‘ภูมิธรรม’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ-กทม. เกาะติดพายุ‘คาจิกิ’ เตรียมพร้อมดูแลปชช. 24 ชั่วโมง

‘ภูมิธรรม’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ-กทม. เกาะติดพายุ‘คาจิกิ’ เตรียมพร้อมดูแลปชช. 24 ชั่วโมง

‘ภูมิธรรม’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ-กทม. เกาะติดพายุ‘คาจิกิ’ เตรียมพร้อมดูแลปชช. 24 ชั่วโมง

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

‘ภูมิธรรม’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ-กทม. เกาะติดพายุ‘คาจิกิ’ เตรียมพร้อมดูแลปชช. 24 ชั่วโมง

24 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ (KAJIKI)” ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามและประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ขณะนี้ พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ (KAJIKI)” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนอยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ประมาณ 570 กิโลเมตร กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กม./ชม. และมีแนวโน้มจะมีกำลังแรงขึ้นได้อีกเมื่อเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับหลังจากเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนช่วงวันที่ 25 -26 ส.ค.68

จากอิทธิพลพายุดังกล่าวคาดว่า จะทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่กับมีลมแรงบริเวณภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 24–27 ส.ค. 68

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครได้ประสานการทำงานและติดตามสถานการณ์ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ตั้ง War room ร่วมกับทุกจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์และหากประเมินแล้วพบว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงในพื้นที่ใด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด สั่งการนายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะผู้อำนวยการท้องถิ่น ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุซึ่งได้มีการทบทวนและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย การดูแลอาหารการกิน ปัจจัย 4 สำหรับพื้นที่ที่มักพบกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก ขอให้ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งการขุดลอกและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ สำหรับพื้นที่ที่มีการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ หรือวัตถุที่มีความสูงตามกฎหมายว่าด้วยอาคาร ให้ประสานกับเจ้าของตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง หากพบว่ามีโอกาสได้รับผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชน ให้เร่งทำการรื้อถอน

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้หากเกิดฝนตกหนักหรือฝนตกสะสมปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ให้ประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้สื่อสารสร้างการรับรู้ผ่านหอกระจายข่าวและทุกช่องทางสื่อสารของหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำของภาครัฐ รวมทั้งสร้างความรับรู้ระมัดระวังข่าวปลอมที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ไม่ประสงค์ดีในพื้นที่ด้วย

“ในส่วนจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีคลื่นสูง ให้ดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งการปักธงสัญลักษณ์ห้ามนักท่องเที่ยวหรือประชาชนเล่นน้ำ การพิจารณาเดินเรือทั้งเรือโดยสาร เรือประมง และหากแนวโน้มสถานการณ์รุนแรง และพบว่าได้มีเรือออกไปจากฝั่งแล้ว ขอให้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำพาเรือเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทุกพื้นที่ในการดูแลป้องกันความปลอดภัยจากสาธารณภัยอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารสามารถสอบถามข้อมูลหรือขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘อดีตสว.สมชาย’ทุบเปรี้ยงคนไทยเอกฉันท์คดี‘คลิปเสียง’ผิดชัดเจน เหน็บเก็งข้อสอบแม่นยำ

‘อดีตสว.สมชาย’ทุบเปรี้ยงคนไทยเอกฉันท์คดี‘คลิปเสียง’ผิดชัดเจน เหน็บเก็งข้อสอบแม่นยำ

‘อดีตสว.สมชาย’ทุบเปรี้ยงคนไทยเอกฉันท์คดี‘คลิปเสียง’ผิดชัดเจน เหน็บเก็งข้อสอบแม่นยำ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

‘อดีตสว.สมชาย’ทุบเปรี้ยงคนไทยเอกฉันท์คดี‘คลิปเสียง’ผิดชัดเจน เหน็บเก็งข้อสอบแม่นยำ

24 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

การสู้รบไทยกัมพูชาเพราะผลประโยชน์หรือความขัดแย้งหรือการหักเหลี่ยมส่วนตัวของผู้นำ 2 ตระกูล โดยมีลูกของคนทั้งสองเป็นตัวแทน จนเกิดสงครามทำให้ประชาชนและทหารทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และยังไม่มีท่าทีจะยุติอย่างแท้จริง

คลิปการเจรจาลับที่หลุดออกมา

เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่เราเห็นเพียงแค่นิดเดียวของข้อเท็จจริง

ยังมีเบื้องลึกของการดีลลับผลประโยชน์มากมายมหาศาล  มากกว่าที่เห็น นับหมื่นนับแสนล้าน

ไม่ต้องพูดถึงความไร้จริยธรรม การไม่ซื่อสัตย์สุจริตในตำแหน่งหน้าที่

การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและครอบครัวในหลายเรื่องที่เข้าข่ายภัยความมั่นคงของประเทศ อาทิ การทำให้ศัตรูล่วงรู้ความลับ การทำให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ การไม่รักษาเกียรติภูมิ การไม่รักษาอธิปไตย การสูญเสียความลับทางราชการทหารและฝ่ายความมั่นคง การสื่อสารต่อรอง เพื่อประโยชน์ชาติหรือผลประโยชน์ตน?

ไม่ว่าในอนาคตจะมีคำตัดสินออกมาอย่างไร

คงต้องน้อมรับ

แต่สำหรับผมและคนไทยทั้งชาติ เชื่อเหมือนกันว่าเรามีคำวินิจฉัยตรงกันได้เองว่า ผิดชัดเจนทุกประเด็น แก้ตัวไม่ขึ้นแน่นอน

เชื่อว่า ไม่มีบทละครใดที่ซักซ้อมกันมาจนแคล่วคล่อง หรือการตอบที่เก็งข้อสอบแม่นยำ

ราวเหตุการณ์ซ้ำรอยคะแนนสอบเอ็นทรานซ์รั่วในอดีต

ที่จะสามารถมาอธิบายหักล้างความเชื่อและความจริงที่คนไทยทั้งประเทศเห็นเองรู้เองจากความสูญเสียในชีวิตทรัพย์สินและอธิปไตยของชาติที่ประจักษ์ชัดไปกว่านี้ได้อีกแล้วครับ

ไทยเสียเปรียบกัมพูชาทั้ง‘บนบก-ทะเล’ ชงญัตติถกตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิกMOU43-44’

ไทยเสียเปรียบกัมพูชาทั้ง‘บนบก-ทะเล’ ชงญัตติถกตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิกMOU43-44’

ไทยเสียเปรียบกัมพูชาทั้ง‘บนบก-ทะเล’ ชงญัตติถกตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิกMOU43-44’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.48 น.

ไทยเสียเปรียบกัมพูชาทั้ง‘บนบก-ทะเล’ ชงญัตติถกตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิกMOU43-44’

24 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 25 – 26 ส.ค. ทั้งนี้มีวาระพิจารณาที่น่าสนใจ ในวันที่ 26 ส.ค.  คือ ญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเสนอโดย  พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. และคณะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญที่ พล.อ.สวัสดิ์ เสนอญัตติดังกล่าว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมมพูชา และสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยอย่างยั่งยืน พร้อมระบุในสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า การปะทะระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดนหลายพื้นที่ เพราะยึดถือแผนที่ที่มีมาตราส่วนต่างกัน ทั้งนี้รัฐบาลไทยปัจจุบันควรยืนยันกับกัมพูชาให้เข้าใจว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน

แต่เมื่อปี2543 รัฐบาลยุคนั้นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกหรือ เอ็มโอยู2543 ซึ่งมีสาระสำคัญในข้อ 1 ว่า ไทยกับกัมพูชาจะร่วมกันสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกให้เป็นไปตามเอกสาร 3 ราการ โดยรายการที่3 คือ แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามข้อตกลงของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโอจีนของฝรั่งเศสปี2447และ 2450 คือแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน และผู้นำกัมพูชายืนยันยึดแผนที่ดังกล่าวตลอด

“หากรัฐบาลมีความจริงใจไม่ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ  2 แสน จริง และเพื่อให้การสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของทหารของไทยในการยืนหยัดพิทักษ์อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนตามแนวปฏิบัติการ 1 ต่อ 5หมื่น เป็นไปอย่างมีคุณค่าสูงสุดรัฐบาลต้องพิจารณายกเลิกเอ็มโอยู2543 ที่กัมพูชาเคารพเอ็มโอยู2543 เพียงข้อ1 ที่ให้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกเป็นไปตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนเท่านั้น ส่วนข้ออื่นที่สำคัญ คือ ข้อ 5 และข้อ8 กัมพูชาละเมิดแล้ว การคงข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามอย่างชัดแจ้งหามีประโยชน์ไม่” ญัตติที่เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ และคณะ ระบุ

สาระของญัตติดังกล่าวระบุต่อว่า นอกจากนี้ไทยกับกัมพูชามีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จึงได้ทำเอ็มโอยู 2544 เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการปักปันเขตแดนว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา โดยเส้นเขตไหล่ทวีของไทยมีเส้นเดียวคือ เส้นตามประกาศพระบรมราชโองการในวันที่ 29 พ.ค.2516 แลละยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องโดยทุกวิถีทางมา 29 ปี แต่นับจากที่ได้ลงนามเอ็มโอยู 2544 คือ 18 มิ.ย.2544 เท่ากับไทยยอมรรับการคงอยู่ของเส้นไหล่ทวีค.ศ.1972 ทำให้เส้นเขตไหล่ทวีปถูกแปรเป็นสอง และเกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน 2.6หมื่น ตร.กม.

“ไม่ว่าผลการแบ่งเขตแดนเป็นอย่างไร ไทยต้องเสียงทั้งเขตแดนและผลประโยชน์ ซึ่งสารัตถะในเอ็มโอยู2544 เป็นคุณต่อกัมพูชามากกว่าไทยในพื้นที่ทั้ง 2 ส่วนของข้อตกลง คือส่วนบนละติจูด 11 องศาเหนือ และส่วนล่างเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ เท่ากับกัมพูชาได้รับผลกระโยชน์ในส่วนที่ไม่ควรได้รับหรือทำให้ไทยไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนที่ควรได้รับดังนั้นรัฐบาลควรยกเลิกเอ็มโอยู2544 เช่นเดียวกัน แต่การยกเลิกนั้นเป็นความซับซ้อนและละเอียดอ่อน จึงสมควรที่วุฒิสภาจะตั้งกมธ.ศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ” ญัตติ ระบุ

‘ซูเปอร์โพล’เปิดผลสำรวจ‘นักรบไทย’ความภาคภูมิใจ ความสุขของคนไทย

‘ซูเปอร์โพล’เปิดผลสำรวจ‘นักรบไทย’ความภาคภูมิใจ ความสุขของคนไทย

‘ซูเปอร์โพล’เปิดผลสำรวจ‘นักรบไทย’ความภาคภูมิใจ ความสุขของคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

‘ซูเปอร์โพล’เปิดผลสำรวจ‘นักรบไทย’ความภาคภูมิใจ ความสุขของคนไทย

24 สิงหาคม 2568 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง ความภาคภูมิใจ ความสุขของคนไทย จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,093 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 – 23 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า “ความภูมิใจของคนไทย” สะท้อนฐานค่านิยมร่วมที่โน้มไปทางความกล้าหาญความเสียสละ และรากฐานประวัติศาสตร์ความเป็นเอกราชของชาติเป็นสำคัญ โดยข้อที่ได้รับการเห็นพ้องสูงสุดคือ “ความกล้าหาญ เสียสละของทหาร นักรบไทย ปกป้องแผ่นดินและอธิปไตยของไทย” อยู่ที่ร้อยละ 92.6 รองลงมาเป็น “ไทยรักษาเอกราชของชาติ ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นจนถึงปัจจุบัน” ร้อยละ 85.8 ตามด้วย “ความสามัคคีของคนไทยเมื่อเกิดวิกฤต” ร้อยละ 82.9 และ “ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ารักสงบ มีอารยะ มีความเจริญ” ร้อยละ 81.5 ส่วน “เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความกล้าหาญของบรรพบุรุษไทย” อยู่ที่ร้อยละ 79.3

เมื่อพิจารณาค่าสถิติโดยรวมของหมวดนี้ ค่าเฉลี่ยร้อยละของทั้งห้าประเด็นอยู่ราว 84.4 โดยค่าต่ำสุดสูงสุดกระจายตัวอยู่ระหว่าง 79.3 ถึง 92.6 ช่องว่างเชิงสัดส่วน (range) ประมาณ 13.3 จุดเปอร์เซ็นต์ แปลได้ว่า แม้ทุกประเด็นจะได้รับการสนับสนุนในระดับสูงมากอย่างสม่ำเสมอ แต่ “ความเสียสละของกำลังพล” เป็นภาพจำร่วมที่โดดเด่นเหนือประเด็นอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางเชิงสังคมวัฒนธรรม

รายงานของซูเปอร์โพลระบุด้วยว่า ความรู้สึก “ชื่นชอบต่อทหารชายแดนไทย–กัมพูชา” สะท้อนการยอมรับตัวบุคคลและบทบาทหน่วยเฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า โดยอันดับแรกคือ “พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2” ร้อยละ 64.5 จี้ติดตามรองลงมาด้วย “ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ (ผู้กองอะตอม)” ร้อยละ 63.8 ถัดมาเป็น “นักบินรบ ฝูงบิน F-16 และกริพเพน” ร้อยละ 61.7 “นักรบชุดดำ-ตชด.” ร้อยละ 58.9 และ “กลุ่มอาสาสมัคร” ร้อยละ 55.3

เมื่อพิจารณาเชิงสถิติต่อการกระจายตัวสัดส่วนทั้งห้ารายการอยู่ราว 60.8 มีพิสัยค่าประมาณ 9.2 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าความนิยมกระจายค่อนข้างแน่นในกลุ่มระดับ “สูงพอๆ กัน” อาจนำไปสร้างมิติของคอนเทนต์ได้ว่า “แม่ทัพภาค 2 ผู้กองอะตอม บุคคลต้นแบบ หญิงแนวหน้า ขีดความสามารถทางอากาศกำลังตำรวจชายแดน พลังอาสาสมัคร” ต่างได้รับการยอมรับร่วมกัน นัยหนึ่งคือภาพลักษณ์กองกำลังปฏิบัติการทั้งมวลตั้งแต่ยุทธศาสตร์ ภาคพื้นดิน อากาศ ไปจนถึงภาคประชาชนถูกมองว่าเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ป้องปรามที่มีประสิทธิภาพ

รายงานของซูเปอร์โพล ชี้ให้เห็นคำถามระดับมหภาค “ความภูมิใจต่อกองทัพไทย” ยืนยันภาพรวมความเชื่อมั่นในระดับสูงมาก โดยร้อยละ 91.7 ระบุว่า “ภูมิใจมากถึงมากที่สุด” ขณะที่ร้อยละ 5.4 อยู่ระดับ “ปานกลาง” และมีเพียงร้อยละ 2.9 ที่ระบุ “น้อยถึงไม่ภูมิใจเลย” เมื่อนำสัดส่วนเชิงบวกลบเทียบกัน พบอัตราส่วนบวกต่อเชิงลบโดยคร่าวประมาณ 31.6 ต่อ 1 และส่วนต่างสุทธิ (net favorability) ราว +88.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับ “ฉันทามติสังคม” ที่สูงมากในเชิงการรับรู้ภาพรวมสถาบันที่น่าประทับใจ

นอกจากนี้ แม้การสู้รบและการสูญเสียเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ควรเน้นหลักมนุษยธรรมเป็นสำคัญ แต่ผลการปฏิบัติทางทหารของไทยทำให้คนไทยมีความสุขหลายด้านที่สะท้อนอารมณ์ร่วมเชิงบวกระดับสูงต่อผลลัพธ์ที่ปกปักรักษาอธิปไตยและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยข้อที่สูงสุดคือ “กองทัพไทยยึดคืนแผ่นดินไทยกลับมาได้” ร้อยละ 94.3 รองลงมาคือ “ทหารไทยสู้รบด้วยความกล้าหาญปกป้องมาตุภูมิ” ร้อยละ 91.2 และสองประเด็นทางสังคมสงเคราะห์ทุนทางสังคม ได้แก่ “เห็นการบริจาคและการเยียวยาทหารและประชาชน” ร้อยละ 87.4 “เห็นความสามัคคีของคนในชาติ” ร้อยละ 86.1 และ “เห็นพลังความรักชาติของคนไทยทั้งประเทศ” ร้อยละ 83.8 โดยภาพรวมหมวดนี้มีค่าเฉลี่ยร้อยละราว 88.6 กระจายตัวระหว่าง 83.8 ถึง 94.3 พิสัยประมาณ 10.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ชี้ให้เห็นว่า “ผลสัมฤทธิ์เชิงอธิปไตยเกียรติภูมิแนวหน้า” และ “ความเอื้ออาทรสามัคคีของสังคม” เป็นสองแกนสำคัญของความสุขทางอารมณ์ร่วมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

เมื่อนำทั้งสี่มิติสัมพันธ์เข้าด้วยกัน ภาพรวมชี้ว่าคนไทยมี “ทุนความภูมิใจ” ที่ตั้งอยู่บนแกนประวัติศาสตร์ชาติและความกล้าหาญของผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขยายผลเป็น “ทุนอารมณ์ร่วม” ในรูปของความสุขเมื่อเห็นความสำเร็จในการปกป้องดินแดนและการเกื้อกูลกันในยามวิกฤต ทั้งหมดนี้ยังสะท้อน “ทุนความไว้วางใจเชิงสถาบัน” ต่อกองทัพที่สูงมาก ซึ่งเมื่อเทียบเชิงญาติแล้ว ความภูมิใจ ความสุข ความชื่นชอบต่อบุคคล/หน่วยหน้าด่าน ล้วนเสริมแรงกันเป็นฟลายวีลทางสังคม กล่าวคือ ความภูมิใจทางประวัติศาสตร์และสถาบัน ช่วยหล่อเลี้ยงความนิยมต่อผู้ปฏิบัติ ขณะที่ความสำเร็จเชิงปฏิบัติการและภาพความเอื้ออาทรในสังคมก็ย้อนกลับไปย้ำความภูมิใจและความสุขร่วมของสาธารณชนอีกทอดหนึ่ง

ในมุมวิเคราะห์เชิงนโยบายสื่อสารสาธารณะ ผลลัพธ์นี้ชี้โอกาสสำคัญในการสื่อสาร “สองขาที่สมดุล” ระหว่างขั้วคุณค่าด้านความกล้าหาญ การปกป้องอธิปไตย กับขั้วคุณค่าด้านมนุษยธรรม สามัคคีของพลเมือง กล่าวคือ ความนิยมที่สูงต่อกำลังพลแนวหน้าและหน่วยเฉพาะ อาจต่อยอดสู่การสื่อสารเรื่อง “ความเป็นมืออาชีพความโปร่งใส ความรับผิดชอบ” ควบคู่ “ความร่วมมือพลเมือง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การลดอคติทางชาติพันธุ์ การเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” เพื่อยกระดับทุนสังคมจากความภูมิใจเชิงอารมณ์ ไปสู่ความไว้วางใจเชิงสถาบันที่ยั่งยืน

โปรดสังเกตด้วยว่าแม้ตัวเลขส่วนใหญ่อยู่ระดับสูงมากทั้งหมด ความแตกต่างระหว่างประเด็นสูงสุด ต่ำสุดในแต่ละตาราง (เช่น 13.3 จุดในหมวดความภูมิใจ และ 9.2 จุดในหมวดความชื่นชอบบุคคล/หน่วย) ยังเปิดพื้นที่ให้การสื่อสารเชิงกลยุทธ์เลือก “จุดเน้น” ที่ส่งผลทวีคูณ เช่น การเล่าเรื่องบทบาทสตรีนักรบแนวหน้า การเชื่อมภารกิจทางอากาศกับการคุ้มครองประชาชน และการยกย่องพลังอาสาสมัครให้เป็นภาพจำร่วมพอๆ กับกำลังหลัก

กล่าวโดยสรุป ผลสำรวจสะท้อนฉันทามติต่อ “ความกล้าหาญของกำลังพล การธำรงเอกราช ความสามัคคี ความเป็นอารยะของประเทศ” ขณะเดียวกัน ความสุขจากเหตุการณ์ชายแดนวางอยู่บนสองแกนคือ “ผลสัมฤทธิ์เชิงอธิปไตย” และ “ทุนเอื้ออาทรของสังคม” เมื่อหลอมรวมกับความภูมิใจระดับ “มาก – มากที่สุด” ต่อกองทัพในสัดส่วน 91.7% เทียบกับเพียง 2.9% ที่มองเชิงลบ จึงเกิดเป็นทุนสังคมเชิงบวกที่แข็งแรง ทั้งนี้ เพื่อให้ทุนดังกล่าวต่อยอดเป็นความไว้วางใจระยะยาว ควรระมัดระวังการสื่อสารที่อาจทำให้เกิดการแบ่งขั้วหรือมองข้ามความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่ายในพื้นที่ชายแดน

ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนาในแนวทางบรรยายต่อเนื่องคือ การใช้ “เรื่องเล่าเชิงหลักฐาน” ที่ผสานเกียรติภูมิของกำลังพลกับกรอบมนุษยธรรมร่วมสมัย โดยยกระดับบทบาทของกลุ่มที่ได้รับการยอมรับสูงในผลสำรวจ เช่น แม่ทัพภาค 2 นักบินรบ ผู้กองอะตอม นักรบชุดดำ ตชด. และอาสาสมัคร ให้เป็น “ทูตสังคม” ถ่ายทอดบทเรียนเรื่องมาตรฐานอาชีพ ความปลอดภัยของพลเรือน และความร่วมมือข้ามภาคส่วน สถานศึกษาควรต่อยอดกระแสสนับสนุนประเด็น “เยาวชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความกล้าหาญของบรรพบุรุษ” ที่อยู่ระดับสูง (79.3%) ให้กลายเป็นหลักสูตรพลเมืองสากลที่เชื่อมคุณค่าความรักชาติ เข้ากับกติกาสากลและสิทธิมนุษยชน พร้อมส่งเสริมอาสาสมัครเชิงระบบเพื่อแปลง “ความสุขจากการช่วยเหลือเยียวยา” ให้เป็นโครงข่ายถาวรรับมือได้ทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ การสื่อสารสาธารณะควรขยายภาพ “สามัคคีของคนไทยเมื่อเกิดวิกฤต” (82.9% ในหมวดภูมิใจ และ 86.1% ในหมวดความสุข) ให้เป็นคุณค่าประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะยามเหตุการณ์ตึงเครียด ในระดับปฏิบัติการ ประเด็นที่ได้รับการเห็นพ้องสูงสุดอย่าง “ยึดคืนแผ่นดินไทยได้” (94.3%) และ “กล้าหาญปกป้องมาตุภูมิ” (91.2%) ควรถูกเล่าเรื่องควบคู่มาตรการลดความสูญเสียของทั้งทหารและประชาชน ตลอดจนความร่วมมือไทย – กัมพูชาในมิติชายแดนสมัยใหม่ เพื่อให้ความภูมิใจ ความสุข ความไว้วางใจแปรรูปเป็น “สันติภาพที่มีศักดิ์ศรี” อย่างยั่งยืนในระยะยาว

‘เพื่อไทย’อ้างปิดประชุมสภาฯเป็นความเข้าใจผิด แนะฝ่ายค้านชงญัตติ MOU 43-44 ใหม่

‘เพื่อไทย’อ้างปิดประชุมสภาฯเป็นความเข้าใจผิด แนะฝ่ายค้านชงญัตติ MOU 43-44 ใหม่

‘เพื่อไทย’อ้างปิดประชุมสภาฯเป็นความเข้าใจผิด แนะฝ่ายค้านชงญัตติ MOU 43-44 ใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.42 น.

‘ชญาภา’ชี้เหตุปิดประชุมสภาฯ เป็นความเข้าใจผิด‘ประธานสภา-วิป’ แนะฝ่ายค้านเสนอญัตติศึกษา MOU 43-44 เข้ามาใหม่ เชื่อสภาฯพร้อมพิจารณา พรรคคนรุ่นใหม่ควรเลิกพฤติกรรมการเมืองจัด หวังแค่ล้มรัฐบาล ลืมจุดยืนในการยืนยันหลักการและข้อเท็จจริง

24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกล่าวถึงกรณีการปิดประชุมสภาอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา จนฝ่ายค้านนำไปอ้างให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการปิดสภาเพื่อหนีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณา MOU 43 และ MOU 44 ของพรรคฝ่ายค้าน  โดยยืนยันอีกครั้งว่า กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างประธานสภาฯ กับวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย มีจุดยืนที่ชัดเจนที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และเชื่อมั่นว่าสภาคือเวทีในการร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากนี้พรรคฝ่ายค้านก็สามารถเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาพิจารณา MOU 43 และ MOU 44 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ย้ำต่อว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยนั้น คือการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดน ยืนอยู่บนความถูกต้องตามข้อเท็จจริง  ไม่ใช้ความรู้สึก หรือความหวาดกลัวใดๆ  และ MOU 43 (พ.ศ.2543) เป็นเพียงกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชาไม่ได้กำหนดเขตแดนใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ขณะที่ MOU 44 เป็นเพียงกรอบการเจรจาปักปันเขตทางทะเล การพัฒนาร่วมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน โดยยืนยันหลักการเจรจาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“หากเรารักชาติ หวงแหนอธิปไตยและหวงดินแดนของชาติอย่างแท้จริง การเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่มีการป่าวประกาศ ดังนั้นจึงควรช่วยกันทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อเอาชนะความลวงที่แฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” น.ส.ชญาภา กล่าว

น.ส. ชญาภา กล่าวว่า หลายรัฐทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันกับที่ไทยและกัมพูชาเจอ คือ แม้แต่ละรัฐจะถือแผนที่ที่ชัดเจน แต่ก็ยังพบว่าแผนที่ของแต่ละรัฐนั้นมีความเหลื่อมทับกันอยู่ และสิ่งที่หลายรัฐทั่วโลกทำกัน คือการทำให้เกิดเวทีเจรจาในลักษณะทวิภาคีเหมือนกับ MOU 43 และ MOU 44 เพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน

“การยกเลิก MOU 43–44 โดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงระบบที่รอบด้าน อาจทำให้เราสูญเสีย กลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกัน ซึ่งโลกใช้เป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหาเขตแดน และนอกจากกับกัมพูชาแล้ว ที่ผ่านมาไทยเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับเมียนมา ลาว มาเลเซีย มาโดยตลอด และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างมากโดยเฉพาะกรณีมาเลเซีย และลาว” น.ส.ชญาภา กล่าว

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะปกป้องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความพยายามบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง พร้อมฝากถึง พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่พยายามรับลูกข้อเสนอที่ผ่านการบิดเบือน ว่า MOU ทั้งสองฉบับ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผูกมัดให้คู่กรณีต้องมานั่งโต๊ะเจรจาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ หากไม่มีข้อผูกมัดนี้แล้วเท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีบุคคลที่สามเข้ามามีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดินแดนระหว่างสองประเทศและอาจกลายเป็นการถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่

“พรรคการเมืองที่น้อมรับข้อเสนอดังกล่าว และเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อที่จะล้ม MOU ทั้งสองฉบับ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ควรกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ตั้งมั่นใจจุดยืนในการใช้ความรู้ความสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประคับประครองสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการพยายามเล่นการเมืองทุกทางเพียงเพราะหวังว่าจะโค่นล้มรัฐบาลให้ได้เท่านั้น” น.ส.ชญาภา กล่าว

น.ส. ชญาภา ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาว่า สส. พรรคเพื่อไทยได้ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือส่งถึงพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่า การช่วยเหลือเยียวยากรณีผลกระทบจากการปะทะชายแดนมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากกว่าการประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ  โดยพรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่า จะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการช่วยประสานงานหน่วยงานราชการและติดตามเรื่องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้มีใครร่วงหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

‘เพื่อไทย’ปลื้มมาก อวดผลงานแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

‘เพื่อไทย’ปลื้มมาก อวดผลงานแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

‘เพื่อไทย’ปลื้มมาก อวดผลงานแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.05 น.

‘เพื่อไทย’เผยผลงานเดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล ยันสิ่งที่รัฐบาลต้องการไม่ใช่เพียงตัวเลขการจับกุม แต่เป็น KPI จากพี่น้องประชาชน หากยังไปไม่ถึง ไม่หยุดเดิน

24 ส.ค.68 น.ส. ชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดช่วงที่ผ่านมา ว่า  นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบนั้น ผลลัพธ์เบื้องต้นพบว่า มีการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาไอซ์ล็อตใหญ่ในสามพื้นที่คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดเลย กว่า  2,100 กิโลกรัม รวมทั้งการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาบ้าที่จังหวัดแพร่อีกกว่า 2 ล้านเม็ด

น.ส.ชญาภา ระบุว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบาย No Drug No Dealers และนโยบาย 8 Quick Win 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข ของรัฐบาลเพื่อไทย นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงแค่การดำเนินการกับผู้ค้ารายใหญ่เพียงเท่านั้น ในหลายจังหวัดได้เริ่มต้นดำเนินการในการนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วหลายหมื่นราย โดยสิ่งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก ธวัชบุรีและท่าวังผาโมเดล ซึ่งเริ่มต้นดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านเศรษฐา ทวีสิน มาจนถึงรัฐบาลท่านแพทองธาร ชินวัตร โดยมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหายาเสพติดที่กลับมาเป็นปัญหาเรื้อรังอีกครั้งหลังพ้นยุครัฐบาลไทยรักไทย จะถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาจากพรรคเพื่อไทย

“วันนี้เราเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่กัดกินใจพี่น้องประชาชนมายาวนานอย่างเต็มระบบ และข้าราชการเองต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน แม้ตัวเลขการจับกุม การดำเนินการยึดทรัพย์พ่อค้ายาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เราจะยังไม่พอใจ และยังไม่ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ หรือ KPI ที่สมบูรณ์พอ อย่างที่รัฐมนตรีของเราบอกไว้ว่า ‘จนกว่าเราจะทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า ปัญหายาเสพติดดีขึ้นหรือหมดไป’ ซึ่งดิฉันเชื่อว่า เรื่องนี้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่เริ่มเห็นผลความเปลี่ยนแปลงแล้ว  และ KPI ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย ที่เราต้องการจะไปให้ถึง คือการได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชน เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เห็นน้ำตาของแม่ที่ได้ลูกกลับคืนมา เห็นความภูมิใจของครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับคืนมาจากยาเสพติด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการ สุดท้ายดิฉันยืนยันว่า หากเรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ รัฐบาล และพรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดเดิน” น.ส.ชญาภา กล่าว

4 ปีสูญเสียบุคลากร 3.3 หมื่นคน ‘หมอวี’เปิดเหตุผลขอ 10,000 ชื่อผลักดันกม.จำกัดชั่วโมงทำงาน

4 ปีสูญเสียบุคลากร 3.3 หมื่นคน ‘หมอวี’เปิดเหตุผลขอ 10,000 ชื่อผลักดันกม.จำกัดชั่วโมงทำงาน

4 ปีสูญเสียบุคลากร 3.3 หมื่นคน ‘หมอวี’เปิดเหตุผลขอ 10,000 ชื่อผลักดันกม.จำกัดชั่วโมงทำงาน

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

4 ปีสูญเสียบุคลากร 3.3 หมื่นคน ‘หมอวี’เปิดเหตุผลขอ 10,000 ชื่อผลักดันกม.จำกัดชั่วโมงทำงาน

24 สิงหาคม 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า…

4 ปี วงการสาธารณสุขสูญเสียบุคลากรไป 3.3 หมื่นคน นี่ไม่ใช่เรื่องปกติครับ!

เหตุผลที่คนจะลาออกมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุด คือ

“งานหนักเกินมนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว” ทั้งงานบริการ งานเอกสาร งานคุณภาพ รวมต้องเตรียมงาน event ต้อนรับคนใหญ่คนโต”

หลายคนบอกว่าก็เพิ่มเงินให้สิ! จะแก้ปัญหาได้

ผมขอตอบแทนชาวสาธารณสุขเลยครับ ว่าไม่จริง!

เงินเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาเงินมาให้แล้วจะให้ทำอะไรก็ได้

“คนท้อง 8 เดือนยังต้องขึ้นเวรบ่าย ต่อดึก ต่อเช้า ถามว่าเขาต้องการเวลาพักผ่อน หรือต้องการเงินครับ

แล้วเขาทำไปทำไม? เหตุที่ทำเพราะถูกบังคับให้ทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำก็จะไม่มีใครดูแลคนไข้!”

ก่อนจะต้องรบกวนประชาชน 10,000 รายชื่อ ผมพยายามทำสิ่งที่ง่ายกว่าคือ

1. ใช้กลไกของกรรมาธิการ ซึ่งผมได้เรียนท่านประธานกรรมาธิการการสาธารณสุขวุฒิสภา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล โดยส่วนตัวแล้ว และมีแผนว่าจะส่งเรื่องถึงกรรมาธิการการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร โดยผมก็ได้โทรศัพท์เรียนนพ.ทศพร เสรีรักษ์ ประธานกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรแล้วเช่นกัน

2. ผมได้โทรหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน สส. หลายท่านแล้ว อย่างน้อยก็เสนอไอเดียนี้ให้ท่านช่วยขบคิดกันต่อในแต่ละพรรค

สส. นพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคเพื่อไทย ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข

สส. กัณวีร์ สืบแสง พรรคเป็นธรรม

สส. ภราดร ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย

สส. นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย พรรคเพื่อไทย

สส.วิโรจน์ ลักษณอดิศร พรรคประชาชน

สส. พญ.กัลยพัช รจิตโรจน์ พรรคประชาชน (คุยกันทางไลน์)

ประเด็นร่างกฎหมายน่าจะมีรายละเอียดที่ต้องคุยและแก้ไขกันอีกเยอะ แต่ถ้าเราไม่เริ่มแก้ไขตอนนี้ ปัญหานี้ก็จะไม่มีใครมาแก้ซักที ผมเหลือเวลาทำงานอีก 4 ปี ในสภานิติบัญญัติ จะพยายามผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อพี่น้องประชาชนและชาวสาธารณสุขนะครับ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สมาชิกวุฒิสภา

รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

24 สิงหาคม 2568

ก่อนหน้านี้ น.พ.วีระพันธ์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า “ช่วยกันแชร์ เราต้องการ 10,000 คน เพื่อให้ความช่วยเหลือบุคลากรสาธารณสุขที่ร่อแร่กับภาระงานหนักอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ การใช้กฎหมายที่ถูกต้อง ซึ่งผมคิดได้ 2 วิธีที่เร็วที่สุด

1.แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔(๑) โดยเอาคำว่า “ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น” ออกไป

2.ออก พ.ร.บ.ใหม่สำหรับบุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะ “ร่าง พ.ร.บ.ชั่วโมงปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย พ.ศ. …” โดยกำหนดเวลาทำงานในราชการ, การทำงานนอกเวลาให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ และอัตราค่าล่วงเวลาต้องมากกว่าปกติ ซึ่งร่างไว้แล้ว โดย รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘หมอวีระพันธ์’ ชวนคนไทยร่วมลงชื่อ 10,000 คน ผลักดันกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานบุคลากรสาธารณสุข)

ซัดเดือด! ‘บิ๊กเยิ้ม’โต้‘กนก’ปมแฉอดีตผบ.หน่วยรับส่วยบ่อน แจงกรณีเขมรรุกล้ำ‘ช่องอานม้า’

ซัดเดือด! ‘บิ๊กเยิ้ม’โต้‘กนก’ปมแฉอดีตผบ.หน่วยรับส่วยบ่อน แจงกรณีเขมรรุกล้ำ‘ช่องอานม้า’

ซัดเดือด! ‘บิ๊กเยิ้ม’โต้‘กนก’ปมแฉอดีตผบ.หน่วยรับส่วยบ่อน แจงกรณีเขมรรุกล้ำ‘ช่องอานม้า’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.06 น.

‘บิ๊กเยิ้ม’โต้‘กนก’ปมแฉอดีตผบ.หน่วยรับส่วยบ่อน ซัดเอาสมองที่ไหนคิด เชื่อแค้นฝังหุ่นไม่ได้ขึ้นแม่ทัพ แฉกลับเคยค้าไม้กับ‘ผู้นำเขมรแดง’ ขวางไม่ให้คนอื่นเข้า -เหนียวเงินรายได้สนามกอล์ฟ ยันตัวเองได้รับเหรียญรามาธิบดีชั้นอัศวิน ซื่อสัตย์ สุจริตร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เคยอยู่หลังลูกน้อง แจงกรณีเขมรรุกล้ำ‘ช่องอานม้า’ แค่ตั้งตลาดชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่‘ปราสาทตาเมือนธม’เปิดให้เขมรเข้ามาดูหลังบูรณะแต่ตรวจเข้ม

TikTok “ลุงเยิ้ม” ได้โพสต์คลิปสัมภาษณ์เปิดใจ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ในหัวข้อ “ความจริงจากท่านแม่ทัพ…ข่าวลือมากมายทั้งเรื่องรั้ว  การยอมให้กัมพูชาเดินเข้ามา  ความจริงคืออะไร ใครถูก-ใครผิด?

พล.อ.ธวัชชัย หรือ “บิ๊กเยิ้ม”เล่าว่า ตนเองดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่2 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 53- เมษายน 2555  โดยช่วงปี 2554 มีความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่กัมพูชาพยายามเอาพื้นที่เขาพระวิหารจากแผนที่ 1:200000 ตนก็บอกว่าไม่ได้ เพราะหลักสากลต้องยึดตามสันปันน้ำ  แผนที่1:50000 เขาก็พยายามทำถนนขึ้นมา เพราะเขาพระวิหารต้องขึ้นจากฝั่งไทย  ย้อนกลับไปเมื่อปี 2505 เราแพ้ศาลโลกเฉพาะ300 ไร่บนเขาตัวปราสาทพระวิหาร  แต่พื้นที่โดยรอบเป็นของไทย  กัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งสมัยรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ตนได้ไปคุยกับท่านบอกไปว่า ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลโดล เพราะเรายึดถือปี 2505 ก็จบไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า ไม่ได้ เพราะเมื่อเขาร้องมาก็ต้องพิจารณา กัมพูชาก็เอารถแทรกเตอร์แบ็คโฮ ขึ้นมาที่เขาพระวิหาร ตนก็บอกว่าไม่ให้ขึ้น และเราก็เอารถแทรกเตอร์ทหารช่างของเราขึ้นไปบ้าง  ปรากฏว่าพอเราจะขึ้นไป เขายิงมา ก็เกิดการปะทะกัน

ส่วนกรณีที่มีการบอกว่าทหารไทยยกช่องอานม้าให้กัมพูชาในตอนนั้น พล.อ.ธวัชชัย กล่าวว่า ไม่จริงเลย ตั้งแต่ ช่องอานม้า ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เมื่อเราไปเซ็นเอ็มโอยู43 เรายังไม่ได้มีการปักปันเขตแดน และใช้แผนที่ 1:50000ตลอดแนว  จึงพยายามเจรจา และ ลาดตระเวนร่วมกันกับทหารกัมพูชา สำหรับที่มีการมองว่าให้กัมพูชามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรเป็นการยกเว้นหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่ได้ยกเว้น  แต่ช่องอานม้าเป็นจุดผ่านแดนถาวร ตอนนั้นตนต้องการให้มีการเปิดจุดผ่านถาวรหรือชั่วคราวจังหวัดละหนึ่งจุด จะไม่ยอมไปเปิดหลายจุดเพราะเห็นว่าจะมีปัญหาเรื่องเส้นทางเปิดที่จะเข้าไทยมากเกินไป  และเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็จะดูแลลำบาก และเป็นการเปิดเส้นทางให้มีรถถังขึ้นมาได้ ซึ่งเราก็คัดค้านตั้งแต่สมัยก่อนตอนที่มีการนำเข้าไม้ซุง ต่างๆ ก็พยายามคัดค้าน พร้อมชี้แจงผู้บังคับบัญชาว่าอย่าเปิดหลายช่องทางอย่าตามใจทางกัมพูชา

“พอเปิดช่องอานม้า ทางชาวบ้านมีความยากจน ก็จะเอาของเข้ามาแลก แม่ค้าทางเราก็เอาของไปขาย เราได้ดุลการค้าพอสมควรในภาพรวม การสร้างตลาดที่นั่นเป็นลักษณะชั่วคราว เพื่อฝั่งเขามีสินค้าของป่าเยอะ  ประชาชนเราก็มีความต้องการซื้อ และก็เอาสินค้าของเราไปขายด้วย ทุกอย่างเป็นการชั่วคราวหมด ไม่ได้เป็นการถาวร “

ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ในปี2554 มีนายทหารไทยบางคนมีส่วนรู้เห็นให้อำนาจกัมพูชาจริงหรือไม่นั้น พล.อ.ธวัชชัย กล่าวว่า ข่าวนี้ไม่จริงเลย ประเด็นดังกล่าวเกิดจากการที่ พลโท กนก เนตระคเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาค2 ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่นพี่ของตนหนึ่งรุ่น  เกษียณมา 12 ถึง 13 ปีแล้ว ยังแค้นฝังหุ่นว่าทำไมตัวเองไม่ได้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่2 ตนเองทำงานในสนามมาตั้งแต่ 2520 รับพระราชทานเหรียญรามาธิบดี ชั้นอัศวิน ในตอนเป็นร้อยเอกปี 2525 เมื่อได้รับพระราชทานแล้วก็มีความซื่อสัตย์ สุจริต ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเราได้รับเหรียญจากพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยตรง ไม่เคยอยู่หลังลูกน้อง ลาดตระเวนเป็นผู้หมวด 2 ปี ตนเดินทุกวัน   แล้วเรื่องที่บอกว่าไปรับเงินจากบ่อนต่างๆ ตรงนี้ไม่จริง  บ่อนไหนจะบ้ามาขอบัตรประชาชนของ ผบ. หน่วยนั้นไปเปิดบัญชี ตนก็ไม่รู้ว่าพี่กนก ไปเอาสมองที่ไหนคิด เที่ยวไปกล่าวหาคนนั้นคนนี้ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร  ก็เป็นลูกน้องตนมาตลอดตั้งแต่รอง ผบ.พล.ร.6 ได้มอบหมายให้ดูแล บก.กองพล ส่วนหลัง ทำหน้าที่เหมือนเป็นผบ.พล และไม่เคยยุ่ง พร้อมทั้งมอบหมายให้ดูแลงบประมาณทั้งหลวง ทั้งราษฎร์ 

“ได้รายได้สนามกอล์ฟเดือนละ 3 แสน ผมก็บอกว่าพี่กนก ผมขอ1แสน จะเอาไปช่วยซื้อของ ข้าวสาร อาหารแห้งร้อยชุด ไปมอบให้ครอบครัวทหารเดือนละครั้งระหว่างที่มีการประชุม การเอาข้าวของไปแจกเขาเพราะสามีไปทำงานอยู่สนาม  ส่วนอีก 2แสนให้แกบริหารจัดการโดยเสรี  การทำงานในสนาม แกปะทะน้อยกว่าผมเยอะ และตัวแกเองตอนเป็น ผู้การฯ ร.16 ไปค้าไม้กับตาม็อก เขมรแดง ใครจะเข้าไปไม่ได้เลย  ทำอยู่คนเดียว เพื่อนผมจะเข้าไปดู ก็ไม่ให้เข้า ผมอยู่กองกำลัง ก็ไม่เข้าใจแกเหมือนกัน  แกก็ไม่ให้เกียรติอะไรมากนัก ก็ไม่ได้ว่ากล่าวพี่เขา  ถ้าไม่ให้เข้า ผมก็กลับมา   ส่วน น้าตู่ -น้าป็อก (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) อยู่ในระดับนโยบายให้การสนับสนุนกำลังในสนามทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกองทัพภาคที่2 บางครั้งไม่ขอ ท่านก็ให้ ทั้งในยามปกติและยามสงคราม  ยุทโธปกรณ์ สิ่งต่างๆบางครั้งท่านก็ให้มาก่อน เผื่อขาดเผื่อเหลือ มีความเป็นกันเองกับลูกน้อง”

ส่วนกรณีที่เกิดคำถามว่าทหารไทยได้รื้อรั้วปราสาทตาเมือนธมเพื่อเปิดทางให้กัมพูชาเข้ามาเป็นความจริงหรือไม่  พล.ท.ธวัชชัย กล่าวว่า  ตอนนั้น ตนได้โทรศัพท์ไปถาม พล.ท.กิตติศักดิ์  บุญพระธรรมชัย  หรือน้องมืด ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 26 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ในตอนนั้น  เขาก็บอกว่าตอนนั้นเราบูรณะปราสาทตาเมือนธมให้ดีขึ้น เขาก็ขอขึ้นมาดู  ผู้การฯมืด เขาทำรั้วเอง  เป็นรั้วไม้ไผ่ แบ่งเป็นสองช่อง  ผู้ชายและผู้หญิง แล้วก็แจกตั๋ว ถ้ากลับก็เอาตั๋วมาคืน มาเท่าไหร่กลับเท่านั้น พอเกิดเหตุการณ์รบที่เขาพระวิหารกัมพูชาดูแล้วว่าสู้ไม่ไหว ก็มาเปิดแนวรบแถวปราสาทตาเมือน พอรบกัน ยิงกัน เขมรก็พังรั้วเข้ามา เราก็ยิงปืนใหญ่เข้ามาสูญเสียมหาศาล

สุดท้ายอยากฝากว่า คนไทยทุกคนจะไม่ยอมยกแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษเราเสียเลือดเนื้อรักษามาจนปัจจุบันนี้  ตนก็เป็นทหารไทยก็ไม่ยอมเหมือนกัน ในฐานะแม่ทัพภาคที่2ขอยืนยันว่า พื้นที่ชายแดนทุกตารางนิ้วเป็นของ ประเทศไทย ถูกป้องป้องด้วยเลือดเนื้อและหัวใจของคนไทยมาโดยตลอด นี่คือ ผืนแผ่นดินไทยจะเป็นของคนไทยตลอดไป

‘นิพนธ์’หนุนประชาชนเรียนรู้AIเทคโนโลยีใหม่ เสริมสร้างโอกาส-สร้างอาชีพ

‘นิพนธ์’หนุนประชาชนเรียนรู้AIเทคโนโลยีใหม่ เสริมสร้างโอกาส-สร้างอาชีพ

‘นิพนธ์’หนุนประชาชนเรียนรู้AIเทคโนโลยีใหม่ เสริมสร้างโอกาส-สร้างอาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

‘นิพนธ์’ยก‘การศึกษา-ความรู้’คือ‘อาวุธสำคัญ’ หนุนประชาชนเรียนรู้AIเทคโนโลยีใหม่ เสริมสร้างโอกาส-สร้างอาชีพ

24 ส.ค.2568 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสส.8 สมัย เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “รู้จักและใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ AI และChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 300 คนเข้าร่วมอย่างคึกคักที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา เมื่อวันที่23ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกิจกรรมในวันนี้เกิดจากความตั้งใจของตน และนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจ การศึกษา และวิถีชีวิตประจำวัน หากไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ได้ทัน อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและกลายเป็นคนตกขบวนได้

นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับในอดีตที่ไดโนเสาร์ไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ จนไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อมาได้ มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายคล้ายกัน หากไม่เรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็อาจถูกสังคมและเศรษฐกิจทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่เคยเป็น “ปกติ” เช่นโทรเลขหรือธนาณัติ มาสู่สังคมไร้เงินสดและการสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน หากไม่ก้าวตามโลก ก็อาจใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ

นายนิพนธ์ยังได้กล่าวถึงจังหวัดสงขลาในฐานะ เมืองแห่งการศึกษา ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 13–14 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา จึงถือเป็นฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยี

“การให้ที่มีค่าที่สุดคือการให้ความรู้ การติดอาวุธทางปัญญาให้ประชาชนไม่เพียงทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงให้กับครอบครัว เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่คือโอกาสสำคัญในการสร้างอนาคตของแต่ละคน” นายนิพนธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้แก่ นายระวี ตะวันธรงค์ และ ดร.วันเฉลิมจันทรากุล รวมถึง นายเฉลียว คงตุก ประธานกลุ่มประชาชนไม่เงียบ ที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และนำกิจกรรมWorkshop ให้กับผู้เข้าร่วม ทั้งการเขียนรายงาน การออกแบบข้อความประชาสัมพันธ์ การแต่งเพลง ไปจนถึงการใช้AI ช่วยวางแผนงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สร้างความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ยก 3 เหตุผล ทำไม‘พรรคเพื่อแม้ว’ย่ามใจ มั่นใจ‘อิ๊งค์’รอดได้ไปต่อ

ยก 3 เหตุผล ทำไม‘พรรคเพื่อแม้ว’ย่ามใจ มั่นใจ‘อิ๊งค์’รอดได้ไปต่อ

ยก 3 เหตุผล ทำไม‘พรรคเพื่อแม้ว’ย่ามใจ มั่นใจ‘อิ๊งค์’รอดได้ไปต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.12 น.

ยก 3 เหตุผล ทำไม‘พรรคเพื่อแม้ว’ย่ามใจ มั่นใจ‘อิ๊งค์’รอดได้ไปต่อ

24 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “3 เหตุผล พรรคเพื่อแม้ว มั่นใจอุ๊งอิ๊งไปต่อ” ระบุว่า…

3 เหตุผล พรรคเพื่อแม้ว มั่นใจอุ๊งอิ๊งไปต่อ

ช่วงนี้ถ้าใครได้ติดตามความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ประธานรัฐรัฐบาล หรือแกนนำคนอื่นๆ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลและในพรรคเพื่อไทย ก็จะเห็นการแสดงท่าทีต่อคดีคลิปเสียงหลุด ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ในลักษณะมีความเชื่อมั่น มั่นใจ เชื่อว่านางสาวแพทองธารจะไม่ลาออกก่อนวันตัดสินคดี และเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้นางสาวแพทองธาร ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

คำถาม คือ บุคคลเหล่านี้เอาความมั่นใจมาจากไหน หรือมีความเชื่อมั่นต่อคดีนี้ว่า นางสาวแพทองธารจะรอดพ้นไปได้อย่างไร

คงน่าจะมาจากเหตุผล 3 ข้อ คือ

1.ปรากฏการณ์ที่นางสาวแพทองธาร เดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไต่สวนพยานคดีคลิปเสียงหลุดด้วยตัวเอง ท่ามกลางการคาดคะเนว่าไม่กล้าไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นางสาวแพทองธารมีความมั่นใจ เพราะโดยปกตินางสาวแพทองธาร มักจะหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม แต่เมื่อกล้าที่จะไปไต่สวนพยาน ก็แสดงว่านางสาวแพทองธาร มีความมั่นใจ และมีกระแสข่าวว่านางสาวแพทองธาร สามารถตอบข้อซักถามของศาลรัฐธรรมนูญได้ดี เตรียมตัวมาดี มีความคล่องแคล่วในการตอบ จึงน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี

2.น่าจะมาจากกรณีที่ศาลอาญา ตัดสินคดีการกระทำความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง ซึ่งพรรคเพื่อไทยประเมินว่า น่าจะเป็นสัญญาณเบื้องต้นของคดีแรก ที่นายทักษิณชนะคดีไปได้ และมีความเชื่อว่า 2คดีที่เหลือ คือคดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธารในศาลรัฐธรรมนูญ และคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็สามารถจะชนะคดีได้ ซึ่งเป็นความมั่นใจของคนพรรคเพื่อไทย

3.เนื่องจากมีกระแสข่าวปล่อย กระแสข่าวลือ กระแสข่าววิเคราะห์ว่า มติของศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมาในลักษณะ 5:4 ให้นางสาวแพทองธาร รอดจากคดีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสว่าจะหลุดจากตำแหน่ง 9:0 บ้าง 7:2 บ้าง 6:3 บ้าง ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า พลิกกลับมาเป็น 5:4 ผลเป็นคุณต่อนางสาวแพทองธาร

คงน่าจะมาจากเหตุผล 3 ข้อนี้ จึงทำให้สมาชิกและแกนนำพรรคเพื่อไทย มีความมั่นใจ และออกมายืนยันกับสื่อมวลชน ว่า ปิดประตูตาย ไม่มีการลาออกก่อนวันมีคำวินิจฉัย และเชื่อมั่นว่าจะผ่านพ้นคดีนี้ไปได้ นางสาวแพทองธาร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

พรรคเพื่อไทยไม่ต้องเตรียมการใดๆ ตามที่มีข่าวว่า ถ้าหากนางสาวแพทองธาร หลุดพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะดันนายนายชัยเกษม  นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นนายกคนต่อไป และพรรคเพื่อไทยจะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือนายอนุทิน ชาญวีรกุล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

ผมเห็นว่าไม่ว่านางสาวแพทองธาร จะออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่  นางสาวแพทองธารก็ต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่ดี เพราะวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ผมเชื่อมั่นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอนครับ