บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของกัมพูชา และเป็นแหล่งรายได้หลักของเกษตรกรจำนวนมาก การปิดชายแดนและมาตรการควบคุมการนำเข้าของไทยที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระ ทบอย่างรุนแรงต่อการเพาะปลูกมันสำปะหลังของกัมพูชา

จากความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดน เมื่อรัฐบาลกัมพูชาออกคำสั่งห้ามนำเข้าผักผลไม้จากไทย ส่งผลให้เกษตรกรฝั่งไทยได้รับความเดือดร้อนเพียงไม่กี่วัน กระทรวงพาณิชย์ไทยก็ตอบโต้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 โดยสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องเกษตรกรไทย รักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ควบคุมคุณภาพ ป้องกันการสวมสิทธิ และสกัดการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง  และต่อมาก็มีการสั่งปิดพรมแดนไทย กัมพูชาตลอดแนว ห้ามรถบรรทุกและคนผ่านเข้าออก

1. แหล่งผลิตและราคา

แหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญของกัมพูชาส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดติดชายแดนไทย อาทิ พระตะบอง, บันเตียเมียนเจย, อุดรมีชัย, เสียมราฐ, และโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินและภูมิอากาศเหมาะสมกับการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาจะผันผวนขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการรับซื้อจากโรงงานแปรรูปในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกมันสำปะหลังดิบของกัมพูชา

2. ผู้ผลิตและพื้นที่เพาะปลูก

มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในกัมพูชาหลายแสนคน โดยเฉพาะในจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งหลายครอบครัวมีรายได้หลักจากการเพาะปลูกพืชชนิดนี้ ขนาดของพื้นที่เพาะปลูกแตกต่างกันไปตั้งแต่รายย่อยไม่กี่ไร่ไปจนถึงเกษตรกรขนาดใหญ่หลายร้อยไร่

3. การนำไปใช้และสถานที่แปรรูป

มันสำปะหลังของกัมพูชาส่วนใหญ่จะถูกนำไปแปรรูปเป็น มันเส้น และ มันอัดเม็ด เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แป้งมันสำปะหลัง และเอทานอล โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่ติดชายแดนกัมพูชา เช่น สระแก้ว, บุรีรัมย์, และสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีโรงงานแปรรูปในประเทศเวียดนามและบางส่วนในกัมพูชาเอง แต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตทั้งหมด

4. เส้นทางการส่งออก

มันสำปะหลังกัมพูชาถูกส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลักๆ คือ ไทย เวียดนาม และจีน โดย  กว่าร้อยละ 90 ของผลผลิตถูกส่งมายังประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี   ช่องทางการส่งออกที่สำคัญที่สุดคือผ่าน ด่านพรมแดนทางบก กับประเทศไทย ด่านที่สำคัญได้แก่ ด่านปอยเปต-คลองลึก (สระแก้ว), ด่านโอเสม็ด-ช่องจอม (สุรินทร์), และด่านพนมเปญ-บ้านแหลม (จันทบุรี) การส่งออกไปยังเวียดนามจะผ่านด่านทางบกในภาคตะวันออกของกัมพูชา ส่วนการส่งออกไปจีนมักจะผ่านเวียดนามหรือขนส่งทางเรือผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์

5. ความเดือดร้อนจากการปิดด่านและการควบคุมการนำเข้า

เมื่อประเทศไทยประกาศปิดด่านพรมแดน หรือใช้มาตรการควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังอย่างเข้มงวด เช่น การจำกัดโควตา หรือกำหนดเงื่อนไขที่ซับซ้อน จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้างต่อเกษตรกรกัมพูชา:

•             ราคาตกต่ำ: เมื่อไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดหลักในไทยได้ ปริมาณมันสำปะหลังที่ล้นตลาดภายในประเทศจะทำให้ราคาตกต่ำอย่างมาก บางครั้งถึงขั้นไม่คุ้มทุนในการเก็บเกี่ยว

•             ผลผลิตเน่าเสีย: มันสำปะหลังเป็นพืชที่เน่าเสียได้ง่ายหากเก็บไว้นาน เกษตรกรต้องเร่งระบายผลผลิต ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

•             ภาระหนี้สิน: เกษตรกรที่กู้ยืมเงินมาลงทุนในการเพาะปลูกต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้

•             การว่างงาน: อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น แรงงานขนส่ง และพ่อค้าคนกลาง ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการค้า

6. แนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด ซึ่งรวมถึง:

•             เจรจากับไทย: มีการเจรจากับทางการไทยเพื่อขอให้เปิดพรมแดน

•             ส่งเสริมการแปรรูปในประเทศ: รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในการสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต

•             หาตลาดใหม่: พยายามขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เช่น จีน เวียดนาม และประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อกระจายความเสี่ยง

•             พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมและระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออก

•             สนับสนุนเกษตรกร :  ให้คำแนะนำด้านเทคนิคการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเบื้องต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิตและลดการเน่าเสีย

โดย สุริยพงศ์

Thailand Biennale Phuket 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

Thailand Biennale Phuket 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

Thailand Biennale Phuket 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต สมาคมศิลป์ภูเก็จ เทศบาลนครภูเก็ต และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 20 องค์กร จัดงาน Welcome Opening – Thailand Biennale Phuket 2025 หรือมหกรรมศิลปะร่วมสมัย ครั้งที่ 4 โดยมี โสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวเปิดงาน และ ศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวต้อนรับ ณ บริเวณพื้นที่ลานมังกร จนไปถึงแยกธนาคารชาร์เตอร์ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา

บรรยากาศภายในงานเปิดตัวเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตา เริ่มต้นด้วยขบวนพาเหรดศิลปะที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูเก็ต ตามมาด้วยการแสดงชุด “Home of Peranakan” และการฉายวิดีโอพรีเซนเทชันแนะนำศิลปินนานาชาติกว่า 65 คน ก่อนจะเปิดเวทีด้วยการแสดงศิลปะสุดพิเศษชุด “The Journey of Andaman” และ “Island Opera (Viva La Vida)”  และไฮไลต์ของงาน คือ การเปิดตัวศิลปินระดับโลก 22 คน โดยมีเยาวชนภูเก็ตในชุดเพอรานากันร่วมแสดงนำ พร้อมพิธีส่งมอบ “กุญแจเมือง” จาก โสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มอบผ่าน เกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเริ่มต้นเทศกาลศิลปะนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้

Thailand Biennale, Phuket 2025 นับเป็นเวทีสำคัญในการเฉลิมฉลองศิลปะระดับโลก เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เข้ากับอัตลักษณ์เฉพาะของภูเก็ต สร้างทั้งคุณค่าทางศิลปะและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

โซเชียลญี่ปุ่นอินจัด! ถล่ม’ลิซ่า’หลังปล่อยภาพแนบชิดพระเอกชื่อดัง รุมสาปใช้เงินสนองนี้ดตัวเอง

โซเชียลญี่ปุ่นอินจัด! ถล่ม'ลิซ่า'หลังปล่อยภาพแนบชิดพระเอกชื่อดัง รุมสาปใช้เงินสนองนี้ดตัวเอง

โซเชียลญี่ปุ่นอินจัด! ถล่ม’ลิซ่า’หลังปล่อยภาพแนบชิดพระเอกชื่อดัง รุมสาปใช้เงินสนองนี้ดตัวเอง

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

23 สิงหาคม 2568 เรียกว่ากลายเป็นดราม่าเดือดหลังจากศิลปินชื่อดังระดับโลก ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ปล่อยshort film MV เพลงใหม่ ‘DREAM’ ในอัลบั้ม Alter Ego ได้เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกทั้งเพลง รวมถึงเนื้อหาในหนังสั้นที่ ‘ลิซ่า’ ได้ดึงตัว พระเอกชื่อดังชาวญี่ปุ่น ‘เคนทาโร่ ซาคากุจิ’ โดยภายในหนังสั้นมีฉากโรแมนติก มวลความรักอบอุ่นที่ทั้ง 2 ได้ถ่ายทอด

ซึ่งหลังจากนั้นทาง ‘ลิซ่า ลลิษา’ ได้ออกมาปล่อยภาพเบื้องหลังในหนังสั้นเพลง ‘DREAM’โดยเฉพาะภาพฉากบนเตียงนอนสุดน่ารัก ที่ทั้งพระเอก-นางเอกทั้ง 2 คน นอนแนบชิดกันบนเตียง ซึ่งเรียกว่าภาพนี้ทำเอาโซเชียลญี่ปุ่นถึงกับลุกฮือพร้อมตั้งคำถามว่า ทั้ง 2 คนที่ใกล้ชิดนั้นเกินบทบาทนักแสดงหรือไม่?? โดยโซเชียลญี่ปุ่นได้ถกเถียงกันสนั่นถึงภาพดังกล่าวนี้อย่างรุนแรงใส่ ‘ลิซ่า ลลิษา’ ซึ่งโพสต์หนึ่งในแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ที่กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว เพราะได้โพสต์โจมตีไปถึง ‘ลิซ่า’ ระบุว่า “ดูยังไงก็เหมือนว่าลิซ่าใช้เงินสนองความอยากของตัวเอง 555”

ซึ่งหลังจากที่ผู้ใช้เอ็กซ (X)ได้ออกมาโพสต์ข้อความนี้ออกไปนั้นก็สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนคลับของ ‘ลิซ่า’ โดยเฉพาะชาวไทยที่ออกมาตอบโต้ทันควัน พร้อมปกป้องลิซ่าจากคำวิจารณ์ที่พวกเขามองว่าเกินขอบเขตและไม่ให้เกียรติในฐานะศิลปินระดับโลก โดยบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ได้สาดคอมเมนต์ทั้งบวกและลบกันดุเดือด

อีกทั้งยังมีโพสต์ของผู้ใช้เอ็กซ์ (X) ได้ออกมาโพสต์อีกว่า  “ลิซ่า สมาชิกวง K-POP ชื่อดัง BLACKPINK ร่วมแสดงมิวสิกวิดีโอกับนักแสดงญี่ปุ่น ซากากุจิ เคนทาโร ทั้งคู่รับบทเป็นคู่รัก แต่ในจังหวะที่ดูเหมือนกล้องไม่ได้ถ่าย ลิซ่ากัดแขนซากากุจิเพื่อหยอกเล่น ชาวญี่ปุ่นบางคนออกมาอ้างว่า การกัดแขนนอกการถ่ายทำเป็นการคุกคามทางเพศ! ชาวไทยเลยระเบิดความเดือดเลย (สถานการณ์ตอนนี้)” โดยโพสต์ดังกล่าวแนบภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ ซึ่งจนถึงตอนนี้มีผู้เข้าชมถึง 28.8 ล้านครั้ง  โดยโพสต์ดังกล่าวมีการแชร์ภาพ ลิซ่า และ เคนทาโร่ ซาคากุจิ แนบชิดบนเตียง และกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดของโซเชียลญี่ปุ่น ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นความสนิทสนมเกินบทบาทจนถึงขั้นเรียกว่าการคุกคามทางเพศจากฝั่งลิซ่าเลยทีเดียว

โดยทางฝั่งโซเชียลญี่ปุ่นในขณะนี้แห่คอมเมนต์กันอย่างดุเดือด หลายคนแสดงอารมณ์หวงไปยังพระเอกหนังสั้นของลิซ่าอย่าง ‘เคนทาโร่ ซาคากุจิ’ โดยโซเชียลญี่ปุ่นได้แห่ออกมาคอมเมนต์เดือดๆ อาทิเช่น ดูยังไงลิซ่าก็ชอบซาคากุจิ , การกัดแขนตอนที่ไม่ได้ถ่ายทำ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? , นี่มันไม่ใช่แค่แสดงเป็นแฟนแล้ว มันเหมือนเป็นแฟนจริงๆ 

ผู้สื่อข่าวช่อง 8 คว้ารางวัล ‘Asean International Leadership Award 2025’

ผู้สื่อข่าวช่อง 8 คว้ารางวัล 'Asean International Leadership Award 2025'

ผู้สื่อข่าวช่อง 8 คว้ารางวัล ‘Asean International Leadership Award 2025’

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ในเครือ อาร์เอส กรุ๊ป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวคุณภาพที่ถูกต้อง รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ พร้อมสร้างผลงานระดับนานาชาติ ล่าสุด นายกฤษฎากร ภูกาบเงิน ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม (ภาคสนาม) ข่าวออนไลน์ช่อง 8 สร้างชื่อเสียงให้วงการสื่อไทย คว้ารางวัล Asean International Leadership Award 2025 สาขาผู้มีความเป็นเลิศด้านสื่อสารมวลชน นักข่าว, นักประชาสัมพันธ์ในอาเซียนสู่สากล พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมูลนิธิคุ้มเกล้าเยาวชนคนสร้างชาติ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสมาคมวัฒนธรรมสยาม ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Asean International Leadership Award “รางวัลผู้นำระดับอาเซียนสู่สากล” และ Asean International Youth Excellence Award “ผู้มีความเป็นเลิศระดับอาเซียนสู่สากล” โดยมี พล.อ.จรัญ กุลวนิช เป็นประธานมอบรางวัล

กฤษฎากร ภูกาบเงิน กล่าวถึงความรู้สึกว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการคัดเลือกในฐานะนักข่าว รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นแรงบันดาลใจให้เดินหน้าทำหน้าที่สื่อที่มีคุณภาพ เพื่อนำเสนอข่าวสารไปยังประชาชนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และแม่นยำ ปีนี้นับว่าเป็นรางวัลที่ 2 ที่แม็กซ์ได้รับในฐานะผู้สื่อข่าวออนไลน์ช่อง 8 ขอขอบคุณผู้บริหารทุกท่าน เพื่อนร่วมอาชีพทุกคน ครอบครัว และคุณผู้ชมช่อง 8 ทุกคนที่ได้สนับสนุนและผลักดันมาโดยตลอด ขอฝากติดตามกันต่อสำหรับรายการสดสด ผ่านทุกช่องทางของข่าวออนไลน์ช่อง 8 แม็กซ์สัญญาว่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนให้ดีที่สุด”

‘หมอปลาย พรายกระซิบ’ เผยไม่ใช่หมอดู แต่เป็นหมอผีและร่างทรง เพราะเห็นผีตั้งแต่เด็ก!

‘หมอปลาย พรายกระซิบ’ เผยไม่ใช่หมอดู แต่เป็นหมอผีและร่างทรง เพราะเห็นผีตั้งแต่เด็ก!

‘หมอปลาย พรายกระซิบ’ เผยไม่ใช่หมอดู แต่เป็นหมอผีและร่างทรง เพราะเห็นผีตั้งแต่เด็ก!

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หมอปลาย พรายกระซิบ เผยไม่ใช่หมอดูแต่เป็นหมอผีและร่างทรง เพราะเห็นผีตั้งแต่เด็ก! และตอนไปบวชคิดว่าจิตจะสงบ แต่ความจริงมรสุมถาโถมทั้งป่วยซึมเศร้าและแพนิคทรมานที่สุดหมอปลายผ่านเหตุการณ์ที่ยากที่สุดนี้ได้อย่างไร พร้อมเผยความรัก 16 ปี ถูกคนรักขอให้เลิกเป็นหมอดู เพราะอาชีพนี้มันหลอกคน ญาณเทพกระซิบจับโป๊ะมือที่สามได้อย่างคาหนังคาเขา! ดูดวงความรักของคนอื่นได้ แต่เรื่องความรักของตัวเองนั้น!?

วันนี้หมอปลายมีอาชีพหลักเป็นหมอดู

ใช้ว่าเป็นหมอผีกับร่างทรงดีกว่าค่ะ

แล้วอะไรเป็นจุดที่พบว่าเรามีความแตกต่างหรือความพิเศษ

เราเห็นผีตั้งแต่เด็ก มีผู้หญิงมายืนตรงหน้าแล้วบอกว่าเราเป็นพระแม่กาลีนะ แล้วเคยตัวชาแล้วล้มตัวชาเหมือนคนที่เหมือนร่างทรง คือ หลับตาแล้วก็ร้องไห้แล้วก็คุมตัวเองไม่ได้ แต่ว่าในภาพก็คือเห็นเป็นผู้ชายมีงู แล้วอีกคนก็เป็นผู้หญิงขี่เสือแล้วก็มีมือเยอะๆคือเข้ามาในตาเราจำอะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

ตอนไปบวชที่ศรีลังกาเป็นยังไงบ้าง

หนักมากค่ะ ช่วงเวลาที่เราเป็นซึมเศร้า ทั้งแพนิคทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นที่โน้น เพราะว่าไม่คิดว่าการไปบวชจะทำให้ชีวิตมันทรมานขนาดนั้น ไฟดับ 11 ชั่วโมง ข้าวก็ไม่มี น้ำมันก็ไม่มีชาวบ้านก็ต้องมาขอข้าว ต้องขุดมันขึ้นมาต้ม สู้กับลิงเก็บมะพร้าวกินกัน มรสุมมันหนักมากๆหวาดผวาตลอดบางทีก็คิดเหมือนกันไม่อยากอยู่แล้ว

ในความรักที่หมอปลายขอเอาไว้ไปเจอเป็นยังไงเอ่ย

ที่สนามกีฬาเขาไปเตะบอล เราไปสอนเต้นก็เลยไปเจอกันก็เป็นความรักเพราะก็ยาว 16 ปี

เคยสักครั้งไหมที่เขามาถามเราว่าเราจะได้แต่งงานกันไหม

100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีเขาพูดคำเดียวว่าคุณหยุดทำอาชีพที่คุณทำอยู่มันหลอกคน

และในที่สุดความรักเป็นยังไงเอ่ย

จับได้คาหนังคาเขาเลยค่ะ มีเสียงผู้ชายพูดลุกขึ้นมาแล้วก็ชี้ไปที่โทรศัพท์ของเขา เราก็หยิบขึ้นมามันผู้หญิงคนละคนกับที่เห็นเมื่อวานนี่แล้วก็บอกว่าพี่อย่าลืมให้เงินเดือนหนูนะ ตายแล้วสองคนภายใน 24 ชั่วโมง เราก็เข้าไปในห้องน้ำนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว แต่ก็ยังไม่ได้เลิก

เวลาคนมาดูดวงกับเราเรื่องความรักเยอะไหม

ให้คำปรึกษาเรื่องความรักค่อนข้างหนัก เลิกไหม ทะเบียนสมรสจะจดหรือไม่จด ถามถ้าหมอปลายตอบเขาได้ ณ วันนั้นเราตอบสิ่งนี้ให้ตัวเองไม่ได้เหรอ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ปีนเกลียว’ 6/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'ปีนเกลียว' 6/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ปีนเกลียว’ 6/10

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ปีนเกลียว’ คือ หนังแอ็คชั่นส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เข้าฉาย 31 ธันวาคม 2536 งานของค่าย 138/1  น้องใหม่ใน‘ทีมเพชรพันนา’หนังโปรดที่อยู่ในของ แฟนหนังไทยหนังบู๊ขายสาย  เรียบๆ ง่ายๆ ทุนต่ำ เน้นโชว์ คิวบู๊ สวยๆ งามๆ ผลงานของ ทีมงานพันนา ฤทธิไกร ในช่วง ท้ายๆ ก่อนจะ เริ่มทำหนัง บู๊มีทุน ปีนเกลียว ดัน นักแสดงรุ่นเด็กๆ ที่ผ่านงาน มาจนคุ้นหน้ากันดี เขยิบขึ้นมาเป็นตัวเอก มี พันนา ฤทธิไกร กับ บรรลุ ศรีแสง มาเป็นตัวดัน ในบท ร้าย เพื่อให้ น้องๆ ได้โชว์ฝีมือปล่อยของเต็มที่ กำกับโดย อรนุช ลาดพันนาเรื่องราวของ ต้น, เอก, กด สามหนุ่มเพื่อนซี้ ที่จับตัว อ้นลูกสาวเสี่ยใหญ่ที่พยายามจะไล่ที่ชาวบ้าน ไปเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรอง ให้เลิกการขับไล่ จนถูกตามล่าจาก สมุนมือดีของเสี่ย ที่กำลังจะหักหลังเจ้านาย 

มาปีนี้ ‘ปีนเกลียว’ ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ โดดดัดแปลงเรื่องให้สนุกสนาน ตามยุคสมัย ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ งานกำกับชิ้นแรกของ อาเธอร์ เบญจกุล โดย ‘ปีนเกลียว’ เปลี่ยนเรื่องใหม่ ไม่ได้อิงจากต้นฉบับ แค่คง เส้นเรื่อง นายทุนยึดที่ยึดตลาดยึดชุมชน จาก หนองจอก มาเป็นพระโขนง กับชื่อตัวละครหลักๆ มาใช้ เอก, กด, อ้น, ริว, หวัง แค่นั้นเอง

ปีนเกลียว มาพร้อมกับความตั้งใจ พิถีพิถัน งานด้านโปรดักชั่น ดีงามไม่ได้ทำง่ายแบบผ่านๆ ทั้งงานด้านภาพ การจัดแสดง มุมกล้อง ทำให้ ภาพออกมาสวยงาม  ฉากแอ็คชั่น คิวบู๊ ชัดเจน ในการโชว์ลีลา ถึงเนื้อถึงตัว ชัดเจน ในการโชว์ลีลา คิวบู๊ในแนวสตั้นท์แมน ที่คุ้นกันดี แต่ไปๆ มาๆ  แม้จะดูตั้งใจ เห็นถึงความสามารถ การต่อสู้เฉพาะตัว แต่ มันดูง่าย ดูธรรมดา ดูน้อยไปสักนิด ไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ หรือ คิวบู๊ที่ตื่นตาตื่นใจ ลีลาพริ้วไหว คิวบู๊แนวขายสายเหมือนต้นฉบับ ดูธรรมดาไป

บทหนังยังดูอ่อนไปสักนิด ขาดลูกเล่น หลายช่วงดูโดดไปโดดมา ปมต่างๆดูง่ายไปนิด การเลือกที่จะเล่าเรื่องสลับไปมาเหมือนดูดี แต่ดูไร้พลัง ยิ่งภาพบนจอ มาแบบดื้อๆ แทรกแบบปุ๊บปั๊บ คนดูทั่วๆ ไปอาจจะสับสน ต้องชม ดนตรีประกอบ ที่ไพเราะ ในโทนเพลงร่วมสมัย ที่เก๋ไก๋คือ การใส่ เสียงระนาด เข้ามาเป็น ธีม ของ ตัวพระเอก

ตรี-ธิฐิธรรม แสงมณี เด่นกว่าคนอื่น ในบท เอก ที่มาครบทั้งดราม่า รัก แอ็คชั่น ดูกลมกลืน เล่นดีเป็นธรรมชาติ ลีลาคิวบู๊พริ้วไหว เป็นตัวจริงปล่อยของออกมาเต็มที่ กุ๊กกิ๊กก็ดูน่ารัก ดราม่ามาเต็มเรื่องนี้ดูโตขึ้น เล่นเก่งมากกว่า มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ กับ มนต์รักวัวชน ที่เล่นในชื่อ พลตรี แสงมณี ดูแล้ว หน้าตาท่าทาง การแสดง ถอดแบบ มนตรี แสงมณี ( เผ่าพันธุ์ พรพิสิฐ) พระเอกหนังบู๊ในอดีตมาแบบเต็มๆ

เมษา-พลอยปภัส คุณพรหม เป็น อ้น หรือ อรนุช ดูสบายๆ น่ารักๆๆๆ ทำให้หนังดูสดใส เน้นๆ กุ๊กกิ๊กๆ มีเจ็บตีวบ้าง เล็กๆ น้อยๆ (อรนุช คือ ลูกเล่นของหนัง ที่นำเอาชื่อ อรนุช ลาดพันนา ผู้กำกับต้นฉบับ มาใช้)

ว่าว-ศราวุธ ศิริเพชร ดูร้ายกับบท หวัง หัวหน้าคนร้าย ที่พยายามเน้น น้ำเสียง สีหน้าท่าทาง คิวบู๊ แบบโหดๆ 

เบิร์น-นฤพนธิ์ ฉิมพลีนภานนท์ เป็น กด เพื่อนรักของ เอก เป็นตัวที่คนดูน่าจะสงสาร น่าเสียดาย ที่ บทนี้ น่าจะใส่ อะไรๆ ให้ เล่นได้มากกว่านี้ 

ป๋อง- กฤตภาส จันทนะโพธิ รับบท ลุงป้อม พ่อของเอกนักทำระนาด ที่ดูไช่ ดูเป็นชาวบ้าน หัวอนุรักษ์ เน้นๆ ดราม่า ไม่เน้นบู๊ เจเจ-จักรกฤษณ์ กนกพจนานนท์ เป็น ริว คนสนิท หวัง มาในแนวบู๊ๆ 

ปีนเกลียว ไม่ใช่หนังเลวร้าย ไม่ใช่หนังไม่ดี อาจผิดหวัง ในเรื่องของแอ็คชั่นไปบ้าง แต่ก็ ดูได้เรื่อยสบายๆ ใน อารมณ์ ของ หนังแอ็คชั่นสไตล์ (สตั้นท์)แมน ๆ จากการนำเสนอของ คนรุ่นใหม่ ที่อาจจะไม่โดนใจ คอหนังแนวนี้รุ่นเก่าๆ 

ปีนเกลียว ดีงามดูลงตัว ในทุกๆ ส่วนก็แค่ ..ความสุข โดนใจยัง ไม่สนุก ไม่โดนใจ เมื่อเทียบกับ ปีนเกลียว 2536 แม้จะผ่านมา 32 ปี แล้วก็ยังสนุก ปีนเกลียว 2568 หนังแอ็คชั่น แบบไทยที่ใช้ระนาดเอก มาแบบเด่นๆ ทำให้ เป็นหนังซอฟพาวเวอร์ แบบชัดเจน มันส์ในระดับ 6/10 คะแนน

‘หนุ่ม-แท่ง’พาไหว้พระ’วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร’พร้อมอิ่ม อร่อยกับร้านอาหารทะเลบนเนินเขา

'หนุ่ม-แท่ง'พาไหว้พระ'วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร'พร้อมอิ่ม อร่อยกับร้านอาหารทะเลบนเนินเขา

‘หนุ่ม-แท่ง’พาไหว้พระ’วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร’พร้อมอิ่ม อร่อยกับร้านอาหารทะเลบนเนินเขา

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

“หนุ่ม-แท่ง” พาทัวร์ จ.ชลบุรี ชวนไหว้พระ “วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร” พร้อมไปชิมอาหารทะเล  ใน “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์”  วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคมนี้  

สัปดาห์นี้ รายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์”   โดย 2 พิธีกร หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ และแท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง พาไปเที่ยววัด “วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร”  พระอารามหลวงชั้นเอก ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะเป็นวัดที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก โปรดให้สร้างขึ้น  พลิกฟื้นผืนดิน
ที่แห้งแล้งจากไร่มันสำปะหลัง จนสวยงามขนาดนี้ บอกเลยว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาวจังหวัดชลบุรีเลยทีเดียว 

มาถึงวัดแห่งนี้ก็ต้องมากราบขอพรสมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์ ซึ่ง หนุ่ม-แท่ง  มีเคล็ดลับและวิธีการกราบไหว้แบบถูกต้องมาฝากเช่นเคย ว่ากันว่าใครที่ต้องการคู่ครอง ก็สำเร็จสมดังหวังกันมากมายเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังพาเที่ยวชมความสวยงามและสถานที่สำคัญรอบวัด  อาทิ  พระอุโบสถ, พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์, อริยาคาร,วิหารพระศรีอริยเมตไตรย, พระเจดีย์พุทธคยาจำลอง, พระมหามณฑปพุทธบาท ภปร. สก.ปิดท้ายแบบอร่อยตบโต๊ะที่  ร้านมุมอร่อย สาขาโคโม่  ซึ่งมีบรรยากาศที่สวยงามสไตล์ยุโรป ตั้งอยู่บนเนินเขา วิวสวย  ตกแต่งด้วยสไตล์อิตาลี ส่วนเมนูอาหารมีให้เลือกมากมาย อีกทั้งอาหารทะเลก็สดเรียกว่ายกทะเลมาอยู่ที่ร้านกันเลยทีเดียวโดย  หนุ่ม-แท่ง เผยถึงความประทับใจในวันนี้ว่า  “วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร เป็นวัดสวยงาม ยิ่งใหญ่ที่เป็นถึงพระอารามหลวงชั้นเอก อยู่ที่จังหวัดชลบุรี  ชลบุรีไม่ได้มีดีแค่ทะเล วัดสวยงามมาก รอให้แฟน ๆ รายการหนุ่มแท่ง อารามทัวร์มากราบไหว้ขอพรกันอยู่อีกหนึ่งวัดนะครับ” ไปเที่ยวพร้อมกับ หนุ่ม-แท่ง ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคมนี้  เวลา 13.20 น. ทาง ช่อง  7HD กด  35    และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้หนี้! ‘ทวี’ ชี้ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่ มุ่งฟื้นฟูมากกว่าลงโทษ

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้หนี้! 'ทวี' ชี้ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่ มุ่งฟื้นฟูมากกว่าลงโทษ

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้หนี้! ‘ทวี’ ชี้ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่ มุ่งฟื้นฟูมากกว่าลงโทษ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้หนี้! พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่ มุ่ง ‘ฟื้นฟู’ มากกว่า ‘ลงโทษ’ ครอบคลุมทั้งธุรกิจและประชาชน ย้ำกฎหมายใหม่ไม่ใช่แค่แก้คำ แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ 

23 ส.ค. 68 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่) พ.ศ. … ได้เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาประเด็นร่วมสมัยวิชาการ ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “นโยบายและกฎหมายของรัฐกับการแก้ไขกฎหมายฟื้นฟูกิจการธุรกิจและการฟื้นฟูฐานะบุคคลธรรมดา” ของสถาบันพระปกเกล้า โดยย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายล้มละลายครั้งใหญ่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤตหนี้สินของชาติ และเปิดโอกาสให้ผู้ประสบปัญหาทั้งภาคธุรกิจและประชาชนได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้สินของไทยอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยมีหนี้สินในระบบบังคับคดีรวมกว่า 18 ล้านล้านบาท และเมื่อรวมกับคดีล้มละลายที่มีมูลค่าหนี้กว่า 7.8 ล้านล้านบาท จะทำให้ยอดหนี้ในระบบยุติธรรมสูงถึง 25 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8 เท่าของงบประมาณประจำปีของประเทศ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความทุกข์และความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การสัมมนาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ถึง 23 ครั้ง และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 3 กันยายนนี้

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่เพียงการแก้ไขถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นการ “ปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายล้มละลายครั้งสำคัญ” ที่จะเปลี่ยนแนวคิดจาก “การลงโทษ” ไปสู่ “การฟื้นฟู” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจในอนาคต

[ขยายกลไกฟื้นฟูจากบริษัทใหญ่สู่ SMEs และประชาชน]

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กลไกการฟื้นฟูกิจการที่ใช้ในปัจจุบันประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น สายการบิน โรงแรม หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งช่วยรักษาการจ้างงานและทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่าการปล่อยให้ล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ยังไม่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีกว่า 3.2 ล้านราย และมีจำนวนกว่า 2.1 ล้านรายที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้ค้างชำระอย่างหนัก ร่างกฎหมายใหม่จึงมุ่งเปิดช่องทางให้ SME สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น ให้มีผล Automatic Stay หรือการพักชำระหนี้ทันทีที่ศาลรับคำร้อง และเปิดโอกาสให้ศาลมีอำนาจอนุมัติแผนฟื้นฟูได้แม้จะได้รับมติไม่ครบ หากเห็นว่ามีความเป็นธรรมและสมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังได้ “ขยายกลไกฟื้นฟูสู่บุคคลธรรมดา” เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม เช่น เกษตรกร ข้าราชการ หรือผู้ประกอบการรายเล็ก ที่มีหนี้สินเพื่อการดำรงชีพ ซึ่งหากปล่อยให้ล้มละลายจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ศักดิ์ศรี และครอบครัวโดยตรง

[หลักการสำคัญของกฎหมายใหม่: สร้างโอกาสครั้งที่สอง]

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงหลักการสำคัญของร่างกฎหมายใหม่นี้ โดยมุ่งเน้นที่การ “สร้างโอกาสครั้งที่สอง” ให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้สินอย่างสุจริต:

* ขยายกลไกฟื้นฟูสู่บุคคลธรรมดา: เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาที่สุจริตและมีรายได้ต่อเนื่องสามารถยื่นขอฟื้นฟูได้
 * แยกกระบวนการฟื้นฟูกับการล้มละลาย: ลูกหนี้ที่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูจนสำเร็จจะไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นบุคคลล้มละลาย
 * ปกป้องผู้ค้ำประกัน: ลดการลุกลามของปัญหาหนี้จากบุคคลหนึ่งไปสู่ครอบครัว
 * ยึดหลักความสุจริต: ให้โอกาสปลดหนี้แก่ลูกหนี้ที่ตั้งใจชำระหนี้อย่างแท้จริง

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวปิดท้ายด้วยการเน้นย้ำว่า กฎหมายที่ดีไม่ใช่กฎหมายที่ลงโทษได้แรงที่สุด แต่คือกฎหมายที่ “พาคนล้ม ลุกขึ้นมาได้อย่างสง่างาม” ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนและธุรกิจที่ประสบปัญหาได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง และหวังว่าการปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้จะไม่เพียง “ผ่านในรัฐสภา” แต่จะ “ผ่านในหัวใจของประชาชนไทย” ด้วยเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับการสัมมนาประเด็นร่วมสมัยวิชาการ ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “นโยบายและกฎหมายของรัฐกับการแก้ไขกฎหมายฟื้นฟูกิจการธุรกิจและการฟื้นฟูฐานะบุคคลธรรมดา” ของสถาบันพระปกเกล้า ในวันนี้มีผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายพิชัย นิลทองคำ, ดร.พรภัทร์ ตันติกุลานันท์, อาจารย์สฤนี อาชวานันทกุล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นิสิต อินทมาโน ฯลฯ โดยมีนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

‘เจิมศักดิ์’เปิด’คำถามเด็ดน็อคนายกฯอุ๊งอิ๊งค์กลางศาล’

'เจิมศักดิ์'เปิด'คำถามเด็ดน็อคนายกฯอุ๊งอิ๊งค์กลางศาล'

‘เจิมศักดิ์’เปิด’คำถามเด็ดน็อคนายกฯอุ๊งอิ๊งค์กลางศาล’

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

‘เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เปิด ‘คำถามเด็ดน็อคนายกฯอุ๊งอิ๊งค์กลางศาล’

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจากรายการ “มุมมองของเจิมศักดิ์ Live” ทางช่อง WATCHDOG CHANNEL ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในหัวข้อ “คำถามน็อกนายกฯกลางศาล” โดยมีคุณศักดิ์ชัย อภินัยนาถ เป็นผู้ดำเนินรายการ (ฟังคลิปด้านล่าง) 

ผู้ช่วย รมต.กต. เผย ไทยกดดันได้ผล ‘กัมพูชา’มีท่าทีผ่อนปรน ยอมร่วมมือมากขึ้น

ผู้ช่วย รมต.กต. เผย ไทยกดดันได้ผล 'กัมพูชา'มีท่าทีผ่อนปรน ยอมร่วมมือมากขึ้น

ผู้ช่วย รมต.กต. เผย ไทยกดดันได้ผล ‘กัมพูชา’มีท่าทีผ่อนปรน ยอมร่วมมือมากขึ้น

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

ผู้ช่วย รมต.กต.เผยผลการกดดัน-ประณามเรื่องการลอบวางทุ่นระเบิดสังหาร ฝ่ายกัมพูชามีท่าทีผ่อนปรนร่วมมือมากขึ้น แต่ยังปฎิเสธไม่ได้วางทุ่นระเบิด – แจงไทยไม่ได้ปฏิเสธผู้สังเกตการณ์ AOT แต่ห่วงข้อจำกัดกฎหมายไทย ชี้ผู้สังเกตการณ์ IOT ยังปรับประสิทธิภาพได้ 

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับสื่อมวลชนไทยภาคภาษาอังกฤษ เพื่อชี้แจงการดำเนินการของรัฐบาลไทยให้ประชาคมโลกรับทราบ โดยเฉพาะการประท้วงของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพต่อการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ที่ละเมิดอำนาจอธิปไตยไทย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา รวมทั้งละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ตลอดจนกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะทูตานุทูต ลงพื้นที่ 2 ครั้ง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อการกระทำของกัมพูชาแล้ว และพยายามชี้ให้เห็นถึงการละเมิดมนุษยธรรม ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคง หรือเรื่องทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชาแต่เป็นภัยมนุษยชาติโดยรวมที่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ โดยล่าสุดมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีผ่อนปรนมากขึ้นที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แม้ยังคงปฏิเสธว่ากัมพูชาไม่ได้วางทุ่นระเบิดใหม่ แต่จะสำรวจร่วมกับประเทศไทย เพื่อกำหนดพื้นที่เร่งด่วนตามแนวชายแดน ที่ควรทำการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 

ส่วนความคิดริเริ่มเรื่องคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team) หรือ IOT และข้อเสนอคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team) หรือ AOT นั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ประเทศไทยยินดีกับทั้ง 2 ข้อเสนอ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจข้อแตกต่างสำคัญระหว่างรูปแบบทั้งสองดังกล่าว เพราะ IOT นั้น คณะผู้สังเกตการณ์ จะประกอบด้วยผู้ช่วยทูตทหารจากรัฐสมาชิกอาเซียนที่ประจำการอยู่ในประเทศไทยและกัมพูชาที่ประจำการอยู่แล้ว ทำให้สามารถลงพื้นที่และปฏิบัติการภารกิจการสังเกตการณ์ได้อย่างรวดเร็วทันที ส่วน AOT จะต้องมีการส่งผู้สังเกตการณ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหารมาจากเมืองหลวงของประเทศสมาชิกเข้ามาดำเนินการ ซึ่งภายใต้กฎหมายไทย กระบวนการดังกล่าวจะต้องมีการพิจารณาตามขั้นตอนต่างๆ ที่กฎหมายระบุไว้ก่อน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการลงพื้นที่ออกไป

ทั้งนี้ ในหลักการประเทศไทยสนับสนุนแนวคิดทั้งเรื่อง IOT และ AOT  แต่จำเป็นต้องมีการหารือกันอย่างรอบคอบถึงเรื่องการกำหนดรูปแบบและขอบเขตการดำเนินงานร่วมกันให้มีความชัดเจนก่อน และที่สำคัญเพื่อให้เป็นกลไกที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็วทันที ที่จะตอบสนองต่อภารกิจที่ได้มีการตกลงกันไว้ตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ และ IOT ยังสามารถปรับเพิ่มอีก โดยหากจะมีการปรับปรุงในเรื่องของ IOT ก็ควรนำไปหารือในกลไก GBC เพราะ IOT เป็นข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่เป็นรูปธรรมไปแล้ว โดยมีมาเลเซียเป็นประจักษ์พยาน หากจะเปลี่ยนแปลงใดใด ที่ประชุม GBC ของทั้งสองประเทศต้องเป็นคนอนุมัติ