ยกประวัติศาสตร์ไทยเป็น‘สะพานมนุษยธรรม’ ดูแล‘เขมรหนีตาย’นับ 10 ปี กระตุกสำนึกอย่าเนรคุณ

ยกประวัติศาสตร์ไทยเป็น‘สะพานมนุษยธรรม’ ดูแล‘เขมรหนีตาย’นับ 10 ปี กระตุกสำนึกอย่าเนรคุณ

ยกประวัติศาสตร์ไทยเป็น‘สะพานมนุษยธรรม’ ดูแล‘เขมรหนีตาย’นับ 10 ปี กระตุกสำนึกอย่าเนรคุณ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.41 น.

ยกประวัติศาสตร์ไทยเป็น‘สะพานมนุษยธรรม’ ดูแล‘เขมรหนีตาย’นับ 10 ปี กระตุกสำนึกอย่าเนรคุณ

24 สิงหาคม 2568 นายชนินทร์ รุ่งแสง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แนะรัฐบาลเผยแพร่ประวัติศาสตร์ประเทศไทยมีเมตตาธรรม เคยดูแลเขมรหนีตายเกือบล้านคนกว่า 10 ปี ระบุว่า…

“เขมร ไม่ควรเนรคุณ”   

เป็นเรื่องที่รัฐบาลและคนไทยควรพูด สื่อสารออกไปให้คนทั่วโลกโดยเฉพาะคนกัมพูชาและผู้นำเพื่อทบทวนความทรงจำ คือ คุณธรรมของคนไทยต่อกัมพูชาใน ประวัติศาสตร์กว่า 40 ปีก่อน

คนกัมพูชาเกือบล้านคนได้หนีสงครามการฆ่าล้างอย่างโหดร้ายมาพึ่ง พาอาศัยอยู่ในประเทศไทยกว่า 10 ปี

ในทศวรรษ 1980–1990 ประเทศไทยกลายเป็น “สะพานมนุษยธรรม” ของประชาคมโลกในการเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ไทยกับบทบาทด้านมนุษยธรรมต่อกัมพูชา : บทเรียนจากวิกฤตผู้อพยพ

กว่า 40 ปีก่อน พรมแดนไทย–กัมพูชาเคยเป็นจุดศูนย์กลางของวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังการปกครองอันโหดร้ายของเขมรแดง (ค.ศ. 1975–1979) และการบุกเข้ายึดครองกัมพูชาของเวียดนาม ประชาชนชาวกัมพูชาหลายแสนคนต้องหนีตายจากสงคราม ความอดอยาก และการกวาดล้างทางการเมือง มุ่งหน้าสู่ชายแดนไทยเพื่อหาที่พักพิง

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ แต่ด้วยหลักมนุษยธรรม รัฐบาลไทยได้เปิดพื้นที่ชายแดนให้จัดตั้งค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่ง เช่น ค่ายเขาอีเหล็ก อรัญประเทศ และค่ายต่าง ๆ ในจังหวัดสระแก้ว ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี โดยมีองค์การสหประชาชาติ (UNHCR) องค์กรกาชาด และหน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทร่วมสนับสนุน ไทยในฐานะประเทศเจ้าบ้านมีหน้าที่สำคัญทั้งด้านการรักษาความปลอดภัย การจัดสรรพื้นที่ และการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้อพยพ

ภายในค่ายผู้ลี้ภัย มีการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน โรงพยาบาลสนามและศูนย์โภชนาการสำหรับเด็กถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหาขาดสารอาหารและโรคระบาด ขณะเดียวกัน โรงเรียนในค่ายก็ถูกเปิดเพื่อให้เด็กชาวกัมพูชาได้เรียนหนังสือและมีอนาคต แม้จะเป็นการศึกษาเพียงขั้นพื้นฐาน แต่ก็เป็นความหวังท่ามกลางวิกฤตความสิ้นหวัง

ในทศวรรษ 1980–1990 ประเทศไทยกลายเป็น “สะพานมนุษยธรรม” ของประชาคมโลกในการเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการลงนามข้อตกลงปารีสในปี 1991 เปิดทางสู่สันติภาพและการเลือกตั้งใหม่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ (UNTAC) การส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศอย่างปลอดภัยก็เริ่มขึ้นโดยความร่วมมือของไทย UNHCR และองค์กรต่างประเทศ และในปี 1993 เมื่อกัมพูชามีรัฐบาลใหม่ ประเทศไทยจึงทยอยปิดค่ายผู้ลี้ภัยลง

ประสบการณ์ครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่ยื่นมือช่วยเหลือในยามวิกฤต ทั้งในมิติของความเป็นมนุษย์และในฐานะศูนย์กลางของความร่วมมือระหว่างประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของเมตตาธรรมและความร่วมมือเพื่อมนุษยชาติ ซึ่งยังคงสืบต่อเป็นมรดกทางสังคมของโลกและประเทศไทย

เรื่องราวประวัติศาสตร์แสดงเห็นถึงมนุษยธรรม เมตตาธรรมของไทยที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน คนกัมพูชาไม่ควรลืมและมีสำนึกถึงบุญคุณใหญ่หลวงนี้ ควรคิดและทำใหม่ต่อประเทศไทย

อย่าให้ทั่วโลกเขาเรียกคนกัมพูชา ว่า เป็นคนอกตัญญู

‘สวนดุสิตโพล’เผยผลสำรวจ การทุจริตในสังคมไทยรุนแรงมาก ‘ภาครัฐ-ศาสนา-มูลนิธิ’

'สวนดุสิตโพล'เผยผลสำรวจ  การทุจริตในสังคมไทยรุนแรงมาก 'ภาครัฐ-ศาสนา-มูลนิธิ'

‘สวนดุสิตโพล’เผยผลสำรวจ การทุจริตในสังคมไทยรุนแรงมาก ‘ภาครัฐ-ศาสนา-มูลนิธิ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.40 น.

24 สิงหาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การทุจริตในสังคมไทย ณ วันนี้” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,163 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2568 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมองว่าปัญหาการทุจริตในสังคมไทยปัจจุบันมีความรุนแรงมาก ร้อยละ 93.47และไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ร้อยละ 78.50 โดยกังวลการทุจริตด้านงบประมาณภาครัฐมากที่สุด ร้อยละ 86.93 มองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ ร้อยละ68.96 แนวทางในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คือทุกหน่วยงานควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ร้อยละ 69.91ความในใจของประชาชนที่อยากบอกเกี่ยวกับการทุจริตในสังคมไทย ณ วันนี้ คือ การทุจริตมีอยู่ในทุกวงการทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรศาสนา จึงควรเร่งแก้ไข ร้อยละ 43.38

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าปัญหาการทุจริตยังคงเป็น “เงามืด”ที่ปกคลุมสังคมไทย ศาสนาซึ่งเคยเป็นที่พึ่งทางใจก็ยังไม่พ้นข้อครหาเรื่องการทุจริตยิ่งเมื่อประชาชนต้องพบข่าวทุจริตทั้งเล็กและใหญ่แทบทุกวันยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าปัญหานี้รุนแรงและไร้ความเชื่อมั่นต่อการแก้ไข หากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อในที่สุดปัญหาการทุจริตอาจกลายเป็นแรงกดดันรุมเร้าจนสั่นคลอนรัฐบาลก็เป็นได้

อาจารย์ ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นสภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ประชาชนกว่า 93%มองว่าการทุจริตมีความรุนแรง และกว่า 78% ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดความกังวลใหญ่ที่สุดอยู่ที่การใช้งบประมาณภาครัฐ แต่สิ่งที่สะท้อนความบอบช้ำของสังคมได้อย่างลึกซึ้งกว่านั้นคือ
การที่ประชาชนถึง 69.48% แสดงความกังวลต่อ “การทุจริตในแวดวงศาสนาและมูลนิธิ”อันเป็นสถาบันที่ควรเป็นแหล่งบ่มเพาะศีลธรรมและคุณธรรมของสังคมการที่สถาบันซึ่งควรเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจยังไม่อาจรอดพ้นจากข้อครหาการทุจริต ย่อมสะท้อนว่า

“การทุจริตได้หยั่งรากลึกในทุกหย่อมหญ้า” ไม่มีพื้นที่ใดที่ปลอดภัยแม้แต่ในศาสนสถานผลลัพธ์เช่นนี้มิใช่เพียงการรับรู้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่คือความสิ้นหวังที่ประชาชนเริ่มมีต่อทุกสถาบันของสังคมไม่ว่าจะเป็นรัฐ การเมือง หรือแม้แต่ศาสนาเมื่อประชาชนหมดศรัทธาต่อทั้งระบบการตรวจสอบและสถาบันที่ควรเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณย่อมทำให้ความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง คำเตือนสำคัญจากผลโพลครั้งนี้คือหากสังคมไทยยังปล่อยให้วัฒนธรรมการทุจริตหยั่งรากลึกการสร้างนิติรัฐและความยุติธรรมแท้จริงย่อมเป็นเพียงความฝันที่ห่างไกล

ไม่ไหวจะเคลียร์!‘สมชัย’กางมาตรฐานจริยธรรม ดึงสติ‘อิ๊งค์’เหลือไม่กี่วันค่อยๆคิด เอาไงต่อ

ไม่ไหวจะเคลียร์!‘สมชัย’กางมาตรฐานจริยธรรม ดึงสติ‘อิ๊งค์’เหลือไม่กี่วันค่อยๆคิด เอาไงต่อ

ไม่ไหวจะเคลียร์!‘สมชัย’กางมาตรฐานจริยธรรม ดึงสติ‘อิ๊งค์’เหลือไม่กี่วันค่อยๆคิด เอาไงต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.26 น.

ไม่ไหวจะเคลียร์!‘สมชัย’กางมาตรฐานจริยธรรม ดึงสติ‘อิ๊งค์’เหลือไม่กี่วันค่อยๆคิด เอาไงต่อ

24 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…

ไม่ไหวจะเคลียร์

มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้

ข้อ 6  ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ

นั่งลงลูก ค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ คิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

พิพาท‘ไทย-เขมร’ในมุมปชช. เหตุการณ์ยังน่ากังวล ‘มหาอำนาจ’แทรกแซง หวังผลประโยชน์

พิพาท‘ไทย-เขมร’ในมุมปชช. เหตุการณ์ยังน่ากังวล ‘มหาอำนาจ’แทรกแซง หวังผลประโยชน์

พิพาท‘ไทย-เขมร’ในมุมปชช. เหตุการณ์ยังน่ากังวล ‘มหาอำนาจ’แทรกแซง หวังผลประโยชน์

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.49 น.

พิพาท‘ไทย-เขมร’ในมุมปชช. เหตุการณ์ยังน่ากังวล ‘มหาอำนาจ’แทรกแซง หวังผลประโยชน์

24 สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ปกติ !” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินไปตามปกติ พบว่า

+ ร้อยละ 44.96 ระบุว่า เหตุการณ์ไม่ปกติเลย และน่ากังวล

+ ร้อยละ 29.16 ระบุว่า เหตุการณ์ปกติ แต่ยังไม่น่าไว้วางใจ

+ ร้อยละ 23.74 ระบุว่า เหตุการณ์ยังคงไม่ปกติเท่าไรนัก

+ ร้อยละ 2.14 ระบุว่า เหตุการณ์ปกติจริง ไม่มีอะไรน่ากังวล

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา พบว่า

+ ร้อยละ 64.73 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพราะต้องการผลประโยชน์

+ ร้อยละ 17.10 ระบุว่า ไทยควรปฏิเสธการเข้ามาแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจ

+ ร้อยละ 8.85 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพราะต้องการให้เกิดสันติภาพจริง ๆ

+ ร้อยละ 6.11 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าประเทศมหาอำนาจจะเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง

+ ร้อยละ 3.21 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อประเทศกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านของไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ พบว่า

+ ร้อยละ 54.12 ระบุว่า เป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ควรคบด้วย

+ ร้อยละ 29.39 ระบุว่า เป็นเพื่อนบ้านที่คบกันได้ แต่ไม่ควรไว้วางใจ

+ ร้อยละ 14.20 ระบุว่า เป็นฝั่งตรงข้าม

+ ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ยังคงเป็นเพื่อบ้านที่คบกันได้เหมือนเดิม

+ ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

วาทะเด็ด : 24 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 24 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 24 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กฎหมายแต่ละฉบับถูกตกผลึกจากการระดมความคิดทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อกฎหมายออกมาก็ไม่ได้บังคับเฉพาะฝ่ายรัฐบาล แต่ออกมาใช้กับประชาชนทุกคน จึงอยากให้ สส.ทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ประชาชน”

นายไชยา พรหมา
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1

โหวตเลือกนายกฯใหม่ใช้เวลาไม่นาน ‘วันนอร์’แย้มคดี‘อิงค์’ สภาไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร

โหวตเลือกนายกฯใหม่ใช้เวลาไม่นาน ‘วันนอร์’แย้มคดี‘อิงค์’ สภาไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร

โหวตเลือกนายกฯใหม่ใช้เวลาไม่นาน ‘วันนอร์’แย้มคดี‘อิงค์’ สภาไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โหวตเลือกนายกฯใหม่ใช้เวลาไม่นาน ‘วันนอร์’แย้มคดี‘อิงค์’ สภาไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร ทุกอย่างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ พท.มั่นใจ29ส.ค.ได้รับข่าวดี ยัน‘แพทองธาร’ไม่ชิงลาออก

“วันนอร์” เผย 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินคดีคลิปเสียง “อุ๊งอิ๊งค์” ในส่วนของ สภาไม่ต้องเตรียมอะไรและไม่ขอคาดเดา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ชี้ถ้าจะโหวตชิงนายกฯใหม่ ก็ใช้เวลาไม่นานเพราะเป็นขั้นตอนปกติ ด้าน “วิสุทธิ์-ประเสริฐ” แกนนำเพื่อไทย เชื่ออีกไม่นานได้รับข่าวดี ทั้งนายใหญ่-นายน้อยหญิง พ้นเคราะห์ไม่ชิงลาออก ปิดประตูเก้าอี้นายกฯตกไปถึง “บิ๊กตู่-เสี่ยหนู”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมพร้อมรองรับการตัดสินคดีคลิปเสียงการสนทนาน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับ สมเด็จ ฮุน เซน ของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้

โดยกล่าวว่าสภาฯไม่ได้เตรียมอะไรรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมเพราะเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัย หลังจากนั้นผลจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องระหว่างศาลกับนายกรัฐมนตรี สภาฯจึงไม่ได้มีการเตรียมการอะไร แต่หลังวันที่ 29 สิงหาคม ถ้ามีผลอย่างไรสิ่งใดที่เป็นหน้าที่ของสภาฯ สภาฯก็จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด พร้อมย้ำว่าวันที่ 29 สิงหาคม ไม่ใช่หน้าที่ของสภาฯ

เมื่อถามว่าถ้าคำวินิจฉัยวันที่ 29 สิงหาคม เป็นลบ กระบวนการขั้นตอนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องใช้เวลากี่วัน นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่าต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องของสภาฯที่จะมีการประชุม จากเดิมต้องประชุมร่วมรัฐสภา แต่มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญจบไปแล้ว

โหวดเลือกนายกฯใช้เวลาไม่นาน

“ถึงจะมีแค่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เหมือนกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาครั้งล่าสุด คงใช้เวลาไม่นาน สภาฯพร้อมดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย แต่เราไม่อยากจะพูดตอนนี้ ว่าผลจะออกมาเป็นบวกหรือเป็นลบ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งต้องเคารพฝ่ายตุลาการ”ประธานสภาผู้แทนฯย้ำ

’พท.‘มั่นใจมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรมกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาในวันที่ 29 ส.ค.นี้พรรคเพื่อไทย มีการเตรียมวอร์รูมติดตามสถานการณ์หรือไม่ ว่า ตอนนี้ยังไม่มี ซึ่งกำลังใจของสส.ในพรรคเชื่อมั่นในตัวของนายกฯ ว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ต่อประเทศชาติบ้านเมือง มีความปรารถนาดี

เมื่อถามว่ามั่นใจเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านที่น.ส.แพทองธาร ชี้แจงตอบข้อซักถามต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ก็มีความมั่นใจว่าท่านมีเจตนาดีไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ตนเจอท่านที่มาสภา ยิ้มแย้มแจ่มใสมีกำลังใจดีพวก เรา สส.ก็ได้ให้กำลังใจท่าน

’อิ๊งค์‘สู้ถึงวันตัดสิน ไม่ชิงลาออก

เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันหรือไม่ว่าน.ส.แพทองธารจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนวันตัดสินคดีในวันที่ 29 ส.ค.นี้ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ตนยังยืนยัน ไม่มีเรื่องนี้ ตนไม่เคยได้ยิน

เมื่อถามอีกว่าน.ส.แพทองธาร จะสู้ต่อจนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า “แน่นอน”

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯในคดีมาตรา112 และวันที่29ส.ค.นี้ศาลรัฐธรรมนูญ จะนัดลงมติชี้ขาดในคดีคลิปเสียงหลุดของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ รัฐบาลมีความกังวลมากน้อยแค่ไหนว่า รัฐบาลมั่นใจว่า นายกฯสามารถชี้แจงได้ คงจะได้รับข่าวดีในวันที่29ส.ค.นี้ ส่วนกรณีที่ศาลฯยกฟ้องนายทักษิณ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายทักษิณ โดนกล่าวหามีความชัดเจนขึ้น เมื่อศาลฯวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และถือเป็นขวัญกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะนายทักษิณเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย ก็คือพรรคไทยรักไทยในอดีตในฐานะอดีตหัวหน้าพรรค

เมื่อถามว่าคดีที่ยังเหลืออีก2คดี คือคดีคลิปเสียงหลุดของน.ส.แพทองธาร และคดีชั้น14ของนายทักษิณ หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะโดนเยอะ มีความกังวลหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจว่าคดีที่เหลืออยู่ จะได้รับข่าวดีที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า และจะได้รับความเป็นธรรม สามารถที่จะพิสูจน์ตัวเองได้

ยันไร้แผนสำรองหากโดยสอย

เมื่อถามว่า อะไรที่ทำให้มั่นใจ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนคิดว่าการที่น.ส.แพทองธาร ไปชี้แจงต่อศาลฯ เมื่อเราดูเจตนาที่บริสุทธิ์ใจดีๆแล้ว น.ส.แพทองธาร ไม่มีเจตนาที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหายเลยตามที่หลายคนกล่าวหา นายกฯปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าหากไม่เป็นไปตามนั้น มีแผนสำรองหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่มีแผนสำรอง ส่วนโอกาสในการยุบสภาจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น มันมีหลายปัจจัย เช่น งบประมาณไม่ผ่านการพิจารณาวาระ2-3ในสภาฯ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ขณะนี้ไม่มีปัจจัยอะไรเลยที่จะชี้นำไปสู่การยุบสภา

ยังมั่นใจ‘อิ๊งค์’ไม่ชิงลาออก

เมื่อถามกระแสข่าวที่น.ส.แพทองธาร จะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เพื่อให้คดีมันยุติ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังมั่นใจว่าไม่ลาออก การที่นายกฯไปชี้แจงต่อศาลฯก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่ง

เมื่อถามว่าหากมีอะไรเกิดขึ้น นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย พร้อมหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขอให้ถึงจุดนั้นก่อน แต่ขณะนี้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้น ส่วนจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)อีกรอบหรือไม่ ต้องถามนายกฯ

ไม่เชื่อเก้าอี้นายกฯตกไปถึง‘ลุงตู่-หนู‘

เมื่อถามว่าหากน.ส.แพทองธาร ต้องพ้นจากนายกฯมีการมองกันไปถึงว่าจะให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีหรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะมาเป็นนายกฯอาจทำให้พรรคร่วมฯแตกออกไปสนับสนุนมีความเป็นไปได้หรือไม่ นายประเสริฐ ตอบว่าตนยังไม่เชื่อขนาดนั้น เพราะกลไกของรัฐธรรมนูญเขียนไว้อยู่แล้วว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองมันก็มีกระบวนการเลือกนายกฯที่อยู่ในบัญชีอยู่แล้ซึ่งคนที่อยู่ในบัญชีก็ยังมีของพรรคเพื่อไทยอยู่และมีของพรรคอื่นเช่นกันขอย้ำอีกครั้งมั่นใจว่าพรรคร่วมฯยังสนับสนุนอยู่

สภาล่มบ่อยแต่พรรคร่วมยังแน่นปึ้ก

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาฯล่มบ่อย จนได้รับฉายาว่าสภาฯเป็นง่อย จะทำให้เป็นปัจจัยเร่งนำไปสู่การยุบสภาเร็วขึ้นหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการประชุมสภาฯ สส.ต้องไปประชุมคณะกรรมาธิการชุดต่างๆประกอบด้วย หลายครั้งที่องค์ประชุมไม่ครบ ไม่ใช่ว่าสส.หนีไปไหน แต่ติดตามงานในกรรมาธิการชุดต่างๆ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่ององค์ประชุม ต้องเข้าใจเหตุผลว่าทุกคนก็อยู่ แต่บางคนอยู่ในห้องประชุมใหญ่ บางคนอยู่ในห้องเล็ก ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น ดูจากการโหวตงบประมาณปี2569 เวลาวาระสำคัญ สส.ซีกรัฐบาลก็พร้อมเพรียงกันดี

เมื่อถามว่าแต่ทางพรรคประชาชนออกมาระบุต้องอาศัยเสียงของพรรคประชาชนด้วยจึงจะผ่านไปได้ นายประเสริฐ กล่าวว่า กฎหมาย หรือญัตติบางเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศโดยรวม เป็นเรื่องที่เห็นพ้องกันก็โหวตด้วยกันหมดอยู่แล้ว ตนคิดว่าทุกคนพร้อม แต่บางเรื่องที่มีความแตกต่างก็ว่ากันไป เป็นเรื่องธรรมดาของความคิดเห็นทางการเมือง

‘เด็จพี่’ฟาดขาประจำคาดผลคดีอิ๊งค์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่าหลังจากน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม เข้ารับการไต่สวนศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปเสียงวันที่21ส.ค.และศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯวันที่ 22 ส.ค.พวกขาประจำ ฝ่ายตรงข้ามไม่หวังดี ยังไม่เลิกพฤติกรรมเดิมๆ โดยเฉพาะพวกไม่หวังดี อินฟลูเอนเซอร์ขาป่วน นักการเมือง นักกฎหมายบางคน ออกมาฟันธง ทำให้ผู้คนในสังคมเห็นว่าคดีของน.ส.แพทองธาร ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินวันที่ 29 ส.ค.จะไม่เป็นผลดีต่อนายกฯและรัฐบาล ใช้อคติชี้นำสังคมมากกว่าข้อเท็จจริง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ยิ่งแล้วใหญ่ ไปปราศรัยคดีวันที่ 29 ส.ค.หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาฝืนความรู้สึก จ้องจะปลุกระดมมวลชนให้ลงถนนมาไล่ศาล ตนมองว่าชักจะไปกันใหญ่แล้ว หาหลักอะไรยึดไม่ได้เลย

ซัดทำตัวศาลเตี้ยเดาผลล่วงหน้า

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า พวกนักเคลื่อนไหว ขาประจำทั้งหลาย เรียกร้องนายทักษิณกลับประเทศ ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อท่านกลับมาต่อสู้คดีม.112 คดีพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ ยังไม่พอใจ พวกท่านก็บอกเองให้ทุกคนเคารพศาล น้อมรับคำวินิจฉัย แต่นี่ยังไม่ทันอะไร นายทักษิณรอดคดี 112 มาฟันธงล่วงหน้า ฟาดงวงฟาดงาใส่คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ไม่รอดแน่ คดีน.ส.แพทองธารท่านเข้ารับการไต่สวน ศาลไม่ถ่ายทอดสดเพราะเป็นเรื่องความมั่นคง บางคนมาติติงปลุกระดม ลุกลามว่า จะต้องตัดสินตามความต้องการของตัวเอง มันใช้ไม่ได้ ไปบอกมีดีลลับบ้าง ไปคาดการณ์ผลตัดสินล่วงหน้า ทำตัวเป็นศาลเตี้ย ไปชี้นำสังคมให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดไปแล้ว อย่าปล่อยให้อคติมาครอบงำจิตใจมากนัก คดีของนายกฯ วันที่ 29 ส.ค. ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร พวกนักปราศรัย ฝ่ายแค้นเอาแต่ความสะใจตัวเอง พูดเลยธงไปมาก ระวังมวลชนที่มาร่วมด้วยจะหนีหาย รับไม่ได้กับการไม่มีหลักอะไรเลย เอาแต่ความสะใจอย่างเดียว ต้องการให้ประเทศปั่นป่วนวุ่นวาย ถอยหลัง ไม่เป็นประชาธิปไตย เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้ง ถึงจะพอใจใช่หรือไม่

ใจร่มๆ ตั้งสติรอคำวินิจฉัยศาล

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่าหลังมีคำตัดสินคดีของนายทักษิณวันที่ 22ส.ค.หุ้นปิดบวกกว่า8จุด ดัชนีทะยานไปที่ 1253สะท้อนนักลงทุนคลายความกังวลการเมือง ตอบรับในทิศทางบวก ปัญหาชายแดนไทย กัมพูชาสงบลงไปมาก เข้าสู่กระบวนการเจรจา การเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาปากท้อง พรรคร่วมรัฐบาลมีเสถียรภาพแข็งแกร่ง รัฐบาลเร่งเครื่องเดินหน้าแก้ปัญหาของประชาชนไม่หยุด แต่ยังมีพวกจ้องจะฉุดรั้ง คอยขัดขวาง เล่นการเมืองทั้งในสภา นอกสภา เพื่อสนองความต้องการทางการเมืองของตัวเอง

“คดีที่รอศาลตัดสิน น.ส.แพทองธาร 29 ส.ค. คดีนายทักษิณวันที่ 9 ก.ย.ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ระหว่างนี้ควรรอคำวินิจฉัยของศาลออกมาให้เรียบร้อย สงบปากสงบคำ อย่าร้อนรนเกินไปนัก ไม่อยากให้นักปราศรัยบางคนต้องคดีหมิ่นศาล ข่มขู่ศาล บ้านเมืองมีขื่อมีแป จะให้ทุกคนตอบสนองความสะใจ ความต้องการของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ระหว่างนี้ทำใจร่มๆ ตั้งสติ อย่าให้ความแค้นส่วนตัวมาเป็นตัวชี้นำ แล้วมารอฟังคำตัดสินอีก 2 สำคัญไปพร้อมกัน”นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

‘เทพไท’ชี้ยังมีอีกหลายด่าน

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า”อย่าคิดว่า รอด 1 คดีแล้วจะรอดหมด หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ให้ยกฟ้อง ทำให้นายทักษิณและกองเชียร์ ผู้สนับสนุนต่างดีอกดีใจ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติของจำเลย เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดีก็แสดงความดีอกดีใจ ส่วนฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับนายทักษิณ อาจจะรู้สึกผิดหวังซึ่งเป็นเรื่องปกติของการสู้คดีในศาล มีแพ้มีชนะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลขององค์คณะผู้พิพากษาซึ่งทุกฝ่ายจะต้องให้การเคารพ

คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ของนายทักษิณ แม้ว่าจะชนะคดีในศาลชั้นต้น ยังมีการสู้คดีในศาลอุทธรณ์อีกและเชื่อว่าอัยการสูงสุดคงจะไม่สวนกระแสของสังคมที่อยากให้มีการอุทธรณ์คดีนี้ เพื่อที่จะพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า ความผิดของคดีนี้มีข้อยุติอย่างไร และไม่ควรตีโพยตีพาย หรือจินตนาการไปยังอีก2คดีของนายทักษิณ และนางสาวแพทองธาร ชินวัตรว่าจะมีผลของคดีในทำนองเดียวกัน เพราะทั้ง3คดีของ2พ่อลูก มีความแตกต่างกัน ทั้งรูปแบบคดี เนื้อหาคดี ศาลที่พิจารณาคดีทั้ง 3คดีจะสรุปว่าผลจะออกมาในทำนองเดียวกันก็ไม่สามารถสรุปอย่างนั้นได้ และไม่ควรเชื่อกระแสข่าวลือ ทุกฝ่ายควรจะเคารพดุลยพินิจของศาลแต่ละองค์กรที่พิจารณาคดีของนายทักษิณและน.ส.แพทองธาร

ฟันฉับ รอด1คดีแล้วไม่รอด2คดี

“ผมได้วิเคราะห์ทั้ง3คดีมาในเบื้องต้น ซึ่งคดีแรก คือคดีความผิดตามมาตรา 112 ของนายทักษิณ ผมวิเคราะห์ว่าคดีนี้ นายทักษิณน่าจะชนะคดี ในที่สุดผลของคำพิพากษาศาลอาญา ก็ตรงกับคำวิเคราะห์ของผม ส่วนอีก2คดีคือ คดีคลิปเสียงหลุดของ น.ส.แพทองธารซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มีการนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 29 สิงหาคม ผมได้วิเคราะห์คดีนี้ว่า น.ส.แพทองธารไม่สามารถรอดพ้นจากความผิดไปได้ ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ส่วนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งคดีนี้ผมวิเคราะห์ว่า นายทักษิณยังไม่เคยถูกจำคุกเลยแม้แต่วันเดียว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจมีคำสั่งให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ บังคับโทษคดีของนายทักษิณใหม่

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือนายทักษิณ ให้ไม่ต้องถูกจำคุกในเรือนจำแม้แต่วันเดียว ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป อยากจะให้ทุกฝ่ายได้ใช้สติ ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา และในการเชื่อผลคดีทั้ง3คดี และควรเคารพการทำหน้าที่ของศาลทุกศาล และทั้ง3คดี ผมยังยืนยันในคำวิเคราะห์เดิมของผม คือรอด1คดีและไม่รอด2คดี ตอนนี้รอด1คดีวิเคราะห์ได้ถูกแล้ว ลุ้นกันต่อไปว่าอีก2คดี จะถูกตามคำวิเคราะห์ของผมหรือไม่”นายเทพไท กล่าวทิ้งท้าย

ส.ว. แถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะหนึ่งใน 36 ส.ว.ที่ร่วมกันลงชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นคำแถลงปิดคดีของฝั่ง ส.ว. ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ยืนยันว่ายื่นแน่นอน ส่วนคนที่จะไปยื่นคำแถลงปิดคดี คาดว่าคือ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ส.ว.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุว่านายกฯ ไม่ลาออกก่อนศาลวินิจฉัยแน่นอน นายไชยยงค์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะถือว่า น.ส.แพทองธาร ใช้วิธีทางกฎหมายต่อสู้คดีเพื่อหักล้าง และจะทำให้กฎหมายไปได้สุดทาง เราก็เคารพการตัดสินของนายกฯ คิดว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องตามกฏหมาย ดังนั้นเราจะไปพิสูจน์กันที่ปลายทาง ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย จะได้รู้เรื่องความถูกผิด และไม่มีอะไรค้างคาใจทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามว่า นายกฯ ควรเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือไม่ นายไชยยงค์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าวิถีทางและอุปนิสัยของนายกฯ ถ้าเดินมาถึงขนาดนี้ เขาจะไปฟังด้วยตนเอง

เมื่อถามว่า ทาง ส.ว.ได้พูดคุยกันหรือไม่ว่า ทิศทางในวันที่ 29 ส.ค.นี้จะเป็นอย่างไร นายไชยยงค์ กล่าวว่า ตอนนี้เราไม่มีอะไรต้องวางแผน เพราะเป็นกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เราพร้อมยอมรับคำวินิจฉัย ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน

ส่อเลื่อนลงนาม เพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เหตุ‘อธิบดีที่ดิน’ผ่าตัดไหล่

ส่อเลื่อนลงนาม เพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เหตุ‘อธิบดีที่ดิน’ผ่าตัดไหล่

ส่อเลื่อนลงนาม เพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เหตุ‘อธิบดีที่ดิน’ผ่าตัดไหล่

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่อเลอนลงนาม เพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เหตุ‘อธิบดีที่ดิน’ผ่าตัดไหล่

“ขจรเกียรติ รักพานิชมณี” อธิบดีกรมที่ดิน คนใหม่ เอ็นข้อหัวไหล่ซ้ายฉีกขาดกะทันหัน แพทย์ออกใบรับรองส่งตัวผ่าตัดที่ รพ.ศิริราช คาดพักรักษาตัวสักระยะ อาจยังลงนามคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง ตามนโยบาย มท.1 ไม่ได้

แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยกับสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมที่ดิน แทนนายพรพจน์ เพ็ญพาส ที่ขอย้ายออกจากตำแหน่ง เนื่องจากปัญหาการเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง ต.อิสาณ จังหวัดบุรีรัมย์ มีอาการเจ็บหัวไหล่ซ้าย จึงไปตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI พบว่าเอ็นข้อหัวไหล่ซ้ายฉีกขาด จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพุทธโสธร ซึ่งทางแพทย์ได้ออกใบรับรองแพทย์และส่งตัวไปรักษาหรือผ่าตัดหัวไหล่ที่โรงพยาบาลศิริราช

แหล่งข่าวกล่าวว่า นายขจรเกียรติได้รับการได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมที่ดิน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และประกาศเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ทำให้นายขจรเกียรติ ต้องเข้ารับหน้าที่วันที่ 25 สิงหาคม ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยให้สัมภาษณ์และมีนโยบายว่าเมื่อนายพรพจน์ เพ็ญภาส อดีตอธิบดีกรมที่ดินไม่ยอมลงในคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง จะให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เป็นผู้ลงนามเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดงแทน

“แต่จากอาการเจ็บป่วยดังกล่าว นายขจรเกียรติคงจะขอลาเพื่อไปผ่าตัดรักษาการเอ็นหัวไหล่ซ้ายฉีก ซึ่งจะต้องพักรักษาตัวสักระยะหนึ่ง ทำให้อาจจะยังลงนามในคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดงไม่ได้” แหล่งข่าวระบุ

สำหรับกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองและการออกเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ อันอาจเป็นที่ดินของรัฐและเกี่ยวข้องกับกลุ่มคณะบุคคลหลายฝ่าย เป็นเรื่องสืบสวนที่ 97/2568 พร้อมให้ดำเนินการสอบสวนปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐาน ประสานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย และจังหวัดบุรีรัมย์ ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า สำหรับการลงพื้นที่ที่ผ่านมาของดีเอสไอ ระหว่างวันที่ 19-21สิงหาคม โดยในวันที่ 19 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้พบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนเดินทางต่อไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ และได้รับข้อมูลว่า ภายหลังจากมีคำพิพากษาศาลปกครองว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯ ก็ได้มีชาวบ้านประมาณ 300 ราย มายื่นร้องขอความเป็นธรรม ทางจังหวัดบุรีรัมย์จึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและส่งเรื่องให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินการต่อไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเรื่องแผนที่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ทำร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ตามคำสั่งศาลปกครอง แสดงพื้นที่เดิม จำนวน 5,083 ไร่ แต่การวัดในระบบใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 พบพื้นที่จริง จำนวน 4,414 ไร่ นั้น รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า การวัดแผนที่เป็นการวัดโดยคำสั่งศาลปกครองกลางที่การรถไฟฯ ร้องขอให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินในพื้นที่การรถไฟฯ เพื่อตำแหน่งที่ชัดเจนด้วยการวัดที่ โดยมีเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ ร่วมรังวัดด้วย อีกทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้ทำการรังวัดตามอำนาจหน้าที่ ผลการรังวัดจึงได้เป็นเนื้อที่ 4,414 ไร่ ดังกล่าว

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

9. เรื่องที่ 8 ส่วนราชการหารือโดยแจ้งว่าส่วนราชการได้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง นางสาว ก.ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงานในต่างจังหวัด ต่อมาสถานีตำรวจภูธรได้แจ้งผลการตรวจสอบประวัติการกระทำผิดว่า นางสาว ก.ได้เคยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ จึงหารือว่า พฤติกรรมของ นางสาว ก.เข้าข่ายตาม มาตรา 36 ข. (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ที่จะต้องสั่งให้ออกจากราชการตาม มาตรา 67 หรือไม่และหากกรณีนี้เข้าลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ ขอให้ ก.พ.พิจารณายกเว้นตาม มาตรา 36 วรรคสองด้วย

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ นางสาว ก. มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวนมากถึง 14 เม็ด และถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีนี้จึงเข้าข่ายตามมาตรา 36 ข. (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และ ก.พ.ไม่อาจพิจารณายกเว้นกรณีดังกล่าวให้นางสาว ก.ได้ เนื่องจาก นางสาว ก. ไม่ได้ยื่นคำขอยกเว้น กรณีมีลักษณะต้องห้ามให้ ก.พ.พิจารณาก่อนที่จะเข้ารับราชการ ทั้งนี้ ตาม มาตรา 36 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ประกอบกับระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการกรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงต้องสั่งให้ นางสาว ก. ออกจากราชการโดยพลันตาม มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1011/768 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2558)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘ภูมิธรรม’ เผยมหาดไทย นำทีมไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนการพัฒนาชนบท

‘ภูมิธรรม’ เผยมหาดไทย นำทีมไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนการพัฒนาชนบท

‘ภูมิธรรม’ เผยมหาดไทย นำทีมไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนการพัฒนาชนบท

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.47 น.

“ภูมิธรรม” เผยครั้งแรกกระทรวงมหาดไทย  นำทีมประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน   ครั้งที่ 14 และการประชุมอื่นๆ  8 – 12 ธ.ค.นี้ ที่กรุงเทพฯ 

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย    เปิดเผยถึงภูมิหลังของกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน (Rural Development and Poverty Eradication: RDPE) ภายใต้ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio – Cultural Community: ASCC)    ว่า ได้ถือกำเนิดขึ้น ภายหลังจากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ เมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรในภูมิภาค    โดยประเทศไทยร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นพ้องในการจัดตั้งกลไกในการดำเนินงานผ่าน การทำบันทึกความเข้าใจระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับความร่วมมืออาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน  เพื่อร่วมกันแก้ไขและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคร่วมกัน 

ในส่วนของประเทศไทย นำโดยกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยประสานงานหลัก (Focal Point) การขับเคลื่อนกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจนระดับประเทศของประเทศไทย (SOMRDPE Thailand) มีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 14 (The Fourteenth ASEAN Ministers Meeting on Rural Development and Poverty Eradication: 14th AMRDPE) และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในปีนี้ (พ.ศ. 2568) ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญและเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะได้แสดงบทบาทนำในการผลักดันนโยบายด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน    ผ่านกลไกความร่วมมือพหุภาคีในเวทีอาเซียน    โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน (AMRDPE Chair) ระยะเวลา 2 ปี และปลัดกระทรวงมหาดไทย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน (SOMRDPE Chair)   ระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ ภายใต้กลไกการดำเนินงานตามพันธกรณีระหว่างประเทศร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AMRDPE ทุก 2 ปี และ SOMRDPE ทุก 1 ปี เรียงลำดับตามตัวอักษรชื่อประเทศ

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ดังกล่าว ในวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568  ที่กรุงเทพมหานคร   โดยมีกระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการในการประชุม    นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังประกอบด้วยกิจกรรม และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่ 1. การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 22(22nd ASEAN Ministers Meeting on Rural Development and Poverty Eradication: 22nd SOMRDPE) 

2. การเสวนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 14 (14th ASEAN PPPP on RDPE)    3. การประชุมเครือข่ายหมู่บ้านอาเซียน ครั้งที่ 3 (3rd AVN)     4. การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน +3 (จีน เกาหลี และญี่ปุ่น) ครั้งที่ 18 (18th SOMRDPE +3)

 5. การลงพื้นที่ศึกษาดูงานชุมชนที่มีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของประเทศไทย   และ 6. พิธีมอบรางวัลผู้นำอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 7 (7th ASEAN RDPE Leadership Awards Ceremony)

นายภูมิธรรม   กล่าวว่าประเทศไทยในฐานะประเทศแกนนำผู้ร่วมก่อตั้งประชาคมอาเซียนและในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้รับประโยชน์จากการประชุม  ในครั้งนี้หลากหลายมิติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือของประเทศสมาชิกในการกำหนดนโยบายและสร้างกลไกการปฏิบัติในการส่งเสริมให้ประชาชนของประเทศไทยและประเทศสมาชิกมีความอยู่ดี กินดี มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง สภาพสังคมมีความปลอดภัย ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่บรรดารัฐมนตรี ปลัดกระทรวง เลขาธิการ กระทรวงที่เกี่ยวข้องในด้านการพัฒนาชนบทและความยากจนจากประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงจีน เกาหลี และญี่ปุ่น จะได้เรียนรู้แลกเปลี่ยน Best Practice ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่ หลักอารยเกษตรที่ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับการพัฒนาให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

‘ภูมิธรรม’ย้ำรัฐบาลไม่ทอดทิ้งปชช. ลุยช่วยเหลือชายแดนไทย-กัมพูชา

'ภูมิธรรม'ย้ำรัฐบาลไม่ทอดทิ้งปชช. ลุยช่วยเหลือชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ย้ำรัฐบาลไม่ทอดทิ้งปชช. ลุยช่วยเหลือชายแดนไทย-กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.22 น.

“ภูมิธรรม” ย้ำรัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งเบิกจ่ายเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนโดยเร็วที่สุด

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย   รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา   ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน   รัฐบาลได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน (จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และ จ.ตราด)    เพื่อให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ดำเนินการในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้อย่าพงรวดเร็ว และครบถ้วน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า จากข้อมูลสำรวจความเสียหายของ ศบ.ทก.มท. ล่าสุด รายงานว่า   มีจำนวนครัวเรือนได้รับผลกระทบ 315,476  ครัวเรือน    และประชาชนได้รับผลกระทบ 779,379 คน    กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 617,335,499.77 บาท    โดยแบ่งเป็น กรณีผู้เสียชีวิต ได้ให้การช่วยเหลือ 17 ราย เป็นจำนวนเงิน 18,108,658.57 บาท กรณีผู้บาดเจ็บ ได้ให้การช่วยเหลือ 36 ราย เป็นจำนวนเงิน 351,788 บาท

“ในส่วนของการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 201,371,391 บาท    แบ่งเป็นวงเงินเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (10 ล้านบาท)   ได้ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 2,952,600 บาท    เป็นค่าซ่อมแซมและก่อสร้างหลุมหลบภัย ใน จ.สุรินทร์ วงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย (20 ล้านบาท และวงเงินขยาย 100 ล้านบาท)   ได้ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 198,418,791 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ และด้านการปฏิบัติงาน ใน 6 จังหวัด (จ.บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระแก้ว และ จ.ตราด)“ นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติม

นายภูมิธรรม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ยังเร่งดำเนินการช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหาย แล้วเสร็จ 533 หลัง เป็นจำนวน 18,668,372 บาท และได้มีการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ในส่วนของค่าไฟฟ้า โดย กฟภ. ให้แก่พี่น้องประชาชน จำนวน 278,506 ราย เป็นจำนวนเงิน 392,000,000 บาท และช่วยเหลือค่าน้ำประปา โดย กปภ. ให้แก่ประชาชนจำนวน 21,361 ราย และ 138 ศูนย์พักพิงชั่วคราว เป็นจำนวนเงิน 10,893,597.77 บาท ด้วย

นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการอย่างรอบด้าน    ทั้งการจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บให้ครบถ้วนตามสิทธิ การดูแลความปลอดภัย สำรวจความเสียหาย การซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ตลอดจนจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเป็นธรรมมากที่สุด