ผบ.ทบ. ขึ้นฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ขอบคุณ-ให้กำลังใจกำลังพลทุกส่วน

ผบ.ทบ. ขึ้นฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ขอบคุณ-ให้กำลังใจกำลังพลทุกส่วน

ผบ.ทบ. ขึ้นฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ขอบคุณ-ให้กำลังใจกำลังพลทุกส่วน

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี ตรวจเยี่ยมฐานฯ ภูมะเขือ และติดตามภารกิจอนุรักษ์กำลังรบ พร้อมลาดตระเวนทางน้ำร่วมกับ นรข. ขอบคุณและให้กำลังใจกำลังพลทุกส่วน ย้ำปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัยเป็นสำคัญ

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก เดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห้วงวันที่ 22-23 ส.ค.68 โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับ

โดยวานนี้ (22 ส.ค.68) ผู้บัญชาการทหารบกได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล และติดตามการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณในความเสียสละ และขอเป็นกำลังใจให้กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติภารกิจที่สำคัญในครั้งนี้ ด้วยความเสี่ยงและภายใต้ความกดดันบริเวณแนวชายแดน ขอให้มีความระมัดระวัง และยึดถือมาตรการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด มีวินัยและอดทนอดกลั้นต่อเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญ ซึ่งผู้บังคับหน่วยต้องกำกับดูแลใส่ใจกำลังพลในทุกระดับ ซึ่งหากต้องการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมในส่วนใด สามารถประสานมายังหน่วยเหนือตามสายการบังคับบัญชาได้ในทันที ขณะเดียวกันหน่วยในพื้นที่ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาแผนการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลอดเวลา ควบคู่กับการใช้มาตรการต่างๆ ที่ทำให้เกิดความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ

และในวันนี้ (23 ส.ค.68) ผู้บัญชาการทหารบกได้รับฟังบรรยายสรุปแนวทางการบริการทางการแพทย์ ของหน่วยสายแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จาก พลตรี ณรงค์ ภักดีศุภผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี/แพทย์ใหญ่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งได้รายงานการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ในการดูแลป้องกันสุขภาพ และให้การรักษากำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนแบบองค์รวม ตามพันธกิจอนุรักษ์กำลังรบ ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพกำลังพล, การส่งกลับสายแพทย์, การรักษาพยาบาลกำลังพลที่เจ็บป่วย และล่าสุดคือการจัดทีมประเมินและช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (M-MCATT) ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลที่ปฏิบัติงานบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งญาติกำลังพลที่สูญเสีย และประชาชนในศูนย์อพยพ เพื่อคลายความกังวลใจ และสามารถนำผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเยียวยาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจทหารเหล่าแพทย์ ที่ได้ดูแลสุขภาพกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนในทุกมิติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมกำลังพลของกองทัพบกให้มีความพร้อมต่อภารกิจ ขอให้หน่วยสายแพทย์ดำรงความต่อเนื่องในการลงพื้นที่พบปะกำลังพลในทุกฐานปฏิบัติการ ขณะเดียวกันต้องมีการซักซ้อมแผนการปฏิบัติด้านการแพทย์อยู่เสมอ เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและพื้นที่ปฏิบัติการ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกส่วนเป็นสำคัญ

จากนั้นผู้บัญชาการทหารบกและคณะได้เดินทางไปยังสถานีเรือโขงเจียม จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ของกองทัพเรือที่ปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ร่วมกับกองกำลังสุรนารีมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้พบปะพูดคุยกำลังพล ขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนด้วยความทุ่มเทและเสียสละ ก่อนร่วมลาดตระเวนตรวจภูมิประเทศทางน้ำ เพื่อติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนตลอดลำน้ำโขงอย่างใกล้ชิด

 

‘ทวี’ ดัน ‘กรมคุมประพฤติ-ราชทัณฑ์’ ช่วยแก้วิกฤตแรงงานเขมร 2 แสนคน กลับประเทศ

'ทวี' ดัน 'กรมคุมประพฤติ-ราชทัณฑ์' ช่วยแก้วิกฤตแรงงานเขมร 2 แสนคน กลับประเทศ

‘ทวี’ ดัน ‘กรมคุมประพฤติ-ราชทัณฑ์’ ช่วยแก้วิกฤตแรงงานเขมร 2 แสนคน กลับประเทศ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

‘ทวี’ดัน’กรมคุมประพฤติ-กรมราชทัณฑ์’ช่วยแก้วิกฤตแรงงานเขมร2แสคนกลับประเทศกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา พลิกโอกาสการพัฒนาประเทศแท้จริง ต้องมาจากศักยภาพของคนในชาติเป็นหลัก สู่”พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ ว่าเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 การประชุมออนไลน์กับผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจากทั่วประเทศจำนวน 105 แห่ง โดยมี พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวมอบนโยบายการศึกษาของผู้กระทำผิดที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ  ทั้งนี้ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ นำคณะผู้บริหารกรมคุมประพฤติ มาให้การต้อนรับและรับมอบนโยบาย โดยมีนางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพลรักษ์ รักษาพล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พันตำรวจเอกทวี กล่าวมอบนโยบายว่ากรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม มีความสำคัญโดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการขาดแคลนแรงงานในประเทศ และเสนอแนวทางพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างกำลังคนจากภายใน จากกรณีที่แรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญว่าการพึ่งพาแรงงานต่างชาติไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน การพัฒนาประเทศที่แท้จริงต้องมาจากศักยภาพของคนในชาติเป็นหลัก

พันตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า กรมประพฤติ และกรมราชทัณฑ์ มีผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลรวมกันปีละประ มาณ 400,000 คน โดยแบ่งเป็นผู้ถูกคุมประพฤติ2แสนคน และผู้พ้นโทษอีกประมาณ2แสนคนต่อปี ซึ่งตนมองว่าคนกลุ่มนี้คือ กำลังแรงงานที่ซ่อนอยู่ ที่รัฐบาลสามารถลงทุนพัฒนาและนำกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศได้ แทนที่จะใช้เงินหลายพันล้านบาทหมดไปกับการจ้างแรงงานต่างชาติ รัฐบาลจะได้นำงบประมาณดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาทักษะและศักยภาพของผู้ถูกคุมประพฤติ เพื่อให้พวกเขามีทักษะเทียบเท่าหรือสูงกว่าแรงงานต่างชาติ และสร้างความเจริญให้แก่ประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการแก้ปัญหาความยากจนที่ดีที่สุด คือ การแก้ที่การศึกษาถึง 70% และการแก้ปัญหายาเสพติดก็ต้องแก้ที่การศึกษาเช่นกัน” พันตำรวจเอกทวี กล่าว

 รมว.ยุติธรรม กล่าวตอนท้ายว่า กรมคุมประพฤติจะต้องเป็น”แซนด์บ็อกซ์” หรือพื้นที่นำร่องในการจัดกิจกรรม “พัฒนาพฤตินิสัย” โดยจะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้ที่เคยทำผิดพลาด ให้พวกเขากลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พร้อมกันนี้ ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่คุมประพฤติทั่วประเทศ เพราะงานของพวกคุมประพฤติเป็น “นวัตกรรมทางสังคม” ที่สร้างคนที่มีคุณภาพกลับคืนสู่สังคมอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญในการสร้างความเจริญที่มั่นคงของประเทศไทยในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า รมว.ยุติธรรม ยังได้มอบป้ายไฟร้านตัดผมและมอบทุนประกอบอาชีพให้นายนพพงษ์ พุ่มคง หรือ ช่างมาร์ค คนคุมประพฤติต้นแบบ ของ กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม และ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจากทั่วประเทศ ที่ประชุมออนไลน์ด้วย 

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสร็จสิ้นไปอย่างสวยงามสมกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่สุดในรอบปี  97 หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศขนคลังความรู้มาร่วมจัดแสดงกับงานมหกรรม อว.แฟร์ 2025 และ NST Fair 2025 เปิดประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานเต็มอิ่มตลอด 9 วัน ตอกย้ำความสำคัญวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  พบกันใหม่ปี 2569

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กล่าวปิดงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ หรือ อว.แฟร์ 2025 :SCI POWER FUTURE THAILAND และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 หรือ NST Fair 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค. 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “SCIENCE IN ACTION FOR SUSTAINABLE COMMUNITIES” ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 9 วัน มีประชาชน เด็กและเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม  สะท้อนถึงความสำเร็จการจัดงานที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกกระแสความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสังคมไทย ตามเป้าหมายที่มุ่งหวังให้งานมหกรรมในครั้งนี้เป็นมากกว่านิทรรศการวิชาการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ร่วมงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ อว. ในการขับเคลื่อนนโยบาย “สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” ให้เป็นรูปธรรม พร้อมเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมต่อไป

“ท้ายสุดแล้ว การจัดงานทั้ง 9 วัน ได้แสดงศักยภาพของประเทศที่มุ่งการพัฒนาคนและสหวิทยาการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนของโลกในอนาคต นับเป็นความสำเร็จของทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันจัดงานในครั้งนี้ที่เราจะร่วมกันขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” น.ส.สุดาวรรณ กล่าวตอนท้าย

ด้านนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า การจัดงานอว.แฟร์ และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผนึกการจัดงานร่วมกัน เพื่อแสดงพลังยกระดับการเรียนรู้สู่สังคมไทย เป็นการสร้างปรากฏการณ์ ผู้เข้าชมงานตลอด 9 วันที่ครอบคลุมนักสร้างสรรค์ไทยทุกช่วงวัย  

“งานมหกรรมวิทยาศาสตร์สร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศในอนาคต เมื่อเยาวชนได้สัมผัสกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขาจะมองเห็นโอกาสในการนำความรู้ไปต่อยอด สร้างสรรค์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”  

สำหรับ 4 นิทรรศการหลัก ในงาน NST Fair2025 ได้แก่ นิทรรศการควอนตัมเปลี่ยนโลก QUANTUM QUEST นิทรรศการส่งสมอง BRAIN: INSIDE OUT นิทรรศการคลังเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต Mystery of Svalbard และนิทรรศการดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย Little Inventor ได้รับความสนใจ เข้าเยี่ยมชมแน่นทุกจุด  รวมถึงกิจกรรมการเรียนรู้และห้องทดลองวิทยาศาสตร์  พื้นที่แห่งการฝึกฝนกระบวนการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์  การจัดแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของเยาวชน  ที่สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม และบูธนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม” จากกระทรวงกลาโหม ที่เด็กและเยาวชนได้สัมผัสนวัตกรรมและผลงานวิจัยเพื่อความมั่นคงของกองทัพไทย เป็นต้น

อว.ลุยแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติ ใช้ ‘วีซ่านักศึกษา’ ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย!

อว.ลุยแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติ ใช้ ‘วีซ่านักศึกษา’ ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย!

อว.ลุยแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติ ใช้ ‘วีซ่านักศึกษา’ ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย!

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยังเดินหน้าต่อเนื่องในการแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติที่แอบลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยอาศัย “วีซ่านักศึกษา” เข้ามาทำงานตามโครงการต่างๆ โดยวีซ่านักศึกษาที่ส่วนใหญ่ถูกขอมาเพื่อเรียนในหลักสูตรแบบ Non-Degree หรือหลักสูตรระยะสั้นได้กลายเป็นช่องทางในการหลบเลี่ยง เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาต่างชาติมาเรียน ซึ่งบริหารจัดการได้เองนั้น ยังไม่มีระบบกลางในการกลั่นกรองหรือกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำให้เกิดความไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พิจารณาให้วีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คนเข้าเมือง ซึ่งอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และรวมแล้วไม่เกิน 1 ปี โดยอ้างอิงจากกรอบของหลักสูตรที่ศึกษา ทั้งหมดจึงหลายเป็นช่องทางให้เกิดการกระทำความผิด

ล่าสุด กระทรวง อว.ได้ประชุมร่วมกับ สตม.โดย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.กระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ประชุมร่วมกับพันตำรวจเอกยศเอก รักษาสุวรรณ รองผู้บังคับการอำนวยการ รักษาการแทนผู้บังคับการอำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เกี่ยวกับการดำเนินการตามแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น สำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติตามประกาศกระทรวง อว. เรื่องหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568

ในการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และ สตม.ได้ร่วมกันพัฒนาและใช้ระบบฐานข้อมูลนักศึกษาชาวต่างชาติที่เข้ามาศึกษาหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ทั้งหลักสูตรที่มีการจัดการเรียนการสอนอยู่เดิมและหลักสูตรใหม่ ต้องจัดส่งรายงานการจัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ทราบ เพื่อส่งรายชื่อนักศึกษาดังกล่าวให้ สตม. ใช้ประกอบการพิจารณาการตรวจลงตราและอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการใช้ VISA นักศึกษาต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศอย่างไม่ถูกต้อง โดยให้สถาบันอุดมศึกษากำหนดแนวปฏิบัติในการตรวจสอบการเข้าเรียนของนักศึกษาต่างชาติ และจัดส่งรายงานความก้าวหน้าในการศึกษาของนักศึกษาต่างชาติเป็นประจำทุกเดือนผ่านระบบฐานข้อมูลติดตามนักศึกษาต่างชาติของ สป.อว

โดย สตม. ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นับตั้งแต่ประกาศกระทรวง อว. เรื่องหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568 ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 14 พ.ค.2568 สถาบันอุดมศึกษาได้นำส่งข้อมูลนักศึกษาชาวต่างชาติในหลักสูตรระยะสั้นที่ไม่สอดคล้องกับประกาศดังกล่าวให้ สตม.ประกอบการพิจารณาเพิกถอนการตรวจลงตราและอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (Visa) เป็นจำนวนมาก ซึ่ง สตม. ได้เพิกถอน Visa นักศึกษากลุ่มดังกล่าวไปแล้วเกือบ 10,000 ราย

ด้าน ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ สตม. จะร่วมกันจัดประชุมชี้แจงและทำความเข้าใจกับสถาบันอุดมศึกษาในการส่งข้อมูลเพื่อการรับทราบและรายงานผลการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ ผ่านระบบฐานข้อมูลเป็นไปตามประกาศ อว. เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในขั้นตอนการดำเนินการและให้เกิดความเข้าใจในทางปฏิบัติที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันในช่วงเดือนกันยายน 2568 ต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี พ.ศ. 2568  ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) โดย กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ในช่วงสังคมดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน  และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 14 ขึ้นไป โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ในอาเซียน จึงเป็นเหตุผลที่เราทุกคนจะต้องตระหนัก รับรู้ และรับมือ เกี่ยวกับสภาพการณ์นี้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจและความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มุ่งเน้นนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปตอบโจทย์และช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกมิติ ซึ่งความสำคัญของ “สุขภาพ” เป็นหนึ่งในมิติการดำเนินงานของ วว. โดยได้ผลิตผลงานที่หลากหลาย มีการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ 

“โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฟังก์ชัน เพื่อเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย” เป็นผลงานซึ่งเป็นรูปธรรมที่ วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ได้นำสมุนไพร “ว่านหางจระเข้”  ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera (L.) Burm.f.  และเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยดูแลสุขภาพ ทั้งใช้เป็นยาภายในและยาภายนอก รวมถึงใช้ในการเสริมความงาม มาเพิ่มมูลค่าด้วย วทน. ทั้งในแง่การสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูง รวมทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักสุขภาพและไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่เร่งด่วนในปัจจุบัน ประกอบด้วย 1.ผงสารสกัดว่านหางจระเข้  (Aloe barbadensis Mill.) ผลิตได้ทั้งจากวัตถุดิบว่านหางจระเข้สดและอบแห้ง ด้วยกระบวนการสกัดในระดับกึ่งอุตสาหกรรม กำลังการผลิตโดยใช้วัตถุดิบเริ่มต้นที่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถลดระยะเวลาในการผลิตเหลือเพียงครึ่งเดียวจากกระบวนการในระดับห้องปฏิบัติการ ได้ปริมาณผลผลิตร้อยละ 35 มีสารสำคัญในกลุ่มพอลิแซคคาไรด์ชนิดอะซีแมนแนน (Acemannan) สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 286.5 วัน โดยมีคุณภาพความปลอดภัยทั้งด้านจุลินทรีย์และโลหะหนัก สอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตอาหาร มีต้นทุนการผลิตประมาณ 1,500 บาทต่อกิโลกรัม

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดว่านหางจระเข้ในหนูทดลองพบว่า ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน สามารถเพิ่มเนื้อกระดูกและความหนาแน่นกระดูกหน้าแข้ง กระดูกต้นขา และกระดูกสันหลังส่วนเอวในกลุ่มที่ตัดรังไข่ได้ เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างระดับจุลภาคพบว่ามีจำนวนชิ้นกระดูกโครงข่ายสูงขึ้นและระยะห่างระหว่างชิ้นกระดูกลดลง มีจำนวนเซลล์สร้างกระดูกสูงขึ้นและยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก  มีสัดส่วนการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้สูงขึ้น โดยสรุปผลได้ว่า สารสกัดว่านหางจระเข้ที่ได้มีประสิทธิภาพในหนูทดลองต่อการเสริมสร้างกระดูก ที่ระดับ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และมีความปลอดภัยทั้งการทดสอบแบบเฉียบพลันและแบบกึ่งเรื้อรัง พบว่า มีค่า LD50 มากกว่า 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวสัตว์ และมีเกณฑ์จําแนกความปลอดภัยตามระบบการจัดกลุ่มสารเคมี และการติดฉลากของวัสดุทดสอบตามหลักเกณฑ์ของ GHS ที่ระดับ 5 (Category 5) หรือ Unclassified

2.ต้นแบบผลิตภัณฑ์สารสกัดว่านหางจระเข้อัดเม็ด (Alogy Tablet) เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอัดเม็ดที่สะดวกและคุ้นเคยสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีสารสกัดว่านหางจระเข้ 500 มิลลิกรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกระดูกในระดับหนูทดลอง มีสารสำคัญในกลุ่มของโพลีแซคคาไรด์ในรูปแบบอะซีแมนแนน เสริมแคลเซียมแอลทรีโอเนตที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย และเพิ่มผงสตรอว์เบอร์รี่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและยังให้สีสันที่น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานถึง 1 ปี , 3.ต้นแบบผลิตภัณฑ์เยลลี่พร้อมบริโภคเสริมสารสกัดว่านหางจระเข้ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Alogy Jelly) ผลิตภัณฑ์ให้พลังงาน ไม่มีน้ำตาล มีรสชาติธรรมชาติ บริโภคได้ง่าย เนื้อสัมผัสของเยลลี่ไม่จับตัวกันเป็นก้อน สามารถรับประทานโดยการดูดได้ โดยให้พลังงาน 110 กิโลแคลอรี/หนึ่งหน่วยบริโภค (120 กรัม) ไม่มีน้ำตาล มีสารสกัดว่านหางจระเข้ไม้น้อยกว่า 6,000 มิลลิกรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค มีโพลีแซคคาไรด์ มีการเสริมวิตามิน ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินอี วิตามินเคหนึ่ง และแร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียมแอลทรีโอนิน และแมกนีเซียม เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์บำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรตามคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2403002587

ผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ทางการตลาดกับผู้บริโภคในช่วงอายุ 40-60 ปี จำนวน 100  คน พบว่า ผู้บริโภคให้คะแนนความชอบเฉลี่ยอยู่ในช่วง ชอบปานกลาง (5.00-5.88 คะแนน) โดยให้ความสนใจซื้ออยู่ในช่วงร้อยละ 80-82 และให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 82-92 หากมีการแสดงข้อมูลส่วนผสมที่มีผลต่อการเสริมสร้างกระดูกและข้อ

สำหรับการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม ขนาดไม่น้อยกว่า 30 กิโลกรัม บรรจุขนาด 120 กรัม/ถุง ได้ผลผลิตจำนวน 201-212 ถุง คิดเป็นร้อยละผลผลิต 80.40-84.80 โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข ประเภทเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิททั้งด้านจุลินทรีย์ โลหะหนัก และสารปนเปื้อน ด้วยกระบวนการผลิตในระดับสเตอริไรซ์ ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นานกว่า 1 ปี

ผลงานวิจัยและพัฒนาจากการดำเนิน “โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฟังก์ชัน เพื่อเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย” ดังกล่าว มีมิติของการนำสมุนไพรไทย “ว่านหางจระเข้” มาใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างประชากรในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรและสภาวะอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ที่ทำให้เราต้องปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต รวมถึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เป็นต้น

สุดระทึก เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

 สุดระทึก  เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

23 ส.ค. 2568 12:36 น.

สุดระทึก เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศมาเลเซีย เครื่องยนต์ระเบิดไฟลุกไหม้กลางอากาศ ขณะกำลังนำเครื่องขึ้นที่สนามบินสุลต่านอาหมัดชาห์ เมืองกวนตัน นักบินดีดตัวออกมารอดหวุดหวิด

สื่อต่างประเทศเผยคลิปวินาทีเครื่องบินขับไล่ แมคดอนเนล ดักลาส เอฟเอ-18 ฮอร์เน็ต (McDonnell Douglas F/A-18 Hornet) ของกองทัพอากาศมาเลเซีย เครื่องยนต์ระเบิดไฟลุกไหม้กลางอากาศ ที่สนามบินสุลต่านอาหมัดชาห์ เมืองกวนตัน เมื่อคืนวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น

รายงานระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเกิดไฟลุกจากบริเวณเครื่องยนต์ตั้งแต่กำลังวิ่งขึ้นรันเวย์ และเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาก็เกิดระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งลำเครื่อง โชคดีที่นักบิน 2 นายสามารถดีดตัวออกมาได้ทัน

ด้านกองทัพอากาศมาเลเซียออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ โดยระบุว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบและจะอัปเดตความคืบหน้าต่อไป

ทั้งนี้ เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet ถือเป็นเครื่องบินทหารสมรรถนะสูง ใช้ในภารกิจโจมตีและป้องกันทางอากาศ และเป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศมาเลเซียมาหลายทศวรรษ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเพิ่มเติมจากอุบัติเหตุดังกล่าว.

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าว เครื่องบินรบ

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

23 ส.ค. 2568 10:08 น.

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

เกิดเหตุสลดรถบัสนักท่องเที่ยวกลับจากน้ำตกไนแองการาพลิกคว่ำบนทางด่วนในรัฐนิวยอร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพและบาดเจ็บหลายสิบคน 

รถบัสนักท่องเที่ยวที่บรรทุกผู้โดยสาร 52 คน ประสบเหตุพลิกคว่ำพลิกตะแคงลงร่องกลางถนน บนทางด่วน นิวยอร์ก สเตท ทรูเวย์ (New York State Thruway) ทางตะวันตกของรัฐนิวยอร์ก ขณะกำลังเดินทางกลับจาก น้ำตกไนแองการา  บริเวณพรมแดนสหรัฐฯ–แคนาดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ และบาดเจ็บหลายสิบคน เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ใกล้เมืองเพมโบรค ห่างจากเมืองบัฟฟาโลไปทางตะวันออกประมาณ 48 กิโลเมตร

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจาก อินเดีย จีน และฟิลิปปินส์ โดยตำรวจยืนยันว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตตามที่รายงานในตอนแรก โดยผู้โดยสารมีอายุตั้งแต่ 1 ปีถึง 74 ปี หลายคนถูกเหวี่ยงออกจากตัวรถ ขณะที่บางส่วนติดอยู่ภายในซากรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง ตำรวจเชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย

ด้านแคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แถลงว่าหน่วยงานท้องถิ่นกำลังเร่งช่วยเหลือและดูแลผู้บาดเจ็บ โดยได้ส่งรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ไปยังที่เกิดเหตุ โดย 24 คนรักษาตัวที่โรงพยาบาลในพื้นที่แห่งหนึ่ง แพทย์ยืนยันว่าทุกคนมีแนวโน้มจะฟื้นตัว ขณะที่ผู้บาดเจ็บอายุต่ำกว่า 16 ปี ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลเด็ก

รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวยอร์ก ระบุว่า ขณะนี้สาเหตุการชนยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ได้ตัดประเด็น ความประมาทของคนขับ และ ความผิดปกติของเครื่องยนต์ ออกไปแล้ว โดยยืนยันว่าคนขับรถให้ความร่วมมือเต็มที่ และยังไม่มีการตั้งข้อหาใด ๆ พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ที่มี กล้องหน้ารถ ซึ่งอาจบันทึกเหตุการณ์ไว้ ให้นำหลักฐานส่งมอบเพื่อช่วยการสอบสวน

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 40 ไมล์จาก น้ำตกไนแองการา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนนับล้านคนต่อปี.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รถบัสนักท่องเที่ยว

สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

23 ส.ค. 2568 09:12 น.

สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประวัติผู้ถือวีซ่ากว่า 55 ล้านรายแบบละเอียดยิบ หากพบละเมิดเงื่อนไขการเข้าหรือพำนักในประเทศ จะถูกเพิกถอนวีซ่าทันที

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเตรียมทบทวนและตรวจสอบประวัติผู้ถือวีซ่ากว่า 55 ล้านราย เพื่อประเมินว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการเข้าหรือพำนักในประเทศหรือไม่  ซึ่งหากพบพฤติกรรมผิดเงื่อนไข วีซ่าจะถูกเพิกถอนทันที

โดยเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การถูกเพิกถอนวีซ่า ได้แก่ การอยู่เกินกำหนด (overstay) การก่ออาชญากรรม การสร้างภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมก่อการร้าย หรือการสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเข้มงวดด้านคนเข้าเมืองที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เป็นหัวใจหลักของรัฐบาลสมัยที่ 2 ซึ่งรวมถึงการเนรเทศครั้งใหญ่ การสั่งห้ามเดินทางจากหลายประเทศ และการเพิกถอนวีซ่านักเรียนแล้วกว่า 6,000 ฉบับ

มาตรการใหม่ยังครอบคลุมถึงการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นขอวีซ่า ทั้งนักเรียนและนักท่องเที่ยว โดยเจ้าหน้าที่จะค้นหาสัญญาณของท่าทีเป็นศัตรูต่อประชาชน วัฒนธรรม รัฐบาล หรือสถาบันของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศยังได้รับคำสั่งให้จับตาผู้ที่อาจสนับสนุนผู้ก่อการร้ายต่างชาติ หรือผู้ที่กระทำการคุกคามและใช้ความรุนแรงเชิงต่อต้านชาวยิวด้วย

แมทธิว ทราเกสเซอร์ โฆษกจากสำนักงาน USCIS ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องสัญชาติและการเข้าเมืองสหรัฐฯ กล่าวย้ำว่าสิทธิประโยชน์ของอเมริกาไม่ควรมอบให้แก่ผู้ที่เกลียดชังประเทศหรือเผยแพร่อุดมการณ์ต่อต้านสหรัฐฯ โดยเขายังระบุเพิ่มเติมว่า หน่วยงานมีพันธกิจในการดำเนินนโยบายเพื่อถอนรากความคิดต่อต้านอเมริกา

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะหยุดออกวีซ่าทำงานสำหรับคนขับรถบรรทุกต่างชาติทันที เนื่องจากจำนวนแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมรถบรรทุกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยบนท้องถนน และกระทบต่อรายได้ของคนขับรถบรรทุกชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการใหม่ให้พลเมืองจาก มาลาวี และ แซมเบีย ต้องวางเงินมัดจำวีซ่านักท่องเที่ยวหรือวีซ่าธุรกิจถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5.6 แสนบาทอีกด้วย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการหลายด้าน เช่น

  • ห้ามชาวต่างชาติจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ
  • จำกัดบางส่วนจากอีก 7 ประเทศ
  • เพิกถอนสถานะทางกฎหมายชั่วคราวของผู้อพยพกว่า 500,000 คน
  • สัญญาว่าจะยกเลิกสิทธิพลเมืองโดยการเกิดในสหรัฐฯ (birthright citizenship)

นอกจากนี้ยังมีการจับกุม นักศึกษาต่างชาติ ตามมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ หลายราย หลังเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านการโจมตีฉนวนกาซาของอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าสหรัฐฯ

หนุ่มฟินแลนด์ โชว์ลีลาสุดมันส์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

หนุ่มฟินแลนด์ โชว์ลีลาสุดมันส์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

23 ส.ค. 2568 08:24 น.

หนุ่มฟินแลนด์ โชว์ลีลาสุดมันส์ คว้าแชมป์กีตาร์ลมโลกปี 2025

การแข่งขันชิงแชมป์กีตาร์ลมโลกครั้งที่ 28 รอบชิงชนะเลิศเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่าแชมป์ตกเป็นของหนุ่มชาวฟินแลนด์ คว้ารางวัลเป็นกีตาร์ของจริงที่สร้างโดยช่างทำกีตาร์ชื่อดังชาวฟินแลนด์

การแข่งขัน Air Guitar World Championships หรือแชมป์กีตาร์ลมโลกครั้งที่ 28 รอบชิงชนะเลิศเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาที่จัดขึ้นที่ลานกลางเมืองโออูลู ทางตะวันตกของฟินแลนด์ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟน ๆ และบรรยากาศคึกคัก ปีนี้ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ อาโป เราติโอ ชาวฟินแลนด์ที่ใช้ชื่อในเวทีว่า “ดิ แองกัส” ซึ่งสามารถเอาชนะ ยูตะ ซูโดะ ตัวแทนจากญี่ปุ่นในรอบสุดท้ายได้สำเร็จ โดยผู้ชนะได้รับกีตาร์จริงเป็นรางวัล นั่นคือกีตาร์รุ่น “Flying Finn” ที่สร้างขึ้นโดยช่างทำกีตาร์ชื่อดังของฟินแลนด์ แมตติ เนวาเลนเน่น

การแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าแข่งขันจาก 13 ประเทศทั่วโลก ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนต้องแสดงโชว์กีตาร์ลม 2 เพลง ในเวลาเพลงละ 60 วินาที โดยการตัดสินอยู่ที่ความสร้างสรรค์ ความเร้าใจ และการแสดงออกทางศิลปะบนเวที คณะกรรมการ 5 คนจากวงการศิลปะการแสดงเป็นผู้ให้คะแนน โดยอนุญาตให้ใช้พร็อพหรือเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงได้ แต่ห้ามใช้เครื่องดนตรีจริงหรือวงดนตรีประกอบ

การแข่งขันกีตาร์ลมโลกเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1996 และกลายเป็นงานประจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มารวมตัวกันที่เมืองโออูลูทุกปี องค์กรผู้จัดยังคงสืบสานอุดมการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า “เมื่อทุกคนในโลกเล่นกีตาร์ลม สงครามจะยุติ ภาวะโลกร้อนจะหยุด และสิ่งเลวร้ายทั้งหลายจะหายไป” งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อความบันเทิง แต่ยังถูกมองว่าเป็นเทศกาลแห่งสันติภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวกที่ผู้เข้าร่วมส่งต่อไปสู่ผู้ชมทั่วโลกอีกด้วย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟินแลนด์

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

23 ส.ค. 2568 07:42 น.

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง ของจีน เข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามปกติ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักร

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังกัมพูชาออกแถลงการณ์ว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามกำหนดการเป็นประจำ

พร้อมระบุว่า ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ รักษาการประมุขแห่งรัฐ แทนในระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักรกัมพูชา 

ในสารจากพระมหากษัตริย์ที่พระราชทานถึงประชาชนกัมพูชา พระองค์ได้มีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่ผู้นำทางศาสนาพุทธและพระสงฆ์ พร้อมทั้งแสดงความรักและห่วงใยต่อพสกนิกรกัมพูชาทุกคน พร้อมทรงหวังให้ประเทศชาติยังคงมีสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และสุขภาพแข็งแรง ภายใต้ร่มพระบารมีของพระพุทธศาสนา

สำหรับการเสด็จฯ ตรวจพระพลานามัยในต่างประเทศ ถือเป็นการตรวจสุขภาพตามปกติที่พระองค์ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในครั้งนั้นสมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระราชชนนีเจ้า ได้ร่วมเสด็จฯ ด้วย.