ฮือฮา ภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” หายาก กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของทิเบต

ฮือฮา ภาพปรากฏการณ์ "ภูตแดง" หายาก กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของทิเบต

23 ส.ค. 2568 06:42 น.

ฮือฮา ภาพปรากฏการณ์ “ภูตแดง” หายาก กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของทิเบต

ฮือฮา ช่างภาพจีนบันทึกภาพปรากฎการณ์ “ฟ้าผ่าแดง” หรือ “ภูตแดง” เกิดขึ้นกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนใกล้กับภูเขาของทิเบต

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวซินหัว ของจีน รายงานว่า ทีมช่างภาพของจีนสามารถบันทึกภาพปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่าแดง” หายาก หรือรู้จักกันในชื่อ “ภูตแดง” (red sprites) กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนใกล้กับภูเขากังเหรินโปฉี หรือเขาไกรลาส ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 6,656 เมตร ในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

รายงานระบุว่าช่างภาพทีมนี้มาจากไชน่า สตาร์วิชัน อลิอันซ์ (China StarVision Alliance) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับช่างภาพดาราศาสตร์ของจีนเกือบ 1,000 คน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวชมท้องฟ้าตอนค่ำคืน โดยพวกเขาสามารถบันทึกภาพการปะทุสีแดงที่ดูคล้ายดอกไม้ไฟหรือแมงกะพรุนเรืองแสงระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดี (21 ส.ค.) ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ฟ้าผ่าแดงคือการคายประจุไฟฟ้าขึ้นสู่ด้านบนแบบผิดปกติที่มีต้นกำเนิดมาจากพายุฝนฟ้าคะนอง แตกต่างจากกรณีฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้นหรือภายในเมฆทั่วไป โดยฟ้าผ่าแดงเกิดขึ้นเมื่อประจุไฟฟ้าจำนวนมากปลดปล่อยออกมารบกวนสนามไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศเบื้องบน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แสงสีแดงเรืองแสงเหนือพายุฝนฟ้าคะนอง.

ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

23 ส.ค. 2568 06:26 น.

ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

 ฮุน เซน โพสต์เดือด โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย ตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่า เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ.

FBI บุกค้นบ้าน-ออฟฟิศ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ

FBI บุกค้นบ้าน-ออฟฟิศ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ

23 ส.ค. 2568 06:09 น.

FBI บุกค้นบ้าน-ออฟฟิศ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ

เอฟบีไอเข้าตรวจค้นบ้านและสำนักงานของ “จอห์น โบลตัน” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว ที่หันมาเป็นศัตรูตัวฉกาจทรัมป์ คาดปมเอกสารลับ ขณะที่ทรัมป์ สบถเรียก “ไอ้เลว” แต่ยืนยันไม่ได้สั่งการ

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่สำนักสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เข้าค้นบ้านพักและสำนักงานของนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลชุดแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย่านเบเทสดา รัฐแมริแลนด์ และที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

โดยคาดว่าปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเอกสารลับ ซึ่งเขายังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อกรณี แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอาญา และไม่มีการควบคุมตัว  

ทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งการบุกค้นในครั้งนี้ แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาไม่อยากเข้าไปยุ่ง ขณะเดียวกันนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ระบุว่า เอกสารลับเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน พร้อมบอกว่ามี ความกังวลเกี่ยวกับนายโบลตัน แต่ยืนยันเอฟบีไอจะดำเนินคดี ก็ต่อเมื่อพบหลักฐานว่าเขาทำผิดกฎหมายจริง ไม่ใช่เพราะการเมือง

ที่ผ่านมานายโบลตัน ลาออกจากรัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ในปี 2562 และหันมาเป็นศัตรูการเมืองคนสำคัญของอดีตเจ้านาย โดยทำเนียบขาวสมัยทรัมป์ เคยกล่าวหานายโบลตันว่า เปิดเผยข้อมูลลับในหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ The Room Where It Happened ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2563 และวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง ถึงขั้นระบุว่า “หลักฐานมหาศาลชี้ชัดว่าทรัมป์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดี” และต่อมาคดีแพ่งที่กระทรวงยุติธรรมฟ้องโบลตันในสมัยนั้นถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2564

 ล่าสุดเขายังออกมาวิจารณ์การบริหารสงครามยูเครน-รัสเซียของรัฐบาลทรัมป์อย่างเปิดเผย ขณะที่การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเมืองสหรัฐฯ ที่เดือดระอุ หลายฝ่ายมองว่าเป็นอีกสมรภูมิที่แสดงให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างทรัมป์กับอดีตผู้ช่วยระดับสูงที่แตกหักจนกลายเป็นศัตรู.

UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด

UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด

22 ส.ค. 2568 23:04 น.

UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด

ยูเอ็นประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” มีคนอดตายแล้ว 2 ศพในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ยอดตายจากการโจมตีอิสราเอลพุ่งเกิน 62,000 ศพ ชี้นี่คือ “ความล้มเหลวของมนุษยชาติ”

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ประกาศว่า ฉนวนกาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย (Famine) อย่างเป็นทางการ หลังมีรายงานว่าชาวปาเลสไตน์ 2 คนเสียชีวิตจากความอดอยากภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกาซา ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลอีก 71 ศพทั่วฉนวนกาซา

โดยหน่วยงานระบบการจัดระดับความมั่นคงทางอาหารแบบบูรณาการ (Integrated Food Security Phase Classification -IPC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากยูเอ็น ระบุว่า ประชาชนกว่า 500,000 คน ในกาซากำลังเผชิญ “ความอดอยาก ความยากไร้ และความตาย” โดยมีการยืนยันว่าภาวะทุพภิกขภัยเกิดขึ้นจริงในเมืองกาซาซิตีและพื้นที่โดยรอบ และมีแนวโน้มลุกลามไปยังพื้นที่อื่นในเดือนหน้า

ทางด้านนายอันโตนิโอู กูเตียร์เรส เลขาธิการยูเอ็น กล่าวว่า วิกฤตการณ์ในกาซาถือเป็นความล้มเหลวของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่พื้นที่โดยไม่จำกัด

ขณะเดียวกัน นายมาร์ติน กริฟฟิทส์ อดีตหัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมยูเอ็น และผู้อำนวยการองค์กรกลางด้านการไกล่เกลี่ยสากล (Mediation Group International) กล่าวว่า การประกาศครั้งนี้เป็น อาชญากรรมอันเลวร้ายที่มนุษย์สร้างขึ้น  พร้อมโจมตีว่าชาติตะวันตกล่าช้าเกินไปในการตอบสนองต่อการกระทำของอิสราเอลในกาซา และตั้งคำถามว่า อีกเท่าไรที่รัฐบาลโลกจะลงมือจริงจังตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่สั่งห้ามการขายอาวุธให้อิสราเอล และให้สอบสวนการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น

ขณะที่เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะขาดสารอาหาร เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์รายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกาซาซิตีกับลูกชายสองคน เปิดเผยว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะขาดสารอาหาร พวกเขาไม่ได้กินอาหารเช้า เด็กหลายคนเวียนหัวเพราะความหิว

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 การโจมตีของอิสราเอลในกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 62,263 ศพและบาดเจ็บกว่า 157,365 คน ขณะที่อิสราเอลสูญเสียประชาชนไป 1,139 ศพและถูกจับตัวเป็นเชลยกว่า 200 คน

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลปฏิเสธรายงานของยูเอ็น โดยอ้างว่า “กาซาไม่ได้เผชิญภาวะทุพภิกขภัย” และกล่าวหาว่าข้อค้นพบทั้งหมด “เป็นคำโกหกของฮามาส” พร้อมยังคงไม่อนุญาตให้องค์กรสื่อสากล รวมถึง BBC เข้าพื้นที่กาซาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ.

จากป่าสู่แก้วกาแฟ! กษ.ผนึกกำลังขับเคลื่อน ‘กาแฟคุณภาพภาคเหนือ’

จากป่าสู่แก้วกาแฟ! กษ.ผนึกกำลังขับเคลื่อน ‘กาแฟคุณภาพภาคเหนือ’

จากป่าสู่แก้วกาแฟ! กษ.ผนึกกำลังขับเคลื่อน ‘กาแฟคุณภาพภาคเหนือ’

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

กระทรวงเกษตรฯ เปิดโครงการ ‘กาแฟไทย เติบโตไปกับป่า สร้างคุณค่าให้โลก’ ยกระดับเกษตรกรสู่การผลิตที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดงาน ‘กาแฟไทย เติบโตไปกับป่า สร้างคุณค่าให้โลก’ ขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกาแฟไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการกำหนดพื้นที่เป้าหมายนำร่อง 1,000 ไร่ เพื่อส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การยกระดับกาแฟครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเพิ่มผลผลิต แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่สูง มีโอกาสเข้าถึงตลาดและเป็นเจ้าของกิจการของตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือระหว่าง 36 หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

‘เรามีเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือนให้เข้าสู่ระบบการผลิตกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยวันนี้เราได้นำร่องด้วยการมอบต้นกล้ากาแฟพันธุ์อะราบิกาคุณภาพดีกว่า 66,900 ต้น พร้อมองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ’ นายอัครา กล่าว

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมภายในงานมุ่งให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่สำคัญอย่าง อ.แม่แจ่ม และ อ.แม่วาง โดยครอบคลุมตั้งแต่การเพาะกล้า การจัดการดิน การบริหารศัตรูพืช ไปจนถึงวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงความรู้เสริมด้านการตลาดและอาชีพบาริสต้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิต

ปัจจุบันความต้องการบริโภคกาแฟในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ โดยในปี 2567/68 ประเทศไทยมีผลผลิตเพียง 14,665 ตัน ในขณะที่ความต้องการบริโภคสูงถึง 96,794 ตัน ดังนั้น การส่งเสริมและพัฒนากาแฟจึงเป็นโอกาสสำคัญของภาคเกษตรไทย

การขับเคลื่อนครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการผลิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังให้เกิดระบบการผลิตที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศในอนาคต ///-026

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.18 น.

มข.เปิดตัวนวัตกรรม ‘เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์’ ต่อยอดเกษตรอัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต-ปลอดภัย

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สกนช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ต้นแบบระบบพ่นปุ๋ยน้ำและสารเคมีแบบอัตโนมัติสำหรับติดตั้งพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์” ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับการทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลแปลงอ้อยในประเทศไทย

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้คิดค้นและพัฒนาระบบนี้ เปิดเผยว่า นวัตกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนแรงงานและเวลา เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยในการทำงานของเกษตรกร โดยระบบถูกออกแบบมาสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก 25-30 แรงม้า ซึ่งเป็นรุ่นที่เกษตรกรนิยมใช้งานอย่างแพร่หลาย

จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือแขนพ่นที่สามารถกางได้กว้างถึง 180 องศา และปรับระดับความสูงให้เหมาะกับความสูงของต้นอ้อยและพืชอื่นๆ ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมจากตำแหน่งคนขับ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยม

ในด้านสมรรถนะ ระบบนี้มาพร้อมถังบรรจุขนาด 200 ลิตร สามารถพ่นได้ประมาณ 5 ไร่ต่อการเติม 1 ครั้ง และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 6.5 ลิตรต่อชั่วโมง

ล่าสุด ได้มีการส่งมอบเครื่องต้นแบบให้กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง 4 ภาค ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชลบุรี และอุดรธานี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้าศึกษาดูงานและทดลองใช้งานจริง

โดย รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นวัตกรรมนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยให้ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อศูนย์ฯ ในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเข้าชมและขอรับคำแนะนำได้แล้ววันนี้ ///-026

30 ปี ‘12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025’ วิ่งเพื่อแม่ อบอุ่นหัวใจ สร้างสุขภาพดีทั่วกรุง

30 ปี  ‘12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025’ วิ่งเพื่อแม่ อบอุ่นหัวใจ สร้างสุขภาพดีทั่วกรุง

30 ปี ‘12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025’ วิ่งเพื่อแม่ อบอุ่นหัวใจ สร้างสุขภาพดีทั่วกรุง

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท้องฟ้ายามเช้าของกรุงเทพฯ ในวันแม่แห่งชาติปีนี้ ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของเสื้อวิ่ง เสียงเชียร์ และรอยยิ้มของนักวิ่งทั้งไทยเทศกว่า 7,000 คน ที่มารวมตัวกัน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ในงาน “12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025” ครั้งที่ 30 งานวิ่งเพื่อแม่ ที่จัดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมพลังเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ตลอด 3 ทศวรรษ งานวิ่งเพื่อแม่นี้ไม่เพียงแต่เป็นสนามวิ่งที่ท้าทาย แต่ยังเป็นเวทีแห่งการแสดงความรักความผูกพันในครอบครัว โดยใช้โอกาสพิเศษของวันแม่ ในการทำกิจกรรม “วิ่งเพื่อแม่” ร่วมกัน ในครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักในการจัดงานตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนกรุง โดยรายได้ หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด มอบให้ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อมะเร็งเต้านม) และ สภากาชาดไทยในทุก ๆ ปี

บรรยากาศงานวิ่งเริ่มด้วยพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามด้วยพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และปล่อยตัววิ่งในระยะต่า ๆ ทั้งหมด 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ 21.1 กม., 10 กม., 6 กม. และสำหรับระยะ 1.8 กม. มีศิลปินจาก GMMTV ได้ร่วมเดิน-วิ่งการกุศล โดยในทุกๆ รอบของการวิ่ง ผู้จัดงานจะบริจาค 10,000 บาท ให้แก่ “ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” สภากาชาดไทย

แต่สิ่งพิเศษที่มากกว่าการวิ่งคือทุกคนที่เข้าเส้นชัยได้รับเหรียญที่ระลึกออกแบบเฉพาะปี 2025 เป็นรูปพวงมาลัยดอกมะลิ และดอกมะลิสด  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความกตัญญูต่อแม่ สำหรับนักวิ่งที่ทำเวลาสุดยอดในแต่ละรุ่นยังได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุด และพิเศษในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ทางคณะผู้จัดงานยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมในสถานที่จริงวิ่งผ่าน Virtual Run สะสมระยะจากที่ใดก็ได้ และบริการถ่ายภาพอัตโนมัติ Fotobots X Fast Upload ที่ใช้เทคโนโลยี AI อัปโหลด  ภาพทันที  ทำให้ทุกความประทับใจถูกแชร์ต่อในโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่พิเศษ อย่างมากที่เราได้ฉลองครบรอบ 30 ปี ของงาน 12 สิงหา ฮาล์ฟมาราธอน กรุงเทพฯ หรือ ‘Run For Mom’  ซึ่งถือเป็นงานวิ่งเพื่อแม่ที่จัดต่อเนื่องและยาวนานที่สุดในประเทศไทย เราจึงตั้งใจมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้ง Mom Run Club การเปิดโอกาสให้นักวิ่งได้วิ่งผ่าน Virtual Run รวมถึงการนำระบบ AI มาใช้ในการถ่ายภาพให้นักวิ่งทันที ปีนี้เรามีนักวิ่งกว่า 7,000 คน ซึ่งเกินความคาดหมายอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของผู้คนที่มีต่องานนี้ สำหรับผม ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้วัดแค่ตัวเลขนักวิ่ง แต่คือการได้เห็นคนทุกเพศทุกวัยมาร่วมวิ่ง สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความอบอุ่นอย่างแท้จริง ทำให้งานนี้ไม่เพียงเป็นงานวิ่งในตำนาน แต่ยังเป็นเวทีรวมพลังรักในครอบครัวที่นักวิ่งมืออาชีพ มือใหม่ เซเลป และคนดัง ต่างตั้งตารอคอย และไม่พลาดทุกปี”

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “งานวิ่งเพื่อแม่ถือเป็นงานวิ่งประจำปีที่นักวิ่งต้องมาทุกปี และถือเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ท่านทรงพระราชกรณียกิจมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะทำให้ได้มาออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ กทม. ที่พยายามจัดพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพให้ดีที่สุด และมีกิจกรรมกีฬาต่าง ๆ เพื่อให้คนได้มีกิจกรรมร่วมกัน”

พบกันอีกครั้งปีหน้ากับ “12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2026” ครั้งที่ 31  ในบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่นเช่นเคย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สธ.จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Service Plan Sharing’ ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม

สธ.จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Service Plan Sharing’ ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม

สธ.จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Service Plan Sharing’ ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Service Plan Sharing ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด “ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม” หรือ Advancing Smart Service Plan for the Next Generation of Holistic Healthcare”ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดนโยบายการพัฒนาระบบบริหารจัดการในรูปแบบ “เขตสุขภาพ” และ “ระบบบริการสุขภาพ (Service Plan)” เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ ตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน ครอบคลุม 26 สาขา โดยมีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ ระดับเขตสุขภาพ และระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนา “Service Plan Sharing” ครั้งที่ 11 พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “กระบวนทัศน์ใหม่ของระบบสาธารณสุขในทศวรรษถัดไป” ภายใต้แนวคิด ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม “Advancing Smart Service Plan for the Next Generation of Holistic Healthcare” การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน ประกอบด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลางและภูมิภาค วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย มหาวิทยาลัย ราชวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพ และบุคลากรสาธารณสุขจากทั่วประเทศ โดยมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการและนวัตกรรมจากทุกสาขา รวมถึงการมอบรางวัลผลงานวิชาการและนวัตกรรมดีเด่น จำนวน 51 รางวัล  และรางวัลต้นแบบการยกระดับบริการสุขภาพของหน่วยบริการในรูปแบบ SAP “SAP AWARD” ครอบคลุมทั้ง 6 ระดับ ได้แก่ ระดับ Premium Plus , Premium ,  Academy Plus ,  Academy, Standard Plus และ Standard โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ หน่วยบริการต้นแบบที่มีการดำเนินการตามรูปแบบ SAP โดดเด่น ระดับละ 3 รางวัล รวม 18 รางวัล

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบาย Service Plan มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบบริการทุกระดับอย่างครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราป่วย อัตราตาย ลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุขไทยให้มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมี 25 สาขา และในปีนี้ได้เพิ่มอีก 1 สาขา คือสาขาวิสัญญี นอกจากนี้ยังได้เน้นแนวทางการยกระดับบริการสุขภาพให้ทันสมัยและยั่งยืน ผ่านการสร้างระบบสุขภาพเชิงรุก เพิ่มการเข้าถึงบริการแบบมีส่วนร่วม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ และพลิกโฉมระบบสาธารณสุขให้ตอบสนองประชาชนได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ โดยใช้หลักการ “ท ท ท – ทำทันที ทำต่อเนื่อง ทำและพัฒนา”                                                                                        

การสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญ ที่ผู้บริหารและบุคลากรสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพ ได้มาร่วมกันกำหนดทิศทาง วางแผนบูรณาการการให้บริการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความสำเร็จจากแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละเขตสุขภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป

คุณแหน : 23 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 23 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 23 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ จัดกิจกรรม Health Fair ระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค. ที่ชั้น2 ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยในวันที่ 23 ส.ค. ครูต้อย-อุมาพร บัวพึ่ง จะมาร่วมให้ความรู้ในเรื่องดนตรีบำบัด “เพลงวัยเก๋า” เวลา 15.00-17.00น. เชิญลูกศิษย์ลูกหามากันให้ครบ…
  • ชาววัฒนาวิทยาลัยร่วมรำลึกถึง ต้นสกุล “เศวตศิลา” ผู้วางรากฐานการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านราชการและวิชาการ มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5…
  • ขอแสดงความยินดีกับคู่สมรสที่ครองรักยืนนานอยู่ยั้งยืนยง เห็นตัวเลขแล้วต้องยกนิ้วโป้งให้ ได้แก่ ครบรอบงานสมรส ดร.อาทิตย์ – บุญนำ อุไรรัตน์ ที่ครองคู่กันมา 59 ปี…อีกคู่ โชคดี – จำนง ศรัณย์พิพัฒน์ ร่วมชีวิตกันมา 46 ปีแล้ว…ชีวิตน่านิยมแท้เทียว…
  • แม้วัยล่วง70 ตอนปลายแต่ ศิริพงษ์ ทิณรัตน์ ยังขยันขันแข็งในหน้าที่ที่ โรงเรียนอนุบาลมณียา ท่าอิฐ นนทบุรี จนทุกวันนี้…เชื่อแล้วว่าขยันจริง…
  • มิวสิคัล อมตะ ”Phantom of The Opera” หลายคนจองบัตรล่วงหน้ามานาน เพิ่งได้ชมกัน อาทิ มธุรส โอสถานนท์ ,รัตนาภรณ์ เกษมอมรลักษณ์ จับคู่เพื่อนเลิฟ ดวงพร ศรีตุลานนท์ ส่วน เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ ไปกับเพื่อนๆราชินี จัดที่เมืองไทยรัชดาลัย…
  • ช่วงนี้ เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ มีทริปที่รัสเซีย มีเพื่อนรักราชินี 62 อดีต ออท.สเปน อัจฉรา เสรีบุตร พร้อมเพื่อนๆจากกระทรวงการต่างประเทศร่วมทริปสนุกสนาน…
  • ดำเนินชีวิตเป็นคนน่ารักเสมอต้นเสมอปลายกับทุกๆคน ทำให้ได้รับการชื่นชมอยู่เสมอ เธอคือ บุญลาภ ภูสุวรรณ แม้ว่าทุกเย็นจะต้องทำน้ำเต้าหู้ทานเอง แต่มากด้วยนำ้ใจ เนื่องจากมี ส.ว.วัย 80up อยู่แถวบ้าน เลยทำเผื่อเพื่อนบ้านด้วย ดังนั้น หากมีนัดช่วงเย็น เธอจะตอบรับด้วยความยินดีไปร่วมทุกงาน แต่มีข้อแม้ขอไปเลทหน่อยเท่านั้น…ช่างน่ารักและน้ำใจงามโดยแท้…
  • เพื่อนร่วมรุ่นสุทธิวราราม ที่อยู่หาดใหญ่ ทราบว่า อดีตผู้ว่าฯ ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย และ อดีตผู้ว่าฯ วันชัย สุทิน จะเดินทางไปนราธิวาส เพื่อร่วม เวิร์คชอป โครงการพระราชดำริ 21-23 สค.นี้ แม้อยากพบเจอตัวเป็นๆ แต่ด้วยเหตุที่ว่า เพื่อนทั้งสองมีภารกิจรออยู่อีกที่ กทม. และต้องเดินทางจากนราธิวาส 3 ชั่วโมง เพื่อมาขึ้นเครื่อง จึงนัดเพื่อนๆเจ้าถิ่นมาพบกัน ที่สนามบินหาดใหญ่ แทนนัดกันตามร้านอาหารทั่วไป…ไว้วันหน้าฟ้าใหม่ โอกาสอำนวยค่อยพบกัน…
  • ชื่นชมมากๆกับ ”มาดามรถถัง” นพรัตน์ กุลหิรัญ ผู้บริหารบริษัทไทยเสรีฯ จัดผลิตรถเกราะสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก มอบให้แก่กองทัพบกใช้ในราชการชายแดน พร้อมจัดช่างไปประจำ คอยแก้ไข หากรถที่มอบไป ขัดข้อง…มาดามรถถัง สมญานามที่ได้รับบอกว่า เราเป็นคนไทย รักชาติไทย ช่วยอะไรชาติได้ต้องช่วยกันๆไป…นี่แหละผู้ที่รักชาติอย่างจริงใจ…
  • ข่าวจริงที่น่าขนลุก…จากเพจสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมแจ้งข่าวว่า ชุดลาดตระเวนพบกับดักหลุมพรางเสียบไม้แหลม ริมชายแดนไทย-กัมพูชา ชุดลาดตระเวนของกองกำลังทหารไทยที่ออกปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบบริเวณแนวชายแดน ได้ตรวจพบ “กับดักไม้พันจี” ซึ่งเป็นอาวุธดัดแปลงจากยุทธวิธีในสมัยสงครามเวียดนาม ลักษณะของกับดักดังกล่าวเป็น “หลุมพรางลึก” ภายในปักทิ่มด้วยไม้ไผ่เหลาปลายแหลมชุบสารป้องกันการเน่า หรือบางส่วนอาจชุบยาพิษ เมื่อมีผู้เหยียบหรือพลัดตกลงไป ปลายแหลมจะพุ่งเสียบร่างกาย สร้างบาดแผลรุนแรงทันที อาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้…โลกแห่งสงคราม ทำให้มนุษย์เพิกเฉยจากการเป็นสัตว์ประเสริฐ คิด – ทำสิ่งที่โหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ถึงเพียงนี้ !!…

บารอนเนส

วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย จัดเวิร์คช้อป ‘พลังแห่งศิลป์’ สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านงานศิลป์

วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย จัดเวิร์คช้อป ‘พลังแห่งศิลป์’ สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านงานศิลป์

วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย จัดเวิร์คช้อป ‘พลังแห่งศิลป์’ สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านงานศิลป์

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศิลปะสร้างโลก! วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย เปิดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังแห่งศิลป์” สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านการเรียนรู้ศิลปะเชิงสร้างสรรค์

ท่ามกลางสถานการณ์ในปัจจุบันที่รายล้อมด้วยความไม่แน่นอน แม้อาจสร้างความกังวลและความหนักใจให้แก่ผู้คน ยังมีสิ่งหนึ่งที่คอยเป็นแสงสว่าง โอบอุ้มหัวใจด้วยความสุข และมอบพลังแห่งความบันเทิงใจ นั่นคือ “ศิลปะ” เพราะศิลปะไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสรรค์ที่งดงาม แต่ยังเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึก และมอบมุมมองที่หลากหลายให้แก่ชีวิต ทั้งเสียงดนตรี งานเขียน ภาพวาด หรือการแสดงที่ล้วนสร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงจุดประกายสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ผู้คนอย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะอายุ เพศ เชื้อชาติ หรือแม้แต่ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย ศิลปะยังคงเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้เสมอ

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์

เช่นเดียวกับโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังแห่งศิลป์” (The Power of Art) กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้เกิดความสามารถหลากหลายมิติด้วยทักษะด้านศิลปะ อันเป็นการสร้างรากฐานสำคัญในการพัฒนาจิตใจ และสามารถพัฒนาไปสู่การยกระดับด้านอาชีพได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของคนพิการและผู้ด้อยโอกาสแต่ละบุคคลได้อย่างหลากหลายและยั่งยืน โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือของคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และคณะอนุกรรมาธิการกิจการผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All)

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา และประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) กล่าวว่า มูลนิธิฯ ดำเนินงานมา 30 ปี หรือ 3 ทศวรรษ ในการพัฒนาผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสแบบองค์รวม โดยมีแนวคิดให้คนตาบอดเป็นปาก คนหูหนวกเป็นตา ผู้ขาดแขนขาแต่มีสติปัญญาเป็นสมอง และคนปัญญาอ่อนที่ร่างกายสมบูรณ์เป็นแรงกาย ผ่านการประสานงานโดยคนไม่พิการที่มีจิตใจงดงาม โดยเชื่อว่า 5 คนรวมกันเป็น 1 อัจฉริยะ ทั้งนี้ ศ.ดร.ชาญณรงค์ ยังเน้นย้ำว่า การเรียนรู้ศิลปะจะทำให้เกิดความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สำหรับโครงการดังกล่าวมีการจัดกิจกรรม ณ สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา และนิทรรศการด้านศิลปะ รวมถึงจัดค่ายศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ ณ มูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจากนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ และนางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ รวมถึงมีเยาวชนเข้าร่วม 160 คน ตลอดจนอาสาสมัคร ครูอาจารย์ ผู้ปกครองและชาวอาเซียน เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ค่ายศิลปะดังกล่าวมีทั้งหมด 13 ฐานกิจกรรม เช่น การวาดภาพสีน้ำ การประดิษฐ์เดโคพาร์ท การสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ รวมถึงดนตรีและนาฏศิลป์ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ศิลปกรรมทุกชนิดและทุกแขนง รวมถึงได้ทราบว่าตนเองมีศักยภาพใดเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดตนเองต่อไป

นอกจากนี้ ภายในค่ายฯ ยังเปิด “ตลาดมอญ” หรือ “มอญ Market” โดยได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นประธานในพิธี กิจกรรมนี้ยังมีเพื่อธำรงรักษาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น และเป็นการส่งเสริมพื้นที่คลองสามวาที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตของชาวไทยมอญไว้ ซึ่งผู้เยี่ยมชมจะได้ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านหายากที่สืบทอดตำรับมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ข้าวตอกตั้ง ขนมเหนียว แกงมะตาด และหมี่กรอบชาวมอญ ตลอดจนสัมผัสเสน่ห์ของงานหัตถกรรมที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น ธงตะขาบ สไบและผ้าถุงแบบชาวมอญ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของวิถีวัฒนธรรมมอญที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) เกิดขึ้นจากการริเริ่มบุกเบิกและทุ่มเทของ ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ โดยมีแนวคิดว่ามนุษย์ประกอบด้วยกาย ปัญญา และจิตใจ หากกีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาร่างกายและการศึกษาช่วยพัฒนาสติปัญญา “ศิลปะ” จึงเป็นสิ่งจรรโลงใจที่เปี่ยมด้วยความสุขและศานติ โครงการนี้ใช้ศิลปะกล่อมเกลาจิตใจและปลูกฝังคุณธรรมผ่านการเรียนรู้ร่วมกันโดยรวมบุคคลที่มีประสบการณ์ทางร่างกายที่แตกต่างกันให้เป็นเงาสะท้อนความคิดและจิตวิญญาณ จนเกิดแนวคิด “ห้าคนรวมเป็นหนึ่งอัจฉริยะ” ที่เป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการ

ผลงานของ Art for All ได้พัฒนาขยายจากศิลปะเพื่อเยาวชนสู่ศิลปะเพื่อผู้ต้องขังในเรือนจำ ตามพระราชดำริ และกลายเป็นแหล่งความรู้ที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมเรียนรู้ พัฒนาคุณธรรมและทักษะชีวิต ภายใต้ปรัชญา “ก้าวข้ามขีดจำกัด” ซึ่งช่วยให้เกิดเครือข่ายด้านศิลปะเพื่อพัฒนามนุษย์ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในการดูแลกลุ่มเปราะบาง ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ Art for All ได้ที่ https://www.artforallfoundation.com/

สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) ได้ที่ https://www.artforallfoundation.com/