นิด้าโพลชี้ เลือกตั้งใหม่ประชาชนไม่เอา ‘สส.-พรรคการเมืองเดิม’

นิด้าโพลชี้ เลือกตั้งใหม่ประชาชนไม่เอา 'สส.-พรรคการเมืองเดิม'

นิด้าโพลชี้ เลือกตั้งใหม่ประชาชนไม่เอา ‘สส.-พรรคการเมืองเดิม’

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.28 น.

31 ส.ค. 68 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในการได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง และร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) และร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม
ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดในรอบ20เดือน สะท้อนปชช.’เครียดการเมือง-เงินในกระเป๋า’

ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดในรอบ20เดือน สะท้อนปชช.'เครียดการเมือง-เงินในกระเป๋า'

ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดในรอบ20เดือน สะท้อนปชช.’เครียดการเมือง-เงินในกระเป๋า’

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.08 น.

21 สิงหาคม 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,208 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคม 2568 เฉลี่ย 3.71 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ได้ 3.86 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.59 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี3.18 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ภูมิธรรม เวชยชัย ร้อยละ 38.16  ด้านนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 51.15 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจ าเดือน คือ โอนเงินช่วยชาวนา ร้อยละ 40.90 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจ าเดือน คือ ตรวจสอบการด าเนินงานให้โปร่งใส ร้อยละ 50.42

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนสิงหาคมต่ำสุดในรอบ 20 เดือน สะท้อนว่าประชาชนวันนี้ทั้ง “เครียดการเมือง” และ “เครียดเงินในกระเป๋า” ไปพร้อมกัน ทั้งคดีการเมือง สถานการณ์ไทย–กัมพูชา นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และปัญหาค่าครองชีพ ล้วนกระทบต่อความรู้สึกและทำให้ความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่องจนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เข้ามาและพิสูจน์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาประชาชนได้จริงนางสาวพรพรรณ บัวทองประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

อาจารย์ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยในเดือนสิงหาคมยังคงอยู่ในระดับต่ าและลดลงต่อเนื่อง โดยในตัวชี้วัดทั้ง 25 ประเด็นมีตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวที่เพิ่มขึ้น คือ ผลงานของฝ่ายค้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์การเมือง โดยผลงานของรัฐบาลและผลงานของนายกรัฐมนตรียังคงลดลงและอยู่ในสองลำดับสุดท้าย

ทั้งที่ในเดือนสิงหาคมประเทศไทยมีสถานการณ์สำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ ที่ทำให้รัฐบาลมีโอกาสทำงานและเผยแพร่ผลงานให้เห็นทางสื่อต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้รัฐบาลโดดเด่นและได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น แม้ในส่วนของความโดดเด่นของตัวนักการเมือง ผู้นำฝ่ายค้านก็ยังได้รับคะแนนสูงถึง 51.15% ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีที่แม้ได้คะแนนสูงสุดยังได้รับเพียง 38.16% สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาลทั้งในการทำงานและแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ยังไม่ปรากฏผลงานที่ชัดเจนและเป็นที่พอใจ.

012

‘เพื่อไทย’ส่ง’สรวงศ์’ คุยปชน.ขอเสียงโหวต ’ชัยเกษม‘ นั่งนายกฯ

'เพื่อไทย'ส่ง'สรวงศ์' คุยปชน.ขอเสียงโหวต ’ชัยเกษม‘ นั่งนายกฯ

‘เพื่อไทย’ส่ง’สรวงศ์’ คุยปชน.ขอเสียงโหวต ’ชัยเกษม‘ นั่งนายกฯ

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.42 น.

’เพื่อไทย‘ ส่ง ‘สรวงศ์’ คุยปชน.ขอเสียงโหวต ’ชัยเกษม‘ นั่งนายกฯ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 31 สิงหาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดยนายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้วและเลขาธิการพรรค พท. จะเดินทางไปพบกับแกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อขอเสียงสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยคาดว่าจะเป็นการพูดคุยที่พรรค ปชน. ตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคปชน. ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในทำนองว่าหากจะให้พรรค ปชน.รับข้อเสนอต้องไปคุยกันที่ทำการพรรค ปชน.

ปิดประตูชิงยุบสภา เลขาฯกฤษฎีกาชทำไม่ได้

ปิดประตูชิงยุบสภา เลขาฯกฤษฎีกาชทำไม่ได้

ปิดประตูชิงยุบสภา เลขาฯกฤษฎีกาชทำไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดประตูยุบสภา “เลขาฯกฤษฎีกา” ชี้ชัดรักษาการนายกฯ ทำไม่ได้ เตือนต้อง พิจารณาให้รอบคอบ อย่าให้ไปกระเทือนเบื้องพระยุคลบาท

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการ สามารถยุบสภาได้หรือไม่ ว่า อย่างที่ตนเคยเผยแพร่ไปว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวตามหลักความไว้วางใจของนายกรัฐมนตรี ในระบบรัฐสภา โดยความเห็นส่วนตัว ตนเห็นว่าทำไม่ได้ อันนี้ตามตำราว่ามา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ารัฐบาลประกาศยุบสภาจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และเป็นความรับผิดชอบดุลยพินิจของรัฐบาลที่จะพิจารณา แต่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ามีทั้งทำได้และทำไม่ได้อันไหนที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งอันนี้ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ อย่าให้ไปกระทบกระเทือนเบื้องพระยุคลบาท เพราะพระองค์ท่านไม่ส่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งนี่เป็นหลักทั่วไปอยู่แล้ว เวลาจะทำอะไรคนที่เสนอขึ้นไปจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด

เมื่อถามว่าการเรียกตำแหน่งรัฐมนตรี จะต้องมีคำว่ารักษาการด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังใช้ปกติอยู่เหมือนเดิม เราน่าจะคุ้นกันแล้วเพราะเป็นแบบนี้กันมาหลายครั้ง ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) สิ้นสุดลง ทางครม.วันนี้ก็คงจะมีการประชุมกันเพื่อตั้งรักษาการนายกฯ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ขออธิบายให้ชัด ครม.รักษาการตอนนี้ เนื่องจากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุด เป็นการเฉพาะตัว ครม.จึงต้องพ้นจากตำแหน่งทางคณะ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ ครม. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีครม.ใหม่ ซึ่งกรณีนี้ต่างจากกรณีการยุบสภาหรือสภาสิ้นอายุลง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ หากเป็นช่วงเวลานั้น ครม.รักษาการ จะทำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ 3-4 ประการ แต่จะต้องไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน แต่ ครม.ชุดปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขนั้น อำนาจยังเต็มเหมือนปกติ ตนจึงขอให้เข้าใจตรงกัน ว่าไม่อยากให้พูดกันไปคนละทางสองทาง เพราะฉะนั้นประชาชนจะสับสน.

นายราเมศ รัตนะเชวง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะเลขานุการนายชวน หลีกภัย ได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่า ในประเด็นที่มีการถกเถียงถึงอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรียุบสภาได้หรือไม่ นั้น ในความเห็นส่วนตัวรักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ ด้วยเหตุผลและหลักการที่สำคัญคือ ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเห็นชัดว่า อำนาจถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีที่มีต่อฝ่ายนิติบัญัติคือสภาผู้แทนราษฎรนั้น อำนาจต้องเป็นของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คนที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎรถือได้ว่าเป็นคนนอก ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆกับฝ่ายนิติบัญญัติเลย ฉะนั้นจะมาใช้อำนาจในการยุบสภาไม่ได้ เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีการเดินหน้าในสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นายราเมศกล่าวต่อว่า ในประเด็นที่มีการรายงานข่าวอ้างถึงว่ามีกลุ่มนายชวน หลีกภัย 4 คน ไปสนับสนุนกลุ่มนายอนุทิน ชาญวีรกุล ว่า ยืนยันนายชวน หลีกภัย ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับใคร เนื่องจากอยู่ในระหว่างการเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ ไม่อยากให้มีการรายงานข่าวที่ผิดพลาดจะเกิดความเสียหายได้ และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตนในฐานะสมาชิกพรรค ก็ต้องย้ำว่าเมื่อมีระบบของพรรคอยู่ ผู้บริหารพรรคและ ส.ส.ปัจจุบันก็มีอำนาจในการตัดสินใจ คงไม่ไปก้าวล่วง เพราะท้ายที่สุดความรับผิดชอบก็อยู่ที่ผู้บริหารพรรค และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจได้คนเดียว การเลือกนายกรัฐมนตรีก็มีหลักในการพิจารณาที่กรรมการบริหารพรรคกับ ส.ส.ต้องตัดสินใจ ร่วมกัน ก็ต้องรอผลการพิจารณา และในหลักการส่วนของพรรคนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ก็ยังเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี ซึ่งด้วยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ในทางการเมืองก็ถือว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีและเชื่อว่านำพาประเทศได้ดีไม่แพ้คนอื่นๆเช่นกัน อันนี้ก็ในส่วนหลักการของพรรคระบบก็จะเป็นแบบนี้

ไม่เอา‘เพื่อไทย’ คปท.เตือนหยุดสืบทอดอำนาจ นัดชุมนุมใหญ่อนุสาวรีย์ชัย31ส.ค.

ไม่เอา‘เพื่อไทย’ คปท.เตือนหยุดสืบทอดอำนาจ นัดชุมนุมใหญ่อนุสาวรีย์ชัย31ส.ค.

ไม่เอา‘เพื่อไทย’ คปท.เตือนหยุดสืบทอดอำนาจ นัดชุมนุมใหญ่อนุสาวรีย์ชัย31ส.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คปท. นัดชุมนุมใหญ่ 31 สิงหาคม ย้ำ 6 ข้อเรียกร้อง ไม่เอาแคนดิเดต พท. ยกเลิก MOU 43-44 ห้ามแก้ รธน.

คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย (คปท.) นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช. และนายพิชิต ไชยมงคล พร้อมแกนนำภาคีภาคประชาชน ร่วมแถลงข่าวถึงท่าทีและจุดยืนทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ช่วง เปลี่ยนผ่านอำนาจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการต่อรองระหว่างพรรคการเมือง ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร กทม. เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดยนายจตุพร กล่าวว่า การพ้นตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนหน้า หากยังคงให้พรรคเพื่อไทย ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อไป ย่อมไม่ต่างอะไรจากการสืบทอดอำนาจของกลุ่มการเมืองเดิม และจะนำไปสู่การถูกต่อต้านจากสังคม พร้อมย้ำว่า แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด เพื่อแสดงพลังและส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมือง คปท.จึงประกาศนัดชุมนุมใหญ่ใน (31 สิงหาคม เวลา 12.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

นายจตุพร ยอมรับว่า แม้หลายฝ่ายกังวลว่ามวลชนอาจมาน้อย แต่จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวทันที เพราะถูกบีบด้วยกรอบเวลา เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมพิเศษ 3 วัน ติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 3–5 กันยายน 2568 เพื่อหารือทิศทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันในวันที่ 9 กันยายนนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีชั้น 14 ซึ่งถูกจับตาว่าอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพการเมือง

นายจตุพร ยังเปิดเผยข้อเสนอ 6 เงื่อนไข ที่ คปท.ต้องการให้รัฐบาลใหม่ยึดถือ ได้แก่ 1.แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต้องไม่ใช่บุคคลที่มาจากพรรคเพื่อไทย 2.หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้อง หมวด 1 และหมวด 2 3.ต้องยกเลิก MOU 43,44 ที่ลงนามกับกัมพูชา 4.ยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จาก 30 ปี เป็น 99 ปี 5.ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่าง เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่อนุญาตให้มีกาสิโน 6.ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

พร้อมย้ำว่า ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใด แต่เป็นอำนาจต่อรองของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินซ้ำรอยเดิม และสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า แม้หลายฝ่ายอาจยังลังเลที่จะออกมาร่วมชุมนุม แต่หากรอให้การเมืองเดินไปข้างหน้าโดยไม่มีเสียงประชาชน วันข้างหน้าจะยิ่งแก้ไขยากและต้องเหนื่อยกว่าหลายเท่า จึงขอให้ประชาชนจากทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มาร่วมกันแสดงพลัง เพื่อให้พรรคการเมืองตระหนักว่าประชาชนคือผู้มีสิทธิขีดเส้นทางการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงปัญหาความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา โดยเตือนว่า หากรัฐบาลกับกองทัพไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน สถานการณ์ชายแดนก็จะไม่มีวันยุติ และจะสร้างปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า ประชาชนต้องลุกขึ้นมาเป็นตัวแปรหลัก เพราะชัยชนะในวันนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ด้าน นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองล้มเหลวในการทำหน้าที่ ปล่อยให้ประเทศตกอยู่ในวังวนคอร์รัปชันและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม โดยเปรียบเทียบว่า “สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในวันนี้ เสมือนไทยไม่มีรัฐบาล ต้องพึ่งพากองทัพมากกว่าฝ่ายการเมือง

ด้าน นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวเสริมว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้เก้าอี้นายกฯ ว่างลง เปรียบเสมือน “การเตะหมูเข้าปากสุนัข” เพราะพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังยืนยันจะเดินหน้ารับข้อเสนอของพรรคประชาชน ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ และเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนไม่อาจยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม การนัดชุมนุมวันที่ 31 สิงหาคมนี้ จึงถูกมองว่าเป็นเดิมพันสูงของกลุ่ม คปท. และภาคประชาชน เนื่องจากจะเกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพียงไม่กี่วัน และในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังจับตาเส้นทางการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คปท. ประกาศชัดว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ สารถึงพรรคการเมืองทั้งหลายว่า ประชาชนจะไม่ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชนอีกต่อไป และการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย จะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองครั้งใหม่ พร้อมขอเชิญชวนให้ออกมารวมตัวกันตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ (31 ส.ค.) ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการเมืองไทย

ภท.โวรวมเสียงสส.แตะ283 ‘อนุทิน’ลอยลำ จ่อนายกฯ/4เดือนยุบสภา กธ.ออกแถลงการณ์หนุน‘หนู’

ภท.โวรวมเสียงสส.แตะ283 ‘อนุทิน’ลอยลำ จ่อนายกฯ/4เดือนยุบสภา กธ.ออกแถลงการณ์หนุน‘หนู’

ภท.โวรวมเสียงสส.แตะ283 ‘อนุทิน’ลอยลำ จ่อนายกฯ/4เดือนยุบสภา กธ.ออกแถลงการณ์หนุน‘หนู’

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภท.โวรวมเสียงสส.แตะ283 ‘อนุทิน’ลอยลำ จ่อนายกฯ/4เดือนยุบสภา กธ.ออกแถลงการณ์ หนุน‘หนู’ ‘เพื่อไทย’เย้ยฝันกลางวัน ‘บิ๊กอ้วน’ชี้โฆษณาชวนเชื่อ

ภูมิใจไทย แย้มได้เสียง สส.สนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯแตะ 283 เสียง หลัง“ธรรมนัส” ประกาศหนุนสุดตัวพร้อมยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนใน 4 เดือน ตามข้อต่อรองของพรรคประชาชน “ภูมิธรรม” เย้ยภูมิใจไทยฝันกลางวัน แค่โฆษณาชวนเชื่อ นัดถกแกนนำแต่ล่มกลางคัน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ช่วงเช้า ที่พรรคภูมิใจไทย ได้มีบรรดาสื่อมาเฝ้ารอดูความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาล ของนายอนุทิน ชาญวีระกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำและบรรดาลูกพรรค หลังจากเมื่อค่ำวานนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเดินทางไปหารือกับพรรคประชาชน ได้แถลงพร้อมจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายศักดา วิเชียรศรี สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย, นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์

โดยนายอนุทินย้ำว่า พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอพรรคประชาชนรู้ว่าเงื่อนไขเวลามีเท่านี้ถ้าเสียงรวมกับพรรคประชาชนแล้ว มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศจะคืนอำนาจให้กับประชาชนภายใน4เดือน ยุบสภา ซึ่งปรากฎว่าวันนี้ยังไม่มีแกนนำของพรรคภูมิใจไทยเข้ามายังที่ทำการพรรค

‘อนุทิน’เผยตั้งรัฐบาลได้แน่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา(www.isranews.org)ว่า ขณะนี้ได้รวบรวมเสียงสส.ได้มากพอ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลแล้ว โดยพรรคกล้าธรรมได้มีมติพรรคมอบหมายให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคการตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะพบกับพรรคประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการรวบรวมสส.ว่าพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลและขอการสนับสนุนจากพรรคประชาชนและรับเงื่อนไขตามที่ตกลงกันไว้และจะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงในการรับการสนับสนุนเสียงจากพรรคประชาชนมีการแถลงและลงนามร่วมกันกับพรรคที่ตกลงจะร่วมรัฐบาลกันทุกพรรค

“การดำเนินการเรื่องนี้ต้องทำเร็วที่สุด ก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากการจัดตั้งเรียบร้อยแล้วภายใน 4 เดือนจะมีการยุบสภาเพื่อคืนอำนาจประชาชน”นายอนุทิน กล่าว

ทำเร็วสกัดเปลี่ยนใจหนุนพท.

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า แม้จะมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยจะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จแต่เชื่อว่าก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 3 กันยายน 2568 ทางพรรคเพื่อไทยต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อกำหนดเงื่อนไข ไม่ให้พรรคกล้าธรรมหรือกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรมช.พาณิชย์และสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กลับไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

“นายอนุทินได้แจ้งกับพรรคประชาชนว่าต้องตกลงเงื่อนไขรายละเอียดและแถลงร่วมกันโดยเร็วเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยตั้งตัวได้แล้วจะเกิดปัญหา เหมือนตอนพรรคก้าวไกลตกลงกับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลคราวที่แล้ว แต่มีการฉีกสัตยาบัน“แหล่งข่าวกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับเสียง สส.ที่จะสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้มีประมาณ 280 เสียง แบ่งเป็นพรรคประชาชน 143 เสียง พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 18 เสียง สส.พรรคเล็กอีก 4 เสียง

เสียงหนุนอนุทินพุ่ง283

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทยว่าในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ทุกอย่างนิ่งแล้ว รอเพียงการลงนามข้อตกลงและเงื่อนไข ร่วมกันกับพรรคประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษรหลังจากที่พรรคภูมิใจไทยรับหลักการแล้วขณะนี้รอทางพรรคประชาชนนัดวันที่จะลงนามร่วมกันว่าจะเป็นเมื่อใดซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า ส่วนจะได้โหวตนายกฯ ในวันที่ 3 หรือ 4 ก.ย.นี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุระเบียบวาระ

ส่วนเสียงที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ขณะนี้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ นิ่งแล้ว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 68 เสียง(ไม่รวม น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์) พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 18 เสียง กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 2 เสียงคือ นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา และนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และพรรคเป็นธรรม 1 เสียง รวม 283 เสียง

รอ‘พท.’แตกรังเข้ามาสมทบเพิ่ม

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า สส.พรรคเพื่อไทยกำลังแตกรัง มีสส.ติดต่อเข้ามาร่วมรัฐบาล ทั้งจากฝั่งพรรคกล้าธรรม และติดต่อผ่านมาโดยตรงผ่านกลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีเสียงสนับสนุน 10 กว่าเสียงแล้ว ทำให้ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการรอการเข้ามาเติมเสียง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าส่วนเรื่องการยุบสภาโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยไม่กังวล เพราะเชื่อว่าพรรคที่ไม่พร้อมเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องคะแนนนิยม และการขาดความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชน

‘ภูมิธรรม’ถก ครม.นัดพิเศษ

เวลา10.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรักษาการรองนายกรัฐมมนตรีและรักษาการ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ โดยมีวาระสำคัญคือการแต่งตั้ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีชื่อ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี

บรรยากาศการประชุมครม.นัดพิเศษเป็นไปอย่างเงียบเหงารัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมบางตา โดยมีรัฐมนตรีแจ้งลาการประชุม 4 คน คือ1.นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ 2.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สธ. 3.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง 4. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ 5.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ 6. นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ 7.นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐมนตรีในส่วนของพรรคกล้าธรรม (กธ.)ทั้งนางนฤมล นายอรรถกร นายอัครา และยังมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ แกนนำกลุ่ม 18 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครม.ด้วย.

‘อ้วน’ทำหน้าที่แทนนายกฯ

เวลา 10.44 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดพิเศษ ว่า คนได้รับมอบหมายให้แถลงผลประชุมครม. นัดพิเศษ เนื่องจากในวันนี้ข้าราชการการเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครม. เป็นครม.รักษาการ รวมถึงข้าราชการการเมืองพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ผลการประชุมในประเด็นเรื่องการที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ครม. ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดว่าให้ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งนั้นยังรักษาการครม.ต่อไป จนกว่าจะมีครม. ชุดใหม่

ซึ่งในกรณีเช่นนี้ กำหนดว่า ในกรณีที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีและมีรองนายกรัฐมนตรี ขอให้ครม.มีมติแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง เป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ครม. จึงมีมติว่าให้พิจารณาแต่งตั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และมีแต่งตั้งเลขาธิการนายกฯรัฐมนตรี เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปด้วย นายภูมิธรรม ซึ่งทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขาธิการนายกฯต่อไป

ขรก.การเมืองพ้นหมด

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ครม. มีมติเป็นข้อแนะนำ สำหรับครม.ที่รักษาการอยู่ว่าครม. จะทำหน้าที่เหมือนครม.ปกติ เพียงแต่ว่าเรื่องใดที่เป็นนโยบายที่อาจจะผูกพันครม. ในอนาคตให้ชะลอไว้ก่อน แต่ถ้าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติทั่วไป และเนื่องจากครม.เป็น ครม.รักษาการ และพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ข้าราชการข้าราชการการเมืองทั้งหมด ก็พ้นจากตำแหน่งไปด้วย รวมตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีก็พ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่สำหรับกระทรวงต่างๆนั้นที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขารัฐมนตรีนั้น กระทรวง เป็นคนแต่งตั้งและรัฐมนตรีเป็นคนแต่ง ท่านเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ต่อไป อย่างไรก็ตามกรณีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งนั้น ถ้าคิดว่ามีความจำเป็นก็เสนอแต่งตั้งชั่วคราวได้

ปัดตอบเรื่องยุบสภา

เมื่อถามว่า ในการประชุมได้มีการหารือแนวทางการยุบสภาหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องพวกนั้น ไม่ได้มีการหารือกัน หารือเฉพาะเรื่องที่มีความจำเป็นต้องทำในขณะนี้ ส่วนแนวทางทางกฎหมาย อย่างที่เลขากฤษฎีกาชี้แจง และมีความเห็นต่างๆออกมาว่า นายกฯรักษาการไม่มีอำนาจในการยุบสภา นายชูศักดิ์ กล่าวว่า อันนี้อย่าเพิ่งไปพิจารณาเลย เป็นความเห็นในทางกฎหมาย ซึ่งก็อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันแล้วแต่ ขณะนี้กำลังฟอร์มตั้งครม. กันอยู่ เราไม่ควรไปพูดเรื่องการยุบสภา ให้เขาทำกันให้สำเร็จไปก่อน ไม่สำเร็จค่อยว่ากันอีกที

เมื่อถามอีกว่ามีการมองว่าอาจจะเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ของการจัดตั้งรัฐบาลได้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดกันไปถึงขนาดนั้น

ตั้งศบ.ทก.ชุดใหม่ทำหน้าที่ต่อ

เมื่อถามต่อว่าความจำเป็นของงานรัฐบาลที่จะต้องดำเนินงานต่อมีอะไรบ้าง นายชูศักดิ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญได้พูดคุยกันว่าเรื่องของกฎหมาย ที่ได้ผ่านครม.ไปแล้ว และท้ายสุดไปอยู่ในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ในหลักปฏิบัติคือว่า ต้องให้ต้องให้ครม. ชุดใหม่ เขาดูรายละเอียดด้วย ส่วนในเชิงนโยบายหมายความว่าสิ่งที่มันอาจจะผูกพันรัฐบาลชุดใหม่ เรามีมติเพียงว่าให้ชะลอไปก่อน อันนี้เป็นหลักทั่วไปที่ปฏิบัติกันมา

เมื่อถามถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นเรื่องใหญ่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คำสั่งทั้งหลายที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งไว้ ก็จะสิ้นสุด ซึ่งเรื่องนี้ รมช.กลาโหมได้พูดซักถามถึงประเด็นนี้ซึ่งเลขาธิการนายกฯ บอกว่าในวันที่ 31 ส.ค.นี้จะเสนอแต่งตั้งแต่งตั้ง ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.)ใหม่ เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไป

‘บิ๊กอ้วน’ชี้แค่โฆษณาชวนเชื่อ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย (พท.)ว่าไม่เป็นไร ให้ประกาศไป แต่ภท.มีอะไรมัดใจได้ถึงกล้าประกาศเช่นนั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ภท.ประกาศตัวเลขกว่า280เสียงโดยมีเสียงของพรรคประชาชน(ปชน.)รวมอยู่ด้วย นายภูมิธรรมกล่าวว่าเขาถามปชน.แล้วหรือยัง พรรคปชน.ยังไม่ได้บอกว่าจะจับมือกับภท.เพียงแต่เสนอเงื่อนไขออกมาและยังไม่ปิดเงื่อนไขตนมองว่าปชน.จะรอจนครบถ้วนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ และมองว่าหากต้องตัดสินใจระหว่างพรรคพท.กับพรรคภท.ใครมีความเหมาะสมมากที่สุด การที่ประกาศ 280 เสียง โดยมีเสียงของพรรคปชน.ทั้งที่พรรคปชน.ยังไม่ประกาศอย่างชัดเจน อันนี้ถือว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ

ชี้พท.ไม่ขัดข้องข้อเสนอปชน.

“วันนี้ตนเชื่อว่าพรรคปชน.ยังต้องใช้เหตุใช้ผลอย่างเต็มที่ อีกทั้งข้อเสนอที่พรรคปชน.เสนอมานั้น สำหรับพรรค พท.ก็ไม่มีอะไรที่ขัดข้องหมองใจ ทั้งเรื่องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการทำประชามติซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเคยเป็นประธานผลักดันมาก่อน ตนจึงมองว่าพรรคปชน.คุยกับพรรค พท.ง่ายกว่าพรรคภท.ให้สื่อไปลองถามพรรคปชน.ดูเพราะวันที่ 29 สิงหาคม น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ก็พูดแล้วว่าอยากให้ลืมอดีต ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาซึ่งพรรคพท.ก็ไม่ได้ปฏิเสธ”

รับเริ่มติดต่อทาบปชน.ร่วมรบ.

เมื่อถูกซักว่าตอนนี้ พรรคพท.ได้พูดคุยกับพรรคปชน.บ้างแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ตอบว่าตอนนี้เริ่มมีการติดต่อกันบ้างแล้ว ส่วนการพูดคุยจะง่ายหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้เหมือนแยกทางกันไม่ลงรอยเท่าไหร่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้ปัญหาเรื่องประเทศชาติ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด แล้วถามว่าการไม่ลงรอยกันนั้น แล้วพรรคปชน.ลงรอยกับพรรคภท.หรือ แล้วเรื่องเขากระโดงวันนี้พรรคภูมิใจไทยพูดได้ทุกเรื่อง เพราะมีเรื่องที่ตัวเองต้องจัดการ เป็นเรื่องที่เขาห่วงใยเสียมากด้วย ทั้งเรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้ว สว. ถามว่าพรรคปชน.ยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือ

เมื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าเริ่มคุยกันแล้วจะไปเทียบเชิญอย่างเป็นทางการหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า การเมืองต้องคุยให้จบก่อน การส่งเทียบเชิญถือเป็นที่หลังสุด ประกาศตรงนั้นก็เสนอชื่อนายกฯได้เลย ตอนนี้ความคืบหน้าไปได้ดีพอสมควรแล้ว

ลั่นพท.มีอำนาจเต็มยุบสภาได้

เมื่อถามว่าพรรคภท.ตั้งโต๊ะแถลงข่าวประกาศพร้อมเป็นนายกฯแล้ว แต่ในส่วนของพรรคพท.ยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมเสียงนายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่ใช่ เข้าใจผิดแล้ว พรรคภท.พยายามประกาศตัวเองเพื่อดึงคนอื่น แต่เราเป็นรัฐบาล ตอนนี้มีอำนาจเต็ม ไม่ว่าจะโยกย้ายข้าราชการ จ่ายงบฉุกเฉิน เราทำได้หมด รวมถึงการยุบสภา

เย้ย‘ภท.’ฝันกลางวันตั้งรัฐบาล

“เพราะฉะนั้น ภท.ประกาศบนความว่างเปล่า มันตั้งได้หรือ อันนี้ต้องให้หัวหน้าพรรคภท.นั่งคิดมากๆ ก่อนว่าพูดอะไรออกมา ถ้าเลื่อนลอย ความเชื่อถือของคุณจะมีหรือไม่ พรรคพท.ได้รับการมอบหมายให้ดึงคนเข้ามาให้มากขึ้น และพรรคร่วมพูดกันจับมือกันชัดเจนแล้ว ฉะนั้น ผมว่าพรรคภท.ฝันกลางวันหรือไม่”นายภูมิธรรม ย้ำ

เมื่อถามอีกว่าพรรคกล้าธรรมยังร่วมรัฐบาลอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่าวันนี้เหมือนกับการล้างแล้วไปคุยกันใหม่ ตนเห็นว่าคนที่พรรคภท.บอกว่าจะไปร่วมด้วย ก็ยังไม่มีใครตัดสินใจ ในส่วนของพรรคพท.และพรรคร่วมฯเมื่อวันที่29ส.ค. ก็มีการจับมือกันให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้วันเวลาเมื่อไหร่ที่จะยื่นให้สภาพิจารณา

ลั่นยุบสภาได้ใครขัดข้องไปฟ้องได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึง การหารือเรื่องอำนาจการยุบสภาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ต้องหารือ ถ้าเราจะยุบเราก็ยุบเลย หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องได้ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องที่เราเชื่อว่าไม่มีปัญหา เราเชื่อว่าไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ ขณะนี้เป็นกระบวนการสร้างข่าวทำให้รู้สึกว่าไม่แน่ใจ รู้สึกว่ารัฐบาลมีปัญหา แต่ตนยืนยันว่า ไม่มีปัญหา และการตั้งรัฐบาลยังไม่จบง่ายๆ

อีกคำถามว่ามีเหตุผลอะไรทำให้คิดว่าจะต้องตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม กล่าวว่ายังไม่ตัดสินใจ เราคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สุด หากต้องยุบสภา ก็ยุบ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปพูด เอาตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อนและแก้ปัญหาประเทศให้ได้ และยืนยันวันนี้ยังไม่มีการยุบสภา ระยะเวลาใกล้ๆนี้ก็ยังไม่ยุบ ต้องแก้ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย เมื่อถามว่าถ้ารวมเสียงไม่ได้250เสียงจะใช้วิธียุบสภาหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า“ไม่มีถ้า มีแต่ปัจจุบัน”

เผยพท.-ปชน.คุยหลังบ้านแล้ว

นายสรวงศ์ เทียนทอง รักษาการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง 3 ข้อเสนอของพรรคประชาชนว่าทางพรรคเพื่อไทยคุยกันแล้วก็ยินดี แต่สส.หลายคนก็แสดงความคิดเห็นแตกต่างกันพอสมควร แต่จะลองดูเพราะยังมีเวลาในการพูดคุย และยอมรับว่าได้มีการพูดคุยหลังบ้านว่าทำตามข้อเสนอได้หรือไม่ เราไม่ได้รับปากแบบชุ่ยๆ เพราะถ้ารับปากแล้วทำไม่ได้มันเสีย ไม่ใช่สิ่งที่เสนอมาเป็นไปไม่ได้แต่ต้องรู้ว่าทำได้แค่ไหน อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ขอให้ไปย้อนดูว่าพรรคไหนเป็นคนที่ขัดขวางดังนั้นเราต้องพิจารณาไม่ใช่ว่าอยากเป็นจนรับปากแล้วมันเป็นไปไม่ได้ 4 เดือนไม่เสร็จอาจจะต่อรองเป็น 6 เดือน

จ่อเทียบเชิญปชน.หากดีลลงตัว

เมื่อถามว่า จะต้องเดินทางไปเจรจากับพรรคประชาชนเป็นทางการหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยหลังบ้าน หากวันไหนเรียบร้อยเบ็ดเสร็จ หรือเป็นไปตามที่พูดคุยกันไว้ ก็จะมีการไปเทียบเชิญขออย่างเป็นทางการ แต่ย้ำว่าทุกอย่างที่เราตัดสินใจไปต้องเป็นไปได้

เมื่อถามว่าในช่วงที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว เคยบอกว่าแนวทางของพรรคก้าวไกลเดิมไปด้วยกันไม่ได้ นายสรวงศ์ กล่าวว่าหากย้อนกลับไปจริงๆเป็นน้ำเดียวกัน แต่ถูกแยกโดยเหตุการณ์การเมือง การเมืองบังคับให้เป็นแบบนั้นเพราะเรามีจุดยืนเดียวกันคือคงไว้ซึ่งประชาธิปไตย

‘สรวงศ์’รับมี‘สส.พท.’ไหลข้ามขั้ว

นายสรวงศ์ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มี สส.พรรคเพื่อไทย ไปปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.)ว่าเมื่อช่วงเช้าก็ได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มแล้ว เข้าใจเหตุผลของแต่ละคน ยอมรับว่า มีไปบางส่วนก็เข้าใจได้ แต่จะไปจำนวนเท่าไรนั้นยังไม่ทราบ แต่พยายามคุยกันอยู่ว่าให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ และจุดยืนของพรรค ส่วนจะการันตี สส.ในพรรคไม่ให้ไหลไปอยู่ขั้วตรงข้ามอย่างไรนายสรวงศ์ ตอบว่าการเป็นพรรคการเมืองใหญ่ แน่นอนว่า เราทำให้ถูกใจทุกคนไม่ได้ บางคนอาจจะน้อยใจแต่ทั้งหมดก็เป็นการเมืองไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนกระโดดออกจากพรรคหรือมีงูเห่า ดังนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่เราก็พยายามทำความเข้าใจกับคนที่มีใจอยู่กับพรรค อย่าลืมว่าหัวหน้าพรรค ยังชื่อน.ส.แพทองธาร ชินวัตร

‘สุริยะ’ย้ำเกิน100%ยังอยู่กับ‘พท.’

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีในฐานะแกนนำพรรคฯเป็นผู้เจรจาและขอให้รอฟังจากนายภูมิธรรมเมื่อถามว่าจะยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อหรือไม่นั้น นายสุริยะ ยืนยันว่า“เกิน100%” เมื่อถามว่าที่ผ่านมามักมีการมองเมื่อนายสุริยะไปอยู่ร่วมกับฝ่ายใดก็จะเป็นรัฐบาลเสมอครั้งนี้ยังมั่นใจพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่นั้นนายสุริยะ ยืนยันว่า ยังคงมีความมั่นใจ เพราะพรรคเพื่อไทยทำเพื่อประชาชน

เมิน‘ศักดา’ชิ่งหนุน‘อนุทิน’

เมื่อถามว่า กรณีนายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมอ้างมี สส.ของพรรคอีก 10 เสียงด้วย ได้มีการตรวจสอบหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายศักดา ส่วนข้อเท็จจริงมี สส.ไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเกิน 10 คน หรือมีเพียงนายศักดาคนเดียว ตนไม่แน่ใจ

ปชป.นัดกกบห.ประชุมหาทิศทาง

วันเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.68) ที่ ทำการพรรค เวลา 15.00น.ระบุว่าจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอาจมีผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ จึงเชิญคณะกรรมการบริหารประชุมเพื่อหารือและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนพรรค

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ก่อนประชุมครม.รักษาการนัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนว่าถูกพรรคภูมิใจไทยทาบทามไปร่วมรัฐบาลหรือไม่รวมถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 คนไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยแล้ว

‘เดชอิศม์’ลั่นปชป.100%จับมือพท.

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดถึงจุดยืนในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า “ยังหนึ่งเดียว” เมื่อถามว่า มีการติดต่อมาจากขั้วตรงข้ามบ้างหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า มีบ้าง เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันจะยังคงอยู่กับฝั่งพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อยู่ฝั่งนี้100เปอร์เซ็นต์ทั้งหมด100เปอร์เซ็นต์

‘ชัยชนะ’ย้ำปชป.ไปต่อกับเพื่อไทย

นายชัยชนะ เดชเดโช รักษาการ รมช. สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย ได้มาทาบทามพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ว่า ยังไม่มี เข้าใจและไปต่อ ตามชื่อหัวหน้าพรรคได้พูดแล้ว เราไปต่อกับพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ส่วนที่มีข่าวว่าสส.พรรคประชาธิปัตย์ย้ายไปแล้ว 4คน ไม่ทราบว่าเป็นใคร ตนขอยืนยันสส. นครศรีธรรมราชไม่มีแน่นอนขออย่าไปเอยชื่อใคร พรรคประชาธิปัตย์ ยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม เป็นไปตามมติพรรค

‘ทวี’ยันอยู่ฝั่งพท.ตั้งรบ.ไม่มีเปลี่ยน

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและหัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลเพื่อเข้าประชุมครม.นัดพิเศษโดยกล่าวว่ายืนยันว่าจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยไม่มีเปลี่ยนแปลง และให้พรรคเพื่อไทยเดินสายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนหากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวบรวมเสียงได้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่าพรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะรวบรวมเสียงได้ เมื่อถามว่าหากไม่ได้แล้วต้องเป็นฝ่ายค้านจะทำอย่างไร พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราก็เคยเป็นฝ่ายค้านแล้ว

‘วราวุธ’พิรุธหนีสัมภาษณ์สื่อครั้งแรก

นายวราวุธ ศิลปอาชา รักษาการรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งแรกในระหว่างการรวบรวมเสียงเพื่อช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย โดยได้เดินขึ้นตึกบัญชาการและระบุว่าขอไปประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน เมื่อถามว่าการไม่ให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เป็นเพราะถูกพรรคภูมิใจไทยทาบทามไปแล้วหรือไม่เพราะปกตินายวราวุธไม่เคยหนีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายวราวุธ ได้แซวสื่อมวลชนกลับว่า ใจร้ายจังเลย ก่อนที่จะขึ้นตึกบัญชาการเพื่อประชุม ครม.ทันที

ขยาดกฎอัยการศึกบ้านหนองจาน เขมรไม่กล้าป่วน กองทัพส่งกำลังเข้าคุมเข้ม

ขยาดกฎอัยการศึกบ้านหนองจาน เขมรไม่กล้าป่วน กองทัพส่งกำลังเข้าคุมเข้ม

ขยาดกฎอัยการศึกบ้านหนองจาน เขมรไม่กล้าป่วน กองทัพส่งกำลังเข้าคุมเข้ม

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขยาดกฎอัยการศึกบ้านหนองจาน เขมรไม่กล้าป่วน กองทัพส่งกำลังเข้าคุมเข้ม ‘บิ๊กเล็ก-ทบ.’ประสานเสียง ‘อิ๊งค์’ร่วงไม่กระทบชายแดน จับ38เขมรหนีจนเข้าไทย

กฎอัยการศึกได้ผลเขมรไม่กล้าป่วนบ้านหนองจาน สระแก้ว ชี้มีโทษรุนแรงหากฝ่าฝืน ขณะที่ “บิ๊กเล็ก-ทบ.” ย้ำ “อุ๊งอิ๊งค์” ตกกระป๋อง ไม่กระทบงานด้านชายแดน อึ้งกองกำลังบูรพาสกัดจับชาวกัมพูชาเกือบ 40 ชีวิตหนีความอดอยากลักลอบเข้าไทยหางานทำ

เมื่อเวลา 10.05 น.วันที่ 30 ส.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล บิ๊กเล็ก-พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงความกังวลว่าการเป็นรัฐบาลรักษาการจะส่งผลกระทบต่องานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าเรื่องนี้ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากกระทรวงกลาโหมได้มอบอำนาจ “กฎการใช้กำลัง” ให้แก่กองทัพไว้เรียบร้อยแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องตัดสินใจเร่งด่วน เช่น การปกป้องอธิปไตย สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากรัฐบาล

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบอำนาจไว้อย่างชัดเจนว่าหากสถานการณ์เป็นอย่างไร และสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้นการป้องกันประเทศจึงไม่มีปัญหา สามารถตัดสินใจได้ทันที

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่านโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศจะไม่เปลี่ยนแปลง และกองทัพพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ส่วนเรื่องที่ต้องรอความชัดเจนคือเรื่องนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับงานด้านการป้องกันชายแดนและการใช้กำลังป้องกันประเทศนั้นยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ

ทบ.ยันไม่กระทบชายแดน

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวยืนยันว่า การเปลี่ยนรัฐบาลจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกองทัพบกในการดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพบกทำงานในฐานะหน่วยปฏิบัติ ซึ่งมีรัฐบาลชุดใดก็ตามคอยให้การสนับสนุนอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และกองทัพก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานบริหาร

มทภ.2 เยี่ยมพลทหารบาดเจ็บ

ทางด้าน พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจพลทหารอดิสร ป้อมกลาง อายุ 22 ปี สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ หลังได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยบรรยากาศการเดินทางมาของแม่ทัพเต็มไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ต่างมารอต้อนรับและขอถ่ายรูป หลังจากนั้น พล.ท.บุญสิน ได้นำกระเช้าและถุงยังชีพเข้ามอบให้พลทหารอดิสร ซึ่งถึงแม้จะยังมีอาการซึมเล็กน้อยจากฤทธิ์ยา แต่เมื่อได้รับกำลังใจจากแม่ทัพก็ดูสดใสขึ้น โดยมีภรรยาและครอบครัวคอยดูแลไม่ห่าง

นางสาวเสาวลักษณ์ ป้อมกลาง มารดาของพลทหารอดิสร กล่าวว่ารู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่แม่ทัพเดินทางมาเยี่ยมลูกชายถึงโรงพยาบาล โดยทางแม่ทัพได้ให้คำมั่นว่าจะดูแลพลทหารอดิสรอย่างดีที่สุด และยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะรับทายาทเข้าบรรจุเป็นข้าราชการในอนาคต ทำให้ครอบครัวรู้สึกมีกำลังใจอย่างมาก และขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความห่วงใย นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารนายอื่นที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะตามแนวชายแดนอีกด้วย

ชาวบ้านแห่ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา

ส่วนที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านบ้านออด ต.บัวเชด อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ มีชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมาลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเยียวยาจากรัฐบาล หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณกลางเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากรัฐบาลได้ประกาศให้ 7 จังหวัดชายแดน เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ครอบคลุมพื้นที่ 45 อำเภอ 336 ตำบล และ 4,081 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, สระแก้ว และตราด เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับมาตรการเยียวยาที่ ครม.อนุมัติ มีดังนี้ เงินช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 2,000 บาท สำหรับการอพยพไม่เกิน 7 วัน, ครัวเรือนละ 5,000 บาท สำหรับการอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป และการจ่ายเงิน จะจ่ายเป็นเงินสดผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยใช้งบประมาณรวม 1,516 ล้านบาท

นายทินกร เอ็นดู ผู้ใหญ่บ้าน เผยว่า วันนี้มีผู้มาลงทะเบียนขอรับการเยียวยาแล้วจำนวน 157 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกในการยื่นเอกสาร ซึ่งประกอบด้วยสำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน และใบมอบอำนาจ (กรณีมอบหมายให้ผู้อื่นมายื่นแทน)

นอกจากนี้ ครม. ยังได้อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมอีก 2,900 ล้านบาท ให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อใช้ในการจัดสรรสวัสดิการสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.45 ล้านคนได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 (สิงหาคม-กันยายน) เนื่องจากงบประมาณเดิมไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่ประเมินไว้

อุบลฯ เร่งจัดการเงินเยียวยา

ที่จังหวัดอุบลราชธานี นายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดอุบลราชธานี (ก.ช.ก.จ.อบ.) เพื่อพิจารณาและกำหนดแนวทางการจ่ายเงินช่วยเหลือและเยียวยาเพิ่มเติมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทั่วถึง

ทั้งนี้ จังหวัดอุบลราชธานีได้มอบหมายให้อำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำขุ่น และอำเภอนาจะหลวย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ชี้แจงข้อมูลและเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนต่อไป

จนท.คุมเข้มบ้านหนองจาน

ส่วนบรรยากาศวันที่ 2 หลังผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ลงนามในประกาศกองกำลังบูรพา เรื่องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย คุมพื้นที่ “บ้านหนองจาน” โดยกำหนดให้ ถ.ศรีเพ็ญ เป็นแนวรักษาความสงบ-ห้ามพกพาอาวุธ-ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงโดยพลการ ทำให้วันนี้ไม่มีเวทีปราศรัย ไม่มีรถเครื่องเสียง ไม่มีการชุมนุม เหมือนหลายวันที่ผ่านมา แต่ยังมีประชาชนในพื้นที่แวะมาดูเหตุการณ์และเมื่อเห็นว่าไม่มีการปราศรัยรวมตัว บางส่วนจึงเดินทางกลับ นอกจากนี้ยังมีประชาชนจากนอกพื้นที่เดินทางเข้าไปในลักษณะตั้งใจไปทำคอนเทนต์ ถือธงชาติถ่ายรูปกับป้ายและแนวถนนศรีเพ็ญ

ส่วนหลังแนวกั้นของเจ้าหน้าที่บริเวณด้านในซึ่งเคยมีชาวกัมพูชาปลูกบ้านและถูกผลักดันออกไปแล้ว วันนี้เจ้าหน้าที่ที่ดินจะเข้าจังหวัดพื้นที่เพื่อพิสูจน์สิทธิ์หลังมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งยื่นเอกสาร สค.1 และนส.3 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วไปก่อนหน้านี้

จับ 38 เขมรหนีอดอยาก

เช้าวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา, หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และสามารถควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้ 38 คนทั้งหมดถูกพบตัวในไร่อ้อยที่บ้านโนนขี้เหล็ก ต.ผ่านศึก ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร โดยเป็นชาย 20 คน, หญิง 17 คน และเด็กหญิงอีก 1 คน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทั้งหมดเดินทางมาจากประเทศกัมพูชาและลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ เพื่อหางานทำในประเทศไทย เนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้ต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อมาหาเลี้ยงชีพในต่างแดน เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปที่กองร้อยทหารพรานที่ 1204 เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและผลักดันกลับประเทศต่อไป

วาทะเด็ด : 31 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 31 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 31 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ในเชิงการเมือง ความพยายามชู “ยุบสภา” สะท้อนถึงทางตันของพรรคเพื่อไทย ที่ยังไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ หากเดินเกมผิดย่อมเท่ากับผลักพรรคไปสู่มุมอับมากกว่าแก้สถานการณ์ เพราะเมื่ออำนาจไม่อยู่ในมือ อาวุธที่หยิบขึ้นมาขู่จึงอาจกลายเป็นกับดักของตนเอง”

นายเชาว์ มีขวด
อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ราชการแนวหน้า : 31 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 31 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 31 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

10. เรื่องที่ 9 ส่วนราชการแห่งหนึ่งได้มีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งนาย ก.ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการระดับปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค ต่อมาได้ตรวจสอบประวัติการกระทำผิดพบว่า นาย ก. มีการกระทำผิด 2 ครั้ง ครั้งแรกศาลจังหวัด ม.พิพากษาจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงอาญา 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภทใน 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และครั้งที่สอง ศาลพิพากษาให้จำคุก 1 ปี 6 เดือนฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนราชการจึงหารือว่า การที่ นาย ก. ต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จะถือว่า นาย ก.ได้รับการล้างมลทิน จึงไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับราชการหรือไม่ และจะถือว่า นาย ก. เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับราชการหรือไม่ และส่วนราชการจะให้ นาย ก. รับราชการต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร

สำนักงาน ก.พ.ขอเรียนว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 บัญญัติว่าให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำ ก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น กรณีที่ นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย ก. ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับนาย ก. จะได้รับการล้างมลทินตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกฎหมายบัญญัติให้ถือว่ามิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นๆ มาก่อน แต่มิได้ล้างการกระทำ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

อาจารย์ มธ.เปิด 8 ข้อสังเกต! ทางนิติศาสตร์ ต่อคดีแพทองธาร

อาจารย์ มธ.เปิด 8 ข้อสังเกต! ทางนิติศาสตร์ ต่อคดีแพทองธาร

อาจารย์ มธ.เปิด 8 ข้อสังเกต! ทางนิติศาสตร์ ต่อคดีแพทองธาร

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.51 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โพสต์เฟซบุ๊ก “Munin Pongsapan” ได้ตั้งข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีดังกล่าวทั้งสิ้น 8 ข้อ ดังนี้

โดยระบุว่า  ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีแพทองธาร

1. คลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นเดียวที่ถูกอ้างถึงเพื่อพิสูจน์ถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ในขณะที่พยานหลักฐานส่วนใหญ่ที่ถูกอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความร้ายแรงและความเสียหายของการฝ่าฝืนจริยธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดของ “วิญญูชน” และ “สาธารณชน” โดยไม่ปรากฏว่าศาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นอย่างไร (ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย”)

2. ความเชื่อศรัทธาของสาธารณชนที่มีต่อนักการเมืองไม่อาจทดสอบได้โดยกระบวนการทางกฎหมายและไม่อาจเป็นองค์ประกอบความรับผิดในทางกฎหมาย เนื่องจากความเป็นอัตวิสัยและเจือปนด้วยอคติ แต่ต้องถูกทดสอบโดยกระบวนการทางการเมือง คือ การเลือกตั้งและการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และต้องรับผิดชอบในทางการเมืองเพราะเหตุที่ทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นศรัทธานั้น

3. มาตรฐานจริยธรรมมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ถูกกำหนดให้บังคับใช้กับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วย กลับไม่เคยได้รับการพิจารณาและเห็นชอบโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ทำหน้าที่ตุลาการและกึ่งตุลาการซึ่งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการจึงไม่ควรเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง เช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพและเจ้าหน้าที่รัฐต่างก็มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่แตกต่างหลากหลายตามลักษณะการทำงานของตน

4. แม้ถ้อยคำ “ซื่อสัตย์สุจริต” และ “มาตรฐานจริยธรรม” ตามมาตรา 160 (4) (5) จะถูกบัญญัติไว้อย่างคลุมเครือเพื่อให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง แต่ศาลสามารถสามารถใช้และตีความเพื่อให้เกิดความชัดเจนได้เพื่อให้การบังคับใช้เกิดความเป็นธรรม การสร้างความชัดเจนไม่ใช่แค่การกำหนดคำนิยาม แต่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่สามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นภววิสัย ในคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดคำนิยามของถ้อยคำ และอ้างอิงพยานหลักฐานที่เป็นนามธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดและความเชื่อมั่นศรัทธาของสาธารณชน โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เป็นภววิสัย

5. ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยขัดแย้งกันเองในการพิจารณา “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ตามมาตรา 160(4) และ “การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ตาม (5) โดยศาลวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีไม่กระทำการฝ่าฝืน (4) เพราะ “การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” แต่ในขณะเดียวกันกลับให้เหตุผลในการวินิจฉัยการฝ่าฝืน (5) ว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ กรณีไม่จำต้องรอให้เกิดการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด” เหตุผลสำหรับ (4) บอกว่า “พยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ” แต่ เหตุผลสำหรับ (5) กลับบอกว่า “กระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” และ “ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” การให้เหตุผลทั้งสองส่วนนี้ขัดแย้งกันเองอย่างชัดเจน

6. ศาลยืนยันเขตอำนาจว่ามีอำนาจพิจารณาในคดีนี้เพราะศาลไม่ได้ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ การกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งศาลเห็นว่าจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาล และตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและขบวนการทางการเมือง (ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการกฎหมายสากลที่ศาลจะไม่เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาล (การกระทำทางการเมือง)) อย่างไรก็ตามในเหตุผลที่วินิจฉัยการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม (5) ศาลกลับวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย และ “เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการ” เหตุผลดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าศาลเข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาลและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งย่อมขัดแย้งกับเหตุผลที่ศาลได้ระบุไว้ในตอนต้นว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางการเมือง 

7. การที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยที่สับสนและขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ เนื่องจากระบบวิธีพิจารณาแบบ “ไต่สวน” ที่ศาลอ้างถึงอยู่เสมอทำให้กระบวนพิจารณาขาดความแน่นอนและชัดเจน การตัดสินชี้ขาดในแต่ละประเด็นเกิดจากการโหวตอย่างฉับพลันทันทีในวันที่อ่านคำวินิจฉัยและการเรียบเรียงคำวินิจฉัยกลางเพื่ออ่านต่อสาธารณชนเกิดจากการปะติดปะต่อข้อความจากร่างคำวินิจฉัยส่วนตนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเรียบเรียงคำวินิจฉัยเกิดข้อผิดพลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่สอดคล้องต้องกันของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย 

8. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดทั้งเพราะช่องทางในการนำคดีเข้าสู่ศาลที่เปิดกว้างอย่างไม่จำกัดและถ้อยคำของกฎหมายสารบัญญัติที่คลุมเคลือทำให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง การมีระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวนที่ทำให้ศาลมีอำนาจในการกำหนดกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานอย่างกว้างขวางโดยไม่ถูกจำกัดโดยหลักเกณฑ์และมาตรฐานใดๆ และการกำหนดบทลงโทษทางการเมืองที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่กลับทำหน้าที่เป็นองค์กรสูงสุดในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจอันเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

อ้างอิง: ดูถอดเสียงคำต่อคำจาก https://www.thansettakij.com/politics/637454