‘ภูมิธรรม’แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ติดตามนโยบายมหาดไทย

'ภูมิธรรม'แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ติดตามนโยบายมหาดไทย

‘ภูมิธรรม’แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ติดตามนโยบายมหาดไทย

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

“ภูมิธรรม” แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายมหาดไทย   หนุนเสริมกลไกพื้นที่เพื่อประชาชนไร้ทุกข์ มีความสุขอย่างยั่งยืน

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย   เผยถึงการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน 8 Quick Wins ของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด “3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข”    ซึ่งได้มอบแนวทางให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตลอดจนกลไกมหาดไทยทุกระดับ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน  ว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย   เพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในระยะเร่งด่วน 3 เดือน     

 รวมถึงติดตามการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์  เป็นประธานกรรมการ และมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประธานคณะทำงานและที่ปรึกษาในแต่ละด้านร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งจะทำให้เกิดการประสานงานบูรณาการระหว่างหน่วยงาน วิเคราะห์และปรับปรุงข้อมูล รวมถึงติดตามรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทุก 15 วัน หรือทันทีเมื่อมีสถานการณ์เร่งด่วน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  ทั้ง 2 คน    มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทยในเชิงรุก มีระบบ monitor ติดตามใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการภาครัฐที่ทันสมัย ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไร้ทุกข์ คลายกังวล และดำรงชีวิตในสังคมแห่งความสุขอย่างยั่งยืน

‘ไผ่ ลิกค์’ลั่น ซีเกมส์ 2025 ต้องใช้ชื่อ Muaythai ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร

‘ไผ่ ลิกค์’ลั่น ซีเกมส์ 2025 ต้องใช้ชื่อ Muaythai ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร

‘ไผ่ ลิกค์’ลั่น ซีเกมส์ 2025 ต้องใช้ชื่อ Muaythai ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.37 น.

“ไผ่ ลิกค์” ลั่น  ซีเกมส์ 2025 ต้องใช้ชื่อ Muaythai เท่านั้น ฟาด ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมรให้แอบอ้างอัตลักษณ์ชาติไทยได้อีก

เมื่อเวลา 23 ส.ค.เวลา 19.45 น.นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม(กธ.)ในฐานะนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอใช้คำว่า “Muay (มวย)” แทนที่จะใช้ “Muaythai (มวยไทย)”ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้นั้น ตนขอเรียกร้องไปยังผู้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ให้ยืนยันใช้ชื่อ “มวยไทย”ในการแข่งขัน ตามที่เคยใช้ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 27–31 ในปี 2013 – 2022 ก็ใช้คำว่า Muaythai มาตลอด แต่เมื่อปี 2023 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ครั้งที่ 32 ยังกล้าเปลี่ยนชื่อการแข่งขันกีฬามวย เป็น “กุน ขแมร์” ได้ โดยอ้างว่าเป็นกีฬาที่เป็นต้นแบบของมวยไทย

นายไผ่ กล่าวต่อว่า ครั้งที่แล้วเราถูกเขมรย่ำยีเอาไปแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น กุน ขแมร์ บิดเบือนเอาศิลปะการต่อสู้ไทยไปอ้างเป็นของตัวเอง มวยไทย คือ อัตลักษณ์ของชาติไทย และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC)ยังให้การรับรองกีฬาในชื่อว่า “Muaythai” รวมถึงองค์กรรับผิดชอบอย่าง สหพันธ์มวยไทยนานาชาติ หรือ IFMA อย่างถูกต้องด้วย

“เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร เพราะมวยไทยคือ ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติไทย และยังเป็นหนึ่งในโครงการ Soft Power ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ เราควรยืนหยัดในเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ให้ใครมาบิดเบือนหรือช่วงชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อีกต่อไป”นายไผ่กล่าว

พปชร.จี้รัฐอย่าอ่อนข้อกัมพูชา ชี้เลื่อนประชุม RBC คือไม่ให้เกียรติไทย ไม่มีความจริงใจ

พปชร.จี้รัฐอย่าอ่อนข้อกัมพูชา ชี้เลื่อนประชุม RBC คือไม่ให้เกียรติไทย ไม่มีความจริงใจ

พปชร.จี้รัฐอย่าอ่อนข้อกัมพูชา ชี้เลื่อนประชุม RBC คือไม่ให้เกียรติไทย ไม่มีความจริงใจ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.12 น.

พปชร. จี้รัฐอย่าอ่อนข้อกัมพูชา ชี้เลื่อนประชุม RBC คือไม่ให้เกียรติไทย ไม่มีความจริงใจ ย้ำอย่าลืมดำเนินคดีไมเคิล อัลฟาโร่ ป้องกันไทยตกเป็นเครื่องมือการเมืองเพื่อนบ้าน

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา แม้กัมพูชาจะเลื่อนประชุมจากเวลา 14.00 น. ไปจนถึง 01.00 น. ของวันถัดมา ก็ไม่ถือว่าผิดนัด และสามารถนัดใหม่ได้ตามความพร้อม

พล.ต.ท.ปิยะ ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะเป็นการ ไม่ให้เกียรติคู่เจรจา และสะท้อนถึงความไม่จริงใจในการรักษาความสัมพันธ์ หากฝ่ายไทยปล่อยผ่านโดยไม่แสดงท่าทีตอบโต้ ก็อาจกลายเป็น “แบบอย่าง” ที่อีกฝ่ายจะนำไปอ้างซ้ำๆ ในอนาคต และทำให้ไทยเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว

“รัฐบาลไทยต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้การประชุมเลื่อนหรือยกเลิกได้ตามอำเภอใจ การยอมทุกครั้งไม่เพียงทำให้เสียเกียรติภูมิ แต่ยังเปิดช่องให้กัมพูชาใช้สร้างกระแสทางการเมืองภายในประเทศ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ” โฆษก พปชร. กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ปิยะ ยังกล่าวถึงกรณี นายไมเคิล อัลฟาโร่ ซึ่งเคลื่อนไหวเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับชายแดนไทย–กัมพูชา โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยควรดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคง และสร้างความเข้าใจผิดให้สังคมไทย พร้อมเตือนว่าหากไม่จัดการอย่างเด็ดขาด ไทยอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกัมพูชาในระยะยาว

“นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่คือการปกป้องศักดิ์ศรีของชาติและผลประโยชน์ของประชาชนไทย” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวย้ำ

ผช.ทูตฝ่ายทหารไทย ทำหนังสือประท้วง ‘กัมพูชา’บิดเบือนข้อตกลงประชุม RBC

ผช.ทูตฝ่ายทหารไทย ทำหนังสือประท้วง 'กัมพูชา'บิดเบือนข้อตกลงประชุม RBC

ผช.ทูตฝ่ายทหารไทย ทำหนังสือประท้วง ‘กัมพูชา’บิดเบือนข้อตกลงประชุม RBC

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

ผช.ทูตฝ่ายทหารไทย ทำหนังสือประท้วง กรณี กัมพูชา บิดเบือนข้อตกลงในการประชุม RBC ระหว่าง ทภ.1 กับ ภท.5 

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 ตามที่ปรากฏในข่าวเผยแพร่เกี่ยวกับผลสำเร็จของการเจรจาระหว่างกัมพูชาและไทย ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย โดยกองทัพภูมิภาคที่ 5 ของราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งในเอกสารฉบับภาษาอังกฤษที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ มีข้อความบางตอนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นว่า

“ในการประชุม ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงมาตรการในทางปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องลวดหนามและสิ่งกีดขวางอื่น ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากลำบากของชุมชนในพื้นที่ อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย และลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตให้ได้โดยเร็วที่สุด”

กองทัพบกไทย โดยสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ขอเรียนว่า คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) เป็นกลไกทวิภาคีด้านความมั่นคงชายแดน มิใช่เวทีสำหรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนสู่สาธารณชน การเผยแพร่ท่าทีที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและบั่นทอนความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับประเด็นที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุมอย่างเป็นทางการ ถือว่าไม่เหมาะสม

ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงใคร่ขอให้ฝ่ายกัมพูชา ยึดถือบันทึกรายงานการประชุมร่วมของคณะกรรมการและฝ่ายเลขานุการทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และแก้ไขในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ต่อไป

ในเรื่องนี้ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง หากกรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรุณาส่งหนังสือฉบับนี้ไปยังผู้รับสูงสุดต่อไป

‘ธีระชัย’ ชี้ทางรอด ศก.ไทย ต้องเคลียร์ปัญหาการเมืองก่อน ซัด 2 ปี เหมือนเต้นลีลาศ

‘ธีระชัย’ ชี้ทางรอด ศก.ไทย ต้องเคลียร์ปัญหาการเมืองก่อน ซัด 2 ปี เหมือนเต้นลีลาศ

‘ธีระชัย’ ชี้ทางรอด ศก.ไทย ต้องเคลียร์ปัญหาการเมืองก่อน ซัด 2 ปี เหมือนเต้นลีลาศ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.44 น.

“ธีระชัย”  ชี้ ทางรอดเศรษฐกิจไทย ต้องเคลียร์ปัญหาการเมืองก่อน รับเข้าขั้น “วิกฤตศรัทธา” ชี้ ยิ่งแก้ได้เร็วเท่าไหร่ เศรษฐกิจไทยก็พ้นหายนะเร็วเท่านั้น  สับ รัฐบาล  2 ปี ผ่านมา เหมือนเต้นลีลาศ แต่ไม่ทำจริง

วันนี้ 23 สิงหาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ  พปชร. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าการฟื้นเศรษฐกิจติดอยู่ที่ปัญหาการเมือง เพราะรัฐบาลมี “วิกฤตศรัทธา” (crisis of confidence) กล่าวคือความศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลเวลานี้อยู่ในระดับที่ต่ำ ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรไป คนก็จะมองออกมาในเชิงลบ กังวลเรื่องผลประโยชน์วาระซ่อนเร้นส่วนตัวที่อาจแฝงอยู่ ดังนั้น ถ้าวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาลยังค้างอยู่ การเดินหน้าในทางเศรษฐกิจก็จะทำได้ยาก 

นายธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ซ้ำเติมปัญหาเพราะเน้นไปในเรื่องของการปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของนายทุนและของผู้ประกอบการ ไม่น้นการกระจายรายได้ลงไปในระดับชั้นล่าง 

เขายกตัวอย่างการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนซึ่งจะต้องดำเนินการโดยรื้อโครงสร้างในธุรกิจพลังงาน แต่ตลอด 2 ปี รัฐบาลไม่ได้ทำอย่างจริงจังเลย มีลักษณะเหมือนกับเป็นการเต้นลีลาศ เมื่อผนวกกับนโยบายที่ไม่ได้กระจายรายได้ลงมาในระดับล่าง ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยแย่อยู่แล้ว แต่มาวันนี้ จะเจอพายุสมบูรณ์แบบจากต่างประเทศ คือ ภาษีทรัมป์ที่ทำให้การค้าโลกลดลง เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะชะลอตัว ไม่ว่ายุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน 

นายธีระชัย กล่าวถึงทางออกในการแก้เศรษฐกิจไทยว่า เราไม่สามารถแก้เศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้น จึงมีทางเลือกเดียวคือเตรียมคนไทยให้ปรับตัวรับพายุสมบูรณ์แบบที่กำลังจะมา โดยโจทย์ภายในประเทศจะต้องเร่งมือลดค่าครองชีพประจำวันให้กับประชาชน ประสานงานกับแบงค์ชาติ ให้มีการเพิ่มปริมาณเงิน และให้มีการบริหารค่าเงินบาทมิให้แข็งเกินกว่าคู่ค้าและคู่แข่ง เพื่อกระตุ้นเอกชนให้คิดขยายการลงทุน

“แต่ว่าทั้งหมดนี้จะทำได้จริง คงต้องเคลียร์ปัญหาทางการเมืองเสียก่อน ถ้ายังมีรัฐบาลที่เผชิญวิกฤตศรัทธารายวันเช่นนี้ ย่อมไม่อาจคิดแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ” นายธีระชัย กล่าว.

โปรดเกล้าฯ ปลัดกทม. คนใหม่-รองปลัดกทม. ผู้ตรวจฯ ผอ.สำนัก รวม 15 ราย

โปรดเกล้าฯ ปลัดกทม. คนใหม่-รองปลัดกทม. ผู้ตรวจฯ ผอ.สำนัก รวม 15 ราย

โปรดเกล้าฯ ปลัดกทม. คนใหม่-รองปลัดกทม. ผู้ตรวจฯ ผอ.สำนัก รวม 15 ราย

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.54 น.

โปรดเกล้าฯ ปลัดกทม. คนใหม่ และ รองปลัดกทม. ผู้ตรวจฯ ผอ.สำนัก รวม 15 ราย

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายณรงค์ เรืองศรี ข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568  เป็นต้นไป

และ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ สังกัดกรุงเทพมหานคร ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย 

1. นางสาวอัจฉรา จองสิทธิมหากุล รองผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

2. นางทวีพร โชตินุชิต รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

3. นางคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

4. นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 10 ราย ดังนี้

1. นายไทวุฒิ ขันแก้ว พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

2. นายจิระเดช กรุณกฤตกุล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

3. นางสาวกนกวรรณ เอี่ยมลิ้ม พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

4. นางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

5. นายธนิต ตันบัวคลี่ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

6. นางสาวอรัญญา พรไชยะ พ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

7. นายประพาส เหลืองศิรินภา พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการโยธา

8. นายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

9. นายปิยะ พูดคล่อง พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ

10. นายอนุชิต พิพิธกุล พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป
 

เพื่อไทย มั่นใจได้รับข่าวดี ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ รอด 2 คดีใหญ่ ชี้ไร้ปัจจัยยุบสภา

เพื่อไทย มั่นใจได้รับข่าวดี ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ รอด 2 คดีใหญ่ ชี้ไร้ปัจจัยยุบสภา

เพื่อไทย มั่นใจได้รับข่าวดี ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ รอด 2 คดีใหญ่ ชี้ไร้ปัจจัยยุบสภา

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

‘ประเสริฐ’ มั่นใจได้รับข่าวดี 2 คดี ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’รอด 2 คดีใหญ่ ยันไม่มีแผนสำรอง ไร้ปัจจัยยุบสภา

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวกรณีศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีความผิดมาตรา 112 และพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คอมพิวเตอร์ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลี และวันที่ 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มีความกังวลหรือไม่ว่า รัฐบาลมั่นใจว่านายกฯ สามารถชี้แจงได้ คงจะได้รับข่าวดีในวันที่ 29 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีที่ศาลยกฟ้องนายทักษิณ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายทักษิณโดนกล่าวหามีความชัดเจนขึ้น เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และถือเป็นขวัญกำลังใจกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะนายทักษิณเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่าคดีที่ยังเหลืออีก 2 คดี คือ คดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร และคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าผลจะออกมาเป็นลบ มีความกังวลหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจว่าคดีที่เหลืออยู่จะได้รับข่าวดี และจะได้รับความเป็นธรรม สามารถที่จะพิสูจน์ตัวเองได้ และตนคิดว่าการที่ น.ส.แพทองธาร ไปชี้แจงต่อศาล เมื่อเราดูเจตนาที่บริสุทธิ์ใจดีๆ แล้ว น.ส.แพทองธาร ไม่มีเจตนาที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหายตามที่หลายคนกล่าวหา นายกฯ ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าหากไม่เป็นไปตามนั้น จะมีแผนสำรองหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่มีแผนสำรอง 

เมื่อถามอีกว่าส่วนโอกาสในการยุบสภาจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า มันมีหลายปัจจัย เช่น งบประมาณไม่ผ่านการพิจารณาวาระ 2-3 ในสภาฯ แต่เรื่องนี่ไม่ใช่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ขณะนี้ไม่มีปัจจัยอะไรเลยที่จะชี้นำไปสู่การยุบสภา

เมื่อถามถึงกระแสข่าว น.ส.แพทองธาร จะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เพื่อให้คดียุติ นายประเสริฐกล่าวว่า มั่นใจว่าไม่ลาออก การที่นายกฯ ไปชี้แจงต่อศาลก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งแล้ว

เมื่อถามต่อว่าหากมีอะไรเกิดขึ้น นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย พร้อมหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขอให้ถึงจุดนั้นก่อน แต่ขณะนี้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้น

เมื่อถามอีกว่าหาก น.ส.แพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ มีการมองกันไปถึงว่าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นนายกฯ มีความเป็นไปได้หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ตนยังไม่เชื่อขนาดนั้น
เพราะกลไกของรัฐธรรมนูญเขียนไว้อยู่แล้วว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง มันก็มีกระบวนการเลือกนายกฯ ที่อยู่ในบัญชีอยู่แล้ว ซึ่งคนที่อยู่ในบัญชีก็ยังมีของพรรคเพื่อไทยอยู่ และมีของพรรคอื่นเช่นกัน มั่นใจว่าพรรคร่วมยังสนับสนุนอยู่

เมื่อถามถึงกรณีสภาล่มบ่อย จนได้รับฉายาว่าสภาเป็นง่อย จะทำให้เป็นปัจจัยเร่งนำไปสู่การยุบสภาเร็วขึ้นหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการประชุมสภา สส.ต้องไปประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่างๆ ด้วย หลายครั้งที่องค์ประชุมไม่ครบไม่ใช่ว่าสส.หนีไปไหน แต่ติดตามงานในกมธ.ชุดต่างๆ
พรรคร่วมรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่ององค์ประชุม ต้องเข้าใจเหตุผลว่าทุกคนก็อยู่ แต่บางคนอยู่ในห้องประชุมใหญ่ บางคนอยู่ในห้องเล็ก ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น ดูจากการโหวตงบประมาณปี 2569 เวลาวาระสำคัญ สส.ซีกรัฐบาลก็พร้อมเพรียงกันดี

เมื่อถามว่าแต่ทางพรรคประชาชน(ปชน.)ออกมาระบุว่า ต้องอาศัยเสียงของพรรคประชาชนด้วยจึงจะผ่านไปได้ นายประเสริฐ กล่าวว่า กฎหมายหรือญัตติบางเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศโดยรวม เป็นเรื่องที่เห็นพ้องกันก็โหวตด้วยกันหมดอยู่แล้ว ตนคิดว่าทุกคนพร้อม แต่บางเรื่องที่มีความแตกต่างก็ว่ากันไป เป็นเรื่องธรรมดาของความคิดเห็นทางการเมือง

‘หมอมิ้ง’ย้ำนายกฯอิ๊งค์ไม่ลาออก! พร้อมยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้

'หมอมิ้ง'ย้ำนายกฯอิ๊งค์ไม่ลาออก! พร้อมยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้

‘หมอมิ้ง’ย้ำนายกฯอิ๊งค์ไม่ลาออก! พร้อมยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.39 น.

‘เลขานายกฯ’ยัน ‘อิ๊งค์’ไม่ลาออก ก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เผย ‘ทีมกฎหมาย‘ เตรียมยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียงฮุนเซน 25 ส.ค.นี้ 

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า ทางทีมกฎหมายของ น.ส.แพทองธาร จะรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงในทุกประเด็น เพื่อจัดทำเป็นคำแถลงปิดคดี

โดยจะดำเนินการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 ส.ค. นี้ ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ที่สั่งให้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ยื่นคำแถลงปิดคดี โดยทีมกฎหมายได้ดำเนินการตามแนวทางการพิจารณาคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าน.ส.แพทองธาร จะยื่นลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.นี้ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า  นายกฯไม่มีการยื่นลาออกทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขอสื่ออย่านำประเด็นดังกล่าวไปขยายความต่อเพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน.

ส.ว. ยัน ยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้ พร้อมรับทุกคำตัดสิน เชื่อนายกฯ ไปฟังวินิจฉัยด้วยตัวเอง

ส.ว. ยัน ยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้ พร้อมรับทุกคำตัดสิน เชื่อนายกฯ ไปฟังวินิจฉัยด้วยตัวเอง

ส.ว. ยัน ยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้ พร้อมรับทุกคำตัดสิน เชื่อนายกฯ ไปฟังวินิจฉัยด้วยตัวเอง

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

ส.ว. ยัน ยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้ มองเป็นเรื่องดี เชื่อ “แพทองธาร”ไปฟังวินิจฉัยด้วยตัวเอง ไม่ชิงลาออกก่อน 

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะหนึ่งใน 36 ส.ว. ที่ร่วมกันลงชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นคำแถลงปิดคดีของฝั่ง ส.ว. ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ยืนยันว่ายื่นแน่นอน ส่วนคนที่จะไปยื่นคำแถลงปิดคดี คาดว่าคือ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ส.ว.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุว่านายกฯ ไม่ลาออกก่อนศาลวินิจฉัยแน่นอน นายไชยยงค์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะถือว่า น.ส.แพทองธาร ใช้วิธีทางกฎหมายต่อสู้คดีเพื่อหักล้าง และจะทำให้กฎหมายไปได้สุดทาง เราก็เคารพการตัดสินของนายกฯ คิดว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องตามกฏหมาย ดังนั้นเราจะไปพิสูจน์กันที่ปลายทาง ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย จะได้รู้เรื่องความถูกผิด และไม่มีอะไรค้างคาใจทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามว่า นายกฯ ควรเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือไม่ นายไชยยงค์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าวิถีทางและอุปนิสัยของนายกฯ ถ้าเดินมาถึงขนาดนี้ เขาจะไปฟังด้วยตนเอง

เมื่อถามว่า ทาง ส.ว.ได้พูดคุยกันหรือไม่ว่า ทิศทางในวันที่ 29 ส.ค.นี้จะเป็นอย่างไร นายไชยยงค์ กล่าวว่า ตอนนี้เราไม่มีอะไรต้องวางแผน เพราะเป็นกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เราพร้อมยอมรับคำวินิจฉัย ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน

ทบ.ส่งหลักฐานฟ้อง IOT ทหารกัมพูชารุกล้ำอธิปไตย ลอบวางทุ่นระเบิด-ตะปูเรือใบในพื้นที่

ทบ.ส่งหลักฐานฟ้อง IOT ทหารกัมพูชารุกล้ำอธิปไตย ลอบวางทุ่นระเบิด-ตะปูเรือใบในพื้นที่

ทบ.ส่งหลักฐานฟ้อง IOT ทหารกัมพูชารุกล้ำอธิปไตย ลอบวางทุ่นระเบิด-ตะปูเรือใบในพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

ทบ. ส่งหลักฐานฟ้องคณะ IOT ทหารกัมพูชารุกล้ำอธิปไตย ดักซุ่มลอบวางทุ่นระเบิด พบ ลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด ตะปูเรือใบจำนวนมาก ชี้ชัดละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 กรณีพบการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย 

โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2–3 นาย จากลักษณะการแต่งกายคาดว่าเป็นหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มและตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ห่างจากแนวเส้นปฏิบัติการเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยประมาณ 100 เมตร จึงได้ทำการยิงขับไล่จนฝ่ายกัมพูชาหลบหนีไป

เมื่อมั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ และตรวจพบ ทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณจุดที่พบทหารกัมพูชาดักซุ่ม จำนวน 1 ทุ่น จึงได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด พร้อมทำเครื่องหมายไว้ เพื่อรอรับการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดดำเนินการต่อไป

ต่อมา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีกครั้ง พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกจำนวน 2 ทุ่น (รวมเป็นทั้งหมด 3 ทุ่น) พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้เป็นที่ปรากฏชัดเจนอีกครั้งว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากผลการประชุม GBC ที่ผ่านมาในหลายข้อ ทั้งการยั่วยุ การรุกล้ำดินแดน และการใช้ทุ่นระเบิดในการลอบทำร้ายฝ่ายไทย การกระทำดังกล่าวย้อนแย้งกับท่าทีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าฝ่ายไทยรุกราน ทั้งที่ความเป็นจริงและหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ ยืนยันได้ว่ากัมพูชากระทำการรุกรานและละเมิดข้อตกลง รวมทั้งอนุสัญญาออตตาวามาโดยตลอด

กองทัพบกจะได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา และแจ้งเตือนทุกหน่วยตามแนวชายแดนให้เฝ้าติดตามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด