียดอ่อน! พท.จ่อถกญัตติด่วน MOU 43-44 เป็นวาระลับ

เรื่องละเอียดอ่อน! พท.จ่อถกญัตติด่วน MOU 43-44 เป็นวาระลับ

เรื่องละเอียดอ่อน! พท.จ่อถกญัตติด่วน MOU 43-44 เป็นวาระลับ

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

พท.จ่อถกญัตติด่วน MOU 43-44 เป็นวาระลับ เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หวั่นกระทบพี่น้อง จว.ชายแดน ขอส่งให้ ครม.พิจารณาเลยเหตุซ้ำซ้อน กมธ.ความมั่นคงฯ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคประจำสัปดาห์ ว่า เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ส.ค.ก่อนที่จะมีการเข้าญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ซึ่งวันนี้ที่ประชุม สส.เพื่อไทย ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ว่าการนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุม เราจะเตรียมใครไว้บ้างเพื่ออภิปราย เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งในวันนี้มีการคุยกันและใช้เวลานาน โดยมติของพรรคเพื่อไทยหากมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา มติของพรรคเพื่อไทยคือขอเป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกับความมั่นคงและพี่น้องตามแนวชายแดน และเราจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นควรว่าเมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้ง กมธ.วิสามัญ พรรคเพื่อไทยจะร่วมเป็น กมธ.หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เราพร้อม แต่ต้องมีการโหวตกัน เนื่องจาก กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาฯ ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ส.ค.ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะไปหารือกับฝ่ายค้านอีกครั้งถึงมติของพรรคเพื่อไทย